เช็กที่นี่ ‘กกต.’ เปิด 5 อันดับ คนไทยมาใช้สิทธิ ‘เลือกตั้ง66’ มากที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550853

11 มิ.ย. 2566

เช็กที่นี่ 'กกต.' เปิด 5 อันดับ คนไทยมาใช้สิทธิ ‘เลือกตั้ง66’ มากที่สุด

ภาพรวมคนไทยมาใช้สิทธิ ‘เลือกตั้ง66’ ร้อยละ 75.20 % กกต.เปิด 5 อันดับ ประชาชนตื่นตัวไม่นอนหลับทับสิทธิ์ มากที่สุด อ่านรายละเอียดที่นี่

เป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว ที่ประเทศไทยผ่านการเลือกทั่วไป แต่จนถึงวันนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งทั้ง 500 สส. ขณะที่พรรคก้าวไกลที่มีคะแนนอันดับหนึ่ง ยังเดินหน้าเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  แต่ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจาก กกต.

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2566 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ ‘กกต.’ เปิดเผยตัวเลข พบจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.สูงสุด 5 อันดับ ใน 5 จังหวัด แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง วันที่ 14 พ.ค. 2566 ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ ร้อยละ 75.20

อันดับ1. จังหวัดลำพูน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 333,846 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 287,556 คน คิดเป็น ร้อยละ 86.25

อันดับ2. จังหวัดเพชรบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 389,060 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 328,578 คน คิดเป็นร้อยละ 84.52

อันดับ3. จังหวัดพัทลุง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 417,458 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 352,577 คน คิดเป็นร้อยละ 84.46

อันดับ4.จังหวัดนครปฐม ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 739,787 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 617,774 คน คิดเป็นร้อยละ 83.52

อันดับ5.จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 576,962 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 477,004 คน คิดเป็นร้อยละ 82.84

อันดับ5.จังหวัดราชบุรี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 682,463 คน ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 565,364 คน คิดเป็นร้อยละ 82.84

เช็กที่นี่ 'กกต.' เปิด 5 อันดับ คนไทยมาใช้สิทธิ ‘เลือกตั้ง66’ มากที่สุด

ย้อนรอยเส้นทาง การสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ปลายทางที่ยังไม่เจอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550848

11 มิ.ย. 2566

ย้อนรอยเส้นทาง การสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ปลายทางที่ยังไม่เจอ

ย้อนรอยการดำเนินการการสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ หลัง 8 พรรค ตั้งคณะทำงานประชุมเดินหน้า เปลี่ยน นายกฯมา 7 คน การเจรจาไม่คืบ

หากนับ เวลาจาก 4 ม.ค. 2547 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 19 ปีแล้ว กับเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง ต.มะรือโบออก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตั้งแต่นั้นมา ไฟใต้โหมแรงร้อน และคุกรุ่นมาอย่างต่อเนื่อง และยังไร้แววที่จะมอดดับลง ที่สำคัญเหตุการณ์ที่ตอกลิ่มสร้างความร้าวลึก นั่นคือเหตุการณ์กรณีตากใบ เมื่อปี 2546 รวมถึงกรณีกรือเซะ ที่รัฐได้ใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยม กลายเป็นเหตุการณ์ที่ผู้คนบางส่วนยังมีรอยจำ ไฟปัญหาไฟใต้ได้ผ่านการบริหารจัดการของรัฐบาล 8 ชุดของนายกรัฐมนตรี 7 คน (ตั้งแต่ยุคนายทักษิณ ชินวัตร ถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา) งบประมาณให้การแก้ไขปัญหาจนถึงปี 2565 กว่า 3.3 แสนล้านบาท แต่ทุกอย่างยังมีเพียงคำตอบในสายลมเท่านั้น 

การประกาศเปิดตัว ขบวนนักศึกษาแห่งชาติการประกาศเปิดตัว ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ
และเมื่อมีการประกาศเปิดตัว ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ (Pelajar Kebangsaan) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา  ณ ห้องประชุมศรีวังสา คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี โดยภายในงานได้มีการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” รวมทั้งได้มีการจัดพิมพ์บัตรเพื่อร่วมแสดงความเห็นผ่านสื่อโซเชียลในประเด็น ”ให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย“ ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลและตื่นตระหนกของประชาชนในสังคมอย่างกว้างขวาง

ความพยายามครั้งใหม่ ในการทำงานร่วมกันของฝ่ายการเมือง ผ่านการประชุมร่วมครั้งแรก ของ 8 พรรคการเมืองที่จับมือร่วมกัน พร้อมที่จะเดินหน้าตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้ง 2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา มีความชัดเจนในแนวทาง ที่จะใช้กลไกลพลเรือนนำการทหาร แต่ยังต้องรอความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งรอการประชุมครั้งต่อไป

การประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาล คณะทำงานย่อยสันติภาพปัตตานีการประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาล คณะทำงานย่อยสันติภาพปัตตานี
ย้อนกลับไปตามลำดับเส้นทางความขัดแย้ง มิใช่เพียงปะทุขึ้นในค่ำคืนปล้นปืนในปี2547 แต่ได้หยั่งรากฝังลึกมายาวนานในแง่เงาของประวัติศาสตร์  การดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟใต้ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้  ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะทำงานได้ผลักดัน“แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม” หรือ Joint Comprehensive Plan towards Peace (JCPP) เพื่อเป็นแนวทางขับเคลื่อนการพูดคุย ให้คืบหน้าในรูปแบบที่ครอบคลุมและเป็นองค์รวม อีกทั้งกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน ในการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลักการทั่วไปของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (General Principles of the Peace Dialogue Process)

โดย JCPP จะมีเนื้อหาสำคัญ 2 ส่วน คือ การลดความรุนแรงในพื้นที่และการจัดการปรึกษาหารือกับประชาชนเพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกทางการเมือง ซึ่งสาระสำคัญของการปรึกษาหารือในพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน โดยมี 5 เรื่องสำคัญที่ผลักดันจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง 1.ยอมรับอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรมของชุมชน 2.สิทธิมนุษยชน กระบวนการยุติธรรม และกระบวนการทางกฎหมาย 3.การศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 4.เศรษฐกิจและการพัฒนาในพื้นที่ 5.รูปแบบการบริหารในพื้นที่

นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ JCPP โดยมีกรอบเวลาด้วยกัน 2 ขั้น ขั้นแรกอยู่ในระหว่างเดือนมีนาคมปี 2566 – มิถุนายน ปี 2566 ซึ่งจะเป็นช่วงของการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือเพื่อร่วมกันจัดทำรายละเอียดของแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) และ ขั้นที่สองอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี2566- ธันวาคม ปี 2567

ซึ่งจะเป็นขั้นตอนของการปฏิบัติจริงตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) โดยทั้งสองฝ่าย คาดหวังว่า จะสามารถบรรลุฉันทามติในการยุติความขัดแย้งและนำข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาและนำสันติสุขที่ถาวรสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน


แม้จะมีการผลักดันนโยบายต่างๆ แต่ดูเหมือนว่า การทำงานเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ ไม่มีอะไรไปมากกว่าการเจรจาและใช้ฝ่ายความมั่นคงกำกับดูแลพื้นที่ ก้าวที่ใกล้ที่สุดในการจะสยบความรุนแรงของจังหวัดชายแดนใต้ คือ การเจรจาที่เกาะลังกาวี เมื่อ 18 ปีที่แล้ว ซึ่งมี ดร.มหาธีร์ โมฮาหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในฐานะประธานมูลนิธิขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่ชื่อ Perdana Global Peace Organization หรือ PGPO


ช่วงปลายปี 2548 นายอานันท์ ปันยารชุน สมัยที่ยังนั่งเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ได้เริ่มต้นการเจรจา ผ่านการประสานงานของ ดร.มหาธีร์ โมฮาหมัด สถานที่ที่ใช้เจรจาครั้งนี้นคือ “กำปง ตก เซนิค” รีสอร์ทหรูขึ้นชื่อของเกาะลังกาวี 


หลังผ่านการพูดคุยเจรจากัน ได้มีการจัดทำเอกสารที่เรียกว่า Peace Proposal ผู้ร่วมลงนามมีแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ดร.วันกาเดร์ เจ๊ะมัน ประธานกลุ่มเบอร์ซาตู อุสตาซมูฮัมหมัด บิน อับดุลเราะห์มาน ประธานกลุ่มจีเอ็มพี (มูจาฮีดีนปัตตานี) นายรอซี บิน ฮัดซัน รองประธานกลุ่มพูโล และ อุสตาซอับดุลเลาะห์ บิน อิสมาแอล ประธานกลุ่มบีอาร์เอ็น คองเกรส การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.พ.2549 จากนั้นจึงนำมาสู่การจัดทำ แผนสันติภาพและพัฒนาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ในเดือนกรกฏาคม 2549 แต่แผนงานดังกล่าวและการเจรจาครั้งนั้น หายวับไปหลังเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงทุกวันนี้แผนงานในครั้งนั้นไม่เคยถูกนำมาใช้อีกเลย.

เสรีพิศุทธ์ ขอ สว. มองข้ามกกต. บี้ ‘พิธา’ – เร้าร่วมโหวตนายกฯ ประเทศเดินหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550846

11 มิ.ย. 2566

เสรีพิศุทธ์ ขอ สว. มองข้ามกกต. บี้ 'พิธา' - เร้าร่วมโหวตนายกฯ ประเทศเดินหน้า

หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เรียกร้องไปถึงสมาชิกวุฒิสภา “สว.” ขอให้ร่วมโหวตรับรอง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ขึ้นนายกรัฐมนตรี โดยข้ามประเด็น “กกต.” ตรวจสอบคุณสมบัติไปก่อน เพราะเป็นหนังยาวคดีความยังไม่จบ

พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  เปิดเผยว่า  ตนหวังว่าสมาชิกวุฒิสถา ( สว. ) จะแยกแยะออก ต่อการโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี  แม้ว่าจะมีประเด็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติรับเรื่องการถือหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลไว้พิจารณาตามมาตรา 151  ว่า เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง  โดยเห็นว่าในกระบวนการดังกล่าวที่มาจากกกต. ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลอาญาย่อมต้องใช้เวลา  อีกทั้งคดีความยังไม่สิ้นสุด ดังนั้นการนำมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่โหวตให้นายพิธา  จึงเป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วย อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน 

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้าย  คนเขียนรัฐธรรมนูญ  มีความรู้ความชำนาญ แทนที่จะเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นผลดีต่อชาติ บ้านเมือง กลับไปรับใช้เผด็จการ ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่การรับใช้ฟรี ๆ  เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน มีด้วยหรือที่สว.250 คน  ต้องมาเลือกนายกรัฐมนตรี  มีแต่ประชาชนเลือกมา ซึ่งเลือกมาแล้วต้องมาให้คน 250 คนตัดสินใจ  รวมถึงคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ให้พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังดำรงตำแหน่งนายกไม่ครบ 8 ปี ซึ่งตนอ่านอย่างไรก็ครบ 8 ปี ไปล้ว แม้จะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ก็ไม่มีใครไปเผาศาล เชื่อคนส่วนใหญ่เคารพกฎหมาย แค่คนที่รักษากฎหมายเท่านั้นที่ไม่ถูกต้อง ”  หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุ

เปิดประวัติ ‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ตัวตึง ชนส่วยรถบรรทุก ของก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550843

11 มิ.ย. 2566

เปิดประวัติ 'วิโรจน์ ลักขณาอดิศร' ตัวตึง ชนส่วยรถบรรทุก ของก้าวไกล

เปิดประวัติตัวตึงแห่งก้าวไกล ขาชนประเด็นร้อน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ดีกรีปริญาเอกพัฒนาการเศรษฐกิจ มืออภิปรายดาวเด่นของสภา


เรียกได้ว่า การเปิดเผยเรื่องราวการทุจริต หรือ ส่วย ในช่วงนี้ ได้รับความสนใจอย่างมากจากสังคม โดยเฉพาะเรื่องส่วยรถบรรทุก ที่ทำให้มีการโยกย้ายตำรวจทางหลวงถึง 40 นายด้วยกัน ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นผลงานของ ตัวตึงแห่งก้าวไกล วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ที่เดินหน้าเปิดเผยข้อมูลจนเรื่องถูกเปิดโปงอย่างกว้างขวาง 

วิโรจน์ ลักขณาอดิศรวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

สำหรับประวัติของ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2520 ในครอบครัวชนชั้นกลาง และเติบโตที่กรุงเทพฯ เป็นพี่ชายคนโตในบรรดาพี่น้อง 3 คน พ่อแม่ประกอบอาชีพค้าขาย
ด้านการศึกษา  จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา​ที่โรงเรียนวัดสุทธิ​ว​รา​ราม ระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมยานยนต์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในระหว่างเรียน เขาได้เข้าชมรมโต้วาทีและการบันเทิง

เพราะต้องการหากิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเนื้อหาวิชาการ การทำกิจกรรมเหล่านี้ทำให้เขาได้พัฒนาทักษะการพูด และทดลองการนำเสนอข้อมูลและเรื่องราวด้วยวิธีการที่แปลกใหม่น่าสนใจ  ระดับปริญญาโทจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาเอก คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ)


ส่วนประสบการณ์ทำงาน ในสมัยทำงานด้านเอกชน  เป็นวิศวกรควบคุมคุณภาพให้กับบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษา ด้านระบบบริหารคุณภาพและการบริหารจัดการให้บริษัท โนโว ควอลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในช่วงปี 2546 – 2561 วิโรจน์ได้ย้ายมาทำงานที่ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ซึ่งการทำงานที่นี่ทำให้เขาได้ใช้ทักษะการบริหาร  และยังทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของไทยอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

วิโรจน์ ลักขณาอดิศรวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ขณะที่เส้นทางงานการเมืองของตัวตึงท่านนี้ วิโรจน์ ทำงานกับพรรคอนาคตใหม่ ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และเขาได้กลายเป็นดาวรุ่งในสภาอย่างรวดเร็วจากเนื้อหา ลีลาการพูดฉะฉาน และเทคนิคในการนำเสนอที่เขาใช้ในการอภิปรายในสภา โดยชื่อเสียงของวิโรจน์โด่งดังอย่างมากหลังอภิปรายเกี่ยวกับยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ของกองทัพ นอกจากนี้ วิโรจน์ ยังได้รับความสนใจมากขึ้น ในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่ใช้โซเชียลมีเดีย ในการสื่อสารพูดคุยกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกันเอง
 

เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค วิโรจน์ และเพื่อนส.ส. อีกหลายคนได้ย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล โดย วิโรจน์ เคยดำรงตำแหน่งเป็นโฆษกพรรค หลังจากนั้นวิโรจน์ได้มีบทบาทที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายงบประมาณ เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุขที่มุ่งไปที่ปัญหาการจัดสรรวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงการระบาดทั่วของโควิด-19


จากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นดาวสภา ด้วยเทคนิคในการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนและลีลาการพูดที่ฉะฉาน โดยการอภิปรายที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำมากที่สุดคือการเปิดโปงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ของกองทัพ ที่ใช้โจมตีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามและสร้างความแตกแยก พร้อมกับเปิดเผย QR Code กลุ่มไลน์ IO ให้กับประชาชนขณะอภิปรายด้วย

นอกจากนี้ วิโรจน์ ยังถือเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงประชาชน โดยเขาใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเสนอความคิดเห็นเห็น ทั้งในประเด็นสังคม การเมือง และการศึกษา รวมทั้งรับฟังความคิดและพูดคุยกับประชาชนด้วย

วิโรจน์ ‘พรรคก้าวไกล’ ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550819

10 มิ.ย. 2566

วิโรจน์ 'พรรคก้าวไกล' ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ “พรรคก้าวไกล” ใช้พื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์ ระบายความรู้สึกโจมตีไปถึงหน่วยงานที่เป็นเหมือน “องค์กรนั่งร้าน” ที่รอคำสั่ง เพื่อทำนิติสงคราม ฝืนมติของประชาชน ตอนนี้ทำได้เพียงรอคำสั่งจากคนบงการ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์  หลังจาก  คณะกรรมการการเลือกตั้ง  ” กกต.” มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียง ไม่รับคำร้องกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล   มีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการสมัครรับเลือกตั้ง  เหตุจากถือ หุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น  แต่ให้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ   เนื่องจากกรณีคำร้องดังกล่าวมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์และมีหลักฐานพอสมควร และมีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนไต่สวนต่อไปว่า 

นายพิธาลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า “พรรคก้าวไกล “ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล  เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามแต่ได้สมัครรับเลือกตั้ง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง  สส.  จึงเห็นควรพิจารณาสั่งให้ดำเนินการไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฎ โดยคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนที่ได้รับแต่งตั้ง จะดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอน

นายวิโรจน์ ซึ่งทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ขยายความในประเด็นนี้ว่า ” ฝ่ายอนุรักษ์นิยม อยากแช่แข็งประเทศต่อ แต่ก็กังวลว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย กลัวว่าค่านิยมทางสังคม ความเชื่อ ที่คอยค้ำยันเครือข่ายศักดินามาช้านาน จะเปลี่ยนแปลงแบบกู่ไม่กลับ องค์กรที่เป็นนั่งร้าน ตอนนี้ก็งงว่าจะไปต่อยังไง ระหว่างที่รอคำสั่ง ก็ต้องทำนิติสงคราม เอาชนักมาปักหลังไว้ก่อน เมื่อมีเสียงของประชาเป็นธงชัย มันผู้ใดจะหาญกล้ามาทำลาย”

“องค์กรนั่งร้านเขาไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว ถ้ามีคำสั่งมา ก็พร้อมที่จะใช้นิติสงคราม ฝืนมติของประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ด้วยนิสัยความเป็นลูกน้อง ก็คงแจ้งหัวหน้ากลับไปว่า “ทำน่ะทำให้ได้ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ไม่ขอรับผิดชอบนะ” หัวหน้าก็เลยหันรีหันขวาง ไม่กล้ากดปุ่ม “

“การใช้กฎหมายที่ถูกต้อง คือ การดำเนินการไปตามกฎหมาย ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น แต่การใช้กฎหมายที่เลว คือ การล็อคผล ตั้งธงให้เป็นไปตามอำเภอใจของผู้มีอิทธิพลไว้ก่อน แล้วก็ก้มหน้าก้มตา หาช่องของกฎหมาย สร้างเหตุ ให้ผลเป็นไปตามธงให้ได้”

“อย่าไปเครียด ตอนนี้เราทำดีที่สุดแล้ว เหมือนสอบได้คะแนนดีแล้ว ก็รอประกาศขึ้นบอร์ดอย่างเดียว คนที่เครียด คือ คนที่พยายามหาช่องให้คนที่สอบตก แซงขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง ตอนนี้คนพวกนี้เครียดมาก เรื่องทำน่ะหน้าด้านทำได้อยู่แล้ว แต่กลัวว่าจะถูกจับได้ กลัวจะต้องรับผิดชอบ ระแวงไปหมด”

“คนที่สั่งให้คุณทำความผิด ถึงเวลาเขาไม่ช่วยคุณหรอก มีแต่จะถีบหัวส่ง ให้ความผิดไม่พันมาถึงตัวเอง”  ข้อความจากทวิตเตอร์ ระบุ

วิโรจน์ 'พรรคก้าวไกล' ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม
วิโรจน์ 'พรรคก้าวไกล' ขยี้ องค์กรนั่งร้าน รอสัญญาณทำนิติสงคราม

มหากาพย์ ‘เสรีพิศุทธ์’ VS ‘ศรีสุวรรณ’ กว่าจะยุบสมาคมฯ นักร้อง สรุปจบที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550816

10 มิ.ย. 2566

มหากาพย์ 'เสรีพิศุทธ์' VS 'ศรีสุวรรณ' กว่าจะยุบสมาคมฯ นักร้อง สรุปจบที่นี่

“เสรีพิศุทธ์” เล่ามหากาพย์ สั่งยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยของ “ศรีสุวรรณ” หรือ “นักร้อง” กว่าจะมีคำสั่งจากกรมการปกครอง เคยลั่นกลางรายการทีวีว่า “ถ้าไม่ยุบมีเรื่องแน่” ด้าน “ศรีสุวรรณ” ย้ำจุดยืน ยังคงทำหน้าที่ร้องตรวจสอบ-ไม่ท้อถอย แม้ถูกยุบสมาคมฯ

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์หลังจากกรมการปกครองมีคำสั่งยุบ “สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” ที่มี “นายศรีสุวรรณ จรรยา” เป็นเลขาธิการ (ศรีสุวรรณ) ว่า “ศรีสุวรรณ” เป็นหนึ่งในนักร้องที่ร้องเรียนไปทั่ว เรื่องที่ร้องก็ไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ สร้างความปั่นป่วน และความเดือดร้อนให้หลายคน

ความจริงคือ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ร้องเรียนให้กรมการปกครองยุบสมาคมฯ มานานมากแล้ว แต่ติดช่วงโควิด 19 ระบาด  และติดที่ “กรมการปกครอง” ไม่ค่อยรู้เรื่องเลยทำงานช้า ทั้งที่พยายามติดตามเรื่องมาตลอด พยายามต่อสายหาอธิบดีกรมการปกครองแต่ไม่เป็นผล จนล่วงเลยมาถึงวันที่ 9 มิ.ย.มีคนนำหนังสือมาส่งว่า ยุบสมาคมฯ แล้ว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โชว์หนังสือยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย" ที่มี "นายศรีสุวรรณ จรรยา"  เป็นเลขาธิการ ที่กรมการปกครองส่งให้ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2566พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โชว์หนังสือยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” ที่มี “นายศรีสุวรรณ จรรยา” เป็นเลขาธิการ ที่กรมการปกครองส่งให้ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2566

“วันที่กรมการปกครองเอาคำสั่งยุบสมาคมฯ ของ “ศรีสุวรรณ” มาให้ผม ผมก็ถามว่าทำไมถึงดำเนินการช้า มีใครช่วยดึงอยู่ข้างหลังหรือไม่ ก็มีการรับว่ามีคนพยายามไม่ให้ออกคำสั่งยุบสมาคมฯ นี้ แต่ผมไม่ได้ถามว่าใครเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง ผมให้เกียรติเขา ส่วนผู้ที่อยู่เบื้องหลังตำแหน่งใหญ่หรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ต้องมีอำนาจ” “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กล่าว

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เล่าต่อว่า เร่งรัดเรื่องยุบสมาคมฯ ของ “ศรีสุวรรณ” มาตลอด รีบเพราะกลัวว่า หากมีการยุบสภาไปจะไม่คืบ ตั้งแต่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เคยเรียกอธิบดีกรมการปกครอง และนายทะเบียน มาชี้แจงข้อเท็จจริง อธิบดีฯ มอบหมายให้ รองอธิบดีฯ เข้ามาชี้แจง เลยมอบหมายให้ไปตรวจสอบว่า การจดทะเบียนตั้งสมาคมฯ ถูกต้องหรือไม่ มีการตั้งสถานที่จริงหรือไม่ ได้ส่งรายงานประจำปีเรื่องการเงินมาให้หรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า สถานที่จัดตั้ง เป็นห้องแถวเล็กๆ เก่าๆ กุญแจคล้องไว้ก็สนิมเครอะแล้ว ไม่มีการใช้สถานที่เลย สอบถามห้องข้างๆ ไม่มีใครเคยเห็น “ศรีสุวรรณ” มาประชุมที่นี่เลย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย  แถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังจากได้รับหนังสือคำสั่งยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังจากได้รับหนังสือคำสั่งยุบสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” บอกอีกว่า ระหว่างนั้นจะมอบให้เลขากมธ.การป้องกันฯ โทรประสานไปที่กรมการปกครอง เพื่อสอบถามความคืบหน้า ทางนั้นก็รับสายบ้าง ไม่รับสายบ้าง ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้จะต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง “ศรีสุวรรณ” จึงทำให้กรมการปกครองไม่ออกคำสั่งยุบสมาคมฯ 


“ตอนนั้นผมไปออกรายการหนึ่งได้พูดออกรายการ ว่า อธิบดีกรมการปกครองต้องรีบยุบสมาคมฯ นี้ได้แล้ว ถ้าไม่ยุบมีเรื่องแน่ หลังจากออกรายการอธิบดีกรมการปกครองก็โทรมาขอพบผมทันที ผมตอบไปว่า ไม่ต้องมาพบกัน ทำหน้าที่ใครหน้าที่มันไป หลังจากนั้นก็มีหนังสือถึงผมเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. แจ้งว่า ยุบสมาคมฯ แล้ว แต่ “ศรีสุวรรณ” ยังสามารถอุทรณ์การยุบสมาคมฯ” “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กล่าว

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” กล่าวต่อว่า เมื่อดูคำสั่งยุบแล้ว พบว่า ยังไม่ครอบคลุม เพราะในคำสั่งยุบสมาคมฯ ไม่มีรายละเอียดต่างๆ ที่พูดเลย ในหนังสือคำสั่งยุบสมาคมฯ มีรายละเอียดแค่ว่า มีการจดทะเบียน แต่ไม่มีการประชุมคณะก่อตั้งเลย และทราบว่าตอนที่ “ศรีสุวรรณ” ไปให้การชี้แจง อาจจะมีการให้ข้อความเท็จด้วย จึงได้ให้คำปรึกษากับอธิบดีกรมการปกครองว่า สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีกับ “ศรีสุวรรณ” ข้อหาให้การเท็จได้ด้วย ส่วนกรรมการ เหรัญญิก ในฐานะผู้เสียหาย ก็สามารถดำเนินคดีกับ “ศรีสุวรรณ” ได้เช่นกัน


“ผมมีภาพและคลิปที่ “ศรีสุวรรณ” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาทำอาชีพร้องเรียน พี่น้องประชาชนเดือดร้อนมาหาเขาก็ทำหน้าที่ร้องเรียนให้ โดยไม่คิดเงินคิดทอง เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชน แต่ได้ค่าเหนื่อยตามที่ประชาชนให้ เช่น 5,000 ถึงหลักหมื่นบาท และเวลา “ศรีสุวรรณ”  ร้องเรียนอะไรก็อ้างสมาคมฯ อยู่ตลอด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า “ศรีสุวรรณ”  ไม่ได้ไปเดี่ยวๆ แต่มีองค์กรรองรับ ไม่ได้ไปเดี่ยวๆ แต่ในที่สุด “ศรีสุวรรณ” ก็มาร้องผม กล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย ทั้งที่เราไม่เคยทำผิดกฎหมาย และไม่มีแผล “ศรีสุวรรณ” ทำไม่ถูกต้อง”  “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” อธิบาย

“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เล่าต่อว่า เมื่อเร็วๆนี้ ทราบว่า “ศรีสุวรรณ” ยื่นเรื่องให้ยุบ 6 พรรค หารือร่วมตั้งรัฐบาลเหตุถูกครอบงำ เพราะมี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” “นายปิยบุตร แสงกนกกุล” และน.ส.พรรณิการ์ วานิช  ไปร่วมทั้งที่ไม่มีสถานภาพทางการเมืองแต่อย่างใด มองว่า “ศรีสุวรรณ” ร้องเรียนโดยที่ไม่ดูข้อเท็จจริง ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงสั่งให้ “ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช” ฟ้อง “ศรีสุวรรณ” ในประเด็นนี้อีกครั้ง ทำให้ “ศรีสุวรรณ” ไม่กล้าร้องเรียนพรรคเสรีรวมไทย

นอกจากนี้ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ยังได้แนะนำพรรคการเมืองต่างๆ หรือบุคคลต่างๆ อย่าไปทำร้ายร่างกาย “ศรีสุวรรณ” เพราะผิดกฎหมาย แต่ให้ใช้กฎหมายจัดการแทน เพราะบ้านเมืองอยู่ด้วยกฎหมาย จะตัดสินเองไม่ได้ ต้องให้คนกลางอย่างศาลเป็นผู้พิจารณา


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีอะไรอยากจะฝากถึงเหล่านักร้องหรือไม่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ตอบว่า จะไปร้องใครมันก็คือ การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่ากฎหมายเขียนไว้ว่า อย่าไปล่วงละเมิดสิทธิใคร อยากให้ผู้ที่ถูกละเมิดใช้สิทธิได้ ดังนั้น นักร้องต้องเข้าใจเวลาจะไปร้องใคร ต้องมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่จะให้เขาพิจารณาวินิจฉัยได้

ข้อความที่นายศรีสุวรรณ จรรยา โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ข้อความที่นายศรีสุวรรณ จรรยา โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

ล่าสุด “ศรีสุวรรณ” โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “ศรีสุวรรณยังยืนหยัดที่จะทำหน้าที่ร้องตรวจสอบนักการเมือง-พรรคการเมืองเหมือนเดิม เพื่อประโยชน์สาธารณะสะกดคำว่า ท้อถอยไม่เป็นครับ”

และข้อความ “ได้ตำแหน่งใหม่แล้ว ‘ศรีสุวรรณ’ ไม่ท้อยืนหยัดร้องต่อ หลังสมาคมฯถูกยุบทิ้ง!” พร้อมแชร์ข่าวจากสำนักข่าวไทยโพสต์ ที่มีเนื้อหาระบุว่า “นายศรีสุวรรณ ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากเดิม “เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย” เป็น “ประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดิน” ในการยื่นหนังสือต่อกองบัญชาการสอบสวนกลาง(บช.ก.) เพื่อร้องทุกกล่าวโทษผู้ที่มีพฤติการณ์หรือกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ กรณีที่มีการจัดเสวนาเปิดตัวองค์กรขบวนนักศึกษาแห่งชาติ ( Pelajar Kebangsaan Patani ) โดยกลุ่มเครือข่าย PerMAS เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 66 ที่ มอ.ปัตตานี ที่ผ่านมา”

จดหมายถึงสังคมไทย เตือนสติ คดี ‘พิธา’ ถือ ‘หุ้นสื่อ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550811

10 มิ.ย. 2566

จดหมายถึงสังคมไทย เตือนสติ คดี 'พิธา' ถือ 'หุ้นสื่อ'

นักวิชาการด้านประวัติ เขียนจดหมายถึงสังคมไทย คดี’หุ้นสื่อ’ ‘พิธา’ ลิ้มเจริญรัตน์ หยุดโศกนาฏกรรมได้ด้วยความยุติธรรม

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เขียนบทความลงในเฟซบุ๊ก เตือน หลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมของสังคมไทย ด้วยการยืนอยู่บนความยุติธรรม หัวข้อ กกต. กับการ หาทาง ลงโทษที่เน้นสำนึกส่วนบุคคล

เนื้อหาในเฟซบุ๊ก ระบุว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่กระบวนการเคลื่อนเข้าสู่ประชาธิปไตยของสังคมไทยกำลังถูกทำให้ชะงักงันและอาจจะนำไปสู่วิกฤติทางการเมืองครั้งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เกมการเมืองของ กกต. ออกมาในรูปของการเน้นให้ความผิดของพิธา กลายเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากสำนึกส่วนบุคคล ตามมาตรา 151

การเลือกเน้นการพิจารณาข้อกล่าวหาพิธา ในลักษณะเช่นนี้จะทำให้ดูเสมือนว่า กกต. มีความชอบธรรมในการที่จะลงโทษคุณพิธา ซึ่. กกต. คงจะประเมินว่าหากออกมาในลักษณะที่เป็นความผิดส่วนบุคคลและเป็นสำนึกของพิธาเพียงคนเดียว

น่าจะลดกระแสต่อต้านของมวลชนลงเพราะเป็นความผิดที่ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลโดยแท้

การประกาศจะใช้มาตรา 151 และเป็นการ รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นความปรากฏ ซี่งหมายความว่า กกต. จะใช้อำนาจพิจารณาเรื่องนี้ก่อนส่งต่อไปยังศาลยุติธรรม อำนาจของการพิจารณาคดีพิธานี้สังคมไทยจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เพราะมาตรา 151 นี้กำหนดบทลงโทษไว้สูงลิ่ว คือมีทั้งโทษจำคุก ปรับ และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนานถึง 20 ปี

การเลือกมาตรา 151 นี้ ก็เพราะต้องการเลี่ยงการเปรียบเทียบกับคดีการถือหุ้นสื่ออื่น ๆ ที่จะทำให้ผลการตัดสินเป็นคุณแก่กรณีพิธา การใช้มาตรา 151 ก็เพราะหวังว่าจะใช้คดีของสิระเป็นตัวตั้งเพื่อเปรียบเทียบลงโทษ

แต่อยากจะบอกสังคมไทยว่าคดีของสิระกับพิธามันคนละเรื่องกัน หาก กกต. เทียบเคียงเช่นนี้ก็หมายความว่าต้องการเอาเรื่องพิธาให้ได้นั้นเอง

การจะพิสูจน์ว่าพิธารับรู้หรือไม่รับรู้ว่าตนเองมีคุณสมบัติหรือไม่ ก็ต้องดูที่การดำรงอยู่ของ ITV ด้วยว่าในสังคมขณะนั้น ITV มีสถานะอย่างไร  หาก กกต. ไม่พิสูจน์ในจุดนี้ให้ชัดเจนและสังคมยอมรับได้เสียก่อน และกระโดดไปสู่การตัดสินการรับรู้หรือไม่รับรู้ของพิธาโดยเทียบเคียงกับคดีสิระ 

ซึ่งเชื่อว่า กกต. ตัดสินใจผิดและต้องขอบอกว่า กกต.จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น การเมืองของความหวังเรื่อง “ความเสมอภาคและยุติธรรม” ได้ถูกจุดและลามไปทุกมิติของสังคมแล้ว  จะดับไฟแห่งความหวังของสังคมนี้อย่างมักง่ายไม่ได้

ขอช่วยกันจับตามองเพทุบายทั้งหลายของบรรดา น้ำน้อย ในสังคมไทย ที่พยายามดับไฟแห่งความหวังของพวกเรา และต้องช่วยกันเตือนสติพวกเขา (ที่คงเหลือน้อยนิด) ว่าพวกเขากำลังก่อให้เกิดวิกฤติทั้งสังคม

โศกนาฏกรรมของสังคมไทยหลีกเลี่ยงได้ หากยืนอยู่บนความยุติธรรม ที่แท้จริง

สว.สมชาย แนะ 5 ขั้นตอน ‘กกต.’ ตรวจสอบหุ้นสื่อ ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550805

10 มิ.ย. 2566

สว.สมชาย แนะ 5 ขั้นตอน 'กกต.' ตรวจสอบหุ้นสื่อ 'พิธา'

แนะ 5 ขั้นตอนที่ ‘กกต.’ ควรดำเนินการ กรณีหุ้นสื่อของ ‘พิธา’ ลิ้มเจริญรัตน์ สมชาย แสวงการ ชี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผูกพันทุกองค์กร

สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา เสนอ 5 ขั้นตอน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เร่งดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ  ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. มาตรา 151

โดยความเห็นที่สว.สมชาย เสนอให้กกต.พิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรในขั้นตอนต่างๆประกอบไปด้วย

1.รับรองผลการเลือกตั้งสส.ของนายพิธา โดยเร็วหรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน60วันนับแต่วันเลือกตั้ง

2.หลังการรับรอง สส.แล้ว กกต.ต้องเป็นผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเองในฐานะความปรากฎแก่กกต โดยใช้ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า

– นายพิธาขาดคุณสมบัติและขัดรัฐธรรมนูญตามลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรตามรัฐธรรมนูญมาตรา101 (6)ประกอบมาตรา98(3)

– ขาดคุณสมบัติแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา88 มาตรา89 และมาตรา160

กรณีนี้จึงไม่จำเป็นต้องให้สส.เข้าชื่อ1ใน10 ร้องต่อประธานสภา
เพื่อขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา82 อีกเพราะความปรากฎตามที่กกต.รับไว้เอง

และกกต.ต้องสอบสวนจนมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า นายพิธาน่ามีลักษณะต้องห้ามอันเป็นการขาดคุณสมบัติสสและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย

3. กกต.ร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกับคดีอื่นๆที่ผ่านมา เช่นคดีที่กกต ร้องคดีนายธนาธร หรือ คดีที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้านเข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญคดีวาระ8ปี ของพลเอกประยุทธ์ ฯลฯ

โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง
และขอให้มีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ เป็นการชั่วคราว

ก่อนการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561มาตรา 71

4.กกต.ยื่นดำเนินคดีอาญาต่อเจ้าพนักงาน ตำรวจ อัยการ ในความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส มาตรา 151  ประกอบมาตรา 42 (3)ในข้อหารู้อยู่แล้วว่า ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม

มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อของตนเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ กรณีถือหุ้นสื่อITV  คดีนี้มีบทลงโทษจำคุก 1-10 ปี โทษปรับ 20,000-200,000 บาท และตัดสิทธิการเมือง 20 ปี



5. อัยการพิจารณาคำสั่งฟ้องตามความผิดฐานดังกล่าวต่อนายพิธาหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกรณีที่กกต.ควรต้องสอบสวนและมีพยานหลักฐานให้หนักแน่นชัดเจนอย่างยิ่งเพราะอัยการสูงสุดเคยมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องนาย ธนาธร มาแล้ว 

โดยคดีดังกล่าว อัยการระบุว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะสั่งฟ้องและดูเจตนาจากพยานหลักฐานแล้ว น่าจะไม่มีความผิดกฎหมายอาญา 

ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของนายธนาธร ให้พ้นสมาชิกภาพความเป็นสส.ไปแล้วก็ตามแต่อัยการสูงสุดก็ยืนยันมีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้องนายธนาธรมาแล้วโดยถือว่าเป็นการพิจารณากฎหมายคนละฉบับกัน  #คำวินิจศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร

‘พิธา’ ได้-เสีย อย่างไร ที่ถูกวินิจฉัยตาม ‘มาตรา 151’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550798

10 มิ.ย. 2566

'พิธา' ได้-เสีย อย่างไร ที่ถูกวินิจฉัยตาม 'มาตรา 151'

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง มองการตั้งเรื่องเอาผิด ‘พิธา’ ตาม ‘มาตรา 151’ ของ กกต. เป็นเหตุผลที่ สว.จะไม่โหวตให้เป็นนายกฯ

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งข้อสังเกตการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการถือหุ้นสื่อ ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้ง สส. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 151  

โพสต์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร ในเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาว่าการยกคำร้องคดีถือหุ้นสื่อ แต่กลับเตรียมดำเนินคดีอาญาฐานรู้ว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังมาสมัคร สส. ของพิธา เป็นบวกหรือลบกันแน่

คดีอาญานั้น ต้องฟ้องศาลอาญา ซึ่งมีกระบวนการที่ยาวนาน เป็นปี และเป็นหลักประกันความยุติธรรมว่าต้องผิดจริงจึงถูกลงโทษ  ไม่สามารถเอาผิดโดยง่าย แต่โทษรุนแรงกว่า เพราะมาตรา 151 มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และตัดสิทธิทางการเมืองถึง 20 ปี

การที่ กกต. ฟ้องดำเนินคดีอาญา  แม้ยังอยู่ในขั้นกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น  แต่ก็เป็นวัตถุดิบเพียงพอ ต่อเหล่า สว. ที่ตั้งใจไม่เลือกพิธาเป็นนายก  ไม่ยกมือให้ โดยมีข้ออ้างแบบไม่ตะขิดตะขวงใจ

การยกคำร้องคดีถือหุ้นสื่อ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่ตายสนิท มีโอกาสฟื้นโดย ใช้ สส. 50 คน หรือ สว. 25 คน หรือยื่นโดย กกต.เองในฐานะความปรากฏ  หลังจากการรับรอง สส. โดยใช้สิทธิ ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ 

อาวุธหนักต่าง ๆ กำลังลำเลียงสู่สมรภูมิสนามรบ  และไม่จบแค่ ปืนต่อสู้อากาศยาน หรือ มาตรา 151   แต่แพ้ชนะกลับอยู่ที่ฝ่ายเสนาธิการผู้วางแผน

กกต. เริ่ม ‘มาตรา 151’ เส้นทาง ‘พิธา’ อาจซ้ำรอย ‘ธนาธร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550792

10 มิ.ย. 2566

กกต. เริ่ม 'มาตรา 151'  เส้นทาง 'พิธา' อาจซ้ำรอย 'ธนาธร'

เปิดกฎหมาย ‘มาตรา 151’ ‘พิธา’ ส่อตามรอย ‘ธนาธร’ กระบวนการตรวจสอบ คุณสมบัติ สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือไม่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. มีมติยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ของพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ด้วยเหตุผลเรื่องระยะเวลาในการร้องเรียน ตาม ระเบียบเลือกตั้ง สส. ข้อ 115  ไม่ได้หมายความว่าพิธา จะรอด

เพราะ กกต.สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่ามีมูลหรือไม่

พลิกกฏหมายเลือกตั้ง สส. พบว่า พิธาอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี หากศาลชี้ว่าถือหุ้นสื่อมีความผิดจริง   มาตรา 42 บุคคลที่ลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  (3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อมวลชนใดๆ 



มาตรา 151 ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย



เจษฏ์ โทณะวนิก คณะนิติศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ให้สัมภาษณ์รายการหนึ่ง มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า ทางรอดของ พิธา มีสองทางประกอบด้วย กรณีมรดกหุ้นไอทีวี มีพินัยกรรม ไม่มีชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้รับและไอทีวีไม่เป็นกิจการสื่อ



แต่ในทางตรงกันข้าม การถือหุ้นสื่อเป็นคุณสมบัติต้องห้ามมาตั้งแต่ตอนรับสมัคร แต่มีส่วนในกองมรดก(หุ้นสื่อ)ในฐานะทายาทโดยธรรม และปรากฏว่าสื่อนั้นยังประกอบการอยู่ โดยหลักฐานที่แสดงว่าสื่อยังประกอบการหรือไม่ประกอบด้วยหนังสือบริคณฑ์สนธิ วัตถุประสงค์หลัก และการประกอบการจริง



กรณีไอทีวีหากศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ประกอบการต่อก็จะกลายเป็นว่าไอทีวีประกอบการมาตั้งแต่ต้น เป็นเพียงหยุดประกอบการคำสั่งสำนักปลัดสำนักนายกฯ ไม่ได้เลิกประกอบการ  เช่นเดียวกับกรณีของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