วช. หนุนพัฒนาสูตรอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพสำหรับเด็กในวัยเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/332004

วช. หนุนพัฒนาสูตรอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพสำหรับเด็กในวัยเรียน

วช. หนุนพัฒนาสูตรอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพสำหรับเด็กในวัยเรียน

            วันที่ 26 มิ.ย.  ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนงบประมาณแก่แผนงานโครงการ “ครัวไทย
สู่ตลาดโลก” โดยหนึ่งในแผนงานนี้คือ “โครงการอาหารกลางวันเพื่อสุขภาพของเด็กวัยเรียน”
ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ดร.ทวีศักดิ์ เตชะเกรียงไกร และคณะ ได้ทำการศึกษาและพัฒนาตำรับ อาหารไทยมื้อกลางวัน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และตรงกับความต้องการ
ของเด็กวัยเรียน

โดยได้ศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จากสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดนครนายก จำนวน 131 โรงเรียน เด็กนักเรียนประถมศึกษา ปีที่ 4 – 6 จำนวน 7,459 คน คณะวิจัยได้พัฒนาตำรับอาหารกลางวัน จำนวนทั้งหมด 26 รายการโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น ผัดกะเพราหมูใส่ถั่วฝักยาว ผัดพริกแกงใส่ผักบุ้ง ผัดกะหล่ำปลีหมูใส่ไข่ ผัดผักรวมมิตร ผัดโป้ยเซียน แกงเทโพ แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดไก่แฟง แกงส้มผักรวม ต้มจืดวุ้นเส้นหมูสับ ต้มจืดไก่ใส่แฟง ต้มจืดผักกาดขาว หมูสับเต้าหู้ ต้มจืดไข่น้ำ ต้มจับฉ่าย ต้มยำไก่ใส่เห็ดนางฟ้า หมูกระเทียม ไข่เจียว ยำหมูยอ ข้าวผัดหมู ซึ่งตำรับอาหารกลางวันนี้ นักวิจัยได้ลดความหวาน ความมันและความเค็มลง โดยเพิ่มปริมาณผักใน ส่วนประกอบอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิมและยังคงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน โดยมีต้นทุนอาหารไม่เกิน 20 บาทต่อมื้อต่อคน
ซึ่งสามารถปรับใช้กับโรงเรียนในทุกภาคของประเทศได้ ซึ่งหลังจากที่เด็กนักเรียนได้รับประทานอาหารกลางวันที่พัฒนาขึ้นนี้แล้วเป็นระยะเวลา 3 เดือน ปรากฏว่าปริมาณไขมันในร่างกายของ นักเรียนลดลงแต่ปริมาณกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น น้ำหนักและส่วนสูงยังเพิ่มขึ้น จากความสำเร็จของโครงการ ดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดเจนว่า งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับเด็กในวัยเรียนใน อัตราวันละ 20 บาทต่อมื้อต่อคนนั้น
มีความเหมาะสมและเพียงพอ สามารถจัดเตรียมอาหารที่มีคุณค่าทาง โภชนาการที่เหมาะสมให้กับเด็กวัยเรียนได้เป็นอย่างดี และเมนูอาหารดังกล่าว มีผลดีต่อการเจริญเติบโตของ ร่างกายเด็กนักเรียน

ซึ่งผลจากการตรวจวิเคราะห์ข้อมูลสัดส่วนของร่างกายก่อนและหลังการกินอาหารกลางวัน สูตรเพื่อสุขภาพของโครงการฯ ผลที่ได้คือ น้ำหนัก ส่วนสูง และกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น โดยไขมันในร่างกายลดลง นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พัฒนาซอสปรุงรสเข้มข้นที่ได้ลดปริมาณเกลือโซเดียม น้ำตาล และไขมันลงสำหรับใช้ในการปรุงอาหาร โดยมีคุณค่าทางโภชนาการตามวัย และมีความสะดวกในการใช้งานประกอบอาหาร ทั้งนี้ เพื่อให้ได้อาหารไทยมื้อกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ได้มาตรฐานแน่นอนและสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะปรุงโดยพ่อครัวแม่ครัวคนใดก็ตาม โดยซอสที่ปรุงรสขึ้นนี้มีจำนวน 4 ชนิด คือ ซอสเข้มข้นสำหรับผัด  ซอสเข้มข้นสำหรับแกงแดง ซอสเข้มข้นสำหรับ
แกงเขียวหวาน และซอสเข้มข้นสำหรับน้ำแกง

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงข่าวโครงการพัฒนาตำรับอาหารไทยมื้อกลางวันเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กวัยเรียน : กรณีศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่นครนายก ในวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าว เวลา 09.30 น. โดย วช. ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จะมอบข้อมูลผลงานวิจัยทั้งหมดแก่โรงเรียนที่สนใจโดยไม่คิดมูลค่า และ โครงการครัวไทยสู่ตลาดโลกและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมให้การอบรมพ่อครัว/แม่ครัวของโรงเรียนในการปรุงอาหารด้วยซอสปรุงรสเข้มข้น ซึ่งจะสามารถคงความอร่อยของรสชาติและสามารถลดหวาน มัน เค็ม แต่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ทำให้เด็กไทยลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและมีสุขภาพดีถ้วนหน้า

ปลื้ม! แห่เรียน”มทร.ธัญบุรี”เกินเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331861

ปลื้ม! แห่เรียน”มทร.ธัญบุรี”เกินเป้า

สวนกระแส,แห่สมัครเรียน,มทรธัญบุรี,ปรับหลักสูตร140 เหลือ100หลักสูตร,เรียนเกินเป้า

สวนกระแส!! เด็กแห่สมัครเรียน มทร.ธัญบุรี เกินเป้า จากเดิมกำหนดรับ 6,400 คน แต่ยอดสมัคร 6,700 คน”ประเสริฐ”เชื่อเพราะปรับหลักสูตรใหม่ ร้อยละ70 เด็กกทม.-ปริณฑล

        เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2561  รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากการคัดเลือกนักศึกษาเข้าศึกษาต่อใน มทร.ธัญบุรี

