ย้อนคำวินิจฉัย ‘หุ้นสื่อ’ ปี 53 ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ตีความตามตัวอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549980

30 พ.ค. 2566

ย้อนคำวินิจฉัย 'หุ้นสื่อ' ปี 53   'ศาลรัฐธรรมนูญ' ตีความตามตัวอักษร

เปิดคำวินิจฉัยคดี ‘หุ้นสื่อ’ ปี 53 กับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติสส. พิธาอาจมีปัญหา หาก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยังยึดหลักตีความตามตัวอักษร

ย้อนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 12-14 / 2553เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553  สั่งถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6 ราย จาก 45 ราย
ที่ถูกร้องว่าขาดคุณสมบัติ เพราะถือหุ้นต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  มาตรา265 วรรคหนึ่ง (2) และ (4) ประกอบมาตรา 48  ซึ่งแบ่งออกได้เป็น  ประเภท คือ

  1. บริษัทที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม หรือ ที่เรียกกันว่า หุ้นสื่อ

     
  2. บริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7:1ให้สมาชิกภาพของนายสมเกียรติ ฉันทวานิช ผู้ถูกร้องที่ 19, นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ผู้ถูกร้องที่ 30, นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ผู้ถูกร้องที่ 33, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ผู้ถูกร้องที่ 40, ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ผู้ถูกร้องที่ 42 และหม่อมราชวงศ์กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรีผู้ถูกร้องที่ 44 สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 106 (6) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ใจความสำคัญของคำวินิจฉัย

รัฐธรรมนูญห้ามการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่ต้องห้าม โดยไม่ได้ระบุว่า จะต้องถือหุ้นจำนวนเท่าใดและไม่ได้ระบุว่า จะต้องมีอำนาจบริหารงานหรือครอบงำกิจการหรือไม่ ฉะนั้น การถือหุ้นเพียงหุ้นเดียว ก็ย่อมเป็นการถือหุ้นตามความหมายในรัฐธรรมนูญแล้ว  แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอำนาจบริหารหรือครอบงำกิจการก็ตาม

การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามการถือหุ้นไว้ชัดเจน ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีช่องทางที่จะใช้หรือถูกใช้ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทางใดทางหนึ่งดังนั้น แม้การซื้อหุ้นของผู้ถูกร้องที่ 19, ที่ 30, ที่ 33, ที่ 40, ที่ 42 และที่ 44 หรือคู่สมรสจะเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์

และแม้จะเป็นการลงทุนระยะสั้นหรือเพื่อเก็งกำไรก็ตาม ก็เป็นการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 48 แล้วแต่กรณี

ทั้งหมดนี้ เป็นกรณี คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วเห็นว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 45 คน มีเหตุสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 119 (5) และมาตรา 106 (6) ประกอบมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4)

และวรรคสาม ประกอบมาตรา 48 และส่งเรื่องไปยังผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อมาผู้ร้องทั้งสามส่งคำร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 91 เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาและมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสี่สิบห้า คนสิ้นสุดลงหรือไม่

พรรคร่วมนัดสางปมตำแหน่ง ‘ประธานสภา’ บ่ายวันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549963

30 พ.ค. 2566

พรรคร่วมนัดสางปมตำแหน่ง 'ประธานสภา' บ่ายวันนี้

ส่องแคนดิเดต ‘ประธานสภา’ ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ คนจากพรรคเพื่อไทย – ก้าวไกล ใครเหมาะสมกว่ากัน ลุ้นคำตอบบ่ายวันนี้

เริ่มกันที่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2504 ที่ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน สำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา พ.ศ. 2529 

ปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ปี พ.ศ. 2542เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเวียงสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ระว่างปี พ.ศ. 2538 – พ.ศ. 2543  ก่อนจะผันตัวเองเข้ามาทำงานการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน สังกัดพรรคไทยรักไทย

พ.ศ. 2547 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข และ พ.ศ. 2548 เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และเป็นกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย

พ.ศ. 2552 สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ตั้งฉายาให้ฉายานายแพทย์ชลน่านเป็น ดาวสภาฯ ด้วยบทบาทการอภิปรายโดยมุ่งเน้นข้อมูลมากกว่าการใช้วาทะศิลป์

ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555
28 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย   23 ธันวาคม พ.ศ. 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

คนที่สอง อดีตรองประธานสภาฯ สองสมัย สุชาติ ตันเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์จาก San Jose State University ประเทศสหรัฐอเมริกา และระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจจาก Notre Dame de Namur University ประเทศสหรัฐอเมริกา

เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา 9 สมัย เคยสังกัดพรรคการเมืองหลายพรรค ทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคสามัคคีธรรม พรรคไท พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2538 เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ. 2548

หลังจากการเลือกตั้งสส. ปี 2562 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกสุชาติให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 เป็นสมัยที่ 2 โดยเฉือนเอาชนะนางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ไปเพียง 2 เสียงด้วยคะแนนเสียง 248-246 เสียง

รายที่สาม มาจากพรรคก้าวไกล ธีรัจชัย พันธุมาศ อายุ 59 ปี จบปริญญาตรีและปริญญาโท จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัณฑิตไทย สำนักเนติบัณฑิตยสภา ถือว่าเป็นมือกฎหมายที่เชี่ยวชาญการเมืองคนหนึ่ง เริ่มต้นเส้นทางการเมืองในฝ่ายกฎหมายพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ปี 2545

ส่วนผลงานกับพรรคอนาคตใหม่ และก้าวไกล ถือว่าโดดเด่นในหลายครั้ง ไม่ว่าการประท้วง หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ เช่น ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รวมถึงบทบาทในกรรมาธิการ ป.ป.ช.ของสภาฯ ที่จี้เรื่องแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน รวมถึงคดีบอส กระทิงแดง

สุดท้าย พรรคก้าวไกล ส่งเข้าประกวด  ณัฐวุฒิ บัวประทุม อายุ 46 ปี ดีกรีปริญญาตรีด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทกฎหมายจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยเป็นหัวหน้างานกฎหมาย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก และในพรรคก้าวไกล เป็นรองหัวหน้าพรรค

เป็นหนึ่งในผู้คุมกฎ ในฐานะคณะกรรมการวินัยและจรรณยาบรรณสมาชิกพรรคก้าวไกล ว่ากันว่าบ่ายวันนี้ จะมีข้อยุติทั้งเรื่องตำแหน่งประธานสภา และ กรอบการทำงานของรัฐบาล ส่วนใครจะสมหวังได้นั่งเก้าอี้ ลุ้นกันอีกที วันโหวตเลือกประธานสภา

