ตะลึง! ทุเรียนกบชายน้ำของแท้ ส่งขายลูกละห้าพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367822

ตะลึง! ทุเรียนกบชายน้ำของแท้   ส่งขายลูกละห้าพัน

ตะลึง! ทุเรียนกบชายน้ำของแท้   ส่งขายลูกละห้าพัน  ส่งนอกลูกละสี่หมื่นบาท!!

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.62   ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรีรายงาน  ท่ามกลางพื้นที่ดั้งเดิม ของชาวบ้านย่าน อ.ศรีมหาโพธิ  ได้กลายเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ นิคมอุตสาหกรรม 304 ,นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ (ใหม่)  มีโรงงานต่าง ๆ มากกว่า  1,000  แห่ง

ริมถนนสายบ้านคลองรั้ง –ระเบาะไผ่   จากสี่แยกคลองรั้งมาประมาณ 5 กม. มีสวนผลไม้ในเนื้อที่มากกว่า 300 ไร่ อยู่ริมถนน   ชื่อสวนจิตนิยม ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี  ทำสวนผลไม้ผสมผสาน หลากหลายมีหมุนเวียนขายกันทั้งปี    มาตั้งแต่รุ่นก๋งของเจ้าของคนปัจจุบัน     เช่น เงาะ  , มังคุด ,ขนุน ,ลองกอง,  ทุเรียน   ทั้งหมดนี้ ใครจะเชื่อว่าเจ้าของได้อนุรักษ์ความเก่าแห่งสายพันธุ์ผลไม้เกือบทั้งสวนนี้ไว้อย่างถาวรถึงรุ่นปัจจุบัน

ที่ได้ใช้ความเก่า –โดดเด่นแห่งสายพันธุ์เก่า   แต่มีคุณภาพระดับแนวหน้าของเมืองไทย   ทำการตลาดผลไม้จนได้ก้าวโกอินเตอร์ในตลาดต่างประเทศ   ไกลสุดกู่เกินเพื่อนเกษตรกรด้วยกันไปหลายร้อยก้าว   ทำมาแล้วกว่า 50 ปี    นับจากสมัยก๋งสู่รุ่นพ่อ    เจ้าของคือเกรียงศักดิ์ อุดมสิน ลูกชายผู้จบการศึกษามาจากวิศวกรรมศาสตร์  แต่หันมาทำการเกษตรผู้สืบทอดจากพ่อการตลาดเน้นส่งออกต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

เกรียงศักดิ์  กล่าวว่า   ย้อนยุคไปก่อนหน้าสมัยยุคก๋ง กว่า 70 ปี มาแล้ว   ชื่อนายจินดา อุดมสิน ชาวจีนแห่งโพ้นทะเล ข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาตั้งรกรากปักฐาน ณ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรีแห่งนี้ ซึ่งในสมัยนั้นในแถบบริเวณนี้ยังเป็นป่า รกทึบ ถนนไม่มีตัดผ่านทางสัญจรก็มีทางเกวียน ที่ขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ การเดินทางยังลำบากอยู่มาก แต่ด้วยที่ว่านายจินดา เป็นคนที่รักต้นไม้ จึงคิดริเริ่มจะทำสวนผลไม้ และนายจินดาเองเป็นคนที่มองการณ์ไกล สามารถวิเคราะห์เพื่อทราบได้ว่าพื้นที่แหล่งใด มีความสมบรูณ์ ที่จะเพาะปลูกไม้ผลได้เป็นอย่างดี

                ดังนั้นจึงได้เลือกพื้นที่ในอำเภอศรีมหาโพธิ ด้วยเหตุที่ว่าในบริเวณพื้นที่เขตอำเภอศรีมหาโพธินี้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ปราจีนบุรี ที่ไหลมาจากเทือกเขาใหญ่ ซึ่งได้นำพาเอาตะกอนและแร่ธาตุที่อุดมสมบรูณ์ ลงมาด้วย อีกทั้งยังมีสายน้ำใต้ดิน ไหลผ่าน นายจินดาจึงได้ซื้อที่ดินใน ต.หนองโพรง ด้วยเนื้อที่เพียง 25 ไร่ (ในขณะนั้น) และเป็นสวนแรกของอำเภอศรีมหาโพธิ

รุ่นที่ 2  นายสมพร อุดมสิน   เมื่อสำเร็จการศึกษา ได้มาช่วยเหลือนายจินดา ทำสวนเพื่อส่งเสียให้น้อง ๆ ได้รับการศึกษา และได้สืบทอดเจตนารมณ์ในการทำสวนต่อจากนายจินดา ได้บุกเบิกและขยายพื้นที่เพาะปลูก จาก 25 ไร่ ในอดีต มาถึงปัจจุบันกว่า 300 ไร่   นายสมพร อุดมสิน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนไม้ผลต่อจากนายจินดามากว่า 30 ปี เมื่อได้ส่งเสียให้ลูก ๆ ได้จบการศึกษาและมีหน้าที่การงานกันทุกคน

ประกอบด้วย  ตนเอง จบการศึกษาจากระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา ,   นางสาวดุจดาว อุดมสิน จบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัย จอร์ช เมสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยในรุ่นที่ 3  ยุคปัจจุบัน   ตนเอง  (นายเกรียงศักดิ์) ดำเนินการด้านการเกษตรต่อ    จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ทิ้งอาชีพวิศวกร กลับมาทำสวน      นอกจากนี้นายเกรียงศักดิ์ยังได้ ทั้งพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ของไม้ผล เพื่อการส่งออก เช่น มะยงชิด มะปรางของสวนให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จนเป็นไม้ผลที่ขึ้นชื่อของสวนจิตร์นิยม

นอกจากนี้ สวนจิตร์นิยม ได้รับการพัฒนา ปรับปรุงและได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอศรีมหาโพธิ สำนักงานส่งเสริมการเกษตรอำเภอศรีมหาโพธิ สำนักงานเกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งพัฒนาชุมชน และเยาวชน เป็นสถานที่ฝึกงานด้านการเกษตรของนักศึกษาด้านเกษตรกรรมทั่วประเทศ และเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร โดยมีนายเกรียงศักดิ์ อุดมสิน เป็นวิทยากร ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มต่าง ๆ เข้ารับฟังการบรรยาย ในเรื่องของการพัฒนา และความก้าวหน้าในด้านการเกษตร

