มบส. เดินหน้าอัพเกรดราชภัฎ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/333944

มบส. เดินหน้าอัพเกรดราชภัฎ 4.0

มบส

มบส. เดินหน้าอัพเกรดราชภัฎ 4.0จัดทัพนักศึกษาและคณาจารย์กว่า 300 ชีวิตสู่ 11 มหาวิทยาลัยต่างแดนใน 9 ประเทศ

เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) บุกเบิกโครงการพัฒนานักศึกษาและบุคลากร ด้วยการจับมือกับมหาวิทยาลัยนานาชาติจัดโครงการเพิ่มประสบการณ์ชีวิตสร้างมิตรภาพ “เรียนร่วมภาษาและวัฒนธรรมในต่างประเทศ” ที่ เปิดโอกาสให้นักศึกษาเดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศ เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ ปีนี้พร้อมส่งนักศึกษาและคณาจารย์กว่า 300 คนเดินทางแลกเปลี่ยนกับ 11 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ใน 9 ประเทศ ถือเป็นแรงผลักดันให้นักศึกษาเกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพเท่าเทียมประเทศอื่น เน้นสะท้อน “มีจิตสาธารณะ ทักษะสื่อสารดี และมีความเป็นไทย”

นับเป็นหนึ่งโครงการสำคัญประจำปีที่บูรณาการทักษะด้านวิชาการ สังคม ภาษาและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน  ผศ.ดร. ลินดา เกณฑ์มา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวถึงที่มาและวัตถุประสงค์ที่เข้มข้นในปีนี้ว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ต้องการเป็นต้นแบบในการพัฒนาสถาบันราชภัฎของไทยสู่มาตรฐานสากล หรือ ราชภัฎ 4.0 คือ เป็นที่ยอมรับในเวทีการศึกษานานาชาติในทุกมิติ เป็นเวลากว่าทศวรรษจนถึงปัจจุบัน ได้รับผลสำเร็จอย่างมาก ทั้งจากความร่วมมือในเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศที่เพิ่มจำนวนทุกปี โดย มบส. จัดสรรงบประมาณ  คณาจารย์และพันธมิตรเครือข่ายสนับสนุนเต็มที่ตลอดโครงการ”

สำหรับในปีนี้ ผศ. ดร. ลินดา ได้แนะนำให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการระหว่างพิธีเปิดโครงการว่า “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในโครงการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของนักศึกษาอย่างเห็นได้ชัดในหลายๆ ด้าน เพราะเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยตรงกับเจ้าของประเทศนั้นๆ และการเรียนรู้การทำงานเป็นทีมกับเพื่อนนักศึกษาที่เดินทางไปด้วยกัน ใช้โอกาสที่มีเรียนรู้ให้เต็มที่ สิ่งที่ย้ำกับนักศึกษาทุกคน คือ หน้าที่ถ่ายทอดความเป็นเยาวชนไทย โดยเฉพาะอัตลักษณ์ของนักศึกษา มบส. ที่ชัดเจน 3 ด้าน ได้แก่ “มีจิตสาธารณะ ทักษะสื่อสารดี และมีความเป็นไทย”

ทั้งนี้ ดร.สุทิพย์พร โชติรัตนศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์และเครือข่ายอาเซียน ในฐานะผู้บริหารโครงการ เปิดเผยว่า “นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมในสถาบันอุดมศึกษา 11 แห่ง ใน 9 ประเทศ ได้แก่ จีน, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, เวียดนาม, พม่า, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และเกาหลี ซึ่งกิจกรรมในแต่ละประเทศได้มีความหลากหลายตามศาสตร์ของแต่ละประเทศที่เตรียมให้ทั้งด้านวิชาการและวัฒนธรรม เป็นหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งมีความร่วมมือต่อยอดโครงการหลังจบกิจกรรมเสมอ รวมถึงการที่เราได้รับความไว้วางใจจากเครือข่ายอาเซียนมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม “โครงการค่ายเยาวชนอาเซียนผสานความร่วมมือด้านภาษาและวัฒนธรรมกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ” ครั้งที่ผ่านมา โดยมีคณาจารย์และนิสิตจากประเทศในกลุ่มอาเซียน +1 รวม 8 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา, มาเลเซีย, ลาว, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และประเทศจีน เข้าร่วมกิจกรรมด้วย”

นอกจากผลลัพธ์ที่จะเกิดกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โครงการ “เรียนร่วมภาษาและวัฒนธรรมในต่างประเทศ” นี้ ยังช่วยยืนยันถึงศักยภาพของสถาบันราชภัฏไทย สู่ยุค 4.0 พร้อมสร้างสรรค์บุคลากรสู่งสังคมคุณภาพครบทุกมิติ ให้มีมาตรฐานสากลเป็นทียอมรับทัดเทียมเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษานานาชาติ

รายชื่อสถาบันที่ร่วมโครงการ “เรียนร่วมภาษาและวัฒนธรรมในต่างประเทศ” ประจำปี 2561
จำนวน 11 สถาบัน ใน 9 ประเทศ ได้แก่
1. Lipa City College, ฟิลิปปินส์
2. Quangxi University of Foreign Languages, สาธารณรัฐประชาชนจีน
3. Tianjin Normal University, สาธารณรัฐประชาชนจีน
4. Hainan College of Foreign Studies, สาธารณรัฐประชาชนจีน
5. National University of Arts and Culture, สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
6. Nanyang Polytechnic, สาธารณรัฐสิงคโปร์
7. University of Social Sciences and Humanities-Hanoi, สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
8. Phoenix Academy Perth, เครือรัฐออสเตรเลีย
9. University Mahasaraswati Denpasar (UNMAS), สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
10. University Utara Malaysia (UUM), สหพันธรัฐมาเลเซีย
11. Dong-Ah Institute of Media and Arts (DIMA), สาธารณรัฐเกาหลี

นักเรียนไทยเจ๋งคว้า 12 เหรียญทองแข่งขันคณิตศาสตร์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/333813