         ประจำปี 2561 เดิมมหาวิทยาลัยตั้งเป้าที่จะรับนักศึกษาไว้ที่ 6,400 คน แต่หลังจากการสอบคัดเลือกผ่านระบบต่าง ๆ พบว่า จำนวนนักศึกษาที่เข้าศึกษาต่อมีจำนวนมากถึง 6,700 คน เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งยอดนี้ยังไม่รวมกับนักศึกษาที่เข้าศึกษาต่อจากโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่อีก จำนวน 300 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการคัดเลือก

        ทั้งนี้จำนวนนักศึกษาที่เกินนี้จะอยู่ในกลุ่มวิชาที่สอนเกี่ยวกับอุตสาหกรรม 5S Curve ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและโยธา คณะบริหารธุรกิจ สาขาบัญชี การตลาด โลจิติกส์ การท่องเที่ยวและโรงแรม

ปลื้ม! แห่เรียน"มทร.ธัญบุรี"เกินเป้า

ปลื้ม! แห่เรียน"มทร.ธัญบุรี"เกินเป้า

ปลื้ม! แห่เรียน"มทร.ธัญบุรี"เกินเป้า

         อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เชื่อว่าจำนวนนักศึกษาที่เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะไม่กระทบต่อคุณภาพการจัดการเรียนการสอน เพราะอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเป็นผู้มีความรู้  ความสามารถ ประกอบกับมหาวิทยาลัยได้มีการยกเลิกการเรียนการสอนในภาคพิเศษ ทำให้รองรับจำนวนนักศึกษาที่เกินมาจำนวนดังกล่าวได้

ปลื้ม! แห่เรียน"มทร.ธัญบุรี"เกินเป้า

ปลื้ม! แห่เรียน"มทร.ธัญบุรี"เกินเป้า

       “อย่างไรก็ตามการที่นักศึกษาให้ความสนใจเข้าศึกษาต่อ มทร.ธัญบุรี จนเกินกว่าเป้าที่กำหนดนี้ เชื่อว่าเพราะชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเป็นที่ยอมรับ ประกอบกับเมื่อปีที่ผ่านมา มทร.ธัญบุรี ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรจาก 140 หลักสูตร เหลือ 100 หลักสูตร แต่ละหลักสูตรจะเน้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาด หลักสูตรไหนไม่เป็นที่ต้องการของตลาดก็จะถูกยกเลิกไป”รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว

     รศ.ดร.ประเสริฐ  กล่าวอีกว่า จากข้อมูลพบว่านักศึกษาที่เข้ามาเรียนใน มทร.ธัญบุรีในปีนี้ ไม่ว่าจะจากระบบโควตา หรือระบบทีแคส ต่างมีคะแนนสูงกว่าปีที่ผ่านมา และนักศึกษากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในกรุงเทพ ปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา สิงห์บุรี ถึง 70% ส่วนอีก 30% จะมาจากภูมิภาคอื่น ๆ ทำให้เห็นว่าเราเป็นมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี” รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว

เจ๋ง!! มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่8

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331585

เจ๋ง!! มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่8

แชมป์หุ่นยนต์กู้โลก,สมัยที่8,มจพ,10ประเทศ,ไทย,เมริกา

มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่ 8 จากผู้เข้าแข่งขัน10 ประเทศทั่วโลก”อเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน อิหร่าน ฮังการี เกาหลีใต้ เม็กซิโก สิงคโปร์ และไทย”

        เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2561 ณ เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนนาดา ทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP ROBOT นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)

        เป็นตัวแทนประเทศไทยสร้างชื่อเสียงก้องโลก คว้ารางวัลชนะเลิศ และรางวัล (Best in Class Mobility) รางวัลนวัตกรรมสมรรถนะการขับเคลื่อนหุ่นยนต์ยอดเยี่ยมระดับโลก จากการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยโลก “World Robocup Rescue 2018” ระหว่างวันที่ 16-21 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา

เจ๋ง!! มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่8

        โดยมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 18 ทีม จาก 10 ประเทศทั่วโลก อาทิ อเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน อิหร่าน ฮังการี เกาหลีใต้ เม็กซิโก สิงคโปร์ และไทย ซึ่งมีทีมที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 8 ทีม เข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ได้แก่

 1. iRap Robot ประเทศไทย

 2. Hector Darmstadt ประเทศเยอรมัน

 3. Autonohm ประเทศเยอรมัน

3. Autonohm ประเทศเยอรมัน

 4. MRL ประเทศอิหร่าน

 5. NexisR ประเทศญี่ปุ่น

 6. Sroewground ประเทศไทย

 7. Nubot ประเทศจีน

 8. QUIX ประเทศญี่ปุ่น

เจ๋ง!! มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่8

       ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศปรากฏว่า ทีมหุ่นยนต์ iRAP Robot นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สามารถคว้าแชมป์โลกไปครอง ด้วยคะแนน 825 คะแนน ชนะแชมป์เก่าทีม MRL จากประเทศอิหร่าน ด้วยคะแนน 730 คะแนน รองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Nexis R ประเทศญี่ปุ่น 605 คะแนน

         การแข่งขั้นครั้งนี้ ทีมหุ่นยนต์ iRAP Robot มจพ. ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้สมัยที่ 9 และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยสมัยที่ 8 จะเห็นได้ว่า มจพ. เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวที่เป็นแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยมากที่สุดในโลก

เจ๋ง!! มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่8

         สำหรับเยาวชนไทยทีม iRAP Robot (ไอราฟ โรบอท) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มีกำหนดเดินทางกลับถึงเมืองไทย วันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561 เที่ยวบินที่ QR 826 เวลา 05.30 น. ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยจัดให้มีการแถลงข่าวต้อนรับทีมหุ่นยนต์ เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

เจ๋ง!! มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่8

เจ๋ง!! มจพ.คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลก สมัยที่8

       “คมชัดลึกออนไลน์”ขอแสดงความยินดีกับศึกษาทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP ROBOT มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.) ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยและมหาวิทยาลัย เป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ//