หมอชลน่าน ประสานเสียงเลขาธิการปัดดีลลับ ‘เพื่อไทย ‘ เคลียร์ปม เศรษฐา ดูบอล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549948

29 พ.ค. 2566

หมอชลน่าน ประสานเสียงเลขาธิการปัดดีลลับ 'เพื่อไทย ' เคลียร์ปม เศรษฐา ดูบอล

หมอชลน่าน ร่วมเลขาธิการพรรค “เพื่อไทย” ทำความเข้าใจกับสื่อ ย้ำไม่มีดีลลับอะไรทั้งสิ้น มีเพียงเรื่องเดียวที่ต้องทำให้บรรลุผลคือจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ส่วนกรณี “เศรษฐา ทวีสิน” อยู่ที่อังกฤษกับ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่มีอะไรในก่อไผ่แค่ดูบอล

ที่พรรคเพื่อไทย  นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย   และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  แถลงว่า    กระแสข่าวพรรค “เพื่อไทย” มีดีลลับกับพรรคต่าง ๆ  พรรคเพื่อไทยขอปฏิเสธ ทั้งนี้หลังจากเลือกตั้งมาพรรคเพื่อไทยไม่มีดีลลับกับใคร มีแต่ดีลจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ร่วมลงนามในเอ็มโอยูเท่านั้น อยากให้ไปถามคนที่ระบุว่า หากเป็นดีลลับทำไมถึงมีคนรู้แล้วออกมาปล่อยข่าว อยากให้ไปถามคนนั้น 


ส่วนกรณี ปรากฎภาพแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค “เพื่อไทย”  นายเศรษฐา ทวีสิน อยู่กับ  นายอนุทิน   ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระหว่างอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ชมการแข่งขันฟุตบอลในคู่เลสเตอร์ 
 อยากชี้แจงว่า นายเศรษฐา   ได้ทวิตข้อความออกมาชัดเจน นายเศรษฐาเป็นคนตรงไปตรงมา เรื่องนี้
เตรียมตัวเป็นเดือน อีกทั้งการดูฟุตบอลเป็นสิทธิเสรีภาพไม่มีดีลลับ


“ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเปิดเผยว่ามีดีลลับลังกาวี   ผู้สื่อข่าวน่าจะไปถามนายชูวิทย์ ซึ่งในนามพรรคเพื่อไทย เราไม่รู้ไม่เห็นจริงๆ  เรื่องพวกนี้ ในนามของพรรคไม่มี  สถานการณ์การเมืองขณะนี้มีการเปิดเผยข้อมูลหลากหลาย ส่วนจะมีข้อเท็จจริงหรือไม่ต้องดูกันอีกที แต่ในนามพรรคเพื่อไทยที่ถูกอ้างถึงโดยตรง สิ่งที่เขาพยายามพูดไม่ใช่ข้อเท็จจริง  เราไม่มีพฤติกรรมไปทำเช่นนั้นแน่นอน หน้าที่ของพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล คือจะทำอย่างไรให้บรรลุเจตตารมณ์ของประชาชนให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยเกิดขึ้น ส่วนที่มีกระแสข่าวต่าง ๆ ออกมา ถือเป็นมิติทางการเมือง ”  นายแพทย์ชลน่าน ระบุ

เพื่อไทย ‘พรรคอันดับ2’ กับครรลอง ‘ประชาธิปไตย’ ของบ้านเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549942

29 พ.ค. 2566

เพื่อไทย 'พรรคอันดับ2' กับครรลอง 'ประชาธิปไตย' ของบ้านเมือง

ดีลลับสนั่นโซเชียล อาจจะเป็นเรื่องจริง เมื่อ เพื่อไทย ‘พรรคอันดับ2’ เดินตามครรลองประชาธิปไตยของบ้านเมือง มีโอกาสรวบรวมเสียงข้างมาก ‘ตั้งรัฐบาล’ สำเร็จมากกว่า ‘ก้าวไกล’

จบการเลือกตั้งไป กระบวนการต่อไปยังยาวไกลกว่าจะมีรัฐบาล ดูจากไทม์ไลน์แล้ว เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง2566 คาดว่าจะมีการเลือก ‘ประธานสภาฯ’ ในปลายเดือนกรกฎาคม เลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ เดือนสิงหาคม

ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภาทั้งหมด 500 คน มากที่สุดเพียง 151 คน ส่วน ‘พรรคอันดับ2’ อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ถูกเชิญมาร่วมรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล ด้วยส่วนต่างของเก้าอี้ สส.เพียง 10 ที่นั่ง ทำให้ ‘พรรคอันดับ2’ สำคัญยิ่ง 

28 พ.ค. 2566 กลุ่มคนเสื้อแดง แฟนคลับพรรคเพื่อไทย ออกมารวมตัวพร้อมยื่นข้อเสนอ 5 ข้อ มาดูข้อสุดท้าย ข้อ 5 ถ้า พรรคอันดับ1 ไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ได้ ให้พรรคเพื่อไทยใช้สิทธิ์ในการเป็น ‘พรรคอันดับ2’ รวบรวมเสียงข้างมากเพื่อ ‘จัดตั้งรัฐบาล’

MOU 8 พรรคร่วมรัฐบาล

และนำนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนมาผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปประธรรมต่อไป หรือแล้วแต่พรรคจะใช้ดุลยพินิจเป็นอย่างอื่น บอกตรงๆ FC กลุ่มนี้ ไม่ธรรมดา! เหมือนอ่านเกมขาด

ก็ดูจากวิธีคิดของพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะพยายามผลักดันแก้ ม.112 ให้จงได้ แม้ไม่มีใน MOU 8 พรรคร่วมรัฐบาลก็ตาม 

นพ.ชลน่าน และ ประสริฐ 2 แกนนำพรรคเพื่อไทย แถลงโต้ดีลลับตั้งรัฐบาลแข่งพรรคก้าวไกลนพ.ชลน่าน และ ประสริฐ 2 แกนนำพรรคเพื่อไทย แถลงโต้ดีลลับตั้งรัฐบาลแข่งพรรคก้าวไกล

เพื่อไทยปฏิเสธดีลลับตั้งรัฐบาล

29 พ.ค. 2566 แกนนำพรรคเพื่อไทย อย่าง ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ หัวหน้าพรรค และ ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ เลขาธิการพรรค ประสานเสียงโต้ข่าวดีลลับว่าไม่มีจริงเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลร่วม 8 พรรคการเมือง หนุน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี

การออกสื่อสัมภาษณ์ ทั้ง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าที่นายกรัฐมนตรี หรือว่าที่รัฐมนตรีที่วางตัวไว้ ในแต่ละด้าน ล้วนสะท้อนถึงวิธีคิด “ตามตำรา” เท่านั้น เพียงคิดว่า น่าจะเป็น แต่ความเป็นจริงย่อมแตกต่าง 

พลังสัม หนุนก้าวไกลพลังสัม หนุนก้าวไกล

การปลูกฝังความคิด ‘เด็กวัยรุ่น’ ด้วยปฏิบัติการ IO หรือ social media ได้ผลมากของพรรคก้าวไกล เพราะ ‘เด็กวัยรุ่น’ ก็คือ ‘วัยรุ่น’ เสพสื่อ คนละเรื่องกับการบริหารประเทศที่มีความหลากหลายทุกมิติในพหุสังคม

มวลชนพรรคก้าวไกลมวลชนพรรคก้าวไกล

ไม่เพียงเท่านั้น การอ้างว่ามีคนเลือกก้าวไกล 14 ล้านคน คือฉันทามติ ที่จะให้เป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ มันใช่หรือไม่? มีคนไม่เลือกอีก 27 ล้านคนและที่ไม่มาเลือกอีกเท่าไหร่ ?

การอ้างและไปกดดัน สว. ‘ต้องเลือกนะ’ มันคือ ‘ประชาธิปไตยเต็มใบ’ หรือ ‘ประชาธิปไตยข่มขู่’ 

แล้ว สว.จะยกมือให้กลุ่มนี้เป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ บริหารประเทศหรือ?

ขุนพลพรรคก้าวไกล และมวลชนขุนพลพรรคก้าวไกล และมวลชน

อย่าลืมว่า การเมืองเป็นศิลปะ ต้องรู้ว่าเวลาไหนควรรุก เมื่อรุกแล้วต้องรุกให้เฉียบขาด ยามถอยก็ต้องถอยให้ปลอดภัย การวิ่งตรงชนทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่เจ็บก็ล้มตายได้

กลเกมหลังการเลือกตั้ง เมื่อก้าวไกล แบไต๋เผยไพ่บนหน้าตัก ขณะที่ ‘พรรคอันดับ2’ ใช้ความสงบสยบทุกความคลื่อนไหว ในเชิงการเมืองเพื่อไทย ไม่ได้อ่อนพรรษา หรือไม่รู้ประสีประสาทางการเมือง ตรงกันข้ามกับพรรคก้าวไกล

ขุนพลพรรคเพื่อไทย ขุนพลพรรคเพื่อไทย

แน่นอน หาก พรรคอันดับ1 ยอมหักไม่ยอมงอ หรือเจรจาพรรคร่วมรัฐบาลล้มเหลว ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของ ‘พรรคอันดับ2’ อย่างเพื่อไทย ต้องฟอร์มรัฐบาลขึ้นมาทดแทน

ดีลลับสนั่นโซเชียลอาจจะเป็นเรื่องจริง แม้แกนนำพรรคเพื่อไทยเรียงหน้าออกมาปฏิเสธก็ตาม เมื่อ เพื่อไทย ‘พรรคอันดับ2’ เดินตามครรลองประชาธิปไตยของบ้านเมือง และมีโอกาสรวบรวมเสียงข้างมาก ‘ตั้งรัฐบาล’ สำเร็จมากกว่าก้าวไกล 

พลังสัมทั้งแผ่นดิน แต่เสียงไม่ชนะขาดถึง 376 เสียง พ่อของส้มต้องเดินเกมตั้งรัฐบาลอย่างไรให้ไปถึงฝั่นฝัน เพื่อดัน ‘พิธา’ นายกคนที่30 

ก้าวไกล จะยอมถอยเพื่อเปิดทางให้ เพื่อไทย ‘พรรคอันดับ2’ จัดตั้งรัฐบาล อดใจรอส้มสุกเมื่อมีการเลือกตั้งปี2570

แต่ในอนาคตอีก 4 ปี จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามวลชนก้าวไกลมีจำนวนมากพอสร้างปรากฏการณ์ ‘ก้าวไกลแลนต์สไลด์’ จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว?

…กมลทิพย์ ใบเงิน…รายงาน

‘ชัยธวัช’ ยันไม่มีรอยร้าว แต่แจ้ง ‘เพื่อไทย’ หยุดให้ข่าว ‘ประธานสภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549936

29 พ.ค. 2566

'ชัยธวัช' ยันไม่มีรอยร้าว แต่แจ้ง 'เพื่อไทย' หยุดให้ข่าว 'ประธานสภาฯ'

‘ชัยธวัช’ เผยประชุมพรรคร่วมพรุ่งนี้ ไม่มีวาระคุยตำแหน่ง ‘ประธานสภาฯ’ แจ้ง ‘เพื่อไทย’ หยุดให้ข่าว ‘ประธานสภาฯ’ หันหน้าคุยกันภายใน ยังไม่ได้ข้อยุติเก้าอี้ ‘รัฐมนตรี’ ตามข่าว

ตำแหน่ง “ประธานสภา” ระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ถูกจับตาขึ้นอีกครั้ง หลังจากพรุ่งนี้ (30 พ.ค.)  8 พรรคร่วมรัฐบาลนัดประชุมครั้งแรกหลังเซ็น MOU จัดตั้งรัฐบาล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล  1 ในผู้ประสานงานคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เผยคงไม่ได้มีการหารือในที่ประชุมร่วม8พรรค เพราะพรุ่งนี้ที่นัดหมายการหารือจะเป็นแนวทางการทำงานหลังจากนี้ ซึ่งมองว่าจะเป็นการพูดคุยกันเองเป็นหลัก และที่นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้ข้อคิดไว้ว่า ประธานสภาควรเป็นพรรคอันดับ1 รองประธานสภาคนที่1 เป็นพรรคอันดับ2 และรองประธานคนที่สองเป็นพรรคอันดับ 3 

ส่วนรอยร้ายพรรคร่วม มองว่า อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อมวลชนนำเสนอ การประสานงานภายในเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งตนประสานงานไปที่พรรคเพื่อไทยขอให้ยุติเรื่องการให้ข่าวเรื่องประธานสภาฯหรือให้ความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชน แล้วมาพูดคุยกันภายใน เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี เพราะยังมีเวลาทำงานร่วมกันที่จะหาข้อยุติได้ 

