‘เลขาฯก้าวไกล’ ชี้ตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ไม่ใช่ทางเลือกการเมืองขณะนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550166

01 มิ.ย. 2566

‘เลขาฯก้าวไกล’ ชี้ตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ไม่ใช่ทางเลือกการเมืองขณะนี้

ชัยธวัช ‘เลขาฯก้าวไกล’ คาด ได้ข้อสรุปตำแหน่ง ‘ประธานสภาฯ’ กลางเดือน มิ.ย.นี้ หลัง กกต.รับรอง สส. ชี้ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ไม่ใช่ทางเลือกการเมืองขณะนี้

แนวคิดตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ของสว.ขวาจัดกลายเป็นประเด็นร้อนที่นักการเมืองทุกพรรคเรียงหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางล่าสุด นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ก็มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้

‘รัฐบาลแห่งชาติ’ไม่ใช่ทางออกที่ดี

เลขาฯก้าวไกล ระบุว่า ข้อเสนอจาก สว.ท่านหนึ่ง เรื่องการตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ถือเป็น สิทธิ์ของ สว. แต่พรรคก้าวไกลมองว่าไม่ใช่ทางออกที่ดี พร้อมยก รัฐบาลที่ดีไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคไหนที่เป็นแกนนำ แต่ควรจะมีฝ่ายค้านไว้คอยตรวจสอบถ่วงดุล เพราะหากรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้าน ก็สุ่มเสี่ยงกับการใช้อำนาจโดยมิชอบ

และเชื่อว่าข้อเสนอของ สว. ไม่น่าจะหมายถึงการประเมินว่า ไม่สามารถที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ พร้อมย้ำว่า การเจรจากับ สว. อย่างเป็นไปในทิศทางที่ดี ขณะที่ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ไม่น่าจะเป็นทางเลือกในทางการเมืองหลังจากนี้ และเท่าที่ได้ยินก็มีเพียง สว.เพียงคนเดียวเท่านั้น

สว.ส่งสัญญาณดี โหวตพิธานายกฯ

เลขาฯก้าวไกล ยังกล่าวถึงการพูดคุยกับ สว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า เท่าที่พูดคุยกับ สว. เป็นไปในทิศทางที่ดี และเมื่อได้พูดคุยกันก็เป็นการลดกำแพงลง รวมถึงยังได้ ตอบข้อซักถามหลายเรื่องที่ สว.มีความกังวล ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่พรรคก้าวไกลและมีโอกาสชี้แจง

ใครนั่ง ‘ประธานสภา’ 2 สัปดาห์ได้ข้อยุติ

เลขาฯก้าวไกล ระบุว่า ตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่พรรคก้าวไกลตั้งเป้าไว้ว่า ภายในกลางเดือนมิถุนายนนี้จะได้ข้อยุติ เนื่องจากเป็นไปได้ที่ กกต. จะรับรองผลการเลือกตั้งได้เร็ว ส่วนกระแสข่าวว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะนั่งตำแหน่งประธานสภาฯยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง

ทั้งนี้พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยต่างมีเหตุผลของแต่ละพรรค ที่จะเสนอคนของตัวเองเพื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ เชื่อว่าการพูดคุยกันในรายละเอียดในการทำงานร่วมกันน่าจะได้ข้อยุติภายใน 2 สัปดาห์นี้

นายชัยธวัช ยังกล่าวถึงความเห็นของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง อาจทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมทั่วประเทศ ว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะไปไกลขนาดนั้น และจนถึงขณะนี้ยังมีความมั่นใจว่า จะสามารถต่อสู้คดีได้

ส่วนการฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล นั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า การตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่าน จะนำไปสู่กระบวนการการแบ่งงาน จนนำไปสู่การจัดสรรบทบาทของแต่ละพรรคว่า จะบริหารกระทรวงไหนอย่างไรบ้าง คาดว่าในช่วงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีน่าจะมีความชัดเจนเรื่อง คณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ส่วนตัวคาดว่าแต่ละพรรคจะมีความชัดเจนเรื่องตัวบุคคล หลังการโหวตเลือกนายกฯ

‘ไทยสร้างไทย ‘ ขย่ม ประยุทธ์ จี้ลาออกเซ่นเลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ อุ้มหายฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550161

01 มิ.ย. 2566

'ไทยสร้างไทย ' ขย่ม  ประยุทธ์  จี้ลาออกเซ่นเลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ อุ้มหายฯ

กรรมการยุทธศาสตร์พรรค “ไทยสร้างไทย”  กดดัน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ควรแสดงสปิริตลาออกหลัง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เลื่อนการบังคับใช้  พ.ร.บ.อุ้มหาย  ขัดรัฐธรรมนูญ  ย้ำชัดเมื่อเหตุผลในการออก พ.ร.ก. สำคัญของรัฐบาล ศาลชี้ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ควรลาออก

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมการยุทธศาสตร์พรรค “ไทยสร้างไทย”  อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565   และ พ.ศ.2566   “พรบ.อุ้มหาย”  ให้ความเห็นกรณี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่แสดงสปิริตลาออกกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย  ขัดรัฐธรรมนูญ  เป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีได้ยุบสภา  ไปแล้ว 