เกรียงศักดิ์  กล่าวต่อไปว่า   สวนจิตนิยมจะเน้นทำเกษตรอินทรีเป็นหลัก   ผลไม้ต่างๆปลอดสารพิษทุกชนิด    ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น  ส่งออกต่างประเทศล้วนๆ    ถือว่าการทำสวนนั้นประสบผลสำเร็จ    เน้นคุณภาพ สินค้า    เป็นสินค้าอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี,ยาฆ่าแมลง อายุผลผลิตได้ตามเวลา ไม่อ่อน   ไม่เน้นปริมาณ   จึงเป็นที่น่าเชื่อถือในวงการผลไม้ส่งออกต่างประเทศ   แต่ในปัจจุบันนี้มีสายพันธ์ปลอมออกมาเยอะ   ขายทั้งต้น  และ ผลทุเรียน   ผู้บริโภคไม่รู้  เมื่อได้กินทุเรียนกบชายน้ำแล้วคล้ายทุเรียนบางพันธ์

เกรียงศักดิ์ ย้ำด้วยว่าให้สังเกตว่าทุเรียนกบชายน้ำของจริงดั้งเดิม  ดูที่ตูดลูกทุเรียนนี้   ถ้าพันธ์แท้ตูดหรือก้นจะบุ่มลงเล็กน้อยเท่านิ้วแม่มือให้เห็น  เป็นที่ว่าง   เนื้อในสีเหลืองทองแน่น   ลูกทุเรียนกบชายน้ำนี้จะกลมรี5แถว ฟูเต็มถ้าไม่มีตามแบบที่กล่าวมาไม่ใช่ทุเรียนสายพันธ์กบชายน้ำของจริง    ปีนี้ที่สวนจิตนิยมมียอดจองหมดแล้ว   ทั้งใน  และต่างประเทศ โดยขายผ่านอินเตอร์เน็ต

สำหรับ ผลทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำของสวนนิยม ในขณะนี้  ยังอยู่บนต้นขนาดใหญ่มากว่า 2 คนโอบ  รอให้สุกได้ขนาดอีกประมาณ 1 เดือน  จะตัดผลสุกออกสู่ท้องตลาด  นำส่งให้ลูกค้า  โดยลูกค้าหลักที่สั่งจองคือ  ตลาด CP.   ตลาดต่อมาคือตลาดต่างประเทศลูกค้าชาวจีน

ทั้งนี้ผลผลิตดังกล่าวหลังลูกค้าสั่งจองหมดทุกต้น   ทุเรียนกบชายน้ำของแท้   ส่งขายตลาดในประเทศ  ลูกละห้าพัน  ส่งนอกลูกละสี่หมื่นบาทได้ถูกประคบประหงม ดูแลรักษาอย่างดี   โดยนำไม้ไผ่มาค้ำยันโดยรอบ ป้องกัน พายุฤดูร้อน  หรือกิ่งทรุด     คอยให้น้ำ   ดูแลไล่ ไม่ให้กระรอก กระแต  มาชิมก่อนลูกค้า  นับเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เลื่องชื่ออีกอย่างของชาวสวนผลไม้ปราจีนบุรี”คุณเกรียงศักดิ์ กล่าว

เครือซีพี.หนุนเครือข่ายเกษตรกรเชียงใหม่-น่าน”ป้องกันไฟป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367814

เครือซีพี.หนุนเครือข่ายเกษตรกรเชียงใหม่-น่าน”ป้องกันไฟป่า

เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนเครือข่ายเกษตรกร”เชียงใหม่-น่าน” ป้องกันไฟป่า แก้ปัญหาหมอกควัน

         เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนเครือข่ายเกษตรกร“เชียงใหม่-น่าน” ทำแนวป้องกันไฟป่า รับมือปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ มีส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์เพื่อไปสู่ความยั่งยืน

               นายวิสุทธิ์ ปรีชาสุภากุล  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรบ้านกองกาย อ.แม่แจ่ม  จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า  ปีนี้ปัญหาเรื่องไฟป่าและหมอกควันจากไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ ถือว่ารุนแรงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่ค่อนข้างมาก  ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่า หมอกควันที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากไฟป่าถึง 90%และเป็นสาเหตุให้ค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สูงเกินค่ามาตรฐาน

โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรบ้านกองกายและชาวบ้านในพื้นที่ ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์และเจ้าหน้าที่อาสาพัฒนา(อสพ.)ในการทำแนวป้องกันไฟป่าโดยรอบหมู่บ้านกองกาย เป็นโครงการนำร่อง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและหน่วยงานต่างๆร่วมกันแก้ปัญหาและป้องกันไฟป่าไม่ให้ลุกลามมายังพื้นที่ๆมีชาวบ้านพักอาศัยกว่า  75 ครัวเรือนที่ดูแลผืนป่าสมบูรณ์จำนวน  3,750 ไร่

ด้านนางอ้อย จันทรธิมา เกษตรกรบ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรภายใต้โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้สนับสนุนนำร่องเกษตรกรในพื้นที่หมู่บ้านสบขุ่น จ.น่าน ทดลองปลูกกาแฟเป็นพืชทางเลือกในการสร้างรายได้แก่เกษตรกรควบคู่ไปกับการดูแลและพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา เป็นอีกพื้นที่ในภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเผาป่าและลุกลามไหม้สวนกาแฟของชาวบ้านเกิดความเสียหายรวมกว่า 500 ต้น

โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ให้การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์การทำแนวกันไฟป่าและอุปกรณ์ดับไฟป่า ภายใต้ “โครงการสบขุ่นร่วมใจ ทำแนวป้องกันไฟป่า 2562” เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการเผาป่าและหมอกควันในพื้นที่ หมู่บ้านสบขุ่น หมู่ที่ 7 ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่ 323  ครัวเรือนที่ดูแลผืนป่าสมบูรณ์ในเขตดอยวาว อุทยานแห่งชาตินันทบุรี