ทั้งนี้พรุ่งนี้พรรคก้าวไกลจะเสนอให้มีการนัดประชุมกันเป็นวาระประจำและควรมีการตั้งคณะทำงานในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล หรือ transition team จะมีทั้งวาระร่วมใน MOU และจะต้องเตรียมตัวว่า มีอะไรสำคัญๆที่ตกค้างจากรัฐบาลที่แล้วบ้าง และหลายนโยบายจำเป็นต้องใช้งบประมาณ จึงจะต้องวางแผนงบประมาณให้สอดคล้องในแนวปฏิบัติ


 
เมื่อถามถึงกระแสข่าวโผครม. และสูตรคำนวน สส. 14+1 ของพรรคก้าวไกลนั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า เป็นกระแสข่าวที่เป็นสูตรโควต้า ซึ่งก็เป็นแนวทางจัดแบ่งภาระหน้าที่ แต่รายละเอียดยังไม่ได้ข้อยุติ  เบื้องต้นหารือพรรคร่วมว่าจะผลักดันวาระอะไรบ้าง เพื่อยึดโยงกับหน่วยงาน กระทรวง กรม เอาวาระจะผลักดันเป็นตัวตั้ง

ส่วนการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการพูดคุยในวันพรุ่งนี้ แต่หากมีพรรคไหนเสนอขึ้นมาพูดคุยก็ไม่มีปัญหา ส่วนจะเป็นไปตามสัดส่วนเก้าอี้หรือไม่ คงเป็นแนวทางพูดคุย แต่คงไม่ถึงขนาดที่จะมาคุยว่า เกรดเอ เอบวกบวก เท่ากับเกรดซีสองกระทรวง เพราะเราเอาวาระเป็นหลัก 
   
 
เมื่อถามวถึงกระแสเก้าอี้กระทรวงพลังงานแลกกับเก้าอี้ประธานสภา นายชัยธวัช ยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง อาจจะเป็นการประเมินเอา”

ส่วนการทาบทามคนนอกเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี นายชัยธวัช มองว่า หากพรรคก้าวไกล เทียบเชิญคนนอกมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค ก็เป็นเรื่องปกติ บางตำแหน่งไม่จำเป็นต้องเป็น สส. มาดำรงตำแหน่งเท่านั้น เพราะภายในพรรคก้าวไกล ไม่ได้กำหนดว่า แกนนำได้ สส. กี่คน จึงจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ยึดความเหมาะสมที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ

เมื่อถามถึงที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เปิดโปงดีลใหม่ แผนทให้พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน นายชัยธวัช กล่าวว่า การทำงานร่วมกันการให้เกียรติ ให้ความเคารพ และความไว้วางใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะหากพรรคมัวแต่กังวลต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น การทำงานร่วมกันคงยาก

‘สนธิญา’ จี้ กกต. เร่งมือปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อ ก่อนสภาทูลเกล้าชื่อ ‘นายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549917

29 พ.ค. 2566

'สนธิญา' จี้ กกต. เร่งมือปม 'พิธา' ถือหุ้นสื่อ ก่อนสภาทูลเกล้าชื่อ 'นายกฯ'

‘สนธิญา’ จี้ กกต. เร่งสรุปปม ‘พิธา’ ถือหุ้นสื่อITV ก่อน ‘ประธานสภา’ ทูลเกล้าชื่อ ‘นายกฯ’ ปัดกลั่นแกล้ง แต่ขาดความชอบธรรม ควรเคลียร์ตัวเองให้มีคุณสมบัติตามรธน.กำหนด

นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าให้ถ้อยคำต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีร้องเรียนให้ตรวจสอบการถือครองหุ้นITV ของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยืนยันไม่ได้กลั่นแกล้ง แต่เนื่องจากขาดความชอบธรรมการเป็น “นายกรัฐมนตรี”


นายสนธิญา กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นผู้ร้องหลัก แต่มาขอให้กกต.ระบุระยะเวลาการตรวจสอบจะใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งตนได้คำตอบว่าจะทำคดีให้เสร็จหลังรับรองสส.แล้ว และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ 
ซึ่งอยากให้กกต.ดำเนินการให้เสร็จก่อนการประกาศรับรองผล เพราะเชื่อว่ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัตินายพิธา จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน และขอชี้แจงไปถึงประชาชน นมัสการไปถึงพระพยอม กัลยาโณ ว่าการที่ตนเอามาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของสส.ไว้ในมาตรา 98 รวม 18 วงเล็บ ใครที่มีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวจะไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งการห้ามถือหุ้นอยู่ใน (3) ไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งหรือไม่มีความเมตตาธรรม แต่นายพิธามีปัญหาเรื่องการถือหุ้น และกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าให้ถือได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระบุ “ห้ามถือหุ้น” 

จึงอยากจะเรียกร้องไปยังพรรคก้าวไกลและนายพิธา วันนี้ขาดความชอบธรรมที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะกกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากมีการประกาศรับรองครบ 95 % จะสามารถเปิดประชุมสภาได้ และเลือกประธานสภา เลือกนายกรัฐมนตรี เชื่อว่ากระบวนการนี้จะคู่ขนานกับการที่กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ตนเชื่อว่าถึงเวลานั้นหากนายพิธา เป็นผู้ที่ประชุมรัฐสภามีมติเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่าประธานสภาไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองไหนจะกล้าทูลเกล้า ชื่อนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ถึงเวลานั้นประเทศไทยจะอยู่ในช่องว่างของอำนาจ เพราะข้อเท็จจริงการจะทูลเกล้า ควรต้องอยู่หลังจากศาลธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว

“ไม่ใช่เรื่องของการกลั่นแกล้ง ชอบไม่ชอบ เกลียดไม่เกลียด หรือไม่มีเมตตาธรรม แต่เป็นเพราะคุณพิธาและพรรคก้าวไกล ไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค อาจจะทำให้นายพิธาโมฆะและไม่สิทธิเป็นหัวหน้าพรรคและไม่มีสิทธิลงสมัคร สส. รวมถึง สส. ของพรรคก็จะพัวพันไปด้วย ไม่ดำเนินการจัดการตัวเองให้มีคุณสมบัติถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดจึงไม่มีสิทธิที่จะลงสมัครเป็น สส. เรื่องมีอยู่เท่านี้เป็นการไม่ทำตามบทบัญญัติที่หมายกำหนด” นายสนธิญากล่าวว่า 

