“ดร.เอนก”เตรียมยุติบทบาท”การเมือง”หลังครบวาระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542467

07 ก.พ. 2566

"ดร.เอนก"เตรียมยุติบทบาท"การเมือง"หลังครบวาระ

“ดร.เอนก”เตรียมยุติบทบาทงานด้าน”การเมือง”หลังครบวาระ เผยพอใจแล้ว 3 ปี ในตำแหน่งทำงานเต็มที่ พร้อมจับตาหนุนหลังลูกชายทำงานในพรรครวมไทยสร้างชาติ

ศาสตราจารย์พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการและนักการเมืองชาวไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหัวหน้าพรรครวมพลัง ประกาศเตรียมยุติบทบาทในเส้นทางการเมืองหลังจากนี้เมื่ออยู่ครบวาระ เพราะพอใจกับชีวิต ตลอด 3 ปี ก็มีโอกาสทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ในฐานะรัฐมนตรี ซึ่งก็ทำงานอย่างเต็ม พัฒนาและเปลี่ยนแปลงกระทรวงไปมาก 

ส่วนจะหนุนหลังลูกชายอย่าง นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ที่สมัครเข้าสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ ก็ช่วยในฐานะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยอมรับสนับสนุนเนื่องจากเป็นคนที่ทำงานได้ดี มีฝีมือและมีผลงาน

ดร.เอนกยังย้ำว่า ขณะนี้ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่และยังทำหน้าที่รัฐมนตรี และยืนยันจะทำหน้าที่ที่เหลือให้ดีที่สุด หากอนาคตมีโอกาสได้ช่วยบ้านเมืองในตำแหน่งไหนก็จะพิจารณาอีกทีนึง 

ทั้งนี้ได้คุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำก่อตั้งพรรครวมพลัง เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งไม่ขัดขวาง สนับสนุนให้ทำอะไรที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด ส่วนลูกพรรคจะย้ายไปไหน ก็แล้วแต่เพราะเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ผูกมัดใคร พร้อมกับพูดคุยกับพลเอกประยุทธ์แล้วเช่นกัน ก็อยากให้ตนมาช่วยประเทศชาติบ้านเมือง ในอะไรที่เหมาะสม 

สามค่ายแข่งเดือด เลือกตั้ง ‘ประจวบคีรีขันธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542461

07 ก.พ. 2566

สามค่ายแข่งเดือด เลือกตั้ง 'ประจวบคีรีขันธ์'

สามพรรคการเมืองใหญ่ชิงพื้นที่เลือกตั้งเมือง ‘ประจวบคีรีขันธ์ ‘ ขอแบ่งเค๊กจากพรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของพื้นที่

หากพลิกปูมหน้าการเมือง ‘ประจวบคีรีขันธ์‘ ช่วง 60 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง พื้นที่นี้มี 2 บ้านใหญ่ คือ ‘ทั่งทอง’ และ ‘ประจวบเหมาะ’ ต่างสลับขึ้นมาครองอำนาจ ก่อนเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านช่วงปี 2544 โดยประจวบฯตกเป็นของประชาธิปัตย์แบบยกจังหวัด ภายใต้บ้านใหญ่รุ่นใหม่ในขณะนั้น  นำโดย ‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน‘ ที่ปัจจุบันนั่งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งยังมีตระกูลท้องถิ่น อย่าง ‘เผ่าประทาน’ มาขับเคลื่อนชูโรง

ทว่า ทุกอย่างล้วนไม่มีอะไรจีรัง ซึ่งเป็นสัจธรรมที่หยิบยกมาใช้ได้ในทางการเมือง เพราะช่วงเลือกตั้งปี 62 ประชาธิปัตย์รักษาพื้นที่ได้เพียง 2 จาก 3 เขต โดยเขต 2 “เสี่ยต่อ เฉลิมชัย” ในฐานะแม่ทัพใหญ่ เสียเก้าอี้ให้กับ “พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์” จากเพื่อไทย โดนแพ้แบบฉิวเฉียด คะแนนห่างกันเพียงหลักร้อย นับว่าเป็นการหักปากกาเซียนกันเลยทีเดียว

สำหรับการเลือกตั้งปี 66 ประจวบคีรีขันธ์ ยังคงพื้นที่ 3 เขตเลือกตั้งตามเดิม แต่ที่ต้องจับตา เพราะเวลานี้กระแสเสื้อแดงในพื้นที่ ขอปันใจ หันหลังใส่เพื่อไทย และไปร่วมงานกับพรรคไทยสร้างไทย ของ ‘คุณหญิงหน่อย’ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่มีขุนพลบ้านใหญ่ข้างกาย อย่าง ‘สารวัตรต้น’ พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ ทายาทบ้านใหญ่ประจวบฯ และรองหัวหน้าพรรค มาบัญชาทัพ เพื่อส่งแรงสะเทือนต่อแผน ‘แลนด์สไลด์’ ของเพื่อไทย ให้กลายเป็น แลนด์ไถล

ส่วนบ้านใหญ่ ‘ศรีอ่อน’ ก็ต้องปรับยุทธศาสตร์ นำประชาธิปัตย์กลับมาทวงคืนเมืองประจวบฯ ยกจังหวัดเหมือนที่เคยสร้างผลงานไว้ในอดีต