กรรมการยุทธศาสตร์พรรค “ไทยสร้างไทย”  กล่าวว่า ตนมีความเห็นต่างที่อยากจะเรียกร้องให้  พล.อ. ประยุทธ์  แสดงสปิริตลาออก  เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  ได้ใช้เทคนิคทางการเมืองอยู่จนใกล้จะครบวาระ 4 ปี จึงยุบสภา ซึ่งเหตุผลในการยุบสภาก็เป็นที่ทราบกันดีว่า เพื่อให้นักการเมืองได้ไปสังกัดพรรคการเมือง ในเวลาที่เข้าเงื่อนไขคุณสมบัติการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. เฉพาะอย่างยิ่ง พรรคการเมืองที่ พล.อ. ประยุทธ์  ไปเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี จำเป็นอย่างยิ่งที่สมาชิกจะต้องมีคุณสมบัติการเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้เข้าเงื่อนไขตามคุณสมบัติที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ได้ ทันกำหนดเวลา

ดังนั้นเหตุผลในการยุบสภาของ พล.อ.ประยุทธ์  ไม่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก. ของรัฐบาลขัดรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด ความจริงถ้า พล.อ. ประยุทธ์  ไม่แสดงท่าทีให้ความเห็นในเชิงเหน็บแนม การเตรียมงานในระยะเปลี่ยนผ่านของคณะ ที่เตรียมการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ตนคงไม่ย้อนไปกระตุกความคิดว่า ใครควรแสดงสปิริตมากกว่ากัน  ตนอยากจะเสนอแนะในทางการเมืองเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ปรากฎไว้ว่า เมื่อเหตุผลในการออก พ.ร.ก. สำคัญของรัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ ฯ ก็ควรแสดงสปิริตลาออก

” ไม่ควรหาเหตุผลแบบข้าง ๆ คูๆ ที่ไม่ตรงประเด็น เฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ควรกังวลว่าใครจะรักษาการ เพราะพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฯ ได้วางบรรทัดฐานไว้อยู่แล้วเพื่อไม่ให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดสูญญากาศ ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงสปิริต”  เขา กล่าว 

'ไทยสร้างไทย ' ขย่ม  ประยุทธ์  จี้ลาออกเซ่นเลื่อนบังคับใช้ พ.ร.บ อุ้มหายฯ

ชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมการยุทธศาสตร์พรรค “ไทยสร้างไทย”  อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 

เดอะอ๋อย ‘จาตุรนต์’ ฟาด สว. เสนอ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ จิตสำนึก ‘ฝักใฝ่เผด็จการ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550158

01 มิ.ย. 2566

เดอะอ๋อย 'จาตุรนต์' ฟาด สว. เสนอ 'รัฐบาลแห่งชาติ' จิตสำนึก 'ฝักใฝ่เผด็จการ'

‘จาตุรนต์’ ฟาด สว. เสนอ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ สะท้อนจิตสำนึก ‘ฝักใฝ่เผด็จการ’ ติงความเห็น ‘วิษณุ’ ปมคำร้องพิธา ทำต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ เสียงประชาชนไม่ได้รับการเคารพ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย คณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นกรณี ความเห็นของ สว. ที่เสนอเรื่องการตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ เป็นความเห็นที่ไม่สอดคล้องและมีความเป็นไปได้ และไม่มีความเป็นเหตุเป็นผลเลย เพราะขณะนี้พรรคฝ่ายประชาธิปไตยรวมเสียงกันได้ 313 เสียง ซึ่งเกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎรไปมาก 

แต่ว่ายังไม่สามารถตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง มันยังมีวิธีการที่จะดำเนินการต่อไปได้อยู่ ถ้ารวมเสียงแล้วยังไม่ได้ 376 เสียงก็ยังสามารถโหวตใหม่ได้อีก โดย ชักชวน สส. มาร่วมลงมติโหวตให้ ผู้ถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีของฝ่ายประชาธิปไตยเรื่อยๆ ก็ยังสามารถทำได้

และหากไม่ได้จริงๆฝ่าย สว. ที่สนับสนุน พลเอกประยุทธ์ก็ยังสามารถรวบรวมพรรคในฝ่ายตนเองที่มีอยู่ประมาณ 180 เสียง บวกกับเสียง สว. เพื่อให้ครบ 376 เสียง ก็ยังสามารถสนับสนุนให้ พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯได้ ตาม รัฐธรรมนูญเพียงแต่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม และไม่มีเสถียรภาพ แต่ถ้าจะทำก็ทำได้ 

แต่การจะมี ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ โดยการเอาทุกพรรคมารวมกัน และจะดันใครเป็นนายกฯ และมีการเสนอให้ชดใช้ รัฐธรรมนูญบางมาตรา การเสนอแบบนี้มันแปลก มันจะเหมือนการเสนอ ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ ในอดีต ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤต หรือเสนอในระหว่างวิกฤต และ นำไปสู่การรัฐประหาร เพียงแต่ตอนนี้ ไม่มีใครทำ

“การเสนอในลักษณะนี้มันสะท้อนถึงจิตสำนึกของ สว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ พลเอกประยุทธ์ เพื่อสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ซึ่งคนเหล่านี้เป็นผู้ที่ช่วยสืบทอดอำนาจให้ พลเอกประยุทธ์ ก็อาจจะมีจิตสำนึกลึกๆแบบนี้อยู่ จะสะท้อนว่าคนเหล่านี้ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน และ ฝักใฝ่กับการจัดการด้วยวิถีทางที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย”

กกต.ไม่ควรยื้อรับรอง สส.