นายสนธิญา สวัสดีนายสนธิญา สวัสดี

เมื่อถามว่ามีการมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้บิดเบี้ยวหรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติของประชาชน 17 ล้านเสียง เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าบิดเบี้ยวก็ไม่รู้ว่าเป็นใครฝ่ายไหนที่คิดเช่นนั้น และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ตั้งแต่ปี 2560 รวมระยะเวลา 4 ปีที่พรรคก้าวไกลก็อยู่ในสภาทำไมไม่แก้ไขเสียตั้งแต่อยู่ในสภา รวมทั้งมองว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้ทั้งฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนการตรวจสอบคุณสมบัติเสร็จสิ้นออกมาชุมนุม แต่อยากให้ทั้งสองฝ่ายมองว่าบ้านเมืองต้องอยู่ด้วยกฎหมาย

ขณะเดียวกันวันนี้นายนพรุจ วรชิตวุฒิ อดีตแกนนำพิราบขาว ให้ถ้อยคำต่อ กกต. ในกรณีของนายพิธา เช่นเดียวกัน เนื่องจากส่วนตัวมองว่า นายพิธา หมดสิทธิ ตั้งแต่ปี 2562 เพราะขณะนั้นได้ถือหุ้นITVแล้ว และต่อมานายพิธา เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล จนมาถึงการสมัครเป็นสส. รวมถึงเซ็นรับรองส่งสมาชิกพรรคลงสมัคร แสดงให้เห็นถึงเจตนา ถือว่าเสี่ยงที่ถูกจำคุกมาก เพราะมีเจตนาที่จะกระทำความผิด ทั้งในพิธาและบรรดาผู้สมัครของพรรคจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังคงลงสมัคร มีโทษ 1-10 ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และถูกตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี

นายนพรุจ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) ห้ามผู้สมัครสส.ถือหุ้น การถือหุ้นแม้แต่หุ้นเดียวก็ซวยแล้ว มีตัวอย่างผู้สมัครลงสมัครแต่ถูกตัดสิทธิเพราะถือหุ้นเพียงหุ้นเดียว ทั้งที่เขาไม่ได้มีเจตนา แต่คำว่าเผลอเลอหรือลืมมัน ซึ่งใช้ไม่ได้ในทางกฎหมาย แต่นายพิธาถือหุ้นนี้มานานตั้งแต่ปี 2551 ในทางกฎหมายถือว่าความผิดสมบูรณ์แล้ว

ส่วนที่มีการบอกให้นายพิธาทำงานไปก่อน นายนพุจ เห็นว่าถ้าเอาตามกฎหมู่ก็ให้ทำงานไปก่อนได้ และถ้ายึดกฎหมายก็ต้องเอากฎหมายมาก่อน หรือการบอกว่าการที่นายพิธา ถูกเล่นงานในเรื่องนี้เพราะกฎหมายบิดเบี้ยว ก็ต้องไปแก้กันในขั้นตอนของสภา แต่ไม่ใช่เอากฎหมู่มาบังคับ

นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุลนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล

‘ก้าวไกล’ เดินหน้า คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ปัดรอยร้าวพรรคร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549922

29 พ.ค. 2566

'ก้าวไกล' เดินหน้า คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล  ปัดรอยร้าวพรรคร่วม

เลขาธิการพรรค “ก้าวไกล” ในฐานะคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เผยวงถกวันพรุ่งนี้ จะหารือในส่วนของการตั้ง “คณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล”   สานต่อหลังจากร่วมมือกันทำเอ็มโอยู เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้ทันที ส่วนประเด็น “ประธานสภา” จะหารือกันเพียงก้าวไกลและเพื่อไทยเท่านั้น

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค “ก้าวไกล” ในฐานะคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เปิดเผยว่า  พรุ่งนี้  ( อังคารที่ 30 ) จะหารือการตั้งคณะทำงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล   สาระสำคัญคือหลังทำบันทึกความร่วมมือ  “เอ็มโอยู” ไปแล้ว  จะลงรายละเอียดในแต่ละข้อเพื่อให้เกิดความเป็นรูปธรรม   เกิดความพร้อมในการบริหารงาน หลังจากตั้งรัฐบาลได้อย่างเป็นทางการแล้ว เพราะประชาชนคาดหวังสูง   ดังนั้นต้องทำการบ้านล่วงหน้า


 ส่วนกรณีรอยร้าวในพรรคร่วม   แท้จริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่สื่อมวลชนนำเสนอ เพราะการประสานงานภายในเป็นไปได้ด้วยดี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา(26 )  ในนามพรรค “ก้าวไกล” ตนได้ประสานงานไปที่พรรคเพื่อไทย โดยขอให้ยุติเรื่องการให้ข่าว เรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎ รหรือให้ความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชน แล้วนำมาพูดคุยกันภายใน เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงาน เพราะเรื่องนี้ยังมีเวลาในการทำงานร่วมกันที่จะหาข้อยุติ

” ตำแหน่งประธานสภาที่ยังไม่ได้ข้อยุติ  จะเป็นพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล พูดคุยกันเองเป็นหลัก  ซึ่ง นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ ก็ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า ประธานสภาควรเป็นพรรคอันดับ 1 รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นพรรคอันดับ 2 และรองประธานคนที่สองเป็นพรรคอันดับ 3  ” 

เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า    กรณีการทาบทามคนนอกเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล ที่บางตำแหน่งหากพรรค ให้ความสำคัญกับทักษะความสามารถในการบริหาร ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น นำสส.มาดำรงตำแหน่งเท่านั้น   ซึ่งภายในพรรคก้าวไกลไม่ได้กำหนดว่าแกนนำได้สส.กี่คน จึงจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่พรรคยึดถือความเหมาะสมของตัวบุคคล ที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ  

‘เรืองไกร’ จี้กกต. สอบย้อนหลัง ‘พิธา’ ลงสมัครสส. ปี 2562

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549915

29 พ.ค. 2566

'เรืองไกร' จี้กกต. สอบย้อนหลัง 'พิธา' ลงสมัครสส. ปี 2562

‘เรืองไกร’ จี้กกต. สอบลักษณะลงสมัครสส. ของ’พิธา’ย้อนหลังปี 2562 พร้อมให้ถ้อยคำกรณีถือครองหุ้นสื่อITV ครั้งแรก

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบย้อนหลังการเป็น สส. เมื่อปี 2562 ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะแคนดิเดตนายกของพรรค โดยยื่นหลักฐานกรณีตัวอย่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัย นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ สส.พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครสส. เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็นสส.สิ้นสุดลง โดยศาลให้มีผลนับแต่วันสมัครส.ส.คือวันที่ 6 ก.พ. 2562 