เมื่อส่องดูรายพื้นที่ เริ่มที่เขต 1 แชมป์เป็นของ “เสี่ยต้ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส. 5 สมัย พรรคประชาธิปัตย์ ดีกรีนักธุรกิจเจ้าของฟาร์มหมู แม้ยืนหนึ่งมาตลอด แต่รอบนี้ต้องบอกห้ามประมาท แม้ ‘เสี่ยต้ง’ จะชนะคู่แข่งอย่างเพื่อไทยที่ส่ง “วิชิต ปลั่งศรีสกุล” อดีตที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย และ ‘คนแดนไกล’ ไปเกือบหมื่นคะแนนในรอบที่แล้ว แต่ครั้งนี้เพื่อไทยบลัฟกลับ ส่ง ‘ทนายเข่ง’ วัชรพล ปลั่งศรีสกุล ลูกชายวิชิต มาแก้มือแทนพ่อ

ทว่าการตัดสินใจนี้ทำให้เสียมวลชนคนเสื้อแดงไปจำนวนหนึ่ง เพราะเทใจสนับสนุน ‘พันธ์ศักดิ์ เพชรพิทักษ์ชน’ ประธานคนเสื้อแดง ภาค 7  แต่ถูกพรรคปฏิเสธ

เมื่อชอกช้ำจากเพื่อไทย ‘พันธ์ศักดิ์’ จึงย้ายขั้วไปอยู่กับ ‘คุณหญิงหน่อย’ และ ‘สารวัตรต้น’ โดยจะมาแบ่งแต้มประชาธิปัตย์ รวมถึงเพื่อไทย พร้อมดันตัวเองเป็นม้ามืด

ส่วนพลังประชารัฐของ ‘ลุงป้อม’ รอบนี้ส่ง ‘นภัทร ชุ่มจิตตรี’ หรือ ‘คิง ก่อนบ่าย’ ดาราตลกจาก ‘ก่อนบ่ายคลายเครียด’ มาเบียดเก้าอี้

ภูมิใจไทยส่ง ‘ลูกหิน’ สังคม แดงโชติ ลูกชายสุดรักของ ‘สจ.หมาย’ สมหมาย แดงโชติ ส.อบจ.เมืองประจวบฯ มาล้างตาอีกครั้ง หลังพ่ายไปเมื่อปี 62

ถัดมาเขต 2  เจ้าของพื้นที่หน้าใหม่ คือ “พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์” อดีตนายกเทศบาลปราณบุรี จากเพื่อไทย จะยังปักหมุดกับพรรคเดิมเพื่อรักษาเก้าอี้ต่อไป แต่ก็ใช่ว่าเพื่อไทยจะเจองานหมูๆเพราะ ‘เสี่ยต่อ’ เจ้าถิ่นเก่า ส่งหลานชาย ‘ส.ส.เซ้ม’ (ซ.โซ่) จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ เจ้าของฟาร์มไก่ชนชื่อดัง โดยขยับจากบัญชีรายชื่ประชาธิปัตย์ เพื่อหวังทวงบัลลังก์คืน

ขณะที่ ‘ไทยสร้างไทย‘ ส่งคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ‘สุกฤษ รักเมือง’ เข้ากรำศึก ซึ่งกระแสพื้นที่ตอบรับ เพราะขยันเดินเช้าจรดเย็น ส่วนพลังประชารัฐ ส่ง อดีต ส.อบจ. เขต 3 หรือ ‘สจ.เป้า’ พิษณุ กล้าขาย มาสู้ศึก

ปิดท้ายกันที่เขต 3 ถือเป็นสนามไฮไลต์เมืองประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่บ้านใหญ่หลายหลัง รอห้ำหั่นชิงเก้าอี้จาก ‘ประมวล พงศ์ถาวราเดช’ แชมป์ 4 สมัย ค่ายประชาธิปัตย์ ซึ่งกระแสพื้นที่ว่ากันว่า “เริ่มอ่อนแรง” ทำให้เหล่าบรรดานักเลือกตั้งรอจังหวะเจาะ

โดยเฉพาะคู่แข่งค่ายสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย จะส่ง ‘มาเรีย เผ่าประทาน’ กำนัน ต.ทับสะแก ลูกสาว ‘สวาป เผ่าประทาน’ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ภูมิใจไทย และอดีตกำนันผู้มากบารมีในพื้นที่ทับสะแกเข้าชิงชัย ซึ่งพื้นที่นี้ภูมิใจไทยเตรียมจัดหนัก ด้วยพลังความสัมพันธ์บ้านใหญ่ ‘ไทยเศรษฐ์’  (ชาดา ไทยเศรษฐ์) แห่งเมืองอุทัยธานี และ ‘เผ่าประทาน’ ที่เกี่ยวดองสองครอบครัวเป็นทองแผ่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ‘ไทยสร้างไทย’ จะส่ง ‘สมพงค์ ทั่งศรี’ อดีตผู้สมัครภูมิใจไทย เมื่อปี 62 อีกหนึ่งบ้านใหญ่พื้นที่ โดยจะผนึกกำลังกับบ้าน ‘ประจวบเหมาะ’ เข้าคว้าชัย เพราะลำพัง ‘สมพงค์’ มีคะแนนติดตัว 1.7 หมื่นคะแนนตุนอยู่ในกระเป๋า และเมื่อบวกกับตระกูล ‘ประจวบเหมาะ’ ก็ต้องบอกว่างานนี้มีลุ้นเหมือนกัน 



ทว่าหลัง ‘สมพงค์’ เปิดตัวเข้าร่วมกับพรรคคุณหญิงหน่อยไปแล้ว ทำให้ระยะหลังเริ่มเนื้อหอมเป็นพิเศษ เพราะมีข่าวลอดเล็ดมาว่าหลายพรรคต่างสนใจรุมจีบเข้าร่วมทัพ จึงขึ้นอยู่กับ “สมพงค์” ว่าจะตัดสินใจเดินต่อกับไทยสร้างไทย หรือทิ้งไว้กลางทางทั้งหมดเป็นภาพรวมสนามเลือกตั้งเมืองอ่าว โดยเฉพาะสถานการณ์ของ 3 บ้านใหญ่แห่งประจวบคีรีขันธ์ ที่เปิดฉากฟาดฟันเพื่อกรุยทางสู่สภา

