“พิเชษฐ์”เปิดโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373033

“พิเชษฐ์”เปิดโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 – 17:59 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 678 ครั้ง

“พิเชษฐ์”เปิดโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อมที่หุบกะพง

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกระพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีผู้แทนจากสหกรณ์ในจังหวัดเพชรบุรี บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ บุคลากรของส่วนราชการต่างๆ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว จำนวนกว่า 600 คน เพื่อแสดงพลังความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลบรมราชาภิเษก โดยร่วมกันจัดโครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพร้อมกันทั่วประเทศ และได้จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการขึ้นภายในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี


ภายในงานดังกล่าวมีการจัดนิทรรศการและซุ้มเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับงานสหกรณ์ ภายใต้หัวข้อ “ต่อยอด สืบสาน ปณิธานพ่อ สหกรณ์สานต่อ สู่ความยั่งยืน” กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันปลูกต้นไม้ในแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพื้นที่ศูนย์สาธิตโครงการหุบกะพง พร้อมทั้งดูแลรักษาต้นรวงผึ้ง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10  จากนั้นได้ร่วมกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกันเก็บขยะบริเวณถนนในพื้นที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง และกิจกรรมอาสาพัฒนาพลับพลาที่ประทับ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยมาเสด็จฯมาประทับและทรงงาน เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินที่โครงการไทย-อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2507

และซ่อมแซมบ้านหลังแรก ซึ่งเป็นบ้านจำลองของเกษตรกรกลุ่มแรกที่ได้อพยพครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ของโครงการไทย-อิสเราเอล เพื่อพัฒนาชนบทหุบกะพง  ซึ่งทุกกิจกรรมจะช่วยปลูกฝังให้บุคลากรสหกรณ์และเยาวชนสหกรณ์รุ่นใหม่ได้น้อมนำแนวคิดจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมมาขยายผลการทำความดีและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมพร้อมทั้ง น้อมนำแนวพระราชดำริในการสืบสาน รักษาและต่อยอด ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขยายผลในการสร้างจิตสำนึกสาธารณะให้กับทุกภาคส่วน เป็นการสืบสานพระราชปณิธานบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ ภายใต้โครงการจิตอาสา “เราทำดี ด้วยหัวใจ” เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์และพสกนิกรชาวไทยทุกคนได้แสดงร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์

“ฟื้นฟูปฐพี 56 ปี กรมพัฒนาที่ดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373030

“ฟื้นฟูปฐพี 56 ปี กรมพัฒนาที่ดิน”

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 – 17:47 น.
กรมพัฒนาที่ดิน
เปิดอ่าน 803 ครั้ง

“ฟื้นฟูปฐพี 56 ปี กรมพัฒนาที่ดิน”

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.  กรมพัฒนาที่ดิน(พด.จัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ 56 ปี ในหัวข้อ “ฟื้นฟูปฐพี 56 ปี กรมพัฒนาที่ดิน” เปิดบ้านประชาสัมพันธ์หน่วยงานส่วนกลาง 14 หน่วยงาน เน้นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ของบุคลากรพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในระหว่างวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2562

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ครบรอบ 56 ปี  จึงได้กำหนดการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาที่ดิน ในหัวข้อ “ฟื้นฟูปฐพี 56 ปี กรมพัฒนาที่ดิน” ระหว่างวันที่ 23 – 24 พฤษภาคม 2562  ณ บริเวณสนามหญ้าหน้ากรมพัฒนาที่ดิน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมาร่วมงานกว่า 2,300 คน  และในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ได้รับเกียรติจาก นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมปาฐกถาพิเศษ “การปรับบทบาทและภารกิจของหน่วยงานและบุคลากรสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ซึ่งรูปแบบการจัดงานจะเป็นการเปิดบ้าน “เยือนเหย้าชาวดิน” เพื่อประชาสัมพันธ์หน่วยงานต่างๆ 14 หน่วยงานในสำนักส่วนกลาง เพื่อบริการให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินที่ปฏิบัติงานอยู่ในส่วนภูมิภาค ทั่วประเทศ เน้นกิจกรรมที่สร้างความรักความสามัคคีและความสัมพันธ์ของบุคลากร ช่วยเพิ่มความรู้และพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ในการทำงานให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

                กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญทางวิชาการด้านการพัฒนาที่ดิน และทรัพยากรดินทางการเกษตร เพื่อให้ภาคการเกษตรได้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกร รวมทั้งการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การใช้แผนที่เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก Agri-Map ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดพื้นที่และเป้าหมายการผลิตที่สอดคล้องกับการตลาด รวมทั้งการเพิ่มผลผลิตด้านปริมาณและคุณภาพ และลดต้นทุนการผลิต  โดยใช้นวัตกรรมด้านดิน น้ำ พืช ปุ๋ย จุลินทรีย์  ที่ถูกนำมาบริหารจัดการอย่างสมดุลและครบวงจร การผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง การสนับสนุนให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตโดยกลไกตลาดนำการผลิตนั้น ทางฝั่งของการผลิต ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสุขภาพของผู้ผลิต ผู้บริโภค และรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังนั้นตามภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมพัฒนาที่ดิน ก็เป็นที่ประจักษ์แก่เกษตรกรในการนำไปแก้ไข ปรับปรุง ฟื้นฟูบำรุงดิน และป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน  โดยใช้เครือข่ายหมอดินอาสา  เครือข่ายกลุ่มเกษตรกร  ซึ่งเป็นกำลังสำคัญขององค์กร  นอกจากนี้การสนองงานโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาที่ดินของกรมฯ ทราบว่าได้ดำเนินการด้วยดีมาตลอด การปฏิบัติหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน จะบรรลุผลสำเร็จลงได้ก็ด้วยความรัก ความสามัคคี ความเสียสละ ความมุ่งมั่น ของข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ซึ่งความท้าทายนี้จะเป็นแรงผลักดันให้พวกเราได้ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้งานพัฒนาที่ดินของประเทศเจริญก้าวหน้าสืบไป

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีมอบรางวัลผลงานดีเด่น มอบทุนการศึกษามูลนิธิพัฒนาที่ดินสงเคราะห์ และทุนการศึกษาสหกรณ์ออมทรัพย์กรมพัฒนาที่ดิน จำกัด และ Kick off เปิดตัวบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และมอบบัตรดินดีให้กับผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 1 – 12 เพื่อนำบัตรดินดี จำนวน 100,000 ใบ ส่งมอบให้กับเกษตรกร ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ นิทรรศการภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินในด้านต่างๆ การเสวนา การระดมสมอง/เสวนากลุ่มย่อย โดยมี 10 หัวข้อดังนี้  1) วิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจของกรมฯ  2) การพัฒนาองค์กร  3) การอนุรักษ์ดินและน้ำ  4) ความอุดมสมบูรณ์ของดิน  5) เกษตรอินทรีย์  6) ป่าไม้ถาวร และความลาดชัน 35 เปอร์เซ็นต์ เขตเขาและภูเขา  7) Zoning by Agri-Map  8) การบริหารจัดการน้ำ  9) การพัฒนาที่ดินแบบเกษตรอัจฉริยะ  10) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดยมีผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการเป็นผู้นำการระดมสมองกลุ่มละประมาณ 20 – 25 คน กิจกรรมการแข่งขันโต้วาทีเชิงวิชาการที่สอดแทรกความสนุกสนาน โดยผู้ร่วมแข่งขันเป็นบุคลากรในสังกัดกรมพัฒนาที่ดินมี  3  หัวข้อ ดังนี้  1) มีชีวิตอยู่ในกรุงกับมลพิษ ดีกว่ามีชีวิตที่เงียบเหงาในชนบท  2) มรดกที่ได้มา ดินนาดีกว่าดินไร่  3) ชีวิต 4.0 ดีกว่า 0.4 จริงหรือไม่  กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์และการสร้างการทำงานเป็นทีม  กิจกรรมการบรรยายพิเศษโดยวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ  และกิจกรรมการประกวด “LDD’s Got Talent” และในงานวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 12.00 น.พบกับกิจกรรมเปิดบ้านแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เยือนเหย้าชาวดิน” กิจกรรมบรรยายพิเศษและเสาวนาวิชาการ เรื่อง หยุดการชะล้างพังทลายของดิน ทำมาหากินได้ยั่งยืน Stop Soil Erosion, Save Our Future และต่อเนื่องด้วยกิจกรรมการระดมสมอง/การเสวนากลุ่มย่อย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และขอเชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุน มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลท้องถิ่นห่างไกลและทุรกันดาร

รองอธิบดีระดมเครือข่ายสหกรณ์ถกแผนพัฒนาตลาดผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/373028

รองอธิบดีระดมเครือข่ายสหกรณ์ถกแผนพัฒนาตลาดผลไม้

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 – 17:37 น.
สหกรณ์,นายเชิดชัย พรหมแก้ว
เปิดอ่าน 229 ครั้ง

รองอธิบดีระดมเครือข่ายสหกรณ์ถกแผนพัฒนาตลาดผลไม้

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพการตลาดผลไม้ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รุ่นที่ 1 โดยมีตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิตและรวบรวมผลไม้ 20 แห่งและผู้แทนสหกรณ์เครือข่ายผู้บริโภค 30 แห่ง เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมมณีจันทร์ รีสอร์ท  จังหวัดจันทบุรี


ซึ่งเป้าหมายของการประชุมครั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลไม้ จากสหกรณ์ผู้ผลิตไปยังสหกรณ์ผู้บริโภคในขบวนการสหกรณ์ เพื่อให้กลไกสหกรณ์มีส่วนในการช่วยผลักดันตลาดและราคาผลไม้ให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งในส่วนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ สามารถขายผลผลิตที่มีคุณภาพได้ราคาดี ขณะที่ผู้บริโภคผลไม้ของสหกรณ์ก็จะมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับประทานผลไม้ที่สด ใหม่ คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้