นายเรืองไกร เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลดังกล่าว ยึดตามตัวบทกฎหมายเพียงว่า นายธัญญ์วาริน ถือหุ้นหรือไม่ และบริษัทยังประกอบกิจการหรือมีความสามารถที่จะกลับมาประกอบกิจการได้หรือไม่ โดยไม่ได้มีการวางหลักต้องถือมากน้อยแค่ไหน นายธัญญ์วาริน ถือหุ้นอยู่ใน 2 กิจการ ต่างจากนายพิธา ที่ถือหุ้นITV แต่ต่อมาในปี 2564 กกต.ก็ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้มาวินิจฉัยผู้สมัครสส.ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสส.จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 รวม 4 คำวินิจฉัย และมีการสั่งดำเนินคดีอาญาด้วย ทำให้เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงนายพิธา ถือหุ้นITVตั้งแต่ปี 2551 และปี 2562 นายพิธาเป็นผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ 

หากวันนี้กกต.จะวินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นของนายพิธา ก็ต้องยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของกกต. โดยจะต้องย้อนไปพิจารณาว่าการถือหุ้นITVดังกล่าวของนายพิธา ก่อนปี 2562 และถือต่อเนื่องมานั้น เป็นเหตุให้นายพิธา สิ้นสมาชิกภาพการเป็นสส. ปี 2562 โดยต้องมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่นายพิธา ยื่นสมัครคือวันที่ 6 ก.พ.ใช่หรือไม่

“การที่นายพิธา ได้มาเป็น สส. มีการโหวตกฎหมายต่างๆไป ไม่ได้มีผลทำให้กฎหมายเหล่านั้นต้องเสียไป แต่เงินประจำตำแหน่ง หรือเงินเพิ่มผู้ช่วยผู้ชำนาญการรวมอีก 8 คน อาจจะมีปัญหาได้ จากข้อเท็จจริงนี้จำเป็นที่กกต.จะต้องย้อนกลับไปตรวจสอบคุณพิธา เมื่อปี 2562 ว่าสิ้นสมาชิกภาพส.ส.หรือไม่ โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของกกต.ที่ 1-4 /2564 1,2,3 และ 9/2564 ที่ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.เอง” นายเรืองไกร กล่าวว่า 

โดยวันนี้นายเรืองไกรได้เข้าให้ถ้อยคำในกรณีที่ยื่นตรวจสอบการถือครองหุ้นITVของนายพิธา เมื่อพบว่าคงถือหุ้น ในการสมัครรับเลือกตั้งปี 2566 และในฐานะหัวหน้าพรรคที่เซ็นรับรองผู้สมัคร สส. เขตเกือบ 400 เขตและ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ขอให้วินิจฉัยว่า นายพิธาจะมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (3)  ในฐานะผู้สมัคร สส. หรือไม่ และในฐานะผู้ยินยอมให้พรรคก้าวไกลเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จึงนำมาตรา 98 มาบังคับใช้ด้วย 

ส่วนที่นักวิชาการหญิงรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นผ่านรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในลักษณะว่าไม่มีปัญหา เมื่อขายหุ้นเรื่องก็จบ นายเรืองไกรเห็นว่า เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก จะทำให้สังคมและประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างมาก หากผิดก็ผิดตั้งแต่วันลงสมัครรับเลือกตั้ง ตนได้เก็บรวมรวมข้อมูลที่มีการเผยแพร่เรื่องผ่านสื่อออนไลน์แล้ว ทั้งนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 23 และ 24 บังคับครอบคลุมไปถึงบัญชีนายรัฐมนตรีด้วย เมื่อออกแล้วมาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อให้ได้ 376 เสียง ตนก็เห็นว่าขาดคุณสมบัติ 

หากได้รับเลือกเป็นนายกฯตนก็จะร้องเรียน อาจจะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จึงอยากให้ทั้งนักกฎหมาย ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ไปทำความเข้าใจข้อกฎหมายอย่างถ่องแท้ อ่านกฎหมายให้แม่นๆ 


นอกจากร้อง กกต.โดยตรงตอนนี้แล้ว เมื่อ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ตนก็ไปขอร้องให้ สส.และ สว. หรือสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อส่งคำร้องให้ตรวจสอบคู่ขนานไปกับการตรวจสอบของ กกต. ตามแนวทางที่เคยยื่นคำร้องให้ตรวจสอบสมาชิกภาพ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อปี  2551 จนนายสมัครพ้นจากนายกฯ เพราะคำพิพากษาว่าเป็นลูกจ้าง จากหลักฐานใบหักภาษี ภงด.3  ไม่ได้ยึดตามพจนานุกรม  เช่นเดียวกับกรณีของนายพิธา ก็มีหลักฐานเป็นใบ บมจ.6 ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด จึงสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง ซึ่ง กกต.ควรจะต้องนำไปประกอบการพิจารณา  ส่วนผู้วินิจฉัยคือศาลรัฐธรรมนูญ  


นายเรืองไกรยังกล่าวอีกว่าวันนี้มาให้ถ้อยคำต่อ กกต.เป็นครั้งแรก แต่ได้ยื่นเอกสารเรื่องดังกล่าว 6 ครั้ง และยังมีเอกสารเพิ่มเติมอีก คือ คำสั่งศาลปกครองและมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับบริษัทITVและการรายงานสถานการณ์จนถึงปี 2564 ทั้งนี้นายเรืองไก้ได้พยายามยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทITVยังดำเนินการกิจการอยู่ 

เปิดใจ ‘กัณวีร์ สืบแสง’ กับโมเดล สร้างสันติภาพ เมื่อก้าวเป็นรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549909

29 พ.ค. 2566

เปิดใจ 'กัณวีร์ สืบแสง' กับโมเดล สร้างสันติภาพ เมื่อก้าวเป็นรัฐบาล

‘กัณวีร์ สืบแสง’ ว่าที่ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเป็นธรรม เปิดใจกับบทบาทใหม่ มนุษยธรรมนำการเมือง แนวทาง ‘สร้างสันติภาพ’ คืนอำนาจให้ประชาชน

“ใช้ผมเถอะ ผมเป็นผู้รับใช้ประชาชน และผมจะเป็นผู้รับใช้รัฐบาลด้วยซ้ำไป ในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่คุณเห็นว่าผมทำงานได้ และสิ่งแรกที่จะทำ คือเรื่องการสร้างสันติภาพ” นั่นคือสิ่งที่ “กัณวีร์ สืบแสง” ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม หนึ่งในพรรคจัดตั้งรัฐบาล กล่าวกับทีมงาน คมชัดลึก ถึงสิ่งแรกที่เขาจะทำ เมื่อเข้าไปทำงานในรัฐบาล