ด่วน ‘เลขา กกต.’ สั่ง 5 จ. แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542446

06 ก.พ. 2566

ด่วน 'เลขา กกต.' สั่ง 5 จ. แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่

‘เลขา กกต.’ เผย สั่ง กทม.-ชลบุรี- เชียงใหม่- ปัตตานี- สุมทรปราการ แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ เหตุจำนวนราษฎรไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ยันไม่กระทบระยะเวลาเปิดรับฟังความเห็น-กกต.เคาะเลือกรูปแบบ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์  2566 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เลขา กกต.)กล่าวว่า สำนักงานได้มีการพิจารณารูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดที่ได้มีการปิดประกาศ และเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต.จังหวัด พบว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส.ของ จังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ ปัตตานี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร มีผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

จึงเห็นว่าเพื่อให้การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำนักงานจึงมีหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งทั้ง 5 จังหวัดดังกล่าว ให้ดำเนินการจัดทำรูปแบบการแบ่งเขตเพิ่มเติม โดยให้มีผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้งเป็นไปตามที่หลักเกณฑ์กำหนด และผลต่างของจำนวนราษฎรระหว่างเขตเลือกตั้งไม่ควรเกินร้อยละ 10

จากนั้นให้ปิดประกาศรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ดังกล่าวระหว่างวันที่ 7-16 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและประชาชนในจังหวัดได้แสดงความคิดเห็น เมื่อครบกำหนดเวลาระยะเวลา ให้นำความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในเขตเลือกตั้งมาประกอบการพิจารณา และเสนอผลการพิจารณาเรียงตามลำดับความเหมาะสมทุกรูปแบบที่มีการปิดประกาศ พร้อมเหตุผลประกอบ รวมทั้งข้อดี ข้อเสีย ของรูปแบบต่างๆ และรายงานมายังสำนักงานกกต.อย่างช้าภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 

“รูปแบบการแบ่งเขตที่ 5 จังหวัดดำเนินการมานัั้น ก็ไม่ได้ผิด เพราะจังหวัดแบ่งโดยคำนึงถึงความเป็นอำเภอ เป็นชุมชน จึงไม่มีการแบ่งหรือผ่าอำเภอออกไป แต่ กกต.เห็นว่าควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ผลต่างของจำนวนราษฎรในแต่ละเขตเลือกตั้ง ไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของจำนวนเฉลี่ยต่อ สส.1 คนในจังหวัดนั้นเป็นสำคัญก่อน จึงให้ทั้ง 5 จังหวัดดำเนินการปรับปรุงรูปแบบการแบ่งเขตใหม่ และติดประกาศเผยแพร่โดยระยะเวลาที่กำหนดไม่กระทบกรอบเวลา 10 วันที่กฎหมายกำหนดให้พรรคการเมืองและประชาชนแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันการเสนอเรื่องมาให้ กกต.พิจารณาเคาะว่าจะใช้รูปแบบใดก็ยังอยู่ในระยะเวลาที่สำนักงานวางแผนไว้คือภายใน 20-28 กุมภาพันธ์” นายแสวงกล่าว

สำหรับ 5 จังหวัดที่สำนักงาน กกต. สั่งให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นั้น รวมเป็นเขตเลือกตั้งทั้งสิ้น 66 เขตเลือกตั้ง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 33 เขตเลือกตั้ง เชียงใหม่ 11 เขตเลือกตั้ง ชลบุรี 10 เขตเลือกตั้ง สมุทรปราการ 8 เขตเลือกตั้ง และ ปัตตานี 4 เขตเลือกตั้ง

“อดีตกกต.” แนะ เร่งยื่นศาลรธน. ตีความ”ประชากร” หวั่นแอบขนคนเข้าพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542434

06 ก.พ. 2566

"อดีตกกต." แนะ เร่งยื่นศาลรธน. ตีความ"ประชากร" หวั่นแอบขนคนเข้าพื้นที่

“อดีตกกต.” แนะ เร่งยื่นศาลรธน. ตีความคำว่า”ประชากร”ให้ชัด หวั่นอนาคตเกิดขบวนการเกณฑ์คนเข้าพื้นที่ เพื่อได้ส.ส.เพิ่ม

ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงปัญหาการแบ่งเขตการเลือกตั้ง 2566 ในประเด็นนับรวมบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย(ต่างด้าว) เป็นประชากร เนื่องจากต้องยึดตามประกาศจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร 

นางสดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้แสดงความคิดเห็น ขอให้ กกต. รีบดำเนินนื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้เกิดความชัดเจน ว่า ตามกฎหมายทั้งในรัฐธรรมนูญมาตรา 86 และในกฎหมายพระราชบัญญัติเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)มาตรา 26 ระบุไว้ว่า ในจำนวนส.ส.แต่ละจังหวัดพึงมีและการแบ่งเขตให้รวมถึงจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานของทะเบียนราษฎร์ของปีล่าสุดก่อนประกาศเลือกตั้ง

ซึ่งคำว่า “ประชากร” ในที่นี้ไม่ได้ถือว่ามีบุคคลต้องเป็นสัญชาติไทยเท่านั้น แต่ขอให้มีบุคคลที่มีถิ่นอยู่ในประเทศไทยก็ได้แล้ว ไม่ได้ระบุชัดเจน 

โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ก็ไม่เห็นด้วย ควรจะต้องใช้บุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่ตัวแปรที่กำหนดจำนวน ส.ส. ได้ว่าจังหวัดนั้นจะมีกี่คน นั้น คือ การเอาจำนวนประชากรทั้งประเทศไปเฉลี่ยจำนวนส.สโดยปีนี้ได้ 400 คน

นางสดศรี ระบุว่า ถือเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาและเพื่อจบปัญหาในเรื่องนี้ คือ การเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตีความโดยเร็วที่สุดให้เกิดความชัดเจน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแข่งขันที่สูงและหลายฝ่ายมองว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ถูกต้อง ทำให้มีส.สในบางจังหวัดเพิ่มอีก 1-2 คน ซึ่งไม่ถูกต้อง

ส่วนกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ สงสัยเพราะเหตุใดจึงนับต่างด้าวเข้ามาคำนวณแบ่งเขตด้วย เพราะไม่มีการสิทธิ์เลือกตั้งนั้น นางสดศรีกล่าวว่า การเลือกตั้งปี 62 กรมการปกครองได้แยกว่า จำนวนประชากร ผู้ชาย ผู้หญิง และ ต่างด้าวซึ่งการที่กรมการปกครองแยก 3 ลักษณะ ก็เป็นข้อสงสัยว่าถ้าแยกแบบนี้แสดงว่าไม่น่าจะรวมประชากรทั้งหมดเข้ามา ฉะนั้นเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เพื่อหมดข้อครหาและปัญหาต่างๆกกต ควรที่จะนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลและศาลก็ควรพิจารณาอย่างเร็วที่สุด

หากกกต.นิ่งเฉยในฐานะ ส.ส. หรือประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะยื่นคำร้องได้ว่า รัฐธรรมนูญนี้มีบทบัญญัติที่คลุมเครือไม่ชัดเจนคำว่าประชากรทั้งประเทศหรือราษฎรทั้งประเทศ 

นางสุขศรียังกังวลว่าจะทำให้เกิดการขนย้ายแรงงานเข้ามาในจังหวัดนั้นๆ โดยเฉพาะจังหวัดตรมแนวชายแดนสามารถขนแรงงานเข้ามาได้ง่ายมาก 

“ชินวรณ์”เตือน บางพรรคเตรียมเท”องค์ประชุม” แนะใช้วิธีออกเสียงไม่เห็นด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542421

06 ก.พ. 2566

"ชินวรณ์"เตือน บางพรรคเตรียมเท"องค์ประชุม" แนะใช้วิธีออกเสียงไม่เห็นด้วย

“ชินวรณ์”เตือน บางพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมไม่เข้าร่วม”องค์ประชุม” ชี้ไม่มีเหตุผล แนะหากไม่เห็นด้วยควรออกเสียงไม่เห็นด้วย

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลใดที่พรรคร่วมรัฐบาลจะไม่เข้าร่วมการพิจารณาหรือร่วมเป็นองค์ประชุม ซึ่งหากไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายใดก็งดออกเสียงไม่เห็นด้วย

โดยที่ประชุมวิปรัฐบาลได้ย้ำกับสมาชิกพรรค ที่จะมีการประชุมในวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ รวมถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จะพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญของรัฐบาล คือ ร่างพ.ร.บ.ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และร่าง , พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร 

นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมาย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ของพรรคการเมืองด้วย เทียบกับร่างกฎหมายกัญชา กัญชง ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะไม่เข้าประชุม หากทำเช่นนั้นต้องออกมาชี้แจง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าส.ส.ของพรรคจะใช้เอกสิทธิ์ไม่ร่วมประชุมสภาและญัตติอภิปรายทั่วไป นายชินวรณ์ ยืนยันย้ำกับที่ประชุมวิปรัฐบาล ขณะนี้มีเวลาอีกเพียง 3 ครั้ง และมีวาระร่างกฎหมายที่พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องร่วมรับผิดชอบ รวมถึงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 

ทั้งนี้หากพรรคร่วมรัฐบาลใช้เป็นเกมทำให้สภาฯ เปิดอภิปรายทั่วไปไม่ได้ จะเป็นความเสียหาย เพราะเท่ากับหนีการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 และเป็นสิ่งที่แต่ละพรรคต้องรับผิดชอบ 

จุดถกเถียง “ร่างพ.ร.บ.จริยธรรมสื่อ” เปิดช่องตั้งสภาวิชาชีพฯใช้งบรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542424

06 ก.พ. 2566

จุดถกเถียง "ร่างพ.ร.บ.จริยธรรมสื่อ" เปิดช่องตั้งสภาวิชาชีพฯใช้งบรัฐ

ส่องจุดถกเถียงวงการสื่อต่อ “ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….”  ต้องตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และเปิดช่องให้กสทช.และรัฐจัดงบประมาณให้

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….”  ตามที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอบรรจุอยู่ในวาระพิจารณาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 8 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566  

กำลังกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ของวิชาชีพสื่อมวลชน มากกว่าจะเป็นการส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน

เรื่องใหญที่สุด เห็นจะเป็นประเด็น “การมีส่วนร่วม” ของคนในวงการสื่อ เพราะบริบท ภูมิทัศน์ของสื่อ จำนวนของสื่อ มีองค์กรสื่อสังกัดหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายโดยไม่ได้เอ่ยปากแสดงความคิดเห็นว่าเขาคิดอย่างไรกับกฎหมายฉบับนี้ในวันที่ยังตั้งไข่

และจุดที่มีการตั้งคำถามและถกเถียงกันมากมายคือ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ภายใต้พ.ร.บ.นี้ มีหน้าที่คุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และกํากับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพ และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ในการปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชนและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนา จริยธรรมสื่อมวลชนและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

ซึ่งคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ประกอบด้วย

  1. กรรมการผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จํานวน5คน
  2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน5คน ซึ่งสรรหาจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านวิชาการสื่อสารมวลชน ด้านกฎหมาย ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการคุ้มครอง ผู้บริโภค ด้านละ1คน และจากผู้เคยประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน อิสระ1คน
  3. กรรมการโดยตําแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …."ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….”

