กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัคร(ฟรี)ชายไทยไปฝึกงานญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/331004

กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัคร(ฟรี)ชายไทยไปฝึกงานญี่ปุ่น

กรมการจัดหางาน เปิดรับรับสมัคร(ฟรี)ชายไทยไปฝึกงานญี่ปุ่น

 

กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครชายไทยเพื่อจัดส่งไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM Japan ตำแหน่งคนงานทั่วไป ระยะเวลา 3 ปี สมัครฟรีตั้งแต่วันที่ 18 – 22 มิถุนายน 2561 ย้ำ อย่าหลงเชื่อผู้ไม่หวังดีหลอกให้เสียเงินฟรี ว่าสามารถจัดส่งไปทำงานได้

นายอนุรักษ์  ทศรัตน์  อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครคัดเลือกผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิคคนไทยเพื่อจัดส่งไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM Japan ตำแหน่งคนงานทั่วไป ระยะเวลา 3 ปี โดย IM Japan จะจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป – กลับ (กรุงเทพ – โตเกียว – กรุงเทพ) และตลอดระยะเวลาการฝึกงานจะได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือค่าจ้างตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นคือ  เดือนแรก เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 80,000 เยน หรือประมาณ 23,300 บาท และ IM Japan จะรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำให้ ส่วนเดือนที่ 2 – เดือนที่ 36 จะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนด ผู้ฝึกปฏิบัติงานรับผิดชอบค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค และค่าประกันสังคม รวมทั้งค่าภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อฝึกปฏิบัติงานครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และรับเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ เมื่อเดินทางกลับประเทศไทย จำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 175,200 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทย ทั้งนี้ IM ประเทศญี่ปุ่นจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนค่าเบี้ยประกันภัยผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิค

คุณสมบัติเป็นเพศชาย อายุ 20 ปีบริบูรณ์แต่ไม่เกิน 30 ปี บริบูรณ์ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6  ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา ความสูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร พ้นภาระการรับราชการทหาร ไม่มีรอยสัก หรือความผิดปกติทางร่างกาย ไม่เคยไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคที่ประเทศญี่ปุ่นโดยใช้วีซ่าประเภท Technical lntern หรือเคยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นแบบมีทักษะ หรือเป็นผู้ต้องห้ามในการเข้าประเทศญี่ปุ่น

หลักฐานที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ ใบสมัครสอบคัดเลือก รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก และไม่สวมแว่นตาดำ ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน หลักฐานการศึกษา  หลักฐานการ   พ้นภาระการรับราชการทหาร ใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าสุขภาพแข็งแรงสายตาปกติและตาไม่บอดสี

นายอนุรักษ์ กล่าวต่อว่า การไปทำงานต่างประเทศ ต้องไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใช้วีซ่าท่องเที่ยว แล้วแอบลักลอบไปทำงานไม่ได้ และอย่าหลงเชื่อผู้ไม่หวังดีหลอกว่าช่วยให้ไปทำงานได้  โดยเสียค่าบริการ เนื่องจากการสมัครไปทำงานในครั้งนี้ไม่มีค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้สนใจติดต่อยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมหลักฐานได้ที่สำนักงาน  จัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ  กรมการจัดหางาน เขตดินแดง กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 18 – 22 มิถุนายน 2561 สอบถามโทร. 0-2245-9428 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง !! 6 เดือนคร่า 21 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330984

ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง !! 6 เดือนคร่า 21 ราย

สังคม,คุณภาพชีวิต,สาธารณสุข,โรคไข้เลือดออก,กรมควบคุมโรค,สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง,สถิติ,รายงาน,สถานการณ์

กรมควบคุมโรค ห่วงไข้เลือดออก ณ ช่วงเวลาเดียวกัน ปี 61 มีผู้ป่วยมากกว่าปี 60 ร้อยละ 23.93 (1.23 เท่า) สั่งหน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังและประชาสัมพันธ์เข้มข้น

               นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษก กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้เป็นฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูระบาดของโรคไข้เลือดออก จึงต้องดำเนินการและติดตามสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกอย่างใกล้ชิด ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเรื่องนี้เช่นกัน โดยได้กล่าวไว้ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา และขอให้ประชาชนสังเกตตัวเอง ลูกหลาน และคนใกล้ชิด หากมีอาการไข้สูง 2 วัน แล้วไม่ดีขึ้น ขอให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ที่สำคัญขอให้ระวังยุงกัด ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในภาชนะที่มีน้ำขัง และที่เก็บน้ำไว้ใช้ก็ขอให้มีฝาปิดด้วย

 

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการดำเนินการเพื่อเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกและมีการรณรงค์ให้ประชาชนทราบและมีส่วนร่วมในการป้องกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนฤดูระบาดในช่วงต้นปีนี้ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา กรมควบคุมโรค ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค (EOC) กรณีการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้ ได้มีการสั่งการผ่าน EOC ให้สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคทุกแห่งทั่วประเทศ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและใช้มาตรการในการป้องกัน รวมถึงร่วมกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงทั้งในครัวเรือนและในชุมชน

นอกจากนี้ กรมควบคุมโรค ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับสังคมโซเชียลในยุคดิจิทัล นั่นคือ การเปิดกลุ่มไลน์แอด “@AntiYung” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ และสอบถามทุกข้อสงสัยที่เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก จากทีมเฉพาะกิจพิชิตยุง สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้ากลุ่มไลน์แอด “@AntiYung” โดยพิมพ์คำว่า @AntiYung ในช่องค้นหาเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์ หรือแสกน QR Code จากนั้นเพิ่มเป็นเพื่อนเพื่อเข้ากลุ่มไลน์ดังกล่าว

