‘พปชร.’ ชูนโยบาย ‘บ้านประชารัฐ 360 องศา’ สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544510

09 มี.ค. 2566

'พปชร.' ชูนโยบาย 'บ้านประชารัฐ 360 องศา' สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัย

‘พปชร.’ ชูนโยบาย ‘บ้านประชารัฐ 360 องศา’ สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัยให้ชาวกทม. แนะใช้ที่ดินรัฐ เชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน

วันที่ 9 มี.ค. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดงานเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของว่าที่ผู้สมัคร นักวิชากา ตัวแทนชุมชน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบาย ภายใต้หัวข้อ “บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง” ผ่านว่าที่ผู้สมัครทั้ง 33 เขต ที่ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลและสะท้อนปัญหาของประชาชนให้สอดรับกับนโยบายกลางของพรรค “มีเรา มีที่ทำกิน มีที่ดินไม่มีจน”

โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุม หวังอยากทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยจะมีโมเดล บ้านประชารัฐ ที่เคยจะทำเพิ่มเติมในแต่ละเขต จะหาเขตที่เหมาะสม เริ่มต้นจากเขตเอกมัย 19 โดยจะเป็นการพัฒนาบนพื้นฐาน ทำแบบเข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง มีความเป็นไปได้ทางการเงิน กฎหมาย จะทำอย่างไร เพื่อให้คนกทม.มีบ้าน มีหลักค้ำประกันชีวิต สำหรับครอบครัว ทำให้สังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ในกทม.ที่ดีขึ้น 

หลังจากนี้จะจัดเวทีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 16 มี.ค. ที่จะถึงนี้ มีประเด็นทางด้านมิติสังคม ตามสโลแกนของพรรค “ก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดทุกปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่” โดยเฉพาะในเรื่องคำว่า ก้าวข้าม เป็นก้าวข้ามในมิติด้านใดบ้าง ที่ต้องการแก้ไขปัญหากับประชาชน สังคม และประเทศ 

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ

ด้าน.ส.ชญาภา ปรีฎาพากย์ ว่าที่ผู้สมัครสส.เขตบางคอแหลม ยานนาวา กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เป็นระยะเวลาหลายเดือน พบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยของคนฐานรากที่เรื้อรังมานาน ในปัจจุบันที่ดินในเขตยานนาวามีมูลค่าที่แพงขึ้นมาก ทำให้คนฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนแรงงาน รับจ้าง หาบเร่แผงลอย ไปจนถึงกลุ่มคัดแยกขยะ ที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ใกล้แหล่งงานได้รับผลกระทบอย่างมาก 

เขตยานนาวามีชุมชน 23 ชุมชน ถูกขับไล่ 6 ชุมชน ชาวบ้านต้องไร้ที่อยู่ และบางกลุ่มที่เคยเช่าอยู่ในราคาถูก เมื่อหมดสัญญาก็ไม่ได้รับการต่อสัญญาอีก และมีแนวโน้มอาจถูกขับไล่ ปัญหานี้รัฐและเอกชนต้องเข้ามาช่วยเหลือ เพราะหากประชาชนยังไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ปัญหาจะตามมาอีกมาก ทั้งที่ประชาชนเหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งที่จะช่วยดูแลบ้านเมือง 

พรรคพลังประชารัฐได้ให้ความสำคัญกับเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างมาก หากประชาชนมีที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน โอกาสด้านต่างๆ จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา คุณภาพชีวิตต่างๆ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น และสังคมที่ดีขึ้นตามมา 

พปชร. เสวนา "บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง"พปชร. เสวนา “บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง”

นายภูวกร ปรางภรพิทักษ์ ว่าที่ผู้สมัคร กทม. กล่าวว่า เขตวัฒนา หลายแห่งมีปัญหาถูกไล่รื้อ จากการลงพื้นที่ริมคลอง และ ริมทางรถไฟ มองว่า สามารถนำโมเดลบ้านประชารัฐมาต่อยอดได้ แต่เราต้องใช้การออกแบบยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ คือ ต้องสำรวจสมาชิกในชุมชนว่าเป็นกลุ่มใดบ้าง ทั้งเด็ก และ ผู้สูงอายุ เพื่อการออกแบบบ้านให้ทุกคนในสังคมอยู่กันอย่างเท่าเทียม และต้องออกแบบให้เหมาะสมกับท้องถิ่นเข้ากับบริบทชุมชนและสังคม โดยมีการระดมสมองจากทุกภาคส่วน อาจมีการจัดประกวดออกแบบบ้านจากนักศึกษา นักศึกษาต้องไปทำการบ้านกับชุมชน 

นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา ว่าที่ผู้สมัคร กทม. มองว่า ระยะยาว อยากปฏิรูปที่ดิน จัดสรรใหม่ โดยนำที่ดินธนารักษ์มาช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ทำกิน สำหรับบ้านประชารัฐอาจมีการปฏิรูปใหม่ โดยสร้างเป็นตึกและต้องตอบโจทย์การทำกิน มีที่จอดรถ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เขาใช้ทำมาหากิน นอกจากนี้จะทำที่พักผ่อนหย่อนใจพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้กลายเป็นแหล่งทำกินของชาวบ้าน ทำให้เป็นพื้นที่ที่ทำคนในสังคมเมืองใช้ร่วมกัน 

“ปัจจุบันนี้มีกฎหมายการลงทุนของรัฐกับเอกชนแล้ว เราสามารถเอาที่ดินของรัฐมาปฏิรูปให้เอกชนมาลงทุนแล้วจัดพื้นที่ทำกิน จัดให้เป็นพื้นที่กิจกรรมงานศิลปะเพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาเกิดการค้าขายให้เงินไหลเวียน โดยจะต้องหา 1 พื้นที่ 1 เขต จะผลักดันให้โมเดลนี้เกิดขึ้นกระจายทุกเขต เพื่อเป็นต้นทุนชีวิตให้เราทุกคน” 

