“พรรคชาติพัฒนากล้า”ผุดไอเดียชูนโยบาย”เศรษฐกิจสายมู”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541909

29 ม.ค. 2566

"พรรคชาติพัฒนากล้า"ผุดไอเดียชูนโยบาย"เศรษฐกิจสายมู"

“พรรคชาติพัฒนากล้า”ผุดไอเดียชูนโยบาย”เศรษฐกิจสายมู” 1 จังหวัดต่อ 1 พันล้าน สร้างรายได้สู่ภาคธุรกิจและชุมนุม

ปัจจุบัน “สายมู” ถือเป็นอีกหนึ่งที่พึ่งทางจิตใจของใครหลายๆคน ทั้งโชคลาภ การงาน สุขภาพ ความรัก เป็นต้น จนบางแห่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจในแหล่งชุมนุม เนื่องจากมีผู้คนหลั่งไหลไปสักการะ

พรรคชาติพัฒนากล้าผุดไอเดียสร้าง “เศรษฐกิจสายมู” หรือเศรษฐกิจสีขาว ขึ้นมา ในนโยบายเศรษฐกิจ 7 สี  หรือ Spectrum Economy ที่จะหารายได้เข้าประเทศ 5 ล้านล้านบาท  
 

โดยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เห็นว่า ท่องเที่ยวสาย “มูเตลู” ไม่ใช่ความงมงาย แต่คือความเชื่อและความศรัทธาที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน แม้แต่ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด19 ทุกจังหวัดเหลือเที่ยวบินเพียงวันละ1-2เที่ยว แต่ที่จ.นครศรีธรรมราช กลับมีเที่ยวบิน 50 กว่าเที่ยว เพราะมีวัดเจดีย์ หรือ วัดไอ้ไข่ เงินสะพัดไปสู่ทั้งระดับภาคธุรกิจและระดับชุมชน มีนักท่องเที่ยวไปอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง 

พรรคชาติพัฒนากล้า มีนโยบาย คือ 1 จังหวัด 1 พันล้าน จากสร้างแหล่งท่องเที่ยวศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดไหนไม่มีสถานที่ที่ดึงความน่าสนใจได้เพียงพอก็สร้างขึ้นใหม่ 

นายกรณ์ยังยกตัวอย่าง หลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ผลักดันสร้างขึ้นมาจากความคิดของนายกอุ๊ วัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนากล้า จนทำให้ชาวบ้านสามารถนำสินค้ามาขายโดยรอบได้ รายได้กระจายไปสู่ชุมชนและคนอยุธยาอย่างประเมินค่าไม่ได้ หรือแม้แต่พระพิฆเนศองค์ยืนที่องค์ยืนที่ จ.ฉะเชิงเทรา และ การสร้างหลวงปู่โต วัดโบสถ์ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดด้วย

 
“หากลงทุนหลักพันล้านต่อ 1 แหล่งท่องเที่ยว เราจะได้เงินกลับคืนมาอย่างมหาศาล ดูแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเจ้าแม่กวนอิมที่ฮ่องกง วัดอาซากุสะที่ญี่ปุ่น โบสถ์ที่งดงามในยุโรป หรือแม้แต่พระพรหมเอราวัณที่บ้านเรา ต่างก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนทั่วโลกอยากมาชมด้วยตาตัวเอง”นายกรณ์ กล่าว 

สิ่งสำคัญของการส่งเสริมการท่องเที่ยวต้องมี 3 มิติควบคู่กัน ได้แก่ 1. เพิ่มนักท่องเที่ยว ที่เราต้องลงทุนในระบบสาธารณูปโภค ลงทุนในการอนุรักษ์ดูแลธรรมชาติ 2. เพิ่มเวลาที่นักท่องเที่ยวอยู่กับเรา จาก 10 วันเป็น 12 วัน ต้องเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวให้หลากหลายและดึงดูด และ 3. เพิ่มเงินที่นักท่องเที่ยวใช้ตอนอยู่กับเรา เพิ่มการใช้จ่ายจับจ่าย ต้องเพิ่มมูลค่าสินค้าเราให้มีราคามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของฝาก อาหาร ที่พัก ฯลฯ ซึ่งยุทธศาสตร์สายมูตอบโจทย์ทั้ง 3 มิติ

