เดินหน้าประตูระบายน้ำอยุธยาหนุนแผนจัดการลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/375516

เดินหน้าประตูระบายน้ำอยุธยาหนุนแผนจัดการลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

วันที่ 14 มิถุนายน 2562 – 11:45 น.
กรมชลประทาน,ประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา,ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 2,561 ครั้ง

กรมชลประทานลุย EIA ประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมพื้นที่2จังหวัด13อำเภอ บรรเทาน้ำท่วม–แล้งซ้ำซาก พร้อมเปิดแผนโครงการจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง9โครงการ

นายอรรถพร ปัญญาโฉม รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ทำการสำรวจพื้นที่ดำเนินโครงการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 13 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วยพื้นที่ อ.บางไทร อ.บางบาล อ.บางปะหัน อ.บางปะอิน อ.ผักไห่ อ.พระนครศรีอยุธยา อ.มหาราช และ อ.เสนา ส่วนในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ประกอบด้วย อ.ไชโย อ.ป่าโมก อ.โพธิ์ทอง อ. เมือง และ อ.วิเศษชัยชาญ โดยมีพื้นที่หัวงานโครงการตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่หัวงาน 76.93 ไร่ ระบายน้ำได้สูงสุด 1,200 ลบ.ม./วินาที จากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในพื้นที่ดังกล่าว 10,970 ล้าน ลบ.ม./ปี

     ด้านนายวรวิทย์ บุณยเนตร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล กล่าวว่า กรมชลประทานได้เร่งศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และป้องกันความเสียหายต่อชุมชนเมืองและแหล่งโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีอัตราการไหลรวดเร็ว

ทั้งนี้ ในการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้ง 4 ปัจจัย ได้แก่ ทรัพยากรทางกายภาพชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต โดยมีการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้ความสำคัญกับกระบวนการประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของประชาชนอีกด้วย

ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล กล่าวถึงจุดประสงค์ของโครงการประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยาว่า เนื่องจากพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยเฉพาะน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซากและมีแนวโน้มระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ชุมชน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในขณะเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวกลับเก็บกักน้ำได้น้อยในช่วงฤดูฝน ทำให้ในช่วงฤดูแล้ง ปริมาณน้ำใช้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและพื้นที่เพาะปลูกอีกด้วย

“การจัดทำประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยาจะทำให้สามารถป้องกันกลุ่มโบราณสถานสำคัญในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากอุทกภัยซ้ำซากหรือปริมาณน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากลำน้ำมีลักษณะคดเคี้ยว แคบและเป็นคอขวด ตลอดจนริมสองฝั่งแม่น้ำเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนเมืองปิดกั้นเส้นทางการระบายน้ำและกีดขวางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ อีกทั้งยังเพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ให้แก่พื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูแล้งและเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการอุปโภค–บริโภคของประชาชนในพื้นที่ และด้วยโครงการดังกล่าวเข้าข่ายโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทานจึงได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา”ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล กล่าว

นอกเหนือจากโครงการประตูระบายน้ำพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานยังได้ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยได้นำเสนอในที่ประชุม กนช. 3 ครั้ง และครม. 2 ครั้ง จากนั้นที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการแผนงานบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน ประกอบด้วย

1.ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ผ่านการปรับปรุงคลองระพีพัฒน์และโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันออก เพื่อให้สามารถเพิ่มการระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักสู่ทะเล จากเดิม 210 ลบ.ม./วินาที เป็น 400 ลบ.ม./วินาที เริ่มดำเนินการไปแล้วบางส่วน เช่น ประตูระบายน้ำพระมหินทร์ ประตูระบายน้ำพระศรีศิลป์ ประตูระบายน้ำพระศรีเสาวภาค ประตูระบายน้ำพระธรรมราชา เป็นต้น

2. คลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ซึ่งแบ่งเป็น การปรับปรุงคลองชัยนาท–ป่าสัก เป็นคลองส่งน้ำคู่คลองระบายน้ำ ซึ่งเป็นการปรับปรุงคลองชัยนาท–ป่าสัก ซึ่งมีอยู่เดิมให้ระบายน้ำหน้าเขื่อนเพิ่มขึ้นจาก 130 เป็น 930 ลบ.ม./วินาที ความยาว 134 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างสำรวจออกแบบรายละเอียดในช่วงแรก และคลองระบายน้ำหลากป่าสัก–อ่าวไทย เป็นคลองระบายน้ำขุดใหม่ขนาด 600 ลบ.ม./วินาที ยาว 135 กม. ระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ลงสู่อ่าวไทย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณารายงาน EIA