ผู้ประกันตน ชำระเงินฯผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331582

ผู้ประกันตน ชำระเงินฯผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ได้แล้ว

สปส,ผู้ประกันตนม40,ชำระเงินสมทบ,นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์,รองเลขาธิการสปส,ฟรีค่าธรรมเนียบ

ประกันสังคมเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกผู้ประกันตน ม.40 ทางเลือก1,2 ชำระเงินสมทบผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ ได้แล้ววันนี้ฟรีค่าธรรมเนียม รับใบเสร็จทันที

        นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(รองเลขาธิการ สปส.) กระทรวงแรงงาน และโฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม(สปส.) ได้ร่วมกับ

บริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด ให้บริการรับชำระเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ผ่านเคาน์เตอร์เซ็นเพย์ (เฉพาะทางเลือก 1 และทางเลือก 2) ณ จุดชำระเงินในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปที่มีสัญลักษณ์ ได้ทุกวันทำการ ทุกสาขา ทั่วประเทศ จำนวน 1,876 สาขา โดยเปิดให้บริการแล้ว

ทั้งนี้ผู้ประกันตนมาตรา 40 สามารถชำระเงินสมทบ และเงินสมทบเพิ่มเติม (ถ้ามี) งวดเดือนปัจจุบันและชำระเงินสมทบล่วงหน้าไม่เกิน 12 งวดเดือน รวมชำระเงินสมทบได้ไม่เกิน 13 งวดเดือน กรณีเงินสมทบเพิ่มเติมชำระได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท เพียงผู้ประกันตน ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานของทางราชการที่ปรากฏเลขประจำตัวประชาชนและเงินสด จำนวนตามทางเลือกที่ต้องนำส่งสำนักงานประกันสังคม โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมและได้รับใบเสร็จรับเงินทันที

      โฆษกสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า สำนักงานประกันสังคมยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อพัฒนาทุกช่องทางการให้บริการรับชำระเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อขอรับบริการที่สำนักงานประกันสังคม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลสำนักงานประกันสังคมทางโทรศัพท์ 1506 ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ

“บิ๊กฉัตร”ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ”คนไทย-ต่างด้าว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331547

“บิ๊กฉัตร”ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ”คนไทย-ต่างด้าว”

อสตรพสวนผึ้ง,บิ๊กฉัตร,ไทย-ต่างด้าว,ลดเหลื่อมล้ำ,รพสวนผึ้ง

“บิ๊กฉัตร”ตรวจเยี่ยม รพ.สวนผึ้ง แนะเป็นมิตรกับคนไข้ ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ”คนไทย-ต่างด้าว”เผยต่างด้าวได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ตามมติครม.ถึง 666,040 คน

        วันที่ 22 มิ.ย.2561 พลเอก ฉัตรชัย สาลิกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนพ.กิตติศักดิ์  กลับดี ที่ปรึกษา รมว.กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายแพทย์ธเรศ  กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดสธ.

        ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโรงพยาบาลพื้นที่ชายแดน โรงพยาบาลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี และให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้ตั้งใจมาเยี่ยมให้กำลังใจผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนโดยรัฐบาลได้มีนโยบายในการดูแลประชากรในพื้นที่ชายแดนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลสุขภาพและบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งงานสาธารณสุขชายแดนต้องบูรณาการงานจากหลายภาคส่วน ทั้งมหาดไทย กลาโหม สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โรงพยาบาล และหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่

"บิ๊กฉัตร"ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ"คนไทย-ต่างด้าว"

       พลเอก ฉัตรชัย  กล่าวต่อว่า สำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน จะต้องมีการพัฒนาบริการที่ได้คุณภาพมาตรฐาน เป็นมิตรต่อผู้เข้ารับบริการทั้งชาวไทย ชาวต่างด้าวที่เข้ามาทำงาน หรือข้ามแดนมาเพื่อการรักษา และบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ไร้รัฐ) รวมถึงมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพให้มีความทันสมัย เพื่อนำมาสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ และมีการส่งเสริมให้ประชากรในพื้นที่ชายแดน สามารถนำข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

"บิ๊กฉัตร"ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ"คนไทย-ต่างด้าว"

       โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรมาตรฐาน อสต. เน้นการทำงานเป็นจิตอาสาควบคู่กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ช่วยเหลือสื่อสาร ทำความเข้าใจกับชุมชน ให้มีความรู้ในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การเข้าถึงบริการสุขภาพและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนไทยและประชากรต่างด้าว และการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค ปัจจุบันมี อสต. ทั้งสิ้น 1,384 คน

        ทั้งนี้ ผลงานด้านการให้สิทธิ (คืนสิทธิ์) ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขกับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ์ได้มีการให้สิทธิ จำนวน2ครั้ง โดยบุคคลผู้ได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ครั้งที่1ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่23มีนาคม2553 รวมจำนวน 457,409คน และบุคคลผู้ได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุข ครั้งที่ 2ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่20เมษายน2558 รวมจำนวน 208,631คน

"บิ๊กฉัตร"ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ"คนไทย-ต่างด้าว"

      สำหรับโรงพยาบาลสวนผึ้ง เป็นโรงพยาบาลชุมชนระดับอำเภอที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน จังหวัดราชบุรีซึ่งมีการพัฒนาบริการตามแนวทางSmart Hospitalของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งพัฒนาโรงพยาบาลให้ทันสมัยใช้เทคโนโลยีตามแนวทางThailand 4.0เพื่อลดขั้นตอนบริการลดระยะเวลารอคอยลดความแออัด

"บิ๊กฉัตร"ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ"คนไทย-ต่างด้าว"

"บิ๊กฉัตร"ชูอสต.ลดเหลื่อมล้ำ"คนไทย-ต่างด้าว"

       โดยจัดทำเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบคิวอิเล็กทรอนิกส์ นัดหมายการตรวจและแจ้งคิวผ่านจอภาพ อยู่ระหว่างพัฒนาลงสู่แอพพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือ การให้ข้อมูลด้านการใช้ยาแก่ผู้ป่วยผ่านแอพพลิเคชั่นRDUใช้โปรแกรมThaiCOCส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยกลับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชนดูแลต่อเนื่อง ลดการเจ็บป่วยซ้ำและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพิ่มช่องทางติดต่อสื่อสารระหว่างประชาชนกับโรงพยาบาลผ่านระบบLine Official เป็นต้น

