สทนช.ร่วมประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ลานช้างที่คุนหมิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374444

สทนช.ร่วมประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ลานช้างที่คุนหมิง

วันที่ 5 มิถุนายน 2562 – 16:13 น.
แม่โขง,ลานช้าง
เปิดอ่าน 1,305 ครั้ง

สทนช.ร่วมประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ลานช้างที่คุนหมิง

            สทนช. เป็นตัวแทนประเทศไทยประชุมคณะทำงานร่วมสมัยวิสามัญสาขาทรัพยากรน้ำครั้งที่ 1 ประจำปี 2562ร่วมกับประเทศจีนและอีก 4 ประเทศสมาชิกท้ายน้ำโขง ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ลานช้าง พร้อมเชื่อมข้อมูลระดับน้ำและปริมาณน้ำฝน 2 สถานีหลักในจีนใช้บริหารจัดการน้ำในฤดูฝน ปี 2562 นี้

                  นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานร่วมสมัยวิสามัญ สาขาทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ลานช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ระหว่างวันที่ 4 – 5 มิถุนายน 2562 ณ นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน

                โดยการประชุมครั้งนี้ เลขาธิการ สทนช. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายไทย ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยา กรณีฤดูน้ำหลากสำหรับแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ของคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศจีนและประเทศท้ายน้ำ ได้แก่ เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยฝ่ายจีนจะให้ข้อมูลระดับน้ำและปริมาณฝนในช่วงฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 31 ตุลาคมของทุกปี จัดส่งข้อมูลรายชั่วโมง 2 ครั้งต่อวัน ในเวลา 09.00 น. และ 21.00 น. จากสถานีอุทกวิทยา 2 แห่ง คือ สถานีสถานีจิ่งหง (Yunjinghong) ในแม่น้ำโขงท้ายเขื่อนจิ่งหง และสถานีหม่านอัน (Man’an) ในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้กับศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ                   สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางของประเทศไทย สำหรับประเทศสมาชิกที่เหลืออยู่ระหว่างการมอบหมายหน่วยงานภายใน โดยบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ มีผลครอบคลุมเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป และสามารถรับข้อมูลได้ทันทีในช่วงฤดูฝน ปี 2562 นี้ อีกทั้งยังสามารถขยายระยะเวลาการใช้บังคับไปได้อีก 5 ปี หากประเทศสมาชิกมีความเห็นชอบร่วมกันก่อนที่บันทึกความเข้าใจฯ เดิมจะหมดอายุลง และยังสามารถปรับปรุงหรือแก้ไขเนื้อหาได้หากมีความเห็นชอบร่วมกัน

                  “ประโยชน์ที่ฝ่ายไทยจะได้รับ นอกจากจะได้รับข้อมูลอุทกวิทยา ซึ่งใช้ในการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การป้องกันและบรรเทาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงเพื่อแจ้งเตือนประชาชน โดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำโขงของไทย ความร่วมมือครั้งนี้ยังจะทำให้ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น ความสัมพันธ์ของระดับและปริมาณน้ำ (Rating Curve) สภาพหน้าตัดลำน้ำ (Cross Section) ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในสาขาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขนส่งทางน้ำ การเกษตรริมฝั่ง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การท่องเที่ยวและนันทนาการอีกด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

                   ทั้งนี้ จากความร่วมมือในครั้งนี้ สทนช. จะได้นำข้อมูลอุทกวิทยาและข้อมูลที่ได้รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการพัฒนาศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ และระบบข้อมูลน้ำของประเทศให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นของลุ่มน้ำระหว่างประเทศกับข้อมูลภายในประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในสาขาความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง และผลักดันให้ประเทศจีนเล็งเห็นความจำเป็นในการขยายความร่วมมือเพิ่มเติม จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลเฉพาะฤดูฝน เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาที่ครอบคลุมทั้งปี อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและประเทศสมาชิกท้ายน้ำต่อไป

                  อนึ่ง กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2558 เพื่อเป็นเวทีที่ส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านของประเทศสมาชิก คือ ไทย กัมพูชา จีน ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยมีการกำหนดเสาหลักความร่วมมือที่สำคัญ จำนวน 3 ด้าน คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้านสังคม วัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์ของประชาชน รวมทั้งสาขาความร่วมมือที่สำคัญลำดับต้นของกรอบความร่วมมือ 5 สาขา คือ สาขาความเชื่อมโยง สาขาความร่วมมืออุตสาหกรรม สาขาความร่วมมือเศรษฐกิจข้ามพรมแดน สาขาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สาขาการเกษตรและการลดความยากจน