แต่ทว่า “บทเฉพาะกาล” ระบุว่า ในวาระเริ่มแรก ให้กรมประชาสัมพันธ์ สํานักนายกรัฐมนตรี ทําหน้าที่ หน่วยงานธุรการของสภาและของคณะกรรมการสรรหาจนกว่าจะมีสํานักงานตามพระราชบัญญัตินี้

และในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนประกอบด้วย

  1. อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์และเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
  2. ผู้แทนผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อสารมวลชนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากรายชื่อ ที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเสนอ จํานวน 2 คน
  3. ผู้แทนผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อสารมวลชนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากรายชื่อ ที่สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยเสนอ จํานวน 1 คน
  4. ผู้แทนผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อสารมวลชนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากรายชื่อ ที่สภาวิชาชีพกิจการการกระจายเสียงและแพร่ภาพ (ประเทศไทย) เสนอ จํานวน 1 คน
  5. ผู้แทนผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อสารมวลชนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากรายชื่อ ที่สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์เสนอ จํานวน 1 คน
  6. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการสื่อสารมวลชน กฎหมาย สิทธิมนุษยชน หรือการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เสนอโดยกรรมการตามข้อ 1-5 ด้านละหนึ่งคน

สภาวิชาชีพสื่อมวลชน มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้

  1. รับจดแจ้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน
  2. ส่งเสริมการคุ้มครองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน
  3. ติดตามดูแลการทําหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพ และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นไปตามจริยธรรมสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน
  4. ส่งเสริมการรวมกลุ่มและกํากับดูแลกันเองขององค์กรสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพ และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน และส่งเสริมให้องค์กรสื่อมวลชนจัดให้มีกลไกการกํากับดูแลจริยธรรม สื่อมวลชนภายในองค์กร
  5. สนับสนุนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในการเสริมสร้างจริยธรรมสื่อมวลชน และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน
  6. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบสื่อมวลชนและการรอบรู้เรื่องสื่อ
  7. เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชนของประเทศ 
  8. ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชน ในกรณีถูกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม หรือถูกดําเนินคดีเพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ
  9. ให้คําปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่หน่วยงานหรือบุคคลใดเกี่ยวกับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน 
  10. หน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกําหนด

แต่ที่เป็นประเด็นไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ แต่กลายเป็นเรื่อง “ที่มาของรายได้สภาวิชาชีพสื่อมวลชน” มาจาก 7 ทางคือ

  1. เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม
  2. เงินที่ได้รับการจัดสรรตามมาตรา 9 คือ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พิจารณาจัดสรรเงินจากกองทุนดังกล่าวให้แก่สภาเพื่อใช้จ่ายในการดําเนินงานของสภาเป็นรายปีตามที่สภาร้องขอตามความจําเป็นแต่ไม่น้อยกว่าปีละ 25 ล้านบาท 
  3. เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่าย
  4. รายได้และผลประโยชน์อันได้มาจากการดําเนินงานตามหน้าที่และอํานาจของสภา
  5. เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้โดยไม่ขัดหรือแย้งกับความเป็นอิสระในการดําเนินงาน ตามหน้าที่และอํานาจของสภา
  6. รายได้อื่นใดที่เป็นของสภา
  7. ดอกผลของรายได้

ทีนี้มาย้อนดูว่า ในร่างพ.ร.บ.กำหนด “มาตรฐานทางจริยธรรมสื่อมวลชน” ที่สภากําหนดต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับจริยธรรมในเรื่อง ดังต่อไปนี้

  1. การเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  2. การเสนอข้อเท็จจริงด้วยความถูกต้อง ครบถ้วนรอบด้าน และเป็นธรรม
  3. การให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลซึ่งได้รับผลกระทบจากการเสนอข่าวหรือการแสดง
  4. การเคารพสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิในความเป็นอยู่ ส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้องในข่าวหรือในการแสดงความคิดเห็น
  5. ความซื่อสัตย์สุจริตต่อวิชาชีพสื่อมวลชนและการขัดกันแห่งผลประโยชน์
  6. การปกป้องและปฏิบัติต่อแหล่งข่าวอย่างเป็นธรรม

และสุดท้ายหนีไม่พ้นคำถามของสังคม แม้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านที่ประชุมรัฐสภาได้จริง มีตั้งสภาวิชาชีพสำเร็จ หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมสื่อมวลชน สำหรับสื่อที่จดแจ้งต่อสภาวิชาชีพสื่อมวลชน มีโทษ ดังต่อไปนี้ 1. ตักเตือน 2. ภาคทัณฑ์ 3. ตําหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน

อ่านฉบับเต็ม >>> ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….  