มทร.ธัญบุรีปลื้ม!รัฐให้ดูแล”วท.-ร.ร.”15แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331440

มทร.ธัญบุรีปลื้ม!รัฐให้ดูแล”วท.-ร.ร.”15แห่ง

นวัตกร,สวทช,10มหาวิทยาลัย,มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง,เสต็มศึกษา,150สถาบันการศึกษา,มทรธัญบุรี

มทร.ธัญบุรี ปลื้ม!! ติด1ใน10 มหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงดูแล “5 วท.-10 ร.ร.” รวม 15 แห่ง เพื่อพัฒนาระบบการเรียนรูปแบบใหม่”เสต็มศึกษา” ปั่นนวัตกร เริ่ม1ก.ค.นี้

           รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

        กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน และโครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab)ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้โครงการ Big Rock Projectหรือโครงการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระจายองค์ความรู้ให้เข้าถึงได้โดยเฉพาะโรงเรียนภูมิภาค ซึ่งจะเป็นรากฐานของการสร้างนวัตกรรมของประเทศตามแนวทางการพัฒนาตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

มทร.ธัญบุรีปลื้ม!รัฐให้ดูแล"วท.-ร.ร."15แห่ง

       โครงการดังกล่าวได้ส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่การเรียนรู้‘โรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม’ในสถานศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา และร่วมพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนและครู ให้มีทักษะด้านวิศวกรรม ส่งเสริมการคิดอย่างสร้างสรรค์และสามารถออกแบบสร้างชิ้นงานโดยการใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

มทร.ธัญบุรีปลื้ม!รัฐให้ดูแล"วท.-ร.ร."15แห่ง

         โดย มทร.ธัญบุรี ได้เข้าร่วมในฐานะมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง ภารกิจให้คำปรึกษาในการพัฒนาทักษะและความสามารถของนักเรียนและครูที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม มีชิ้นงานหรือโครงการเกิดขึ้น ซึ่ง มทร.ธัญบุรี ดูแลทั้งหมด 15 แห่ง แยกเป็นวิทยาลัยเทคนิค 5 แห่ง โรงเรียนอีก 10 แห่งตามรายชื่อสถานศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก และเชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้เด็กนักเรียนเกิดแรงบันดาลใจและสนใจที่จะประกอบอาชีพวิศวกรหรือนวัตกรในอนาคต

         ด้านดร.จุฬาลักษณ์ วัฒนานนท์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรีและเป็นSTEM AmbassadorThailandกล่าวว่า เราจะเน้นความรู้ใน 4 ด้านทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีและคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกว่าการจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง STEM เข้ามาใช้ในโครงการเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล เกิดการเชื่อมโยงเนื้อหาอย่างมีเหตุมีผล ลดช่องทางทักษะการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานนำไปสู่การเป็นนักปฏิบัติมืออาชีพหรือนวัตกร ต่อไปได้

มทร.ธัญบุรีปลื้ม!รัฐให้ดูแล"วท.-ร.ร."15แห่ง

       “โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโนลยี และคณะครุศาตร์อุตสาหกรรม ในการพัฒนาบ่มเพาะให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการการเรียนรู้ โดยนำแนวทาง STEM มาใช้ในการสร้างเสริมความเข้าใจของศาสตร์ต่าง ๆ ตลอดจนพัฒนาความสามารถในการประยุกต์ใช้ศาสตร์เหล่านี้ในการแก้ปัญหาจริง”ดร.จุฬาลักษณ์กล่าว

         ผศ.จักรี รัศมีฉาย อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.ธัญบุรี กล่าวเสริมว่า โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวนี้คือการมีสถานที่ฝึกการเรียนรู้ การทดลอง และการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างชิ้นงานให้เกิดขึ้นต่อไป อันจะนำไปสู่ความเข้าใจในศาสตร์ต่าง ๆ อย่างถ่องแท้

มทร.ธัญบุรีปลื้ม!รัฐให้ดูแล"วท.-ร.ร."15แห่ง

       อนึ่งมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 เห็นชอบโครงการ Big Rock Project หรือโครงการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ซึ่งรูปแบบของโครงการเป็นการยกเครื่องการเรียนการรู้แบบเสต็มศึกษา โดยสวทช.รับผิดชอบโครงการนี้ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ก.ค.2561-ตุลาคม 2562 มีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการจำนวน 150 แห่งกระจายอยุ่ทั่วทุกภูมิภาค และมี 10 มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง

มทร.ธัญบุรีปลื้ม!รัฐให้ดูแล"วท.-ร.ร."15แห่ง

       ทั้งนี้ มีมหาวิทยาลัย10 แห่งเข้าร่วมโครง Big Rock Project มีดังนี้ มหาวิทยาเชียงใหม่(มช.), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.), มหาวิทยาลัยบูรพา(มบ.), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี(มทร.ธัญบุรี),มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กรุงเทพ(มทร.กรุงเทพ)มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา(มทร.ล้านนา),มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าธนบุรี(มจธ.),สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(มจพ.)

“บอร์ดอีอีซี”ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331390

“บอร์ดอีอีซี”ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

บอร์ดอีอีซี,ทุนวัฒนธรรม,นายวีระ,รมววัฒนธรรม

บอร์ดอีอีซี ถกแผนใช้ทุนทางวัฒนธรรมพัฒนาพื้นที่ ยกระดับแหล่งเรียนรู้ พัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว หนุนงานประเพณี นำทุนวัฒนธรรม มาสร้างรายได้ รองรับพัฒนาอีอีซี

            เมื่อวันที่  21  มิถุนายน  2561 นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยภายหลังคณะอนุกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

          หรือ อีอีซี ว่า จากกรณีที่รัฐบาลกำหนดนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่มีพื้นที่ติดต่อ อาทิ จันทบุรี ตราด สระแก้ว

"บอร์ดอีอีซี"ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์

"บอร์ดอีอีซี"ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

        ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งทุนทางวัฒนธรรมจำนวนมากที่สามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อพิจารณาจัดทำโครงการที่จะบรรจุในร่างแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี เพื่อจัดส่งรายละเอียดทั้งหมดให้แก่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.)