3. คลองระบายน้ำคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งระบายน้ำได้ 500 ลบ.ม./วินาที มีความยาว 110.85 กิโลเมตร โดย JICA ศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นแล้วเสร็จเมื่อกุมภาพันธ์ 2561 ปัจจุบัน สทนช. กำลังจะศึกษาเปรียบเทียบแนวทางและทางเลือกการดำเนินการ

4. ปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก ซึ่งมีต้องปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ด–บางยี่หน ให้สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เพิ่มจาก 52 ลบ.ม./วินาที เป็น 130 ลบ.ม./วินาที วงเงินรวม 34,300 ล้านบาท

5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดยขุดลอกให้สามารถระบายน้ำได้ 2,500 ลบ.ม./วินาที ที่ระดับตลิ่ง ดำเนินงานโดยกรมเจ้าท่า

6. การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งมีชุมชนที่ได้รับผลกระทบ 14 ชุมชน บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา กรมโยธาธิการฯ โดยได้สร้างพนังป้องกันแล้ว 6 ชุมชน และอยู่ในแผนดำเนินการอีก 3 ชุมชน ในส่วนที่เหลือกรมโยธาธิการฯ จะเข้าแผนศึกษาเพี่อดำเนินการต่อไป

7. คลองระบายน้ำหลากบางบาล–บางไทร สามารถระบายน้ำเลี่ยงเมืองอยุธยา 1,200 ลบ.ม./วินาที โดยคลองระบายน้ำยาว 22.4 กิโลเมตร ครม.เห็นชอบในการดำเนินโครงการแล้ว

8. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน โดยการขุดลอก และปรับปรุงบริเวณคอขวดและช่องลัด เพิ่มประสิทธิภาพการระบายแม่น้ำท่าจีน ได้สูงสุดอีก 90 ลบ.ม./วินาที ดำเนินงานโดยกรมเจ้าท่า และกรมชลประทานในส่วนที่เป็นทางน้ำชลประทาน

9. พื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำนอง เริ่มดำเนินการแล้วใน พ.ศ. 2560 เป็นการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำ 1.15 ล้านไร่ ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา โดยปรับแผนการเพาะปลูก รองรับน้ำหลากได้ประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม.

“ประยูร”นำคณะเยี่ยมชมโครงการ “เกษตรวิชญา” จ.เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/375311

“ประยูร”นำคณะเยี่ยมชมโครงการ “เกษตรวิชญา” จ.เชียงใหม่

วันที่ 13 มิถุนายน 2562 – 00:47 น.
ประยูร อินสกุล,เกษตรวิชญา
เปิดอ่าน 2,843 ครั้ง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เยี่ยมชมโครงการ “เกษตรวิชญา” จ.เชียงใหม่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำทีมเยี่ยมชมโครงการ “เกษตรวิชญา” บ้านกองแหะ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พร้อมส่งเสริมการดำเนินการสหกรณ์ ให้มีประสิทธิภาพ สร้าง ความเชื่อมั่นให้สมาชิก

วันที่ 11 มิถุนายน 2562 นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการ “เกษตรวิชญา” บ้านกองแหะ ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งดําเนินการในลักษณะคลินิกเกษตร เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดําริ ในรูปแบบของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติ และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแบบอย่างยั่งยืน

นายประยูร กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรบ้านกองแหะ จำกัด  ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมในโครงการฯ 32 ราย ได้รับจัดสรรที่ทำกินจากโครงการรายละ 1 ไร่ โดยสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกหอมหัวใหญ่ รอบการผลิตใช้เวลา 6 เดือน ผลผลิตต่อไร่สามารถสร้างรายได้ประมาณ 60,000 บาท แบ่งเป็นต้นทุน 20,000 บาท กำไร 40,000 บาท นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้สมาชิกปลูกถั่วแขก ถั่วแระ ถั่วลิสง ถั่วดาวอินคา เผือก ซาโยเต้ มะเขือยาว องุ่น ดอกดาวเรือง หลังฤดูปลูกหอมหัวใหญ่ เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

ด้านปัญหาและอุปสรรคของสหกรณ์ พบว่าประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งเงินทุน ไม่มีสำนักงานในการปฏิบัติงาน และเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ โดยคณะได้ร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและรับทราบร่างแผนดำเนินการ และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ “เกษตรวิชญา” ร่วมกับกำหนดทิศทางการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ในพื้นที่ โดยจะนำความรู้ไปถ่ายทอดและขยายผลในสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง โครงการตามพระราชดำริ รวมถึงสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรทั่วไป

เริ่มแล้ว เกษตรฯ เปิด “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/375310

เริ่มแล้ว เกษตรฯ เปิด “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด”

วันที่ 13 มิถุนายน 2562 – 00:42 น.
สารเคมีเกษตร
เปิดอ่าน 3,180 ครั้ง

เริ่มแล้ว เกษตรฯ เปิด “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” 