นายตรีสิทธิ์ ศิริวรรณ  ว่าที่ผู้สมัคร กทม. กล่าวถึงการใช้กฎหมายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย มีไม่ต่ำกว่า 15 ฉบับ ทำให้หลายครั้งนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัยเกิดการติดขัด และไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐจะทำหากได้รับเลือกเข้าไปในสภา คือ เราจะรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วไปผลักดันนโยบายต่างๆ พร้อมเพิ่มงบประมาณจากเดิมที่กทม.ได้งบประมาณเพียง 1 หมื่นล้านบาท ก็จะอุดหนุนเพิ่มอีก 1 หมื่นล้านบาท นำที่ดินธนารักษ์ มีอยู่ในกทม.ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านไร่ มาพัฒนา

“วันนี้พลังประชารัฐก้าวข้ามความขัดแย้ง ไม่ว่า ผู้ว่าฯกทม.จะเป็นใคร เราสามารถทำงานโดยก้าวข้ามความขัดแย้งอย่างแน่นอน” 

ว่าที่ผู้สมัคร กทม. ร่วมเสวนา "บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง"ว่าที่ผู้สมัคร กทม. ร่วมเสวนา “บ้านประชารัฐ 360 องศา เข้าใจ เข้าถึง ทำได้จริง”

‘สามารถ ราชพลสิทธิ์’ เตือน ‘อธิรัฐ รัตนเศรษฐ’ อย่าร่วมวง ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544501

09 มี.ค. 2566

'สามารถ ราชพลสิทธิ์' เตือน 'อธิรัฐ รัตนเศรษฐ' อย่าร่วมวง 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม'

เตือน ‘อธิรัฐ รัตนเศรษฐ’ อย่าผลีผลาม ดัน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้าครม.แม้มีอำนาจ เหตุมีเวลาศึกษาน้อย หลายคดียังอยูในศาลปกครอง

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สามารถ ราชพลสิทธิ์  เตือน อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ควรชงผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม เข้า ครม. หลังเรียกหัวหน้าหน่วยในสังกัดกระทรวงฯ มาชี้แจงความคืบหน้าโครงการที่ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผน เพื่อเร่งรัดให้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันในวาระรัฐบาลชุดปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่า

ยังมีคดีที่ศาลปกครองยังไม่ถึงที่สุด 2 คดี ประกอบด้วย

  1.  คดียกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด แต่ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาแล้วว่าการยกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  2.  คดีกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนรายใดรายหนึ่งในการประมูลครั้งที่ 2 หรือไม่ ? ซึ่งอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น

คดีกีดกันและเอื้อประโยชน์เอกชนรายใดรายหนึ่งในการประมูลครั้งที่ 2 หรือไม่? นี้  เป็นคดีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ไม่สามารถชี้แจงให้สิ้นข้อสงสัยได้ ประกอบด้วย

  1. (1) การเปิดให้ผู้เดินรถไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้าร่วมประมูลได้ ทำให้ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ หรือ Incheon Transit Corporation (ITC) เข้าร่วมประมูลกับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งในการประมูลครั้งที่ 1 ITD ร่วมกับ ITC ไม่สามารถเข้าประมูลได้
  2.  การเปลี่ยนคุณสมบัติของผู้รับเหมาในการประมูลครั้งที่ 2 นี้ ทำให้ในโลกใบนี้มีผู้รับเหมาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนแค่เพียง 2 รายเท่านั้น ประกอบด้วย ช.การช่าง และ ITD ส่งผลให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ร่วมกับบริษัท ซิโน–ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ที่เคยยื่นประมูลครั้งที่ 1 ไม่สามารถยื่นประมูลครั้งที่ 2 ได้
  3. กรรมการคนหนึ่งของ ITD ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก อาจทำให้ ITD มีคุณสมบัติต้องห้ามที่จะยื่นประมูล ซึ่งถ้า ITD มีคุณสมบัติต้องห้ามแล้ว รฟม. จะต้องไม่เปิดซองข้อเสนอด้านเทคนิค และซองข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนของ ITD ร่วมกับ ITC แต่ทำไม รฟม. จึงเปิดซองข้อเสนอทั้ง 2 ซองดังกล่าว ?
  4. การยอมให้ผู้รับเหมาสามารถเป็นผู้นำกลุ่มนิติบุคคลยื่นประมูลได้ ทำให้ ITD สามารถเป็นผู้นำกลุ่ม ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ ITC ได้ หากผู้รับเหมาไม่สามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ผู้เดินรถไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้นำกลุ่มเหมือนกับการประมูลครั้งที่ 1 ถามว่า ITC  จะยอมเป็นผู้นำกลุ่มหรือ ? เนื่องจากเขาจะต้องถือหุ้นในกลุ่มนิติบุคคลมากที่สุด และไม่น้อยกว่า 35%

ในทางที่ถูกต้อง ผู้นำกลุ่มควรเป็นผู้เดินรถไฟฟ้า เนื่องจากเขาจะต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้ารวมทั้งซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีส้มตลอดทั้งสายเป็นเวลาถึง 30 ปี ไม่ใช่ผู้รับเหมาที่ทำการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกเพียง 6 ปี

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ มีเวลาในการศึกษาการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มซึ่งมีรายละเอียดมากมาย และสลับซับซ้อนในช่วงเวลาจำกัด อาจไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ การจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ ครม. แล้วถ้าต่อมาศาลฯ มีคำพิพากษาว่าการยกเลิกการประมูลครั้งที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ/หรือ การประมูลครั้งที่ 2 มีการกีดกันและเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง นายอธิรัฐจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มทำได้ยากขึ้น

ควรรอให้ศาลปกครองได้พิจารณาในข้อกฎหมายให้เสร็จสิ้น และควรรับฟังการท้วงติงจากภาคประชาชนให้รอบด้าน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขกระบวนการและขั้นตอนการประมูลให้ถูกต้อง ไม่ควรละเลยหรือมองข้ามการดำเนินการที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งการที่ตนออกมาให้คำแนะนำเช่นนี้ เพราะไม่ต้องการให้มีช่องทางนำไปสู่การทุจริต หรือเกิดการฟ้องร้องตามมาจนโครงการต้องล่าช้าออกไปอีก เนื่องจากตนเห็นด้วยกับการมีโครงการดังกล่าว เพราะจะเป็นรถไฟฟ้าที่เชื่อมระหว่างฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยากับฝั่งตะวันตก และคาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากด้วย

ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง ‘หมอพรทิพย์’ คดีจัดซื้อ GT200-Alpha6

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544498

09 มี.ค. 2566

ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง 'หมอพรทิพย์' คดีจัดซื้อ GT200-Alpha6

ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ยื่นฟ้อง “หมอพรทิพย์” คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6 ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 4 สัญญา ขณะ “หมอพรทิพย์” ในฐานะอดีต ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ถูกชี้มูลการกระทำความผิดทางอาญาด้วย

ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2566 มีมติเอกฉันท์ยื่นฟ้องคดีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด และสารเสพติด GT200 และ Alpha 6 ในส่วนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 4 สัญญา โดย พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ ถูกชี้มูลกระทำความผิดทางอาญาด้วย 

ป.ป.ช. ฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6ป.ป.ช. ฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6

ก่อนหน้านี้อัยการสูงสุด มีการพิจารณาร่วมกับ คณะทำงานฝ่ายอัยการ และ ป.ป.ช. พิจารณาเห็นควรสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยกเว้น พญ.คุณหญิงพรทิพย์  เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานค่อนข้างห่างตัว 


ทั้งนี้ ก่อนมีมติเอกฉันท์ คณะทำงานฝ่าย ป.ป.ช. ได้สรุปความเห็นและมีการบรรจุระเบียบวาระเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ยืนยันความเห็นว่า ควรฟ้อง พญ.คุณหญิง พรทิพย์ ดังนั้นทำให้อัยการสูงสุด ส่งเรื่องกลับมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการฟ้องคดีนี้เอง  

ป.ป.ช. มีมติสั่งฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6ป.ป.ช. มีมติสั่งฟ้อง หมอพรทิพย์ คดีจัดซื้อ GT200 และ Alpha6

สำหรับคดีจัดซื้อเครื่อง GT200 และ Alpha6 เมื่อช่วงเดือน กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเครื่อง GT200 และ Alpha 6 รวม 20 สำนวน จากการไต่สวนทั้งหมด 25 สำนวน มีผู้ถูกกล่าวหาแล้วประมาณ 100 ราย ไปแล้ว และส่งเรื่องให้ อสส.ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎ หมาย  มีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว 15 คดี เหลืออีก 5 คดี โดยมี 3 สำนวน อสส. ตั้งคณะทำงานร่วมพิจารณาหาข้อสรุปอีกครั้ง  ส่วนอีก 2 คดี อยู่ระหว่างขอความเห็นจาก อสส.

‘บิ๊กตู่’ ตอกกลับถูกพาดพิงเตรียมรัฐประหาร เชื่อดิสเครดิตก่อนเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544493

09 มี.ค. 2566

'บิ๊กตู่' ตอกกลับถูกพาดพิงเตรียมรัฐประหาร เชื่อดิสเครดิตก่อนเลือกตั้ง

‘บิ๊กตู่’ ลั่น ปี2557 รัฐประหารครั้งุสุดท้าย หลังจากนี้ไม่เกี่ยวข้อง เชื่อเป็นกระแสดิสเครดิต ย้ำสัมพันธ์ ‘บิ๊กป้อม’ พี่เหมือนเดิม

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หากไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะเกิดการรัฐประหารหรือไม่ 

นายกรัฐมนตรี ถามกลับว่า “ใครจะทำรัฐประหาร” ตนเคยพูดแล้วตั้งแต่ครั้งนั้นว่า เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ควรจะมีอีกแล้ว อยู่ที่พวกเราจะช่วยกันอย่างไร ถ้ามีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้น ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรกัน เพราะตนไม่เกี่ยวแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ แสดงว่าจะเดินสู่ประชาธิปไตยของเราใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยหรือ ทุกคนก็พยายามรักษากฎกติกา และกระแสดังกล่าว ต้องการดิสเครดิตตนแน่นอน ซึ่งเคยชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว 

ส่วนจดหมายของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก พล.อ.ประยุทธ์ ได้อ่านแล้ว ใครจะเขียน ก็เขียนได้ทั้งนั้น คิดเอาเองแล้วกัน 
ที่มีการระบุคำว่า “รัฐประหาร” และ “อำนาจนิยม” นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตั้งแต่ปีไหนมาแล้ว ขณะนี้ตนเข้ามาด้วยรัฐธรรมนูญ ระบบสภา ไม่ใช่หรือ ช่วงก่อนนั้นเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ลองดูว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้ความขัดแย้งลดลง วันนี้จะเกิดอะไรขึ้น เราจะยืนแบบนี้ได้หรือไม่อย่างไร ไม่รู้เลย พร้อมกับยืนยันไม่มีความขัดแย้งกับพล.อ.ประวิตร ยังเป็นพี่น้องเช่นเดิม 

ส่วนที่ชูเรื่องก้าวข้ามความขัดแย้ง ก็มองว่า ตอนนี้ขัดแย้งกันตรงไหน ตนไม่มีขั้ว คิดกันเอง ขออย่าสร้างความสับสน ใครพูดอะไรเอาขยายหมด ก็จะมีแต่เรื่อง วันนี้ประเทศต้องเดินหน้า ตอนนี้ไม่มีความขัดแย้ง มีแต่ความเห็นต่างเท่านั้น และตนก็จะไม่ยอมให้คนลากไปนอกกติกา ต้องอยู่ในกติการะบอบประชาธิปไตย ขอให้ดูการประเมินความเป็นประชาธิไตยของไทยตอนนี้อยู่ในอันดับที่ดีขึ้น จะบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร 
 

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดตัวเล่นการเมืองอย่างเป็นทางการ  ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากังวลหรือไม่ ตนไม่เคยแข่งกับท่าน ที่พูดวันนั้น อยากให้มองในภาพใหญ่ที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ ทุกคนเก่งหมด หลายคนอาจจะมองว่า ตนไม่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ แต่ตนอยู่มาหลายปี ก็ศึกษา และมีคนเก่งๆรอบด้านเป็นร้อยคน  ซึ่งมองว่าทุกพรรคก็แข่งกันหมด 

‘ชูวิทย์’ เอฟเฟกต์ กระแสเขย่าสนามบุรีรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544494