นักเรียนไทยเจ๋งคว้า 12 เหรียญทองแข่งขันคณิตศาสตร์โลก

นักเรียนไทยเจ๋งคว้า 12 เหรียญทองการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่บัลแกเรีย

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 สามสิบนักเรียนไทยที่เดินทางไปร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ระดับปฐมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่สาธารณรัฐบัลแกเรีย ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ถึง 7 กรกฎาคม 2561 และสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยโดยการคว้ารางวัลมาครองได้ถึง 45 รางวัล 75 เหรียญ 9 เกียรติบัตร แบ่งเป็น 11 เหรียญทอง 11 เหรียญเงิน 14 เหรียญทองแดง และ 9 รางวัลชมเชย ได้เดินทางกลับมาถึงประเทศไทย ด้วยสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ ( Turkish Airline ) เที่ยวบินที่ TK 068

โดยมีนายอโณทัย  ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา หรือ สนก. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยบรรดาครูผู้ปกครองและเหล่านักเรียนของแต่ละสถาบันร่วมเดินทางมารอรับที่อาคารผู้โดยสารชั้นสองขาเข้าระหว่างประเทศท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นจำนวนมาก พร้อมแสดงความดีใจต่อความสำเร็วของนักเรียนที่เดินทางไปแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศในครั้งนี้

สำหรับการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ประจำปี 2561 ที่สาธารณรัฐบัลแกเรีย ในครั้งนี้ มีประเทศที่ร่วมส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 28 ประเทศ ได้แก่ บัลแกเรีย เกาหลีใต้ แคนาดา คาซัดสถาน จีน ไต้หวัน ทาจิกิสถาน ฟิลิปปินส์ เนเธอแลนด์ เนปาล เวียดนาม มาเก้า ศรีลังกา ซิมบับเว ไซปรัส รัสเซีย โรมาเนีย ยูเครน ออสเดเลีย อินเดีย อุซเบกิสถาน อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ อิหร่าน ฮ่องกง และประเทศไทย โดยมีนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 612 คน จากทุกประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ แต่นักเรียนไทยทั้ง 30 คน ก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยได้ โดยการคว้ารางวัลมาครองได้ถึง 45 รางวัล พร้อมด้วยเหรียญรางวัลรวม 75 เหรียญ และเกียรติบัตรจำนวน 9 ใบ

โดยนายอโณทัย  ไทยวรรณศรี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา หรือ สนก. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กล่าวว่า รายการนี้เป็นรายการ DIMO ที่ประเทศบัลแกเรีย มีทั้งหมด 28 ชาติ ในการเตรียมตัวของประเทศไทย เริ่มต้นมีการคัดในระดับพื้นที่ และคัดในระดับจังหวัด จากนั้นเอาเด็กเก่งทั้งหมดมาเข้าค่ายเพื่อที่ทำการฝึกการเตรียมความพร้อม ในการไปในครั้งนี้เราได้แชมป์ทั้งหมด 3 แชมป์ นั่นก็คือแชมป์ในระดับประถมศึกษา และแชมป์ในระดับมัธยมศึกษา อีก 2 แชมป์ ได้รางวัลมาทั้งหมด 12 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน และ 14 เหรียญทองแดง ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

เด็กชาย พิพิชชญะ  ศรีดำ อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนนานาชาติบลูส์เบอร์รี่ หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา ได้กล่าวด้วยความดีใจว่า ขณะที่เข้าไปทำข้อสอบตอนแรกมันก็ยาก แต่ว่าพอทำไปเรื่อย ๆ และใช้ความสามารถก็ทำได้ และรู้สึกภูมิใจที่ ไปเป็นตัวแทนของประเทศเราและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้ในครั้งนี้ ส่วนการเตรียมตัวนั้น ก็ต้องทำข้อสอบเก่าให้มาก ๆ และฝึกหาโจทย์ที่มีโอกาสออกหรือว่าจดเก่งมาฝึกทำด้วย

ด้านเด็กชาย ปรมัตถ์  สมุทรสินธุ์ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้น ม.3 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพ ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา ได้กล่าวว่า ข้อสอบค่อนข้างยากอยู่ เพราะว่าข้อสอบมีหลายแนว การเตรียมตัวของเราก็ต้องมีการเตรียมตัวแบบหลากหลายเพื่อที่จะทำข้อสอบให้ได้ทุกประเภท ส่วนประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันและน่ากลัวที่สุดก็น่าจะเป็นประเทศจีน ไต้หวัน เวียดนาม  และบัลแกเรีย

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/333408

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน

วิทยาการคำนวณ,เด็กไทย

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน  : โดย… เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ – qualitylife4444@gmail.com

ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกทั้งฟินแลนด์ เอสโตเนีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็เริ่มให้เด็กเรียนเขียนโปรแกรมกันตั้งแต่ประถม ล่าสุดสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ไปไกลถึงขนาดกำหนดให้เด็กระดับมัธยมต้องเรียนหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ -สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

วิชา “วิทยาการคำนวณ” หรือ Computing Science ยังเป็นเรื่องใหม่ทั้งตัวเด็กในฐานะผู้เรียน กระทั่งครูผู้สอนบางคนก็อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก โดยเป็นวิชาบังคับพื้นฐานใหม่ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) สอนเขียนโปรแกรมตั้งแต่ ป.1-ม.6 ทุกโรงเรียนต้องเริ่มต้นสอนกันตั้งแต่เปิดเทอม 1 ปีการศึกษา 2561 แล้ว แต่ในรุ่นแรกมีผลเฉพาะนักเรียน ป.1, ป.4, ม.1 และ ม.4