        หลังจากนั้น ในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 (The 2nd Mekong – Lancang Cooperation Leaders’ Meeting) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 ผู้นำประเทศสมาชิกได้รับรองแผนปฏิบัติการ 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานของ MLC ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 สาขาข้างต้น สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีสาระสำคัญ คือ การจัดทำแผนงานที่มีความครอบคลุมในทุกระดับ การจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำของแม่น้ำโขง – ล้านช้าง การส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดทำระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและเสริมสร้างการแบ่งปันข้อมูลสารสนเทศ การบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในกรณีเกิดอุทกภัยและภัยพิบัติ และจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม 5 ปี และได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ (Joint Working Group on Water Resources : JWG) เพื่อเป็นกลไกในการดำเนินงาน โดยมีบทบาทหน้าที่คือ การวางแผนการดำเนินความร่วมมือ และกำหนดแนวทางความร่วมมือ สำหรับประเทศไทย มีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ทำหน้าที่หน่วยงานกลางในการประสานงานของคณะทำงานร่วมฯ โดยเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายไทย และเป็นตัวแทนประเทศไทยการประชุมคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 นี้

ครม.ไฟเขียว พัฒนาบึงราชนก – บึงบอระเพ็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374309

ครม.ไฟเขียว พัฒนาบึงราชนก – บึงบอระเพ็ด

วันที่ 4 มิถุนายน 2562 – 16:21 น.
สทนช,บึงพอระเพ็ด
เปิดอ่าน 1,042 ครั้ง

ครม.ไฟเขียว พัฒนาบึงราชนก – บึงบอระเพ็ด

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก และแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ กรอบวงเงินรวมกว่า 7 พันล้านบาท พร้อมเร่งหน่วยเกี่ยวข้องเดินหน้าแผนพัฒนาบึงเร่งด่วนในงบปี’63 มุ่งเป้าคืนพื้นที่แก้มลิงเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า วันนี้ (4 มิถุนายน 2562 ) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก งบประมาณ 1,456.98 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการแผนงานเร่งด่วนที่มีความพร้อม จำนวน 11 โครงการ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2563-2565) งบประมาณ 754.56 ล้านบาท และแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ งบประมาณ 5,701.5 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการแผนงานเร่งด่วนที่มีความพร้อม จำนวน 9 โครงการ ในปี 2563-2565 วงเงิน 1,513.5 ล้านบาท ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอ

โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูทั้งสองบึงให้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำขนาดใหญ่ และกันพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สันทนาการ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ พร้อมทั้งมีการจัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเห็นชอบในหลักการให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อให้แผนงานและงบประมาณจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อความต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อน และยืนยันในเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม นำไปสู่การบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำทั้งสองแห่งอย่างยั่งยืน
ดร.สมเกียรติกล่าวว่า สำหรับแผนหลักการฟื้นฟูบึงราชนก จ.พิษณุโลก ประกอบด้วย แผนหลัก 4 ด้าน ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี (2563-2569) ได้แก่ 1.การบริหารจัดการ โดยการจัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินที่หน่วยงานขออนุญาตไว้เดิม มาดำเนินการจัดระเบียบการใช้ที่ดินใหม่จะทำให้มีพื้นที่ผิวน้ำเพิ่มเป็น 3,714 ไร่ 2.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย โดยปรับปรุงทางน้ำเข้าและออก การขุดลอกบึงฯ และกำหนดขอบเขตโดยการยกระดับถนนรอบพื้นที่ 3.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการเกษตร โดยการปรับปรุงขุดลอกคลองและทางน้ำ สร้างฝายเพื่อยกระดับน้ำให้เข้าสู่บึง 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยบูรณาการร่วมกัน 19 หน่วยงาน ซึ่งแผนปฏิบัติการเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ในทันทีในระยะ 3 ปี (2563-2565) จำนวน 11 โครงการ วงเงิน 754.56 ล้านบาท ได้แก่ การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมในพื้นที่บึงราชนก  มีปริมาณน้ำเก็บกัก/ชะลอได้ 28.85 ล้านลูกบาศก์เมตร บรรเทาพื้นที่อุทกภัยในพื้นที่อำเภอวังทอง 10,575 ไร่ ประชาชนรับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 22,370 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 3,960 ไร่ ประชาชนรับประโยชน์ 237 ครัวเรือน โดยเบื้องต้นแผนงานที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ 2563 มีจำนวน 4 โครงการ วงเงิน 9.57 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการแก้ไขปัญหาการบุกรุกครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่บึงราชนก 2.โครงการศึกษาและการรื้อย้ายเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง 3.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในบึงราชนก และ 4.โครงการปรับปรุงและขุดลอกคลองสาธารณะด้านทิศใต้พร้อมอาคารประกอบ
ขณะที่แผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ มีแผนหลัก 6 ด้าน ระยะเวลาดำเนินการ 10 ปี (2563-2572) ได้แก่ 1.การบริหารจัดการและการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อกำหนดพื้นที่ใช้ประโยชน์ในรูปแบบ “ให้ หวง ห้าม”                           2.การแก้ปัญหาภัยแล้งและสร้างความมั่นคงของน้ำ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำและการเติมน้ำเข้าบึงจากแม่น้ำน่าน 3.คุณภาพน้ำ ตะกอน และรักษาระบบนิเวศ เพื่อแก้ปัญหาตะกอนทับถมจากตะกอนดินและวัชพืชที่เสื่อมสลาย และทำวังปลา 4.การจัดการน้ำท่วมและบรรเทาอุทกภัย เพื่อลดพื้นที่น้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ               5.การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ 6.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค โดยพัฒนาสระเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

ซึ่งแผนปฏิบัติการเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันทีระยะ 3 ปี (2563–2565) จำนวน 9 โครงการ วงเงิน 1,513.5 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 67 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 85,000 ไร่     ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ประมาณ 21,000 ไร่ พร้อมทั้งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และประชาชนได้รับประโยชน์ 500 ครัวเรือน วัชพืชถูกกำจัดปีละ 100,000 ตัน และจัดการขยะได้อย่างน้อย 14 ตันต่อวัน มีการใช้ทรัพยากรโดยมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน ป่าต้นน้ำในพื้นที่ได้รับการอนุรักษ์ โดยแผนงานที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ 2563 มีทั้งสิ้น 2 โครงการ วงเงิน 19.5 ล้านบาท ได้แก่ โครงการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนในเขตพื้นที่บึงบอระเพ็ด ในพื้นที่ “ให้ หวง ห้าม” และโครงการขุดลอกคลองวังนา ต.ทับกฤช อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์
ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาฟื้นฟูทั้งสองบึงอย่างมีประสิทธิภาพ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ สทนช. อำนวยการและกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนหลักที่วางไว้ พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณมาดำเนินการเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอให้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามความเหมาะสมต่อไป

กรมพัฒนาที่ดินผนึกกองพันทหารราบที่ 3 วางแผนการใช้ที่ดิน-น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374251

กรมพัฒนาที่ดินผนึกกองพันทหารราบที่ 3 วางแผนการใช้ที่ดิน-น้ำ

วันที่ 4 มิถุนายน 2562 – 13:20 น.
กรมพัฒนาที่ดิน
เปิดอ่าน 807 ครั้ง

กรมพัฒนาที่ดินผนึกกองพันทหารราบที่ 3 วางแผนการใช้ที่ดิน-น้ำ

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 151 อำเภอเจาะไอร้อง  จังหวัดนราธิวาส  ร่วมวางแผนการใช้ที่ดินและบริหารจัดการน้ำ

นางสาวเบญจพร  ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราที่ 151 อำเภอเจาะไอร้อง  จังหวัดนราธิวาส ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส และ พ.ท.ปฐพี พุทธผล ผบ.พัน.3 กรม.151 ในการบริหารจัดการน้ำและแผนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ในการผลิตอาหารและเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับกำลังพล และถ่ายทอดสู่ครอบครัวเกษตรกรพื้นที่รอบค่ายต่อไป เป็นการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและอาชีพ พื้นที่โครงการ ประมาณ 70 ไร่ สำแบ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตรแบบแปลงรวมและพื้นที่เล็กๆ บริเวณบ้านพักสำหรับครัวเรือน เลือกปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว หวังลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้แก่ครัวเรือนทหาร

เกษตรกรฯ เตรียมจัดเลือกตั้งตัวแทนเกษตรกรเป็นบอร์ดกฟก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374193

 เกษตรกรฯ เตรียมจัดเลือกตั้งตัวแทนเกษตรกรเป็นบอร์ดกฟก.