 

ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง !! 6 เดือนคร่า 21 ราย

 

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2561 ตั้งแต่ 1 มกราคม – 11 มิถุนายน 2561 ประเทศไทยมีผู้ป่วยแล้ว 17,302 ราย เสียชีวิต 21 ราย จากข้อมูลการป่วยและเสียชีวิตตามกลุ่มอายุ พบว่า อัตราป่วยยังคงสูงสุดในเด็กวัยเรียนอายุ 10 – 14 ปี รองลงมาอายุ 5 – 9 ปี แต่เมื่อพิจารณาการเสียชีวิต พบว่า ในปี 2561 นี้ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตมากกลับเป็นกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 14 ราย (จากทั้งหมด 21 ราย) ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการตนเองและคนในครอบครัว หากมีอาการไข้สูงมากโดยฉับพลัน ปวดเมื่อย หน้าตาแดง อาจมีผื่นขึ้นใต้ผิวหนังตามแขนขา ข้อพับ ถ้ามีไข้สูง 2 – 3 วัน ไม่หายหรือไม่ดีขึ้น ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของไข้ ไม่ควรไปฉีดยาลดไข้หรือซื้อยากินเอง และขอให้ดูแลเป็นพิเศษในผู้มีโรคเรื้อรังประจำตัวและผู้สูงอายุ เพราะหากป่วยแล้วมีโอกาสรุนแรงกว่าปกติได้

 

ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง !! 6 เดือนคร่า 21 ราย

ที่มา : สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง

 

ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง !! 6 เดือนคร่า 21 ราย

ที่มา : สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง

ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง !! 6 เดือนคร่า 21 ราย

ที่มา : สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง

 

ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง !! 6 เดือนคร่า 21 ราย

ที่มา : สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง

 

ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนและหน่วยงานต่างๆ ดูแลบ้านเรือน ชุมชน และหน่วยงานของตนเองไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยยึดหลัก “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1. เก็บบ้านให้สะอาด ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2. เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3. เก็บน้ำ ภาชนะใส่น้ำต้องปิดฝาให้มิดชิดป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรค ในคราวเดียวกัน คือ 1. โรคไข้เลือดออก 2. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3. ไข้ปวดข้อยุงลาย หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

“บิ๊กอู๋”เงิบ!! จบป.ตรีตกงานกว่า1.7แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330924

“บิ๊กอู๋”เงิบ!! จบป.ตรีตกงานกว่า1.7แสน

จบปตรีตกงาน,กแรงงาน,พลตออดุลย์,กระทรวงศึกษาธิการ,กว่า17แสนคนตกงาน

“บิ๊กอู๋”เคาะมาตรการรองรับผู้จบป.ตรีตกงานกว่า1.7แสน ตั้งเป้า 3 เดือน 1 แสนคน มีงานทำ พร้อมจับมือสถานศึกษาเดินหน้า”ฝึกทักษะ-ปรับหลักสูตร-เชื่อมข้อมูลรัฐเอกชน”

          เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานการประชุมแนวทางแก้ไขการว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

           ณ ห้องประชุมประสงค์ รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยได้เปิดเผยถึงข้อมูลภาวการณ์มีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2561 ว่ามีจำนวนคนว่างงานที่จบปริญญาตรีมากที่สุด จำนวน 170,900 คน กระทรวงแรงงานเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะแก้ไขปัญหาการว่างงานของผู้จบปริญญาตรี

 

"บิ๊กอู๋"เงิบ!! จบป.ตรีตกงานกว่า1.7แสน

พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว  รมว.แรงงาน

“ซึ่งจะต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีสาเหตุหลัก อาทิ การเปลี่ยนงานบ่อย รองานเนื่องจากลาออกจากงานเดิม การเลือกเรียนและจบในสาขาที่ไม่ตรงกับตลาดแรงงาน เลือกเรียนตามกระแส ค่านิยม หรือเรียนตามเพื่อน เลือกงาน รวมทั้งพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานที่อยู่ในกรอบ เป็นต้น”พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

 

พล.ต.อ.อดุลย์  กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงาน มีแนวทางการแก้ไขปัญหาว่างงานของผู้จบปริญญาตรีซึ่งกำหนดไว้ 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยจัดตั้งศูนย์ OSS ทั้งในภูมิภาคและส่วนกลาง  ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น นครราชสีมา ระยอง ชลบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา และกรุงเทพมหานคร

 

“เพื่อบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดเป็นผู้อำนวยศูนย์ฯ มีกรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นเลขานุการ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561นี้” รมว.แรงงาน กล่าว

 

 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังแนะแนวอาชีพและส่งเสริมอาชีพอิสระให้บัณฑิตมีงานทำ มีรายได้ จำนวน 2,000 อัตรา จับคู่ตำแหน่งงาน (Matching) ระหว่างผู้ที่กำลังหางานทำกับนายจ้างสถานประกอบการ ผ่านศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย เว็บไซต์ http//:smartjob.doe.go.th และ Job box ของกรมการจัดหางาน 20,000 อัตรา ตำแหน่งงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) 4,500 อัตรา

 

จัดนัดพบแรงงานในสถานศึกษา (Job Fair) 20,000 อัตรา ตำแหน่งงานในเครือข่าย อาทิ JobDB,BKK job,Jobtopgun,Adecco รวม 28,000 อัตรา ความร่วมมือกับ Line Jobs เพิ่มช่องบริการรับสมัครงานผ่านไลน์‎ 20,000 อัตรา ตำแหน่งงานในต่างประเทศอีก 500 อัตรา และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะบูรณาการกับสถานศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะ(Up skill/Re-skill) แก่บัณฑิตที่แจ้งความประสงค์ฝึกอาชีพเพื่อให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ในหลักสูตรระยะสั้นฝึกอบรมอย่างน้อย 10 วัน อาทิ หลักสูตรภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีดิจิทัล อินโฟกราฟฟิก เทคนิคการนำเสนอ เป็นต้น เป้าหมาย 5,000 คน