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน 

การเตรียมพร้อมครูให้รู้และเข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องวิทยาการคำนวณ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะวิชานี้ไม่ได้เน้นเพียงการสอนวิชาการ เน้นสร้างทักษะกระบวนการคิดเชิงคำนวณ ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ และต้องลงมือปฏิบัติจริง การเขียนโปรแกรม หรือโปรแกรม (Coding) เป็นพื้นฐานการสร้าง “ทักษะดิจิทัล” อีกอาวุธสำคัญที่เด็กต้องมีติดตัวในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งวิทยากรย้ำกับกลุ่มผู้บริหารสถานศึกษา ครูและผู้สนใจ กว่า 500 รายที่มาร่วมในโครงการสัมมนาวิชาการ Computing Science วิทยาการคำนวณ : องค์ความรู้สำคัญแห่งโลกอนาคต ซึ่งบริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด จับมือกับพันธมิตรอย่างเป็นทางการ CODE.Org เว็บไซต์ชื่อดังการออกแบบและสร้างหลักสูตร Computing Science ยกระดับการสอนครูไทยสู่ยุคดิจิทัล

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน 

    วิทยาการคำนวณความรู้โลกอนาคต
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โลกรอบตัวเป็นดิจิทัลเร็วกว่าที่คาดคิด มีการปรับใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานต่างๆ เมื่อโลกอนาคตคือโลกแห่งไอที คนก็ต้องมี “ทักษะดิจิทัล” อีกหนึ่งทักษะสำคัญในยุคศตวรรษที่ 21 ดังนั้น เด็กต้องมีความรู้ด้านไอที ต้องเรียนเขียนโปรแกรม

ดังนั้น วิชาวิทยาการคำนวณ จึงเป็นความรู้สำคัญในโลกอนาคต ตอนนี้หลายประเทศทั่วโลกทั้งฟินแลนด์ เอสโตเนีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ก็เริ่มให้เด็กเรียนเขียนโปรแกรมกันตั้งแต่ประถม ล่าสุดสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ไปไกลถึงขนาดกำหนดให้เด็กระดับมัธยมต้องเรียนหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เห็นได้ว่าแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วยังต้องปรับตัวเพิ่มทักษะโปรแกรมให้ประชากร

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน 

สำหรับประเทศไทยที่เริ่มให้เด็กเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ สอนการเขียนโปรแกรมก็ถือว่าเริ่มได้ดี ทำเร็ว แต่ก็ยังน่าห่วงเรื่องความพร้อมของโรงเรียนความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะครูผู้สอนที่มีจำนวนมากทุกคนไม่ได้ถนัด ครูประถมที่ต้องสอนทุกวิชา จะทำอย่างไรให้ครูมีทักษะสอนเด็กได้ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และต้องมีตัวช่วย เช่น สื่อการสอนที่เหมาะสม เนื้อหาออนไลน์ให้เรียนรู้ โดยทุกภาคส่วนสำนักพิมพ์ องค์กรต่างๆ ต้องมาช่วยกัน

          ให้เด็กลงมือทำสร้างกระบวนการคิด
“การสอนวิทยาการคำนวณ ถ้าใช้การบรรยายจะไม่ได้ประโยชน์ ต้องเน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติผ่านอุปกรณ์ สื่อต่างๆ ที่เวลานี้หาได้ง่ายและราคาไม่แพง แต่ถ้าไม่มีอุปกรณ์ก็เรียนรู้จากชีวิตประจำวันได้ เช่น ให้เด็กแข่งเรียงหนังสือบนชั้น ใครทำได้เร็วกว่ากัน ตรงนี้เป็นการสอนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ฝึกเด็กให้เข้าใจขั้นตอนการทำงาน การคาดการณ์ การแก้ไขปัญหา เป็นทักษะการสร้างกระบวนการคิดแบบวิทยาการคำนวณ และแนวทางของวิทยาการคำนวณยังเหมาะนำไปพัฒนาเด็กที่ไม่มีทักษะการวิเคราะห์ คิดคำนวณได้ดีอีกด้วย ซึ่งภาพเด็กไทยอนาคตควรจะมีทักษะดิจิทัล รู้ เข้าใจโปรแกรมพอสมควร ถึงไม่ทำงานด้านไอที แต่ประกอบอาชีพได้ ไม่ตกงาน” สมเกียรติ กล่าว

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน 

          อบรมครูไทยสอนวิทยาการคำนวณ
ตะวัน เทวะอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทุกอาชีพเติบโตเกี่ยวพันกับเทคโนโลยี ในโลกเศรษฐกิจยุคดิจิทัลทุกคนต้องมีความรู้การเขียนโปรแกรม เป็นทักษะของเด็กยุคใหม่ เมื่อโรงเรียนในไทยเริ่มสอน แต่ครูไทยไม่เคยสอน บางคนไม่ได้เรียน จึงเป็นความท้าทายที่ต้องหาระบบที่ง่ายมาช่วยโดยที่ครูไม่ลำบาก ซึ่ง บ.อักษรฯ ถนัดในการผลิตสื่อต่างๆ CODE.Org ก็เป็นช่องทางที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ง่าย จึงได้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ ร่วมกันหาวิธีการเทรนครูไทยทุกคนจนเกิดแผนการสอน การอบรมครูสอนครู อุปกรณ์สื่อที่รองรับการสอน สร้างแรงบันดาลใจแก่ครูไปสอนเด็กให้มีความรู้เบื้องต้น การสอนวิทยาการคำนวณช่วยเตรียมพร้อมเด็กเพื่อรับยุคดิจิทัลในอนาคตที่เข้ามาใกล้แค่เอื้อม

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน 

“ถือเป็นจุดเริ่มครั้งแรกที่สร้างความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารโรงเรียน ลำดับต่อไปจะสัมมนาอบรมแก่ครูในพื้นที่ ให้ครูได้มาลงมือทำ ผมอยากขยายองค์ความรู้นี้ไปสู่โรงเรียนบ้านๆ โรงเรียนธรรมดาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสเข้ามารับการพัฒนาเพื่อกลับไปสอนเด็ก หรือเพื่อนครูในโรงเรียน โดย บ.อักษรฯ ทำคู่มือการสอน สื่อการเรียนรู้ และใช้ควบคู่กับการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ของทาง CODE.Org ด้วย”
หวังคนไทยสร้างเทคโนโลยีใช้เอง