"บอร์ดอีอีซี"ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

         นายวีระ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้พิจารณาโครงการและแผนงานของหน่วยงานในสังกัด วธ.เพื่อบรรจุไว้ในร่างแผนปฏิบัติการอีอีซี ซึ่งที่ประชุมมีมติให้หน่วยงานของ วธ. ได้แก่ กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กรมการศาสนา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา ไปพิจารณาคัดเลือกโครงการที่จะบรรจุเข้าสู่แผนปฏิบัติการอีอีซี ทั้งที่เป็นโครงการที่เกิดขึ้นใหม่

     “และโครงการที่ วธ. ดำเนินการตามแผนงบประมาณที่ได้จัดตั้งไว้ ซึ่งโครงการและแผนงานที่จะเสนอบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการอีอีซี จะเป็นการโครงการยกระดับแหล่งเรียนรู้ อาทิ การปรับปรุงภูมิทัศน์และบูรณะโบราณสำคัญในพื้นที่ที่อีอีซี สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การส่งเสริมเทศกาลและประเพณี การนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างรายได้ อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการฯได้เสนอว่า โครงการที่จะเสนอบรรจุในร่างแผนปฏิบัติการอีอีซีควรจะเป็นโครงการพิเศษที่จะสอดคล้องและรองรับในการพัฒนาพื้นที่อีอีซี ไม่ใช่โครงการที่วธ.ดำเนินการในงบประมาณประจำปี”รมว.วัฒนธรรม กล่าว

"บอร์ดอีอีซี"ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

"บอร์ดอีอีซี"ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

     นายวีระ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อสั่งการพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน ผู้บริหารท้องถิ่นและผู้แทนเกษตรกรในภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 ณ จังหวัดจันทบุรีซึ่งมีประเด็นที่ วธ. ต้องดำเนินการ อาทิ การขยายถนนวัฒนธรรม ชุมชนริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวถนนชุมชนริมน้ำจันทบูรกับถนนศรีจันท์ (ตลาดพลอยถนนศรีจันท์) และบริเวณอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากผู้แทนจังหวัดจันทบุรีว่า การขยายถนนได้ดำเนินการตามข้อสั่งการแล้ว ส่วนการจัดทำแผนพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูรกับถนนศรีจันท์ ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการคาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้

"บอร์ดอีอีซี"ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

"บอร์ดอีอีซี"ดันทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้

         ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เรื่องการพัฒนาเมืองโบราณดงละครจังหวัดนครนายก ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ประชุมมีมติให้ จังหวัดนครนายกร่วมกับกรมศิลปากรจัดทำรูปแบบการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองโบราณดงละคร อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้หน่วยงานสังกัด วธ.ไปวิเคราะห์โครงการที่ได้ดำเนินการในพื้นที่อีอีซี ในช่วงที่ผ่านมาเพื่อพัฒนาโครงการให้รองรับแผนปฏิบัติการอีอีซีรวมถึงให้สำรวจทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อนำมาวางแผนจัดทำโครงการให้สอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่และนำเสนอต่อที่ประชุมในครั้งต่อไป

แรงงานเฮ!!สปส.คืนสิทธิม.39 กว่า7.7แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331369

แรงงานเฮ!!สปส.คืนสิทธิม.39 กว่า7.7แสนคน

คืนสิทธิผู้ประกันตน,มาตรา39กว่า77 แสนคน,บิ๊กอู้,ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง,ปลัดกระทรวงแรงงาน,เลขาธิการประกันสังคม,แรงงานอิสระ,แรงงานนอกระยย,มาตรา40,คิกออฟ

“บิ๊กอู่”คิกออฟ! แรงงานอิสระ 20 ล้านคนต้องเข้าถึงประกันสังคม ลั่น! ดูแลตลอดชีวิต เผยคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพกว่า 7.7 แสนคน

        เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ที่ อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน KICK OFF การขับเคลื่อน

         นโยบายการให้สิทธิประกันสังคมแก่แรงงานภาคสมัครใจ โดยได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตนได้มอบนโยบายเน้นหนักและเร่งด่วนให้สำนักงานประกันสังคมผลักดันให้แรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน ให้เข้าถึงหลักประกันทางสังคมเพื่อรับสิทธิประโยชน์อย่างทั่วถึง

       ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม ที่กำหนดให้มีการสร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุม เหมาะสมกับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกกลุ่มอาชีพ และส่งเสริมให้แรงงานภาคสมัครใจเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึง

      รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า ในการดำเนินการผลักดันดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมได้มีการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมเพิ่มสิทธิประโยชน์และเพิ่มทางเลือกที่ 3 (ทางเลือกใหม่) ในการคุ้มครองให้กับผู้ประกันตนมาตรา 40 มากขึ้น

       รวมทั้งแก้ไขกฎหมายคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพ ให้สามารถกลับเข้าสู่การคุ้มครองในระบบประกันสังคมอีกครั้ง เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระได้มีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต รวมถึงการเพิ่มช่องทางการตรวจสอบการคืนสิทธิผู้ประกันตนมาตรา 39 และการสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางระบบอินเทอร์เน็ตอีกด้วย     ​

      การจัดงานในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนโยบายการให้สิทธิประกันสังคมแก่แรงงานอิสระ ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ เพื่อที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนและสานต่อนโยบายพร้อมทั้งการสร้างการรับรู้ในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังจะเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และมีระบบการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตหรือข้อผิดพลาดในการรับ-จ่ายเงิน