 

"บิ๊กอู๋"เงิบ!! จบป.ตรีตกงานกว่า1.7แสน

 

“ในระยะยาวภายใน 1-2 ปี กระทรวงแรงงานจะบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการแนะแนวอาชีพให้แก่นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา รวมทั้งปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลกำลังคนระหว่างภาครัฐด้วยกันและภาคเอกชน การสร้างจิตสำนึกนักเรียน นักศึกษา

 

และครอบครัวให้มีทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อหรือเลือกประกอบอาชีพตามความรู้ ความสามารถ เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็ว สร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผลักดันกฎหมายส่งเสริมการมีงานทำ ปรับปรุงหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวในท้ายสุด

100 ปีการสาธารณสุขไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330919

100 ปีการสาธารณสุขไทย

100 ปีการสาธารณสุขไทย,ชู Smart Aging,รองรับสังคมผู้สูงวัย,2564

ปลัด สธ. เปิดงาน 100 ปีการสาธารณสุขไทย เขตสุขภาพที่ 4 ชูแนวคิด Smart Aging “สุขภาพดี-ปลอดภัย-มีส่วนร่วม” รองรับสังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์ในปี2564

         วันนี้ (18 มิถุนายน 2561) นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดงาน 100 ปี สาธารณสุขไทย เขตสุขภาพที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Smart Aging” ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

          และให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)ตั้งแต่ปี 2548 ขณะนี้มีร้อยละ 16 และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)มีผู้สูงอายุร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดในปี 2564

         โดยได้ร่วมกับ 4 กระทรวงหลักดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์3 S คือStrong : Healthy มีสุขภาพดี Socialการ มีส่วนร่วมในสังคม และSecurityความมั่นคงปลอดภัย เน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ ให้ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพHealth literacyและจัดระบบดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการดูแลระยะยาวในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง การดูแลระยะกลางในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และบริการที่เชื่อมโยงโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ตั้งแต่ระบบบริการปฐมภูมิ ทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล คลินิกหมอครอบครัว อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ชุมชน จนถึงโรงพยาบาลใหญ่

          สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ โดยจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีสมาชิกกว่าร้อยคน เป็นต้นแบบกลุ่มผู้สูงอายุเข้มแข็ง มีสุขภาพดี อายุยืน มาร่วมเป็นจิตอาสาช่วยงานในโรงพยาบาล และมีเครือข่ายในหมู่บ้าน ดูแล ช่วยเหลือ และถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้สูงอายุอื่น ๆ

        จากนั้น ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานคลินิกหมอครอบครัววัดอินทาราม ซึ่งเป็นคลินิกหมอครอบครัวแห่งแรกของประเทศไทย มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและสหวิชาชีพ เริ่มดำเนินการปี 2532

         พร้อมทั้งติดตามการดำเนินงานระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Care System : ECS)โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านห้องฉุกเฉินตามนโยบายผู้ป่วยหายและรอดตาย การดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ในรถกู้ชีพที่มีการสื่อสารโดยตรงกับห้องฉุกเฉินเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

         โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินร่วมไปรถกู้ชีพช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัยเจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีคุณภาพ รวมถึงการเตรียมแผนรองรับภัยพิบัติของสถานพยาบาล ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพ

ฮือไล่!! ผอ.ร.ร. ภายใน 24 ชม.(คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330872

ฮือไล่!! ผอ.ร.ร. ภายใน 24 ชม.(คลิป)

ไล่ผอรร,บุกศาลากลางจังหวัดนครพนม,ภายใน24ชม,แตกแยก,นักเรียน,โรงเรียนนาหว้าพิทยาคม,รรพระราชทาน

ตัวแทนนักเรียนกว่า 10 คนบุกศาลากลางจังหวัดนครพนม ขอให้ย้าย” ผอ.ร.ร.นาหว้าพิทยาคม” ภายใน 24ชม.เหตุสร้างความแตกแยก และหมิ่น “รางวัลโรงเรียนพระราชทาน”

วันที่ 18 มิ.ย. 2561 บริเวณทางขึ้นศาลากลางจังหวัดนครพนมหลังใหม่ ส.ต.จีระศักดิ์ ชาสงวน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม นำตัวแทนนักเรียนระดับ

ชั้นมัธยมกว่า 10 คน จากโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม เขตเทศบาลตำบลนาหว้า ยื่นหนังสือต่อนายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู็ว่าราชการจังหวัดนครพนม(ผวจ.นครพนม) ร้องเรียนให้ย้าย นายอร่าม คูสกุลรัตน์ ผู้นวยการโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม ออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากสร้างความเสียหาย และความแตกแยกทั้งในกลุ่มนักเรียน พร้อมคณะครู ทำให้การบริหารงานมีปัญหา นักเรียนได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ฮือไล่!! ผอ.ร.ร. ภายใน 24 ชม.(คลิป)

ส.ต.จีระศักดิ์ฯเผยว่า นายอร่ามมารับตำแหน่ง ผอ.ร.ร.นาหว้าพิทยาคม เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 โดยย้ายมาจากโรงเรียนนางัวราษฎร์รังสรรค์ ต.นางัว อ.นาหว้า หลังย้ายเข้ามาก็สร้างความแตกแยก ทำลายระบบการทำงานให้เสียหาย ซึ่งทราบว่านายอร่ามมีความแค้นส่วนตัวกับอดีต ผอ.คนเก่า จึงรื้อระบบเดิมให้ต่างจาก ผอ.คนเก่า หากรื้อเพื่อการพัฒนาก็คงไม่มีใครต่อต้าน แต่กลับเพิ่มแรงกดดันแก่นักเรียนและครู