ทั้งนี้ นายจาตุรนต์ กล่าวถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยังไม่รับรองสถานภาพ สส. อย่างเป็นทางการจนเสมือนเป็นการยื้อสถานการณ์การตั้งรัฐบาลให้ช้ากว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ ว่า แน่นอน กกต. มีส่วน และ ควรจะชี้แจงว่าทำไมถึงช้า และไม่ควรต้องใช้เวลานานเลย ระยะเวลา 60 วันไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดขนาดนั้น 

และเอาเข้าจริง ระยะเวลา 60 วัน มีไว้ในกรณีบัตรใบเดียว ซึ่งกว่าจะรู้ว่าพรรคไหนจะได้ สส.บัญชีรายชื่อกี่คน มันต้องรู้คะแนนของทุกเขตเลือกตั้งก่อน และเอามารวมกันว่าพรรคไหนได้คะแนนเท่าไหร่ ซึ่งมันอาจจะต้องใช้เวลา แต่ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานี้เป็น บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ สส.บัญชีรายชื่อ นับคะแนนเสร็จ สามารถคำนวณได้เลย ส่วน สส.เขตที่ยังนับไม่ได้ ก็คือเขตที่ต้องนับคะแนนใหม่ หรือต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมันมีน้อยมากและกกต.สามารถใช้หลักของการรับรองไปก่อน แล้วมาดำเนินการทีหลัง ก็สามารถทำได้

กกต.รับรอง สส.ได้เร็ว ลดวิกฤตการเมือง 

ส่วนถ้าจะมีกรณีต้องสอบสวนบ้าง ก็ใช้เวลาอีกนิดหน่อย ก่อนประกาศก็เพียงพอแล้ว และการที่ กกต. สามารถประกาศได้เร็ว จะเป็นการลดการเกิดวิกฤตทางการเมือง เพราะดึงเวลาออกไป ก็จะมีคนนำเรื่องคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ หรือคุณสมบัติ สส. ที่รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม ให้ความเห็นว่า ถ้าฟ้องหลายเรื่อง อาจจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ มันเป็นการหาเรื่อง และทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ดี รู้สึกว่าไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน

“กกต.สามารถช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการรับรองให้เร็ว ถ้ารับรองได้เร็วก็จะสามารถประชุมสภาได้เร็วเลือกประธานสภาฯได้เร็ว และเลือกนายกรัฐมนตรีได้เร็ว สำเร็จหรือไม่ว่ากันไปแต่ไม่ใช่มายืดเวลาให้มันชักช้า จนกระทั่งกลายเป็นช่องว่างให้เกิดปัญหา”

เมื่อถามถึงกรณีความเห็นของนายวิษณุ ต่อกรณีข้อกล่าวหาของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ถูกร้องไปยังองค์กรอิสระ ซึ่งหากมีผลออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจจะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ซึ่งความเห็นในลักษณะนี้ เป็นการกดดัน-ชี้นำการทำงานองค์กรหนึ่งองค์ใดหรือไม่ นายจาตุรนต์ ตอบว่า หากเป็นช่วง รัฐบาล คสช. เป็นการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ มีอำนาจเหนือทุกองค์กร รวมทั้งศาล ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติสั่งปลดประธานศาลฎีกา ก็สามารถทำได้ 

สิ่งที่รองนายกฯวิษณุพูดไม่เกิดผลดีต่อบ้ารนเมือง

ซึ่งในระหว่างนั้นนายวิษณุ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้นำองค์กรอิสระรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการกล่าวว่าเรื่องนั้นน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้และมันจะออกมาตามนั้นเสมอ แต่ขณะนี้จะไปกล่าวหา นายวิษณุอย่างเดียวกันไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในภายใต้ คสช.อีกต่อไปแล้ว ตนมองว่าการพูดในลักษณะนี้จะไม่ใช่การชี้นำองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ แต่เห็นชัดๆว่าเป็นการชี้นำผู้ร้อง ว่าให้ไปร้องประเด็นให้ครบ เมื่อร้องแล้วก็จะนำไปสู่ รูปแบบนั้นรูปแบบนี้ ซึ่งมันไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง

ส่วนเรื่องที่ร้องแล้วเกิดความตกอกตกใจ มันก็ควร เพราะว่า เรื่องของการถือหุ้นสื่อ ในรัฐธรรมนูญนี้เขียนไว้ไม่ชัดเจน เขียนห้วนๆเกินไป และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มักจะไม่ถูกพูดถึง จนกระทั่งกลายเป็นว่าถือหุ้นเดียวใน 800 ล้านหุ้น หรือในบริษัทสื่อที่ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อมาเป็นเวลานานมากแล้ว ก็อาจจะถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติก็ได้

“และยิ่ง คุณวิษณุออกมาให้ความเห็นในลักษณะนี้ มันแสดงถึงความไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้สัดส่วนของความผิดหรือไม่ผิดก็ตาม หรือแม้ถึงทำผิดจริง ก็ไม่สมควรที่จะเป็นเหตุให้ คนไม่ได้เป็นนายกฯ หรือ สส. ต้องเลือกกันใหม่เป็นร้อยๆเขต สิ่งเหล่านี้คือความบกพร่องของระบบและอาจจะโยงไปถึงการใช้กฎหมาย ที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ดังนั้นการชี้นำในลักษณะนี้ไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง มันจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่า การตัดสินของประชาชนไม่ได้รับความเคารพ และ จะนำไปสู่การความขัดแย้งทางสังคม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครเลย” นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้าย