      ทั้งนี้แนวทางดังกล่าว จะพลิกโฉมประกันสังคมไทยในการขยายความคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม เพื่อสร้างหลักประกันคุ้มครอง แก่สมาชิกประกันสังคม ไปสู่ความสำเร็จและเกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ทำให้แรงงานสามารถสร้างเสริมระบบเศรษฐกิจและประเทศชาติให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต่อไป รมว.แรงงานกล่าว

       ด้าน นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเสริม เป็นการ KICK OFF การขับเคลื่อนนโยบายการให้สิทธิประกันสังคมแก่แรงงานภาคสมัครใจ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจสิทธิประโยชน์ ที่แรงงานอิสระภาคสมัครใจพึงจะได้รับจากพระราชบัญญัติประกันสังคมตามมาตรา 39 และมาตรา 40 รวมถึงรับฟังปัญหา อุปสรรค ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อนำข้อมูลมาใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่เป้าหมาย

    “และขอเชิญชวนแรงงานอิสระภาคสมัครใจ ให้เข้าสู่ระบบความคุ้มครองประกันสังคม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำและให้ความคุ้มครองอย่างทั่วถึงแก่ประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นกลุ่มแรงงานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม จำนวน 4 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1.5 ล้านคน ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 2.5 ล้านคนและอีกกว่า 20 ล้านคน ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม กระทรวงแรงงานจึงดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่อคืนสิทธิให้กับผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพกว่า 7.7 แสนคน ให้กลับเข้าสู่ระบบประกันสังคมอีกครั้ง และแก้ไขกฎหมายเพิ่มสิทธิประโยชน์และเพิ่มทางเลือกในการคุ้มครองให้กับผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อจูงใจให้แรงงานอิสระสมัครเป็นผู้ประกันตน และได้รับความคุ้มครองเพิ่มมากขึ้น”ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าว

     ขณะที่ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (เลขาธิการ สปส.)กล่าวว่าการจัดงาน KICK OFF การขับเคลื่อนนโยบายการให้สิทธิประกันสังคมแก่แรงงานภาคสมัครใจ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ Concept “LIVE LIFE WELL” ดูแลตลอดชีวิต ให้สิทธิประกันสังคม เพื่อสื่อถึงความสำคัญของระบบประกันสังคม ที่เปรียบเสมือนบ้านที่พร้อมมอบความอุ่นใจให้ทุกคนได้อยู่อย่างปลอดภัย ให้เกิดความอยู่ดี มีสุข โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนทั้งสิ้น 1,000 คน ประกอบด้วยแรงงานอิสระภาคสมัครใจ 800 คน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ 200 คน

       โดยในช่วงเช้าได้มีการนำเสนอวีดีทัศน์ให้ความรู้เรื่องผู้ประกันตน /ภาคสมัครใจมาตรา 39 มาตรา 40 การบรรยายให้ความรู้ ในหัวข้อ “ทำอย่างไร ให้สูงวัยอย่างมีคุณค่า” โดยหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม นางสาวดวงพร พรพิทักษ์พันธุ์ รวมถึงมีการเสวนา ในหัวข้อ “ประกันสังคม สร้างสรรค์ หลักประกันชีวิต ให้สิทธิ มีสุข แก่แรงงานภาคสมัครใจ” โดยตัวแทนผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 โดยมี นางสาวอรุณี ศรีโต กรรมการประกันสังคม เป็นผู้ดำเนินรายการ

       อีกทั้งภายในงานมีการจัดกิจกรรม และการให้บริการต่างๆ มากมาย อาทิ ให้บริการขอกลับเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 รับสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 การให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ และยังมีบริการรับชำระเงินสมทบของธนาคารและหน่วยบริการพันธมิตรอีก 9 แห่ง ได้แก่ ธนาคารธนชาต ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคาร ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย เคาน์เตอร์เซอร์วิส ตู้บุญเติม บิ๊กซี และเซ็นเพย์ พร้อมทั้งให้บริการตรวจสุขภาพฟรี จากโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลกรุงไทย อีกด้วย

พบ12 ร.ร. “อาหารกลางวัน” ไร้คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331108

พบ12 ร.ร. “อาหารกลางวัน” ไร้คุณภาพ

พบ12รรใน10เขตพื้นที่ฯ,ดรบุญรักษ์ ยอดเพชร,เลขาธิการกพฐ,อาหารกลางวัน

“เลขาธิการ กพฐ.”เผยพบร้องเรียน12 ร.ร.ใน 10 เขตพื้นที่ฯ อาหารกลางวันไร้คุณภาพ แต่ทุกกรณี “ตั้งคกก.สืบข้อเท็จจริง-ย้ายผอ.ร.ร.”สั่งคุมเข้มกระบวนการจัดสรรงบฯของร.ร.

         เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้าตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

         มอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั่วประเทศไปทำการสำรวจการดำเนินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนประถมศึกษา ว่า ขณะนี้สพป.ได้รับรายงานข้อมูลมาครบทุกเขตแล้ว จากข้อมูลพบว่ามีโรงเรียนที่ถูกร้องเรียนเรื่องอาหารกลางวันไม่มีคุณภาพ และบริหารจัดการไม่โปร่งใสใน 10 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 12 โรงเรียน

       ดังนี้ 1.สพป.ปราจีนบุรี เขต1 จำนวน 1 โรง 2.สพป.พิษณุโลก เขต 2 จำนวน 1 โรง จัดอาหารไม่ได้คุณภาพแต่พบการทุจริต 3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ( สพม.) เขต 5 จังหวัดสิงห์บุรี จำนวน1โรง จัดอาหารไม่มีคุณภาพอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการทุจริตหรือไม่

         4.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 2 จำนวน1 โรง เป็นกรณีให้นักเรียนกินขนมจีนคลุกน้ำปลาที่ปรากฎเป็นข่าวก่อนหน้าซึ่งศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)สุราษฎร์ธานี มีคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว 5.สพป.นราธิวาส เขต2 จำนวน1 โรง กรณีอาหารไม่มีคุณภาพมีการย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนออกจากพื้นที่ฯ และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแล้ว