ฮือไล่!! ผอ.ร.ร. ภายใน 24 ชม.(คลิป)

นายณัฐพงษ์ อินอุเทน นักเรียนชั้น ม.6/1 ตัวแทนนักเรียนกล่าวว่า นายอร่ามเข้ามาบริหารยังไม่ทันถึงเดือน ก็สร้างความเดือดร้อนแก่นักเรียน เช่น สั่งยุบโครงการธนาคารโรงเรียน ซึ่งโครงการนี้ให้สิทธิประโยชน์แก่นักเรียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษา หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ ดนตรี กีฬา ทุกอย่างที่กล่าวมาโรงเรียนไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ ทางธนาคารออมสินจะเข้ามารับผิดชอบเองทั้งหมด และการยกเลิกโครงการนี้นายอร่าม ไม่ได้ขอความเห็นจากใคร การกระทำดังกล่าวทำให้นักเรียนเสียผลประโยชน์ในการเรียนรู้อย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ ผอ.ร.ร.คนนี้ ยังมองการจัดการศึกษาเหมือนการลงทุนทางธุรกิจ มุ่งแต่ผลกำไรและขาดทุนที่เป็นตัวเงิน ไม่คิดถึงความเจริญที่จะเกิดขึ้นแก่ส่วนรวม อาทิ โครงการนักธุรกิจน้อย เป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของโรงเรียน นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้การค้า การขาย การลงทุน นายอร่ามมองว่าไม่คุ้มค่า การไปแข่งขันศิลปหัตถกรรม นายอร่ามสั่งถ้าไม่ชนะก็ไม่ต้องไป

ฮือไล่!! ผอ.ร.ร. ภายใน 24 ชม.(คลิป)

ฮือไล่!! ผอ.ร.ร. ภายใน 24 ชม.(คลิป)

ฮือไล่!! ผอ.ร.ร. ภายใน 24 ชม.(คลิป)

น.ส.พักตร์วิภา มูลศรีนวล นักเรียนชั้น ม.6/1 กล่าวเพิ่มเติมว่ากลุ่มนักเรียนและคณะครูทนไม่ได้ ที่นายอร่ามกล่าวดูถูกโรงเรียนที่ได้รับรางวัลพระราชทานเมื่อปี 2556 โดยได้กล่าวต่อว่าบุคลากรที่ร่วมกันจัดทำโครงการนี้ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มกับการลงทุน ซึ่งมีคลิปบันทึกเสียงเป็นหลักฐาน ดังนั้นพวกตนจึงต้องมาเดินขบวนขับไล่ ผอ.คนนี้ ออกจากพื้นที่โดยด่วน

“70ปีไทย-เมียนมา”จัดแสดงโขน”รามเกียรติ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330399

“70ปีไทย-เมียนมา”จัดแสดงโขน”รามเกียรติ์”

โขนรามเกียรติ์,70ปี,ไทย-พม่า,นายวีระ,รมววัฒนธรรม

ไทย-เมียนมา จัดแสดงโขน “รามเกียรติ์”ฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 70 ปี กระชับความสัมพันธ์สองประเทศ

         เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 ที่โรงละครแห่งชาติ (โรงเล็ก) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ประธานแถลงข่าวจัดกิจกรรมการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์

เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เมียนมา โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชน เข้าร่วม

 

 

"70ปีไทย-เมียนมา"จัดแสดงโขน"รามเกียรติ์"

 

นายวีระ เปิดเผยว่า ประเทศไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ร่วมกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ณ กรุงย่างกุ้ง กรุงเนปิดอ และเมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 17 -25 มิถุนายน 2561 เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เมียนมา

 

"70ปีไทย-เมียนมา"จัดแสดงโขน"รามเกียรติ์"

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2491 และปัจจุบันทั้งสองประเทศ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน มีการพบปะและเยี่ยมเยือนกันอย่างเสมอมา

 

 

"70ปีไทย-เมียนมา"จัดแสดงโขน"รามเกียรติ์"

 

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ จัดขึ้นวันที่ 19 มิถุนายน ณ Yangon National Theater กรุงย่างกุ้ง และวันที่ 21 มิถุนายน ณ Myanmar International Convention Center 2 กรุงเนปิดอ และวันที่ 23 มิถุนายน ณ Mandalay National Theater เมืองมัณฑะเลย์สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง กับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

 

 

"70ปีไทย-เมียนมา"จัดแสดงโขน"รามเกียรติ์"

 

ซึ่งการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ แบ่งการแสดงเป็น 4 องก์ ได้แก่ องก์ 1 นารายณ์ปราบนนทุก แสดงโดยนักแสดงจากประเทศไทย องก์ 2 พระรามยกศร แสดงโดยนักแสดงจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา องก์ 3 ลักสีดา แสดงโดยนักแสดงจากประเทศไทย และ องก์ 4 ยกรบ แสดงโดยนักแสดงจากประเทศไทย ทั้งนี้ ในส่วนประเทศไทยนั้น ได้นำคณะนาฏศิลป์จากกรมศิลปากรไปจัดการแสดงในครั้งนี้

 

 

"70ปีไทย-เมียนมา"จัดแสดงโขน"รามเกียรติ์"

 

นายวีระ กล่าวด้วยว่า การแสดงโขนเป็นศิลปะชั้นสูงและเป็นการแสดงที่งดงาม ซึ่งความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของ วธ.ในการใช้มิติทางวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ เสริมสร้างภาพลักษณ์และเกียรติภูมิของประเทศไทยและนำความเป็นไทยสู่สากล รวมถึงจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุนและการส่งออกระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