นายจอมกิตติ  ศิริกุล  ผู้บริหารด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ติดตามสถานการณ์ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะจ.เชียงใหม่ ที่พบหมอกควันพิษที่เกิดจากการเผาป่าจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เครือฯจึงได้ร่วมกับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่บ้านกองกาย อ.แม่แจ่ม จ. เชียงใหม่ และบ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน จัดทำแนวป้องกันไฟป่า ตลอดจนให้การสนับสนุนภารกิจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ด้วย

ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานด้านการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ดำเนินการอยู่ในเขต ปิง – วัง – ยม – น่าน ได้แก่ พื้นที่ต้นน้ำปิง (อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) ,พื้นที่ต้นน้ำวัง (อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง) , พื้นที่ต้นน้ำยม (อ.ปง จ.พะเยา) และ พื้นที่ต้นน้ำน่าน (ในหลายอำเภอของ จ.น่าน) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนปี 2563 ภายใต้กรอบการทำงาน 3Hs คือ HEART-มุ่งมั่นทำธุรกิจด้วยใจที่ยั่งยืน HEALTH-มุ่งมั่นสร้างสังคมที่ยั่งยืน HOME-มุ่งมั่นเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367782

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลการคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นปี62

เกษตรกรดีเด่นปี62

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2562

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลการคัดเลือกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ เตรียมพร้อมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2562 ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่น สาขาอาชีพ/ประเภทที่กำหนด เป็นเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก จะได้ยึดถือเป็นแบบอย่างตามแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร

             โดยจะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งถือเป็นพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรเช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา
กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดเลือก เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 จำนวน 5 สาขา ปรากฏผลดังนี้ 1) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายเรือง ศรีนาราง บ้านเลขที่ 34/2 หมู่ที่ 6 ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โทร. 08 9833 5199 ปลูกพืชหลัก : เกษตรกรสวนทุเรียน 2) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นายชัยยศ ตั้งนิยม บ้านเลขที่ 137 หมู่ที่ 1 ตำบลวังยาง อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร โทร. 06 1821 7677 ปลูกพืชหลัก : อ้อย 3) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ นางสำรวย บางสร้อย บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองแคน อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. 06 1109 4549 ปลูกพืชหลัก : ข้าว จำนวน 10 ไร่ ไม้ยืนต้นและพืชผัก จำนวน 6 ไร่ ประมง จำนวน 2 ไร่ เลี้ยงสัตว์ จำนวน 1 ไร่ 4) ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายสมเกียรติ แซ่เต็ง บ้านเลขที่ 488/2 หมู่ที่ 1 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โทร. 08 6511 3317 5) สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายฉัตรชัย ดอยพนาวัลย์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 บ้านเลขที่ 424 หมู่ที่ 11 ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน โทร. 09 8565 5840
สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 จำนวน 3 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวฝาย ที่ทำการกลุ่มเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 2 ตำบลปอแดง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โทร. 08 7949 6413, 08 2102 5038 อาชีพหลักของสมาชิก : ทำนา ทำไร่ และทอผ้าไหม อาชีพเสริมของสมาชิก : การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การผลิตเส้นไหมดิบ การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ การเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหม 2) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม ที่ทำการกลุ่มโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม เลขที่ 79 หมู่ที่ 8 ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด โทร. 039 522104 และ 3) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำนาหนองสาหร่าย เลขที่ 100 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โทร.08 1986 9685

วช. ร่วมกับราชภัฏบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367766

วช. ร่วมกับราชภัฏบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

วช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยนวัตกรรมผ้าทอ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หนุนงานวิจัยเพื่อเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้ โครงการ Innovation Hubs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานนวัตกรรมของประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่งผลให้หลายชุมชนเข้มแข็งและสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

วช. ร่วมกับราชภัฏบุรีรัมย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ ที่ปรึกษา วช. อดีตเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการ Innovation Hubs เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 กลุ่มเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา 9 ภูมิภาค เพื่อร่วมมือในการดำเนินเผยแพร่ผลงานในโครงการ Innovation Hubs โดยตกลงที่จะให้ความร่วมมือกัน
ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชน และส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อที่จะได้นำความรู้และเทคโนโลยีมาบูรณาการกับศักยภาพท้องถิ่น โดยการเผยแพร่ผลงานและข้อมูลการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย เพื่อไปสู่การค้นคว้าและสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาและต่อยอดศักยภาพต้นทุนของชุมชน และนำองค์ความรู้ผลงานวิจัยและเทคโนโลยี เครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา ไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ
ผศ. ดร.อริศร์ เทียนประเสริฐ ประธานคณะกรรมการโครงการ Innovation Hubs กล่าวว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในสาขากลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ของ Innovation Hubs ในเครือข่ายวิจัยอีสานตอนล่าง เนื่องจากบุรีรัมย์มีต้นทุนวัฒนธรรมนำเข้าด้านสนามกีฬา สนามแข่งรถ และการพัฒนาพื้นที่ แต่สามารถต่อยอดโดยใช้องค์ความรู้งานวิจัยมาช่วยพัฒนาต้นทุนด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา โดยเฉพาะผ้าไหมให้เติบโตและพัฒนาไปด้วยกันได้ โดยขณะนี้กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งได้รับทุนจาก วช. และโครงการฯ ได้ร่วมมือกับชุมชนในหลายพื้นที่ นำงานวิจัยมาพัฒนาการออกแบบลวดลาย และการมัดย้อมไหมมัดหมี่ด้วยสีธรรมชาติ จนได้ผ้าไหมมัดหมี่บุรีรัมย์ ที่มีความโดดเด่น ร่วมสมัย แต่ยังคงเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมในภูมิภาค เป็นจุดขายที่แตกต่างจากที่อื่น