เขตไหนหว่า? ‘ผู้ว่าฯชัชชาติ’ แฉเอง มีจนท.รีดไถ หลักฐานชัดต้องไล่ออก(คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550149

01 มิ.ย. 2566

เขตไหนหว่า? ‘ผู้ว่าฯชัชชาติ’ แฉเอง มีจนท.รีดไถ หลักฐานชัดต้องไล่ออก(คลิป)

เปิดคลิป ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธ์ ประชุมผู้บริหาร 50 เขต กทม. แฉเอง มีเจ้าหน้าที่รีดไถเพื่อนชัชชาติ ตกลงค่าดำเนินการ 5 หมื่น แต่เรียกเงิน 3 แสนบาท ชี้หลักฐานชัด ต้องไล่ออกเท่านั้น

ผู้บริหารกทม. 50 เขต สะดุ้งกันทั้งวงประชุม หลังจากผู้ว่าฯกทม. “นายชัชชาติ สิทธิพันธ์” เดือดกลางวงประชุม พร้อมกับแฉพฤติกรรมเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ จากตกลงกันไว้ที่ 50,000 บาท แต่กลับเรียกเพิ่มเป็น 300,000 บาท 

โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงเช้าวันนี้ (1 มิ.ย. 66) ซึ่งนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าฯกทม. เรียกประชุมผู้บริหารกลุ่มทั้ง 50 เขต  โดยช่วงหนึ่งของการเริ่มต้นประชุม นายชัชชาติ  กำชับให้ ผู้บริหารสำนักงานเขตทำงานเชิงรุกมาขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส ที่พบยังเรื่องร้องเรียนมีปัญหาเยอะ

เขตไหนหว่า? ‘ผู้ว่าฯชัชชาติ’ แฉเอง มีจนท.รีดไถ หลักฐานชัดต้องไล่ออก(คลิป)

จู่ๆ นายชัชชาติ ก็กล่าวขึ้นว่า ยกตัวอย่างเมื่อวานนี้ เกิดเหตุฝ่ายโยธา ซึ่งเป็นเคสของเพื่อนนายชัชชาติ จากค่าดำเนินการที่ต้องจ่ายตามขั้นตอนปกติ 50,000 บาท แต่กลับถูกเรียกถึง 300,000 บาท

” เรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่เขาตกลงกันไว้ 50,000 บาทแล้วอยู่ดีๆ เรียกเพิ่มเป็น 300,000 บาทเลย ไม่ได้มีความเกรงใจกันเลย ผมรู้ตัวแล้วด้วย มีภาพถ่ายหลักฐานแล้วด้วย  ส่งให้ฝ่ายเกี่ยวข้องไปจัดการแล้ว ต้องเอาให้เด็ดขาด  เรื่องแบบนี้ ท่านผอ.เขต ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า มีลูกน้องทำตัวไม่ดีอยู่ในเขตเรา ท่านปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ต้องจัดการให้ทั่วถึง..”

ผู้ว่าฯ กทม. ระบุด้วยว่า ประเด็นเรื่องรีดไถเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตยังพบมีอยู่อีกเยอะแยะที่ผ่านมา กทม. ยังไม่เคยจับเจ้าหน้าที่โยธา  ครั้งนี้คงต้องจับให้ดูเป็นตัวอย่าง 

“…บุคคลคนนี้ มีรูปถ่ายแล้ว มีหลักฐาน ต้องจัดการให้เด็ดขาด ต้องไล่ออกไปเลย ไม่อย่างนั้นประชาชนก็จะมองได้ว่า กทม.หรือเรื่องปราบทุจริต ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย ซึ่งผอ. เขตก็ต้องช่วยกันด้วย แม้ว่า ที่ผ่านมาหลายๆ มิติดีขึ้นแล้ว เพราะเราใช้ความโปร่งใสเข้ามาช่วยจัดการระบบ แต่เรื่องใบอนุญาตงานก่อสร้างหลายเขต ยังมีปัญหาอยู่  ยืนยันว่า ไม่ได้ตำหนิ ผอ. เขต แต่ว่าเราต้องดูแลลูกน้องด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยังหนักใจอยู่มาก”

ปชป.เดินหน้า ‘จุรินทร์’ ผวา ไม่อยากเห็น ‘การเมืองลงท้องถนน’ อีกครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550147

01 มิ.ย. 2566

ปชป.เดินหน้า ‘จุรินทร์’ ผวา ไม่อยากเห็น ‘การเมืองลงท้องถนน’ อีกครั้ง

‘จุรินทร์’ ยันประชาธิปัตย์ยังเดินหน้าต่อไป หวังเข้าไปอยู่ในใจประชาชนมากขึ้น เผยหัวหน้าพรรคคนใหม่อยู่ที่มติพรรค รับไม่อยากให้เกิด ‘การเมืองลงท้องถนน’ อีกครั้ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงบทเรียนหลังการเลือกตั้ง2566 ของพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ว่า พรรคก็จะต้องเดินหน้าต่อไป ผลการเลือกตั้งนั้น ไม่แพ้ก็ชนะ ไม่ได้มากก็ได้น้อย ก็เป็นสิ่งที่เราตระหนักได้ และเข้าใจดีอยู่แล้ว 