 

"70ปีไทย-เมียนมา"จัดแสดงโขน"รามเกียรติ์"

คิกออฟ!! จ้างงานผู้สูงวัย 6 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330322

 คิกออฟ!! จ้างงานผู้สูงวัย 6 ก.ค.นี้

ผู้สูงวัย,จ้างงานผู้สูงวัย,กแรงงาน,ประสานพลังประชารัฐ,ผู้สูงวัย1135ล้านคน,ร้อยละ 168,คิกออฟ 6 กคนี้,พลตออดุลย์ แสงสิงแก้ว

ก.แรงงาน ประสาน พลังประชารัฐ ชูแผนชาติ ป้อนงานผู้สูงวัย ที่มีถึง 11.35 ล้านคน มุ่งให้ผู้สูงวัย 60-69 ปีมีอาชีพ มีรายได้เหมาะสม คิกออฟ 6 ก.ค.นี้

         เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561  ที่ห้องประชุม เทียน อัชกุล ชั้น 10 กรมการจัดหางาน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมเพื่อขับเคลื่อน

       กิจกรรม “สานพลังประชารัฐ สร้างงาน สร้างอาชีพ รองรับสังคมผู้สูงวัย” ระหว่างภาครัฐภาคเอกชน เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ นายจ้าง/สถานประกอบการ ชุมชนและครอบครัว และภาคีเครือข่ายภาคสังคม เป็นต้น โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ร่วมการประชุม

       พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาคีว่า รัฐบาลได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนเชิงคุณภาพในทุกช่วงวัย สำหรับผู้สูงอายุ ได้ส่งเสริมให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ผ่านการเสริมทักษะการดำรงชีวิต ทักษะอาชีพในการหารายได้ มีงานทำที่เหมาะสมกับศักยภาพ ซึ่งผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ปัจจุบันมีจำนวน 11.35 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 16.8 ของประชากรทั้งชาติ

      โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 มุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุวัยเกิน 60-69 ปีมีงานทำ มีรายได้ที่เหมาะสม ขณะเดียวกันแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2545-2564) ได้มีมาตรการส่งเสริมด้านการทำงานและหารายได้ของผู้สูงอายุในส่วนของการทำงานเต็มและไม่เต็มเวลาทั้งในระบบและนอกระบบ รวมถึงการฝึกอาชีพและการจัดหางานที่เหมาะสมอีกด้วย

      การประชุมในวันนี้เป็นการร่วมกันพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนงานในการสร้างงาน สร้างอาชีพ รองรับสังคมสูงวัย โดยในส่วนของกระทรวงแรงงานนั้นมีภารกิจที่ต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานทุกช่วงวัย ทั้งในระบบและนอกระบบให้มีงานทำ มีความรู้ ความสามารถ มีรายได้ในการประกอบอาชีพ โดยมีหน่วยงานในสังกัดระดับกรมร่วมกันขับเคลื่อนการมีงานทำให้ผู้สูงอายุคือ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กำหนดอัตราค่าจ้างรายชั่วโมง MOU สร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริม สนับสนุนและคุ้มครองการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ

 คิกออฟ!! จ้างงานผู้สูงวัย 6 ก.ค.นี้

      พลังประชารัฐเพื่อช่วยผู้สูงวัย

      ส่วน กรมการจัดหางาน บริการจัดหางานผู้สูงอายุ จ้างงานผู้สูงอายุในภาครัฐ สำรวจข้อมู ลผู้สูงอายุที่ต้องการประกอบอาชีพหรือทำงาน ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ สร้างคุณค่าภูมิปัญญาผู้สูงอายุ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ 1 อำเภอ 1 ภูมิปัญญา และส่งเสริมการมีงานทำผู้สูงอายุในอุตสาหกรรมการบริการและการท่องเที่ยว ขณะที่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะฝึกอบรมแรงงานสูงอายุ เพื่อเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพ และจ้างพนักงานราชการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาฝีมือแรงงาน

       ทั้งนี้ในส่วนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ส่งเสริมสวัสดิการแรงงานสูงอายุเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมออกหน่วยเคลื่อนที่เพื่อให้บริการสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพ ขณะเดียวกัน สำนักงานประกันสังคม จะจัดเตรียมการดำเนินการปรับปรุงระบบประกันสังคมและแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับการจ้างงานผู้สูงอายุ

 คิกออฟ!! จ้างงานผู้สูงวัย 6 ก.ค.นี้

พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว  รมว.แรงงาน

       สำหรับประเภทงานที่ผู้สูงอายุทำได้นั้นคือ 1. การทำงานแบบมีนายจ้าง คือ งานบริการ และงานพื้นฐานในอุตสาหกรรมการขายส่ง ขายปลีก อุตสาหกรรมโรงแรมและภัตตาคาร 2. การรับงานไปทำที่บ้าน คืออาชีพที่ทำให้เกิดการสร้างและถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรมและงานในอาชีพที่ใช้ความสามารถทางฝีมือ 3. อาชีพอิสระ คือ ที่ปรึกษา อาจารย์ งานบริการด้านสาธารณสุขและกฎหมาย งานบริหาร การบริการชุมชน/สังคมและการรวมกลุ่มทำงานต่างๆ ที่ไม่ต้องพึ่งการจ้างงานจากนายจ้าง

         ทั้งนี้ ลักษณะงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุคืองานที่ทำไม่เต็มเวลา งานที่สามารถปรับเปลี่ ยนเวลาในการทำงานปัจจุบันข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีผู้สูงอายุประกอบอาชีพเกษตรและประมง ร้อยละ 56.5 พนักงานบริการและจำหน่ายสินค้า ร้อยละ 19.6 ช่างฝีมือและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องร้อยละ 8.6 และประกอบอาชีพอื่นๆ ร้อยละ 7.20

     รมว.แรงงาน กล่าวในตอนท้ายว่า การประชุมในวันนี้เป็นรูปแบบประชารัฐ โดยทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งกระทรวงแรงงานมีกำหนด Kickoff ส่งเสริมการมีงานทำให้แก่ผู้สูงอายุในวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ที่จังหวัดนครราชสีมา

 คิกออฟ!! จ้างงานผู้สูงวัย 6 ก.ค.นี้

       “ซึ่งในวันนั้นจะเป็นการส่งตัวผู้สูงอายุเข้าทำงานในสถานประกอบการ มีกิจกรรมส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ กิจกรรมการฝึกทักษะฝีมือแรงงาน การให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มีการรับชิ้นงานของผู้สูงอายุไปทำที่บ้าน และให้บริการสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพ ซึ่งหากผู้สูงอายุใดประสงค์จะทำงานหรือสถานประกอบการใดประสงค์จะรับผู้สูงอายุเข้าทำงาน”รมว.แรงงาน กล่าวในที่สุด

“ฉัตรชัย”ย้ำใช้รพ.สต.เป็นเครื่องมือพัฒนาสุขภาพปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330223

“ฉัตรชัย”ย้ำใช้รพ.สต.เป็นเครื่องมือพัฒนาสุขภาพปชช.

รพสต,รองนายกฯ,ฉัตรชัย,9,783 แห่ง

“ฉัตรชัย” ย้ำใช้ รพ.สต.ทั้ง 9,783 แห่ง เป็นเครื่องมือพัฒนาสุขภาพประชาชน เน้น 3 เรื่องสำคัญ “การพัฒนา รพ.สต. -โครงการ 1 วัด 1 โรงพยาบาล-แผนสาธารณสุขทางทะเล”

          เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2561 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมผู้บริหารระดับสูง วาระพิเศษ ว่า ในวันนี้

        ได้มาเยี่ยมและให้กำลังใจกับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ให้เดินหน้าในงานที่เป็นภาระหน้าที่ที่มีเป็นจำนวนมาก โดยกำชับให้เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลเรื่องสุขภาพให้ดีที่สุด ได้เน้นย้ำการดำเนินงานใน 3 เรื่องสำคัญ

 

ดังนี้ 1.เรื่องพัฒนา รพ.สต. ซึ่งทำหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนในภูมิภาค มีทั้งหมด กว่า 9,800 แห่ง โดยให้กระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน และได้สั่งการให้จัดทำแผนพัฒนา รพ.สต. ในปีงบประมาณ 2561 เพิ่มเติม เพื่อให้รพ.สต.ขับเคลื่อนการสร้างสุขภาพของประชาชน ตามนโยบายที่กำหนดไว้ว่าจะดูแลเรื่องสุขภาพประชาชนเพื่อลดการเจ็บป่วย ให้รพ.สต.เป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชน และต้องพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่รับบริการ

 

2.เรื่องธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ ให้พระภิกษุสงฆ์ร่วมมือกับประชาชนในการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย เพื่อให้พระสงฆ์มีร่างกายแข็งแรงเป็นตัวอย่างให้ประชาชน ตามโครงการ 1 วัด 1 โรงพยาบาล และจะขยายให้ รพ.สต.ดำเนินการต่อ เพื่อให้ทุกวัดได้รับการดูแลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 3.แผนสาธารณสุขทางทะเล เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่กระทรวงสาธารณสุขมีเรือพยาบาลดูแลนักท่องเที่ยวเมื่อเจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักในขณะนี้ให้เกิดประสิทธิภาพ ขณะนี้ดำเนินการแล้ว 1 แห่งคือจังหวัดพังงา และจะต่อยอดไปอีก 4 จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ และชลบุรี

 

 

ด้านศาสตราจารย์คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข จัดทำ (ร่าง) แผนการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พ.ศ.2561-2565 แบ่งการพัฒนาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ พัฒนาต่อยอด รพ.สต.ที่ผ่านเกณฑ์ติดดาวไปสู่ดิจิทัลการเพิ่มเติมส่วนที่ขาดในพื้นที่ทุรกันดาร ทั้งด้านโครงสร้างครุภัณฑ์ และการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต.ให้ผ่านเกณฑ์ รพ.สต.ติดดาว 5 ดาว 5 ดี คือบริหารดี ประสานงานดี บุคลากรดี บริการดี และประชาชนสุขภาพดี

 

นอกจากนี้ จะสนับสนุนการพัฒนาใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการสื่อสาร ด้วยระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และการสื่อสารระบบอินเทอร์เน็ต ในรพ.สต.ชายแดนทุรกันดาร พื้นที่เกาะ/พื้นที่สูง 31 จังหวัด โดยขอการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 2.การพัฒนาคุณภาพ/ยกระดับ รพ.สต.ติดดาว เป็น รพ.สต. 5 ดาว 5 ดี และ3.การจูงใจบุคลากร

ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุข มี รพ.สต. 9,783 แห่ง และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ (สอน.) 80 แห่ง แบ่งเป็นรพ.สต.ขนาดเล็ก 3,483 แห่ง ขนาดกลาง 5,441 แห่ง และขนาดใหญ่ 939 แห่ง ในปี2560 ผ่านเกณฑ์ รพ.สต.ติดดาวแล้ว 1,683 แห่งคิดเป็นร้อยละ 17.13ส่วนปี 2561 ตั้งเป้าพัฒนาให้ผ่านเกณฑ์ 5 ดาวร้อยละ 30เกณฑ์ 4 ดาวร้อยละ 30 และเกณฑ์ 3 ดาวร้อยละ 40