โดยนักวิจัยได้นำลายจำหลักจากปราสาทขอมมาสร้างสรรค์เป็นลวดลายใหม่ ๆ กว่า 50 ลาย ซึ่งเหมาะกับทุกวัย การที่นักวิจัยฯ สามารถเชื่อมโยงความรู้เข้ากับชุมชนในพื้นที่ พัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการ ในลักษณะของการท่องเที่ยว จะช่วยส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ และเกิดแรงเหวี่ยงไปยังพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น ดังที่จังหวัดบุรีรัมย์ ขณะนี้คนรุ่นใหม่เริ่มพัฒนาตลาดออนไลน์ และสนใจอาชีพทอผ้า สิ่งที่ตามมาคือเศรษฐกิจ หรือการประกอบอาชีพในพื้นที่เกิดความยั่งยืน หนุ่มสาวไม่ต้องออกจากบ้านไปทำงานที่อื่น
ทั้งนี้ วช. ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูงานวิจัย “สานต่อภูมิปัญญา ผ้าทอบุรีรัมย์ เลิศล้ำการท่องเที่ยว” ณ จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2562 โดยมี รศ. สมบัติ ประจญศานต์ หัวหน้าสาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ นักวิจัยโครงการไหมมัดหมี่ลายจำหลักจากปราสาทขอม พร้อมคณะนักวิจัย นำชมลวดลายศิลปกรรม ที่ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง รวมทั้งโครงการวิจัยอื่น ๆ เช่น สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเพื่อการท่องเที่ยว โปรแกรมท่องเที่ยวสายอารยธรรมขอม ผลผลิตจากงานวิจัยหมู่บ้านท่องเที่ยวไหมชุมชนสายยาว และผลผลิตจากงานวิจัยต่าง ๆ

ผู้สนใจผลงานวิจัย โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่ลายจำหลักปราสาทขอม และการพัฒนาลายมัดหมี่สมมาตร สามารถเยี่ยมชมได้ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 7 – 10 เมษายน 2562

เกษตรกรปลื้มข้าวโพดหลังนาราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367611

เกษตรกรปลื้มข้าวโพดหลังนาราคาดี

ข้าวโพดหลังนา

เกษตรกรปลื้มข้าวโพดหลังนาราคาดี 

                เกษตรกรพื้นที่ 37 จังหวัดที่ร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งการทุกจังหวัดประสานสหกรณ์ในพื้นที่เตรียมพร้อมจุดรับซื้อ และวางแผนบริการเครื่องจักรกลเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อบริการสมาชิก คาดผลผลิตจะออกมากตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมดทุกพื้นที่ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ตั้งเป้าสหกรณ์การเกษตรรวบรวมข้าวโพดหลังนาได้ 540,000 ตัน  ส่งป้อนเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ความชื้น 14.5% ราคา 8.30 บาท/กก.

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561ในพื้นที่ 37 จังหวัดเป้าหมาย มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการ 90,375 ราย พื้นที่ปลูกข้าวโพด 764,275 ไร่ การดำเนินโครงการในขณะนี้เข้าสู่ระยะที่ 3 เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ในพื้นที่ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,000 – 1500  กก./ไร่ และมีบางจังหวัดที่เกษตรกรดูแลผลผลิต ตั้งแต่การปลูกจนเก็บเกี่ยวตามหลักวิชาการ ทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 2,200 กิโลกรัม                  ขณะนี้ปริมาณข้าวโพดที่สหกรณ์รวบรวมแล้วประมาณ 40,721.13 ตัน มูลค่ารวม 265.89 ล้านบาท คาดว่าผลผลิตจะออกมากตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นไป และจะเก็บเกี่ยวได้หมดภายในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้  ซึ่งจากการคาดการณ์ปริมาณข้าวโพดของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ประมาณ 537,593.23 ตัน และจังหวัดที่คาดว่าจะรวบรวมได้ปริมาณสูงสุด ได้แก่ นครสวรรค์ 132,951 ตัน เพชรบูรณ์ 57,672 ตัน และพิษณุโลก 55,714 ตัน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ดูแลเรื่องการตลาดให้กับเกษตรกร โดยการเปิดจุดรวบรวมและรับซื้อผลผลิตประจำทุกอำเภอจำนวน 346 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ไม่ต้องขนข้าวโพดไปขายให้กับโรงงานอาหารสัตว์ที่ตั้งอยู่นอกพื้นที่ระยะทางไกล ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งให้เกษตรกร ขณะเดียวกันทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดได้ประสานสหกรณ์การเกษตรทำข้อตกลงร่วมกับบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ เพื่อรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรที่               เข้าร่วมโครงการ ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่ามีแหล่งรับซื้อข้าวโพดที่แน่นอนและได้ราคาที่เป็นธรรม ขณะนี้ในบางพื้นที่มีเอกชนรายย่อยได้เข้าไปแย่งซื้อผลผลิตจากเกษตรกร แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจที่จะรวบรวมข้าวโพดส่งขายให้สหกรณ์  เนื่องจากสหกรณ์มีเครื่องชั่งน้ำหนักที่ได้มาตรฐานและให้ราคารับซื้อที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันทางสหกรณ์ก็ได้ทำข้อตกลงซื้อขายข้าวโพดกับเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาลแล้ว

“ขณะนี้แต่ละจังหวัดได้ทำแผนรวบรวมข้าวโพดเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งกรมฯได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดประสานกับสหกรณ์เพื่อลงพื้นที่สำรวจแปลงข้าวโพดที่รอการเก็บเกี่ยวและวางแผนการเก็บเกี่ยวผลผลิตร่วมกับสมาชิก และสหกรณ์จะต้องบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร รถเกี่ยวและเครื่องสีข้าวโพดสำหรับให้บริการแก่เกษตรกร รวมถึงจะต้องเตรียมพร้อมอุปกรณ์การตลาด ฉาง ลานตาก และโกดัง ที่จะรองรับผลผลิตในช่วงที่ออกมาพร้อมกัน