09 มี.ค. 2566

'ชูวิทย์' เอฟเฟกต์ กระแสเขย่าสนามบุรีรัมย์

ปรากฎการณ์ ‘ชูวิทย์’ เอฟเฟกต์ แฉในสนามการเมืองแต่สะเทือนถึงสนามบอล สะท้อนบางคนมีอิทธิพลทุกวงการ ลากไส้ครั้งนี้ลดความน่าเชื่อถือแต่ไม่ลดคะแนนเสียง พรรคภูมิใจไทย

กระแส “ชูวิทย์” สร้างปรากฎการณ์สั่นสะเทือนวงการเมืองฟาดลามไปถึงขอบสนามฟุตบอล หลังออกมาแฉความไม่ชอบมาพากลในหลายโครงการที่อยู่ในกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม การทุจริตที่การรถไฟที่เขากระโดง นโยบายกัญชาเสรี ฯลฯ ทำให้พรรคที่  “เนวิน ชิดชอบ” นั่งเป็นกุนซือใหญ่ถูกดิสเครดิตเป็นระลอก 

เมื่อเร็วๆ นี้กองเชียร์ในสนามช้าง อารีน่า ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องอึ้งไปตามกัน เมื่อกองเชียร์ฝั่งตรงกันข้ามในฐานะแฟนบอลลำพูนพร้อมใจกันส่งเสียงตะโกนเรียกชื่อ “ชูวิทย์” ดังกึกก้องเป็นจังหวะ หลังจาก “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดรังเอาชนะ “ราชันโคขาว” ลําพูน วอริเออร์ ไป 2 ประตูต่อ 0   เหตุการณ์จากขอบสนามบุรีรัมย์อธิบายได้ว่า “กระแสชูวิทย์” ไม่ทรงพลังแค่ในเมืองหลวง แต่คอการเมืองในฐานะแฟนบอลไทยลีกก็ให้ความใส่ใจต่อพฤติกรรมของนักการเมืองด้วย พวกเขาไม่ได้แค่เชียร์บอลเอามัน แต่แฟนพันธุ์แท้ที่เกาะติดเกมฟุตบอลอย่างจดจ่อก็หวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในสนามการเมืองด้วย 

รศ. ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อธิบายปรากฎการณ์นี้กับ “คมชัดลึก” ว่า “ชูวิทย์” เอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนถึงการปล่อยปละละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบการบริหารงานของคนในรัฐบาล แต่กลับปล่อยให้มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น (รัฐมนตรีหลายคนมีพฤติกรรมน่าสงสัย) ซึ่งประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาล คสช.ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาทุจริตที่หมักหมมอยู่ได้ 

ในทางตรงกันข้าม ประชาชนกลับพบว่า รัฐบาลซึ่งมีอำนาจในฐานะฝ่ายบริหารกลับเพิกเฉยต่อการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตของนักการเมืองบางคน พรรคการเมืองบางพรรค สิ่งที่ชูวิทย์กำลังสำแดงอยู่จึงกลายเป็นเหมือนความหวังใหม่ของประชาชน และก็ได้ใจ FC ไปแบบสุดๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนชนชั้นกลางที่หมดความอดทนต่อความมูมมามของเสนาบดีบางคนในรัฐบาลประยุทธ์ 

รศ. ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว รศ. ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว

ความน่าสนใจของเหตุการณ์ดังกล่าว รศ.ดร.โอฬาร สะท้อนให้เห็นว่า คนบางคนไม่ได้มีอิทธิพลแค่ในสนามการเมืองเท่านั้น แค่ยังแผ่อิทธิพลลงไปในสนามฟุตบอลด้วย นั่นหมายถึงหลังเกมจบกันที่แพ้ชนะ อารมณ์ร่วมของคนดูบางกลุ่มต้องการส่งพลังเชียร์ (ของคอบอล) ไปเขย่าสนามการเมืองด้วย

“อย่าลืมว่ากลยุทธ์การใช้แฟนบอลแปรเปลี่ยนมาเป็นคะแนนเสียง ถือว่าเป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ดีมาก เพราะหากสร้างให้ทีมฟุตบอลเป็นที่นิยมมากๆ จนมีแฟนคลับ มีคนสวมเสื้อทีมฟุตบอลในพื้นที่จำนวนมากนั้นสื่อให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้กำลังเป็นทั้งแฟนบอลและเป็นคะแนนเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทย และตอนนี้จังหวัดในแถบภาคอีสานเกินว่าครึ่งกลายเป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยไปแล้วเรียบร้อย” รศ.ดร.โอฬาร วิเคราะห์จากมุมมองตัวเองอย่างนั้น

นอกจากนั้น ยิ่งเวลาการเลือกตั้งใกล้เข้ามามากเท่าใด การแฉของ “ชูวิทย์” จะยิ่งได้รับความสนใจจากประชาชนในฐานะผู้มีสิทธิ์หย่อนบัตรมากขึ้น เพราะระฆังการเมืองกำลังโหมโรงปอกเปลือกความไร้น้ำยาและความไร้ประสิทธิภาพของว่าที่ผู้สมัคร สส. หรือแกนนำของบางพรรคที่หมายมั่นจะกลับมายึดเก้าอี้รัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง 

โดยเฉพาะ พรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนจะตกเป็นเป้าโดนเตะตัดขาจากพรรคคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาใช้กลวิธี “มันนี่โพลิติกส์” ดูด สส.บ้านเล็กบ้านใหญ่ไปอยู่ในสังกัดมาต่อเนื่อง 

มุมมองของ รศ.ดร. โอฬาร เห็นว่า การแฉของ “ชูวิทย์” ในโครงการต่างๆ ของพรรคภูมิใจไทยกระทบต่อความเชื่อมั่น และตอกย้ำภาพลักษณ์ “สารหนู” ฉายาของอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย แม้จะยังตอบไม่ได้ว่าเอฟเฟกต์เหล่านี้จะลดคะแนนของฐานเสียงชาวกัญชาเสรีลงได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง

อย่างไรก็ดี นักวิชาการจาก ม.บูรพา วิเคราะห์นโยบายของ พรรคภูมิใจไทย กับกระแสการออกมาแฉของ “ชูวิทย์” ว่า “คะแนนนิยมล้วนมาจากนโยบายที่เข้าถึงประชาชน และหากองสังเกตดีๆ นโยบายของพรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นจริงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโยบายเพิ่มเงิน อสม. นโยบายกัญชาเสรีที่เป็นนโยบายยกระดับปากท้องทั้งสิ้น  ดังนั้นปรากฎการ “ชูวิทย์” จึงไม่สามารถลดคะแนนนิยมของภูมิใจไทยลงได้”    

ชูวิทย์ แฉพรรคภูมิใจไทย ชูวิทย์ แฉพรรคภูมิใจไทย

หากมองไปที่ประเด็น “ทุนเลือกตั้ง” แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่การโจมตีของชูวิทย์ส่งผลให้เกิดความลังเลและระส่ำระสายของว่าที่ผู้สมัคร สส.บางกลุ่มในพรรค (ซึ่งถูกดูดมาร่วมก่อนหน้านี้) โดยเฉพาะคนที่ยังไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าจะได้รับเลือกให้ลงสมัครหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าผลพวงการลากไส้ของชูวิทย์อาจถูกมองว่าเป็นการเตะสกัดทุนและจงใจสร้างแรงหวี่ยงทางการเมืองให้เกิดการดูดกลับตามประสงค์ของบางพรรค “ดังนั้นการสร้างความปั่นป่วน สร้างความระส่ำให้แก่พรรคภูมิใจไทย เพื่อหวังให้ว่าที่ผู้สมัครเกิดความลังเลจึงเกิดได้ขึ้นแน่นอน” 

เหตุผลที่พล.อ. ‘ประวิตร’ ต้องเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544482

09 มี.ค. 2566

เหตุผลที่พล.อ. 'ประวิตร' ต้องเป็น 'นายกรัฐมนตรี'

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ คุณสมบัติ พล.อ. ‘ประวิตร’ ทำไมเหมาะจะเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ ในสถานการณ์ การเมืองไทยในขณะนี้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐให้เหตุผลที่พรรคพลังประชารัฐต้องเป็นรัฐบาลด้วยการตั้งคำถามในเฟซบุ๊กว่า เราจะแยกคนกันต่อไป หรือ เราจะสลายความขัดแย้ง

คนส่วนหนึ่งก็ไม่ชอบพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ สักเท่าไหร่ อาจคิดไปว่า อายุมากบ้าง สุขภาพไม่สมบูรณ์บ้าง แต่มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง  2 เรื่องคือ เรื่องอายุมาก อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่หากมองผู้นำโลก เช่น อเมริกา,รัสเซีย,จีน,หรือ กัมพูชา,พม่า ,มาเลเซีย พลเอกประวิตรหนุ่มขึ้นมาทันที ผู้นำเหล่านั้นอายุมากกว่าพลเอก

ส่วนเรื่องสติปัญญา ความเฉียบแหลม ความทันคน ในระดับผู้นำในประเทศไทย ไม่มีใครสู้ได้ เพราะจะเห็นได้ว่า ทหาร ตำรวจ พลเรือน ทุกคนไว้ใจ

รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เล่าอีกว่า ครั้งหนึ่งพลเอกประวิตรเคยเล่าให้ฟังว่า คุณนิพิฏฐ์เชื่อไหม สมัยผมเป็นผบ.ทบ. นายทหารระดับพันเอกพิเศษ ที่จะขึ้นเป็นนายพลเขารู้จักชื่อหมด แล้วรู้ด้วยว่าอยู่กองพันไหน อยู่กองพลไหน นิสัยใจคอเป็นอย่างไร ไม่ต้องมีใครมาหลอก เรื่องนี้ น่าจะทำให้พลเอกประวิตร เป็นที่รักของนายทหารทั้งกองทัพ

แต่ด้วยความที่ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากนักการเมือง แต่เป็นนักการทหาร ปราศรัยไม่เก่งแต่พูดด้วยความจริงใจและมีจุดแข็งคือการประนีประนอม จะเห็นว่าทุกพรรคที่แข็งกร้าว แม้แต่ พลตำรวจเอกเสรีพิสุทธิ์ เตมียเวช ก็ประกาศยอมร่วมงานด้วย แต่คนมีคนมีเพื่อนมาก คบเพื่อนมาก ก็อาจมีจุดเสียอยู่บ้าง แต่คนการเมือง ไม่มีใครสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก จึงมีคำกล่าว ว่า แม้แต่องค์พระปฏิมายังราคิน

หากคิดจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จึงต้องมีผู้นำที่เป็นคนกลาง สมานสามัคคีทุกฝ่ายยอมให้ขงเบ้ง ใช้คนให้เหมาะกับงาน ประเทศไทยจึงจะไปได้

‘นายกฯ’นั่งหัวโต๊ะ ถกแก้ปัญหาพลังงาน ทำเต็มที่ ไม่ทิ้งภาระรัฐบาลหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544477

09 มี.ค. 2566

'นายกฯ'นั่งหัวโต๊ะ ถกแก้ปัญหาพลังงาน ทำเต็มที่ ไม่ทิ้งภาระรัฐบาลหน้า

‘นายกฯ’เป็นประธาน ประชุมกพชร. หนุนใช้พลังงานหมุนเวียน มุ่งแก้ปัญหาโลกร้อน ยืนยันทำเต็มที่ ไม่ทิ้งภาระรัฐบาลหน้า ส่วนสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่ วอนเกษตรกรหยุดเผาวัชพืช

ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2566 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้จะปรับใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น ขยายพลังงานการผลิตโดยเฉพาะท้องถิ่น เพราะมุ่งหวังแก้ปัญหาที่เรื่องของโลกร้อน ขยะ ต่างๆ ให้สอดคล้องกับแผนที่ต้องการลดพลังงานฟอสซิล ส่วนเรื่องราคาพลังงานกำลังอยู่ พยายามทำให้ไม่เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งต้องบริหารอย่างระวังมากที่สุด 

ส่วนการเตรียมปรับลดค่าไฟฟ้าใน งวด2/66 (พ.ค.-ส.ค.)ต้องไม่สูงกว่า 4.72 บาท/หน่วย ทั้งครัวเรือน และภาคธุรกิจ ขณะนี้กำลังฟังความเห็นกันอยู่ นิดๆหน่อยๆก็ต้องช่วยกันบ้าง ไม่เช่นนั้นรัฐบาลต้องใช้เงินเป็นหมื่นๆล้าน ขอทำความเข้าใจว่า รัฐบาลทำเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ไม่อยากสร้างปัญหาหรือทิ้งภาระให้รัฐบาลหน้า ใครจะเป็นรัฐบาลก็ดำเนินการกันต่อไป วันนี้ทำเพื่ออนาคตทั้งนั้น อะไรที่มีความจำเป็นก็พิจารณากัน 

เมื่อถามว่า หากภาคเอกชนไม่สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ ต้นทุนต่างๆก็ต้องเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้พยายามดูแลเต็มที่ โดยเฉพาะภาคอุตสหกรรม หารือกันแล้ว ขอร้องอย่าเพิ่งขึ้นราคาสินค้า เพราะบางทีต้องนึกถึงคนรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง ซึ่งรัฐบาลดูแลคนกลุ่มนี้เดือนละหมื่นๆล้านบาท 

ส่วนกรณีปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 จ.เชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า เกิดจากหลายส่วน เช่น ยานพาหนะ การเผาวัชพืช ที่เกษตรกรบางคนชิงเผาก่อนถึงวันที่กำหนด ก็ทำให้ปริมาณมลพิษสูงขึ้น ที่ผ่านมาไม่อยากลงโทษคนเผา เพราะเป็นเกษตรกร แต่ขอร้องมันผิดกฎหมาย เราต้องร่วมมือกัน ต้องลดลงให้ได้ วันนี้จึงนำมาสู่การทำพลังงานหมุนเวียน ไม่เผา เอาขยะ เอาวัชพืช มาเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงงานผลิตไฟฟ้า ซึ่งกำลังเดินหน้าตามแผนและคิดว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ 

หากจะบอกว่า รัฐบาลไม่สนใจ ก็ไม่ใช่ เราทำทุกปี บางปีลดลง บางปีเพิ่มขึ้น ก็ต้องไปดูเกิดจากอะไร วันนี้เกษตรกรยังต้องทำเกษตรแบบเผา เช่น เผาอ้อย เผาพืชทำนา ตนไม่อยากใช้กฎหมายเพราะจะผิดกฎหมายกันหมด ไม่อยากให้ใครเดือดร้อน แต่ต้องคำนึกถึงคุณภาพชีวิตคนอื่นด้วย 

ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เลือกตั้ง66 ‘อุ๊งอิ๊งค์’ ประกาศ ‘เพื่อไทย’ หวังสส. 310 เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544468

09 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'อุ๊งอิ๊งค์' ประกาศ 'เพื่อไทย' หวังสส. 310 เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

เลือกตั้ง66 ‘อุ๊งอิ๊งค์’ ประกาศ ‘เพื่อไทย’ คิดการใหญ่กวาดสส. 310 เสียง หวังเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง ได้นายกฯ จากเสียงประชาชน ด้าน “เศรษฐา” เผยส่งจดหมายลางานแสนสิริชั่วคราว ทุ่เทหาเสียงสู่ถนนการเมือง เตรียมขึ้นปราศรัยเวทีพิจิตร-พิษณุโลก สุดสัปดาห์นี้

9 มี.ค. 2566 โค้งสุดท้ายก่อนสู่โหมดเลือกตั้ง66 ที่พรรคเพื่อไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประกาศชูธง ปักชัย แลนด์สไลด์เพื่อไทยทุกคน ให้ได้มากกว่า 310 เสียง ว่า เป็นการตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์มุ่งมั่นให้ได้เพื่อเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง และเป็นการกำจัดระบอบประยุทธ์ออกไป ซี่งเป็นเป้าหมายที่วางไว้

ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวเสริมว่า พรรคเพื่อไทยต้องการเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดย สว. แต่ต้องการเป็นรัฐบาลที่แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้จากเสียงของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เคยพูดไว้ทุกๆ เวทีปราศรัย

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกจดหมายบทที่ 2 ชวนก้าวข้ามความขัดแย้ง นั้น น.ส.แพทองธาร บอกว่า ตนก็ไม่ได้มองหาความขัดแย้ง ส่วนการจับมือยังเร็วเกินไปที่จะบอกวันนี้ว่าร่วมไม่ร่วมกับพรรคไหน แต่มองหาคนอุดมการณ์เดียวกันเรื่องประชาธิปไตย และปัญหาปากท้องของประชาชน

เลือกตั้ง66 'อุ๊งอิ๊งค์' ประกาศ 'เพื่อไทย' หวังสส. 310 เป็นรัฐบาลพรรคเดียว
เลือกตั้ง66 'อุ๊งอิ๊งค์' ประกาศ 'เพื่อไทย' หวังสส. 310 เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

ขณะที่ นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวถึงการออกจดหมายลาชั่วคราวจากบริษัทแสนสิริ ว่า เป็นการตัดสินใจเดินสู่ถนนการเมือง อยากทุ่มเทให้เต็มที่กับช่วงการเตรียมเลือกตั้งครั้งนี้ จึงขออนุญาตกรรมการบริษัทลาในช่วงการหาเสียง เพื่อลุยอย่างเต็มที่ โดยจะขึ้นเวทีปราศรัยในการลงพื้นที่ จ.พิจิตร และพิษณุโลก ในสุดสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับนโยบายพรรค และชี้ว่าสิ่งที่หัวหน้าพรรคและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ทำมาอย่างดีแล้ว และมาเป็นจุดเสริมอีกจุดหนึ่ง

อุ๊งอิ๊งค์ และเศรษฐาอุ๊งอิ๊งค์ และเศรษฐา

“ทั้งนี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รวมถึงทุกคนในพรรคเพื่อไทย เป็นติวเตอร์การเมืองให้กับตน และเมื่อฟังการประกาศปักธงของหัวหน้าพรรค ก็รู้สึกฮึกเหิมหวังทำได้ครึ่งหนึ่งของ นพ.ชลน่าน ก็ดีใจมากแล้ว”

น.ส.แพทองธาร กล่าวเสริมว่า เราต้องช่วยกัน เพราะการแลนด์สไลด์ประกาศไว้ 310 เสียง ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่มาก ดังนั้นต้องมีนายเศรษฐา มีเลขาพรรค หัวหน้าพรรค และทุกทีมในพรรคเพื่อไทย เพราะเราไม่สามารถทำได้ใน 1 คน คือการใหญ่มากและพร้อมเดินหน้าเต็มที่

เลือกตั้ง66 'อุ๊งอิ๊งค์' ประกาศ 'เพื่อไทย' หวังสส. 310 เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

เพื่อไทยประกาศขอเสียง 310 เป็นรัฐบาลพรรคเดียวเพื่อไทยประกาศขอเสียง 310 เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

‘สามารถ’มอง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ระวังลักไก่เข้า ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544462

09 มี.ค. 2566

'สามารถ'มอง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ระวังลักไก่เข้า ครม.

จับตา ‘โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม’ ระวังถูกลักไก่ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนยุบสภา ‘สามารถ’ ชี้ รอคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด เป็นเรื่องที่เหมาะสม ด้าน ‘สุรเชษฐ์’ มอง บีทีเอส มีประสบการณ์จริง

โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ถูกพูดถึงเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในความสนใจของสังคม จากการเริ่มต้นของการพูดถึงเปิดโปง ของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการอภิปีรายถึงความไม่ชอบมาพากลในโครงวการนี้ จากฝั่งฝ่ายค้าน โดยทาง พรรคก้าวไกล

และใกล้ยุบสภา ทำให้มีการจับตามองกันว่า คณะรัฐมนตรี จะเอาอย่างไรกับโครงการเจ้าปัญหานี้ 

รายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกันถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ในประเด็น วัดใจ ครม.ดัน”สายสีส้ม”เดิมพัน 6 หมื่นล้าน ?รายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกันถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ในประเด็น วัดใจ ครม.ดัน”สายสีส้ม”เดิมพัน 6 หมื่นล้าน ?
รายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกันถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ในประเด็น วัดใจ ครม.ดัน”สายสีส้ม”เดิมพัน 6 หมื่นล้าน ?


ดร.สามารถ ราชสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ตอนนี้ไว้วางใจในเรื่องนี้ไม่ได้เลย อาจจะพิจารณาเห็นชอบด้วย แล้วเสนอ ครม.เลย เวลานี้ที่น่าสนใจคือ การประมูลครั้งที่ 2 ไปเปิดกว้างขึ้นในการหาบริษัทเข้าร่วมประมูล ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การเดินรถไฟฟ้าในประเทศไทย

ดร.สามารถ ราชสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สามารถ ราชสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แต่ไปทำให้เปกผู้รับเหมาก่อสร้างมันแคบลง ทำไมไม่เปิดกว้างในส่วนผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย ซึ่งตามหลักต้องมีการดูผลงานที่แล้วเสร็จในประเทศ ผลงานจากต่างชาติไม่ได้ ต่างชาติที่สนใจเข้าร่วมประมูล ก็ไม่สามารถซื้อซองประมูลเข้ามาได้ เพราะมีการกำหนดให้เป็นนิติบุคคลในไทย หรือ การร่วมทุนกัน ที่ฝ่ายไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51 % ในความเป็นจริงมีคนมาซื้อซองประมูล 14 ราย แต่กลับมีการยื่นซองประมูลเพียง 2 ราย 
 

ที่ผ่านมา บีทีเอส เป็นเอกชนที่เสนอรายได้ให้รัฐดีที่สุด และชนะการประมลมาหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เอง ราถไฟฟ้าสายสีชมพู จากแครายไปมีนบุรี รถไฟฟ้าสายสีเหลือง จากลาดพร้าวไปสำโรง เป็นโมโนโทเรล เสนอผลตอบแทนให้รัฐดีมาก หรือ มอเตอร์เวย์ กรมทางหลวง หรือเมืองการบินภาคตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา ก็เสนอให้รัฐดีเช่นกัน บีทีเอสยืนหนึ่งในการใช้เกณฑ์เดิมมาตลอด ดูเทคนิคก่อน แล้วมาดูราคา ผลตอบแทน ทีหลัง ตอนหลังมาแก้คุณสมบัติเล็กๆน้อยๆ แก้ให้ต่างชาติมาเดินรถไฟฟ้าได้ ผู้รับเหมาต้องมีผลงานในไทยเท่านั้น มีผลงานที่แล้วเสร็จ ซึ่งการประมูลครั้งแรกไม่ได้ทำแบบนี้ 

รายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกันถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ในประเด็น วัดใจ ครม.ดัน”สายสีส้ม”เดิมพัน 6 หมื่นล้าน ?รายการคมชัดลึก เนชั่นทีวี พูดคุยกันถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ในประเด็น วัดใจ ครม.ดัน”สายสีส้ม”เดิมพัน 6 หมื่นล้าน ?
เชื่อว่ามีความพยายามที่จะดันเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แม้เวลาจะเหลือน้อยแล้วก็ตาม อาจจะ 14 มี.ค. หรือ 21 มี.ค. ก็ได้ เชื่อว่า รฟม. มีความพยายามร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่จะผลักดันงานนี้ให้สำเร็จได้ แต่ที่ผ่านมา มีการรับปากไว้ว่าจะรอคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดก่อน ตอนนี้ผ่านไปแล้วหนึ่งคดี คือ เรื่องของการเปลี่ยนเกณฑ์ประมูล แต่ยังเหลืออีก 2 คดี คือ การล้มการประมูลโครงการ ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ละอีกคดีคือในส่วนของ บีทีเอส ที่ไปร้องเรียนว่า มีการกีดกันหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น ใช้เวลาพอสมควร แม้จะมีความพยายามจะนำเข้าครม. นายกรัฐมนตรี ไม่ควรจะให้เข้า


ส่วนในเรื่องที่กระทรวงคมนาคมแถลงว่าจะรอคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด นายสามารถมองว่าถ้าต้องรอ คงใช้เวลาไม่นาน ซึ่งอาจจะมีคำสั่งลงมาภายในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ก็ได้ เป็นไปได้ แต่คดีกีดกันเอื้อเอกชน ต้องใช้เวลาพอสมควร ว่ามีความไม่ชอบมาพากลจริงหรือไม่ แม้จะไม่ทันเวลาของรัฐบาล ก็ต้องรอเพื่อพิสูจนให้ได้ว่าเรื่องที่ร้องเรียนนั้นเป็นเรื่องจริงมากน้อยเพียงใด 
 