โดยต้องอาศัยความร่วมมือกันในเครือข่ายขบวนการสหกรณ์ ซึ่งจะต้องแสวงหาจุดร่วมและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย โดยการประชุมครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้สหกรณ์ฝั่งผู้ผลิตผลไม้และสหกรณ์ผู้ซื้อได้มีการนำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อทางกรมฯจะนำกลับไปพัฒนาระบบการค้าระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร การสั่งซื้อสินค้า การวางแผนด้านการขนส่ง เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน
ปัจจุบัน สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายผลไม้ทั่วประเทศมีจำนวน 105 แห่ง ใน 31 จังหวัด รวบรวมผลไม้ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สละ ลำไย ลิ้นจี่และกล้วยหอม เป็นต้น ขณะที่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศมีประมาณ 11 ล้านครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องการกระตุ้นให้หันมาเลือกซื้อและบริโภคผลไม้จากขบวนการสหกรณ์ด้วยกัน ซึ่งหากสหกรณ์ผู้ซื้อกับสหกรณ์ผู้ผลิตผลไม้สามารถทำข้อตกลงในเรื่องปริมาณและราคาผลไม้ร่วมกันได้ จะทำให้สหกรณ์มีข้อมูลที่สามารถนำไปวางแผนการส่งเสริมการผลิตให้กับสมาชิก วางแผนด้านการรวบรวมและวางแผนด้านการตลาดได้อย่างชัดเจน รวมถึงลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศและพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะช่วยส่งผลในการสร้างเสถียรภาพให้กับราคาผลไม้ของขบวนการสหกรณ์ได้ในที่สุด

จากนั้น ได้มีการนำตัวแทนสหกรณ์เครือข่ายผู้บริโภคเดินทางไปเยี่ยมชมสวนผลไม้ของเกษตรกรและเยี่ยมชมกระบวนการรวบรวมผลไม้ของสหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด จังหวัดจันทบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านกระบวนการผลิต การรวบรวมและการขนส่งผลไม้คุณภาพของขบวนการสหกรณ์ และสามารถขยายช่องทางตลาดผลไม้ไปสู่ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศในอนาคตต่อไป

สวก.ผนึกม.ก. มอบทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/372139

สวก.ผนึกม.ก. มอบทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9

วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 – 07:25 น.
สวก
เปิดอ่าน 353 ครั้ง

สวก.ผนึกม.ก. มอบทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9

สวก. สนับสนุนโอกาสด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมจัดโครงการ ทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกผลิตบัณฑิตด้านเกษตรรุ่นใหม่เป็นผู้นำชุมชน ยกระดับอาชีพเกษตรกรรมให้ก้าวไกล

            เมื่อวันที่  17 พฤษภาคม 2562 ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานแถลงข่าว “โครงการทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการสนับสนุนทุนการศึกษา สนับสนุนโอกาสด้านการศึกษาให้แก่เกษตรกรไทย โครงการดังกล่าวเป็นหลักสูตรศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 2 ปี เพื่อผลิตบัณฑิตด้านการเกษตรยุคใหม่ ตอบสนองการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย หวังให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต บุคลากรมีความรู้ความสามารถ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ให้กับชุมชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า      ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่จะต้องพัฒนาเกษตรกรของประเทศให้มีศักยภาพ มีความรู้ และทักษะที่จะสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน รัฐบาลจึงมีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร สู่การทำเกษตรแบบ 4.0 เพื่อให้สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งยังมีแรงกดดันจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสมดุลของระบบนิเวศน์ในภาคการเกษตรไทย และความเสี่ยงจาก Disruptive Technology

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง หรือ Smart Farmer มีความรอบรู้ในระบบการผลิตด้านการเกษตรแต่ละสาขา สามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงและบริหารจัดการการผลิตและตลาด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำอาชีพเกษตรกรรมที่ดีขึ้นในปัจจุบันและอนาคต
เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ปีพุทธศักราช 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัย พัฒนาบุคลากรวิจัย และพัฒนาข้อมูลสารสนเทศด้านการวิจัยการเกษตร      ได้จัดทำโครงการเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จำนวน 2 โครงการ

ได้แก่ 1) โครงการทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อสร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชน และเป็นผู้นำการเกษตรให้กับชุมชน เป็นหลักสูตรที่ปรับใหม่ มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริงในภาคสนาม มีความเฉพาะและเหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการทำเกษตรมาแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และ เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2) โครงการเผยแพร่สื่อความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพทางท้องทะเล เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ และเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนให้นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนช่วยกระตุ้นจิตสำนึกให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของแนวปะการังและทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของไทย สืบสานการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรตามแนวทางรัชกาลที่ 9 สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นการรักษาและต่อยอดตามแนวทางพระราชดำริของรัชกาลที่ 10 ให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่อย่างแท้จริงต่อไป

