‘พรรคไทยชนะ’ เปิดตัว ‘หม่อมเต่า จัตุมงคล โสณกุล’ เป็นนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544103

03 มี.ค. 2566

'พรรคไทยชนะ' เปิดตัว  'หม่อมเต่า จัตุมงคล โสณกุล' เป็นนายกรัฐมนตรี

เปิดตัวนายกรัฐมนตรี ‘พรรคไทยชนะ’ วันพรุ่งนี้ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หัวหน้าพรรคอ้าง ‘หม่อมเต่า จัตุมงคล โสณกุลง ตอบรับแล้ว

นาย จักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ แจ้งแถลงเปิดตัว หม่อมราชวงศ์  จัตุมงคล โสณกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นนายกรัฐมนตรี 12.00 น. วันที่ พรุ่งนี้ ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย โดยยืนยัน ว่าได้รับการตอบรับจากเจ้าตัวแล้ว

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย ระบุว่า พรรคไทยชนะเป็นพรรคการเมืองไทยซึ่งจดทะเบียนก่อตั้งเป็นลำดับที่ 13/2564 เมื่อวันอังคารที่ 31 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2564 โดยมี และนางสาว รมนต์อร บุญเรือง เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนแรก 

ต่อมาในวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2564 นางสาวรมนต์อร ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคพร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคอีก 8 คนได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง โดยนายจักรพงศ์ได้รับทราบจดหมายลาออกทั้ง 9 ฉบับในวันอังคารที่ 26 ตุลาคม ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคที่เหลือต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะแต่ยังคงรักษาการในตำแหน่งจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยอดีตกรรมการบริหารพรรคทั้ง 9 คนให้เหตุผลในการลาออกว่าไม่พอใจการทำงานของหัวหน้าพรรค

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565 ทางพรรคไทยชนะได้จัดประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 1/2565 เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จำนวน 13 คนและจัดตั้งสาขาพรรคประจำภาคเหนือที่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือก นายจักรพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อเป็นสมัยที่ 2 ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ประชุมมีมติเลือก นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร อดีตรองหัวหน้าพรรคให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคนใหม่

ด่วน ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ สั่ง ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ หยุดปฏิบัติหน้าที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544095

03 มี.ค. 2566

ด่วน 'ศาลรัฐธรรมนูญ' สั่ง 'ศักดิ์สยาม ชิดชอบ' หยุดปฏิบัติหน้าที่

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ รับคำร้อง ถอดถอน ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 170วรรคสาม ประกอบมาตรา 82ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ผู้ถูกร้อง) ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้ผู้ถูกร้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187
ประกอบพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 มาตรา 4 (1) เป็นเหตุให้
ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

ผู้ร้องจึงส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไปตาม
รัฐธรรมนูญ มาตรา 17ㆍ วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (9) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่ง
รับคำร้องไว้พิจารณวินิจฉัย และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่
ได้รับสำเนาคำร้อง

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีให้นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ
จะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ
คำร้อง ปรากฎเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่
รัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยแจ้งให้คู่กรณีและนายกรัฐมนตรีทราบ

ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.คมนาคมศาลรัฐธรรมนูญสั่ง ศักดิ์สยาม ชิดชอบ หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.คมนาคม

เลือกตั้งสะดุด ‘คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ’ ‘กกต.’ รื้อแบ่ง ‘เขตเลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544083

03 มี.ค. 2566

เลือกตั้งสะดุด 'คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ'  'กกต.' รื้อแบ่ง 'เขตเลือกตั้ง'

‘คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ ‘กกต.’ อาจต้องรื้อการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ แต่ยืนยันว่ายังอยู่ในไทม์ไลน์เลือกตั้ง ก่อนหน้านี้

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๖ (๑) ที่กำหนดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐาน การทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง นั้น คำว่า “ราษฎร” ไม่หมายความรวมถึงผู้ไม่ได้สัญชาติไทย


คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลตั้งแต่วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๖ เป็นต้นไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่งและวรรคสาม และไม่มีผลย้อนหลังไปถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ  ทำให้มีความเปลี่ยนแปลง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 8 จังหวัด