ดร.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ส.ส.ของพรรคก้าวไกล ทำให้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เราเอาหัวโจกออกไปแล้ว และก็ต้องขอบคุณทางคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ และประชาชนทั่วไป ที่ให้ความสนใจทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็น เพราะมันมีเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล พอเรื่องมันเป็นกระแสสังคม คนที่จะทำอะไรไม่ดี ก็ต้องชั่งน้ำหนักแล้ว เพราะมันมีต้นทุนทางการเมืองอยู่สูง ตรงนี้สำคัญมาก

ดร.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลดร.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

เพราะที่พูดคุยกันในการรอคำสั่งจากศาล ด้วยความเคารพต่อศาล เวลาเราไปฟ้องศาล ก็ต้องลำดับ ใครทำอะไร อย่างไร แต่ในเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงที่บีทีเอสเปิดให้ดู ถ้าเขาชนะการประมูลในปี 2563 รัฐก็จะเสียค่าสนับสนุนการก่อสร้างเพียง 9000 กว่าล้านบาท ตรงนั้นจะถูกตีว่าเป็นความจริงนอกสำนวนก็ได้ พราะมันไม่ได้ถูกเปิดอย่างเป็นทางการ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร เคยเรียก บีทีเอส เข้ามาชี้แจงเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็ยืนยันว่า ยังสามารถทำได้ในราคาที่เสนอ เพียงแค่ปรับในเรื่องค่าเหล็กและจิปาถะเล็กน้อย สมมุติว่าการตัดสินของศาลออกมาเป็นที่เรียบร้อยทั้งหมด มีความถูกต้อง แต่เรื่องมันเป็นการทุจริตแบบเห็นๆ

ตั้งแต่การซ่อนตัวเลขที่ไปปั้นกันมา ทั้งที่ในความเป็นจริงโครงการมีกำไร แต่ว่าตัดเหลือ 0 การเดินรถ30 ปี มันกำไรแน่ๆ บีทีเอสมีประสบการณ์จริง อย่างรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่ บีทีเอส ดูแล ทำให้เขาทราบตัวเลขจริง มีประสบการณ์จริง ก็มองว่ามันกำไรแน่นอน แต่อยู่ ๆ มีการไปอุปโลกน์กำไรว่าเป็น 0 เพื่อให้มีการแข่งขัน ซึ่งถ้ามันมีการแข่งขันจริง ก็ยังพอรับได้ เอกชนตัดกำไรไปบางส่วน เหลือกำไรบางส่วนคืนรัฐ ก็ต้องมาดูว่าใครจะคืนให้รัฐมากกว่ากัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ และตนอยากเรียกร้อง ในช่วงที่หัวโจกไม่อยู่ ควรนำข้อมูลที่มันโปร่งใส นำมาพิจารณากันอีกซักรอบ แต่การปรับตัวเลขไม่เป็นไปตามจริง 

ลา ‘แสนสิริ’ ชั่วคราว ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ไม่รับค่าจ้าง ลุยงานการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544460

09 มี.ค. 2566

ลา 'แสนสิริ' ชั่วคราว  'เศรษฐา ทวีสิน' ไม่รับค่าจ้าง ลุยงานการเมือง

ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสแรกในเฟซต์บุ๊ก ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ขอลา ‘แสนสิริ’ ชั่วคราวโดยไม่รับค่าจ้างเพื่อทุ่มเทให้การเมือง

นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย
เขียนจดหมายถึง ผู้บริหารและพนักงานในเครือแสนสิริ ( SANSIRI ) ลงวันที่ วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2566 มีเนื้อหาว่า

ถึงผู้บริหาร เพื่อนพนักงานในเครือแสนสิริทุกท่าน
ในฐานะพนักงานแสนสิริคนหนึ่ง ได้แสดงจุดยืนในประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารประเทศมาโดยตลอด ผ่านแพลตฟอร์มที่ชื่อว่าแสนสิริ ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม ทั้งในบทบาทของภาคเอกชน และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

จุดยืนดังกล่าวได้หล่อหลอมความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างแน่วแน่ และก่อให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะลงมือขยายผลให้ขอบเขตกว้างยิ่งขึ้นไปอีก

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก เศรษฐา ทวีสิน ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก เศรษฐา ทวีสิน

ในวันนี้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งเป็นโอกาสที่จะได้ช่วยผลักดันประเทศไทยให้ดีขึ้นในเชิงโครงสร้างและนโยบาย มีความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้มุ่งไปข้างหน้า เร่งพัฒนาให้ประเทศไทยกลับมา ยิ่งใหญ่ในสายตาประชาคมโลก และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และโอกาส ซึ่งปรากฎมากขึ้นเหลือเกินใน ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขามุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นไปอีกสำหรับคนไทยทุกคน รวมถึงแขกที่มาเยือนจากทั่วโลก


เพื่อทุ่มเทให้กับหน้าที่ใหม่นี้  จึงตัดสินใจที่จะลางานชั่วคราวโดยไม่ขอรับค่าตอบแทน เพื่อไปลงมือทำงานพัฒนาประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนที่ได้นำเพื่อนพนักงานทุกท่านช่วยเหลือสังคมผ่านแสนสิริมาโดยตลอด ผเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าผู้บริหารและเพื่อนพนักงานจะให้การสนับสนุนความตั้งใจของเขาในครั้งนี้


และขอฝากแสนสิริไว้ในมือของผู้บริหารและเพื่อนพนักงาน เชื่อมั่นในความสามารถและประสบการณ์ของพวกเราทุกคนที่จะขับเคลื่อนให้แสนสิริก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง และนำพาให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้รวมถึงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือสังคมต่อไปอย่างที่แสนสิริเคยเป็นเสมอมา

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความจริงใจกับผู้บริหาร เพื่อน และภาคสังคม ว่าทุกความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายมานั้น มีความตั้งใจที่จะลงมือทำอย่างเต็มที่ สุดความสามารถ เพราะเชื่อว่าประเทศไทยคืออนาคตของพวกเราทุกคน
ด้วยความเคารพ ลงชื่อ เศรษฐา ทวีสิน