แต่สิ่งหนึ่งก็คือ ทุกคนจะต้องมาช่วยกันทำพรรคให้เติบโตต่อไป และเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจประชาชนได้มากขึ้นต่อไปในอนาคต

“สำหรับผมนั้น ไม่ว่าอยู่ในสถานะไหน ผมก็พร้อมที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนพรรคให้เดินหน้าต่อไป และคงความเป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นที่หวังของประชาชนได้ต่อไปในอนาคต” นายจุรินทร์ กล่าว

หน.ปชป.คนใหม่อยู่ที่มติพรรค

เมื่อถามถึงการประเมินสถานะของพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ตรงไหนนั้น ว่าไม่สามารถตอบได้คนเดียว ปชป.นั้น แม้จะเป็นหัวหน้าพรรค รักษาการหัวหน้าพรรค ก็ตอบไม่ได้ มันอยู่ที่มติของพรรค และขึ้นอยู่กับที่ประชุม สส. และกรรมการบริหารพรรค ที่จะต้องเป็นผู้พิจารณาต่อไป 

ปชป.เดินหน้า ‘จุรินทร์’ ผวา ไม่อยากเห็น ‘การเมืองลงท้องถนน’ อีกครั้ง

โดยเฉพาะเราก็ตกลงกันแล้วว่า ควรจะเป็น สส.ชุดใหม่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังเดินหน้าอะไรไม่ได้มาก เพราะว่าต้องรอ กกต.ให้การรับรอง สส. เสียก่อนว่า สส. ชุดใหม่ประชาธิปัตย์นั้นรับรองเมื่อไหร่ และจากนั้นก็จะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แล้วกระบวนการทั้งหมดก็จะเดินหน้าต่อไปตามระบบ

ปชป.ไม่เคยส่งตัวแทนร่วมตั้งรัฐบาล

เมื่อมีการถามว่า เคยได้ยินหรือไม่ว่ามีคนติดต่อประชาธิปัตย์ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาล นายจุรินทร์ กล่าวว่า ได้ตอบไปชัดแล้วว่า ตอนนี้ต้องให้โอกาสพรรคก้าวไกลที่จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล และประชาธิปัตย์จะไม่ไปเป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล

“นี่คือสิ่งที่ประกาศไปชัดเจน และจนนาทีนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคก็ยังไม่เคยมอบหมายใครไปเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองใด”นายจุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่าในฐานะคนทำงานการเมืองมาอย่างยาวนาน รู้สึกหรือไม่ว่าจะมี ‘การเมืองบนท้องถนน’ อีกระลอกหนึ่งจากนี้ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เราไม่อยากให้เกิดขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากให้ทุกอย่างได้เดินหน้าไปตามระบบไปตามรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ เพราะรัฐธรรมนูญก็มาจากการลงประชามติของประชาชน จึงอยากให้ได้เดินไปเป็นการเมืองในรัฐสภา เพียงแต่ไม่ใช่ว่าประชาชนจะให้ความคิดความอ่านไม่ได้ อันนั้นเป็นเรื่องของระบอบประชาธิปไตยปกติที่ประชาชนก็ต้องสามารถแสดงความคิดความเห็นได้อยู่แล้ว

‘จเด็จ อินสว่าง’ ผู้จุดพลุตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ไม่หนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550142

01 มิ.ย. 2566

‘จเด็จ อินสว่าง’ ผู้จุดพลุตั้งรัฐบาลแห่งชาติ แต่ไม่หนุน 'พิธา' นั่งนายกฯ

เปิดประวัติ ‘นายจเด็จ อินสว่าง’ สมาชิกวุฒิสภา ผู้จุดประเด็น ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ แต่มีจุดยืนไม่โหวตหนุน ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ นั่งนายกฯ 

คมชัดลึก พาไปรู้จักประวัติคร่าวๆของ “นายจเด็จ อินสว่าง” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผู้ที่สังคมโซเชียลกล่าวถึงอย่างมาก หลังจากออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุนแนวทาง “การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ”

และยังประกาศจุดยืนชัดเจนว่า จะไม่ลงมติให้พรรคก้าวไกลและนายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯพรรคก้าวไกล เพราะยังเดินหน้าแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  โดยอ้างว่าสว.ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย 

‘จเด็จ อินสว่าง’ สว.ที่หนุน ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ แต่ไม่หนุนพิธานั่งนายกฯ ‘จเด็จ อินสว่าง’ สว.ที่หนุน ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ แต่ไม่หนุนพิธานั่งนายกฯ

สำหรับประวัติของนายจเด็จ มีดังนี้ 

นายจเด็จ อินสว่าง เกิดวันที่ 17 มีนาคม 2490 ปัจจุบันอายุ 76 ปี เป็นข้าราชการบำนาญที่อดีตเป็นถึงปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ภูเก็ต กาญจนบุรี และชลบุรี  และอดีตอธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย เคยนั่งเป็นคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) และคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น (กกถ.) 