อลิซ สเตนกลาส ประธานเว็บไซต์ CODE.Org กล่าวว่า วิทยาการคอมพิวเตอร์คำนวณเป็นวิชาที่เติบโตและมีคนสนใจอยากเรียนมากวิชาหนึ่งในเวลานี้ มี 25 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยตื่นตัว แค่ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเด็ก 28 ล้านคนทั่วโลกมาลงทะเบียนกับ CODE.Org มีบทเรียนในการหัดเขียนโปรแกรมจำนวนมาก ขณะที่มากกว่า 10 ล้านคนทั้งชายและหญิงเข้าร่วมกิจกรรม “Hour of Code Challenge” แม้จะเป็นชายมากกว่าแต่ก็สะท้อนถึงความเท่าเทียม เห็นได้ว่าการเขียนโปรแกรมไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ชาย ในอีก 15 ปีข้างหน้าตลาดแรงงานก็จะเปลี่ยนไป งานจะเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีมากขึ้น ฉะนั้น วิทยาการคอมพ์เป็นรากฐานระบบการศึกษา ที่ครู นักเรียนต้องรู้ ใช้เป็น ต้องเตรียมพร้อมให้เด็กมีทักษะเพื่อพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ทักษะดิจิทัลเด็กไทยควรมี ใช้โปรแกรมได้ไม่ตกงาน 

“เราถูกล้อมรอบโดยเทคโนโลยี ดิฉันไม่อยากให้คนไทยหรือเด็กไทย ซื้อมาใช้ แต่อยากให้เป็นผู้ที่สร้างเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง จึงอยากให้มั่นใจว่า CODE.Org – บ.อักษรฯ จะร่วมกันพัฒนาหลักสูตรในการจัดอบรมครู โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ได้ครูมั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์ความรู้ นำไปใช้ประกอบการสอนวิทยาการคำนวณให้แก่เด็ก” อลิซ กล่าว

“คณะวิทย์ จุฬาฯ”เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/333093

“คณะวิทย์ จุฬาฯ”เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ,หลักสูตร

“คณะวิทย์ จุฬาฯ”เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่ : โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com 0

 

“คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ตอบสนองความต้องการของสายวิทยาศาสตร์แบบใหม่” พลกฤษณ์ แสงวณิช

“ขณะนี้ ไม่มีแผนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ ว่าต้องการนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยกี่คน เพราะไม่มีแผนระดับประเทศ ใช้การคำนวณตามประชากรของประเทศ ว่าประชากร 60 ล้านคน ควรมีนักวิทยาศาสตร์กี่คน เป็นการคำนวณด้านตัวเลข แต่หน่วยงาน สถาบันที่ผลิตก็ไม่รู้ว่าตลาดต้องการเด็กเท่าไหร่ ขาดกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ ต้องมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีงานรองรับจริงๆ กี่คน ดังนั้น ตอนนี้ นอกจากมีการสนับสนุนเพิ่มจำนวนคนสายวิทยาศาสตร์แล้ว ต้องมีแผนกำลังคนที่ชัดเจน” พลกฤษณ์  แสงวณิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สะท้อนถึงแผนการเตรียมกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย

"คณะวิทย์ จุฬาฯ"เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

 

คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าในประเทศไทย “คณะวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คณะยอดนิยม และไม่ได้เป็นคณะที่เด็กเก่งเลือกเรียน” อย่าง คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กว่าจะได้เด็กเข้าเรียนในคณะ ต้องรอถึงการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส รอบที่ 4 แอดมิชชั่น และรอบที่ 5 รับตรงอิสระ ถึงจะได้เด็กตามจำนวนที่ต้องการ เพราะต่อให้ทีแคสมี 5 รอบ รอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน และรอบที่ 2 โควตา โครงการต่างๆ เด็กก็ไม่ได้เลือก และรอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน มีเพียง 20% เท่านั้น ที่นั่งของคณะจึงมีเด็ก โดยปีนี้ รับนิสิตทั้งหมด 900 คน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เด็กเลือกเรียนคณะวิทย์ไม่ได้รับความนิยมเท่าท่ี่ควรเป็นมาหลายปีแล้ว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า คณะวิทยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์หลากหลายค่อนข้างมาก อีกทั้งบางสาขามีรูปแบบการทำงานไม่ชัดเจน ไม่รู้ว่ามีตำแหน่งงาน เงินเดือนอย่างไร ที่สำคัญประเทศก็ไม่มีแผนความต้องการกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้ไม่มีผู้เรียนอย่างที่ประเทศต้องการกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์

"คณะวิทย์ จุฬาฯ"เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

 

    คณะวิทย์เรียนสหกิจศึกษา 2 ปี
คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ปรับการเรียนการสอนโดยเน้นสหกิจศึกษา เปิดโอกาสให้นิสิตต้องไปเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติงานจริง วิจัยจริงในสถานประกอบการ ภาคเอกชนต่างๆ โดยปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ตอบสนองความต้องการของสายวิทยาศาสตร์แบบใหม่ ไทยแลนด์ 4.0 อาชีพใหม่ ไม่ได้เป็นวิจิตรแบบเดิม เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่จบออกไปแล้วสามารถดำรงชีวิต ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ผลิตบัณฑิต และงานวิจัยที่มีศักยภาพตอบสนองความต้องการของตลาดในภาวะปัจจุบัน และส่งเสริมความต้องการด้านธุรกิจ สังคม ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต

"คณะวิทย์ จุฬาฯ"เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

 

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อจัดสหกิจศึกษา ให้นิสิตปริญญาตรีได้ไปเรียนรู้การทำงานจริงในสถานประกอบการต่างๆ เด็กจะได้รู้ว่าบริษัททำงานอย่างไร และบริษัทเองได้เข้าใจด้วยว่าต้องรับเด็กคนไหนเข้าไปทำงาน ขณะเดียวกันคณะได้เรียนรู้การทำงานจริงหลังจบการศึกษาของเด็ก จะได้นำมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ ได้เหมาะสม ดังนั้น ไม่ว่าภาครัฐจะสนับสนุนให้มหาวิทยาลัย คณะ ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเน้นฝึกปฏิบัติหรือไม่ มหาวิทยาลัยก็ต้องปรับการเรียนการสอนให้เน้นการทำงานมากขึ้น สหกิจศึกษามากขึ้น โดยบางสาขาจะเปิดโอกาสให้เด็กไปสหกิจศึกษา 2 ปี และทางบริษัทเองต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตนิสิต การจัดการเรียนการสอนร่วมด้วย”