       6.สพป.สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 3 โรง จัดอาหารไม่มีคุณภาพและพบมีการทุจริตสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ผู้อำนวยการโรงเรียนไปประจำยังเขตพื้นที่ฯ 7.สพป.ลพบุรี เขต 2 จัดอาหารไม่ได้คุณภาพ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว 8.สพป.ขอนแก่น เขต1 จัดอาหารไม่มีคุณภาพอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง และย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนออกจากพื้นที่แล้ว 9.สพป.อ่างทอง ตรวจสอบแล้วไม่เป็นไปตามที่ร้องเรียน และ10.สพป.ลพบุรี เขต 1 จำนวน 1 โรง อาหารไม่มีคุณภาพอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

      “ทุกกรณีสพฐ.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงลงไปทั้งหมด และถ้ามีมูลว่าจะมีความผิด ก็สั่งให้ไปช่วยราชการที่อื่น หรือให้ไปประจำที่เขตพื้นที่ฯ เพื่อให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่โดยล่าสุด ได้สั่งการด่วนให้ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายใน และผู้อำนวยการสำนักคลัง สพฐ. ซึ่งเป็นผู้รู้เรื่องระเบียบพัสดุและการเงิน ลงไปตรวจสอบ อย่างกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอนุบาลขอนแก่นที่ได้รับงบประมาณจำนวนมาก และ โรงเรียนจะใช้วิธิจ้างเหมาด้วยวิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ อี-บิดดิ้งว่า การใช้วิธีจ้างเหมาลักษณะนี้ทำได้หรือไม่กระบวนการทำอี-บิดดิ้ง ทำอย่างไรสัญญาที่จ้าง มีรายละเอียดอย่างไร และกระบวนการตรวจรับเป็นอย่างไรคิดว่า ไม่นานจะได้ข้อมูลเบื้องต้น ตรงนี้ถือว่าสั่งการให้ลงไปตรวจสอบเป็นการภายใน และส่งชุดเฉพาะกิจลงไปตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง หากมีมูลก็จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงต่อไป ขณะเดียวกันยังสั่งการให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ไปปฏิบัติหน้าที่ยังเขตพื้นที่ฯ แล้ว เพื่อให้มีความสะดวกในการตรวจสอบต่อไป”ดร.บุญรักษ์ กล่าว

         เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ส่วนการสำรวจ การโอนเงิน ภาพรวมแม้จะโอนเงินล่าช้าล้างในบางพื้นที่แต่ก็พบว่า บางโรงเรียนแก้ปัญหา โดยใช้เงินอุดหนุนมาดำเนินการจัดหาอาหารกลางวันให้นักเรียนไม่ได้มีปัญหามากนักในทางปฏิบัติแต่ต้องพัฒนาระบบงบประมาณร่วมกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปว่า จะทำอย่างไรให้โรงเรียนมีความสะดวกในการดำเนินการ

      เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ได้สั่งการไปยังผู้อำนวยการสพท. ทั่วประเทศ ให้ตรวจสอบกระบวนการจัดสรรงบอาหารกลางวันของโรงเรียนทั่วประเทศ ถ้าพบว่าไม่ดำเนินการตามกระบวนการที่ให้มีการถ่วงดุล ตรวจสอบ หรือไม่มีหลักฐานในการดำเนินการ ให้ถือเป็นความบกพร่องของผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย จากนี้สพฐ.จะมีความเข้มงวดและจริงจัง โดยจะเข้าไปควบคุมกระบวนการไม่ใช่ว่า รอให้มีการทุจริต แล้วจึงเข้าไปแก้ย้อนหลัง รวมถึงย้ำไปยังผู้อำนวยการสพฐ. อยู่ในพื้นที่ เพื่อควบคุมกำกับดูแลโรงเรียนอย่างใกล้ชิดไม่เพียงแต่เรื่องอาหารกลางวันเท่านั้น แต่รวมถึงความผิดอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาซึ่งสามารถป้องกันได้

       ดร.บุญรักษ์  กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สพฐ.ได้จัดระบบให้โรงเรียนดำเนินการต่อเนื่องหลายสิบปี ความไว้วางใจอยู่ที่โรงเรียนต้องบริหารให้เป็นระบบ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ จะต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลในโรงเรียนซึ่งมีระบบที่ทำกันมานาน ภายใต้งบประมาณที่รัฐบาลจัดให้ แต่ในช่วงนี้ มีการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม มีการทุจริต และการจัดซื้อวัตถุดิบที่ไม่มีการถ่วงดุลเกิดขึ้น ซึ่งโรงเรียนที่ดำเนินการไม่เหมาะสม สพฐ. ได้ดำเนินการสอบสวน และลงโทษทางวินัยอย่างเข้มงวด ส่วนใหญ่ขณะนี้ถูกสั่งให้ไปประจำส่วนราชการ หรือบางคนถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่จำนวนหนึ่ง ถือว่าไม่มาก แต่เป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้กับโครงการอาหารกลางวันเพราะเป็นส่วนสำคัญ ที่ช่วยเสริมพัฒนาการของเด็ก

       เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากและกำชับ สพฐ.ว่าให้ดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการอาหารกลางวัน แม้บางคนระบุว่า บางพื้นที่วัตถุดิบแพง แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไก โปร่งใสถูกต้อง หากพื้นที่ใดเด็กได้ปริมาณอาหารน้อย เป็นเรื่องที่เราต้องคิดแก้ไข

        “สพฐ.มีนโยบาย ส่งเสริมงานเกษตรในโรงเรียนมานานแล้วว่าสำหรับโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ถ้าวัตถุดิบในการประกอบอาหารมีราคาแพงโรงเรียนจะต้องแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลา ชั่วโมงการงานและพื้นฐานอาชีพ มาปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาหมุนเวียนเข้าระบบสหกรณ์ ส่งต่อไปยังอาหารกลางวันเด็ก ซึ่งเรามีตัวอย่างโรงเรียนลักษณะนี้จำนวนมาก หรืออีกตัวอย่างที่เริ่มดำเนินการในโรงเรียนที่มีพื้นที่จำกัดส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ให้ชุมชนปลูกผัก เลี้ยงไก่ ส่งขายโรงเรียนในราคาถูกเข้าระบบสหกรณ์ เข้าสู่โครงการอาหารกลางวัน เป็นต้น”เลขาธิการ กพฐ. กล่าวในที่สุด