ประวัติการศึกษา 

จบรัฐศาสตรบัณฑิต(เกียรตินิยมดี) การปกคครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิติศาสตรบัณฑิต นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การอบรมและสัมมนา

  • วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 41 สถาบันปัองกันประเทศ
  • หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รุ่น 5 ศาลปกครองสูงสุด
  • หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย รุ่น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • เหรียญรัตนาภรณ์ 
  • เหรียญราชการชายแดน ( ช.ด.)
  • เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 1 ( ส.ช.)
  • มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ( ม.ป.ช.)
  • มหาวชิรมงกุฎ ( ม.ว.ม.)
  • เหรียญกาชาดสมนาคุณ ชั้นที่ 1 

ส่องไอเดียการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติและไม่หนุนพิธา 

นายจเด็จ อินสว่าง สว. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 พ.ค.66 ที่อาคารรัฐสภา โดยแสดงยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า “จะไม่ลงมติให้พรรคก้าวไกลและนายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพราะยังเดินหน้าแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ซึ่งสว.ส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย” 

“ผมมีแนวคิดที่อยากเสนอในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ว่า สิ่งที่ตอบโจทย์การเมืองได้ตอนนี้ คือ รัฐบาลแห่งชาติ แต่ละพรรคนำข้อดีมาร่วมทำงานเพื่อบ้านเมือง สร้างความแข็งแกร่งของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยโมเดลของทุกพรรคมาทำงานร่วมกัน ประสานประโยชน์ พุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงของชาติ”

เมื่อถามว่าขั้นตอนจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะตามกติกามีเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้โหวตนายกฯ นายจเด็จ กล่าวว่า  สามารถงดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราที่มีปัญหาได้ เพื่อเป็นทางออก มองว่าการเมืองไทยไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้เพื่อประโยชน์ชาติ

เมื่อถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลแห่งชาติจะถูกพูดถึงเมื่อมีความขัดแย้ง หรือปัญหา แต่ขณะนี้ไม่มีสัญญาณขัดแย้งใดๆ นายจเด็จ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องให้เกิดความขัดแย้ง หรือรอให้เกิด การตั้งรัฐบาลแห่งชาติรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม หากห้ามก็งดใช้ เชื่อว่ามีหนทางทำได้ อยู่ที่จะทำหรือไม่

เมื่อถามย้ำกว่ารัฐบาลแห่งชาติ คือ การรวมทุกพรรค ทั้ง รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ เป็นรัฐบาลทั้งหมด ไม่มีฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายจเด็จ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ ให้นำส่วนที่ดีมารวมกันเพื่อรักษาประโยชน์ ประสานความคิด ไม่เบียดเบียน จะทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่ง เจริญรุ่งเรือง

เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลมีจุดยืนและนโยบายมีลุง ไม่มีเรา จะทำให้โมเดลรัฐบาลแห่งชาติเกิดได้หรือ นายจเด็จ กล่าวว่า “คิดแบบนั้น จะไม่มีคุณ ไม่มีผม และไม่มีเรา ทางที่ดีต้องรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทางการเมือง”  ซึ่งรัฐบาลแห่งชาติเป็นข้อเสนอ ที่จะเสนอในกมธ. หากสังคมมีมุมมองอย่างไรพร้อมรับฟังและขณะนี้ยังมีเวลาจนกว่าจะตั้งรัฐบาลได้ช่วงเดือนส.ค.
 

ที่มาข้อมูล : บล็อกสมาชิกวุฒิสภา

‘จุรินทร์’ ชี้ ‘ประธานสภาฯ’ ต้องเป็นกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550139

01 มิ.ย. 2566

'จุรินทร์' ชี้ 'ประธานสภาฯ' ต้องเป็นกลาง

‘จุรินทร์’ ยันประชาธิปัตย์จะไม่เป็นอุปสรรคตั้งรัฐบาลก้าวไกล ชี้ ‘ประธานสภาฯ’ ต้องเป็นกลางช่วยขับเคลื่อนนโยบายพรรคการเมืองไม่ได้

ที่อาคารเนชั่น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รักษาการ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำหน้าที่ ‘ประธานสภาฯ’ ในที่ประชุม ว่าประธานสภาฯต้องเลือกในที่ประชุมสภา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่กังวลว่าจะต้องเป็นของพรรคนั้นพรรคนี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายพรรคได้ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพราะประธานสภาฯ ต้องปฏิบัติหน้าที่เป็นกลางจะไปช่วยขับเคลื่อนนโยบายพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งไม่ได้ 

และรัฐธรรมนูญรวมถึงข้อบังคับก็มีการกำหนด อำนาจหน้าที่ของประธานสภาไว้ชัดเจน  เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะสามารถทำอะไรนอกเหนือกฎเกณฑ์ได้

'จุรินทร์' ชี้ 'ประธานสภาฯ' ต้องเป็นกลาง

ส่วนกรณีมีผู้เสนอพรรคเพื่อไทยให้มีตำแหน่งประธานสภาฯนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า นี่คือความไม่ลงตัวของคณะที่ไปจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ และคาดว่าไม่น่าจะมีผลต่อไปถึงการได้มาซึ่งตัวนายกรัฐมนตรี เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ และกำหนด การเลือกนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน ก็จะต้องโหวตในที่ประชุม

สำหรับคุณสมบัติของประธานสภาฯ จะต้องเป็นผู้แทนราษฎร ถ้าไม่เป็นสส.ก็เป็นประธานสภาฯไม่ได้ ส่วนคุณสมบัติ กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้วแต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่มากกว่า แล้วต้องขึ้นอยู่กับว่าที่ประชุมเลือกใครไม่มีเงื่อนไขอะไรพิเศษเพราะระเบียบบังคับไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