ด้วยการทำงานด้านมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชน มาอย่างยาวนาน ทั้ง UNHCR และเป็นประธานมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ ทำให้เขามีความตั้งใจที่จะผลักดันนโยบาย “สันติภาพกินได้” และ “มนุษยธรรมนำการเมือง” ซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของพรรคเป็นธรรม ที่อยากเห็น ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยต้องเป็นธรรม “คมชัดลึก” เปิดใจในทุกแง่มุมการทำงาน ของผู้ชายที่ชื่อ “นล” กัณวีร์ สืบแสง

กัณวีร์ สืบแสง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม

อะไรทำให้ตัดสินใจทำงานด้านการเมือง

เหตุผลที่อยากทำงานการเมือง เนื่องจากรู้สึกว่าระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย คือเหตุการณ์ฉุกเฉิน ผมมองเห็นเมื่อ 91 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีต้นระบอบประชาธิปไตย ที่ฝังรากลึกลงไปในดินเลย เพราะฉะนั้นหลักการต่างๆ ที่เราพยายามที่จะเอามานำการเมืองของประเทศไทย ไม่ว่าทหารนำการเมือง เศรษฐกิจนำการเมือง ราชการนำการเมือง ทุกทฤษฎีที่ผ่านมา ไม่สามารถทำให้ระบอบประชาธิปไตยมันงอกงามได้ในประเทศนี้ จึงอยากเอาประสบการณ์ ที่ไปทำงานจริง ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เข้ามาทำ ด้วยการนำหลักการเรื่อง มนุษยธรรมนำการเมือง ให้ได้ โดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องเป็นอิสระจากกลุ่มนายทุนต่างๆ เพราะฉะนั้น หลักมนุษยธรรมนำการเมือง จะทำให้ประชาธิปไตยสามารถหยั่งรากลึกลงไปในผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้ และเราจะเห็นประชาชนเป็นศูนย์กลางของอำนาจ อำนาจจะกลับมาสู่ประชาชน

นโยบายแรกที่จะทำเมื่อเป็นรัฐบาล

จะเป็นเรื่องการสร้างสันติภาพ เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราให้คำมั่น และคำสัตย์ กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเราจะทำทันที เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่จะทำ คือเสนอกระบวนการสร้างสันติภาพแบบยั่งยืน

กัณวีร์ สืบแสง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรมกัณวีร์ สืบแสง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม

นโยบายยุบ กอ.รมน. และ ศอ.บต.

โครงสร้างการบริหารจัดการของภาครัฐ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ปาตานี มันทับซ้อนกันค่อนข้างมาก จนทำให้เกิดความย้วย ศอ.บต. เป็นรัฐบาลส่วนหน้า ควรมีอำนาจในการตัดสินใจโดยเร็ว สามารถกระจายเงินงบประมาณต่างๆ ให้ประชาชนที่ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว แต่ตอนนี้ ศอ.บต. ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจระดับนโยบายได้

“พอมีปัญหาด้านนโยบาย เดี๋ยวผมถามนายกฯ ก่อน แล้วจะมีคุณไว้เพื่ออะไร ถ้าคุณไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ก็อย่ามี ก็ยุบไป”

กัณวีร์ ยกตัวอย่างปัญหาประมงในปัตตานี นราธิวาส ในเมื่อรัฐบาลไทยไปเซ็น MOU ในเรื่องประมงกับทางอียู ทำให้พี่น้องประมง ไม่สามารถออกเรือได้ วิถีประมงปัตตานี และนราธิวาส ถูกตัดขาด กี่ปีแล้ว ที่การทำประมงหยุดชะงัก แล้วบอกจะเยียวยาให้ จนต้องหนีไปอยู่มาเลเซีย ทั้งที่ ศอ.บต. ยังถืองบประมาณอยู่ แต่ไม่ยอมเอาเงินให้ เมื่อจี้ถามไป ก็บอกว่าไม่ทราบ ถ้าไม่ทราบจะมีคุณไว้ทำไม เพราะฉะนั้นก็ยุบไป

ส่วน กอ.รมน. มีไว้เพื่ออะไร กัณวีร์ บอกว่า เขายังมองไม่ออก หลังจากรัฐประหารเกิดขึ้น มีกฎอัยการศึก ทำให้เหตุการณ์เลวร้ายมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่เห็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติแล้วเป็นปกติ เช่น ทหารสามารถใช้อาวุธเดินมาเคาะประตูตอนตี 4 เดินเข้าบ้าน ชาวบ้านบอกเป็นเรื่องปกติ ตอนกลางวันนั่งกินข้าว กินน้ำชากันอยู่ ถืออาวุธครบมือเดินมองหน้าทุกคน ชาวบ้านบอกว่า ปกติ แต่ผมมองว่า การปกติของพวกเรา เป็นสิ่งไม่ปกติแล้ว ถ้าทหารถืออาวุธครบมือ แล้วเดินไปเดินมา หรือเดินมาเคาะประตูบ้าน มองหาของในบ้านแบบง่ายดาย แล้วบอกปกติ ผมว่าประเทศนี้ไม่ปกติ ผมก็เลยเสนอในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบราชการ ด้วยการยุบ กอ.รมน. และ ศอ.บต.

โดยการเสนอในเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง ในพื้นที่ชายแดน และ จังหวัดชายฝั่งทะเล โดยกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง เลือกตั้งผู้แทนของเขต และอำเภอโดยตรง คล้ายกับ กทม. เพราะจังหวัดเหล่านี้ มีสารตั้งต้นที่ทำให้จัดการตนเองได้ คือ เม็ดเงินการส่งออกสินค้าชายแดน ที่มีมูลค่ากว่า 1.77 ล้านบาท เบื้องต้น 70% บริหารเข้าพื้นที่ และอีก 30% เข้าส่วนกลาง นั่นไม่ได้หมายความว่าแบ่งแยกดินแดน แต่ให้บริหารจัดการตนเอง เพื่อกำหนดทิศทาง

กัณวีร์ สืบแสง หาเสียงเลือกตั้งกัณวีร์ สืบแสง หาเสียงเลือกตั้ง

ผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องมาจากการเลือกตั้ง

การแต่งตั้งผู้ว่าฯ เป็นความคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบัน แต่ต้องเปลี่ยนแปลงไป คนที่จะเป็นผู้นำเขา ต้องเป็นคนรับใช้ประชาชน ความคิดที่บอกว่าเป็นเจ้าคนนายคน ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะเข้ามา จะต้องมาจากการเลือกตั้ง และจำเป็นต้องเอาประชาชนเป็นใหญ่ให้ได้ เพราะฉะนั้น กอ.รมน. และ ศอ.บต. จำเป็นต้องถูกยุบ