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า สวก. เป็นหน่วยงานที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในด้านการเป็นผู้นำในการบริหารการวิจัยการเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีพันธกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการวิจัยการเกษตร 2) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยการเกษตร และ 3) ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาข้อมูลสารสนเทศด้านการวิจัยการเกษตร ซึ่งผมในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เห็นความทุ่มเทในการทำงานเพื่อพัฒนาภาคเกษตรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยที่มุ่งเน้นและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการส่งเสริม และสนับสนุนทุนพัฒนาบุคลากรวิจัย จำนวน 5 ประเภท ได้แก่ 1) ทุนการศึกษา ประกอบด้วย ทุน สวก. ตรี-โท-เอก ทุนปริญญาเอก 80 พรรษา และทุนปริญญาเอก 70 ปี ซึ่งเป็นการสนับสนุนทุนการศึกษาในระยะยาว 2) ทุนฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศ 3) ทุนโครงการพัฒนาทีมบุคลากรวิจัย 4) ทุนนำเสนอผลงานวิจัย ณ ต่างประเทศ และ 5) โครงการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัย
“ล่าสุด สวก. ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จัดทำโครงการทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่” เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้น ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการสนับสนุนทุนการศึกษา เพื่อพัฒนาบุคลากรภาคการเกษตรของไทย โดยคัดเลือกผู้ที่เป็น Smart Farmer และ Young Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีประสบการณ์มาเสริมองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมใหม่สู่ชุมชน

โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ จัดทำขึ้นเพื่อสร้างนักวิจัยด้านการเกษตรและผู้นำการเกษตรให้กับชุมชน เป็นหลักสูตรที่ปรับใหม่ มุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติจริงในภาคสนาม และวิชาชีพบนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ทั้งในเรื่องของการประกอบการกิจการยุคใหม่ การเข้าใจและเข้าถึงชุมชน โดยเราได้มีการตั้งเป้าหมายที่จะสร้างโอกาสทางการศึกษา และสานต่อแนวพระราชดำริในการส่งเสริมบุคลากรด้านการเกษตรให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยนำแนวคิดศาสตร์พระราชา ศาสตร์ชุมชน ศาสตร์สากล มาใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร วท.บ.ศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ว่า เป็นหลักสูตร ที่การบูรณาการศาสตร์ องค์ความรู้ และบุคลากร ของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะ เน้นการบูรณาการศาสตร์หลากหลายด้านเพื่อสร้างอาชีพให้แก่บัณฑิต ประชาชนทั่วไป มีรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมาใหม่คือการสอนแบบชุดวิชา (module) ผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรในแต่ละชุดวิชาเพื่อสะสมในธนาคารหน่วยกิตของมหาวิทยาลัย และขอรับปริญญาได้

การเรียนการสอนในแต่ละชุดรายวิชาเน้นการปฏิบัติจริงในพื้นที่และการปฏิบัติร่วมกับสถานประกอบการ (work integrated learning)  รวมถึงการนำระบบเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อนำไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนตามความสนใจ ออกแบบการเรียนได้ตามที่ตนเองต้องการ (tailor-made) เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้รายบุคคล ที่สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพได้ เน้นส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในการเป็นผู้ประกอบการ การเกษตรสมัยใหม่ (smart farming) สามารถเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (start-up) หรือเกษตรกรแบบผู้ประกอบการ

โดยทุนการศึกษานี้ว่า สำหรับโครงการ “ทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ “สืบสาน ร.9” เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่” เป็นการมอบทุนการศึกษาในหลักสูตรศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 2 ปี ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า รวมจำนวน 90 ทุน  งบประมาณรวม 31,500,000 บาท  (350,000 บาทต่อทุน) โดยมีระยะเวลาโครงการ 3 ปี (ปีงบประมาณ 2562 – 2564) ปีละ 30 ทุน หลักสูตรการเรียนการสอนเป็นแบบทวิภาค แบ่งเวลาศึกษาในปีการศึกษา ออกเป็น 2 ภาคการศึกษา ใช้เวลาเรียน 2 ปี นิสิตจะต้องมีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 120 หน่วยกิต ศึกษาในสาขาวิชา วิทยาศาสตรบัณฑิต (ศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) ชื่อย่อคือ วท.บ. (ศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) หรือ Bachelor of Science (Knowledge of The Land for Sustainable Development) ชื่อย่อ B.S. (Knowledge of The Land for Sustainable Development) ศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และวิทยาเขตกำแพงแสน และฝึกภาคสนามที่แปลง/ฟาร์มในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ชุมชนเกษตรกรรมของนิสิตที่ได้รับทุนการศึกษา หรือพื้นที่ทำการเกษตรของเอกชน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. โทร. 02-579-7435 หรือคลิกเพื่อดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.arda.or.th

กักน้ำแบบขั้นบันได แนวทางแก้น้ำยมแล้งอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/371872

กักน้ำแบบขั้นบันได แนวทางแก้น้ำยมแล้งอย่างยั่งยืน

วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 – 12:14 น.
อาคารบังคับน้ำ,กรมชลประทาน,แก้ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 214 ครั้ง

กรมชลประทาน เร่งศึกษาการพัฒนาอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมเป็นช่วง ๆ แบบขั้นบันได เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดลำน้ำ

นายทองเปลว  กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างบริเวณฝั่งขวาแม่น้ำยมที่มีการเพาะปลูกเป็นประจำ ในเขตอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตรว่า กรมชลประทานจะสนับสนุนน้ำเป็นครั้งคราว ตามความจำเป็น ​และเพื่อเป็นการบรรเทาสถานการณ์ ในปัจจุบัน กรมชลประทานจึงมีโครงการศึกษาการพัฒนาอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมเป็นช่วง ๆ แบบขั้นบันได เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดลำน้ำ โดยได้พิจารณาจุดที่เหมาะสม 6 แห่ง  เป็นประตูระบายน้ำจำนวน  4 แห่ง ซึ่งต้องศึกษา EIA ประกอบด้วย 1. อาคารบังคับน้ำบ้านวังน้ำเย็น 2. อาคารบังคับน้ำบ้านหาดอ้อน 3. อาคารบังคับน้ำบ้านบานชื่น และ 4. อาคารบังคับน้ำบ้านเกาะน้อย และมีการพิจารณารูปแบบอาคารเป็นฝายอีก 2 แห่ง คือ อาคารบังคับน้ำบ้านหาดรั่ว และ อาคารบังคับน้ำบ้านสุเม่น ซึ่งไม่เข้าข่ายต้องศึกษา EIA

​     อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ กรมชลประทาน ได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษา เข้ามาศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  สำหรับอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยมทั้ง 4 แห่ง ซึ่ง 2 แห่งอยู่ในเขตอำเภอลอง กับอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ และอีก 2 แห่งอยู่ในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยโครงการบังคับน้ำทั้ง 4 แห่ง นี้ จะช่วยเป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเพาะปลูกในพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคของประชาชนตลอดจนสัตว์เลี้ยง และยังช่วยบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัย โดยมีพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งสิ้นกว่า 147,000 ไร่

​“ในการศึกษาครั้งนี้ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น โดยมีการดำเนินการภายใต้แนวคิด การพัฒนาลุ่มน้ำยมแบบร่วมคิดร่วมทำ เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งโครงการ รูปแบบหัวงาน และระดับเก็บกักที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เป็นที่ยอมรับจากชุมชนเอง ทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ได้รับประโยชน์ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว​

ด้านนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ได้นำคณะผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ระบุว่า กรมชลประทานได้จัดให้มีการแสดงความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนตั้งแค่เริ่มโครงการ โดยได้เสนอผลการดำเนินงาน และความก้าวหน้าของโครงการเป็นระยะ ๆ พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นปัญหา และข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงการดำเนินงานของโครงการให้บรรลุผล และเป็นการสร้างการยอมรับความมั่นใจของประชาชน

สำหรับโครงการศึกษความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม ประกอบด้วย 4 งานหลักคือ 1.การทบทวนแผนหลักการบริหารจัดการน้ำและการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในลุ่มน้ำยม 2. การศึกษาความเหมาะสมโครงการอาคารบังคับน้ำในแม่น้ำยม อย่างน้อย 4 โครงการ 3. การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( EIA) และ 4 การประชาสัมพันธ์ มวลชนสัมพันธ์ และการมีส่วนรวมของประชาชน และงานสนับสนุนการศึกษา ซึ่งเมื่อได้ผลการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว จะส่งไปให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) เพื่อพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้สำหรับการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำลุ่มน้ำยมในพื้นที่จังหวัดแพร่และสุโขทัย จะช่วยเป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับการเพาะปลูกในพื้นที่ของทั้ง 2 จังหวัด ที่เดิมนั้นจะขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และใช้สำหรับอุปโภคบริโภค รวมทั้งจะช่วยบรรเทาความเสียหายจากอุทกภัยด้วย

ย้ำเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก่อนสมัครอบรม ใช้ 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/371667

ย้ำเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก่อนสมัครอบรม ใช้ 3 สาร

วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 – 19:44 น.
เกษตร
เปิดอ่าน 1,061 ครั้ง

ย้ำเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก่อนสมัครอบรม ใช้ 3 สาร 

            กรมส่งเสริมการเกษตร ย้ำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล อ้อย และไม้ดอกไม้ประดับ ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร กับกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนยางพารา ขึ้นทะเบียนได้ที่ กยท.ทุกจังหวัด รองรับประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการควบคุมการขาย ซึ่งวัตถุอันตราย 3 สาร

นายสำราญ  สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวว่า  ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงวันที่ 5 เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 เพื่อจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด คือ  พาราควอตไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ รวมทั้งเงื่อนไขในการผลิต การนำเข้า การส่งออก การมีไว้ครอบครองและกำหนดให้มีบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบในการควบคุมการขาย โดยในส่วนของเกษตรกรที่จะใช้สารพาราควอต และไกลโฟเสต จะต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูก ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม้ผล ยางพารา และ อ้อย ขณะที่เกษตรกรที่จะใช้สารคลอไพรีฟอส จะต้องเป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ผล ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการอบรมและทดสอบหลักสูตรการใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัย  โดยขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ทุกสำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอและศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 1,625 คน เพื่อเป็นวิทยากรอบรมและให้ความรู้กับเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรจะต้องผ่านการอบรม ผ่านการทดสอบ ถึงจะมีสิทธิในการซื้อตามปริมาณที่ได้รับการควบคุม ดังนั้น เกษตรกรที่จำเป็นในการใช้ 3 สาร ลำดับแรกต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อแสดงสิทธิ์ในการเข้ารับการอบรม การทดสอบและการซื้อ สารดังกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำหรับเกษตรกร ผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจนอกจากจะมีสิทธิ์เข้ารับการอบรมเพื่อซื้อ 3 สาร แล้ว ในเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลเพื่อการส่งออก ปัจจุบันประเทศผู้นำเข้าส่วนใหญ่ โดยเฉพาะจีนมีเงื่อนไข ด้านคุณภาพสินค้า ที่จะต้องผลิตในระบบ GAP และผ่านจุดรวบรวมผลผลิตที่ได้รับ GMPแล้วเท่านั้น ซึ่งเกษตกรกร ผู้ปลูกไม้ผล ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบและยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว จึงขอย้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล ขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อขอรับรองมาตรฐาน GAP  ปัจจุบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผล และอ้อย ยังมีน้อย เมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรทุกคน รีบมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยเกษตรกรสามารถไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่ตั้งแปลงปลูกทั่วประเทศ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ของตนเอง

อธิบดีพด.ลงพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ดูแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/371397

อธิบดีพด.ลงพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ดูแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 – 18:14 น.
ทุ่งกุลาร้องไห้
เปิดอ่าน 321 ครั้ง

อธิบดีพด.ลงพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ดดูแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิของประเทศ

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10-11 พฤษภาคม 2562 ตนพร้อมด้วย นางสาวภัทราภรณ์ โสเจยยะ และนายสถาพร ใจอารีย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ได้ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อประชุมหัวหน้าส่วนราชการกรมพัฒนาที่ดินสัญจร ติดตามผลการดำเนินงานกรมพัฒนาที่ดิน ณ ห้องประชุมสถานีพัฒนาที่ดินร้อยเอ็ด

นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานแก้ปัญหาน้ำท่วม จัดหาน้ำและปรับปรุงดิน โดยตลอดระยะเวลาของการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปัจจุบันทุ่งกุลาร้องไห้จากพื้นที่น้ำท่วม แห้งแล้ง ใช้ประโยชน์ไม่ได้ มาเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ

               สำหรับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 2.1 ล้านไร่ มีอาณาเขตติดต่อ 5 จังหวัด ได้แก่จังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีษะเกษ ยโสธร และมหาสารคาม ซึ่งแผนแม่บททุ่งกุลาร้องไห้ จัดทำแผนการใช้ที่ดิน การบริหารจัดการระบบน้ำ ปรับปรุงบำรุงดิน เป้าหมายให้เกษตรกรใช้ที่ดินปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ แบ่งสัดส่วนทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกสวนป่าไม้ยืนต้นเป็นเงินเก็บหรือไม้ใช้หนี้ โดยเกษตรกรมีส่วนร่วมในการพัฒนา ยกระดับความมั่นคงในอาชีพ การพัฒนาตามสภาพภูมิสังคม คงความเป็นอัตลักษณ์ของอีสาน

เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันผึ้งโลก 20-29 พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/371380

เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันผึ้งโลก 20-29 พ.ค.นี้

วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 – 12:29 น.
ผึ้งโลก
เปิดอ่าน 657 ครั้ง

เกษตรฯ เตรียมจัดงานวันผึ้งโลก 20-29 พ.ค.นี้

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานวันผึ้งโลก 20-29 พ.ค.นี้ เผยวิธีเลี้ยงผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง และชันโรงให้ได้ผลผลิตคุณภาพ เชิญชวนผู้สนใจอุดหนุนผลิตภัณฑ์จากผึ้ง
นายสำราญ  สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากรายงาน FAO ปี 2560 ไทยผลิตน้ำผึ้งเป็นอันดับ 2 ของเอเชียรองจากเวียดนาม และเป็นอันดับ 36 ของโลก โดยไทยผลิตน้ำผึ้งได้ในปริมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เวียดนามผลิตได้ แต่เมื่อคำนวณอัตราการเลี้ยงผึ้งของเกษตรกรไทยแล้ว สามารถมีกำลังผลิตน้ำผึ้งได้ถึงสองในสามของผลผลิตน้ำผึ้งจากเวียดนาม กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้ง เล็งเห็นถึงความสำคัญของผึ้ง การพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงผึ้งของเกษตรกรไทย และการใช้ผึ้งในการช่วยผสมเกสรเพื่อสร้างความหลากหลายทางธรรมชาติและเพิ่มผลผลิตพืชทางการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า การอนุรักษ์ผึ้งช่วยในการผสมเกสรพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย หลายชนิด สามารถเพิ่มผลผลิตของไม้ผล พืชไร่ และพืชผักต่าง ๆ ได้อีกด้วย
สำหรับการวางแผนพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงผึ้งของเกษตรกรไทย กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานวันผึ้งโลก (World Bee Day) ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งผลิตน้ำผึ้งคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ต้องการของตลาด พร้อมเปิดโอกาสในการเพิ่มช่องทางตลาดด้วยการจัดเวทีพบปะเจรจาระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและผู้ประกอบการ ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรและบุคคลทั่วไปตระหนัก เห็นคุณค่า ความสำคัญ และประโยชน์ของผึ้ง ภายในงานมีการจัดนิทรรศการและบรรยายความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับผึ้ง

                 เช่น สรรพคุณและคุณค่าของน้ำผึ้งจากผึ้งชนิดต่างๆ ของประเทศไทย มาตรฐานน้ำผึ้ง การพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผึ้งและการตลาดน้ำผึ้ง เอกลักษณ์น้ำผึ้งไทย การทดสอบน้ำผึ้ง ความหลากหลายของพวกผึ้ง การใช้ผึ้งช่วยผสมเกสร ตลอดจนมีการจัดแสดงสินค้าเกษตรแปลงใหญ่  ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง และการสาธิตแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้งด้วย โดยได้รับเกียรติจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดขอนแก่น จันทบุรี อุตรดิถต์ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านแมลงเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ และชุมพร ร่วมให้ความรู้ และระหว่างวันที่ 20 – 29 พฤษภาคม 2562 ยังมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ผึ้งของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ และผู้ประกอบการ  ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริเวณ กูร์เมต์ มาร์เกต (Grurmet Market) กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งและผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานวันผึ้งโลกเพื่อรับสาระความรู้ในการพัฒนาอาชีพและการผลิตสินค้าจากผึ้ง ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากผึ้ง ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริเวณ กูร์เมต์ มาร์เกต (Grurmet Market) ชั้น G กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 20 – 29 พฤษภาคม 2562

เกษตรฯ เผยแนวทางการดูแลลิ้นจี่และลำไยนช่วงฝนแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/371351

เกษตรฯ เผยแนวทางการดูแลลิ้นจี่และลำไยนช่วงฝนแล้ง

วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 – 22:17 น.
ลิ้นจี่,ลำไย
เปิดอ่าน 407 ครั้ง

เกษตรฯ เผยแนวทางการดูแลลิ้นจี่และลำไยภาคเหนือในช่วงฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง 

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยปี 2562 ประเทศไทยเกิดภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วง ส่งผลอุณหภูมิสูงกว่าปกติและปริมาณน้ำฝนน้อย พร้อมแนะเกษตรกรเตรียมรับมือดูแลผลผลิตลิ้นจี่และลำไยภาคเหนือให้ได้คุณภาพ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ผลผลิตผลไม้ภาคเหนือปีการผลิต 2562 ได้แก่ ลิ้นจี่และลำไย พบว่า ปริมาณผลผลิตลิ้นจี่จะมีจำนวน 26,278 ตัน โดยจะออกมาก (Peak) ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และปริมาณผลผลิตลำไยมีจำนวน 624,321 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู 341,028 ตัน และลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน โดยลำไยในฤดูจะออกมาก (Peak) ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติร้อยละ 10 – 20 ซึ่งอาจทำให้ส่งผลกระทบกับลิ้นจี่และลำไยของภาคเหนือได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยให้สอดคล้องตามข้อมูลประมาณการผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือออกให้คำแนะนำพร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติของเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยในช่วงสภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงโดยเร่งด่วน ดังนี้ การผลิตลิ้นจี่ เน้นส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ “พัฒนาลิ้นจี่คุณภาพ”  โดยใช้เทคโนโลยีการห่อช่อผลในช่วงผลเริ่มติดสี หรือก่อนเก็บเกี่ยว 45 วัน เพื่อลดเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้วผล

รวมทั้งควรเก็บผลผลิตในระยะผลแก่ (หลังดอกบานประมาณ 4 เดือน) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งปีนี้ลิ้นจี่มีปริมาณผลผลิตลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศและอุณหภูมิไม่เอื้ออำนวยต่อการติดดอกออกผล รวมทั้งเนื้อที่ให้ผลลดลงสาเหตุจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน ฉะนั้น คาดว่าลิ้นจี่จะไม่มีปัญหาด้านราคา

            สำหรับ การผลิตลำไย จะส่งผลกระทบทำให้การตอบสนองของต้นลำไยลดลง ลำไยจะมีการพัฒนาของดอกและผลเปลี่ยนแปลง ทำให้ออกดอกหลายรุ่น และติดผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อฝนตกปริมาณน้อยและล่าช้ากว่าปกติลำไยได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะทำให้การพัฒนาของผลไม่เต็มที่ ผลมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ผลแตก และเสียหายได้ แนวทางเน้นการส่งเสริม “ผลิตลำไยคุณภาพ” รวมทั้งให้เกษตรกรตระหนักและเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดย 1. แจ้งเตือนและให้คำแนะนำเกษตรกรปรับตัว เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตและปฏิบัติดูแลจัดการสวนลำไยอย่างถูกต้องและเหมาะสมในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงที่อาจจะเกิดขึ้น 2. ประเมินสถานการณ์การติดผล และตัดแต่งช่อผล เพื่อเพิ่มขนาดผลลำไย (เพิ่มสัดส่วนเกรด) ขนาดผลให้มีความสม่ำเสมอ และอายุการเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น หลักการตัดแต่งช่อผลที่สำคัญ ได้แก่ ต้นที่ควรตัดแต่งช่อผล คือ ต้นลำไยที่ติดดก ติดทั้งต้นหรือแต่ลำช่อมีจำนวนผลมากกว่า 60 ผลต่อช่อ

ระยะเวลาที่เหมาะสมควรตัดแต่งช่อผลในช่วงที่ผลมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง หรือไม่เกินขนาดมะเขือพวง โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร วิธีการตัดแต่งช่อผลทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1) เลือกตัดแต่งทุกช่อ โดยตัดปลายช่อลำไยทิ้งร้อยละ 50 ของช่อผล หรือเหลือผลไว้ประมาณ 60 ผลต่อช่อ 2) เลือกตัดทิ้งทั้งช่อ โดยเลือกตัดช่อที่ไม่สมบูรณ์หรือมีมากทิ้ง ทั้งนี้ สามารถใช้วิธีการตัดแต่งช่อผลแบบผสมผสานได้ทั้ง 2 รูปแบบ 3. ใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นลำไย เพื่อป้องกันหรือการระเหยของน้ำจากผิวดินในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง รวมทั้งช่วยทำให้อุณหภูมิในดินไม่สูงหรือต่ำเกินไปในช่วงกลางวันและกลางคืน ตลอดจนเป็นการควบคุมวัชพืชต่าง ๆ ไม่ให้งอก และเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดิน ซึ่งวิธีการให้ใช้วัสดุคลุมโคนต้น เช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง โดยคลุมให้หนาประมาณ 8 – 10 เซนติเมตร จากโคนต้นไปยังชายทรงพุ่ม

ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ได้ทุกวันเวลาราชการ

“วรวิทย์”ลุยเก็บขยะปากน้ำประแสร์ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/371138

“วรวิทย์”ลุยเก็บขยะปากน้ำประแสร์ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 – 07:25 น.
วรวิทย์
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

“วรวิทย์”ลุยเก็บขยะปากน้ำประแสร์ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อม (The Eco Tourism Hero) ภายใต้หัวข้อ “ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน สะอาดและน่าประทับใจ” ณ ชุมชนปากน้ำประแส จังหวัดระยอง จากนั้นลงพื้นที่ปลูกป่าชายเลน (#)เก็บขยะ(#)และล้างห้องน้ำ บริเวณชายหาด โดยมี น้องอิน สาริน หรือพ่อเพิ่ม นักแสดงจากละคร ทองเอก หมอยาท่าโฉลง และประชาชนจิตอาสากว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

นาวาตรี วรวิทย์กล่าวว่า สำหรับป่าโกงกางแห่งนี้จะเป็นป่าในเมืองที่เกิดจากการปลูกด้วยมือมนุษย์ แท้ๆ 100% ทำสำเร็จมาแล้วมากกว่า 10 ปี โดยพื้นที่ป่านี้มีส่วนช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าชายหาด ให้กว้างขวางมากขึ้น และยังช่วยลดการกัดเซาะชายหาดได้ด้วย นอกจากนี้ยังคงมีวิถีชีวิตของหมู่บ้านประมงชายฝั่งที่ค่อนข้างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตามจ.ระยอง มีขยะเกิดขึ้นเฉลี่ยวันละ 989 ตัน  การแก้เฉพาะหน้าคงต้องช่วยกันใช้การรวมกลุ่มพลังของจิตอาสา ช่วยกันเก็บขยะตามชายหาดให้ถี่บ่อยขึ้น เพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่ไหลกลับคืนสู่ท้องทะเล แล้วไปสะสมอยู่ในตัวปลาที่พร้อมจะกลับมาเป็นอาหารให้กับคนเรา

“ขั้นต่อไปคงต้องยึดหลัก Reduce,Reuse, Recycle อย่างจริงจัง…… และที่สำคัญต้องRemind และ Rethink ทั้งความคิดและจิตใจของเราทุกคนด้วยครับ”

“กิจกรรมวันนี้ได้ สร้างเสริมกระแสการท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อมและแรงบันดาลใจที่จะทำความดีในเรื่องต่างๆต่อไปได้ โดยเรากำลังจะเปลี่ยนจากภาพของขยะล้านชิ้น…ให้กลายเป็นล้านรอยยิ้มทั่วไทย(big smile)”ผช.รมต.ท่องเที่ยวฯกล่าวย้ำ