จบป.ตรี ตกงานเหตุ”เลือกงาน-อ่อนอังกฤษ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330219

จบป.ตรี ตกงานเหตุ”เลือกงาน-อ่อนอังกฤษ”

ภาษาอังกฤษ,เลือกงาน,ตกงาน,อ่อนภาษาอังกฤษ,สสส,จ๊อบส์ดีบี,นายคริสโตเฟอร์ ไรท์,นายแพทย์ไพโรจน์ เสาน่วม,โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์

เผยทักษะภาษาอังกฤษติดอันดับท็อป 3 ที่คนทำงานต้องมี ชี้เพิ่มโอกาสได้งาน เงินเดือนที่สูงกว่า 30% ชี้เด็กจบใหม่ว่างงาน เหตุเรียกเงินเดือนสูง เลือกงาน

 

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2561 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับบริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด แถลงข่าวโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์

ตอน เตรียมตัวสู่โลกของงาน เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างไรให้ใช้การได้” โดย น.ส.อันธิกา ลิมปิอนันต์ชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน เปิดสาขาในประเทศไทยจำนวนมาก แต่ละปีตลาดงานมีความต้องการคนมากขึ้นทุกปี แต่กลับพบว่าเด็กจบใหม่กว่า 3 แสนคน ยังมี 1.5 แสนคนประสบปัญหาว่างงาน สาเหตุที่พบคือ เรียกเงินเดือนสูง เลือกงาน/องค์กรจะต้องเป็นบริษัทใหญ่มีชื่อหรือถ้าองค์เล็ก เช่น กลุ่มสตาร์ทอัปก็ต้องเป็นรู้จัก และขาดทัศนคติเชิงบวก ที่รวมไปถึงเรื่องคุณสมบัติทักษะต่างๆ

 

โดยจากการสำรวจผู้ประกอบการ 400 กว่าบริษัททั้งไทยและต่างประเทศ พบว่า ทักษะที่นายจ้างต้องการจากนักศึกษาที่จบใหม่ คือ ทักษะด้านการสื่อสารฟังพูดอ่านเขียน 62% ทักษะภาษาอังกฤษ 62% และทักษะในการทำงานที่ตรงกับสาขาวิชาชีพ 54% นอกจากนั้น คุณลักษณะที่ผู้ประกอบการต้องการ ต้องเปิดรับความรู้ใหม่/พัฒนาตนเอง 50% ทำงานเป็นทีมได้ 50% และมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ 45% เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีทักษะภาษาอังกฤษเป็นที่ต้องการค่อนข้างสูงในตลาดแรงงาน และยังเป็นทักษะสำคัญอยู่ใน 3 อันดับต้น(Top 3) ที่ต้องมี

 

“เด็กจบใหม่ต้องสื่อสารได้ก่อนซึ่งหมายรวมถึงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยิ่งถ้ามีทักษะภาษาอังกฤษ ก็จะมีโอกาสได้งานที่ดีกว่าค่าตอบแทนสูง เงินเดือนสูงกว่า 30% เมื่อเทียบจากในตำแหน่งงานเดียวกัน การเติบโตในสายงานก็มากขึ้น เพราะถ้าเก่งและมีความสามารถแต่ไม่สามารถสื่อสารได้ก็จะเป็นปัญหากระทบต่องาน”น.ส.อันธิการ กล่าว

 

ทั้งนี้ สายงานที่ขาดแคลนผู้สมัครในปัจจุบัน ดังนี้ ไอที 43% วิศวกรรม 29% บัญชี 31% การตลาดดิจิทัล 44% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตำแหน่งงานการตลาดดิจิทัลเป็นที่ต้องการมากกว่า 4,800 ตำแหน่ง แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลของผู้หางาน มีเพียง 700 ตำแหน่งที่สมัครงานในตำแหน่งดังกล่าว

 

ด้าน นายแพทย์ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส.กล่าวว่า ในช่วงปิดเทอมประมาณ 2 เดือนเป็นช่วงเวลาที่ดี เป็นโอกาสที่เด็กจะได้พัฒนาตนเองทำกิจกรรมสร้างสรรค์ มีข้อมูลว่ากิจกรรมที่เด็กเลือกทำส่วนใหญ่ช่วงปิดเทอม 71% คือการเล่นมือถือ อินเทอร์เน็ต ดังนั้น สสส. องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ต้องการให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ และดึงเด็กและเยาวชนออกจากหน้าจอได้ จึงได้จัดกิจกรรมโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ ตอน เตรียมตัวสู่โลกของงาน เรียนรู้ ภาษาอังกฤษอย่างไรให้ใช้การได้ ซึ่งจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชนระดับอุดมศึกษา เน้นการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวไปสู่โลกของการทำงานในอนาคต

 

 

“ข้อมูลผลการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษของสถาบันสอนภาษา Education First ได้รายงานดัชนีวัดระดับความรู้ทางภาษาอังกฤษประจำปี 2560 พบว่าประเทศไทยแม้จะอยู่ในอันดับที่ 53 ซึ่งดีขึ้นกว่าปี 2559 ที่อยู่ในอันดับที่ 56 แต่ก็เป็นลำดับเกือบรั้งท้ายหากเทียบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากกัมพูชาและลาว ซึ่งในโลกของการทำงานไร้พรมแดนทักษะทางภาษาอังกฤษมีความจำเป็นอย่างมากที่จะเชื่อมทุกคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน”

 