วันที่  12 มิ.ย. 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด รับสมัครเกษตรกรที่ต้องใช้ สารจำกัดวัชพืช ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และสารกำจัดศัตรูพืช คลอร์ไพริฟอส เพียงสมัครด้วยตนเองได้ที่ http:// chem.doae.go.th  หรือผ่าน แอปพลิเคชัน FARMBOOK ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ทุกวันตามเวลาราชการ เกษตรกรเลือกวันและวิธีการอบรมได้เองตามความสมัครใจ และเข้าทดสอบตามวันเวลาที่เลือก เกษตรกรที่สอบผ่านจึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสาร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ ออกประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 5เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยจะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วัน เป็นต้นไป (20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป) ประกาศฯ ดังกล่าวกำหนดให้ เกษตรกรผู้ใช้สาร ผู้รับจ้างพ่น จะต้องผ่านการอบรมเพื่อให้สามารถใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยมี 4 หน่วยงานที่รับผิดชอบในการอบรม ดังนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะอบรมและทดสอบ ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย จะอบรมและทดสอบให้กับเกษตรผู้ปลูกยางพารา สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย จะอบรมและทดสอบให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยกรมวิชาการเกษตรจะทำหน้าที่อบรมเจ้าหน้าที่ของ 3 หน่วยงานเพื่อให้เป็นวิทยากรไปอบรมเกษตรกร และเป็นผู้อบรมให้กับผู้รับจ้างพ่น และพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปลัด อบต.

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดูแลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว และมีพื้นที่ปลูกพืชจริง ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกพืช มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก และมีความประสงค์ใช้สาร ก็ยังสามารถมาขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร และเข้าสู่ขั้นตอนของการขึ้นทะเบียน ซึ่งต้องลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงและวาดแปลง ทั้งนี้ คุณสมบัติของเกษตรกรจะต้องมีอายุ18 ปีขึ้นไป สัญชาติไทย และเป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชนั้นจริงไม่น้อยกว่า 15 – 60 วัน เงื่อนไขตามแต่ละชนิดพืช

         สำหรับการสมัครขอรับสิทธิ์ซื้อ 3 สาร เกษตรกรสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป ที่ “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” http://chem.doae.go.th หรือ แอปพลิเคชัน “FARMBOOK” ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง Android และ iOS ได้ทันที สำหรับท่านที่ยังไม่สะดวกให้ไปติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่งใกล้บ้านท่าน  โดยสามารถเลือกช่องทางเรียนรู้ได้ 3 ช่องทาง คือ ช่องทางแรก เข้ารับการอบรมโดยวิทยากร ครู ข ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ช่องทางที่ 2 เรียนรู้ผ่านระบบ e-Learning โดยเรียนจากเว็บไซต์ http://elearning.doae.go.th มีทั้งหมด 9 ตอน ใช้เวลาประมาณ 60 นาที  หรือ ท่านใดที่ประสงค์จะทดสอบเลย เนื่องจากมีความรู้เพียงพอแล้ว สามารถเลือก ช่องทางที่ 3 สมัครเข้ารับการทดสอบ ได้เลย จากเว็บไซต์ดังกล่าว โดยต้องเลือกสถานที่สอบ วันที่และช่วงเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสมัครใจ ทั้งนี้ สำหรับการทดสอบจะเริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค. 62 เป็นต้นไป กรณีไม่ผ่านการทดสอบ สามารถเลือกสอบได้อีก 1 รอบ หากยังไม่ผ่าน เกษตรกรจะต้องสมัครเข้าไปเลือกการทดสอบอีกครั้งในระบบ

เลขาฯ กฟก. แจงบทบาทผู้แทนเกษตรกร ดีเดย์ 16 มิ.ย. เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374998

เลขาฯ  กฟก. แจงบทบาทผู้แทนเกษตรกร ดีเดย์ 16 มิ.ย. เลือกตั้ง

วันที่ 10 มิถุนายน 2562 – 21:37 น.
กฟก
เปิดอ่าน 5,283 ครั้ง

เลขาฯ  กฟก. แจงบทบาทผู้แทนเกษตรกร ดีเดย์ 16 มิ.ย. เลือกตั้ง 

เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เผยที่มาการมีผู้แทนเกษตรกร  เตรียมพร้อมเลือกตั้ง 16 มิถุนายน 2562   พร้อมเชิญชวนเกษตรกรสมาชิกออกมาใช้สิทธิให้มาก

 นายสไกร  พิมพ์บึง

นายสไกร  พิมพ์บึง  รองเลขาธิการ  รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า การมีผู้แทนเกษตรกร เป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และมาตรา 13 กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรมีองค์ประกอบ 3 ส่วน  ได้แก่ 1 กรรมการโดยตำแหน่งที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานกรรมการ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน  2.กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวน 11 คน และ 3. กรรมการที่เป็นผู้แทนเกษตรกรจำนวน 20 คน   ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ลงนามแต่งตั้ง  ผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกองค์กรเกษตรกรใน 4 ภูมิภาค จำแนกเป็นผู้แทนภาคเหนือ 5 คน ภาคกลาง 4 คน                     ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  7 คน และภาคใต้ 4 คน