จังหวัดที่มีจำนวน สส. แบบแบ่งเขตเพิ่มขึ้น จังหวัดละ 1 คนได้แก่ นครศรีธรรมราช  อุดรธานี  ลพบุรี และปัตตานี   
จังหวัดที่มี สส. แบบแบ่งเขตลดลง จังหวัดละ 1 คน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และสมุทสาคร 

นาย แสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันกับคมชัดลึกว่าได้จัดการแบ่งเขตเลือกตั้งไว้แล้วเตรียมรับทุกแนวทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้ว   เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้ว ก็สามารถประกาศเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงความเห็นได้ ซึ่งในการแบ่งเขตเลือกตั้ง

ก่อนเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กกต.เปิดให้แสดงความเห็นเป็นเวลาไม่เกิน 10 วัน การแสดงความเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะการตัดสินใจเป็นอำนาจของ กกต. ตามหลักเกณฑ์ ที่มีหลักใหญใจความว่า แต่ละเขตเลือกตั้ง ต้องมีประชากรต่างกันไม่เกิน สิบเปอร์เซ็นต์ มีการคมนาคมเชื่อมต่อกัน และไม่สามารถแบ่งย่อยในหน่วยปกครอง ระดับแขวงหรือตำบลได้

หลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งตั้งสมมติฐานไว้15 มีนาคม 2566 คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งและกำหนดวันรับสมัคร ภายใน 5 วัน นับแต่วันที่มีการยุบสภา หรือไม่เกิน 20 มีนาคม 2566 หลังจากนั้น จะมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลา 5 วัน



โดยการเลือกตั้ง กรณีการยุบสภา อยู่ระหว่าง 45 – 60 วัน นับจากวันที่มีการยุบสภา ซึ่งอยู่ในกำหนดการของกรรมการการเลือกตั้ง กรณี สภาอยู่ครบวาระคือ 7 พฤษภาคม 2566  แต่วันเลือกตั้งที่ กกต.จะประกาศตามกฎหมาย ต้องลุ้นกันภายใน ห้าวันหลังจากมีการยุบสภา

กุนซือพรรคไทยรักไทย comeback ‘ ทีมเศรษฐกิจ’ พรรค ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544080

03 มี.ค. 2566

กุนซือพรรคไทยรักไทย comeback ' ทีมเศรษฐกิจ' พรรค 'เพื่อไทย'

หัวหน้าพรรค ‘เพื่อไทย’ ลงนามแต่งตั้ง ‘ทีมเศรษฐกิจ’ เปิดโฉมหน้า ล้วนคนคุ้นเคย เป็นกุนซือพรรคไทยรักไทยเกือบยกทีม

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ โดยมีนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช​ เป็นประธาน พร้อมผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจด้านต่างๆ ได้แก่นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตที่ปรึกษาด้านนโยบาย 3 นายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศ ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้า และที่ปรึกษานายกด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศมาร่วมเป็นที่ปรึกษา  นอกจากนี้ยังมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนองอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นรองประธาน

นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจหรือทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังการระบาดของโรคโควิด-19 และภาวะสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ตลอดจนสงครามเศรษฐกิจจีน-สหรัฐอเมริกา ส่งผลทำให้ประชาชนไทยทุกข์ยากต่อเนื่องมากขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงถือเป็นความท้าทายของพรรคการเมืองที่จะนำพาประเทศและประชาชนฝ่าพ้นวิกฤตครั้งนี้ให้จงได้



การต่อสู้ในสงครามเศรษฐกิจในครั้งนี้ ต้องเข้าใจปัญหา เท่าทันสถานการณ์ และภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิติ  จึงมีความจำเป็นต้องระดมสมอง แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของด้านเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทาง และ วิธีการแก้ปัญหา ต่อไป
 