สำหรับข้าวโพดที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวและนำมาขายให้สหกรณ์ ความชื้นเฉลี่ย 28-31 % ราคา 6-7 บาท/กก. เมื่อสหกรณ์รับซื้อจากเกษตรกรแล้ว จะนำมาอบ                       ลดความชื้นเหลือ 14.5 % และส่งเข้าโรงงานอาหารสัตว์ในราคา 8.30 บาท/กก. ซึ่งสูงกว่าที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย                           ได้กำหนดราคารับซื้อที่หน้าโรงงานไว้ก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกข้าวโพด ความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่ 8 บาท/กก. ทั้งนี้ เกษตรกรที่หันมาปลูกข้าวโพดแทนการทำนาปรัง  เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเฉลี่ย 3,000 – 4,000 บาท/ไร่  มากกว่าการปลูกข้าวที่หักต้นทุนแล้วจะเหลือกำไรเพียงไร่ละ 700 – 1,300 บาท เนื่องจากผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำกว่า และต้นทุนในการทำนาสูงกว่าการปลูกข้าวโพด                โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับภาคเอกชน ดูแลตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมมีความสมบูรณ์ของดิน มีการถ่ายทอดความรู้การปลูกและดูแลแปลงข้าวโพด การสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจาก ธกส. การทำประกันภัยพืชผลเพื่อประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร และการใช้นโยบายตลาดนำการผลิต ส่งผลทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน สามารถขายได้ในราคที่เป็นธรรม และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สำหรับข้าวโพดที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวและนำมาขายให้สหกรณ์ ความชื้นเฉลี่ย 28-31 % ราคา 6-7 บาท/กก. เมื่อสหกรณ์รับซื้อจากเกษตรกรแล้ว จะนำมาอบ                       ลดความชื้นเหลือ 14.5 % และส่งเข้าโรงงานอาหารสัตว์ในราคา 8.30 บาท/กก. ซึ่งสูงกว่าที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย                           ได้กำหนดราคารับซื้อที่หน้าโรงงานไว้ก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกข้าวโพด ความชื้นไม่เกิน 14.5% อยู่ที่ 8 บาท/กก. ทั้งนี้ เกษตรกรที่หันมาปลูกข้าวโพดแทนการทำนาปรัง  เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเฉลี่ย 3,000 – 4,000 บาท/ไร่  มากกว่าการปลูกข้าวที่หักต้นทุนแล้วจะเหลือกำไรเพียงไร่ละ 700 – 1,300 บาท เนื่องจากผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำกว่า และต้นทุนในการทำนาสูงกว่าการปลูกข้าวโพด

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับภาคเอกชน ดูแลตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมมีความสมบูรณ์ของดิน มีการถ่ายทอดความรู้การปลูกและดูแลแปลงข้าวโพด การสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจาก ธกส. การทำประกันภัยพืชผลเพื่อประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร และการใช้นโยบายตลาดนำการผลิต ส่งผลทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน สามารถขายได้ในราคที่เป็นธรรม และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร

“บิ๊กฉัตร” ระดมหน่วยงานด้านน้ำ ติวแผนช่วยเหลือช่วงแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367157

“บิ๊กฉัตร” ระดมหน่วยงานด้านน้ำ ติวแผนช่วยเหลือช่วงแล้ง

สทนช

“บิ๊กฉัตร” ระดมหน่วยงานด้านน้ำ ติวแผนช่วยเหลือช่วงแล้งทิ้งทวนก่อนเข้าฝน

วันที่ 27 มี.ค.  ​พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2562 ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือ วิเคราะห์ ติดตามลักษณะอากาศในระยะ 3 เดือนนี้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นพ้องตรงกันว่าประเทศไทยยังคงมีสภาพเป็นเอลนีโญ่อ่อนๆ และจะกลับลงมาสู่สภาพเป็นกลางในกลางปีนี้ ขณะที่ปริมาณฝนสะสมจากต้นปีถึงปัจจุบัน คาดว่าปริมาณฝนรวมในเดือนเมษายนจะมีฝนมากกว่าเดือนมีนาคม

แต่ยังมีพื้นที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และซีกตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ในเดือนพฤษภาคมคาดว่าประเทศไทยปริมาณฝนจะใกล้เคียงค่าปกติ แต่อาจยังมีฝนน้อยในภาคเหนือตอนล่าง ด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน

​​          “วันนี้ที่ประชุมได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเป็นเจ้าภาพหลักในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและการจัดสรรน้ำ ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่น กำหนดแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30%”

สำหรับอ่างเก็บน้ำเฝ้าระวัง ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ได้แก่ ขนาดใหญ่ ภาคเหนือ 1 แห่ง คือ เขื่อนแม่มอก 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 24% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ 52 ล้าน ลบ.ม. 3% สิรินธร 81 ล้าน ลบ.ม. 7% ลำนางรอง 34 ล้าน ลบ.ม. 29% ห้วยหลวง 33 ล้าน ลบ.ม. 25% และลำปาว 539 ล้าน ลบ.ม. 29% ภาคกลาง 3 แห่ง  ทับเสลา 22 ล้าน ลบ.ม. 15% กระเสียว 15 ล้าน ลบ.ม. 6% และป่าสักชลสิทธิ์ 276 ล้าน ลบ.ม.29% ขนาดกลาง 112 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 10 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 87 แห่ง ภาคกลาง 13 แห่ง ภาคใต้ 2 แห่ง  ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำใช้การได้ของเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่ง ยังเพียงพอจนถึงสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม ยกเว้นเขื่อนอุบลรัตน์ที่จะมีการดึงน้ำ Dead Storage มาใช้ตามแผนที่กำหนดไว้เดิมประมาณ 88 ล้าน ลบ.ม. (ปริมาณน้ำเท่ากับปี 59) เพื่อช่วยเรื่องน้ำอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก ซึ่งจะไม่กระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในต้นฤดูฝน

ขณะที่การวางแผนบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน สทนช.ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก อาทิ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์ปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง
​​                ด้าน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานรับผิดชอบหลักดำเนินการตามแผนงานอย่างเคร่งครัด แบ่งเป็น น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค โดยการประปานครหลวง      มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดปี 2562 ส่วนการประปาส่วนภูมิภาคเดิมมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในพื้นที่สาขา จำนวน 10 หน่วยบริการ 9 จังหวัด ปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงฯ จำนวน 20 สาขา 18 จังหวัด แบ่งเป็น ภาคเหนือ 6 จังหวัด ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด นครราชสีมา หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ มหาสารคาม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ภาคตะวันออก 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี            ภาคใต้ 3 จังหวัด สุราษฏร์ธานี พังงา ภูเก็ต

โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบหลักเตรียมการแก้ไขปัญหาแล้ว อาทิ มาตรการจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา ลดแรงดัน และสูบทอยน้ำเพื่อเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำใกล้เคียง ทำฝายชั่วคราว และมีแผนซื้อน้ำจากเอกชน ส่วนนอกเขตพื้นที่ให้บริการของการประปาภูมิภาค ทั้งประปาชุมชน/เทศบาล ได้เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ รวม 7 จังหวัด   15 อำเภอ ประกอบด้วยภาคเหนือ 2 จังหวัด 6 อำเภอ เชียงใหม่ นครสวรรค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด 5 อำเภอ (เลย ชัยภูมิ นครราชสีมา) และภาคกลาง 2 จังหวัด 4 อำเภอ ราชบุรี กาญจนบุรี ขณะนี้ สทนช. ได้ดำเนินการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กษ. ทส. และ กห.) เฝ้าระวังเตรียมความพร้อมเชิงป้องกัน และจัดทำข้อมูลและแผนที่แสดงแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 50 กม.
​ด้านเกษตรกรรม ในพื้นที่เสี่ยงการขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงพื้นที่สำรวจ สรุปมีจำนวน 11 จังหวัด 26 อำเภอ 71 ตำบล พื้นที่รวม 151,552 ไร่ ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ซึ่งปริมาณน้ำมีเพียงพอ สำหรับปลูกพืชตามมาตรการ ไม่มีการเพาะปลูกเพิ่มเติม สำหรับพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนารอบที่ 2 พบว่า ในเขตชลประทาน จำนวน 32 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 1,186,336 ไร่ และนอกเขตชลประทาน มี 7 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 133,702 ไร่ รวมทั้งประเทศ 36 จังหวัด ปลูกเกินแผน จำนวน 1,320,038 ไร่​

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประกาศพื้นที่เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติภัยแล้งล่าสุดมีทั้งสิ้น 3 จังหวัด 8 อำเภอ 30 ตำบล โดย จ.ร้อยเอ็ด  2 อำเภอ 2 ตำบล จ.ศรีสะเกษ 3 อำเภอ 5 ตำบล เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และ จ.ตราด 3 อำเภอ 23 ตำบล ซึ่งขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร โดยขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เร่งดำเนินการหาแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เสี่ยงในรัศมี 50 กม. ตามที่ สทนช. ได้จัดส่งข้อมูลและแผนที่แสดงแหล่งน้ำ รวมถึงจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำจากหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่เพิ่มเติมกรณีปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำไม่เพียงพอแล้วด้วย

คิกออฟอบรมสมาชิกสหกรณ์ใช้ปุ๋ยผสมเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367082

คิกออฟอบรมสมาชิกสหกรณ์ใช้ปุ๋ยผสมเอง

ปุ๋ยผสมเอง

คิกออฟอบรมสมาชิกสหกรณ์ใช้ปุ๋ยผสมเอง คาดทันใช้ในเดือนพ.ค.นี้ 

            กรมส่งเสริมสหกรณ์คิกออฟจัดโครงการอบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตร ถ่ายทอดความรู้การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง เหมาะกับสภาพดินและพืชที่เพาะปลูก พร้อมเจรจาบริษัทนำเข้าจำหน่ายแม่ปุ๋ยให้สหกรณ์ถูกกว่าท้องตลาด             ตันละ 4,000 บาท เพื่อให้สหกรณ์นำไปผสมเป็นปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ตรงกับความต้องการของสมาชิกและขายในราคาต่ำกว่าปุ๋ยสูตรสำเร็จ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร คาดต้นเดือนพฤษภาคมนี้จะเริ่มผลิตปุ๋ยล็อตแรกทันใช้ในฤดูกาลเพาะปลูก

คิกออฟอบรมสมาชิกสหกรณ์ใช้ปุ๋ยผสมเอง

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมส่งเสริม              ปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร  ณ สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด จังหวัดราชบุรี โดยมีสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ให้ความสนใจเข้ารับฟังความรู้จากนักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดินที่มาชี้แจงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองให้เหมาะกับสภาพดินและพืช                  ที่ เพาะปลูกในแต่ละพื้นที่ ขณะที่เดียวกับมีหลายหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการผลิตปุ๋ยผสมใช้เองให้กับสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตรจะเข้ามาดูแลเรื่องคุณภาพแม่ปุ๋ย แนะนำวิธีการผสมปุ๋ยและการเก็บรักษาเพื่อให้ใช้ได้นาน พร้อมทั้งออกใบรับรองปุ๋ยที่ผลิตโดยสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตรจะแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยสำหรับช่วงฤดูทำนาหรือทำไร่                         และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้นำไปสั่งซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทเอกชน             เพื่อมาผสมและจำหน่ายให้กับเกษตรกร

            การอบรมวิธีการผสมปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุนการผลิต เป็นกิจกรรมแรกของการชี้แจงทำความเข้าใจแก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่าการผสมปุ๋ยใช้เองมีวิธีการอย่างไร  ปุ๋ยสูตรไหนจะเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และเทคนิคการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพในการปลูกพืชแต่ละชนิดต้องใช้อย่างไร โดยกรมฯจะจัดอบรมสมาชิกสหกรณ์ใน   50 จังหวัด                      ที่มีสหกรณ์ 412 สหกรณ์สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เกษตรกรมีความเข้าใจเรื่องปุ๋ยผสมใช้เอง และปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่นิยมซื้อปุ๋ยสูตรสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดซึ่งมีต้นทุนสูง หันมาใช้ปุ๋ยผสมเองที่มีคุณภาพไม่แตกต่างจากปุ๋ยสูตรสำเร็จ ซึ่งปุ๋ยผสมเองทำได้ไม่ยุ่งยากและช่วยลดต้นทุนได้จริง จากนั้นสหกรณ์กับสมาชิกจะร่วมกันวางแผนในการผลิตปุ๋ยผสมเอง โดยสหกรณ์จะสำรวจปริมาณการใช้ปุ๋ยจากสมาชิก และสั่งซื้อแม่ปุ๋ยมาบริการผสมตามสูตรที่เกษตรกรต้องการ หรือขายแม่ปุ๋ย            ให้เกษตรกรนำไปผสมใช้เองที่บ้าน โดยผสมปุ๋ยตามปริมาณที่ต้องการใช้ในแต่ละครั้ง  ซึ่งการอบรมวิธีการใช้ปุ๋ยผสมเอง                 แก่สมาชิกสหกรณ์จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน และสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยล็อตแรกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้เกษตรกรทันใช้ในฤดูกาลเพาะปลูกปีนี้

“ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เจรจากับบริษัทเอกชนที่นำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อขอให้ลดราคาจำหน่ายแม่ปุ๋ยให้กับสหกรณ์ถูกกว่าท้องตลาด เหลือตันละประมาณ 8,000 บาท ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนให้กับเกษตรกร  จึงอยากฝากถึงสหกรณ์การเกษตรเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรเรื่องการใช้ปุ๋ยผสมใช้เอง  ทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมลงไปให้คำแนะนำเรื่องการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกรทุกพื้นที่ โดยสหกรณ์สามารถติดต่อและแจ้งความต้องการผ่านมาทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปุ๋ยผสมใช้เอง และมั่นใจในเรื่องคุณภาพ ซึ่งการให้ความรู้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่าการใช้ปุ๋ยผสมเองไม่ได้แตกต่างจากปุ๋ยสำเร็จ แต่ราคาถูกกว่า ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เหลือจากการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้น” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เริ่มแล้ว ! งานมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 49

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367046

เริ่มแล้ว ! งานมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 49

เริ่มแล้ว ! งานมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 49

เริ่มแล้ว ! งานมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 49 ปี 2562 เชิญ มา ชม ชิม ช็อป ตั้งแต่ 25 มีนาคม – 2 เมษายน นี้  ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา พบกับผลผลิตทางการเกษตรมากมาย เช่น ผลผลิตมะม่วง พันธุ์ไม้ สินค้าวิสาหกิจชุมชน และของดีเมืองแปดริ้ว

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดฉะเชิงเทราถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพที่สำคัญของประเทศ มีผลผลิตมากกว่า 20,ooo ตันต่อปี สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม ปีละกว่า 600 ตัน ซึ่งเป็นผลผลิตผลิตที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา มากกว่า 42 ล้านบาท และมีแผนที่จะส่งออกในปริมาณเพิ่มขึ้นทุกๆปี ทั้งในรูปผลสดและผลิตภัณฑ์มะม่วงแปรรูป

ซึ่งการจัดงานมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 49 ปี 2562 ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนมะม่วงในการจำหน่ายและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลผลิตมะม่วง พืชผลทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูป และของดีเมืองแปดริ้ว ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ตลอดจนให้ผู้ผลิตได้มีโอกาสจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แก่ผู้บริโภคโดยตรง ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ปลูกมะม่วง ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการจัดนิทรรศการในงานส่งเสริมการเกษตร ได้แก่ นิทรรศการมะม่วงกับงานส่งเสริมการเกษตร โดยนำเสนอในเรื่องของ ประโยชน์และคุณค่าของมะม่วง การเชื่อมโยงแปลงใหญ่ ศพก. Young Smart Farmer การรณรงค์ไม่เผาในพื้นที่การเกษตร และการจำกัดในการใช้สารเคมีในการเกษตร รวมถึงมีจุดถ่ายภาพแสดงผลผลิตทางการเกษตรที่ชนะการประกวดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เข้าชมอีกด้วย

ภายในงานมีการมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น มะม่วงดิบ มะม่วงสุก มะพร้าวน้ำหอม ไข่ไก่ และปลากัด นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแข่งขันการตำส้มตำมะม่วง(ลีลา) ที่สร้างความสนุกสนานให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก และพบกับสินค้าคุณภาพมากมายในส่วนของการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผลผลิตมะม่วงคุณภาพจากสวนเกษตรกร ข้าวเหนียวมะม่วงรสชาติดี อาหารและของดีเมืองแปดริ้ว พันธุ์ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ สินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าเกษตรปลอดภัยสูง (เบอร์ 8) สินค้าเกษตรแปลงใหญ่ สินค้าของเกษตรกร Young Smart Farmer สินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ โดยงานนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. – 2 เม.ย. 2562 เวลา 9.00-21.00 น. ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา

ส.ป.ก. เดินหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366952

ส.ป.ก. เดินหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชุน

สปก

ส.ป.ก. เดินหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชุน

            เลขาธิการ ส.ป.ก. เดินหน้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชุนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) แต่งตั้งทีมชุดใหญ่ทั้งคณะที่ปรึกษา คณะทำงาน และผู้จัดการพื้นที่ ในพื้นที่ คทช. 14 จังหวัด พร้อมขับเคลื่อนวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะที่ปรึกษา คณะทำงาน และผู้จัดการพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล (คทช.) ในพื้นที่ 14 จังหวัด  เพื่อเร่งรัดขับเคลื่อนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลที่หวังใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ยึดคืนตามมาตรา 44

ซึ่งคำสั่งดังกล่าวประกอบด้วยคณะที่ปรึกษา ได้แก่ นายประยวน พันธ์สวัสดิ์ ว่าที่ร้อยตรี ไพเจน มากสุวรรณ์ และนายสุวรรณ บูราพรนุสรณ์  คณะทำงานฝ่ายอำนวยการมีเลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธาน และคณะทำงานฝ่ายรวบรวมข้อมูลส่วนกลางมีผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดินเป็นหัวหน้าคณะทำงานและผู้อำนวยการโครงการ ส่วนระดับจังหวัดมีผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และการปฏิรูปที่ดินแต่ละ ส.ป.ก.จังหวัดเป็นผู้จัดการพื้นที่ (Area Manager)

ทั้งนี้พื้นที่ ส.ป.ก. 14 จังหวัดที่ได้ลงนามแต่งตั้งผู้จัดการพื้นที่ (Area Manager) ได้แก่ กาฬสินธุ์ นครราชสีมา อุดรธานี สระแก้ว ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย กำแพงเพชร อุทัยธานี ราชบุรี กาญจนบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี และสงขลา

ว่าที่ร้อยตรี ไพเจน มากสุวรรณ์  หนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านแหล่งน้ำกล่าวว่า  คำสั่งของเลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นไปเพื่อขับเคลื่อนงานในโครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับ MOU 8 หน่วยงาน เพื่อบูรณาการการพัฒนาพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งได้ลงนามไปเมื่อเดือนธันวาคม 2561

“เป้าหมายสำคัญในขณะนี้คือการดำเนินโครงการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise: MFE) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัด โดยจะดำเนินการในพื้นที่ ส.ป.ก. นำร่อง 6 จังหวัดก่อนในเดือนพฤษภาคมนี้”

สำหรับวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (MFE) จะมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 1,000 ไร่ขึ้นไป โดย ส.ป.ก. ได้คัดเลือกพื้นที่ คทช. ในเขต ส.ป.ก. เพื่อนำร่อง 6 แห่ง ได้แก่ คทช.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ คทช.ระบำจ.อุทัยธานี คทช.วังน้ำเขียว/ปากช่อง จ.นครราชสีมา คทช.โคกสูง จ.สระแก้ว คทช.บ่อทอง/หนองใหญ่จ.ชลบุรี และ คทช.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี

อย่างไรก็ตามที่ดินทำกินในพื้นที่ ส.ป.ก. เหล่านี้เกษตรกรจะได้รับแค่สิทธิทำกิน แต่ไม่ได้เอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 โดยจัดตั้งสหกรณ์ให้เป็นผู้เช่าและบริหารจัดการที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมแทน

สกลนครโมเดล เตรียมจัดงานเมืองแห่งกัญชาโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/366944

สกลนครโมเดล เตรียมจัดงานเมืองแห่งกัญชาโลก

กัญชา

สกลนครโมเดล เตรียมจัดงานเมืองแห่งกัญชาโลก

จังหวัดสกลนครเตรียมจัดงาน “สกลนครโมเดล” เสวนาเชิงวิชาการเมืองแห่งกัญชาโลก ย้อนรอยเส้นทางกัญชาไทย ภายใต้หัวข้อ ศาสตร์กัญชาสืบสานตำนานภูพาน สู่ดินแดน กัญชาดีที่สุดในโลก ณ หอประชุมโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูลวันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน 2562

นายวัฒนา โมสิกมาศ ประธานสภากัญชาแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า กัญชาไทย สายพันธ์หางกระรอก หรือที่ ต่างประเทศรู้จักกันในชื่อ Thai stick  ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ติดหนึ่งในห้าสายพันธุ์ ที่ดีที่สุดในโลก  ด้วยภูมิอากาศ ความชื้น ดินและแสงแดด ที่เหมาะสม จึงทำให้เป็นสายพันธุ์ที่มีค่า THC หรือสารที่มีคุณประโยชน์ ในทางรักษาสูงที่สุด กว่าทุกๆ สายพันธุ์บนโลกใบนี้ อีกทั้งยังเป็น“สายพันธุ์แท้ดั้งเดิม”ที่มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ แถบเทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร  มาตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อนที่จะถูกกำหนดให้เป็นสิ่งเสพติด
“ถึงวันนี้การลักลอบปลูก ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่เชื่อว่า สักวันถ้ากฎหมายเปิดกว้างมากขึ้นและมองเห็นประโยชน์ของกัญชา ในทางรักษาโรค  เชื่อว่า  พืชสมุนไพรตัวนี้จะเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจของไทย ที่จะมีมูลค่าทางการค้า ไม่แพ้โสมเกาหลีหรือถังเช่าของจีน และที่สำคัญ กัญชาจะเป็นสมบัติของคนไทย ทุกๆ คน สืบต่อไปจนถึงรุ่นลูกหลาน”
นายวัฒนาเผยต่อว่าสำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้เพื่อส่งเสริมสนับสนุน พันธุ์กัญชาพื้นเมือง “พันธุ์หางกระรอก” แถบเทือกเขาภูพานและลุ่มแม่น้ำสงคราม ซึ่งเคยเป็นพันธุ์กัญชาที่ดีที่สุดในโลก          ให้ความรู้เชิงวิชาการ กระบวนการผลิตกัญชา  ตั้งแต่ เมล็ดจนเสร็จเป็นยา       สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กลุ่ม SME  เกษตรกร  ชาวไร่  ชาวนา  ชาวสวน พ่อค้า ประชาชน ภาค เอกชน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา ปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์ ตามนโยบายรัฐบาล         และส่งเสริมกิจการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์แพทย์ทางเลือก หมอพื้นบ้าน ผลิตตำรายาสมุนไพร   ที่มีส่วนผสมของกัญชา ส่งขายตลาดในประเทศและต่างประเทศ

“เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสกลนครและจังหวัดในแถบ ลุ่มน้ำสงคราม โดยใช้ฟาร์มกัญชาและการรักษาโรคจากสมุนไพรกัญชา ผลักดันให้เมืองสกลนครเป็นเมืองต้นแบบ เป็นโมเดล “เมืองแห่งกัญชาโลก””
ประธานสภากัญชาแห่งประเทศไทยย้ำด้วยว่าการ  ประชุมสัมนาเชิงวิชาการ เส้นทางกัญชาไทย ภายใต้หัวข้อ ศาสตร์กัญชาสืบสานตำนานภูพาน สู่ดินแดน กัญชาดีที่สุดในโลกครั้งนี้มีการแนะนำ กัญชาไทย สายพันธ์หางกระรอก หรือที่ ต่างประเทศรู้จักกันในชื่อ Thai stick  ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ติดหนึ่งในห้าสายพันธุ์ ที่ดีที่สุดในโลก  ด้วยภูมิอากาศ ความชื้น ดินและแสงแการรักษาโรคจากสมุนไพรกัญชา ผลักดันให้เมืองสกลนครเป็นเมืองต้นแบบ เป็นโมเดล “เมืองแห่งกัญชาโลก”
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่สภากัญชาฯโทร. 09-8101-7243

 สกลนครโมเดล เตรียมจัดงานเมืองแห่งกัญชาโลก