โอ้ววว 9 แสนล้าน “จัดการศึกษาไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331104

โอ้ววว 9 แสนล้าน “จัดการศึกษาไทย”

9แสนล้าน,จัดการศึกษาไทย,สพฐมากที่สุด,ศนพจรัส สุวรรณเวลา,ดรชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์,สภาการศึกษา,กอปศ,นายชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์

บอร์ดกอปศ.เผยข้อมูลไทยใช้เงินเกือบ 9 แสนล้านจัดการศึกษา สพฐ.เยอะสุดปี 61 งบกว่า 3 แสนล้าน เฉพาะงบบุคลากรกว่า 2 แสนล้าน ชงปฏิรูปเงินอุดหนุนผ่านผู้เรียน

        เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 นายชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่มี

         ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานเกี่ยวกับหมวด 6 ระบบทรัพยากรเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ว่า จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยใช้ทรัพยากรทางการศึกษาเกือบ 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 6.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือ จีดีพีและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 2.9%โดยหน่วยงานที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานมากที่สุด คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประมาณ 70%

 

ทั้งนี้ เมื่อดูงบประมาณปี 2561 ของสพฐ. จำนวนกว่า 3 แสนล้านบาท จำนวนนี้ 3 ใน 4 เป็นงบด้านบุคลากรกว่า 2 แสนล้านบาท คิดเป็น 73.01% ในจำนวนนี้เป็นงบค่าวิทยฐานะและค่าตอบแทนอื่นๆของครู ปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสพฐ.มีข้าราชการเกือบ 5 แสนคนคิดเป็น 1 ใน 4 ของข้าราชการทั้งประเทศ

 

ขณะที่จำนวนนักเรียนเข้าเรียนลดลงสวนทางกับค่าตอบแทนครูที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2550 มีสัดส่วนครูต่อนักเรียนอยู่ที่ 1: 20 คน แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 1: 16ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับตั้งแต่ปี 2561-2565 จะมีครูเกษียณอายุราชการปีละ 2 หมื่นคน รวม 1 แสนคน

 

ดังนั้น ควรต้องมาปฏิรูประบบทรัพยากรเพื่อการศึกษาใหม่ ซึ่ง กอปศ.มีข้อเสนอให้มีการการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาผ่านผู้เรียน รวมถึงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนต้องมีแผนอัตรากำลังที่ชัดเจนและเร่งด่วนและควรมีการปรับอัตราเงินอุดหนุนให้แก่สถานศึกษาเอกชนเพื่อกระตุ้นความต้องการเรียนโรงเรียนเอกชน

 

“ที่ประชุมได้ให้ไปศึกษาอัตราเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ ซึ่งปัจจุบันการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวเพราะอัตราที่ใช้อยู่ปัจจุบันคำนวณมาตั้งแต่ปี 2545หรือใช้มา 12 ปีแล้ว โดยจัดสรรตามจำนวนนักเรียนปกติของสถานศึกษา จัดเพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนดูแลนักเรียนยากจน จัดเพิ่มเติมตามจำนวนนักเรียนพักนอนเดินทางลำบาก และเพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก”นายชัยยุทธ กล่าว

 

 

ด้าน ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า กอปศ.เห็นว่าถ้ามีการปรับโครงสร้างการใช้ทรัพยากรโดยให้ตรงไปที่โรงเรียนเพื่อจะได้เพิ่มประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำ ส่วน สพฐ.เขตพื้นที่ฯจะมีหน้าที่เพียงการสนับสนุนดูแลไม่ใช่ปฏิบัติโดยตรง อย่างไรก็ตาม ส่วนของเงินที่ใช้ด้านบุคลากรซึ่งดูเหมือนจะยังไม่มีประสิทธิภาพ เช่น เงินวิทยฐานะ ซึ่งสพฐ.ใช้ปีละประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยใช้ไปมากสำหรับผู้ที่มีวิทยฐานะชำนาญการ 77,135 คนและชำนาญการพิเศษ 197,880 คนแต่ระบบวิทยฐานะยังไม่เอื้อไปสู่คุณภาพ เพราะไปอิงผลงานในอดีต อิงการเข้าร่วมการอบรมพัฒนา

 

“ต้องมีการปรับระบบวิทยฐานะให้มีความหมายมากยิ่งขึ้นและให้มีการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ ซึ่งอาจไม่สามารถทำได้กับผู้ที่มีวิทยฐานะอยู่แล้ว แต่จะเริ่มใช้สำหรับผู้ที่จะเข้าสู่วิทยฐานะ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ กอปศ.จะมีพิจารณาว่าส่วนใดจะต้องบรรจุไว้ในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ส่วนใดจะอยู่ในแผนการปฏิรูปที่จะออกมาคู่กับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ”ศ.นพ.จรัส กล่าว

 

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณที่จะเสนอในประเด็นการปฏิรูปประเทศ1.งบลงทุนก่อสร้างครุภัณฑ์ให้ดูสภาพตามความจำเป็นของแต่ละที่ 2.งบดำเนินงาน ปัจจุบันอยู่ที่ส่วนกลาง 6.4 พันล้านบาท เขตพื้นที่ฯ 1.8 พันล้านบาท ซึ่งความจริงเขตพื้นที่ฯควรจะได้มากและควรมากสุดที่สถานศึกษา

 

“ปัจจุบันสถานศึกษา 30,324 โรง มีงบฯดำเนินการประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งการให้โรงเรียนใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวอาจต้องปรับเป็นเงินอุดหนุนหรือเงินรายจ่ายอื่น และการจัดสรรงบฯจะไม่มีการเฉลี่ยเท่ากันหมด แต่จะดูตามความแตกต่างเรื่องบุคคล เช่น ฐานะ ความพิการ สถานศึกษา เช่น สถานที่ตั้ง ขนาดโรงเรียน และความแตกต่างระหว่างรัฐและเอกชน”เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าว