พรรคจึงได้เชิญบุคคลผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชั้นนำของประเทศในด้านต่างๆ มาให้คำปรึกษา และร่วมเป็นกรรมการ  สำหรับกรรมการที่ได้รับเชิญ ได้แก่  นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ นักวิชาการด้านการเกษตร ที่จะแปรเปลี่ยนผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นรายได้ นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ อดีตผู้บริหารฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกับบุคลากรที่หลากหลายและนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย เช่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ​​สส. เชียงใหม่ ที่เป็นผู้อภิปรายรัฐบาลในประเด็นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงนายจักรพงษ์ แสงมณี ​​นักธุรกิจผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย อดีตผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและผู้​เชี่ยวชาญด้านการค้าการลงทุนชายแดน นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส. เลย พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านไอทีและอาชญากรรมทางไซเบอร์​ ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล ​​เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ  รวมทั้งนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ผู้ประกอบการด้านธุรกิจยานยนต์

พรรคเชื่อว่าคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ หรือทีมเศรษฐกิจ ของพรรคเพื่อไทย จะเป็นแกนกลางในการระดมความรู้ ความสามารถและความร่วมมือในการกอบกู้เศรษฐกิจของเราต่อไป  เราจะบริหารให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

เรื่องเงินไม่มีปัญหา กรณ์แจง ‘ย้ายพรรค’ เพราะ ‘ประชาธิปัตย์ ‘เปลี่ยนไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544077

03 มี.ค. 2566

เรื่องเงินไม่มีปัญหา กรณ์แจง 'ย้ายพรรค' เพราะ 'ประชาธิปัตย์ 'เปลี่ยนไป

‘กรณ์ จาติกวณิช’ อธิบาย ‘ย้ายพรรค’ เพราะ ‘ประชาธิปัตย์’เปลี่ยนไป ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน ตามที่ถูก ‘ชวน หลีกภัย’ พาดพิง

เขียนตอบท่านชวน ด้วยความเคารพ เป็นข้อความบนเฟซบุ๊ก ของ กรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กรณ์บอกว่าออกมาจากประชาธิปัตย์ 3 ปีไม่เคยพูดให้ร้ายพรรคเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ลาออกเพราะอยากไปทำงานตามที่ตั้งใจ และพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม

หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ระบุว่า การลาออกของคนประชาธิปัตย์มีเหตุผลต่างกัน ไม่สามารถพูดแทนใครได้ แต่เหตุผลของเขา ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่ชวนกล่าวถึงในคลิป  ไม่ว่าจะเรื่องเงินหรือตำแหน่ง ยิ่งประชาธิปัตย์ยุคนี้แล้วเรื่องเงินยิ่งไม่เป็นปัญหา ส่วนตำแหน่งก็มีมากมายเพราะเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล

หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า บอกอีกว่า ได้เคยทำงานให้บ้านเมืองในตำแหน่งรัฐมนตรีคลังมาแล้ว ถือเป็นการทำงานที่ตรงต่อความฝันทางการเมือง ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจได้ทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้นายกรัฐมนตรี และรองนายกฯเศรษฐกิจ (คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

ดังนั้นความฝันทางการเมืองในวันนี้ไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง แต่คือโอกาสสร้างพรรคที่ตรงกับอุดมการณ์ และการส่งเสริมนักการเมืองรุ่นใหม่ให้มีโอกาสได้ทำงาน

นายชวนพูดเชิงทวงบุญคุณว่า “คนได้เป็นรมต.คลังจากพรรค พอดีพอร้ายเขาไม่ย้ายพรรคไปไหนกันหรอก” นอกจากนั้น ยังสัมภาษณ์ว่าท่านห้ามแล้วไม่ให้ออก แต่เขา‘ไม่ฟัง’

นายชวน มีสิทธิคิด แต่ขอให้ลองฟังในมุมต่าง ของคนที่เคยรัก เคยเลือกและศรัทธาในประชาธิปัตย์มายาวนานแบบพวกเราด้วยว่า เรา “เสียดายและเสียใจ”

วันนี้พรรคชาติพัฒนากล้ามีผู้สมัครคนใต้คุณภาพคับแก้วอย่าง เทมส์ ไกรทัศน์, อรทัย เกิดทรัพย์, จูรี นุ่มแก้ว, ทนายลิขิต ศรีชาติ, ธนากร บุญสนิท, และอีกหลายคน รวมไปถึงยีแอ อดีตสส.ปชป.เองที่เลือกที่จะมาลงสมัครพรรคชาติพัฒนากล้า ทั้งๆ ที่เลือกที่จะไปได้แทบทุกพรรค แค่นี้ทำให้รู้สึกว่าเรามาถูกทาง



วันหนึ่งหากมีใครในอนาคตตัดสินใจลาออก ย้ายพรรคไปเพื่อเดินในเส้นทางใหม่ของเขา จะทบทวนสิ่งที่พรรคทำมา และ จะอวยพรให้เขาประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อบ้านเมืองและเพื่อประชาชน พร้อมทั้งหวังว่าเขาจะทุ่มเทในการทำงานให้บ้านเมืองโดยสุจริตต่อไป

‘กกต.’พร้อมจัดการเลือกตั้ง ตามที่กำหนดไว้ หลัง ‘คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544038

03 มี.ค. 2566

'กกต.'พร้อมจัดการเลือกตั้ง ตามที่กำหนดไว้ หลัง 'คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ'

ไม่ว่า ‘คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ’ จะเป็นอย่างไร ‘กกต.’ ก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ยืนยัน เลือกตั้งได้ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้

แม้หลายฝ่ายจะกังวล เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอภิปรายและลงมติ คำร้องการทำหน้า ที่ของ กกต. กรณี คำนวณ สส.เขต และการแบ่งเขตเลือกตั้ง เวลา 09.30 น.วันนี้  แต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มั่นใจว่าจะจัดการเลือกตั้งได้ ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ไม่ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมาในแนวทางใดก็ตาม

นาย แสวง บุญมี เลขาธิการสนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันกับคมชัดลึกว่า กกต. พร้อมจะจัดการเลือกตั้ง ตามกรอบเวลาที่วางไว้ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ในวันพรุ่งนี้อย่างไรก็ตาม  โดยขณะนี้ การแบ่งเขตเลือกตั้ง ทั้ง 400 เขต ดำเนินการ ทางธุรการ เรียบร้อยแล้ว รอเพียงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

คำยืนยันของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สอดรับกับสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ที่ระบุว่ากกต.จะพิจารณาแบ่งเขตของ 400 เขต เสร็จในวันที่ 28 ก.พ. 2566 แต่จะยังไม่ประกาศในราชกิจจาฯ จนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเรื่อง จำนวนราษฎร ในวันที่ 3 มีนาคม 2566

หากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับความเห็น กกต. เราจะเห็นประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต ลงในราชกิจจานุเบกษา ในคืนวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2566 พรรคการเมืองจะมีเวลาทำ primary vote ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2566 ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันยุบสภา และมีเวลาทำต่อเนื่องอีกราว 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการเปิดรับสมัคร สส. ในราวปลายเดือน มีนาคม 2566

หากคำวินิจฉัยว่า กกต.ตีความผิด  กกต. น่าจะพร้อมนำรูปแบบแบ่งเขตแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ รับฟังความคิดเห็นระหว่าง 4-13 มีนาคม 2566 และ ผ่านที่ประชุม กกต. ในวันที่ 15 มีนาคม 2566 ซึ่งคาดว่า จะเป็นวันเดียวกับวันยุบสภา

ในกรณีนี้ การทำ primary vote ของพรรคการเมือง จะต้องทำในสัปดาห์แรกหลังยุบสภา ให้เสร็จใน 7 วัน เพราะคาดว่า กกต.จะเปิดรับสมัคร สส. ในราวปลายเดือนมีนาคม แต่ความชัดเจนเรื่องนี้ยังต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

‘จุรินทร์’ เตือน ‘พรรคเฉพาะกิจ’ อายุสั้น รู้ทั้งประเทศ ใครตกปลาบ่อเพื่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544066

02 มี.ค. 2566

'จุรินทร์' เตือน 'พรรคเฉพาะกิจ' อายุสั้น รู้ทั้งประเทศ ใครตกปลาบ่อเพื่อน

‘จุรินทร์’ เผย รู้ทั้งประเทศ ใครตกปลาบ่อเพื่อน เตือน ‘พรรคเฉพาะกิจ’ ไม่มีวันเป็นสถาบันได้ เตรียมทาบทาม ‘อภิสิทธิ์’ เร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ทุกคนรู้กันทั้งประเทศ ความลับมันไม่มีในโลก”หลัง สส.ย้ายพรรคและมีการพูดว่า ไม่มีการตกปลาในบ่อเพื่อน 

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า เรื่องแบบนี้มันไม่ยั่งยืนเพราะพรรคที่ตกปลาในบ่อเพื่อน สุดท้ายก็เป็นพรรคเฉพาะกิจ ไม่มีวันที่จะเป็นสถาบันทางการเมืองได้ สถาบันทางการเมืองต้องสร้างคนให้ประเทศ สร้างนักการเมืองคุณภาพให้ประเทศ การไปรวมคนที่ย้ายพรรคมาหรือไปตกปลาจากบ่อเพื่อนมา แบบนั้นไม่มีความยั่งยืน ซึ่งมีตัวอย่างที่ชัดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือ พรรคสามัคคีธรรม ที่ไปรวมดูดพรรคอื่นๆมา แล้สุดท้ายอยู่ได้ไม่กี่วัน พอพ้นคนที่ประกาศตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรีไป ก็ล้มเหลว สุดท้ายก็ไปไม่รอด ไปต่อไม่ได้ 

“ส่วนตัวคิดว่าเราต้องช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันสร้างคนคุณภาพให้ประเทศ และให้การเมืองของประเทศ ไม่ใช่ไปสนับสนุนการทำการเมืองฉาบฉวยเฉพาะกิจเพราะถ้าเราเลือกพรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราก็ได้อนาคตเฉพาะกิจให้กับประเทศเช่นกัน 

สำหรับภารกิจของนายจุรินทร์ในวันนี้ 2 มี.ค. ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงที่จ.พังงา ที่ครั้งนี้มีเขตการเลือกตั้ง 2 เขต โดย เขต 1 จะส่ง นางกันตวรรณ ตันเถียร เขต 2 จะส่ง นายราเมศ รัตนะเชวง และจะส่ง นายบำรุง ปิยนามวาณิช หรือ นายกหลี่  รวมทั้งตนเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อด้วยในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา ฉะนั้นถือว่าเป็นการรวมพลัง  4 ประสาน จุรินทร์ บำรุง กันตวรรณ ราเมศ มั่นใจว่า ได้พังงายกทีมทั้ง 2 เขต

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 

ทั้งนี้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องจำนวนประชากรเพื่อแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่กระทบพื้นที่ภาคใต้ของพรรค เตรียมพร้อมไว้แล้ว เพราะอย่างไรก็ตามไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นบวกหรือลบ เช่น เดิมมีจำนวน 58 เขต แต่ถ้ามีการปรับใหม่ภาคใต้อาจจะเพิ่มขึ้นอีก 2 เขต เป็น 60 เขต ผู้สมัครภาคใต้ของเราล้น ไม่มีขาด หลังจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ จะจัดปราศรัยใหญ่ที่จ.พัทลุง และเปิดตัวผู้สมัครทั้ง 3 เขตและจะมีเซอร์ไพรส์ด้วย 

ส่วนกระแสทาบทามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค มาลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในนามประชาธิปัตย์นั้น นายจุรินทร์ ระบุว่า เร็วๆนี้จะพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ ซึ่งก่อนหน้านี้นายชวน หลีกภัย พูดชัดแล้วว่า ถือเป็นหน้าที่ของอดีตหัวหน้าพรรคที่จะเข้ามาช่วย เพราะตั้งแต่ในอดีต ก่อนที่ตนเป็นหัวหน้า ก็มีหัวหน้าพรรคทุกคนเคยปฏิบัติมา และในช่วงที่ นายอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรค นายท่านชวน กับ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สำหรับครั้งนี้ตนมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องให้เกียรติทั้ง 3 ท่าน

พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงาพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงาพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงาพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่จังหวัดพังงา

‘พปชร.’ รักษาแชมป์เลือกตั้ง กทม. ดันนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544065

02 มี.ค. 2566

'พปชร.' รักษาแชมป์เลือกตั้ง กทม. ดันนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง

‘พปชร.’ ดันนโยบายช่วยกลุ่มเปราะบาง กระชับพื้นที่กทม. หวังรักษาแชมป์อันดับหนึ่ง ‘แป๊บ พณิชย์’ ลงเขตราชเทวี สะท้อนปัญหาทุกระดับ แต่บางสิ่งไม่ได้รับการแก้ไข ต้องอาศัยภาคเอกชน

พรรคพลังประชารัฐจะกลับมาครองแชมป์ กวาด สส.กทม. ได้หรือไม่ หลังเมื่อปี 2562 ได้ไป 12 เขต จากทั้งหมด 30 เขต 
ล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครไปจำนวน 28 เขต จัดแม่ทัพอย่าง นายสกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าฯกทม. คอยดูแล พร้อมกำชับผู้สมัครทุกคนหมั่นลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรค ที่มุ่งเน้น สร้างหลักประกันผู้มีรายได้น้อย สร้างสวัสดิการต่างๆ ซึ่งการเลือกตั้ง66 นี้ หัวหน้าพรรคอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษฺสุวรรณ ขอโอกาสได้เก้าอี้ สส. อันดับหนึ่ง หวังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

พปชร.เปืดตัวว่าที่ สส.พปชร.เปืดตัวว่าที่ สส.

โดยนายพณิชย์ วิทยาภัทร์ หรือ แป๊บ ว่าที่ผู้สมัครเขตราชเทวี เล่าประสบการณ์จากการลงพื้นที่หลายครั้งที่ผ่านมาว่า พบปัญหาตั้งแต่เล็ก กลาง ใหญ่ แต่บางครั้งกลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเท่าที่ควร 
 
ปัญหาระยะสั้น มาจากการแจ้งหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องไปแล้วแต่ ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น น้ำไม่ไหล ไฟไม่ติด น้ำท่วมขัง ท่อตัน เป็นต้น ตนจึงต้องเป็นตัวแทนไปประสานหน่วยงานรัฐเเละเอกชนต่างๆที่เกี่ยวข้องแทนประชาชน จนได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว มีผู้ตั้ง สโลแกนให้ ว่า “มีปัญหารอ…เเป๊บ” 

ปัญหาระยะกลาง เช่น สุขภาพของคนในชุมชน ไข้เลือดออก ต้องวางแผนและจัดตารางเวลาในการฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุง อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ หรือเมื่อประสานการซ่อมแซมไฟจนติดครบหมดแล้วแต่ก็ยังมืดเเละมีมุมอับเยอะอยู่ดี แม้เขตราชเทวี เป็นพื้นที่มีประชาชนอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็นับว่าเป็นภัยอันตราย ตนจึงประสานหน่วยงานเอกชนจัดงบประมาณติดตั้งไฟโซล่าเซลล์ให้ตามซอยและชุมชนที่มีจุดมืดอับและไม่ปลอดภัย ซึ่งพื้นที่อื่นๆจะทำในระยะต่อไป 


ปัญหาระยะยาว เป็นปัญหาใหญ่ เช่น ปัญหาปากท้อง ปัญหารายได้ แต่เนื่องจาก เป็นปัญหาเชิงนโยบายที่ ต้องแก้ไขและได้รับการช่วยเหลือช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐเเละรัฐบาล รวมถึงต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเข้ามาสนับสนุน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ มุ่งหวังช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ในพื้นที่เขตราชเทวี มีประชาชนในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างเยอะ เชื่อว่า นโยบายต่างๆ โดยเฉพาะ ลุงป้อม 700 , เบี้ยผู้สูงอายุขั้นบันได แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ เป็นต้น จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องแก้ไขปัญหา เรื่องเศรษฐกิจทั้งระบบควบคู่ไปด้วย 

นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ หรือ แป๊บ ว่าที่ผู้สมัครเขตราชเทวี นายพณิชย์ วิทยาภัทร์ หรือ แป๊บ ว่าที่ผู้สมัครเขตราชเทวี

ไขข้อข้องใจ ‘ณัฐวุฒิ-ธนาธร’ ร่วมหาเสียง หลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544035

02 มี.ค. 2566

ไขข้อข้องใจ 'ณัฐวุฒิ-ธนาธร' ร่วมหาเสียง หลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

‘สมชัย’ ชี้แจง ‘ณัฐวุฒิ-ธนาธร’ เดินหาเสียงได้ หลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี เพียงห้ามยุ่งเกี่ยวลงสมัครเลือกตั้ง ด้าน ‘ณัฐวุฒิ’ เมิน ‘สนธิญา’ ยื่นหนังสือถึง กกต. ยืนยันลุยกับเพื่อไทยต่อ

ปัจจุบัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย แม้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี นั้น แต่ก็ยังปรากฎภาพขึ้นเวทีปราศรัยพร้อมกับคนในพรรคเพื่อไทย ซึ่งตามกฎหมายแล้วสามารถทำได้หรือไม่ 

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะอดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยกับคมชัดลึกว่า การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น ยังร่วมกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล รวมถึงยังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เท่านั้น เช่น รัฐมนตรี

หากจะช่วยหาเสียง จะต้องมีฐานะเป็น “ผู้ช่วยหาเสียง” ซึ่งจะต้องแจ้งไปยัง กกต. ตามระเบียบ แต่ละเขตจะมีได้ไม่เกิน 20 คน ในส่วนผู้ช่วยหาเสียงพรรค ยังไม่เคยเห็นระเบียบดังกล่าวว่าจะต้องทำหรือแจ้งอย่างไร โดยผู้ช่วยหาเสียงจะเป็นใครก็ได้แค่มีสัญชาติไทย กรณีของนายธนาธรก็เช่นกัน ก็สามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้ หลายครั้งนายธนาธรก็ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงระดับท้องถิ่นมาตลอด 

ส่วนที่นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แจ้งว่า ขัดต่อ พรป.พรรคการเมืองมาตรา 28 มาตรา 29 ถึงขั้นสามารถยุบพรรคได้ นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการ ครอบงำ ทั้ง คนนอกรอบงำ และ ให้คนนอกครอบงำ คือการไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้วมีหลักฐานว่าไปครอบงำ เช่น สามารถทำให้กรรมการบริหารพรรคมีมติไปทางใดทางหนึ่งตามที่สั่งการ ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าเข้าข่ายหรือไม่ 

อย่างไรก็ตามวันนี้ นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยอ้างว่า นายณัฐวุฒิหาเสียงให้ว่าที่ผู้สมัครและประกาศนโยบายพรรคเพื่อไทยไปทั่วประเทศ ทั้งที่เป็นหน้าที่ กรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่หน้าที่ ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และขัดต่อ พรป.พรรคการเมืองมาตรา 28 มาตรา 29  ยุบพรรคได้ และหาก นายณัฐวุฒิ หาเสียงได้ นายธนาธร นายปิยบุตร น.ส.ช่อ ก็สามารถมาหาเสียงได้เช่นกัน

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพียงแค่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกเท่านั้น โดยกฎหมายกำหนดเพียงเรื่องคุณสมบัติการลงสมัคร สส. คือ ห้ามมิให้ผู้ต้องคำพิพากษาไม่เกิน 10 ปี ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งการมาดำรงตำแหน่งผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ฝ่ายกฎหมายของพรรคตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันเดินหน้าลงพื้นที่กับพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม เพื่อเป้าหมายแลนด์สไลด์

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

เตือน ‘ศักดิ์สยาม’ – ‘ประยุทธ์’ คิดให้ดี ก่อนดัน ‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เข้า ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/544031

02 มี.ค. 2566

เตือน 'ศักดิ์สยาม' - 'ประยุทธ์' คิดให้ดี ก่อนดัน 'รถไฟฟ้าสายสีส้ม' เข้า ครม.

‘รถไฟฟ้าสายสีส้ม’ เขย่า ‘ศักดิ์สยาม’ – ‘ประยุทธ์’ ส่วนต่างราคา หลายหมื่นล้าน อาจมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลและจริยธรรม

ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ถามกระทรวงคมนาคมถึงหัวหน้ารัฐบาล มีจริยธรรมหรือไม่ หากดันรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้า ครม.

เฟซบุ๊กของ วทันยา บุนนาค  ประธานคณะทำงานนวัตกรรมฯ ตั้งคำถามถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและหัวหน้ารัฐบาล มีเนื้อหาว่า หลังศาลปกครองสูงสุด อ่านคำพิพากษา ยกฟ้อง คดีแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินเอกสารคัดเลือกเอกชน ในการประกวดราคาครั้งที่ 1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด(มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย( รฟม. ) ทำให้เอกชนผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

ศาลฯ วิเคราะห์ว่า ผู้ถูกฟ้องคดี คือ คณะกรรมการ ม.36 และ รฟม. มีอำนาจในการดำเนินการตามกฎหมาย สะท้อนว่าคำชี้ขาดครั้งนี้ อาจเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับการประมูลโครงการภาครัฐอื่นๆ สามารถใช้อำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การประมูลได้ตามใจชอบ แม้จะอยู่ในช่วงระหว่างเกมการแข่งขัน สร้างความเสียเปรียบได้เปรียบ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ที่ส่อเจตนาไม่บริสุทธิ์ และอาจสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

 เฉกเช่น ส่วนต่าง 68,612.53 ล้านบาท ในโครงการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ระหว่างการประมูลรอบแรก ที่บีทีเอสซี ขอรัฐสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธาสุทธิ รถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันตก ที่ 9,675.42 ล้านบาท(ถูกล้มประมูลออกไป) ในขณะที่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM เอกชนที่ชนะการประมูล (ประมูลรอบที่สอง) เสนอขอรัฐสนับสนุนค่าก่อสร้างงานโยธาสุทธิจำนวน 78,287.95 ล้านบาท

หลายฝ่ายมองว่ารัฐอาจเสียงบประมาณมหาศาล จึงทำให้สังคม นักวิชาการ นักการเมือง ต่างจี้ให้ นาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแลหน่วยงานประมูลโครงการสายสีส้ม และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฐานะหัวหน้ารัฐบาล ตรวจสอบให้สังคมสิ้นสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากล ทั้งเรื่อง เงินส่วนต่าง และเงินทอน  รวมถึงต้องชะลอการนำโครงการดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติผลการประมูลและลงนามในสัญญาร่วมลงทุน  ไม่เช่นนั้นแล้ว นอกจากรัฐจะเสียงบประมาณจำนวนมากแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่จะมีส่วนรับภาระกับความไม่โปร่งใส จากกลุ่มคนเพียงไม่กี่รายในครั้งนี้ด้วย

แต่มีการคาดการณ์ว่ากระทรวงคมนาคม จะผลักดันโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มเข้า ครม. ก่อนยุบสภาหรือให้ทันในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน โดยก่อนหน้านี้อาจจะได้ยินนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โต้กลับว่าต้องยึดคำสั่งศาลปกครองถึงที่สุด

ล่าสุดเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ฝั่งรัฐเป็นฝ่ายชนะคดีนัดแรก(รื้อเกณฑ์ประมูลระหว่างแข่งขัน)  ทันก่อนยุบสภา หรือก่อนหมดวาระการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลชุดนี้ จึงขอตั้งคำถามถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อเห็นเส้นทางการประมูลสายสีส้มไม่ชอบมาพากลในครั้งนี้ สมควร ผลักดันให้ไปต่อหรือไม่

หากผู้นำรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นความผิดปกติแล้วยังเห็นควรผลักดันเห็นชอบโครงการบนความเจ็บปวดของประชาชนต่อไปหรือไม่ ที่สำคัญรัฐบาลนี้รู้อยู่แล้วว่าไม่ถึง 70 วันจะมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เรื่องที่เป็นนโยบายหลัก หรือเรื่องที่สังคมยังตั้งข้อกังขาหรือไม่สิ้นสุดความสงสัย จากหลายองค์กรทั้งภาคีต่อต้านคอรัปชัน สื่อ ประชาชน โดยสปิริต จรรยาบรรณ จริยธรรม หรือหลักการบริหารที่ดี ที่ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรมเป็นที่ตั้ง ควรหรือไม่ที่นายนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้จะดันทุรังพิจารณารถไฟฟ้าสายสีส้ม