วันที่ 3 มิถุนายน 2562 – 19:25 น.
กฟก
เปิดอ่าน 3,940 ครั้ง

 เกษตรกรฯ เตรียมจัดเลือกตั้งตัวแทนเกษตรกรเป็นบอร์ดกองทุนฟื้นฟูฯ 

กระทรวงเกษตรฯ จับมือกระทรวงมหาดไทย จัดเลือกตั้งบอร์ดกองทุนฟื้นฟูฯ เชิญชวนเกษตรกรสมาชิก 5.5 ล้านคน  ใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรในวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 62 นี้ มุ่งแก้ปัญหาหนี้เร่งด่วนและการฟื้นฟูอาชีพ

วันที่ 3 มิ.ย.  นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวระหว่างการร่วมเปิดการนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ปี 62  ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน พัทยาว่า บอร์ดกองทุนฟื้นฟู มีภาระกิจ การแก้ปัญหาหนี้เร่งด่วน การแก้ปัญหาภายในสำนักงานกองทุนฯ เมื่อเกษตรกรตื่นตัวให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งสมาชิกตัวแทนเข้าไปเป็นบอร์ดกองทุนกองทุนฟื้นฟูฯ จะทำให้การแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร สอดคล้องกับปัญหาที่ชุมชนประสบอยู่ในปัจจุบัน
จากนั้นนายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ รองอธิบดีกรมการปกครอง  กล่าวบรรยาย การเตรียมควมพร้อมการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร ว่า หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามประกาศ  กำหนดวันเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร เข้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เตรียมจัดเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2562 นี้


หลังจากได้เปิดรับสมัครไปแล้วเมื่อวันที่ 29 เมษายน- 3 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา  เพื่อให้ได้ผู้แทนเกษตรกรร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค จำนวน 20 คน แบ่งเป็น ภูมิภาคที่ 1 ท้องที่จังหวัดในภาคเหนือ จำนวน 5 คน ภูมิภาคที่ 2 ท้องที่จังหวัดในภาคกลาง จำนวน 4 คน ภูมิภาคที่ 3 ท้องที่จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 7 คน และภูมิภาคที่ 4 ท้องที่จังหวัดในภาคใต้ จำนวน 4 คน โดยมีเกษตรกรสมาชิกที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 5.5 ล้านคน   คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จะทำหน้าที่เสนอความเห็นต่อ ครม. เกี่ยวกับนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรและการฟื้นฟูอาชีพให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร

​นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  กล่าวว่า ปัจจุบันอนุมัติเงินช่วยเหลือองค์กรเกษตรกรและพัฒนาอาชีพในปี 61 ทั้งการอุดหนุนและการให้กู้ยืม 10,454 โครงการ จำนวนเกษตรกร 494,897 ราย รวมเงินช่วยเหลือ 855.6 ล้านบาท  กองทุนฟื้นฟูฯได้ขึ้นทะเบียนหนี้เกษตรกร ผ่านโครงการส่งเสริมของรัฐ  ธ.ก.ส. ธนาคารพาณิชย์ สหกรณ์การเกษตร รวม 520,052 ราย  ยอดหนี้ 89,377 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ล้มละลาย 47 ราย มูลหนี้ 245 ล้านบาท  ปัญหาหนี้ NPL จำนวน 2,376 ราย ยอดหนี้  1,171 ล้านบาท  สำหรับหนี้ชำระปกติ 258,945 ราย มูลหนี้ 36,686 ล้านบาท (ณ 28 ก.พ. 2562)

โดย ขณะนี้ กฟก.ได้แก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั่วประเทศผ่านสถาบันเจ้าหน้า ทั้ง ธ.ก.ส. ธนาคารพาณิชย์ สหกรณ์ นิติบุคคล ยอดรวม 29,241 ราย ยอดหนี้ 6,097 ล้านบาท และยังได้ช่วยรักษาที่ดินของเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อโอนหลักประกันมายัง กฟก. จากเจ้าหนี้ 21,234 แปลง เนื้อที่ 154,334 ไร่  และได้โอนหลักประกันที่ชำระแล้วคืนไปยังเกษตรกร จำนวน 4,603 แปลง เนื้อที่ 36,010 ไร่  และได้ติดตามภาระหนี้คืนจากเกษตรกร 1,429 ล้านบาท

กรมหม่อนไหมมุ่งสร้าง ” ทายาทหม่อนไหมในโรงเรียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/374004

กรมหม่อนไหมมุ่งสร้าง ” ทายาทหม่อนไหมในโรงเรียน”

วันที่ 1 มิถุนายน 2562 – 07:45 น.
กรมหม่อนไหม
เปิดอ่าน 3,551 ครั้ง

กรมหม่อนไหมมุ่งสร้าง ” ทายาทหม่อนไหมในโรงเรียน” สืบสาน ต่อยอด ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น