ด้านนายกอุ๊ กล่าวเสริมว่า ตนเป็นคนแปดริ้ว หัวใจการท่องเที่ยวของเมืองแปดริ้วมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือ วัดหลวงพ่อโสธร คนมาปีละหลายล้านคน แต่สิ่งที่พบคือมีเพียงเป้าหมายเดียวในการมาปิดทองไหว้หลวงพ่อและไม่ได้ไปไหนต่อ วัดอื่นไม่มีคนรู้จักไม่มีเกจิไหนหรือพระพุทธรูปใดจะทาบรัศมีและแข่งบารมีกับหลวงพ่อได้ นี่คือจุดแข็งเบอร์1 ของ แต่ในจุดแข็งกลับมีจุดอ่อนแฝงอยู่ 

การสร้างแหล่งท่องเที่ยวครบวงจร สามารถพลิกโฉมเมืองแปดริ้ว มีเงินสะพัดเกิดการค้าขาย เกิดอาชีพ เกิดความเจริญในพื้นที่จากที่เคยเป็นเมืองอับคนไม่ไป ที่ดินราคาแพงขึ้น ชาวบ้านรวยขึ้น เงินหมุนเวียนทั้งระบบเป็นหลายพันล้านบาทต่อปี และที่สำคัญ มีความยั่งยืน และนี่คือการท่องเที่ยวอีกรูปแบบที่สร้างขึ้นใหม่ในยุคปัจจุบัน

นโยบาย"เศรษฐกิจสายมู"นโยบาย”เศรษฐกิจสายมู”

“ก้าวไกล”ลุยย่านเศรษฐกิจ แนะสร้างรายได้จาก”หวย SME และเสรีโซล่าเซลล์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541899

29 ม.ค. 2566

"ก้าวไกล"ลุยย่านเศรษฐกิจ แนะสร้างรายได้จาก"หวย SME และเสรีโซล่าเซลล์"

“ก้าวไกล”ลงพื้นที่ย่านประตูน้ำและตลาดนัดจตุจักร แนะผู้ค้าสร้างรายได้”หวย SME และเสรีโซล่าเซลล์” พร้อมมั่นใจพลิกประเทศได้ แต่ต้องตัดอำนาจ 3 ป. และร่างรธน.ภายใน 100 วัน

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทัพว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. นายเฉลิมชัย กุลาเลิศ เขตห้วยขวางและนายกัณตพล ดวงอำพร เขตดินแดง ลงพื้นที่ย่านประตูน้ำ และ ห้างแพลตตินั่มและ แนะนำนโยบายหลักของพรรคก้าวไกล “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” พร้อมทั้งแนะนำนโยบายหวยใบเสร็จให้ต่อพี่น้องประชาชน

นายพิธา กล่าวว่า วันนี้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าถึงปัญหายอดขาย พูดคุยไป 7-8 ราย พบว่าก่อน โควิด19 ขายได้ 100 ปัจจุบันขายได้ 60-80 ลูกค้าส่วนใหญ่จากที่เป็นกลุ่มภาคตะวันออก แต่กลายเป็นกลุ่มในอาเซียน กัมพูชากับอินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นต้องปรับแผนใหม่เรื่องการท่องเที่ยว ดูแลการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนใบเสร็จเป็นหวย จะเป็นแต้มต่อให้กับพ่อค้าแม่ขายหวย SME และ พูดเรื่องเสรีโซล่าเซลล์ เปลี่ยนราคาเป็นรายได้ เรื่องค่าไฟแพงเปลี่ยนให้เป็นเรื่องของโซล่าเซลล์ ให้รัฐบาลรับซื้อกลับ ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถลดค่าใช้จ่าย แต่เพิ่มรายได้ 

ขณะเดียวกันจะรวมตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม.จำนวนเยอะพอสมควร ไปกับที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อดูการค้าส่ง ท่องเที่ยว แและจะนำข้อมูลกลับไปทำนโยบายต่อ ทั้งเรื่องค่าแรง 450 บาท หวย SME เสรีโซลล่าเซลล์

นายพิธา ยังกล่าวถึงแนวทางการลงพื้นที่ หลังจากมีการโปรดเกล้าฯกฎหมายลูก 2 ฉบับ  คือ กฎหมายเลือกตั้งส.สและกฎหมายพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ ว่า พรรคก้าวไกลพร้อมเดินหน้าเต็มสูบ ไม่ว่าส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ จากการเปลี่ยน ส.ส.เขตจาก 350 มาเป็น 400 เขต ได้เตรียมตัวไว้หมดแล้ว 

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า การจับมือทางการเมือง สิ่งที่ดีที่สุด คือ พรรคร่วมฝ่ายค้าน หากได้เข้าไปอยู่ในคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็จะเห็นว่าใครจะไปอยู่กระทรวงไหน ทำงานตามที่ถนัด พร้อมเชื่อว่า จะพลิกประเทศได้ หากตัดอำนาจ 3 ป. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. และรีบทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ได้ภายใน 100 วัน

พรรคก้าวไกลลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าพรรคก้าวไกลลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าหวยSMEหวยSMEนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคคก้าวไกลนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคคก้าวไกล

“นิด้าโพล”เผยประชาชนมอง 2 ป.ไม่แตกคอ พร้อมจับมือตั้งรัฐบาลสมัยหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541897

29 ม.ค. 2566

"นิด้าโพล"เผยประชาชนมอง 2 ป.ไม่แตกคอ พร้อมจับมือตั้งรัฐบาลสมัยหน้า

“นิด้าโพล”เผยความคิดเห็นประชาชน อันดับ 1 มอง 2 ป.ไม่แตกคอ 2พรรคสูสีกัน พร้อมจับมือตั้งรัฐบาในเลือกตั้งสมัยหน้า 

ปาดหน้าลงพื้นที่กันไปมาระหว่าง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หลายครั้งและหลายพื้นที่

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปะทะ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)” ระหว่าง วันที่ 23-25 มกราคม 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
 

ประเด็น ความรู้สึกของประชาชนต่อการแข่งขันทางการเมืองระหว่าง พลเอกประวิตร และ พลเอกประยุทธ์ 
อับดับ 1 ร้อยละ 46.56 พลเอกประวิตร กับ พลเอกประยุทธ์ ไม่ได้แตกกัน เป็นเพียงแค่การแข่งขันทางการเมือง 
อันดับ 2 ร้อยละ 28.93 การเมืองไม่มีมิตรแท้และศรัตรูที่ถาวร 
อันดับ 3 ร้อยละ 20.53 เป็นสีสันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 
อันดับ 4 ร้อยละ 12.52 พลเอกประยุทธ์ เป็นอิสระมากขึ้นในการตัดสินใจทางการเมืองและการบริหารอันดับ 3 ประเทศ 
อันดับ 5 ร้อยละ 10.76 การแข่งขันกันจะทำให้ทั้งสองพรรคได้ ส.ส. รวมกันแล้วน้อยกว่าจำนวน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งปี 2562 
อันดับ 6 ร้อยละ 9.01 พลเอกประวิตร กับ พลเอกประยุทธ์แตกกันอย่างแน่นอน 
อันดับ 7 ร้อยละ 8.78 พลเอกประวิตร และ พรรคพลังประชารัฐ เป็นอิสระมากขึ้น สามารถร่วมรัฐบาลกับฝั่งไหนก็ได้ หลังการเลือกตั้ง 
อันดับ 8 ร้อยละ 6.56 ระบุว่า การแข่งขันกันจะทำให้ทั้งสองพรรคได้ ส.ส. รวมกันแล้วมากกว่าจำนวน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2562 
อันดับ 9 ร้อยละ 6.34 ระบุว่า ผู้ที่เคยสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ แต่ไม่ชอบ พรรคพลังประชารัฐ จะกลับมาสนับสนุนพลเอกประยุทธ์มากขึ้น 
อันดับ 10 ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ  

ประเด็น ความคิดเห็นของประชาชนต่อจำนวน ส.ส. ระหว่าง พรรคพลังประชารัฐ และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า 
อับดับ 1 ร้อยละ 42.75 ทั้งสองพรรค จะได้จำนวน ส.ส. เท่า ๆ กัน 
อับดับ 2 ร้อยละ 25.73 พรรคพลังประชารัฐของพลเอกประวิตร จะได้จำนวน ส.ส. มากกว่า 
อับดับ 3 ร้อยละ 24.73 ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ของพลเอกประยุทธ์ จะได้จำนวน ส.ส. มากกว่า 
อับดับ 4 ร้อยละ 6.79 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ  

ประเด็น ความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะจับมือกันในการจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังการเลือกตั้งสมัยหน้า 
อับดับ 1 ร้อยละ 38.40 เป็นไปได้มาก รองลงมา
อับดับ 2 ร้อยละ 30.07 ค่อนข้างเป็นไปได้ 
อับดับ 3 ร้อยละ 18.32 เป็นไปไม่ได้เลย 
อับดับ 4 ร้อยละ 11.76 ไม่ค่อยเป็นไปได้ 
อับดับ 5 ร้อยละ 1.45 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
นิด้าโพลนิด้าโพล

กฎหมาย’เลือกตั้ง’ ส.ส. และกฎหมายพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541880

28 ม.ค. 2566

กฎหมาย'เลือกตั้ง' ส.ส. และกฎหมายพรรคการเมืองมีผลใช้บังคับแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กฎหมายเลือกตั้ง สองฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว เผยแพร่ใน’ราชกิจจานุเบกษา’วันที่ 28 มกราคม 256

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 ลงวันที่ 28 มกราคม 2566 มีเนื้อหา กำหนดการเลือกตั้งแบบบัตรเลือกตั้ง2ใบ จำนวน 32 มาตรา มีเนื้อหาดังนี้

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.(ฉบับที่2) พ.ศ.2566

ราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง(ฉบับที่2)พ.ศ.2566 อีกหนึ่งฉบับ ลงวันที่28 มกราคม 2566 เช่นเดียวกัน กฎหมายฉบับนี้มีรายละเอียด จำนวน 16 มาตรา มีเนื้อหาดังนี้

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง(ฉบับที่2)พ.ศ.2566  

้พรรค’ก้าวไกล’ล้ำหน้า เปิดตัวแอพพลิเคชั่นใช้สื่อสารทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541868

28 ม.ค. 2566

้พรรค'ก้าวไกล'ล้ำหน้า เปิดตัวแอพพลิเคชั่นใช้สื่อสารทางการเมือง

พรรคก้าวไกล นำหน้าสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย เปิดตัว’แอพพลิเคชั่น’ ก้าวไกลทูเดย์ ให้ติดตามพรรคได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากวาระรับทราบผลการดำเนินงานของพรรคและแก้ข้อบังคับให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคก้าวไกลยังเปิดตัวแอพพลิเคชั่นในการสื่อสารทางการเมือง โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ผู้จัดทำแอพพลิเคชั่น ก้าวไกลทูเดย์ (MFP Today) อธิบายว่า

ฟีเจอร์หลักของแอพพลิเคชั่นคือการทำให้ทุกการโพสต์ หรือการสร้างคอนเทนต์บนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ของช่องทางสื่อสารพรรค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และทีมงานพรรคก้าวไกลทุกจังหวัดจะถูกเชื่อมต่อ และนำมาปรากฏบนแพลตฟอร์มก้าวไกลทูเดย์โดยอัตโนมัติ

หน้าแรกของแอพฯ เป็นฟีดข่าวที่มีการรวบรวมเรื่องราวของผู้คนที่ร่วมเดินทางไปกับพรรคก้าวไกลในแต่ละวัน บอกให้รู้ว่าผู้คนในพรรคก้าวไกล กำลังทำอะไรอยู่ เพราะทุกคนคือคนสำคัญ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เกาะทุกก้าวรวบรวมการแสดงผลแฮชแทก (#) ของแคมเปญหลักของพรรค สร้างออกมาเป็น story timeline แสดงผลในแอพพลิเคชั่นนี้โดยอัตโนมัติ



นอกจากสองฟีเจอร์หลักนี้แล้วในแอพพลิเคชั่นยังมีการเชื่อมต่อกับร้านค้าทางการของพรรคและข้อมูลพื้นฐานที่แสดงในเว็บไซต์พรรคก้าวไกล

โดยในอนาคตจะพัฒนาให้เป็นแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ทุกอย่าง จบ ครบ ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบอาสาสมัคร ระบบร้องเรียน ระบบบริจาค ระบบสมาชิก หรือแม้แต่แพลตฟอร์มรวมนโยบายพรรค และว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรค

เพื่อให้พรรคก้าวไกล เป็นพรรคมวลชน เป็นพรรคการเมืองที่เป็นของทุกคน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อย่างแท้จริง

อุ๊งอิ๊งไม่สนใจข่าวสร้างอนาคตไทยรวมพรรคกับ’พลังประชารัฐ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541860

28 ม.ค. 2566

อุ๊งอิ๊งไม่สนใจข่าวสร้างอนาคตไทยรวมพรรคกับ'พลังประชารัฐ'

สองแกนนำ’สร้างอนาคตไทย’เปิดตัวเข้าพรรคพลังประชารัฐ30ม.ค. อุ๊งอิ๊ง มองเป็นแค่เกมการเมือง ขอใช้นโยบายซื้อใจประชาชน

แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย มองว่าการกลับมาควบรวมระหว่างพรรคสร้างอนาคตไทย กับพรรคพลังประชารัฐคือเกมการเมือง

แต่พรรคเพื่อไทยจะเอานโยบายไปแลกกับความไว้ใจของประชาชนเพราะเราต้้งใจจริงๆ หลังจากถูกยุบพรรคและตั้งมาใหม่ก็ยังตั้งใจแก้ปัญหาปากท้องให้กับประชาชน  นี่คือนโยบายและจุดประสงค์ทำเพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ระบุว่าข่าวการควบรวมพรรคพลังประชารัฐ น่าจะเป็นภาระของ พรรครวมไทยสร้างชาติมากกว่าไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทย เพราะว่าเห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐตัวเดินช้า แต่ลีลาเดินเร็ว และเดินเร็วกว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหลายก้าว   ด้วยการดึงคนกันเองเข้าพรรคแม้ไม่ใช่คนหน้าใหม่ ที่เคยรวมตัวในพรรคพลังประชารัฐมาก่อนนั้น

เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า พล.อ. ประวิตร มีบารมีและได้รับการยอมรับในฝ่ายตัวเองมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเห็นได้ชัด และ พล.อ.ประวิตร ก็สามารถจบดีลกับสี่กุมารได้ ในขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ มีแต่เสกสกล อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน ที่ปรึกษาของนายกฯ เป็นกำลังหลักคนเดียวเท่านั้น



แพทองธาร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจของประชาชนที่จะตัดสิน ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีแรงต่อสู้ทางการเมืองหรือไม่ พรรคเพื่อไทยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชน ส่วนตัวไม่ได้ความสนใจการควบรวมของพรรคพลังประชารัฐกับพรรคสร้างอนาคตไทย แต่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

เพราะการที่จะทำแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งให้กับประชาชนรับรู้ก็ยากแล้ว ดังนั้นจะไม่โฟกัสเรื่องอื่นๆมีแต่นโยบายและความต้้งใจ ขอใช้ความจริงใจเป็นหมัดเด็ดของพรรคเพื่อไทย

  • พลังประชารัฐเปิดตัวคนคุ้นเคย 15.00 น. วันนี้

มีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค จะเปิดพรรค เปิดตัวให้การต้อนรับการกลับมาร่วมพรรคพลังประชารัฐของ ในนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ในเวลา 15.00 น.วันที่ 30 ม.ค. ที่พรรคพลังประชารัฐ 


โดย พล.อ. ประวิตร ต้องการให้ภาพออกมาเป็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง ตามนโยบายพรรค โดยนายอุตตม จะเข้ามาช่วยดูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ และนายสนธิรัตน์ เข้ามาช่วยดูยุทธศาสตร์การเมืองให้กับพรรคพลังประชารัฐ

หลังจากการเปิดตัวในวันนี้แล้วทั้ง 2  คน จะได้เข้าร่วมในงานระดมทุน ที่จะมีขึ้นในเวลา 17.00 น.วันที่ 30 ม.ค.นี้ ที่ ร.ร.เซ็นทราราแกรนด์ ฯ กทม.

ประชาธิปัตย์ ไม่ทิ้งอีสาน ลั่นส่ง’ผู้สมัครส.ส.’ครบทุกเขต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541857

28 ม.ค. 2566

ประชาธิปัตย์ ไม่ทิ้งอีสาน ลั่นส่ง'ผู้สมัครส.ส.'ครบทุกเขต

พรรค’ประชาธิปัตย์’ ตั้งเป้าได้ส.ส.อีสานเพิ่มขึ้น ยันส่งผู้สมัครส.ส.ครบทุกเขต รอ กกต.แบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสาน 99 เขต มีทั้งนักการเมืองท้องถิ่น คนรุ่นใหญ่ และคนรุ่นใหม่ จากทั่วอีสาน  ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล 


จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำถึงนโยบายอีสานเชื่อมโลกว่า เป็นวิสัยทัศน์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะขับเคลื่อนอีสานไปสู่ความร่ำรวยในอนาคต ที่จะต้องไม่เฉพาะเชื่อมเฉพาะในประเทศไทย แต่ต้องเชื่อมโลกผ่านทั้งการคมนาคม การค้า และการท่องเที่ยว รวมถึงศิลปวัฒนธรรมอัตลักษณ์ความเป็นอีสาน เพื่อสร้างเงิน และสร้างอนาคตให้ชาวอีสาน

โดยหลังจากนี้ ยังจะมีการทัวร์ลงพื้นที่ในภาคอีสาน เพื่อเปิดนโยบายภาคอีสาน พร้อมผู้สมัครส.ส.ในภาคอีสานที่เหลือต่อไป

ส่วนเป้าหมายจำนวน ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสานนั้น  พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งเป้าไว้หลายที่นั่งไม่เฉพาะจังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ในภาคอีสานด้วย เพราะชาวอีสาน ก็มีส่วนสำคัญในการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ แม้ในบางช่วงพรรคฯ จะได้มี ส.ส.มากบาง-น้อยบ้าง แต่ชาวอีสาน ก็ไม่เคยทอดทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ และประชาธิปัตย์ ก็พร้อมรับใช้ชาวอีสานต่อไป   มั่นใจว่า ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากชาวอีสานแน่นอน
 

จุรินทร์ ยังยืนยันด้วยว่า ไม่กังวลต่อการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งแลนด์สไลด์เพื่อไทย ภูมิใจไทย และชาติพัฒนากล้า เนื่องจาก ทุกพรรค จะต้องแข่งขันกันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องสู้กับตัวเอง และเชื่อในความเชื่อมั่น ความศรัทธาที่ประชาชนภาคอีสาน และทั่วประเทศ มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดีขึ้นเป็นลำดับ และมีผลงานที่จับต้องได้ ทั้งการประกันรายได้ และนโยบายอื่น ๆ 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้เหตุผลถึงการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสานเพียง 99 เขตการเลือกตั้ง จากทั้งหมด 132 เขต เนื่องจาก ยังต้องรอความชัดเจนการแบ่งเขตการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.   ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่รวมบัญชีรายชื่อ ที่จะการประกาศต่อไปในอนาคต และจะมีผู้สมัครจากภาคอีสานเข้าเป็นบัญชีรายชื่อของพรรคด้วยฯ

ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตการเลือกตั้ง และ 100 บัญชีรายชื่อ แน่นอน

‘ชาติพัฒนากล้า’ตั้งเป้าหาเงิน5ล้านล้านบาทเข้าประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541850

28 ม.ค. 2566

'ชาติพัฒนากล้า'ตั้งเป้าหาเงิน5ล้านล้านบาทเข้าประเทศ

ชาติพัฒนากล้า วางแนวทางรื้อโครงสร้าง’เศรษฐกิจ’ หารายได้ใหม่เข้าประเทศ ตั้งเป้า 5 ล้านล้านบาท ไม่เอางบประมาณไปแจกฟรี

เศรษฐกิจ 5 เฉดสี คือแนวทางการหาเงิน 5 ล้านล้านบาท เข้าประเทศ ซึ่งกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า อธิบายว่า เป็นการเจาะลึกถึงการรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และการหาเงินจากแหล่งรายได้ใหม่ๆ เข้าประเทศ ตามยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Spectrum Economy  หาเงิน 5 ล้านล้านเข้าประเทศ ได้แก่

เศรษฐกิจสีเขียว กรีนอีโคโนมี เศรษฐกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม, เศรษฐกิจสีเทา เปลี่ยนส่วยเป็นภาษี, เศรษฐกิจสีขาว เศรษฐกิจสายมู ,  เศรษฐกิจสีน้ำเงิน เศรษฐกิจสายเทค สร้างโอกาสด้านดิจิทัลอีโคโนมี, เศรษฐกิจสีเหลือง ใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือซอฟต์พาวเวอร์ของไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างโอกาสด้านดิจิทัลอีโคโนมี , เศรษฐกิจสีรุ้ง เรนโบว์อีโคโนมี  จากความเท่าเทียมสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อสูงสุด 1 ล้านล้านบาททุกปี และเศรษฐกิจสีเงิน ชูเศรษฐกิจวัยเก๋า 

เศรษฐกิจไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เราไม่อาจแก้ปัญหาแบบเดิม  นโยบายเศรษฐกิจของ พรรคชาติพัฒนากล้า ไม่ได้เอาเงินภาษีคนทำงานมาแจกไปเรื่อย แต่ต้องสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจให้คนขยันสามารถลืมตาอ้าปากได้     คนรายได้น้อยมีโอกาสที่เพิ่มขึ้น คนชั้นกลางเสียภาษีเป็นธรรม เป็นกำลังสำคัญในแรงสะพัดของเม็ดเงินในระบบ 

นี่คือ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เราถึงจะกอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศนี้ได้อีกครั้ง

เส้นทาง 3 ตัวเต็ง’นายกรัฐมนตรี’ ในพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541847

28 ม.ค. 2566

เส้นทาง 3 ตัวเต็ง'นายกรัฐมนตรี' ในพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง

3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลุยหาเสียง’เลือกตั้ง’ ต่างคนต่างมีเงื่อนไข สุดท้ายต้องพึ่งวุฒิสภา หากรวมเสียงได้น้อยกว่า 375 เสียง

หลังจากที่ประชุมสามัญพรรคพลังประชารัฐเลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีการเผยแพร่โปรแกรมการลงพื้นที่ในเดือนกุมภาพันธ์หลายวาระ วันที่ 1 ก.พ. 65 มีกำหนดการลงพื้นที่ นครปฐมและราชบุรี โดยที่ราชบุรี ถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งที่ 2  ส่วนครั้งแรกไปเมื่อ 17 ม.ค. 65 เป็นการลงไปพบ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ที่มีกระแสข่าวย้ายพรรค เพื่อโน้มน้าวให้อยู่กับพรรคต่อไป



วันที่ 2 ก.พ. 65 ลงพื้นที่ตรวจราชการไปตรวจเยี่ยมโครงการแก้มลิงที่ยโสธร และตรวจเยี่ยมโครงการ เติมน้ำ เติมบุญ เติมทุน พัฒนา อาชีพ”พบปะผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ที่มุกดาหาร วันที่ 8 ก.พ. 65 ลงพื้นที่ปทุมธานี และวันที่ 13 ก.พ. 65 ลงพื้นที่กาญจนบุรี

พล.อ.ประวิตร ได้รับการคาดหมายว่ามีโอกาศเป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่าพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยไม่มีข้อจำกัดเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง และอยู่แวดวงการเมืองมานาน จึงใช้สโลแกนก้าวข้ามความขัดแย้งเป็นยุทธศาสตร์ ปูทางขึ้นสู่อำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประเดิมเวทีปราศรัยหาเสียงครั้งแรกหลังเปิดตัวอยู่ขั้วรวมไทยสร้างชาติ แม้ยังไม่มีการประกาศเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ที่จังหวัดชุมพร ฐานที่มั่นสำคัญของแกนนำกปปส.อย่างชุมพล จุลใส ซึ่งถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี และ เทพไท เสนพงศ์ ซึ่งต้องโทษจำคุก พ้นสภาพส.ส. ส่งน้องชายมารับไม้แทน 

การกลับสู่เส้นทางนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ นอกจากเงื่อนไขดำรงตำแหน่งได้อีกประมาณ2 ปีแล้ว ยังต้องลุ้นว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีส.ส.เพียงพอที่จะส่งรายชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นตัวเลือกในสภาหรือไม่   ทางเดียวที่พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่สถานะนายกรัฐมนตรีต่อไป คือ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ หลังสภาครบวาระแล้วไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ยังไม่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกัน แต่สำนักโพลหลายสถาบันยกให้เป็นเต็งหนึ่ง  ขณะนี้ อยู่ระหว่างเคลียร์ใจคนเพื่อไทย คนเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสาน หลังถูกจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. โยนระเบิดลูกใหญ่สกัดแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน 

ไม่มีปัญหาว่าเสียงส.ส.พอที่จะเสนอชื่อเข้าสู่สภาหรือไม่  แต่ด้วยความเป็นสายเลือดทักษิณ จึงตกเป็นเป้าสายตา ว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งระลอกใหม่ หากได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ทั้งหมดนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าวุฒิสภาจะเทคะแนนให้ใคร  หากไม่มีฝ่ายไหน รวมเสียงส.ส.ได้เกิน 375 คน หลังการเลือกตั้ง และพรรคแกนนำรัฐบาลต้องมีเสียงในสภา ในระดับที่เรียกว่าเอาอยู่ ไม่ถูกพรรคร่วมขู่รายวัน 

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยันย้ายหมอ’สุภัทร’ไม่เกี่ยวการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541843

28 ม.ค. 2566

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยันย้ายหมอ'สุภัทร'ไม่เกี่ยวการเมือง

ไม่ได้แก้ระเบียบสาธารณสุขเพื่อย้ายหมอสุภัทรคนเดียว ปลัดจิ๋วโยนย้ายผอ.’โรงพยาบาลจะนะ’เป็นอำนาจผู้ตรวจฯเขต12

การโยกย้ายนายแพทย์ สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากผอ.โรงพยาบาลจะนะ ไปเป็นผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อย ได้รับการยืนยันจากนายแพทย์โอภาส กานย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่าว่าไม่ได้มีการแก้ไขหนังสือคำสั่งเพื่อจะย้ายคนเพียงคนเดียว

แต่เป็นการใช้อำนาจในการบริหารของ นพ.สวัสดิ์ อภิวัจนีวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 12 ตามระเบียบและขอบเขตที่ได้รับมอบอำนาจ

ข้อมูลของปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งทำงานใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข   ขัดแย้งกับข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว อย่างหมอสุภัทรที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การแก้ไขระเบียบและคำสั่งย้าย เป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องกัน  ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ไม่ได้อยู่ในวาระการโยกย้ายประจำปี และปลัดกระทรวงมีอำนาจโยกย้ายได้ หากมีความผิด


หมอสุภัทร บอกว่า กระทรวงสาธารณสุขได้วางระบบไว้ว่า ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนและแพทย์สามารถขึ้นได้ถึงระดับวิชาการเชี่ยวชาญ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งบริหารจึงไม่มีวาระที่ต้องย้าย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนจำนวนมากรวมทั้งตัวเขาจึงเลือกทำงานจนเกษียณโดยไม่ขอย้าย ทำให้งานสาธารณสุขในชนบทเกาะติดพื้นที่พัฒนาได้ต่อเนื่อง

ขณะที่พรรคก้าวไกลแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว และขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการโยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากนายแพทย์สุภัทรเป็นข้าราชการที่ทำงานเป็นปากเสียงแทนประชาชน มีความกล้าหาญในการแสดงความเห็นคัดค้านผู้มีอำนาจ และเปิดเผยข้อมูลสาธารณสุขที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนคำสั่งดังกล่าวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชน

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด ชมรมแพทย์ชนบทมีบทบาทสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยการรุกเข้าหาประชาชน ทั้งระดมฉีดวัค รักษาผู้ป่วยในเบื้องต้น  นอกเหนือจากการรณรงค์ให้คนจะนะฉีดวัคซีน