กัณวีร์ ย้ำว่า อีกเรื่องที่เสนอโครงการคือ พาทหารกลับบ้าน และถนนสะอาดปราศจากด่านลอย ที่มีกว่า 1,800 ด่าน ถ้าทำได้ สองตัวนี้ ถ้าเราพาทหารกลับบ้านได้ และปราศจากด่านลอย จะเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่า สันติภาพที่ยั่งยืนได้เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

“จริงๆแล้ว เราไม่ได้เอาออกทันที และเราไม่ได้เอาออกทุกด่าน เราเอาออกแต่ด่านไร้สาระ แต่ด่านหลักยังมี เราจะเอาออกก็ต่อเมื่อ 3 เรื่องเหล่านี้ ถูกวางกรอบหลักเกณฑ์ ผมว่าประเทศนี้แปลก เกิดอะไรขึ้นชอบคิดถึงทหาร ไม่ใช่ทหารไม่มีดีนะ ทหารดี แต่ทหารก็มีอาณัติของตัวเอง คือป้องกันศัตรูจากภายนอก ทหารต้องทันสมัย ออกไปอยู่บริเวณชายแดน ทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดี” กัณวีร์ อธิบายให้ฟัง

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์-กัณวีร์ สืบแสงพิธา ลิ้มเจริญรัตน์-กัณวีร์ สืบแสง

ตำแหน่งไหนในรัฐบาลที่คิดว่าเป็นแล้วจะขับเคลื่อนทุกนโยบายได้

คาดหวังว่า ผู้นำรัฐบาลจะเห็นว่าพรรคเป็นธรรม สามารถทำงานได้ จะใช้ศักยภาพที่เรามีในการผลักดันงานต่างๆ แต่ตำแหน่งเราไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้ต่อรอง เราคาดหวังว่า “ใช้ผมเถอะ ผมเป็นผู้รับใช้ประชาชน และผมจะเป็นผู้รับใช้รัฐบาลด้วยซ้ำไป ในการขับเคลื่อนงานต่างๆ ที่คุณเห็นว่าผมทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้, งานทางด้านจุดยืนทางการทูตของไทยในเวทีโลก, เรื่องผู้ลี้ภัย, แรงงานข้ามชาติ งานด้านสิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม เรามีศักยภาพทำงานได้ เพราะฉะนั้น ใช้พวกผมเถอะ

จะใช้เวลาในการขับเคลื่อนนานแค่ไหนให้เป็นรูปธรรม

มันใช้เวลาแน่นอน แต่ถ้าเราไม่นับหนึ่ง ต่อไปมันก็จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้ ผมจะเป็นเสียงเดียวในรัฐบาลชุดนี้ ถ้าประชาชนเข้าใจแบบเดียวกันว่า จำเป็นต้องนำมนุษยธรรมนำการเมือง มันจะทำให้ประชาธิปไตยเดินได้ ตอนนี้อำนาจจะต้องกลับคืนมาสู่ประชาชน ผมยังเชื่อมั่น 

“การเมืองไทยยังเป็นการเมืองแบบเดิมๆ มีการจ่ายเงินในคืนหมาหอน แต่ที่เจอกับตา คนที่รับเงิน เดินทางกลับมาบริจาคเงินนั้นให้มัสยิด เขาบอกว่าเป็นเงินสกปรก หลายคนเอาเงินมาคืนหัวคะแนน ทำให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวค่อนข้างมาก ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่รับเงินแล้วจะเก็บไว้ เลือกไม่เลือกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้แสดงให้เห็นเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า เงินที่คุณให้มา เป็นเงินสกปรก ถ้าคุณไม่รับคืน ก็จะเอาไปบริจาค”

key point ส่งท้าย

คิดอย่างไรกับการที่ตอนนี้หลายคนยกให้เป็น “แดดดี้” ผมเคยทวงตำแหน่งจากคุณ ศิธา ทิวารี แล้ว แต่คุณศิธา ไม่ยอมยกตำแหน่งนี้ให้ ตอนนี้เลยต้องเป็น “แดดดี้ปุ่น” กับ “นายหัวนล” 

จี้ ‘กกต.’ เร่งสอบ ‘หุ้นสื่อ’ อย่าปล่อยปัญหาบานปลาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549907

29 พ.ค. 2566

จี้ 'กกต.' เร่งสอบ 'หุ้นสื่อ' อย่าปล่อยปัญหาบานปลาย

นักร้อง ขอ ‘กกต.’ พิจารณา ‘หุ้นสื่อ’ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก่อนเลือกนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมสภา ป้องกันปัญหาบานปลาย

นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล  อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006  ขอให้ กกต. เร่งพิจารณาและมีมติก่อนที่จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส่วนที่หลายคนแสดงความเห็นอยากให้นายพิธาได้ทำหน้าที่บริหารประเทศไปก่อน เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้นั้น ส่วนตัวเห็นว่าจะต้องยึดโยงกฎหมาย ไม่ใช่กฎหมู่

นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ กกต. เร่งรัดการพิจารณาการถือหุ้นสื่อ ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง วันนี้จึงมาให้ถ้อยคำต่อ กกต. เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบความเสียหายขึ้นในวงกว้าง พร้อมขอเรียกร้องไปยังพรรคก้าวไกลว่า

พรรคก้าวไกลและนายพิธา ผ่านความชอบธรรมในการที่จะถูกเสนอชื่อไปเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลคือ กกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อร้องเรียนผลการเลือกตั้ง เพื่อรับรองผลการเลือกตั้งให้ครบ 95% หรือ 476 คน เพื่อให้สามารถเปิดสภา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี

โดยจะขอให้ กกต. พิจารณาว่าหาก กกต. จะส่งรายชื่อของนายพิธาที่มีข้อร้องเรียนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทยจะกล้าทูลเกล้าฯ เสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ในขณะที่ กกต.ก็ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ประเทศไทยก็จะมีช่องว่างในการปกครอง และหากมีรัฐบาลรักษาการก็ไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่

“วันนี้มาเร่งรัดและสอบถามไทม์ไลน์การพิจารณาของ กกต. เพื่อให้ประชาชนรู้ความจริงว่าจะมีนายกฯ ได้เมื่อไหร่  และถ้าหากว่านายพิธาถือหุ้นจริง ก็จะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าไม่ได้โกรธเคืองใครเป็นพิเศษ  แต่เชื่อว่านายพิธาขาดคุณสมบัติ ส่วนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ก็มีความเป็นไปได้จากทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ถ้าคนไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและเคารพกฎหมาย ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร”