เลือกตั้ง66 ‘หมอชนบท’ ออกโรงวอน สส.-สว.ร่วมพาประเทศไทยเดินหน้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549146

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

17 พ.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'หมอชนบท' ออกโรงวอน สส.-สว.ร่วมพาประเทศไทยเดินหน้า

“ชมรมแพทย์ชนบท” เห็นพ้องขอให้ สส.-สว.โหวต “พิธา” นั่งนายกฯ ข้ามความขัดแย้งพาประเทศเดินหน้า ขอ รมว.สธ.คนใหม่ ฟังความเห็นข้าราชการก่อนเดินหน้าลุยงาน


วานนี้ “ชมรมแพทย์ชนบท” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทุกคนเคารพมติมหาชน โดยหนังสือระบุว่า “จากปรากฏการณ์การเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 สามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนคนไทยได้ชัดเจน เป็นสัญญาณความก้าวหน้าทางประชาธิปไตย “ชมรมแพทย์ชนบท” ขอเรียกร้องต่อ สส. จากทุกพรรคการเมือง และ สว. ทั้ง 250 คน ให้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย เคารพในเสียงส่วนใหญ่ของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ

หนังสือจากชมรมแพทย์ชนบท ส่งถึง สส. และ สว. ลงนามวันที่ 16 พ.ค. 2566หนังสือจากชมรมแพทย์ชนบท ส่งถึง สส. และ สว. ลงนามวันที่ 16 พ.ค. 2566

โหวตสนับสนุนให้ “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งได้ฉันทามติ จำนวน สส.มากที่สุด เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการข้ามความขัดแย้งที่ยาวนานได้ดีที่สุด แสดงออกถึงคิดที่เคารพหลักการประชาธิปไตยเสียงข้างมาก เคารพต่อเจตนารมณ์และความหวังของผู้คนที่หวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อนำประเทศเดินไปข้างหน้า “ชมรมแพทย์ชนบท” หวังจะเห็นสถาบันรัฐสภาไทย เป็นเสาหลักของสังคมไทย

“นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ” ประธาน “ชมรมแพทย์ชนบท” บอกว่า เป็นไปตามที่แถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบท อยากให้ สส. และ สว.เคารพในเสียงประชาชน อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความราบรื่น ฟอร์มรัฐบาลใหม่ได้เร็ว การทำงานของรัฐบาลรักษาการก็จะน้อยลง ส่วนตัวอยากเห็นกระบวนการทำงานในรัฐบาลชุดใหม่ มีความหลากหลาย เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นมากขึ้น


“ชมรมแพทย์ชนบท” อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) คนใหม่ เปิดรับฟังความคิดเห็นคนทำงานภาคปฏิบัติ และภาคการเมือง ข้าราชการ สัก 2-3 สัปดาห์ ก่อนการเดินหน้าทำงาน และอยากเห็นการปรับเปลี่ยนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่สมบูรณ์ เข้าสู่เฟส 2 อย่างแท้จริง คือ การเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพแบบไร้รอยต่อ ไม่แออัด ระบบปฐมภูมิแข็งแรง เพราะในต่างประเทศ หากมีระบบหลักประกันคนส่วนใหญ่จะเข้าไปใช้ทันที ผิดกับประเทศไทยที่คนเลือกใช้บริการ รพ.เอกชน หรือคลินิก เพราะความแออัด และต้องการความสะดวก

ไม่พอใจ ถูกทักษิณด้อยค่า ‘ก้าวไกล’ ชี้ อย่าดูถูกโหวตเตอร์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549155

17 พ.ค. 2566

ไม่พอใจ ถูกทักษิณด้อยค่า 'ก้าวไกล' ชี้ อย่าดูถูกโหวตเตอร์

clubhouse พ่นพิษ ‘ก้าวไกล’ มองถูกดิสเครดิตทางการเมือง กล่าวหา ชนะเลือกตั้งเพราะไอโอ ทั้งที่เป็นยุทธศาสตร์เพื่อประชาชน

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาพูดผ่านรายการ CARE TALK ว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง เป็นเพราะมีปฏิบัติการ IO  เป็นการด้อยค่า หรือดูถูกโหวตเตอร์ ซึ่งมีวิจารณญาณในการพิจารณา ศึกษา ทั้งตัวผู้สมัคร นโยบาย แคนดิเดตนายกฯและจุดยืนทางการเมืองของแต่ละพรรค

เรื่องแบบนี้ฝั่งผู้มีอำนาจเคยพูดถึงพรรคในลักษณะนี้ ไปถึงขั้นว่าพรรคก้าวไกลปลูกฝังความคิดให้กับกลุ่มเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมาแล้ว

พิจารณ์ มั่นใจว่าชัยชนะครั้งนี้มาจากจุดยืนทางการเมืองและนโยบายที่นำเสนอ ยืนยันว่า พรรคก้าวไกลไม่มีปฏิบัติการแบบนั้น และไม่มีงบประมาณที่จะทำอะไรแบบนั้น และหากจะให้ความเห็นเพิ่มตนเอง คิดว่าไม่ว่าพรรคการเมืองใดคงจะต้องปรับทัศนคติและวิธีคิด ไม่เช่นนั้นการทำงานการเมืองจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในระยะยาว

จุดยืนและนโยบายของพรรคมีเพื่อจะบอกประชาชนว่าจะต้องเป็นอย่างไรเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ไกลกว่านี้ ตรงนี้ทำให้ประชาชนเห็น ประกอบกับการทำงานมา 4 ปี ทำให้พรรคได้รับความไว้วางใจ ชัยชนะนี้ ไม่ใช่แค่ของนายพิธาหรือพรรคก้าวไกล หรือผู้สมัครพรรคก้าวไกล แต่อยากให้เป็นชัยชนะของประชาชน ในแง่ที่ทุกพรรคการเมืองหันมาทำการเมืองสร้างสรรค์ ทำนโยบายชัดเจน มีจุดยืนชัดเจน ตรงไปตรงมา

เมื่อแข่งกันบนกระดานนี้ ประชาชนคือคนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ซึ่งชัยชนะของก้าวไกลไม่ใช่แค่ความชัดเจน แต่คือทั้งหมด ทั้งผู้สมัคร แคนดิเดตนายกฯและจุดยืนทางการเมือง  เรื่องนี้จะมีผลต่อการร่วมรัฐบาลหรือไม่ มองว่าเป็นทัศนะส่วนบุคคล คิดว่ายังไม่เป็นประเด็น  การจะร่วมรัฐบาลเพื่อพาประเทศให้ดีกว่าที่ผ่านมา น่าจะแสวงหาความร่วมมือกันได้

‘อลงกรณ์’ ชง ปชป.โหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ลั่นต้องฟังเสียงประชาชน!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549151

17 พ.ค. 2566

‘อลงกรณ์’ ชง ปชป.โหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ลั่นต้องฟังเสียงประชาชน!

‘อลงกรณ์’ ประกาศจุดยืนเคารพกว่า 14 ล้านเสียงประชาชน เตรียมเสนอ ปชป. โหวตหนุน ‘พิธา’ นั่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล หวังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปโดยราบรื่นและรวดเร็ว

นับถอยหลังภาพการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อพรรคการเมืองเริ่มแสดงจุดยืน หลังพรรคก้าวไกลมีผลคะแนนเลือกตั้งอย่าไงม่เป็นทางการมาเป็นอันดับหนึ่ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ในการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้(16 พ.ค.)ว่าพรรคประชาธิปัตย์ประกาศชัดเจนในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะฟังเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งเพื่อกำหนดจุดยืนของพรรคหลังทราบผลการเลือกตั้ง2566

ปชป.เคารพกว่า 14 ล้านเสียง

ดังนั้น เมื่อประชาชนกว่า14 ล้านคนเลือกพรรคก้าวไกลเป็นอันดับ1 ของประเทศทั้งสส.แบบเขตเลือกตั้ง และสส.แบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นประชาธิปัตย์ต้องเคารพเสียงของประชาชนด้วยการลงมติสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีเงื่อนไขร่วมรัฐบาล​ หากพรรคก้าวไกลสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ

โดยตนจะเสนอแนวทางนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดรักษาการซึ่งจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้ารวมทั้งแกนนำและสมาชิกพรรคทั่วทั้งประเทศ

“ ถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องช่วยผ่าทางตันที่อาจเกิดขึ้นในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อย 376 เสียง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา”

ปชป.ยึด 3 หลักการ

แม้พรรคประชาธิปัตย์จะโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล แต่พรรคปชป.ก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลพรรคก้าวไกลโดยยึดหลักการ 3 ข้อเป็นแนวทางการทำงานของพรรคได้แก่

  • พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ประชาธิปไตยสุจริต
  • ประชาธิปไตยอิ่มท้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน”นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

‘ทักษิณ’ ชี้ 3 ปัจจัย ‘เพื่อไทย’ แพ้เลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549135

16 พ.ค. 2566

'ทักษิณ' ชี้ 3 ปัจจัย 'เพื่อไทย' แพ้เลือกตั้ง

‘พรรคเพื่อไทย’ แพ้เลือกตั้ง มาจาก 3 ปัจจัย ‘ทักษิณ’ วิเคราะห์ผ่าน clubhouse เจอทั้งกระแส กระสุน และสส.ไม่ลงพื้นที่

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พูดผ่าน clubhouse ครั้งแรกหลังเลือกตั้ง ระบุ 3 เหตุปัจจัย เพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งมาจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วยกระแสของพรรคก้าวไกล  กระสุนที่พรรคการเมืองอื่น ใช้ในการเลือกตั้ง และอดีตสส.หลาย คนทิ้งพื้นที่

โดยก่อนอุ๊งอิ๊งลาคลอดกระแสแรงมาก ทำให้สส.บางคนเหลิง กระแสดี ไม่ลงพื้นที่ 

แต่เมื่อการเลือกตั้งจบแล้ว โค้ช และนักกีฬา ไม่จำเป็นต้องตีกัน แต่ต้องไปฝีกใหม่  ปรับปรุง ให้ดีสรัป ให้เต็มที่ คนแก่ทางการเมืองต้องหลบให้คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ยุคของเรา ต้องปล่อยให้ ลูกหลานมาสานงานทางการเมือง ยกตัวอย่าง พิธา เข้ากับเมืองไทย ที่ว่า ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี พูดแล้วคนฟัง 

parliament ภาษาฝรั่งเศส แปลว่าพูด  เกิดเจนเนอเรชั่นแกปทางการเมือง เพราะไม่มีการเรียนรู้ แม้เด็กจะยังไม่มีประสบการณ์  ผู้ใหญ่ ก็สามารถสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ได้

กระแสไอโอ มีการปล่อยข่าวว่าเพื่อไทยจับมือกับพลังประชารัฐ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ผ่านการผลิตซ้ำ ตั้งแอคเค้าท์จำนวนมาก กระจายข่าว ตอกย้ำอย่างสมำเสมอ

พรรคเพื่อไทยวางมาตรฐานเรื่องสปิริตทางการเมืองไว้ เพราะเจอประสบการณ์มาหลายครั้ง แม้คนจะมองว่าเราซื่อจนกลายเป็นซื่อบื้อ  แต่ก็ไม่มีใครมาต่อว่า เมื่อแพ้เลือกตั้ง แต่เชื่อว่า การเปิดประชุมสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี กกต. จะไม่ใช้เวลาถึง 60 วัน 

เชื่อว่า สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนมีอิสระ การเลือกนายกรัฐมนตรี จะมีทางออกเสมอเช่นเดียวกับ การเมือง และส่วนตัวได้รับการยืนยันจาก อุ๊งอิ๊ง  แพทองธารว่าจะไม่ตั้งรัฐบาลแข่ง  เว้นแต่จะเกิดอุบีตเหตุกับพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นปัจจัยที่ พรรคเพื่อไทย เสนอแคนดิเดตนายกฯถึงสามคน

น.พ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าจากการนั่งดูโซเชี่ยลมีเดีย ต้องยอมรับความรู้สึกร่วม ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง อย่างแพร่หลาย เป็นสึนามิภายในเวลา 1 สัปดาห์ เป็นปัจจัยสำคัญ

หลายคนเสียดายนโยบาย ของพรรคเพื่อไทย ทั้งกระเป๋าเงินดิจิทัล และรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย  โลกการเมืองยุคใหม่ ต้องให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี

‘พริษฐ์’ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง สว. ยก 6 ข้อ ให้ ‘พิธา นั่งนายกฯ คนที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549133

16 พ.ค. 2566

'พริษฐ์' ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง สว. ยก 6 ข้อ ให้ 'พิธา นั่งนายกฯ คนที่ 30

‘พริษฐ์’ ก้าวไกล โพสต์จดหมายเปิดผนึกถึง สว. ช่วยเป็น ‘กังหันลม’ โอบรับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สังคมปรารถนาไปด้วยกัน ยก 6 ข้อ ขอให้เหล่า สว. ยึดคำพูดของตัวในอดีต โหวตผ่านจัดตั้งรัฐบาล และให้ ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก จดหมายเปิดผนึก ถึงสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ระบุว่า ถึงสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาในการรณรงค์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยืนยันมาตลอดว่า ในบรรดาเนื้อหาทั้งหมดของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 272 ที่ให้อำนาจ สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นมาตราที่เป็นปฏิปักษ์ที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตย

ผมเชื่อว่าท่านเข้าใจดี ว่าการวิจารณ์ในลักษณะนี้ ไม่ได้มาจากอคติส่วนบุคคล แต่มาจากการยึดหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ในการมี 1 สิทธิ 1 เสียง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศผ่านคูหาเลือกตั้ง ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่เป็นประชาธิปไตย ที่ให้ สว. ที่มาจากการแต่งตั้ง มีอำนาจในการมาร่วมเลือกนายกฯ และเปิดช่องให้ขัดเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านคูหาเลือกตั้ง

หากท่านจะอ้างว่า บางประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มี สว. แต่งตั้ง (เช่น สหราชอาณาจักร) ก็พึงตระหนักไว้ ว่า สว. ในประเทศเหล่านั้น มีอำนาจน้อยมาก (เช่น ชะลอร่างกฎหมาย) เพื่อให้อำนาจและที่มาสอดคล้องกัน หากท่านจะอ้างว่าบางประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มี สว. ที่มีอำนาจเยอะ (เช่น สหรัฐอเมริกา) ก็พึงตระหนักไว้ว่า สว. ในประเทศเหล่านั้น มาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้อำนาจและที่มาสอดคล้องกัน

และหากท่านจะอ้างว่าการมี สว. แต่งตั้งที่มีอำนาจเลือกนายกฯ มาจากการลงประชามติเมื่อปี 2559 ก็พึงตระหนักไว้ว่า ประชามติครั้งนั้น ไม่ได้เป็นประชามติที่เสรีและเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล – หลายคนที่รณรงค์คัดค้านถูกจับกุมดำเนินคดี ในขณะที่คำถามพ่วงก็ถูกเขียนในลักษณะที่กำกวมและชี้นำโดยเจตนา

ดังนั้น ในเมื่อมาตรานี้ยังไม่ถูกยกเลิกไป วิธีการเดียวที่ท่านจะทำได้ เพื่อเคารพหลักการขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย คือ การสนับสนุน “นายกฯ และรัฐบาล ที่รวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร” (งดออกเสียงไม่พอ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่านายกฯ ต้องได้รับการ ‘เห็นชอบ’ เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ‘ที่มีอยู่’ (ไม่ใช่ ‘ที่ลงมติ’)) โดยไม่แสดงท่าทีหรือความเห็นเป็นอื่นใด ที่ไปกระทบต่อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและการตัดสินใจของพรรคการเมืองหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

แต่ลึกๆ ผมก็เข้าใจว่าการอ้างอิงหลักประชาธิปไตยอย่างเดียว คงไม่สามารถโน้มน้าวทุกท่านได้ เพราะหากทุกท่านยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ทุกท่านคงเห็นด้วยกับการยกเลิกอำนาจ สว. เลือกนายกฯ ไปแล้วตอนที่ถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในช่วง 2563-65 (รวมกันถึง 3 ครั้ง)

ดังนั้น ผมเลยขอยกอีก 6 เหตุผล ที่เพียงแต่ขอให้ท่านเพียงยึดคำพูดของตัวในอดีต

1. บางท่านเคยโหวตสนับสนุนการยกเลิกอำนาจ สว. เลือกนายกฯ ในรัฐสภา

เรามี สว. ทั้งหมด 63 คน ที่เคยสนับสนุนการยกเลิก มาตรา 272 ที่ให้อำนาจ สว. เลือกนายกฯ (อย่างน้อย 1 ครั้ง จาก 3 ครั้งที่ถูกเสนอในรัฐสภาในช่วง 2563-65) แม้แต่ละท่านอาจมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป แต่การลงมติของท่านแสดงให้เห็นว่าท่านเห็นตรงกันว่ามาตรา 272 มีปัญหาและไม่มีความจำเป็นต้องคงไว้อยู่ ดังนั้น ผมขอเรียกร้องไม่ให้ท่านเอามาตราที่ท่านเองก็เห็นว่าเป็นปัญหา มาขัดเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง

2. หลายท่านเคยบอกว่า ไม่จำเป็นต้องยกเลิกอำนาจ สว. เลือกนายกฯ เพราะอำนาจนี้ตามมาตรา 272 “ไม่มีความหมาย” “ไม่มีน้ำยา” และ “ไม่มีราคา”

สว. บางท่านเคยบอกว่า การมีอยู่หรือไม่ของอำนาจเลือกนายกฯ ของ สว. ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะใครก็ตามที่ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องได้รับเสียงข้างมากจาก สส. เสียก่อน โดยหาก สว. เลือกคนที่ไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ ก็ย่อมทำให้เกิดทางตันทางการเมือง เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่สามารถผ่านกฎหมายใดๆ ได้ ดังนั้น หากท่านยืนยันคำเดิมว่า มาตรานี้ไม่ได้มี ‘ราคา’ อะไร ก็อย่านำอำนาจที่ท่านมีจากมาตรานี้ มาโก่งราคาเพื่อบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง

3. หลายท่านเคยอ้างว่า สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็น นายกฯ รอบที่แล้ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากของ สส.

แม้ผมต้องยืนยันจุดยืนเดิม ว่าการมีอยู่ของอำนาจ สว. ในการเลือกนายกฯ ส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้น แต่ สว. หลายท่าน (รวมถึง สส. ซีกรัฐบาลเดิม) มักอ้างหลายครั้งว่า ที่ สว. โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ในการโหวตนายกฯ เมื่อปี 2562 เป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการสนับสนุนจาก สส. เกินกึ่งหนึ่ง (250+) ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้น หากท่านใช้ตรรกะเดิมที่ท่านเคยอ้างว่า ท่านใช้ในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อปี 2562 ท่านก็ควรต้องสนับสนุนนายกฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สส. เกินกึ่งหนึ่ง (250+) ในการเลือกนายกฯ ในปี 2566 เช่นกัน

4. หลายท่านพูดเสมอถึงความสำคัญของการให้ประเทศได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เจอทางตัน

หากท่านต้องการให้ประเทศได้ ‘ไปต่อ’ โดยไม่เจอทางตัน ผมไม่เห็นเหตุผลใดที่ท่านจะไม่สนับสนุนนายกฯ และรัฐบาลที่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่ว่าท่านจะมีความคิดเห็นส่วนตัวอย่างไรกับนายกฯ คนนั้น หรือพรรคที่อยู่ในรัฐบาลชุดนั้น แต่หากท่านไปสนับสนุนนายกฯ หรือพรรคที่ไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นายกฯ หรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดนั้น จะไม่สามารถบริหารประเทศให้ไปต่อได้ กฎหมายจะไม่ผ่านสักฉบับ งบประมาณจะไม่ผ่านสักบาท และรัฐบาลก็จะล้มทันทีที่มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น ในเมื่อท่านเองก็น่าจะเห็นเหมือนผมว่า การสนับสนุนนายกฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากแค่เสียงข้างน้อยของ สส. จะนำไปสู่ทางตัน ผมก็หวังว่า ท่านจะไม่เลือกนำพาประเทศไปเจอทางตันนั้น

5. หลายท่านพูดเสมอถึงความสำคัญของ ‘การตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล’

หากท่านไม่ประกาศสนับสนุนหลักการว่าท่านจะโหวตให้นายกฯ และรัฐบาลที่รวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของ สส. (เกิน 250 คน) แต่บีบให้เขาต้องรวบรวมเสียงให้ได้เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา (เกิน 375 คน) ท่านกำลังกระทำสิ่งที่เสี่ยงจะบีบให้ฝ่ายค้าน (ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม) ซึ่งมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล มีความอ่อนแอลงหรือมีเสียงน้อยลง

แม้พรรคก้าวไกลเรายืนยันว่า เราจะไม่หลงกลนี้ และเราจะไม่ตัดสินใจดึงพรรคที่อุดมการณ์ไม่ตรงกับเราเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล (โดยยังคงหวังว่าพรรคที่แม้ไม่ได้ร่วมรัฐบาลกับเรา แต่เห็นถึงความวิปริตของอำนาจ สว. ในการเลือกนายกฯ จะมาร่วมโหวตให้เราเป็นกรณีพิเศษ) แต่ผมเพียงอยากชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งของท่านระหว่างการโยนให้พรรครัฐบาลต้องรวบรวมเสียงได้เกิน 375 เสียง กับคำพูดของท่านว่าต้องการจะสร้างระบบรัฐสภาที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลอย่างเข้มข้นโดยฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง

6. หลายท่านพูดเสมอถึงความสำคัญของการไม่อยากเห็น ‘บ้านเมืองขัดแย้ง’

ผมขอยืนยันว่าแม้การมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลายเป็นเรื่องปกติของสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่ควรต้องหลีกเลี่ยง แต่การบริหารจัดการความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ให้ทวีคูณไปเป็นความขัดแย้งที่ดีที่สุด คือการมีกระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ดังนั้น ในเมื่อการเลือกตั้ง คือกระบวนการตัดสินใจที่เป็นธรรมกับประชาชนทุกกลุ่มความคิด เพราะเป็นการให้ประชาชนทุกคนทุกความคิด มี 1 สิทธิ 1 เสียง เท่าเทียมกัน หากท่านใช้อำนาจของท่านในทางใดที่เสี่ยงจะฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง ท่านเองจะเป็นคนที่นำบ้านเมืองไปสู่ความขัดแย้ง

ดังนั้น ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน สนับสนุน ‘นายกฯ และรัฐบาล ที่รวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร’

“มันเป็นสิทธิของท่านในระบอบประชาธิปไตย ที่จะไม่เชื่อว่านายกฯ และรัฐบาล นี้ เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดของประเทศ แต่มันไม่ควรเป็นสิทธิของท่านในระบอบประชาธิปไตย ที่จะขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน ที่แสดงออกมาชัดเจนผ่านคูหาเลือกตั้งถึงความต้องการอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง พัดโชยมาถึงแล้ว และหากจะต่อยอดจากคำพูดของคุณหนุ่มเมืองจันท์ ถึงเวลาที่ท่านต้องเลือก ว่าท่านจะเลือกเป็นอะไรระหว่าง ‘กังหันลม’ ที่โอบรับและก้าวไปด้วยกันกับความเปลี่ยนแปลงที่สังคมปรารถนา กับ ‘กำแพง’ ที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนแปลงที่สังคมต้องการไว้แค่เพียงชั่วคราว แต่ทิ้งรอยร้าวและซากปรักหักพังไว้ทั่วแผ่นดิน เมื่อวันที่สายลมมันแรงเกินกว่ากำแพงใดๆ จะต้านทานไว้ได้” พริษฐ์กล่าว

พริษฐ์ทิ้งท้ายด้วย #สวต้องเคารพเสียงประชาชน พร้อมระบุรายชื่อ สว. 63 คน ที่เคยสนับสนุนการยกเลิก มาตรา 272 ที่ให้อำนาจ สว. เลือกนายกฯ (อย่างน้อย 1 ครั้ง จาก 3 ครั้งที่ถูกเสนอในรัฐสภาในช่วง 2563-65) เช่น กล้านรงค์ จันทิก, คำนูณ สิทธิสมาน, จรุงวิทย์ ภุมมา, เฉลิมชัย เครืองาม, เฉลิมชัย เฟื่องคอน, ชาญวิทย์ ผลชีวิน, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, วันชัย สอนศิริ, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ฯลฯ

สอบตก สส. แต่ดวงเฮง รับโชครางวัลที่1 24 ล้านบาทปลอบใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549129

16 พ.ค. 2566

สอบตก สส. แต่ดวงเฮง รับโชครางวัลที่1 24 ล้านบาทปลอบใจ

ไม่ทันหายเศร้า ‘กำนันเผ่น’ สอบตก ‘สส.สมุทรสาคร’ ดวงเฮง ถูกรางวัลที่1 งวด 16/05/66 รับเละ 24 ล้านบาทปลอบใจ มีแรงสู้ต่อ

“เฮง” อดีตผู้สมัคร สส.สมุครสาคร พรรคเพื่อไทย ถูกรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 พ.ค. 66 โดยเฟซบุ๊กเพจ “สังคมข่าว สมุทรสาคร 2” โพสต์ภาพ นายอุดม กันม่วง หรือ สีหน้ายิ้มแย้มโชว์ “สลากกินแบ่งรัฐบาล” หมายเลข 132903 จำนวน 4 ใบ ได้รับเงินรางวัล 24 ล้าน พร้อมข้อความ ” 24 ล้านอยู่นี่เอง กำนันเผ่น กำนันอุดม กันม่วง อดีตกำนันตำบลพันท้ายนรสิงห์ อดีตผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย เขต 1 ดวงเฮง ถูกลอตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2566 รางวัลที่1จำนวน 4ใบ เป็นเงิน 24 ล้านบาท”

กำนันเผ่นถูกรางวัลที่ 1 กำนันเผ่นถูกรางวัลที่ 1

ขณะที่กำนันเผ่น โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “รางวัลปลอบใจครับ ถึงไม่ได้เป็น สส. แต่ได้รางวัลแบบนี้ ค่อยมีแรงสู้ต่อหน่อย รอยยิ้มของนักสู้ รู้จักแล้วจะรัก กำนันเผ่น”
กำนันเผ่น โพสต์ถูกรางวัลที่ 1 กำนันเผ่น โพสต์ถูกรางวัลที่ 1

สำหรับกำนันเผ่น ลงสมัคร สส.สมุครสาคร เขต 1 สังกัดพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 14 พ.ค. มีการเลือกตั้ง กำนันเผ่น ได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนเป็นอันดับ 3 จำนวน 16,560 เสียง พ่ายแพ้ให้กับนายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม จากพรรคก้าวไกล ต่อมาได้โพสต์ “ขอบคุณทุกคะแนนเสียงบริสุทธิ์จำนวน16,560เสียง ที่มอบให้กับผมนะครับ ถึงผมจะไม่ชนะในสนามแข่งขัน แต่พวกคุณทุกคนชนะใจผมเรียบร้อยแล้ว❤️ “

ผลการนับคะแนนไม่เป็นทางการจังหวัดสมัครสาครผลการนับคะแนนไม่เป็นทางการจังหวัดสมัครสาคร

กำนันเผ่นโพสต์หลังนับคะแนนเลือกตั้งกำนันเผ่นโพสต์หลังนับคะแนนเลือกตั้ง

‘ก้าวไกล’ นัดพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ถก ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 17 พ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549122

16 พ.ค. 2566

'ก้าวไกล' นัดพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ถก 'จัดตั้งรัฐบาล' 17 พ.ค.

‘ก้าวไกล’ เตรียมตั้งคณะทำงานร่างเอ็มโอยู ควบคู่กับร่างเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล 17 พ.ค. 66 นัดพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หารือการ ‘จัดตั้งรัฐบาล’

หลัง กกต. แถลงผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อ 15 พ.ค. 2566 ชัดเจนพรรคก้าวไกลมีคะแนนอันดับหนึ่ง จากทั้งหมด 67 พรรคการเมือง ทำให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ประกาศจับมือพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม เพื่อ “จัดตั้งรัฐบาล” และมอบหมายให้นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เป็นตัวแทนพรรค ดีลพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากมือดีลพรรคก้าวไกล โดยนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้ประสานมายังพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หรือพรรคการเมืองที่เคยร่วมทำงานกันในฝ่ายค้านปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ และพรรคไทยสร้างไทย ที่เคยร่วมงานกันช่วงหลังเลือกตั้งปี2562 เพื่อพูดคุยถึงการ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ในเวลา 16.00น.ของวันที่ 17 พ.ค. 2566 ส่วนสถานที่ขณะนี้ทางพรรคก้าวไกลยังไม่ได้กำหนด

อย่างไรก็ตามเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆในการเข้าร่วมรัฐบาลนั้นจะเป็นหน้าที่ของพรรคก้าวไกลเป็นหลัก และหลังการพูดคุยจะมีการตั้งคณะทำงาน เพื่อหารือข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องนโยบาย เรื่องตำแหน่ง เพื่อร่างเป็นบทสรุปออกมาก่อนจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ มีรายงานจากพรรคก้าวไกลว่า ภายในสัปดาห์นี้ จะมีความชัดเจนในการฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล หลังนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้ประสานทั้งพรรคการเมือง และสว. เรียบร้อยแล้ว

‘ฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล’ พรรคการเมืองประสานเสียง ต้องให้เวลา ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549116

16 พ.ค. 2566

'ฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล' พรรคการเมืองประสานเสียง ต้องให้เวลา 'ก้าวไกล'

พรรคการเมืองประสานเสียง ต้องเดินตามวิถีประชาธิปไตย หัวใจสำคัญต้องเคารพเสียงประชาชน หนุนพรรคอันดับหนึ่งที่ได้เสียงข้างมากได้จัดตั้งรัฐบาล ต้องให้เวลา พิธา ‘ฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล’ เต็มที่

คะแนนเสียงศรัทธาประชาชนที่มีต่อพรรคก้าวไกล เฉพาะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์อย่างไม่เป็นทางการ 14,118.420 เสียง นำโด่งทุกพรรคการเมือง เป็นแกนนำ ‘ฟอร์รัฐบาลก้าวไกล’ ท่ามกลางกระแสอาจจะเป็นได้เพียงรัฐบาลทิพย์ หากนักการเมือง และพรรคการเมืองไม่สนับสนุนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่30 ที่ชื่อ“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล

ดูเหมือนว่าท่าทีของพรรคการเมือง ถูกปั่นกระแสโลกโซเชียล จนเกิดความสับสน “ก้าวไกลถูกโดดเดี่ยว” ชนิดที่เรียกได้ว่าบรรดา “ด้อมส้ม” มโนไปไกลถึงขั้นอาจจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ นั่นหมายถึงพลังคนรุ่นใหม่อาจจะจำเป็นต้องลงสู่ถนนด้วยหรือไม่?

‘ประชาธิปัตย์’ ทั้งหนุน-ให้เวลาก้าวไกลฟอร์มรัฐบาล

นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดมุมมองในเรื่องนี้กับ “คมชัดลึก” ว่า แฟนคลับก้าวไกลอย่างคิดไปไกลกว่านั้น อย่าวิตกกังวนว่าพรรคก้าวไกลจะไม่สามารถรวบรวมเสียงจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ

ต้องให้เวลาพรรคก้าวไกล ที่สำคัญพรรคการเมืองต้องตระหนัก เมื่อพี่น้องประชาชนคนไทยให้ความไว้วางใจพรรคก้าวไกลมากที่สุด กว่าทุกพรรคการเมือง ทั้งคะแนนเสียง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และคะแนนเสียงจาก สส.เขต เป็นพรรคอันดับหนึ่งต้องได้จัดตั้งรัฐบาล

“ผลเลือกตั้ง 2566 ทางกกต. ยังต้องใช้เวลาภายใน 60 วัน ในการตรวจสอบก่อนจะรับรองผลเลือกตั้ง การฟอร์มรัฐบาลก้าวไกลก็เช่นกัน ต้องรวบรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง

ผมทราบมาว่าแกนนำก้าวไกลกำลังประสานขอคุยกับ สว. สังคมต้องให้เวลาในขั้นตอนนี้ พรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก ควรรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีปัญหาอะไร พร้อมสนับสนุนขบวนการประชาธิไตยอยู่แล้ว” นินพธ์ ย้ำจุดยืนปชป.
 

คาดว่าสัปดาห์หน้าประชาธิปัตย์ จะนัดประชุมกรรมการบริหารพรรค หลัง ‘จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ หัวหน้าพรรคลาออก อีกทั้งยังไม่มีการประชุม สส.ใหม่ที่ได้รับเลือกตั้ง2566 

“เร็วเกินไปที่จะทำแบบนั้น ต้องรอให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งภายใน 60 วัน เช่นเดียวกับปชป. เมื่อหัวหน้าพรรคลาออกต้องเลือกกรรมการบริหารพรรคภายใน 60 วัน”นิพนธ์ ย้ำ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

‘เพื่อไทย’ ให้เวลาก้าวไกลรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล

สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ตามหลักประชาธิปไตยต้องเคารพเสียงประชาชน และพรรคการเมืองที่ได้ลำดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือสว. การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็ต้องฟังเสียงประชาชน เดินตามวิถีประชาธิปไตยให้มากที่สุด เว้นแต่ว่าเดินเต็มที่แล้วไม่ได้ ค่อยมาว่ากัน แต่ต้องเดินตามวิถีประชาธิปไตย ต้องเคารพประชาชน

“ผมเชื่อว่า สว.จะทำอะไรต้องคำนึงให้ประเทศเดินหน้าไปได้ วันนี้ก็เดินมาตามวิถีที่ถูกต้องแล้ว จากผลของการเลือกตั้ง2566 ที่ได้เห็นเจตนารมณ์ของประชาชน เราทุกส่วนก็ต้องทำตามเจตนารมณ์ของประชาชนให้บรรลุเป้าหมาย การออกเสียงใดที่บิดเบือนเจตนารมณ์หรือทำให้เป้าหมายของประชาชนไปไม่ถึงก็ไม่ควรทำ และต้องให้เวลาพรรคก้าวไกลรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล”สุทิน กล่าวย้ำ

ผลเลือกตั้ง2566 อย่างไม่เป็นทางการผลเลือกตั้ง2566 อย่างไม่เป็นทางการ

‘ภูมิใจไทย’ หนุนพรรคลำดับที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่ท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกุล” ออกแถลงการณ์ว่า พรรคภูมิใจไทย ขอบคุณประชาชน ที่ให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนเป็นลำดับที่ 1 จำนวน 68 เขตเลือกตั้ง และ คาดการณ์ว่าจะได้ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 3 คน

พรรคภูมิใจไทย ขอเรียนยืนยันหลักการของพรรค ให้พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งลำดับที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล และ ขอเรียนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยให้สัมภาษณ์ หรือ แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยจะรอการประกาศผลเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการจากกกต.ก่อน จากนั้นจะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินงานของพรรคต่อไป โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก และจะแถลงให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการ

เร็วๆ นี้ก้าวไกลแถลงจัดตั้งรัฐบาล

ชัยธวัส ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล สวมบทตัวแทนของพรรค เริ่มดีลพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อ ฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล โดยเริ่มจากคุยกับพรรคเพื่อไทยก่อน เพราะเป็นพรรคใหญ่ และเมื่อสรุปได้แล้วก็จะชวนพรรคที่เหลือมาพูดคุยกัน แต่เฉพาะหน้าก่อน ‘พิธา’ ได้โทรประสานด้วยตนเอง กับอีก 4 พรรคกาเรมือง  คือ ประชาชาติ ,ไทยสร้างไทย. เสรีรวมไทย และพรรคเป็นธรรม คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะแถลงความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาลได้

ชัยธวัส ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล สวมบทตัวแทนของพรรค เริ่มดีลพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อฟอร์มรัฐบาลก้าวไกลชัยธวัส ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล สวมบทตัวแทนของพรรค เริ่มดีลพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล

“ยังมีเวลาอีกเกือบ 2 เดือน พรรคก้าวไกลคงไม่ได้อยู่เฉยๆ จะขอประสานงานพูดคุยกับ สว. และเสียงของสังคมก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองไทย และวันนี้ ยังมั่นใจว่า สว.จำนวนไม่น้อยที่มีวุฒิภาวะ ปรารถนาดีกับบ้านเมือง หลายท่านเป็นผู้ใหญ่ เห็นการเมืองมามาก เห็นความขัดแย้งทางการเมืองมามาก คงไม่อยากเห็นทางตันหรือวิกฤตทางการเมือง” ชัยธวัส ระบุ

เมื่อพรรคการเมืองประสานเสียง ทุกพรรคการเมืองต้องเดินตามวิถีประชาธิปไตย เคารพเสียงประชาชน หนุนพรรคก้าวไกลที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง และให้เวลา‘ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำในการ ‘ฟอร์มรัฐบาลก้าวไกล’ แม้อาจจะใช้เวลาบ้าง?

…กมลทิพย์ ใบเงิน..เรียบเรียง

‘ผบ.เหล่าทัพ’ งดออกเสียงเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ เป็นกลางทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549111

16 พ.ค. 2566

'ผบ.เหล่าทัพ' งดออกเสียงเลือก 'นายกรัฐมนตรี' เป็นกลางทางการเมือง

‘ผบ.เหล่าทัพ’ ในฐานะตำแหน่ง สว. งดออกเสียงเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ว่าเป็นใคร จากพรรคไหน เพื่อความเป็นกลางทางการเมือง

ผบ.เหล่าทัพ แสดงจุดยืน งดออกเสียงเลือก “นายกรัฐมนตรี” เพื่อความเป็นกลางทางการเมือง หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 14 พ.ค.

ขณะนี้อยู่ระหว่างพรรคอันดับ 1 รวบรวมเสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาล  รวมถึงรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วัน

จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนรัฐสภา โดยเปิดประชุมสภา โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จากเสียงของ สส. และ สว. ต้องได้กึ่งหนึ่ง หรือ ไม่น้อยกว่า 376 เสียง 

โดย สว. 250 เสียง นั้น มีผู้บัญชาเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) ประกอบด้วย พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม , พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) , พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) , พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) , พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา ผบ.เหล่าทัพ มีจุดยืนเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาวางตัวไม่เป็นกลาง และในฐานะที่มีตำแหน่ง สว. จึง ประกาศไม่รับเงินเดือน งดออกเสียงในประเด็นทางการเมือง และในฐานะที่กองทัพเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์เดียวกันของ ผบ.เหล่าทัพ และยึดปฏิบัติถือเป็นแนวทางเดียวกัน 

โดยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ไม่ว่าแคนดิแดตนายกฯ จะมาจากพรรคการเมืองใด ผบ.เหล่าทัพ ยืนยัน “งดออกเสียง”

มาตรฐานก้าวไกล ฉุดรั้งเส้นทางสู่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/549109

16 พ.ค. 2566

มาตรฐานก้าวไกล ฉุดรั้งเส้นทางสู่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของแคนดิเดต จากพรรคก้าวไกล มีอุปสรรคมาจากมาตรฐาน การเมืองใหม่ ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นถกเถียงเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา มีที่มาจากรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลที่มีสาระสำคัญว่า ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องดำเนินการในที่ประชุมร่วมรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสมสาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

บทเฉพาะกาลมาตราเดียวกันนี้ กำหนดให้ มติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เสียงที่ต้องใช้ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี นี้เอง ที่ทำให้เกิดการถกถียงกันในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง   

การที่คณะกรรมการการการเลือกตั้ง ยังไม่ได้รับรองผลการเลือกตั้ง  นั่นหมายถึงว่า ยังมีเวลาอีกเกือบ 60 วันตามกฎหมาย  ส่วนการเปิดประชุมรัฐสภา กำหนดให้ต้องดำเนินการภายใน 15 วัน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง รับรองผลการเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 95 % แล้ว  เท่ากับว่าในระหว่างนี้ พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยังมีเวลา หาคะแนนเสียงสนับสนุนให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ซึ่งจากการรวบรวมเสียงของพรรคอดีตฝ่ายค้าน ยังขาดเสียงสับสนุนอีกราว 50 เสียง เท่านั้น

เสียงสนับสนุนที่ว่า พรรคก้าวไกลจะหาได้จากไหน

1.คือหาได้จากพรรคการเมืองที่เหลือในสภา ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ต้องแลกมากับการกลืนน้ำลาย เพราะการสร้างมาตรฐานไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

2. คือหาได้จากสมาชิกวุฒิสภา ที่เคยรณรงค์ไว้ว่า ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภาบางส่วน จึงมีท่าที งดออกเสียง

นี่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าสู่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของแคนดิเดต จากพรรคก้าวไกล คือดอกผลของการเมืองแบบใหม่  ที่พรรคก้าวไกลเชื่อมั่นมาตั้งแต่ต้น