ประชาธิปัตย์สะเทือน บ้านใหญ่ ‘สุราษฎร์ธานี’ เปลี่ยนขั้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542410

06 ก.พ. 2566

ประชาธิปัตย์สะเทือน บ้านใหญ่ 'สุราษฎร์ธานี' เปลี่ยนขั้ว

เลือกตั้ง ‘สุราษฎร์ธานี’ ครั้งใหม่ โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ กวาดยกจังหวัดไม่ง่าย อาจมีพรรคประชาชาติสอดแทรกบางเขต

กลายเป็นประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวส์  เมื่อชุมพล กาญจนะ อดีต สส.พระแม่ธรณีบีบมวยผม 7 สมัย จูงมือลูกสาว ‘วชิราภรณ์ กาญจนะ’ สส.เขต 3 ประชาธิปัตย์ เมืองสุราษฎร์ธานี ลาออกจาก ปชป. หันไปซบรวมไทยสร้างชาติ หรืออีกนัยหนึ่งต้องบอกว่าหันไปจูบปากกับศัตรูคู่อาฆาต อย่าง ‘กำนันศักดิ์’ หรือ พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี 


โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งนายก อบจ.สุราษฎร์ธานี และคนสุราษฎร์ฯ รู้ดีว่าคู่นี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด จนที่สุดได้แพ้พ่ายให้กับ ‘พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว’ ผู้ประกอบการธุรกิจคอกหอยอ่าวบ้านดอน รวมถึงยังมีนักธุรกิจอีกหลายประเภท

อีกคนที่น่าจับตา คือ เธียรทัศน์ เอี่ยมตระกูล หรือ ‘ดร.อาร์’ จากพรรคสร้างอนาคตไทย  ซึ่งคาดว่าจะลงเขต 1 โดย ดร.อาร์ ดีกรีจบปริญญาเอก รัฐศาสตร์การปกครอง ถือเป็นคนรุ่นใหม่ ลูกชายของ ธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล อดีต ผวจ.สุราษฎร์ธานี และมีคุณแม่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรการโรงแรมในเกาะสมุย ประวัติดีไม่มีด่างพร้อย น่าจะได้ใจไม่น้อย

ส่วนผู้สมัครทายาทการเมืองที่ขึ้นแท่นเป็นบ้านใหญ่ตระกูลดัง เช่น นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ส.ส.เขต 2 ประชาธิปัตย์ ก็ยังมีความได้เปรียบ เพราะเป็นลูกชายของ ประวิช นิลวัชรมณี อดีต ส.ส.7 สมัย รุ่นเดียวกับ ชุมพล กาญจนะ และยังมี บัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นแบ็คให้อีก แต่โค้งสุดท้ายของการแข่งขัน โอกาสจะเปลี่ยนใจจะอยู่หรือลา ปชป. ต้องลุ้นกันติดๆ

เช่นเดียวกับ ธีรภัทร พริ้งศุลกะ จาก ปชป. ลูกชายของ นิภา พริ้งศุลกะ อดีต ส.ส.7 สมัยเช่นกัน ซึ่งจากการสำรวจฐานเสียงเบื้องต้น สถานการณ์ยังไม่น่ากังวลเท่าไหร่นัก แม้รอบนี้ต้องชิงกับคู่แข่งคนรุ่นใหม่ อย่าง อนงค์นาถ จ่าแก้ว จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ลูกสาวของกำนันศักดิ์ งานนี้จึงไม่ธรรมดา

จุดเปลี่ยนการเมืองของเมืองคนดี ทำให้กระทบไปถึง ตวงทอง ประดิษฐพร จากพรรคประชาธิปัตย์ หลานสาวของ สมชาติ ประดิษฐพร สส.เขต 4 ที่มีฐานเสียงแน่นเมื่อครั้งก่อน แต่รอบนี้ต้องเผชิญหน้าเด็กในคาถาของ ‘กำนันศักดิ์’ อย่าง ธานิน นวลวัฒน์ จากรวมไทยสร้างชาติ  ส.อบจ. เขตกาญจนดิษฐ์  คู่นี้เรียกได้ว่าต้องสู้กันหนัก


นอกจากนี้ยังมี การเปิดตัวผู้สมัครของพรรคประชาชาติอย่าง มนตรี เพชรขุ้ม อดีต นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งมุมนี้ต้องบอกว่าประมาทไม่ได้ เพราะมนตรี ฐานเสียงแน่นในพื้นที่ อ.บ้านนาเดิม อ.พระแสง อ.บ้านนาสาร หากประกาศให้ 3 อำเภอนี้ อยู่ในเขตเลือกตั้งไหนเจอกับมนตรีแน่ เป็นที่มาของพรรคประชาชาติ ในการส่งผู้สมัครทั้งจังหวัดเพียงคนเดียว


การเลือกตั้งปี 2566 สุราษฎร์ธานีมี 7 เขตเลือกตั้ง มีโอกาสก้าวสู่การเปลี่ยนผ่าน เจ้าที่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะยกจังหวัดได้ยาก 

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ค้านกฎหมาย ‘ควบคุมสื่อ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542407

06 ก.พ. 2566

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ค้านกฎหมาย 'ควบคุมสื่อ'

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ คัดค้าน การพิจารณากฎหมาย ‘ควบคุมสื่อ’ ที่ถูกบรรจุวาระประชุมรัฐสภา วันพรุ่งนี้

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย(THAI BROADCAST JOURNALISTS ASSOCIATION) ออกแถลงการณ์คัดค้านการออกพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…….มีเนื้อหาว่า


ตามที่ระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 8 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษวันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 กำหนดให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ….. ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ เป็นวาระเร่งด่วน  สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า

การนำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวล พ.ศ…..เข้าสู่การพิจารณาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยรวบรัด ขาดการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง ครบถ้วน และรอบด้านจากทุกภาคส่วนของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
ที่มีหลายหลายประเภทแตกต่างตามช่องทางการเปิดรับสื่อที่เปลี่ยนแปลงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ สาระสำคัญในจำนวนบทบัญญัติทั้ง 49 มาตรา ที่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติจริยธรรมวิชาชีพ พ.ศ.มุ่งหมายให้มีการจัดตั้งองค์กรชื่อ ‘สภาวิชาชีพสื่อมวลชน‘ ขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลการประกอบวิชาชีพสื่อมวลซน และพิจารณาวินิจฉัยความถูกผิดของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนว่า ขัดต่อจริยธรรมวิชาชีพหรือไม่

โดยมิได้ตระหนักถึงวิธีการเข้าสู่วิชาชีพสื่อมวลชนเปิดกว้างสำหรับทุกสาขาวิชาชีพอันมีลักษณะที่แตกต่างจากการออกกฎหมายเพื่อใช้กับการกำกับการประกอบวิชาชีพอื่นๆและอาจกลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ในการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนโดยอ้างเหตุผลการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนได้ในอนาคต



ในระยะเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา นักการเมืองและทหารที่เข้ามายึดอำนาจการปกครองประเทศ มีความมุ่งหมายที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุม กำกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนมาโดยตลอดไม่ต่ำกว่า 5 ฉบับ

โดยร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวให้อำนาจแก่คณะบุคคลที่มาจากกระบวนการสรรหาเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมกำกับการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งหมายรวมถึงเสรีภาพของประชาชน อันเป็นแนวคิดที่สวนทางกับกระแสโลกและความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อในปัจจุบันที่รัฐไม่สามารถจำกัดช่องทางการสื่อสารของประชาชนได้อีกต่อไป


การจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนดังกล่าวมีแต่จะสะท้อนถึงความล้าหลังในการนำกฎหมายมาจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชน ซึ่งจะนำมาซึ่งความสูญเปล่าของงบประมาณและการบริหารราชการแผ่นดิน


นอกจากนั้น ร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมิได้มุ่งให้เกิดการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมวิซาชีพแต่อย่างใด ดังนั้นการจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนที่บัญญัติให้มีกระบวนการสรรหาแบบไทยๆ ที่นับวันจะสะท้อนให้เห็นการหนุนสร้างระบบอุปถัมภ์ที่ยึดโยงกับพวกพ้องในการเข้าสู่อำนาจและผลประโยชน์ดังที่เห็นอยู่ทั่วไปนั้น

หากสรรหาบุคคลที่ขาดความน่าเชื่อถือจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือรับใช้อำนาจเข้ามาทำหน้าที่ตัดสินหรือรับรองความถูกผิดของการทำหน้าที่ตามจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนและความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารแล้ว จะเป็นความเสี่ยงที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจเข้ามาควบคุมแทรกแชงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยวิธีการต่างๆ ได้ในอนาคต ความพยายามจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ… และผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ด้วยข้ออ้าง ‘เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระและเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาซีพสื่อมวลชน’ ตามที่ปรากฏในเจตนารมย์ของการตราร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อุปมาได้กับการ ‘สร้างภาพลวงตา’ ทั้งนั้น



ในปัจจุบันผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่เพียงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายกว่า 30 ฉบับ ทั้งกฎหมายอาญากฎหมายแพ่ง รวมทั้งกฎหมายอื่นๆที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะเท่านั้น แต่ยังถูกกำกับ และตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาสังคม และประชาขน โดยไม่มีความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้นในการตราร่างพระราชบัญญัติส่งสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ……

ด้วยเหตุผลที่กล่าวถึงข้างต้น สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอคัดค้านการดำเนินการใดๆเพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฉบับดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ในทุกกรณี

“วิษณุ”ข้องใจนับรวม”ต่างด้าว”ประชากรเลือกตั้ง จี้กกต.ถามศาลรธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542400

06 ก.พ. 2566

"วิษณุ"ข้องใจนับรวม"ต่างด้าว"ประชากรเลือกตั้ง จี้กกต.ถามศาลรธน.

“วิษณุ”ข้องใจนับรวม”ต่างด้าว”ประชากรเลือกตั้ง กระทบบางพื้นที่ จี้กกต.ถามความชัดเจนจากศาลรธน. แนะ “รัฐมนตรี”ลุกชี้แจงทันที หลังถูกอภิปราย แก้เกมฝ่ายค้านหนีกลับบ้านก่อน

ความคืบหน้าการแบ่งเขตเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ยังเป็นที่ถกเถียงถึงประเด็นการนับรวมผู้ไม่มีสัญชาติไทยในแต่ละเขตการเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กกต.กำลังแบ่งเขต ซึ่งได้เสนอแนะเรื่องคนต่างด้าวในแต่ละพื้นที่ว่า จะรวมเป็นประชากรในเขตด้วยหรือไม่ 

ทางกกต. แจ้งว่า ที่ผ่านมารวมด้วย เพราะรัฐธรรมนูญไปเขียนว่า ต้องใช้จำนวนราษฎรตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ในนั้นรวมต่างด้าวไว้ด้วย ทั้งที่ความจริงมันแยกได้ เป็นคนไทยล้วนกับต่างด้าว ก็ขอให้กกต.ขอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญว่าจะต้องรวมหรือไม่รวม 

ทั้งนี้ยอมรับว่าการรวมต่างด้าวด้วยจะมีผลในบางจังหวัด เพราะแรงงานต่างด้าวมันจะมีมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละเขต สงสัยว่าทำไมถึงต้องนับรวม ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ส่วนการเตรียมอภิปรายทั่วไปในวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์นี้ หากองค์ประชุมไม่ครบจะล่ม นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ถือว่าจบแค่ไหนก็แค่นั้น แต่คงไม่ใช่ว่า เริ่มเปิดประชุมปั๊บแล้วล่มเลย สิ่งที่ตนกลัว คือ องค์ประชุมไม่ครบในช่วงรัฐบาลชี้แจงตอบ อาจเห็นว่าฝ่ายค้านด่ากันมาสองวันแล้ว พอรัฐบาลจะพูด องค์ประชุมไม่ครบ เลยอดพูดเลย ซึ่งฝ่ายค้านเองก็ต้องอยู่ให้ครบด้วย ไม่ใช่ฝ่ายค้านไม่อยู่ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่อยู่ ประชุมล่ม แล้วมาโทษฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นต้องช่วยกันอยู่ให้ครบ รัฐบาลไม่ได้อยาก กระตือรือร้นที่จะตอบ แต่เมื่อฝ่ายค้านถาม รัฐบาลก็ยินดีตอบ

ส่วนโอกาสจะเกิดขึ้นหรือไม่ ทางรัฐมนตรีต้องไม่รอไว้ตอบในช่วงสุดท้าย เมื่อถูกฝ่ายค้านว่า รัฐมนตรีก็ต้องตอบกลับทันที ไม่เช่นนั้นฝ่ายค้านอาจจะลุกขึ้นมา อภิปราย แล้วก็กลับบ้านเลย 

‘อ๋อม สกาวใจ’ เปิดตัวลงสมัครสส.เพื่อไทยแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542401

06 ก.พ. 2566

'อ๋อม สกาวใจ' เปิดตัวลงสมัครสส.เพื่อไทยแล้ว

พรรคเพื่อไทย เปิดตัว ‘อ๋อม สกาวใจ’ เป็นว่าที่ผู้สมัครสส.เขตประเวศ สะพานสูงแล้ว ตั้งเป้าแลนด์สไลด์ ต้องได้มากกว่า 251 ที่นั่ง

ในที่สุด อ๋อม สกาวใจ พูนสวัสดิ์ ก็เปิดตัวเป็นผู้สมัครสส.เขตประเวศ สะพานสูงพรรคเพื่อไทย ซึ่งในวันนี้ เปิดตัวผู้สมัครสส.กทม.ครบ 33 เขตเลือกตั้งแล้ว ให้เหตุผลว่า ชอบที่พรรคเพื่อไทย มีนโยบายที่ทำได้จริง และมองว่าการคอลเอ้าท์อยู่ภายนอก ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมดังที่ต้องการได้  

นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทยจนมาถึงเพื่อไทย ได้เห็นผลงานมาโดยตลอด พรรคเพื่อไทยสามารถตอบโจทย์นโยบายที่หาเสียงได้ทุกครั้ง เป็นพรรคเดียวที่คิดนโยบายและทำได้จริง  จึงมีความมั่นใจเลือกพรรคเพื่อไทย และคาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะ


นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่ากทม.เป็นหัวใจของประเทศไทย เป็นศูนย์การการเมืองการปกครอง เป็นศูนย์กลางทางมิติสังคม สะท้อนทุกอย่างภายในประเทศ  เป็นพื้นที่ที่เพื่อไทยให้ความสำคัญมาก และมั่นใจว่า  ว่าที่ผู้สมัครสส. และ สส.ในอนาคต จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชนทุกมิติ

นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการประสานงานด้านการเมืองพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พื้นที่ กทม.ในขณะนี้ มีความพร้อมทุกด้านได้แก่ 

  • ความพร้อมด้านครบทั้ง 33 เขต ทั้ง สส.ปัจจุบัน และว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนล้วนมีความรู้ความสามารถ ลงพื้นที่ต่อเนื่อง เข้าใจถึงปัญหาในพื้นที่พร้อมรับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ
  • ความพร้อมเรื่องนโยบาย ทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทย และนโยบายของ กทม. กลั่นกรองมาจากปัญหาของประชาชนในพื้นที่ เช่นเดียวกับนโยบายของ ส.ก.ที่ทำได้จริง ด้วยนโยบายที่ คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อไทยทุกคน  ทุกนโยบายทำได้จริง
  • ความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ เพราะตลอดระยะเวลา 8 ปี ที่ผ่านมา ภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบัน ประเทศประสบกับวิกฤติมากมาย โดยเฉพาะวิกฤติด้านเศรฐกิจ  ปากท้อง การแพร่ระบาดของโรค ยาเสพติด และการทุจริตในวงกว้าง ทุกอย่างล้วนสะท้อนถึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้

โฉมหน้าว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.พรรคเพื่อไทย โฉมหน้าว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.พรรคเพื่อไทย

สำหรับยุทธศาสตร์และเป้าหมายของพรรคเพื่อไทย ต้องชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ ต้องได้ ส.ส.มากกว่า 251 ที่นั่งขึ้นไป เพื่อปิดกั้นอำนาจเก่า กลไกที่บิดเบี้ยวในรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มายื้อแย่งประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล  ทั้งนี้พวกเขาต้องการ ส.ส.เพียง 25 ที่นั่งเท่านั้นก็สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ 


นอกจาก ว่าที่ผู้สมัครสส.กทม.ที่เปิดตัววันนี้อีก 3 คน ได้แก่ นางสาวสกาวใจ พูนสวัสดิ์ กทม. เขตสะพานสูง ประเวศ /นายเอกภาพ หงสกุล กทม. เขตสายไหม และนางสาวกมลพัฒน์ ปุงบางกระดี่ กทม. เขตบางขุนเทียนแล้ว ยังมีว่าที่ผู้สมัครสส.ภาคตะวันออกอีก 2 คน ที่จังหวัดจันทบุรีได้แก่  นายวันทิตย์ ตั้งรักษาสัตย์ และ นายนิติรุจน์ ศิระวิเชษฐ์กุล