                “โครงการสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียน”  เป็นโครงการที่กรมหม่อนไหมดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้และอาชีพด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาต่างๆ เพื่อให้มีรายได้ระหว่างเรียน มีอาชีพที่มั่นคงหลังจบการศึกษา สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งกระตุ้นให้เยาวชนมีความรักและภูมิใจในอาชีพด้านหม่อนไหม และร่วมสืบสานให้คงอยู่ต่อไป

               นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ผลการดำเนินงานโครงการสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียน ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น 165โรงเรียน เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 100 โรงเรียน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 57 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ 8 โรงเรียน

              ‘โรงเรียนบ้านหนองม่วงหวาน’ ต.งิ้ว อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการสร้างทายาทหม่อนไหมในโรงเรียน ซึ่งนำกิจกรรมด้านหม่อนไหมเข้ามาบรรจุในการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาล-ม.3 โดยในระดับอนุบาล-ป.6 เป็นรูปแบบส่งเสริมความรู้ตามหลักลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และในระดับ ม.1-ม.3 ได้บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยกำหนดให้มีหน่วยกิต 0.5 หน่วยกิต นอกจากนี้ยังมีการใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ข้างโรงเรียนปลูกหม่อน ประมาณ 3 ไร่

             กรมหม่อนไหมได้เข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อให้สถานศึกษาแห่งนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านหม่อนไหมแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมการฟอกย้อม การทอผ้า การออกแบบลวดลายผ้าและผลิตภัณฑ์ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยส่งเสริมการใช้วัสดุดิบที่มีในท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ด้านหม่อนไหมในโรงเรียน เพื่อพัฒนาทักษะการฝึกอาชีพด้านหม่อนไหมให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งนอกเหนือจากการให้ความรู้แก่นักเรียนแล้ว คนในชุมชนที่สนใจสามารถเข้ามาเรียนรู้ และยังมีกลุ่มแม่บ้านกลุ่มหม่อนไหมบ้านหนองม่วงหวาน เข้ามาสอนเด็กนักเรียนในฐานะครูภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนได้อีกด้วย

          ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของโรงเรียนบ้านหนองม่วงหวาน ได้รับการตรวจรับรองสัญลักษณ์ตรานกยูงพระราชทาน สีเงิน (Classic Thai Silk)) ทำให้มีภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมหม่อนไหมในโรงเรียนมากขึ้น และยังมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่นักเรียนและชุมชน

                กรมหม่อนไหม ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจด้านการส่งเสริม พัฒนาอาชีพเกี่ยวกับการปลูกหม่อน มีความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยสร้างอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้เด็กๆ และสร้างให้ คนรุ่นใหม่ เป็น “ทายาทหม่อนไหม” ทำให้เยาวชนเกิดความรักและภูมิใจในอาชีพด้านหม่อนไหม และร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมของประเทศให้คงอยู่ต่อไป สมดังพระราชปนิธานของสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เปิดตัวมะลิดำหนองคาย62 พันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373998

เปิดตัวมะลิดำหนองคาย62 พันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติร.10

วันที่ 1 มิถุนายน 2562 – 06:56 น.
กรมการข้าว
เปิดอ่าน 4,037 ครั้ง

เปิดตัวมะลิดำหนองคาย62 พันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติร.10

ข้าวดีต้องบอกต่อ กับมะลิดำหนองคาย 62 พันธุ์ข้าวเฉลิมพระเกียรติ ร.10 เนื่องในโอกาสมหามงคล พบสารต้านอนุมูลอิสระสูง พร้อมเปิดตัวในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติในระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2562 ณ กรมการข้าว

               นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในปีนี้เป็นปีมหามงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรมการข้าวได้ดำเนินการจัดทำโครงการ “พันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ได้รับรองพันธุ์ข้าวใหม่ จำนวน 5 พันธุ์ ซึ่งมีอยู่ 1 พันธุ์ที่มีลักษณะเด่นเป็นข้าวเจ้าหอมสีม่วงดำ ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง คือ ข้าวเจ้า กข83 (มะลิดำหนองคาย 62)

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตสูงสุด 864 กิโลกรัมต่อไร่ ทรงกอตั้ง ความสูงประมาณ 112 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง รวงยาว 28.9 เซนติเมตร ลักษณะรวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด น้ำหนัก 1,000 เมล็ด 26.0 กรัม เปลือกสีดำ ข้าวเปลือกมีความยาวเฉลี่ย 10.58 มิลลิเมตร กว้าง 2.73 มิลลิเมตร หนา 1.98 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีม่วงดำ มีความยาวเฉลี่ย 7.37 มิลลิเมตร กว้าง 2.26 มิลลิเมตร หนา 1.78 มิลลิเมตร จัดเป็นข้าวเจ้าเมล็ดยาว รูปร่างเรียว (อัตราส่วนความยาวต่อความกว้าง 3.26) ท้องไข่น้อย คุณภาพสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด และต้นข้าวร้อยละ 50.8 มีปริมาณอมิโลสต่ำ ร้อยละ 15.3 อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ข้าวสวยนุ่ม มีกลิ่นหอม ระยะพักตัวของเมล็ด 8 สัปดาห์

“ข้าวพันธุ์นี้ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง กรดเฟอรูลิค แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีนอลิค และฟลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหม้ในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ต้านทานโรคถอดฝักดาบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่ต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ โดยในขณะนี้ กรมการข้าวกำลังดำเนินการวิจัยต่อยอดการใช้ประโยชน์ข้าวพันธุ์นี้ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ต่อไป” นายประสงค์ กล่าว

นายประสงค์ กล่าวต่อไป ในระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2562 กรมการข้าวจะมีการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับประเทศ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2562 ซึ่งทางกรมการข้าวจะได้นำข้าวพันธุ์ กข83 (มะลิดำหนองคาย 62) มาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยทีมงานนักวิจัยมาตอบข้อสงสัย ขอเชิญชาวนาและผู้ที่สนใจมาชมได้ภายในงาน

อธิบดีพด.ติดตามโครงการวางแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล จ.น่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373699

 อธิบดีพด.ติดตามโครงการวางแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล จ.น่าน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 – 10:45 น.
กรมพัฒนาที่ดิน
เปิดอ่าน 2,861 ครั้ง

 อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินลงพื้นที่ติดตามโครงการวางแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล จ.น่าน

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นำคณะลงพื้นที่ติดตามการทำแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล จังหวัดน่าน หวังต่อยอดแผนตำบลทั่วประเทศ

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วยที่ปรึกษากรมฯ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินน่าน และเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่พบผู้นำชุมชนและเกษตรกร บ้านวังแข ตำบลแม่สา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ชี้แจงการจัดทำแผนการใช้ที่ดินระดับตำบล รวมถึงรับฟังปัญหาและความต้องการของพื้นที่
โดยปี 2562 กรมพัฒนาที่ดิน มีเป้าหมายจัดทำแผนการใช้ที่ดินระดับตำบลจำนวน 77 ตำบล โดยสังเคราะห์ข้อมูลทางกายภาพร่วมกับการใช้ที่ดินปัจจุบัน และสถานการณ์การผลิต การบริโภค การตลาด รวมทั้งความต้องการการแก้ปัญหาของชุมชน
จากแผนตำบลจะนำไปสู่การเสนอแผนพัฒนา และการบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้โดยชุมชน ที่มีหน่วยงานท้องถิ่น ราชการ ประชารัฐ สนับสนุน ที่ดินมีการวางแผนการใช้ประโยชน์อย่างสมดุล ภาพรวมสิ่งแวดล้อมดีขึ้น เกษตรกรมีรายได้ พึ่งตนเองได้ ชุมชนเข้มแข็ง ทั้งนี้ในปี 2563 จะเริ่มทำแผนปฏิบัติลงสู่ชุมชน โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนในรูปแบบการบูรณาการทุกมิติ

กยท. เปิดบ้านต้อนรับประเทศสมาชิก ANRPC 9 ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373572

กยท. เปิดบ้านต้อนรับประเทศสมาชิก ANRPC 9 ประเทศ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 – 13:26 น.
กยท
เปิดอ่าน 2,634 ครั้ง

กยท. เปิดบ้านต้อนรับประเทศสมาชิก ANRPC 9 ประเทศ

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ 9 ประเทศ ประกอบด้วย บังคลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา พม่า และไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและหาแนวทางในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน หวังสร้างความยั่งยืนยางพาราทั้งระบบ

นายณกรณ์  ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการกล่าวว่า ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบที่สำคัญและเป็นกลยุทธ์เชิงอุตสาหกรรมที่มีการใช้ในหลายภาคส่วนรวมถึงการขนส่ง การก่อสร้าง การกีฬาการตกแต่ง และของใช้ในครัวเรือน นอกจากนี้ การทำสวนยางยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการสร้างและรักษาพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2555 อุตสาหกรรมยางพาราประสบกับปัญหาด้านราคาทำให้ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์และอุปทานวัตถุดิบยางโลกที่ไม่สมดุล

             ดังนั้น ประเทศสมาชิกสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ The Association of Natural Rubber Producing Countries (ANRPC) ทั้ง 13 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ปาปัวนิกินี สิงคโปร์ และไทย จึงมีความเห็นร่วมกันในการหาแนวทาง รูปแบบ และนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตยางควบคู่กัน การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หัวข้อ ประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2561 ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งประเทศสมาชิก ANRPC ให้ความสำคัญและความสนใจอย่างยิ่งต่อกระบวนการพัฒนาตลาดกลางยางพาราและการพัฒนากลุ่มเกษตรกรของไทย นับว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพาราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายณกรณ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในฐานะประเทศเจ้าภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางธรรมชาติทุกประเทศ ในการร่วมกันหาแนวทาง หรือรูปแบบในการแก้ปัญหาราคายาง และความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานยางธรรมชาติและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืนทั้งระบบต่อไป”

สทนช.เร่งผุดแผนหลักจัดการน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373563

สทนช.เร่งผุดแผนหลักจัดการน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่

วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 – 13:08 น.
สทนช
เปิดอ่าน 2,749 ครั้ง

สทนช.เร่งผุดแผนหลักจัดการน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน ก.พ.63

สทนช.จับมือ บริษัท ทีม และจุฬาฯ ร่วมบูรณาการทุกภาคส่วนจัดทำแผนพัฒนาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ มั่นใจจะได้แผนหลักภายใน ก.พ.63 หวังใช้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ    ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 นายนิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศโครงการ) โครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ โดยมี นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อนำเสนอแนวคิดและขั้นตอนในการจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ              โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วยคณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำท่าจีน จำนวนกว่า 120 คน ณ ห้องสุวรรณภูมิ     โรงแรมวรบุรี อยุธยา รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายนิวัฒน์ ภาตะนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประสบปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งท่วมและแล้ง โดยเฉพาะน้ำท่วมที่เกิดซ้ำซากและมีแนวโน้มระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ชุมชน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อีกทั้ง เวลาฝนตกกลับประสบปัญหาในการเก็บกักน้ำได้น้อย ทำให้ในช่วงแล้ง ปริมาณน้ำใช้มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาคุณภาพน้ำ ที่เป็นปัญหาใหญ่ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและพื้นที่เพาะปลูกอีกด้วย ซึ่งการจัดประชุมปฐมนิเทศโครงการในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาโครงการ เป็นการสะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า   เมื่อศึกษาโครงการครบ 1 ปี ผลการศึกษาที่ได้จะนำไปสู่แผนงานในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. กล่าวว่า พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามักเกิดสถานการณ์อุทกภัยรวมถึงภัยแล้งซ้ำซากหลายครั้ง และมีแนวโน้มความถี่ในการเกิดซ้ำมากขึ้น ซึ่งกระทบกับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สังคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน ปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในภูมิภาคเอเชีย ยังกลายเป็นปัญหาหลักต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตอีกด้วย

                ดังนั้น สทนช. ในฐานะองค์กรหลักด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ได้บูรณาการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมกับกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ได้แก่ บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการจัดทำแผนหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่  และแผนปฏิบัติการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 5 ปี ซึ่งสอดคล้องตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่อยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ

สำหรับแนวทางการดำเนินการโครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาการดำเนินงาน 1 ปี โดยจะเร่งศึกษาและจัดทำรายงานแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการในพื้นที่โครงการ ซึ่งจะครอบคลุม 10 ลุ่มน้ำ ประกอบด้วย ลุ่มน้ำแม่น้ำสาละวิน ลุ่มน้ำโขงเหนือ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำน่าน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำสะแกกรัง ลุ่มน้ำป่าสัก และลุ่มน้ำท่าจีน พื้นที่รวม 195,026.43 ตารางกิโลเมตร หรือ 121.99 ล้านไร่ ให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดทำรายงานการบริหารจัดการน้ำและแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง ภาวะน้ำท่วม คุณภาพน้ำ    โดยจัดทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อย่างครอบคลุม จัดทำทะเบียนแหล่งน้ำและทางน้ำ จัดทำผังน้ำแสดงระบบทางน้ำสายหลักทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ให้สามารถเร่งรัดดำเนินการได้ทันที นอกจากนี้ยังจัดให้มีการประชาสัมพันธ์การมีส่วนร่วมของประชาชนตลอดระยะเวลาการดำเนินการด้วย

“สทนช. คาดว่าจะสามารถจัดทำแผนหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ และแผนปฏิบัติการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 5 ปี ที่บูรณาการแนวทางแก้ไขปัญหาวิฤติการณ์น้ำได้อย่างยั่งยืน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 พร้อมทั้งจะเร่งรัดการดำเนินการในโครงการที่มีความพร้อมในทันที อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำ ที่เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง หวังให้เป็นต้นแบบต่อยอดขยายผลไปใช้เป็นทิศทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป” นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศโครงการ) โครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ จะดำเนินการเปิดเวทีอีก จำนวน 2 ครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ลุ่มน้ำ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมไอยรา แกรนด์พาเลซ จังหวัดพิษณุโลก และ             วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่

เกษตรฯ เปิดเวทีประชุมวิชาการนักวิจัย เน้นบูรณาการทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373355

เกษตรฯ เปิดเวทีประชุมวิชาการนักวิจัย เน้นบูรณาการทำงาน

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 – 08:59 น.
กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 709 ครั้ง

เกษตรฯ เปิดเวทีประชุมวิชาการนักวิจัย เน้นบูรณาการทำงาน

             กระทรวงเกษตรฯ เปิดเวทีประชุมวิชาการนักวิจัย เน้นบูรณาการทำงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนา พร้อมมอบรางวัลเชิดชูนักวิจัย  เกษตรกรและผู้ประกอบการดีเด่น ประจำปี 2562

       นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “ปฏิรูปภาคเกษตรไทย ด้วยงานวิจัยและพัฒนา”กำหนดจัดขึ้นระว่างวันที่ 27 -29 พฤษภาคม  2562 ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์  ว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ทำหน้าที่ด้านการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร  รวมทั้งการกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติต่างๆ ที่ครอบคลุมเรื่องของปัจจัยการผลิต การนำเข้า ส่งออก สินค้าพืชและการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งมีภารกิจหลายด้าน รวมถึงการดำเนินงานภายใต้นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับภารกิจหลักด้านการวิจัยและพัฒนาด้านพืช ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนว่าผลงานเทคโนโลยีด้านการเกษตรและนวัตกรรมที่ได้จากการวิจัยทั้งพืชพันธุ์ดี เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นองค์ความรู้ใหม่มีหลายสาขาวิชา และสามารถนำไปแก้ปัญหาในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อาหาร คือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต ทำให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพ ต้านทานโรคแมลงศัตรูพืช เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละสภาพพื้นที่ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมาผลงานวิจัยในด้านต่างๆ ของกรมวิชาการเกษตรได้ถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“การประชุมวิชาการของกรมวิชาการเกษตรเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยได้มาพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งปัจจุบันสังคมและเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานวิจัยจึงต้องปรับตัวให้รวดเร็วยิ่งขึ้นทันกับยุคดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ๆ  สิ่งสำคัญจะต้องมีการบูรณาการงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งการทำงานร่วมกันจะทำให้เกิดการพัฒนาทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรซึ่งถือเป็นบุคลากรที่สำคัญที่มีจำนวนจำกัด จึงต้องมีการร่วมมือกับนักวิจัยของภาคเอกชนที่มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการทำงานที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในทุกปีกรมวิชาการเกษตรจะจัดให้มีการประชุมวิชาการเพื่อเปิดเวทีให้นักวิจัยทั้งภายในและภายนอกกรมวิชาการเกษตร เกษตรกร และกลุ่มผู้ประกอบการ ได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานวิจัยในอนาคต ตลอดจนเพิ่มเครือข่ายการบูรณาการงานวิจัยกับเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรด้านพืช รวมทั้งเผยแพร่ผลงานวิจัยดีเด่นประจำปี ผลงานวิจัยนวัตกรรม/เทคโนโลยีที่สำเร็จและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งก่อให้เกิดแนวคิดนำไปต่อยอดและใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่นักวิชาการที่ได้ทุ่มเทกำลังกาย และกำลังใจในการค้นคว้าวิจัย สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่า กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดให้มีการมอบรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมามีผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น รวม 15  ผลงาน  โดยได้จัดให้มีการมอบรางวัลให้แก่คณะนักวิจัยทั้ง 15 ผลงานในการประชุมวิชาการ พร้อมกับรางวัลเกษตรกรดีเด่น  สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และเกษตรกรอินทรีย์ดีเด่น รวมทั้งผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรดีเด่น  สาขาระบบการผลิตตามหลักปฏิบัติที่ดี (GMP) และระบบวิเคราะห์อันตราย และจุดวิกฤติที่ต้องควบคุม (HACCP) ประจำปี 2562