ด้าน นายคริสโตเฟอร์ ไรท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษ กล่าวว่า การเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อให้ใช้งานได้จริงนั้นมีทฤษฎีง่ายๆ คือ 2M&M ได้แก่ Man และ Media โดยตัวแรกหมายถึง Man หรือ คน การที่เก่งภาษาอังกฤษจะถูกเลี้ยงดูหรือเจอครูหรือพบเจอสถานการณ์ที่ทำให้เข้ารู้สึกชอบและมีแรงบันดาลใจในการที่จะพูดภาษาอังกฤษ ตัวที่สอง คือ Media หรือสื่อต่างๆ ดูหนังฟังเพลงอ่านหนังสือที่ชอบ แต่ไม่ใช่ดูแบบผ่านๆ ต้องตั้งใจดูและอ่านเนื้อร้องไปด้วย และ Mouth และ Mind ต้องขยันฝึกการพูดและเปิดใจที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

 

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เราใช้ภาษาอังกฤษเป็น 100 คำแต่ก็ยังกลัวที่จะใช้ จะพัฒนาภาษาอังกฤษ วิธีการง่ายๆ ทำได้เองก็คือ 4S คือ SEE หัดดู หัดอ่านภาษาอังกฤษให้มากผ่านสื่อต่างๆ SOUND หาอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษมาฟังถ้าเป็นภาษาอังกฤษที่ฟังไปด้วยแล้วอ่านไปด้วยได้ก็ยิ่งดี SAY ต้องหมั่นฝึกพูด และSENSE สมองและจิตใต้สำนึกที่ต้องเตือนตนเองให้ทำสิ่งเหล่านี้บ่อยๆ ก็จะทำให้พูดภาษาอังกฤษได้เยอะขึ้น ดังนั้น ต้องเลิกเรียนเยอะๆและเลียนแบบให้มากให้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องง่าย สนุก และใช้ได้จริง

 

เด็กชายธนโชติ เปี่ยมลาภธนบูรณ์ หรือ “น้องแชมป์” นักเรียนชั้น ม.2 ร.ร.อัสสัมชัญธนบุรี ที่เรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเองจนผ่านการทดสอบวัดระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในระดับคะแนนสูงสุด กล่าวว่า เริ่มต้นเรียนรู้จากการดู YouTube ดูหนัง ซีรีย์ หรือสารคดีต่างๆ ที่สนใจเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ได้เรียนรู้คำศัพท์ ได้ฟังเสียงและสำเนียงไปพร้อมกัน และก็พยายามไปพูดคุยกับชาวต่างชาติซึ่งเป็นครูที่โรงเรียนให้มากๆเพื่อฝึกฝนการพูด ซึ่งก็ใช้เวลาอยู่ 2-3 ปีกว่า แม้จะมีคนทักว่าวิธีนี้ไม่น่าใช้ได้ แต่ก็ไม่กลัว ถ้ากลัวก็จะไม่กล้าแสดงออกหรือฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษได้

 

“ส่วนการที่สอบเทียบคะแนนของเคมบริดจ์ได้ระดับสูงสุด เกิดจากการอ่านหนังสือนวนิยายหรือวรรณกรรมต่างๆ ซึ่งส่วนตัวมองว่าภาษาอังกฤษสำคัญไม่ใช่แค่อาชีพ แต่ทำให้เราสามารถไปเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้กว้างขึ้น”เด็กชายธนโชติ กล่าว

ม.คริสเตียน ให้15 ทุนนศ.ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/330097

ม.คริสเตียน ให้15 ทุนนศ.ใหม่

มหาวิทยาลัยคริสเตียน,ให้15 ทุน,ปีการศึกษา2561,ทุนเรียนฟรี

มหาวิทยาลัยคริสเตียน ให้ 15 ทุนการศึกษานศ.ใหม่ ประจำปีการศึกษา 2561 ทั้ง “หลักสูตรไทย-หลักสูตรอินเตอร์”

       รายงานข่าวจากมหาวิทยาลัยคริสเตียน  แจ้งว่ามหาวิทยาลัยคริสเตียน กำลังเปิดรับนักศึกษาใหม่ ทั้งหลักสูตรภาคภาษาไทย และหลักสูตรนานาชาติ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2561

        ถึงเดือนสิงหาคม 2561 นี้พร้อมมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาใหม่จไำนวน  15 ทุนการศึกษา ทั้งหลักสูตรปกติ-หลักสูตรอินเตอร์ ในกรณัชีที่ลงทะเบียน 15 คนแรกรับทุนการศึกษา

        ทั้งนี้แยกเป็นหลักสูตรนานาชาติ หรือ International Program รับทุน มูลค่า 27,000 บาท  และหลักสูตรภาษาไทย รับทุน มูลค่า 19,000 บาท ซึ่งรายละเอียดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่มหาวิทยาลัยคริสเตียนกำหนด

     ม.คริสเตียน ให้15 ทุนนศ.ใหม่

       โดยปีการศึกษา 2561 นี้เปิดรับนักศึกษาใหม่จำนวน 460 คน แยกเป็นหลักสูตร/สาขาวิชา  Bachelor’s Degree -Bachelor of Arts Program in Tourism and Service Innovation  จำนวนนักศึกษาที่รับ 50 คน

       หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต  แยกเป็นสาขาวิชาการออกแบบกราฟิกและมัลติมีเดีย จำนวนนักศึกษาที่รับ 60คน ,สาขาวิชากายภาพบำบัด  จำนวนนักศึกษาที่รับ 60คน,สาขาวิชานวัตกรรมเทคโนโลยีอาหาร จำนวนนักศึกษาที่รับ 50 คน

ม.คริสเตียน ให้15 ทุนนศ.ใหม่

       สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวนนักศึกษาที่รับ 80 คน ,สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย  จำนวนนักศึกษาที่รับ 80คน,สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย จำนวนนักศึกษาที่รับ 80 คน

      ทั้งนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียน สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.christian.ac.th/