“ถ้าปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางเมื่อไหร่สมาชิกก็จะมีการทักท้วงและสังคมก็จะมีการกดดันเองว่าประธานสภาฯ คนนี้ทำไมถึงไม่ทำหน้าที่เป็นกลาง และอาจจะเป็นการร้องต่อไปในอนาคตได้ด้วย 
เพราะขณะนี้ประเทศมีการตรวจสอบก็เข้มข้นขึ้น” รักษาการ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ตนไม่ขอตอบล่วงหน้า แต่ขณะนี้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำในการรวมศูนย์ในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ก็ต้องให้โอกาสกับก้าวไกลสำหรับตนเองยืนยันว่า ประชาธิปัตย์จะไม่เป็นอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกลก็ให้ทำหน้าที่ไปอย่างเต็มที่ส่วนอนาคตตนตอบไม่ได้ และในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคก็ยังไม่เคยมอบหมายใครไปเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองใด

พิธา ตบปาก เนติบริกร ตีตนก่อนไข้ ถือหุ้นไอทีวี ชนวนเลือกตั้งซ่อมทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550109

31 พ.ค. 2566

พิธา ตบปาก เนติบริกร  ตีตนก่อนไข้ ถือหุ้นไอทีวี  ชนวนเลือกตั้งซ่อมทั่วประเทศ

หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ออกอาการคิดไม่ตก ตรรกะมือกฏหมายรัฐบาล วิษณุ เครืองาม เจ้าของฉายา “เนติบริกร” ที่มองว่าปม “ถือหุ้นไอทีวี” จะเป็นชนวนนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อมทั่วประเทศ เหน็บออกอาการ “ตีตนไปก่อนไข้”

 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  การที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า  หากตนขาดคุณสมบัติตามกฏหมาย  จากปมถือหุ้นไอทีวี ก็อาจจะส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อมทั้งประเทศ  เรื่องนี้ยังไม่ได้ดูรายละเอียดถึงตรรกะ ที่นายวิษณุ ได้นำมากล่าวถึงหรือคาดหมายถึงความน่าจะเป็น    โดยพรรคก้าวไกลได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ไว้หลายรูปแบบ และพร้อมที่จะชี้แจงในทุกรูปแบบที่จะออกมา แต่ตอนนี้เห็นว่าอย่าตีตนไปก่อนไข้ ยังมีเวลาในการชี้แจง และคำร้องก็ยังไม่ได้เห็นในรายละเอียด 


นายพิธา กล่าวด้วยว่า  ข้อสังเกตการตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ว่าเป็น “ครม.เงา”    โดยความจริงการตั้งคณะทำงาน   จะต้องมีการตั้งตามกระทรวง แต่คณะที่ตั้งขึ้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น เป็นการตั้งตามเอ็มโอยู เป็นการนำปัญหาของประชาชนมาเป็นตัวตั้ง แสดงถึงความตั้งใจที่จะทำงาน ไม่ได้มีการตั้งคณะทำงานตามกระทรวงที่มีอยู่  แต่เป็นการตั้งตามปัญหาของประชาชน  ซึ่งในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จะต้องบูรณาการหลายกระทรวง อย่างเช่นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งก็ต้องร่วมงานกัน 4 – 5 กระทรวง  

.

อนึ่งฉายา” เนติบริกร”  หมายถึงบุคคลองค์กรหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้ โดยมีหน้าที่ให้บริการทางกฎหมายแก่บุคคลผู้มีอำนาจ โดยฉายานี้ สื่อมวลชนตั้งให้กับ นายวิษณุ เครืองาม ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายกฎหมายให้รัฐบาล  

พิธา ตบปาก เนติบริกร  ตีตนก่อนไข้ ถือหุ้นไอทีวี  ชนวนเลือกตั้งซ่อมทั่วประเทศ

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ( แฟ้มภาพ)

.

ภาพโดย  NATION PHOTO

เพื่อไทย ฟัดสว. ตั้ง ‘รัฐบาลแห่งชาติ’ เพื่อ – สับใช้สูตรนี้จะเลือกตั้งทำไม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550102

31 พ.ค. 2566

เพื่อไทย ฟัดสว. ตั้ง 'รัฐบาลแห่งชาติ' เพื่อ - สับใช้สูตรนี้จะเลือกตั้งทำไม

สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน สุทิน คลังแสง รับบทสิบล้อไล่บี้จักรยาน หลัง “จเด็จ อินสว่าง” สว.เสนอแนวคิด จัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ย้อนคนส่วนใหญ่เลือกแล้วว่าจะเอาแบบไหน สว.ควรจะเคารพเสียงประชาชน เคารพผลการเลือกตั้ง

นายสุทิน คลังแสง  ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ( วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยว่า ข้อเสนอของนายจเด็จ อินสว่าง สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ซึ่งมีแนวคิด
เสนอตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ”  ด้วยการดึงข้อดีของแต่ละพรรคการเมืองมาทำงานเพื่อประเทศ รวมถึงยืนยันจะไม่ลงมติให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากจุดยืนในการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล

กรณีดังกล่าว  เป็นสิทธิส่วนตัวของนายจเด็จ อย่างไรก็ตามพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็มาจากการยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่  ทั้งนี้ทุกคนรักชาติบ้านเมืองเหมือนกันทั้งนั้น  หากทุกคนเคารพเสียงของประชาชนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่จะเอาตัวเองเป็นที่ตั้งอย่างเดียวคงไม่ได้ วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่เลือกแล้วว่าจะเอาแบบไหน สว.ควรจะเคารพเสียงประชาชน เคารพการเลือกตั้ง เรื่องการเสนอตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ”   มองว่าบ้านเมืองตอนนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องทำแบบนั้น เพราะเพิ่งจะผ่านการเลือกตั้งไปไม่นาน แล้วเสียงประชาชนก็ชัดเจนว่าอยากให้ใครเข้ามาบริหารประเทศ