ตามคำสั่ง คสช. ที่ 26/2560 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ให้มอบหมายให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจดำเนินการตามภารกิจ 3 เรื่อง คือ 1.การแก้ไขปัญหาหนี้เร่งด่วน 2.การแก้ปัญหาภายในสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร   และ 3.การได้มาซึ่งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร   ซึ่งผู้แทนเกษตรกรในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ  จึงจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรเพื่อเป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในวันที่ 16 มิถุนายน 2562 นี้

“จึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรสมาชิกทุกท่านออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ในวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 นี้กันให้มาก ๆ  โดยนำบัตรประจำตัวประชาชน  หรือใบขับขี่  หรือเอกสารที่ทางราชการออกให้ที่มีหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และรูปถ่ายที่สามารถใช้อ้างอิงได้  ยื่นแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้งเพื่อจะใช้สิทธิเลือกตั้ง   ซึ่งเกษตรกรสมาชิกสามารถลงคะแนนเลือกผู้สมัครได้ 1 คน เพื่อให้ได้ผู้แทนเกษตรกรเข้ามาเป็นปากเป็นเสียง   ร่วมเสนอความคิดเห็น มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร  ตลอดจนการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทั้งด้านหนี้สิน  การพัฒนาและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร  และให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับเกษตรกร” นายสไกร  กล่าว

GCปักธงธุรกิจสีเขียวขับเคลื่อนทุกวันให้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374799

GCปักธงธุรกิจสีเขียวขับเคลื่อนทุกวันให้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก

วันที่ 8 มิถุนายน 2562 – 07:47 น.
วันสิ่งแวดล้อมโลก
เปิดอ่าน 3,474 ครั้ง

GC ปักธงธุรกิจสีเขียวขับเคลื่อนทุกวันให้เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก

เวียนกลับมาอีกครั้งสำหรับวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เพื่อระลึกถึงความร่วมมือในการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,300 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่

      จากการประชุมครั้งนั้นได้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงร่วมกันหลายด้าน เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment: United Nations Environment Programme) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา การรับข้อตกลงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เกิดจากการประชุม เพื่อไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมโลกนับตั้งแต่นั้นมา ซึ่งประเทศไทยได้มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

การตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกนั้นมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างรวดเร็ว  ด้วยเหตุนี้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy จึงเป็นความหวังของโลกที่จะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะหลักการดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย รวมถึงการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่อีกครั้ง (Re-material) หรือการนำมาใช้ซ้ำ (Reuse) ซึ่งประเทศที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน  เป็นต้น

ขณะที่ประเทศไทยนั้นได้มุ่งให้ความสำคัญกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ได้ปรับใช้หลักการดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจ และหนึ่งในผู้ประกอบการหลักที่ได้มีการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างเห็นได้ชัดเจนคือ บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ผู้ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต   ที่ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นต้นแบบ โดยประยุกต์ใช้ใน “GC  Circular Living“ ผ่านการพัฒนาองค์กรใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนานำวัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเป็นพลาสติกย่อยสลายได้ หรือไบโอพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทดแทนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ถือเป็นพลาสติกทางเลือกใหม่ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การดูแลสิ่งแวดล้อม

2. การเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand โดยการนำขยะพลาสติกจากท้องทะเลและชายฝั่งมารีไซเคิล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเก็บ ขนส่ง ออกแบบ จนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น เช่น เสื้อ รองเท้า กระเป๋า และอุปกรณ์เพื่อใช้ในครัวเรือน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสการสร้างความร่วมมือในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกของโลกอย่างเป็นรูปธรรม

3. การนำระบบ 5Rs  ได้แก่  การลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การแปรรูปมาใช้ใหม่ (Recycle) การใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable) และการปฏิเสธการใช้ (Refuse) มาใช้ในทุกกระบวนการผลิตของโรงงาน  ตั้งแต่การนำพลังงานเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต การเลือกใช้สารเคมีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการที่น่าจับตาคงจะหนีไม่พ้น แผนการสร้างโรงงานรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจรตามมาตรฐานสากล มูลค่า 2,000   ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตขนาด 4 หมื่นตันต่อปี

ล่าสุด “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC แย้มว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงจะได้เห็นโรงงานนี้แล้วเสร็จในปลายปี 2563  นอกจากนี้กลุ่ม GC ยังมีแผนลดกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับสินค้าชนิดใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงหูหิ้ว จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต1 แสนตันต่อปี ให้เหลือศูนย์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า และจะหันมาผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทน พร้อมกับพัฒนาไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

นี่เป็นเพียงโมเดลธุรกิจหนึ่งที่จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของไทยและของโลกให้อยู่แบบยั่งยืนเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นได้ ต้องอยู่ในจิตสำนึกของทุกๆ คน เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการกระทำของคนเราทั้งสิ้น  มาร่วมกันรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยให้ทุกๆ วันเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่ออนาคตของเราและลูกหลานในวันข้างหน้า

ล่าสุด “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC แย้มว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงจะได้เห็นโรงงานนี้แล้วเสร็จในปลายปี 2563  นอกจากนี้กลุ่ม GC ยังมีแผนลดกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับสินค้าชนิดใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงหูหิ้ว จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต1 แสนตันต่อปี ให้เหลือศูนย์ ในอีก 5 ปีข้างหน้า และจะหันมาผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทน พร้อมกับพัฒนาไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

นี่เป็นเพียงโมเดลธุรกิจหนึ่งที่จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของไทยและของโลกให้อยู่แบบยั่งยืนเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นได้ ต้องอยู่ในจิตสำนึกของทุกๆ คน เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการกระทำของคนเราทั้งสิ้น  มาร่วมกันรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยให้ทุกๆ วันเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่ออนาคตของเราและลูกหลานในวันข้างหน้า

“เชิดชัย”ลงพื้นที่เยี่ยมไมซ์เพื่อชุมชนสหกรณ์วังไทร จ.ระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374791

“เชิดชัย”ลงพื้นที่เยี่ยมไมซ์เพื่อชุมชนสหกรณ์วังไทร จ.ระยอง

วันที่ 8 มิถุนายน 2562 – 06:49 น.
สหกรณ์วังไทร
เปิดอ่าน 3,213 ครั้ง

“เชิดชัย”ลงพื้นที่เยี่ยมไมซ์เพื่อชุมชนสหกรณ์วังไทร จ.ระยอง

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนายภานุวัฒน์ ณ นครพนม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสหกรณ์ และนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมงาน Familiarization Trip ไมซ์เพื่อชุมชน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน) จัดขึ้น โดยนำคณะสื่อมวลชน และคณะผู้แทนองค์กรภาคเอกชนต่างๆ เดินทางไปเยี่ยมชมศักยภาพของสหกรณ์ที่ได้รับคัดเลือกร่วมกิจกรรมไมซ์เพื่อชุมชนปี 2 ในพื้นที่จังหวัดระยอง

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

        โดยในช่วงเช้าเดินทางไปยังสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความโดดเด่นทางด้านนวัตกรรมการเกษตรของทุเรียน อาทิ การทำ QR Code เพื่อให้ข้อมูลทุเรียน ซึ่งสหกรณ์จะเน้นให้สมาชิกคัดทุเรียนคุณภาพเพื่อขายตลาดในประเทศมากขึ้น  คณะผู้เยี่ยมชมจะได้ชิมผลไม้สด ทุเรียนสดจากต้น และทดลองปอกทุเรียนด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมการดูแลสวนทุเรียนของกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ และร่วมประมูลทุเรียนส่งออกพิเศษล็อตสุดท้าย
จากนั้นคณะฯ ได้เดินทางไปยัง สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด ชมอ่างเก็บน้ำประแสร์ พร้อมรับฟังการนำเสนอภาพรวมกิจการของสหกรณ์ ชมพื้นที่อาคาร ห้องประชุมสำหรับรองรับการจัดประชุมสัมมนา และร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อป เมล่อนช๊อต ซึ่งทำจากเมล่อนที่ปลูกในพื้นที่ที่มีความหวานเป็นพิเศษกว่าที่อื่น นอกจากนี้คณะฯ ยังได้เลือกซื้อผลิตผลและของฝากจากสมาชิกสหกรณ์และชุมชนใกล้เคียงจากชาวบ้านชาวสวนมาขายด้วยตนเอง เช่น ข้าวอินทรีย์ เมล่อนที่มีความหวาน 14 บริกซ์ ผักสดและผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สับปะรด ชาดาวเรือง หญ้าหวาน หน่อไม้ ปลาทับทิม และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นการสร้างรายได้โดยตรงให้กับชุมชนและกระตุ้นให้เกิดการกระจายตัวทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

รองอธิบดีสหกรณ์เปิดงาน “7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374790

รองอธิบดีสหกรณ์เปิดงาน “7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน”

วันที่ 8 มิถุนายน 2562 – 06:44 น.
สหกรณ์โรงเรียน
เปิดอ่าน 1,153 ครั้ง

รองอธิบดีสหกรณ์เปิดงาน “7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน”

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2562 นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “7 มิถุนายน วันสหกรณ์นักเรียน” ประจำปี 2562 ณ โรงเรียนวัดบึงทองหลาง (พิทักษ์วิทยาคาร) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยมีครูและนักเรียนจากโรงเรียนที่ดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร 28 แห่ง เข้าร่วมงานกว่า 400 คน

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานสหกรณ์ พร้อมนำเสนอผลงานและคู่มือสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ กิจกรรมฐานเรียนรู้การสหกรณ์ การประกวดโรงเรียนการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์รางวัลพระราชทาน ประจำปี 2561 จำนวน 2 โรงเรียน การมอบเกียรติบัตรให้กับโรงเรียนที่ผ่านการประกวดโรงเรียนจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ระดับภาค

นอกจากนี้ยังมีตลาดนัดผลิตภัณฑ์สหกรณ์นักเรียน จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่นักเรียนได้ร่วมกันผลิตขึ้น ทั้งสินค้าประเภทอาหารแปรรูป ขนม และงานหัตถกรรม กิจกรรมประกวดทำอาหาร ร้องเพลง การตอบปัญหาชิงรางวัล การเขียนเรียงความและวาดภาพระบายสี เพื่อให้นักเรียนได้แสดงผลงานที่เกิดจากการเรียน การสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนและมีการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดในการพัฒนากิจกรรมสหกรณ์นักเรียนร่วมกัน
สำหรับสหกรณ์นักเรียนเกิดจากแนวพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 โดยมีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะนั้น (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย)ให้จัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์และดำเนินกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน โดยเริ่มที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ภายใต้โครงการตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้ได้รับโอกาสและเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครองและชาวบ้านในชุมชน ซึ่งการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับหลัก และวิธีการสหกรณ์ให้แก่เยาวชน จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และมีทักษะในการทำงานร่วมกัน ฝึกการวางแผน ช่วยกันคิดแก้ไขปัญหา และร่วมกันคิดร่วมกันทำ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตต่อไป

ชู”สะเอียบโมเดล”สานความเข้าใจรัฐกับชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374745

ชู”สะเอียบโมเดล”สานความเข้าใจรัฐกับชาวบ้าน

วันที่ 7 มิถุนายน 2562 – 15:05 น.
สะเอียบ,ชูสะเอียบโมเดล
เปิดอ่าน 731 ครั้ง

ชู”สะเอียบโมเดล”สานความเข้าใจรัฐกับชาวบ้าน

“ในอดีตผมถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้นำการคัดค้านการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ตำบลสะเอียบ จนมองว่าเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานเป็นศัตรู จนถึงขั้นไม่ยอมให้เข้าพื้นที่ แต่หลังจากมหาวิทยาลัยนเรศวรเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานจนเกิดความเข้าใจแล้ว ชาวตำบลสะเอียบก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพราะชาวบ้านต่างก็เห็นความสำคัญของการมีแหล่งน้ำ ความในใจของ สมมิ่ง เหมืองร้อง สารวัตรกำนัน ตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่

จากการประสานงานของมหาวิทยาลัยนเรศวร สามารถที่จะลดความขัดแย้งจนนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชน  ทำให้เกิด “สะเอียบโมเดล”ที่เป็นการร่วมกันพัฒนาแหล่งน้ำ ตามความต้องการของชาวตำบลสะเอียบเสนอให้มุ่งไปในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาย่อยของแม่น้ำยมแทนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่  โดยเบื้องต้นชาวบ้านได้สำรวจและระบุพื้นที่ที่ต้องการให้สร้างไว้แล้ว 4 จุดคือ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง  โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเป้า โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เต้นตอนบน และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2  โดยเบื้องต้นได้ทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความเหมาะสมโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยเป้า

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พูดถึงภาพรวมของโครงการนี้ ว่าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำยมตอนบน ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก็คือ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 และอ่างเก็บน้ำห้วยเป้า ในจังหวัดแพร่ ในส่วนของพื้นที่ตอนล่าง ได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำยม เพื่อกักน้ำในลำน้ำยมไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงการขยายผลบางระกำโมเดล สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ก็ดำเนินการอย่างต่อเนื่องกระจายไปทั้งลุ่มน้ำ

อธิบดีกรมชลประทาน อธิบายเพิ่มเติมว่า 2 โครงการที่กำลังศึกษาในจังหวัดแพร่นั้นมีระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11 สิงหาคม 2562 ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม และฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ลุ่มน้ำยม ในปี 2559 กรมชลประทานดำเนินการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก ที่เป็นความต้องการของประชาชนที่ต้องการอ่างเก็บน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และป้องกันอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก

ด้านนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งได้ลงพื้นที่ตำบลสะเอียบ ร่วมเสวนาในประเด็น “พัฒนาการความสัมพันธ์ของกรมชลประทาน กับคนสะเอียบ” โครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 และอ่างเก็บน้ำห้วยเป้า ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ พร้อมกับ นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ

ในการเสวนาครั้งนี้ เป็นการพูดคุยและรับฟังความเห็นระหว่างชาวบ้านในพื้นที่และกรมชลประทาน เพื่อหาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำร่วมกัน โดยชาวตำบลสะเอียบมีความต้องการด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งควรดำเนินการตามลุ่มน้ำสาขา จึงเสนอให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวน 4 โครงการ คือ อ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง อ่างเก็บน้ำห้วยเป้า อ่างเก็บน้ำห้วยแม่เต้นตอนบน และอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 ซึ่งเป็นที่มาการจ้างศึกษา โครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 และโครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น อ่างเก็บน้ำห้วยเป้า โดยทั้ง 2 อ่าง อยู่ในพื้นที่ ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ และเป็นโครงการที่ราษฎร เป็นผู้จัดลำดับความสำคัญมา โดยมีระยะเวลาดําเนินการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม 300 วัน เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 และจะสิ้นสุดในวันที่ 11 สิงหาคม 2562 ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการ คือ เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภค-บริโภคของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมักจะขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง อีกด้วย

“วันนี้ได้เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เราได้มีโอกาสมาในเรื่องของการศึกษาเนื่องจากเราใช้สะเอียบโมเดลก็คือว่าที่ผ่านมานี่เราห่างเหินกระบวนการมีส่วนร่วมแต่วันนี้จากการที่พี่น้องชาวสะเอียบได้ขับเคลื่อนทำให้ทุกภาคส่วนเสียงส่วนน้อยส่วนใหญ่จะต้องพูดคุยกันและรับฟังในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำเพราะว่าทุกพื้นที่น้ำเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกันพี่น้องชาวสะเอียบก็มีพื้นที่ทำการเกษตรทำไร่ทำสวนทำพื้นที่ทางการเกษตรมากมายชุมชนที่อยู่ที่นี่มีโรงเรียนมีวัดมีบ้านเรือนเกือบๆจะ 4 ร้อยครัวเรือนทุกคนต้องการน้ำวันนี้เรามาศึกษา” นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการกรมชลประทาน ระบุ

เครือซีพี.คิกออฟโครงการ OUR Khung Bang Kachao วันสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374504

เครือซีพี.คิกออฟโครงการ OUR Khung Bang Kachao วันสิ่งแวดล้อม

วันที่ 6 มิถุนายน 2562 – 10:04 น.
เครือซีพี
เปิดอ่าน 1,059 ครั้ง

เครือซีพี.คิกออฟโครงการ OUR Khung Bang Kachao วันสิ่งแวดล้อม

เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิ.ย.62 คิกออฟโครงการ OUR Khung Bang Kachao ด้านพื้นที่สีเขียว  “เครือซีพี-ทรู”รวมพลังจิตอาสาปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว ผนึกภาคีเครือข่าย 31 องค์กร เพิ่มพื้นที่สีเขียว เติมแหล่งโอโซนที่คุ้งบางกะเจ้า มุ่งขับเคลื่อนสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

ในการนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรผู้สนับสนุนพื้นที่สีเขียว ได้ร่วมจัดกิจกรรม“พัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จ                        พระเจ้าอยู่หัว”ที่คุ้งบางกะเจ้า แปลงหมายเลข 1599 หมู่ที่  11  ต.บางกอบัว อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ นำโดย               นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ เครือเจริญโภคภัณฑ์                 นายสมชาย ไพบูลย์พลาย้อย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด และ                    นายภูมิ ศิรประภาศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักความยั่งยืนองค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาจากทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้านตำบลบางกอบัวและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนกว่า 100 คน โดยเริ่มจากกิจกรรมปั่นจักรยานรอบคุ้งบางกะเจ้า ระยะทาง 3 กม.ก่อนจะรวมตัวกันเพื่อปลูกต้นไม้อย่างพร้อมเพรียง อาทิ ต้นพยอม ต้นประดู่ ต้นสะเดามัน  กล้วยน้ำว้า เป็นต้น ซึ่งได้รับเกียรติจากนายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการและ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้  เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ OUR Khung Bang Kachao ในคณะทำงานด้านการพื้นที่สีเขียวที่มีองค์กรภาคีทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนมีส่วนร่วมใน คณะทำงานด้านการส่งเสริมอาชีพ คณะทำงานด้านการศึกษาและพัฒนาเยาวชนและคณะทำงานด้านจัดการขยะเพื่อร่วมพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างยั่งยืนใน 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และ สังคมวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การสร้างให้เกิด “เศรษฐกิจสีเขียว” หรือ การขับเคลื่อนพัฒนาพื้นที่สีเขียวที่สามารถสร้างให้เกิดรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับวิถีชีวิตชุมชนให้ดีขึ้น ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนา กรมป่าไม้ และชุมชนบางกอบัว

สำหรับคุ้งบางกะเจ้า ถือเป็นแหล่งโอโซนใหญ่ในเมืองที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งในปัจจุบันยังมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และถือเป็นแหล่งผลิตโอโซนลำดับที่ 7 ของโลก เปรียบได้กับปอดของคนกรุงเทพฯ   โดยวันที่ 28 มีนาคม 2562 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้คุ้งบางกะเจ้า               รวม 11,819 ไร่ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย 6 ตำบล ได้แก่ บางกะเจ้า บางน้ำผึ้ง บางกอบัว                   บางกระสอบ บางยอและทรงคนอง และเมื่อปี 2549 ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร ไทม์ส (Times) ให้เป็น The Best Urban Oasis of Asia

เกษตรฯ มั่นใจเดินหน้าให้ความรู้เกษตรกรใช้สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374449

เกษตรฯ มั่นใจเดินหน้าให้ความรู้เกษตรกรใช้สารเคมี

วันที่ 5 มิถุนายน 2562 – 16:37 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,สารเคมี
เปิดอ่าน 2,063 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร มั่นใจ ทีม ครู ข พร้อมเดินหน้า ให้ความรู้เกษตรกรใช้สารเคมีให้ถูกต้องปลอดภัย รับสิทธิ์ ซื้อ 3 สาร

                 นายสำราญ สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.การจำกัดการใช้ การกำหนดฉลาก และภาชนะบรรจุ วัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 2. การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การมีไว้ในครอบครอง และกำหนดให้มีบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการควบคุมการขาย ซึ่งวัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้  และ 3. การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เฉพาะวัตถุอันตรายที่เกี่ยวกับ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 3 ชนิดนี้ และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

  นายสำราญ สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

ซึ่งประกาศดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรผู้ต้องการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ต้องผ่านการอบรม และทดสอบความรู้ จึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสารเคมีดังกล่าวโดยมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร (ครู ข) กว่า 1,625 คน จาก สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 50 ศูนย์ทั่วประเทศได้เข้ารับการอบรมหลักสูตร “การใช้วัตถุอันตราย พาราควอต  ไกลโฟเซต  และคลอร์ไพริฟอส  ให้ถูกต้องและปลอดภัยซึ่งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรที่ผ่านการอบรมเหล่านี้ จะทำหน้าที่เป็นวิทยากรนำความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกร แล้วเกษตรกรจะเข้ารับการทดสอบความรู้ เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ก่อนนำไปซื้อสารเคมี 3 ชนิดต่อไป

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกคน ต้องเร่งทำความเข้าใจ เพื่อให้เกษตรกรที่ต้องการรับสิทธิ์ได้รับทราบขั้นตอนที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร จะต้องมาแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่ตั้งแปลงปลูกของตนพร้อมนำหลักฐานประกอบด้วยบัตรประชาชน และสำเนาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางพารา จะต้องไปขึ้นทะเบียนได้ที่ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ทั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตร จะเปิดรับสมัครเกษตรกร เข้ารับการอบรม และทดสอบประมาณเดือนมิถุนายนนี้เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่เกษตรกรจะต้องได้รับสิทธิ์ในการซื้อสารทั้ง 3 ชนิดก่อนวันที่ 20 ตุลาคม 2562

สำหรับข้อกำหนดที่เกษตรกรควรรู้ตามประกาศจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ สารพาราควอต และไกลโฟเซต อนุญาตให้ใช้กำจัดวัชพืช เฉพาะในแปลงปลูกพืช 6 ชนิด ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ส่วนคลอร์ไพริฟอส อนุญาตให้ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช เฉพาะในแปลงปลูกไม้ดอก พืชไร่ และไม้ผล ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะกรณีต้องการกำจัดหนอนเจาะลำต้นเท่านั้น นอกจากนี้ สำหรับพื้นที่ 4 ประเภทที่ห้ามใช้เด็ดขาด ได้แก่ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ปลูกผัก และพื้นที่ปลูกสมุนไพร

“ส่วนระยะเวลาที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชต้องแจ้งข้อมูลในทะเบียนเกษตรกร คือ ข้าวโพดมันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ต้องดำเนินการแจ้งภายหลังการปลูก 15 – 60 วัน ปาล์มน้ำมันยางพารา และไม้ผล ให้แจ้งภายหลังการปลูกแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน กรณีที่ยืนต้นอยู่ให้เกษตรกรแจ้งปรับปรุงข้อมูลทุกปี ส่วนพืชอื่นๆ ให้แจ้งภายหลังปลูกแล้วไม่น้อยกว่า  15 วัน”อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวในที่สุด