"คณะวิทย์ จุฬาฯ"เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

 

    เด็กวิทย์จบเป็นนักวิจัยเพียง 20%
คณบดีคณะวิทย์ จุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า บัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์เข้าสู่สายนักวิจัย ประมาณ 10-20% เท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันอัตราการรองรับในการทำงานค่อนข้างน้อยลง หน่วยงานวิจัยต่างๆ ไม่ได้เปิดรับนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และไม่มีการเปิดหน่วยงานใหม่ แต่จะเป็นการให้ทุน โดยไม่มีอัตรางานรองรับ ซึ่งเมื่อนิสิตมองเห็นว่าเข้าสู่เป็นนักวิจัยแล้วไม่มีงานทำ การจะมาเลือกทำอาชีพนี้ก็น้อยลงไปด้วย
ทั้งที่การจะพัฒนาประเทศสร้างนวัตกรรมได้ต้องอาศัยนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์พื้นฐาน เพราะนวัตกรรมเกิดขึ้นได้ต้องมีนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่มีความเข้มแข็ง มีองค์ความรู้และเชี่ยวชาญจริงๆ อยากให้รัฐบาลเข้าใจเรื่องนี้ เพราะการให้ทุนทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดการพัฒนานักวิทยาศาสตร์พื้นฐานด้วย

"คณะวิทย์ จุฬาฯ"เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

      รู้เทรนด์สายวิทย์จากบริษัท
ทั้งนี้ คณะวิทย์ จุฬาฯ วางกรอบการผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ จากเทรนด์บริษัทที่ส่งนิสิตไปฝึกงาน หรือทำงานวิจัยร่วมกับสถานประกอบการ หน่วยงานวิจัยต่างๆ โดยสอบถามภาพรวม 2-3 ปีข้างหน้า ว่าต้องการนักวิทยาศาสตร์สาขาใดอย่างไร รวมทั้งคำนวณจากแบบสอบถามว่าเด็กทำงานตรงกับสาขาวิชาชีพมากน้อยขนาดไหน ซึ่งพบว่า มีอัตราการเข้าถึงงานของบัณฑิตคณะวิทย์ จุฬาฯ 60-70% ที่ทำงานได้ตรงกับสาขาที่จบ แต่อีก 30% ไม่สามารถรู้ เนื่องจากบางส่วนไม่ตอบแบบสอบถาม ไม่มีข้อมูลชัดเจน

“สาขาของคณะวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความนิยม และเข้าสู่การมีงานทำสูงในรูปแบบภาคเอกชนส่วนใหญ่เป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ เคมี เคมีเทคนิค วัสดุศาสตร์ จุลชีววิทยา ธรณีวิทยา วิทยาการคอมพิวเตอร์ และด้านอาหาร ส่วนสาขาที่อาจจะเหนื่อยมากกว่าสาขาอื่นๆ เช่น พฤกษศาสตร์ และชีววิทยา ทำให้เด็กที่จบสาขาเหล่านี้ไปศึกษาต่อ เพื่อเรียนให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ฉะนั้น สาขาไหนที่มีรูปแบบของการทำงาน อาชีพอย่างชัดเจน จะมีงานทำอย่างแน่นอน และเป็นสาขาที่มีเด็กสมัครค่อนข้างมาก”

"คณะวิทย์ จุฬาฯ"เน้นสหกิจศึกษา ผลิตนักวิทยาศาสตร์แบบใหม่

 

      ฝากภาครัฐหาตำแหน่งงานให้
พลกฤษณ์ กล่าวอีกว่า คณะวิทยาศาสตร์ได้มีการหารือถึงปัญหาของการผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย กับทุกหน่วยงาน และคณะที่เกี่ยวข้อง เพื่อการจัดสรรนโยบาย และงบประมาณที่เหมาะสม แต่ที่ผ่านมามีเพียงโครงการต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้น และเป็นการทำงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีให้นิสิตระดับปริญญาโท เอก ได้เข้าไปมีส่วนร่วม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของระดับบัณฑิตศึกษาวิทยาศาสตร์ลดลงเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจ โดยขณะนี้มีบัณฑิตศึกษาหายไปประมาณ 30% และทุกมหาวิทยาลัยได้มีการทำประชาสัมพันธ์เชิงรุก นำหลักสูตร รุ่นพี่ไปแนะนำถึงมหาวิทยาลัยอื่นๆ และให้ทุนการศึกษา อย่าง คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกประมาณ 50 ล้านบาท

“เชื่อว่าภาครัฐได้พยายามแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ภาครัฐต้องหาตำแหน่งงานที่ชัดเจน เพราะถ้ามีงานทำ มีเงินเดือนชัดเจน คนก็ต้องมาเรียนด้านนี้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตก็ต้องผลิตคนที่เหมาะสมสายวิทยาศาสตร์ในภาวะปัจจุบันมากขึ้น” คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย

“บิ๊กอู๋”ปลื้ม!! ต่างด้าวเข้าระบบได้เกือบ 100 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/332827

“บิ๊กอู๋”ปลื้ม!! ต่างด้าวเข้าระบบได้เกือบ 100 %

แรงงานต่างด้าว,่ บิ๊กอู๋,จดทะเบียนเกือนร้อยละ100,1 กค2561 จับ-ปรับได้

“บิ๊กอู๋”แถลงผลปิดศูนย์ OSS เฟส 2 พอใจคนต่างด้าวเข้าระบบได้เกือบ 100 % ระบุ 347,067 คน คิดเป็น 99.73 %ย้ำตำรวจจับปรับต่างด้าวผิดกฏกหมาย 1ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงผลปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ(OSS) ระยะที่ 2 พบเป็นที่น่าพอใจ มีแรงงานต่างด้าว

สัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา มาจัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงาน ณ ศูนย์ OSS จำนวนทั้งสิ้น 347,067 คน คิดเป็น 99.73 % เป็นกัมพูชา 156,569 คน ลาว 18,210 คน เมียนมา 172,288 คน

ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมา มีแรงงานฯ ที่ต้องเข้าศูนย์ OSS ตามมติ ครม. 16 มกราคม 2561 จำนวน 1,320,035 คน โดยดำเนินการไปแล้วภายใน 31 มีนาคม 2561 จำนวน 840,736 คน

"บิ๊กอู๋"ปลื้ม!! ต่างด้าวเข้าระบบได้เกือบ 100 %พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน

และต่อมามติ ครม. ได้มีการขยายเวลาให้เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 มิถุนายน 2561 โดยดำเนินการศูนย์ OSS ในระยะที่ 2 เป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 348,022 คน

สรุปมียอดแรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบถูกต้องตามกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 1,187,803 คน คิดเป็น 90 % เป็นกัมพูชา 350,840 คน ลาว 59,746 คน เมียนมา 777,217 คน ซึ่งจากผลสำเร็จนี้ แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติที่เดิมทำงานอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตและได้รับการผ่อนผันมาตั้งแต่ปี 2558 ได้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องแล้ว ในส่วนที่ไม่ได้เข้าระบบก็จะเปลี่ยนสถานภาพการทำงานในรูปแบบอื่น เช่น MOU Borderpass จ้างงานตามฤดูกาล เป็นต้น

สำหรับการบังคับใช้กฎหมายนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานจะบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแผนการตรวจสอบ ปราบปราม จับกุมและ ดำเนินคดีแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายโดยเคร่งครัดต่อเนื่อง หากพบกระทำผิด ทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กล่าวคือ หากคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ 5,000 – 50,000 บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว คนต่างด้าวจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับโทษ

ส่วนนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

"บิ๊กอู๋"ปลื้ม!! ต่างด้าวเข้าระบบได้เกือบ 100 %

รมว.แรงงาน กล่าวในตอนท้ายว่า ขณะนี้มีแรงงานต่างชาติอยู่และทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวน 3.2 ล้านคน ทั้งนี้ หากผู้ใดพบคนต่างด้าวทำงานผิดกฎหมายหรือพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน หรือโทร. 0 2354 1729 หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ปิดจ็อบ!! พิสูจน์สัญชาติ ทำทะเบียนต่างด้าว30มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/332624

ปิดจ็อบ!! พิสูจน์สัญชาติ ทำทะเบียนต่างด้าว30มิ.ย.นี้

ต่างด้าง,จดทะเบียน,30มิยนี้

รมว.แรงงาน เตรียมปิดศูนย์OSSย้ำ1กรกฎาคม2561ตรวจจับ ปรับ ส่งกลับ ขณะที่คงเหลือต้องพิสูจน์สัญชาติอีก4,583คน จัดทำทะเบียนประวัติและขออนุญาตทำงานอีก14,298คน

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าพรุ่งนี้ (30มิถุนายน2561) จะเป็นวันสุดท้ายของการจัดทำทะเบียนประวัติ ขออนุญาตทำงาน

และพิสูจน์สัญชาติของแรงงานต่างด้าวแล้ว โดยในวันสุดท้าย กระทรวงแรงงานจะให้บริการจนนถึงคนสุดท้าย จึงขอให้นายจ้างรีบพาแรงงานต่างด้าวไปดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนด

ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมา มีแรงงานฯ ที่ต้องเข้าศูนย์OSSตามมติ

ครม.16มกราคม2561จำนวน1,320,035คน โดยดำเนินการไปแล้วภายใน31มีนาคม2561จำนวน840,736คน และต่อมามติ ครม. ได้มีการขยายเวลาให้เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน30มิถุนายน2561

โดยดำเนินการศูนย์OSSในระยะที่2เป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น348,022คน ซึ่งขณะนี้(ณ วันที่28มิถุนายน2561)ดำเนินการแล้ว333,724คน คิดเป็น95.89 %เป็นกัมพูชา148,420คน ลาว17,273คน เมียนมา168,031คน คงเหลืออีก14,298คน เป็นกัมพูชา9,966คน ลาว1,728คน เมียนมา2,604คน คิดเป็น4.11%ส่วนการพิสูจน์สัญชาตินั้น ผลการดำเนินการรวมทั้งสิ้น117,708คน คงเหลือที่ต้องพิสูจน์สัญชาติ4,583คน เป็นกัมพูชา4,310คน ลาว273คน

รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณทั้ง3ประเทศที่ให้ความร่วมมือในการพิสูจน์สัญชาติ และขอย้ำอีกครั้งว่า หากพ้นกำหนด30มิถุนายนนี้ แรงงานต่างด้าวยังไม่ดำเนินการใดๆ จะไม่สามารถอยู่และทำงานต่อไปได้ ซึ่งตั้งแต่วันที่1กรกฎาคม2561เป็นต้นไป กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน จะมีมาตรการจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยดำเนินการตรวจสอบ ปราบปราม และจับกุม อย่างเคร่งครัด

โดยบูรณาการตรวจร่วมกับตำรวจในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ5,000 – 50,000บาท และเมื่อชำระค่าปรับแล้ว คนต่างด้าวจะถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และห้ามขออนุญาตทำงานภายใน2ปี นับแต่วันที่ได้รับโทษ

ขณะเดียวกันนายจ้างที่จ้างคนต่างด้าวโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับ10,000-100,000บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องมีโทษจำคุก ไม่เกิน1ปี หรือปรับตั้งแต่50,000 – 200,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา3ปี แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560และที่แก้ไขเพิ่มเติม

“องคมนตรี” ขับเคลื่อน! “รพ.คุณธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/332451

“องคมนตรี” ขับเคลื่อน! “รพ.คุณธรรม”

องคมนตรี,ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี,โรงพยาบาลคุณธรรม,รพเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาจสระบุรี

“องคมนตรี” ตรวจเยี่ยม “รพ.เสาไห้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา”จ.สระบุรี พร้อมมอบนโยบายขับเคลื่อน”รพ.คุณธรรม” ใช้แนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง-ระบบธรรมาภิบาล

วันนี้ (28 มิถุนายน 2561) ที่โรงพยาบาลเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสระบุรี นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้มาตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้เป็น 1 ใน 10 โรงพยาบาลอยู่ในความอนุเคราะห์ของมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล มีอัตลักษณ์ร่วมกันคือ“โรงพยาบาลที่เป็นมากกว่าโรงพยาบาล (More than a Hospital)”

"องคมนตรี" ขับเคลื่อน! "รพ.คุณธรรม"

                     ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี

โดยเป็นโรงพยาบาลต้นแบบด้านแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกระดับเขตที่ได้รับรางวัลโรงพยาบาลคุณธรรม ประจำปี 2560 และเป็นโรงพยาบาลประชารัฐ ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพื่อประชาชน โดยมี นายแพทย์สุระ วิเศษศักดิ์ ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 4 และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมการดำเนินงาน

"องคมนตรี" ขับเคลื่อน! "รพ.คุณธรรม"

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม กล่าวถึงแนวทางการบริหารโรงพยาบาล 5 องค์ประกอบ คือ 1.ใช้ระบบธรรมาภิบาล บริหารจัดการด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ประหยัด ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องบนพื้นฐานทางศีลธรรม วัฒนธรรม และหลักกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล เน้น“ประหยัด เรียบง่าย ประโยชน์สูงสุด”

2.โรงพยาบาลคุณภาพ มีคุณภาพในการบริหาร บริการ บุคลากร มีการประกันคุณภาพ และการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนางานและองค์กร เพื่อให้คุณภาพบริการการรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น 3.โรงพยาบาลคุณธรรม สร้างคนดี มีน้ำใจให้มีอยู่ทั่วโรงพยาบาล ให้บริการประชาชนด้วยความรู้คู่คุณธรรม 4.นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และ 5.รมณียสถาน ออกแบบสถานที่และระบบบริการให้สะอาด สะดวก และสบาย

"องคมนตรี" ขับเคลื่อน! "รพ.คุณธรรม"

ทั้งนี้ โรงพยาบาลเสาไห้เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นโรงพยาบาลขนาดขนาด 30 เตียง ดูแลประชาชน 32,154 คน ให้บริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 111,623 ครั้งต่อปี มีอัตราการครองเตียงของผู้ป่วยใน ร้อยละ 110.72

"องคมนตรี" ขับเคลื่อน! "รพ.คุณธรรม"

โดยผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นโรคที่ป้องกันได้ เช่น โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เบาหวาน ความดันโลหิต มีการใช้ยาลดอาการปวดจำนวนมาก โรงพยาบาลจึงได้นำระบบบริการการแพทย์แบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาไทย รวมทั้งการจัดทำกายภาพบำบัด มาบริการผู้ป่วยร่วมด้วย ได้แก่ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน แพทย์พื้นบ้านและแพทย์วิถีธรรม

อุ้มแรงงาน!! เสียชีวิตต่างแดนรัฐมอบเงินเกือบ5ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/332392

อุ้มแรงงาน!! เสียชีวิตต่างแดนรัฐมอบเงินเกือบ5ล้าน

แรงงาน,เงินทดแทน,เกือบ5ล้านบาท,กแรงงาน,เสียชีวิตในต่างแดน,พลตออดุลย์

อุ้มแรงงาน!! “รมว.แรงงาน” เผยกระทรวงแรงงานมอบเงินทดแทนแก่ญาติคนงานไทยที่เสียชีวิตในต่างแดน กว่า 4.9 ล้านบาท

วันที่ 27 มิถุนายน 2561 ที่ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชั้น6อาคารกระทรวงแรงงานพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบเช็คเงินทดแทน

ให้แก่ญาตินายพงษ์ศักดิ์ มีแต้ม แรงงานไทยที่ไปทำงานประเทศสิงคโปร์ที่เสียชีวิต เมื่อวันที่10สิงหาคม2560ที่ผ่านมา โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน และผู้แทนบริษัทRCL Shipmanagement Pte Ltd.ร่วมมอบเงินทดแทน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า นายพงษ์ศักดิ์ มีแต้ม อายุ45ปี อยู่บ้านเลขที่143หมู่10ต.หัวไทร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ทำงานที่บริษัทRCL Ship management Pte Ltd.ประเทศสิงคโปร์ ตำแหน่งลูกเรือ โดยนายพงษ์ศักดิ์ฯ เสียชีวิตจากสาเหตุกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เนื่องจากเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจอุดตัน ซึ่งสำนักงานแรงงานในประเทศสิงคโปร์ได้ให้การดูแลช่วยเหลือโดยประสานกับนายจ้างเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์

อุ้มแรงงาน!! เสียชีวิตต่างแดนรัฐมอบเงินเกือบ5ล้านพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว  รมว.แรงงาน

“และต่อมากระทรวงแรงงานสิงคโปร์ได้แจ้งผลการสอบสวนว่าการเสียชีวิตของนายพงษ์ศักดิ์ฯ เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงาน ดังนั้น ทายาทจึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทน เป็นเงินจำนวน204,000เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ4,990,000บาท สั่งจ่ายในนาม นายน้อมมีแต้ม บิดาของผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างทายาท โดยแบ่งสิทธิประโยชน์เป็น5ส่วนเท่าๆ กัน คือ บิดา และบุตรของนายพงษ์ศักดิ์ฯ จำนวน4คน”รมว.แรงงานกล่าว

รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า การไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะส่งผลให้คนงานได้รับความคุ้มครอง ได้รับสิทธิประโยชน์ อัตราค่าจ้าง สวัสดิการตามกฎหมายแรงงานของประเทศนั้นๆ กล่าวคือหากประสบภัย เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตก็จะได้รับการคุ้มครองดูแลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ทั้งยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดกลัว หลบซ่อนหรือวิตกกังวลว่าจะถูกจับได้ เพราะเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังเช่นกรณีตัวอย่างของนายพงษ์ศักดิ์ฯ เป็นต้น

เปิดโครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/332389

เปิดโครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ฟรี

ทีแคส

เปิดโครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายณัฐวุฒิ  ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (บีเอ็มเอ็น) กล่าวว่า ได้เล็งเห็นความสำคัญด้านการศึกษาของเยาวชนไทย อยากให้ได้รับความรู้ทางวิชาการเพิ่ม เพื่อใช้ในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย พร้อมแนะแนวคิดที่ดีสำหรับการดำรงชีวิตของเยาวชนไทย เตรียมเปิดรับน้องๆสู่ โครงการ MRTพาน้องพิชิต TCAS ปีที่ 10 ซึ่งน้องๆสามารถเข้าร่วมโครงการฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

สำหรับโครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS เดิมมีชื่อว่า โครงการ MRT พาน้องพิชิต GAT สืบเนื่องจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ได้สรุปการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาแบบใหม่ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป คือระบบ TCAS โดยย่อมาจาก Thai University Central Admission System จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อโครงการดังกล่าว
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนสอบ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนระบบการศึการูปแบบใหม่ของเยาวชนไทยในอนาคตต่อไป  โครงการ MRT พาน้องพิชิต TCAS ปีนี้ ได้รับเกียรติจากคุณครูผู้ทรงคุณวุฒิและมากด้วยประสบการณ์ถึงสามท่าน ได้แก่ คุณครูสมศรี  ธรรมสารโสภณ ที่จะมาแนะนำข้อสอบ GAT ภาษาอังกฤษ , คุณครูสุรเชษฐ์  พิชิตพงศ์เผ่า (คุณครูพี่ยู) จะมาชี้แนะเทคนิคการทำข้อสอบGAT เชื่อมโยงและเพิ่มเติมด้วย PAT1 คณิตศาสตร์โดย คุณครูวิเศษ  กี่สุขพันธ์ (คุณครูพี่เอ๋) พร้อมทั้งแขกรับเชิญพิเศษ ที่จะมาแนะแนวประสบการณ์ก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
น้องๆที่สนใจสามารถเดินทางมาสมัครด้วยตนเอง ที่สถานีรถไฟฟ้า MRT โดยนำสำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรนักเรียนมาเพื่อลงทะเบียน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถมาสมัครด้วยตนเอง สามารถให้เพื่อน หรือญาติพี่น้อง มาสมัครแทนได้ โดยจะเปิดรับสมัครในวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2561 ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน จุดรับสมัคร ด้านหน้า เมโทรมอลล์ (ฝั่งประตู 3 หรือฝั่งทางไปเซ็นทรัลลาดพร้าว ) ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. และ วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฏาคม  2561 ณ สถานีรถไฟฟ้า MRT เพชรบุรี จุดรับสมัคร ด้านหน้า เมโทรมอลล์ (ฝั่งประตู 2 หรือใกล้ Starbucks) ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. และกำหนดติว ในวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 06.30-18.30 น. ณ ห้องเพลนารี 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ติวฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย น้องๆที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่facebook.com/GatbyMRT

สพฐ.ระดมเงินบริจาคแล้ว 3.2 แสนช่วยเด็กติดถ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/332099

สพฐ.ระดมเงินบริจาคแล้ว 3.2 แสนช่วยเด็กติดถ้ำ

สังคม,คุณภาพชีวิต,การศึกษา,สพฐ,กพฐ,ระดม,บริจาค,เงิน,ช่วยเหลือ,13 ชีวิตติดถ้ำ,ถ้ำหลวง

“ธีระเกียรติ” กำชับ สพฐ. ร่วมมือเจ้าหน้าที่ดูแล 13 “นักบอล-โค้ช” ติดถ้ำหลวง ขณะที่ยอดระดมทุนช่วยเหลือเด็กจากเขตพื้นที่ ล่าสุด 3.2 แสนบาท

               26 มิ.ย. 61  นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าการช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชน พร้อมโค้ช รวม 13 คน ซึ่งเข้าไปในถ้ำหลวง เขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. และติดอยู่ภายในยังไม่สามารถออกมาได้จนจะเข้าสู่วันที่ 4 แล้วนั้น ว่า

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ย้ำให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดูแลและให้ความร่วมมือกับทีมช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ล่าสุด ได้รับรายงานจาก นายกิตติชัย เมืองมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เชียงราย เขต 3 ว่า ยังไม่พบเด็ก แต่จากที่หน่วยค้นหาเข้าไปพบรอยเท้าคน เชื่อว่า เด็กยังมีชีวิตอยู่ และตอนนี้ทราบว่าการไฟฟ้าได้เข้าไปเดินสายไฟในถ้ำและบริเวณโดยรอบ ขณะเดียวกันทางกองทัพบกก็ได้วางอัตรากำลังไว้โดยรอบ เพื่อคอยให้ความช่วยเหลือ

ส่วนทาง สพป.เชียงราย เขต 3 จัดทีม ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน) สพป.เชียงราย เขต 3 ประจำอยู่จุดอำนวยการ คอยช่วยอำนวยความสะดวกร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่มให้กับเจ้าหน้าที่และผู้ปกครองของเด็ก ขณะที่ทราบว่า พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) พร้อมคณะ มาถึงพื้นที่ ณ บริเวณถ้ำหลวง เพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวแล้วเช่นกัน

“สพฐ. ได้รับการเสนอแนะจากเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ให้เตรียมการช่วยเหลือเด็ก หลังได้รับการช่วยเหลือออกจากถ้ำ จึงได้มีการระดมเงินไว้ก้อนหนึ่ง เพื่อเป็นการค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กๆ ซึ่งขณะนี้ยอดการระดมเงินอยู่ที่ 329,100 บาท โดยเงินจำนวนนี้จะนำไปใช้ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจที่โรงพยาบาล รวมถึงอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางของผู้ปกครอง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว