รอง ผอ.ไทยพีบีเอส โพสต์ 7 ข้อสถานะไอทีวี ชี้ ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2550 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548654

10 พ.ค. 2566

รอง ผอ.ไทยพีบีเอส โพสต์ 7 ข้อสถานะไอทีวี ชี้ ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2550 

‘อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์’ รองผอ.ไทยพีบีเอส โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้ 7 ประเด็นที่เกี่ยวกับสถานะไอทีวี ระบุปิดกิจการตั้งแต่ปี 2550 

นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) หรือ ThaiPBS ได้โพสต์เฟซบุ๊ก 7 ประเด็นที่เกี่ยวกับสถานะของ บริษัท ไอทีวี หลังจากมีข่าวการถือหุ้นสื่อในไอทีวี ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล 

นายอนุพงษ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า Anupong Chaiyariti ระบุว่า สรุปสาระสำคัญของบริษัทไอทีวี จากรายงานประจำปี 2565

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fanupong.chaiyariti%2Fposts%2Fpfbid036YLKRiiJ1YxnnzUJpvZ67mZoHpSx42DiooDnt4uYYtonCQZJtTwXrpK72i2zX5TCl&show_text=true&width=500

1.หยุดประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวีตั้งแต่ 24.00 น.วันที่ 7 มีนาคม 2550 สืบเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาร่วมงานของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

2.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย delist ถอดหุ้นไอทีวีจากการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 24 กค.2557

3.ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการฟ้องร้องพิพาททางกฏหมายกับสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากกรณีที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่า

  • การบอกเลิกสัญญาของ สปน. ไม่ชอบด้วยกฏหมาย
  • ให้ สปน.ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,890 ล้านบาท

3.1 ต่อมา สปน.ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอาุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งยกคำร้องของ สปน.

3.2 มกราคม 2564 สปน.ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

4.ปีบัญชี 2565 ไอทีวี มีรายได้จากการลงทุนและดอกเบี้ยรับ 20.5 ล้านบาท (ผลตอบแทนจากตราสารหนี้และตราสารทุน) กำไรสุทธิ 8.5 ล้านบาท

5.ไอทีวี มีบริษัทย่อย 1 บริษัท คือบ.อาร์ตแวร์มีเดีย ให้เช่าอุปกรณืผลืตรายการวิทยุโทรทัศน์ ผลิตรายการโทรทัศน์ ซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนต์และรายการโทรทัศน์ และกิจกรรมการตลาดอื่นๆ สถานะปัจจุบันของบริษัท คือ หยุดประกอบกิจการ

6.กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่โดยพฤติการณ์มีอิทธิพบต่อการกำหนดนโยบายและการดำเนนิงานบ.ไอทีวีในปัจจุบัน คือบ.อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

7.การรักษาสถานะความเป็นนิติบุคคลของบ.ไอทีวี เพื่อดำเนินการฟ้องร้องกับสปน. (ความเห็นผู้เขียน)
 

ที่มา เฟซบุ๊ก Anupong Chaiyariti

‘เรืองไกร’ ยื่นสอบคุณสมบัติ ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV ชี้คล้ายกรณี ‘ธนาธร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548652

10 พ.ค. 2566

'เรืองไกร' ยื่นสอบคุณสมบัติ 'พิธา' ถือหุ้น ITV ชี้คล้ายกรณี 'ธนาธร'

‘เรืองไกร’ มั่นใจหลักฐานยื่น กตต. สอบคุณสมบัติ ‘พิธา’ ถือหุ้น ITV ชี้แค่ถือครองหุ้นมีความผิดแล้ว พร้อมยื่น ป.ป.ช.สอบซุกหุ้น คล้ายกรณี ‘ธนาธร’

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขาดคุณสมบัติผู้สมัครหรือไม่ หลังมีข้อมูล ถือหุ้นITV หรือ บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น ซึ่งได้ข้อมูลมาจากผู้ที่เห็นบัญชีผู้ถือหุ้น ทักท้วงมายืนยันไม่ใช่ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจการค้า 

โดยขณะนี้พบว่า ITV ยังประกอบธุรกิจสื่อตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงไว้และตามรายงานการประชุมเมื่อ 26 เมษายน 2566 ที่ผ่านมานี้ รายงานตอนท้ายมีผู้ถือหุ้นถามว่าเป็นสื่อประกอบกิจการหรือไม่ ผู้บริหารของ ITV ตอบและเป็นบันทึกการประชุม ว่า เป็นบริษัทสื่อฯ

จึงจำเป็นต้องร้องให้ กกต.ตรวจสอบ ซึ่งการที่นายพิธาออกมาระบุเหมือนภาคเสธ รับครึ่งไม่รับครึ่ง แม้จะระบุว่าหุ้นดังกล่าวไม่ใช่ของตนเอง เป็นกองมรดก และตัวเองเป็นผู้จัดการเท่านั้น แต่อยากให้ดูรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ( 3 ) เขียนเพียงว่าผู้จะลงสมัคร สส.ต้องไม่เป็นผู้ถือครองหุ้นสื่อเท่านั้น  

ข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกร

นายเรืองไกร ยืนยันข้อมูลที่ได้มาได้ให้ทีมงานตรวจสอบในเว็บกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทันที พบ ข้อมูลการจดทะเบียน ข้อมูลการส่งงบการเงิน5 ปี ตรงกันหมด และบริษัทไอทีวี เป็นบมจ.6 ชัดเจน คือ เป็นบริษัทมหาชน ผู้ถือหุ้นเป็นชื่อของนายพิธาโดยตรงไม่มีการห้อยท้าย ยืนยัน มีเอกสารหลักฐานครบถ้วน

ส่วนที่นายพิธา อ้างว่าได้มีการหารือและชี้แจงกับ ป.ป.ช.แล้ว เป็นกฎหมายคนละฉบับกัน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติการลงสมัคร สส. สิ่งที่นายพิธาอ้างน่าจะเป็นเรื่องการถือครองหุ้นและแจ้งบัญชีทรัพย์สิน โดยตนได้ไปตรวจสอบการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของนายพิธาระหว่างดำรงตำแหน่ง สส. ก็ไม่พบว่ามีการแจ้งหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาจึงได้ไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ว่านายพิธาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่     

ดังนั้นจึงขอให้ กกต.ทำตามหน้าที่และอำนาจโดยเร็ว ไม่ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไปกว่านี้ หากกกต.รับรองเรื่องก็จะขาดคุณสมบัติเรื่องก็จะไปศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลวินิจฉัยว่า ขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นวีลัค มีเดีย ความเป็น สส.สิ้นสุดลงเฉพาะตัว 

ส่วนจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ หากย้อนไปถึงกรณีของนายธนาธรถูกพิพากษาคคดีถือหุ้นดีลักซ์ดีมีเดีย แต่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเพราะเงินกู้ เป็นข้อกฎหมายคนละตัว

ทั้งนี้เมื่อมีความปรากฏมีผู้ร้องกกต.ต้องใช้ดุลพินิจเป็นธรรม จะก่อนหรือหลังเลือกตั้งมีผลต่างกัน รอจับตาความเคลื่อนไหวหลังจากนี้ เพราะไปถึงขั้นศาลตัดสินจะเป็นเรื่องใหญ่มาก และตนมีข้อกฎหมายอีกส่วนหนึ่งรออยู่แล้ว แต่รอให้ศาลตัดสินก่อน เป็นเรื่องเดียวกันแต่มีผลกระทบมหาศาล

ข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกรข้อมูลจากนายเรืองไกร

‘จุรินทร์-อภิสิทธิ์’ นำทัพขุนพล-ผู้สมัคร สส. ‘ปชป.’ ปราศรัยใหญ่ 12 พ.ค.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548638

10 พ.ค. 2566

‘จุรินทร์-อภิสิทธิ์’ นำทัพขุนพล-ผู้สมัคร สส. ‘ปชป.’ ปราศรัยใหญ่ 12 พ.ค.66

‘จุรินทร์-อภิสิทธิ์’ นำทัพขุนพล-ผู้สมัคร สส. ‘ประชาธิปัตย์’ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่ลานคนเมือง 12 พ.ค. 66 ‘องอาจ’ ชี้นโยบายตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม-เป็นทางรอดประเทศได้เติบโตแบบยั่งยืน

ขนทัพขุนพล-ผู้สมัคร สส.พบปชช.

นับถอยหลังวันเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ทุกพรรคการเมืองเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ทิ้งทวนก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง2566 ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โดยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า วันศุกร์ที่ 12 พ.ค. 2566 เวลา 17.00 น. พรรคประชาธิปัตย์ จัดปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมือง นำโดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) และ น.ส.วทันยา บุนนาค (มาดามเดียร์) พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. เขต กทม. และผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่ออีกคับคั่ง

นโยบายปชป.ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม

การปราศรัยครั้งนี้ จะเป็นการปราศรัยครั้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 2566 โดยจะเน้นเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศช่วยสนับสนุนผู้สมัคร สส. ปชป. ของพรรคทั่วประเทศ ทั้ง สส.แบบเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้สมัครที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์การทำงานในสาขาวิชาชีพต่างๆ พร้อมทั้งการทำงานรับใช้ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้จะชี้ให้เห็นถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนกลุ่มต่างๆ และเป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริงทันทีที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี

ชู ประชาธิปัตย์ คือทางรอดประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของประเทศไทยว่าจะเดินไปทางไหน โดยพรรคประชาธิปัตย์จะชี้ให้เห็นว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การเมือง เข้าสู่จุดเข้มข้นจนอาจถึงทางตัน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แต่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะช่วยสร้างทางรอดให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดมั่นในการทำงานบนความซื่อสัตย์ สุจริต

ดร.เอ้  ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ดร.เอ้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา บุนนาคมาดามเดียร์ น.ส.วทันยา บุนนาค

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่า การปราศรัยใหญ่ครั้งนี้จะมีส่วนทำให้ประชาชนพร้อมจะตัดสินใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาทำงานรับใช้ประชาชนอย่างท่วมท้นแน่นอน

แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สส.แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สส.

‘มาดามเดียร์’ ปราศรัยกลางสายฝน ปลุกเมืองคอนเลือกปชป.-ไม่เคยทิ้งคนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548632

10 พ.ค. 2566

'มาดามเดียร์' ปราศรัยกลางสายฝน ปลุกเมืองคอนเลือกปชป.-ไม่เคยทิ้งคนใต้

‘มาดามเดียร์’ลุยปราศรัยกลางสายฝน ช่วยผู้สมัคร สส.เมืองนคร ย้ำ ‘ประชาธิปัตย์’ ไม่เคยทิ้งคนใต้ เคียงบ่าเคียงไหล่มาทุกสถานการณ์ ชวนคนเมืองคอน แสดงศักดิ์ศรีเงินซื้อไม่ได้ ด้วยการเลือก ปชป.ยกจังหวัด

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2566 น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานวัตกรรมการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางจากจังหวัดสงขลา ไปต่อจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (9 พ.ค.) ขอคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช 3 คน 3 เวที 

ประกอบด้วย นายประกอบ รัตนพันธ์ เขต 6 หมายเลข 4 นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ เขต 7 หมายเลข 7 และ น.ส.ปุณณ์สิริ บุญยเกียรติ เขต 8 หมายเลข 6

โดยทั้ง 3 เวทีมีประชาชนมาร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก แม้ว่าบางขณะจะมีฝนตกลงมา แต่ทั้งประชาชน และผู้ขึ้นปราศรัยต่างไม่ยอมถอย นั่งให้กำลังใจและส่งเสียงเชียร์กันท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา

มาดามเดียร์ ปลุกคนเมืองคอนเลือกปชป. ไม่เคยทิ้งคนใต้มาดามเดียร์ ปลุกคนเมืองคอนเลือกปชป. ไม่เคยทิ้งคนใต้

โดยทั้ง 3 เวที ยังมีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค ขึ้นร่วมปราศรัยด้วย

น.ส.วทันยา ย้ำถึงความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนคนใต้ไม่เคยทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงให้การสนับสนุน และให้การต้อนรับที่อบอุ่นทุกพื้นที่ที่ตนได้เดินทางไป แม้จะมีบางพรรคพยายามที่จะใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คนใต้ไม่เอาแล้ว ปรามาสว่าคนใต้จะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว เพราะเขามีความคิดว่าเขาสามารถจะเอาเงินมาซื้อพี่น้องคนใต้ได้ ประชาธิปัตย์จะไม่สามารถครองใจคนใต้ได้อีกต่อไป แต่ตนไม่เชื่อ 

'มาดามเดียร์' ปราศรัยกลางสายฝน ปลุกเมืองคอนเลือกปชป.-ไม่เคยทิ้งคนใต้

“ดังนั้นวันที่ 14 พ.ค.นี้ เราจะต้องประกาศศักดิ์ศรีให้เขาได้รู้ว่าคนใต้เงินซื้อไม่ได้ ด้วยการเลือกพรรคประชาธิปัตย์ให้ถล่มทลายยกจังหวัดทั้ง 10 เขต เพราะสิ่งเดียวที่จะซื้อคนใต้ได้ต้องซื้อด้วยใจ”

น.ส.วทันยา ยังได้ยกเอาคำพูดของนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกว่ามีรัฐบาลจากพรรคการเมืองหนึ่งเคยประกาศไว้ว่าจะไม่ให้งบประมาณไปพัฒนาพื้นที่ภาคที่ไม่เลือกพรรคการเมืองนั้น มาย้ำกับพี่น้องประชาชนคนใต้ แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องประชาชนพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยทอดทิ้ง แต่เรายืนหยัดและเคียงบ่าเคียงไหลอยู่ด้วยกัน และร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันตลอด 77 ปี พร้อมย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีนายทุน มีเพียงประชาชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เราเกิดมาจากประชาชน และมีศรัทธาของพี่น้องประชาชนเป็นที่พึ่งพิง

'มาดามเดียร์' ปราศรัยกลางสายฝน ปลุกเมืองคอนเลือกปชป.-ไม่เคยทิ้งคนใต้

นอกจากนี้ น.ส.วทันยา ยังได้กล่าวถึงผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช ทั้ง 3 คน ว่า น.ส.ปุณณ์สิริ เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความรู้ ความสามารถ มีอุดมการณ์ ที่เดินเข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่พรรคประชาธิปัตย์มีเลือดเก่าทยอยไหลออกไป ส่วนนายชินวรณ์นั้นถือว่าเป็นอดีต สส. 9 สมัย ที่มีคุณภาพ มีอุดมการณ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และเป็นคนที่มีส่วนทำนโยบายเรียนฟรี 15 ปีให้กับคนไทย

เช่นเดียวกับนายประกอบ อดีต สส. 5 สมัย ที่หากพี่น้องประชาชนเลือกเข้าไปแล้วจะไม่ผิดหวัง และการที่นายประกอบยังตัดสินใจทำการเมืองต่อกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเป็น สส.ที่มีอุดมการณ์ ไม่ขายตัวขายจิตวิญญาณไปเหมือนกับ สส.คนอื่นที่ย้ายพรรคไป

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ มีกำหนดการจะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร วันศุกร์ที่ 12 พ.ค. 2566 เวลา 17.00 น. 

7 ข้อ เสี่ยงคุก ห้ามกระทำกับบัตรเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548629

10 พ.ค. 2566

7 ข้อ เสี่ยงคุก ห้ามกระทำกับบัตรเลือกตั้ง

นับถอยหลังวันลงคะแนนเลือกตั้ง66 กกต.เผย 7 ข้อ ห้ามกระทำกับบัตรลงคะแนน มีโทษจำคุกสูงถึง 20 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

สำนักประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เผยรายละเอียด  7 ข้อ ห้ามทำกับบัตรเลือกตั้ง ในวันลงคะแนน หากผู้ใดฝ่าฝืน กระทำ  มีโทษทั้งจำทั้งปรับ ถูกเพิกถอนสิทธิ ประกอบด้วย

1.ห้ามใช้บัตรอื่นที่ไม่ได้รับจากเจ้าพนักงาน ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

2.ห้ามนำบัตรใส่ในหีบโดยมิชอบหรือทำให้มีบัตรเพิ่มจากความจริง

3.ห้ามนำบัตรออกจากหน่วยเลือกตั้ง

4.ห้ามทำเครื่องหมายอื่นหรือสัญลักษณ์ในบัตรเลือกตั้ง
ผู้ใดฝ่าฝืนกระทำตามข้อ 2,3 และ 4 มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

5.ห้ามถ่ายภาพบัตรที่ลงคะแนนแล้ว

6.ห้ามโชว์บัตรที่ลงคะแนนแล้วต่อผู้อื่น
ผู้ใดฝ่าฝืนกระทำตาม ข้อ 5 , 6 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

7.ห้ามทำบัตรให้ชำรุดหรือทำบัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

กราฟฟิคประกอบข่าวจาก กกต.กราฟฟิคประกอบข่าวจาก กกต.

‘เลือกตั้ง 66’ อย่าโดนตกเพราะคลิป 3 นาที โค้งสุดท้ายให้นโยบายเป็นโจทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548628

10 พ.ค. 2566

'เลือกตั้ง 66' อย่าโดนตกเพราะคลิป 3 นาที โค้งสุดท้ายให้นโยบายเป็นโจทย์

‘เลือกตั้ง 66’ อย่าให้คลิป 3 นาทีของใครมาตกคะแนนไป โค้งสุดท้ายให้นโยบายเป็นตัวตัดสินใจ เพราะเลือกแบบไหนนโยบายแบบนั้นจะอยู่ไปอีก 4 ปี

ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับการ “เลือกตั้ง 66” เรียกว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่หายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว พรรคไหนมีไม้เด็ดอะไรก็งัดออกมาใช้ทุกวิถีทาง เพื่อโกยคะแนนจากประชาชนก่อนที่จะเดินทางไปจรดปากกากันในวันที่ 14 พ.ค. 2566 นี้ 

สำหรับการ “เลือกตั้ง 66”ในครั้งนี้หลายคนคงได้เห็นการปล่อยคลิปโฆษณา นโยบายพรรคากรเมือง หรือบางพรรคมีการปล่อยสารคดีสั้นๆ ออกมาเพื่อเรียกคะแนน และเพื่อพรีเซ็นว่าพรรคเราทำอะไรไปบ้างตลอดระยะเวลาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แต่ละคลิปก็มีทั้งการดึงดราม่า เรียกคะแนนเห็นใจในความพยายาม แม้กระทั้งยอมเสนอเรื่องราวที่บิดเบี้ยวจากความเป็นจริงก็ต้องยอมทำ เพื่อรักษาคะแนนและฐานเสียงกันเอาไว้ในช่วงสุดท้าย เพราะช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงการตัดสินใจ หากรักษาคะแนนไว้ไม่ได้อาจจะโดนดูดไปด้วยนโยบายดีๆ หรือคลิปไวรัลที่ปล่อยกันออกมาดึงอารมณ์กันเป็นซีรีย์

แม้ว่าคลิปวีดีโอที่แต่ละพรรคปล่อยออกมาจะเรียกคะแนนความเห็นใจ หรือดึงดราม่าแค่ไหนแต่สิ่งที่ประชาชนจำเป็นจะต้องโฟกัสนับจากนี้ อาจจะไม่ใช่แค่คลิปเพียง 3 นาทีที่เราได้เห็นกันผ่านโซเชียลเท่านั้น เพราะนโยบายของแต่ละพรรคต่างหากที่จะเป็นสิ่งที่อยู่กับเราไปตลอด 4 ปี เฉพาะฉะนั้นหากเราอยากได้นโยบายอะไรก็จงไตร่ตรองและเลือกตามความเป็นจริงมากกว่าแต่การตัดสินใจผ่านคลิปวีดีโอสั้น ๆ เท่านั้น โดยเฉพาะนโยบายจาก 4 พรรคการเมืองหลักที่ต้องยอมรับว่าห่ำหั่นกันสุดๆ ขนทั้งนโยบายระดับชาติ และระดับรากหญ้า ประชานิยม  วันนี้ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าคูหา “เลือกตั้ง 66” อยากให้ประชาชนลองมาเลือกนโยบายที่ใช่ และรวมมองประเทศไทยในแบบที่เราอยากให้เป็นมากที่สุด 

พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่ต้องบอกว่าแค่เปิดนโยบายออกมาในวันแรก ๆก็เสียงฮือฮาไม่ว่าจะเป็นทั้งเสียงชอบใจ และเสียงคอมเมนท์จำนวนมาก โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างกระเป๋าเงินดิจิทัล แต่ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยก็เป็นอีกหนึ่งพรรคที่มีความโดดเด่นด้านนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายประชานิยมค่อยข้างมากโดยพรรคนี้มีคำสั้นๆ ที่เรียกว่าครอบคลุมนโยบายทั้งหมดคือ “คนไทยไร้จน” ซึ่งโดยรวมแล้วมีนโยบายที่โด่ดเด่น ดังนี้   

เศรษฐกิจดีขึ้น

แก้ปัญหามลพิษ

เติมรายได้ให้ทุกครอบครัว 

เป็นศูนย์เทคโนโลยีการเงิน

เกณฑ์ทหารแบบสมัครใจ 

พรรคก้าวไกล อีกหนึ่งพรรคที่มีนโยบายโด่ดเด่นไม่แพ้พรรคเก่าแก่โดยเฉพาะการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม เพิ่มสิทธิและเสรีภาพให้ทุกคนมีสิทธิแสดงออกทางความคิดเห็น รวมไปถึงนโยบายที่สร้างประเทศให้กลายเป็นประเทศรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างแท้จริง นอกจากนี้พรรคจะมีนโยบายต้องการจะขับเคลื่อนนั้นคือการปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกบังเกณฑ์ทหารซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง โดยนโยบายที่น่าในของพรรคก้าวไกลมีดังนี้  

นโยบายสุราก้าวหน้า

สมรสเท่าเทียม

ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร

รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า 

ข้อแก้ ม.112 

พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มาพร้อมกับสโลแกนง่าย ๆ ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ  เพราะในช่วงที่เป็นรัฐบาลยังมีบางโครงการที่ยังทำไม่เสร็จ เพราะระหว่างทางก็เจอปัญหาอุปสรรคไปบ้าง ส่วนนโยบายที่โดดเด่นของพรรค จะเน้นไปที่การพัฒนาระดับมหาภาค การเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศ และการลดภาระค่าครองชีพให้ต่ำลงกว่าตอนนี้ โดยนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติที่พอจะไปวัดกับพรรคอื่นได้มีดังนี้ 

เพิ่มรายได้ประเทศปีละ 4 ล้านล้านบาท

พัฒนาโครงข่ายที่ทันสมัย

ลดค่าครองชีพ น้ำมัน ไฟฟ้า

ประกันสังคมทั่วหน้าทุกอาชีพ

กองทุนฉุกเฉินประชาชน 

พรรคพลังประชารัฐ เป็นอีกหนึ่งพรรคที่ขนอาวุธลับกันออกมาสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ สำหรับพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้มีการขับเคลื่อนภายใต้ 3 นโยบายหลักคือ สวัสดิการประชารัฐ สังคมประชารัฐ และเศรษฐกิจประชาชน และยังคงสานต่อโครงการประชานิยมอย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่รอบนี้มาในเวอร์ชันที่ให้เงินมากขึ้นมาอีกนิด โดยนโยบายที่น่าสนใจของ พรรคพลังประชาชนมีดังนี้  

แก้ปัญหาความยากจน

ลดความเหลื่อมล้ำ 

นโยบายน้ำมันประชาชน 

บริหารจัดการน้ำและที่ดินทำกิน 

สานต่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สวัสดิการคุณแม่และผู้สูงอายุ  

ชี้เป้า กกต.พะเยา ตรวจสอบผู้สมัคร รวมไทยสร้างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548625

10 พ.ค. 2566

ชี้เป้า กกต.พะเยา ตรวจสอบผู้สมัคร รวมไทยสร้างชาติ

งานเข้าแล้ว ! ภาคประชาชนฯ ชี้เป้า กกต.พะเยา ตรวจสอบผู้สมัครรวมไทยสร้างชาติอำเภอปง หาเสียงเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังผู้สมัคร ส.ส.เขตพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน ของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ประมาณ 10 คน นำโดย นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ผู้สมัคร ส.ส.เลย เขต 1 ได้เดินทางมารวมตัวกันบริเวณหน้าสำนักงานพรรครวมไทยสร้างชาติ กรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคฯ และ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรคฯ ฝากไปถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับปากไว้กับผู้สมัคร ส.ส. ว่าจะดูแลเรื่องเงินตามกฎหมาย 

ชี้เป้า กกต.พะเยา ตรวจสอบผู้สมัคร รวมไทยสร้างชาติ

โดยหนึ่งในผู้สมัครที่มาเรียกร้องระบุว่า ขณะนี้ไม่ได้รับการเหลียวแล โดยทุกคนมีค่าใช้จ่าย อย่างรถแห่หาเสียงก็ไม่จ่าย ผู้สมัครต่างติดหนี้ ติดสินต่างถูกลอยแพ จึงเป็นตัวแทนมาที่พรรค แต่ยืนยันยังคงเดินหน้าทางการเมืองต่อ ยังสู้ ซึ่งรู้สึกอึดอัดใจ แต่ไม่ต้องการทำลายใครนั้น

ล่าสุดเพจ “พะเยา เอาแห๋มเม๊าะ” โดยภาคประชาชนแห่งชาติ 77จังหวัดพะเยา  ได้แชร์เพจเฟสบุ๊คบุคคลรายหนึ่งที่เผยแพร่คลิปติ๊กต๊อกกรณี นายปรีชา แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณีดังกล่าว จากนั้น เพจ “พะเยา เอาแห๋มเม๊าะ”ยังโพสข้อความระบุว่า “ อ่าว งานเข้าแล้วครับ อำเภอปง พะเยา เห็นกันทั่วหน้า กกต.พะเยา ตรวจสอบด้วยครับ”

ชี้เป้า กกต.พะเยา ตรวจสอบผู้สมัคร รวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สำหรับอำเภอปง อยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 (อำเภอปง เชียงม่วง ดอกคำใต้และภูกามยาว) จังหวัดพะเยา ซึ่งผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 รทสช.คือนายไพโรจน์ ตันบรรจง เบอร์ 8

จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คุณสมบัติ พิธา ถือหุ้นสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548626

10 พ.ค. 2566

จี้ กกต. ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คุณสมบัติ พิธา ถือหุ้นสื่อ

ส่อซ้ำรอย ธนาธร ประธานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมฯวุฒิสภา จี้ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณี พิธา ถือหุ้นสื่อ

สมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีการถือหุ้นสื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกและหัวหน้าพรรคก้าวไกล มีเนื้อหาว่า

คดีพิธา ถือหุ้นสื่อ itv 42,000หุ้นจะอ้างเรื่องการเป็นผู้จัดการมรดกตั้งแต่บิดาเสีย เมื่อ2549 ผ่านมา17 ปียังไม่ได้แบ่งมรดก ก็ยังปฏิเสธการเป็นผู้ถือหุ้น itv ไม่ได้ เพราะ



การเป็นเจ้าของหุ้น เริ่มตั้งแต่เจ้ามรดกเสียชีวิต หุ้นนั้นตกเป็นของทายาททันทีที่เจ้ามรดกเสียชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท

การที่นายพิธา อ้างว่า ไม่ใช่หุ้นของเขา เป็นกองมรดก เขาเพียงมีฐานะผู้จัดการมรดกนั้นจึงไม่ถูกต้อง….เพราะ

(1)นายพิธา คือหนึ่งในทายาทโดยธรรม หุ้นนั้นตกเป็นของนายพิธาและทายาทอื่นด้วยทันทีที่บิดาเสียชีวิต

(2)นายพิธา แสดงตนรับโอนหุ้นในฐานะผู้จัดการมรดกและ
ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิได้รับมรดกแล้ว
การเป็นเจ้าของหุ้นในส่วนของนายพิธา จึงสมบูรณ์แล้ว



บริษัท ITV แจ้งว่า ยังประกอบกิจการอยู่และมีรายงานแสดงผลของกิจการไม่ว่า จะขาดทุนหรือกำไรก็ตาม ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอื่นได้ ว่า นายพิธา เป็นผู้ถือหุ้นสื่อ itv ที่เป็นสื่อมวลชน อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยคดีธนาธร ถือหุ้นสื่อมวลชนมวีลักซ์มีเดีย ทำให้ขาดคุณสมบัติและถูกตัดสิทธิทางการเมือง

การอ้างว่า ถือหุ้นข้างน้อยไม่อาจครอบงำกิจการได้ และจะต่อสู้ในเรื่องการขัดกันระหว่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในอดีตกับคำวินิจฉัยศาลฎีกาปัจจุบันในคดีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์หรือไม่นั้น  เป็นเรื่องที่ต่อสู้ได้

ส่วนที่ศาลจะเห็นชอบด้วยและวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ด้วยหรือไม่
เป็นกรณีีที่ต้องไปต่อสู้กันดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเท่านั้น

‘อดีตเด็กอนาคตใหม่’ แฉ ‘พิธา’ ยังไม่สละมรดก ยังถือหุ้น ITV

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548612

09 พ.ค. 2566

'อดีตเด็กอนาคตใหม่' แฉ 'พิธา' ยังไม่สละมรดก ยังถือหุ้น ITV

‘นิกม์’ อดีตเด็กอนาคตใหม่ แฉเพิ่ม ‘พิธา’ ยังไม่สละมรดก ถือว่ายัง ‘ถือหุ้น ITV’ ไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องเป็น ‘ผู้จัดการมรดก’ ตามที่อ้างได้

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นายนิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 17 คลองสามวา พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยรายละเอียดกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหา “ถือหุ้น ITV” ซึ่งก่อนหน้านี้นายพิธาออกมาทวิตเตอร์ชี้แจง “เป็นเพียงผู้จัดการมรดก

นายนิกม์ กล่าวว่า ในเอกสารนายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ เสียชีวิตในปี 2549 (พิธีศพระหว่างวันที่ 18-24 กันยายน 2549) มีทายาทผู้มีสิทธิ์รับมรดก 3 คน คือ นางลิลฎา ลิ้มเจริญรัตน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายภาษิณ ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งตามกฎหมายทายาทเป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดกจากผู้เสียชีวิต

ดังนั้น หุ้น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น จะต้องตกเป็นของทายาทในสัดส่วนเท่าๆ กัน หมายความว่า นายพิธา ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นบริษัท ไอทีวี จำนวน 14,000 หุ้น

นายนิกซ์ ตั้งข้อสังเกตุถึงการอ้างว่ามิใช่เจ้าของหุ้นนั้น “ไม่ได้” เพราะไม่ปรากฏหลักฐานว่า นายพิธา “สละมรดก” ซึ่งจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อเจ้าพนักงานหรือสัญญาประนีประนอม ที่สำคัญหากนายพิธาสละมรดกจริง ย่อมไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้องเป็นผู้จัดการมรดกได้ ถ้าหุ้นนี้เป็นของกองมรดกต้องระบุใน บอจ.5 ว่า “ผู้ถือหุ้นคือนายพิธา ในฐานะผู้จัดการมรดก”
 

นายนิกม์ยังเปรียบเทียบกรณีของตนเอง ได้รับมรดกเป็นหุ้นของ ITV เช่นกัน และตั้งแต่กรณีเรื่องหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เกิดขึ้น ตนก็ระมัดระวังตัว ในการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ โดยได้ติดต่อโบรกเกอร์ ติดต่อTSD เสียค่าธรรมเนียม ออกใบหุ้น เพื่อโอนออกจากตัวเองไปแล้ว 

“เมื่อก่อนผมอยู่พรรคอนาคตใหม่ เคยนำเรื่องหุ้น ITV ไปปรึกษาทีมกฎหมายของพรรค เขาบอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่ต้องไปทำอะไร ดีนะคราวนั้นผมได้ที่ 2 ไม่ได้เป็น สส. ถ้าได้เป็นคงโดนแบบพี่เอก (นายธนาธร) ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ในครั้งนี้ผมย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย เพราะเรื่องที่จะมีการแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 112 ซึ่งผมไม่เอาด้วย และผมเชื่อมั่นในตัวหมอหนู ในเรื่องสาธารณสุข ที่ผมเคยร่วมงานมูลนิธิด้วย เชื่อมั่นว่าเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ เขาแนะนำให้จัดการเรื่องหุ้น ITV ให้เรียบร้อย” นายนิกม์ กล่าว

นายนิกม์ แสงศิรินาวินนายนิกม์ แสงศิรินาวิน

ก่อนหน้านี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีชี้แจงกรณี การถือหุ้นสื่อมวลชน ITV หลังนางเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เตรียมยื่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) 

นายพิธา ทวิตเตอร์ระบุว่า “ต่อกรณีหุ้น ITV ผมไม่มีความกังวลเพราะ ไม่ใช่หุ้นของผมเป็นของกองมรดก ผมเพียงมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดก และได้ปรึกษาและแจ้งต่อ ป.ป.ช. ไปนานแล้ว ทีมกฎหมายพร้อมเตรียมการชี้แจงอยู่แล้วเมื่อ กกต.ส่งคำร้องมา

เรื่องนี้อาจมีเจตนาสกัด #พรรคก้าวไกล ซึ่งไม่ต้องการเห็นการ #ทลายทุนผูกขาด ในประเทศนี้”

นายพิธา กล่าวว่า เป็นธรรมดาที่จะถูกสกัด เพราะขณะนี้พรรคก้าวไกลมาแรงที่สุด ขอให้ผู้สมัคร ทีมงาน หัวคะแนนธรรมชาติ และประชาชนผู้สนับสนุนทุกคน อย่าหวั่นไหว อย่าเสียสติกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ตนขอให้ทุกคนมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรจะมาขัดขวางก้าวไกลเราได้อีกแล้ว

'อดีตเด็กอนาคตใหม่' แฉ 'พิธา' ยังไม่สละมรดก ยังถือหุ้น ITV

ศรีสุวรรณ – สนธิญา ร้อง กกต.สอบ ปมโพลออนไลน์ – ร้านค้าเชิญชวนเลือกก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548611

09 พ.ค. 2566

ศรีสุวรรณ - สนธิญา ร้อง กกต.สอบ ปมดพลออนไลน์ - ร้านค้าเชิญชวนเลือกก้าวไกล

2 นักร้องเรียนบุก กกต. สนธิญา ขอให้วินิจฉัยในการทำโพลสื่อสารออนไลน์ ด้าน ศรีสุวรรณ ยื่นขอให้สอบ พรรคก้าวไกล มีห้างร้านทำคูปองจูงใจคนไปเลือกตั้ง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสนธิญา สวัสดี  เดินทางมาที่ กกต. ขอให้วินิจฉัยในการทำโพลสื่อสารออนไลน์ ในประเทศและต่างประเทศ การจัดทำโพลหลายๆโพลไม่เป็นตามหลักของวิชาการที่ถูกต้อง และนำไปสู่การชี้นำที่มีการแทรกแซงนำเสนอ มีการนำต่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยว ในการนี้ขอให้วินิจฉัยพฤติการณ์ ตามมาตรา 72 ชี้นำประเด็นนึงประเด็นใดอย่างไร ที่ให้เป็นไปตามหลักวิชาการที่กำหนดไว้ตาม พรบ. การเลือกตั้งอย่างไร

นายสนธิญา สวัสดี ร้องวินิจฉัย ประเด็นการทำโพลออนไลน์นายสนธิญา สวัสดี ร้องวินิจฉัย ประเด็นการทำโพลออนไลน์

ยกตัวอย่างกรณี นางสาวแพทองธาร ชินวัตรอุ้งอิ้งค์ได้กล่าวว่า บางโพลก็เชื่อได้และบางโพลก็เชื่อไม่ได้และในหลายกรณีที่มีต่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยวชี้นำรวมไปถึงแทรกแซงการเลือกตั้งในประเทศไทย หากสิ่งเหล่านี้มีข้อเท็จจริงตามที่ สว.สมชาย แสวงการ นำมาโพสลงโซเชียลมีเดียหรือไม่ จึงขอเรียกร้องให้ กกต. เชิญตัวผู้เกี่ยวข้องให้การพร้อมตรวจสอบกรณีดังกล่าวไปพร้อมกับ กกต. 


อีกทั้งนายสนธิญา ยังกล่าวว่าบางพรรคการเมืองมีการจาบจ้วงสถาบันฯ หรือไม่ และกรณีพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ทำได้จริงและจะเกิดผลเสียตามมาเหมือนกรณีจำนำข้าวหรือไม่

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางนำความหลักฐานพยานยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการไต่สวน สอบสวน และเอาผิดตามครรลองของกฎหมาย พร้อมกับแสดงหลักฐานให้สื่อมวลชนบันทึกภาพมีการลดแลกแจกแถม

นายศรีสุวรรณ จรรยา ร้อง กกต. สอบ ร้านค้าทำคูปองโฆษณาเชิญชวนเลือกพรรคก้าวไกลนายศรีสุวรรณ จรรยา ร้อง กกต. สอบ ร้านค้าทำคูปองโฆษณาเชิญชวนเลือกพรรคก้าวไกล

กล่าวว่า ตามหลักฐานที่นำมาประกอบอาจเข้าข่ายมาตรา 73 ของ กกต. หรือ (5) กรณีพรรคสีส้ม มีห้องร้านทำบัตรส่วนลดเข้าข่ายตามคำผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้งปี 61 หรือไม่ กฎหมายห้ามมิให้บุคคลใดจูงใจหรือเลือกพรรคการเมืองใด การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดหรือไม่และพบว่ามีร้านบางร้าน มีการสกรีนให้เลือกพรรคสีส้มลงบนใบเสร็จรับเงิน การช่วยหาเสียงนั้นทำได้แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายหลังจาก วันที่ 14 พ.ค.66 ซึ่งต้องชี้แจ้งต่อ กกต.ผ่านใน 90 วันหลังจากการเลือกตั้ง มีโทษอาญาสูงจำคุกและปรับ 10,000-100,000 บาท และถูกตัดสิทธิถามการเมือง 10 ปี