นายสุทิน กล่าวว่า  การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ควรทำเมื่อประเทศเกิดทางตัน หาทางออกไม่ได้ หากวันนี้ทำได้ วันหน้าก็ทำได้ คำถามคือแล้วจะมีการเลือกตั้งทำไม ขณะเดียวกันหากรัฐบาลแห่งชาติ คือการทำงานร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย เหมือนเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน  ซึ่งวันนี้ชัดเจนแล้วว่าประชาชนต้องการใคร และไม่ต้องการใคร

เพื่อไทย ฟัดสว. ตั้ง 'รัฐบาลแห่งชาติ' เพื่อ - สับใช้สูตรนี้จะเลือกตั้งทำไม

สุทิน คลังแสง  ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย  อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ( วิปฝ่ายค้าน) : แฟ้มภาพ 

หยุดส่วยราชการสีเทา ต้องหยุดวิ่งเต้นขอตำแหน่งให้ได้ก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/550097

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

31 พ.ค. 2566

หยุดส่วยราชการสีเทา ต้องหยุดวิ่งเต้นขอตำแหน่งให้ได้ก่อน

“รังสิมันต์ โรม” ตีแผ่ต้นตอ “สติ๊กเกอร์ส่วย” แลกเป็นใหญ่เป็นโตในสายงาน หยุดส่วยทางหลวง ต้องเริ่มจากหยุดระบบตั๋ว หยุดเส้นสายทางราชการ วิ่งเต้นตำแหน่งให้ได้ก่อน จุดยืนรัฐบาลก้าวไกล “มีเรา ไม่มีส่วย”

“นายรังสิมันต์ โรม” ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อธิบายถึงรากฐานของ “สติกเกอร์ส่วยทางหลวง” ว่า สุดท้ายแล้วสิ่งที่เป็นรากฐาน เป็นต้นตอสำคัญของการมี “ส่วยทางหลวง” ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม นั่นคือการมีอยู่ของระบบเส้นสาย ระบบตั๋ว และการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในหมู่ข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือข้าราชการอื่นๆ ก็ตาม 

สติ๊กเกอร์ส่วยที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เผยแพร่ทางโซเชียลก่อนกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง สติ๊กเกอร์ส่วยที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เผยแพร่ทางโซเชียลก่อนกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง

ภายใต้ระบบเช่นนี้ ผู้ที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคตได้ ไม่ได้วัดกันที่ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ตามขอบข่ายความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นๆ แต่กลับวัดกันที่ความสามารถในการหาเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ มาตอบแทนให้กับ “นาย” ที่คอยขายตั๋วให้ หามาให้ได้โดยไม่ต้องสนใจว่ามันจะถูกหรือผิดอย่างไร ไม่ต้องสนใจว่าวิธีการที่ทำมันจะไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใครบ้าง 

สติ๊กเกอร์ส่วยที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เผยแพร่ทางโซเชียลก่อนกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง สติ๊กเกอร์ส่วยที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เผยแพร่ทางโซเชียลก่อนกลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง

สุดท้ายแล้วช่องทางหาเงินและผลประโยชน์ที่ข้าราชการเหล่านี้สามารถอ้างใช้อำนาจของตัวเองกอบโกยมาได้ง่ายที่สุดก็หนีไม่พ้นธุรกิจมืดนั่นเอง 


“ถ้าระบบแบบนี้ยังมีอยู่ การเก็บส่วยก็ไม่มีวันที่จะหมดไป ดังนั้น นี่จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งที่กำลังจัดตั้งขึ้นจะต้องจัดการให้ได้โดยเด็ดขาด” “นายรังสิมันต์ “ ระบุ

“นายรังสิมันต์ “ บอกต่อว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุด ชื่อว่า “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ด้วยหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร ที่จะต้องควบคุมการปฏิบัติงานของข้าราชการในทุกกระทรวง ทุกกรม รวมถึงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการตำรวจทั้งประเทศ นี่คือภารกิจสำคัญในการปฏิรูประบบราชการที่ทั้ง “นายพิธา” และ “พรรคก้าวไกล” จะต้องบรรลุผลให้ได้ภายในอายุการทำงานครั้งนี้ 

นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์รูปภาพผ่านโซเชียล แสดงจุดยืนเรื่องจัดการปัญหาส่วย เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์รูปภาพผ่านโซเชียล แสดงจุดยืนเรื่องจัดการปัญหาส่วย เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2566

“ถึงเวลาลอกสติกเกอร์ที่ติดประจานความโสมมของประเทศนี้ แล้วชำระล้างเสียใหม่ให้กลายเป็นประเทศที่ทั้งข้าราชการและประชาชนสามารถได้ดิบได้ดีไปด้วยกันผ่านการปฏิบัติต่อกันอย่างสุจริตซื่อตรง มิใช่เป็นนาบนหลังคนให้ใครมาเก็บเกี่ยวกินโดยเบียดเบียนคนอื่นๆ ในสังคมอีกต่อไป” “นายรังสิมันต์ “ กล่าวในที่สุด