ผช.รมต.ท่องเที่ยวเปิดงานเทศกาลสงกรานต์อยุธยา- ลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/368737

ผช.รมต.ท่องเที่ยวเปิดงานเทศกาลสงกรานต์อยุธยา- ลพบุรี

วันที่ 13 เมษายน 2562 – 11:05 น.
ดินสอพอง
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

ผช.รมต.ท่องเที่ยวเปิดงานเทศกาลสงกรานต์อยุธยา – ลพบุรี

เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 62  นาวาตรีวรวิทย์   เตชะสุภากูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับมอบหมายจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.กก.  ให้เข้าร่วมกิจกรรมในเทศกาลมหาสงกรานต์ ณ วัดใหญ่ชัยมงคลเพื่อ ขับเคลื่อน นโยบายเพิ่มมูลค่าเมืองหลักและกระจายรายได้สู่เมืองรอง โดยปีที่แล้วเมืองหลักมีรายได้โต5% ส่วนเมืองรองโตถึง 9%

“สงกรานต์ปีนี้…คาดการณ์ว่าจะมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 10,000 ล้านบาทและรายได้จากไทยเที่ยวไทยอีก 10,000 ล้าน รวมแล้วน่าจะมีเงินสะพัดในช่วงสงกรานต์ปีนี้มากกว่า 20,000 บาทครับ”

สำหรับบรรยากาศ วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเช้าวันที่ 12 เม.ย.  มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาสักการะและเที่ยวชมวัดแล้ว ทั้งจากยุโรปและ เอเชีย.. แวะถ่ายรูปกับ คนขับรถตุ๊กๆซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองอยุธยา

จากนั้นผู้ช่วยรมต.กก.เยี่ยมชมการเตรียมความพร้อมการจัดงาน เทศกาลหุ่นอยุธยานานาชาติ ที่ลานข้างวัดพระราม  ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 2 โดยปีแรกจัดที่วัดไชยวัฒนาราม ปีนี้มี ต่างประเทศเข้าร่วม  งานมากถึง 9 ประเทศทั้งในอาเซียนเช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนามลาว สิงคโปร์ รวมถึง จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสุดท้ายที่มาไกลมากคือโคลัมเบีย   โดย งานจัดตั้งแต่วันที่ 12-14 เม.ย. เริ่ม 16.30 น.แดดร่มๆจนถึง 4 ทุ่ม

จากนั้นมาจุดที่สาม แวะมาร้าน Nature Coffee & Bistro เป็นแบรนด์ใหม่ของร้านชาพะยอม….บังเอิญเจอคุณอ้น เจ้าของร้าน คนไทยเรารู้จักกันร้านชาพะยอม ตอนนี้มีร้านเต็มในหลายๆพื้นที่ของประเทศไทยแล้ว  และได้เริ่มขยายสาขาไปในต่างประเทศแล้วเช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชาและกำลังจะเปิดตลาดใหม่ที่อินเดียต่อไป

พยอมเป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม ดอกสีเหลืองนวล ลำต้นมีเปลือกแข็งสีดำ เป็น พันธุ์ไม้ของจังหวัดพัทลุง ใบชา ปลูกที่เชียงราย โรงคั่วกาแฟก็อยู่ที่อยุธยา เป็นกำลังใจให้ธุรกิจของคนไทยที่ไปเพิ่มมูลค่าในต่างแดน และขอบคุณที่มีร้านกาแฟ บรรยากาศสบายๆ แอร์เย็นๆไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน

ช่วงบ่ายวันเดียวกันผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว งานประเพณีสงกรานต์ ถนนดินสอพอง ที่ ลพบุรี ตามแผนการพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ของจังหวัดลพบุรี ณ แหล่งท่องเที่ยวงานประเพณีสงกรานต์ ถนนดินสอพอง ต.ทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยมี นายพีรพงษ์ นุชรักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลพบุรี นางจิรารัตน์ มีงาม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี นางจุรีพร ขันตี วัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี และ นายอำนวย จั่นเงิน ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลพบุรี ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในกาพัฒนาศักยภาพด้าน ท่องเที่ยวทางวัฒนะธรรมของจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะหมูบ้านดินสอพอง ซึ่งมีประชาชนกว่า 200 ครอบครัว ประกอบอาชีพจากทรักยกรดิน ซึ่งมีอยู่ในพื้นที่ อย่างดินสอพอง ตลอดจนการต่อยอด นำไปสู่การเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจของจังหวัดลพบุรี สมกับคำขวัญของจังหวัดลพบุรี ตอนหนึ่งที่ ว่า ลพบุรี เป็นเมืองแห่งดินสอพอง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์

และเชื่อกันว่าดินสอพองมีใช้กันมาตั้งแต่แผ่นดินสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและมีบันทึก ว่าได้มีการใช้ดินสอพองจากลพบุรีนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัดบวรนิเวศและวัดบรมนิวาส ที่กรุงเทพฯด้วย

ปัจจุบันนี้ มีการต่อยอดใช้ดินสอพอง ไปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ยาสีฟัน แป้งฝุ่น โดยการร่วมพัฒนาของ มหาวิทยาลัยราชภัฏ นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสีทาบ้าน และโรงกลั่นน้ำมันปาล์มดินสอพองที่ผ่านการสะตุ(ฆ่าเชิ้อในดิน ด้วยความร้อน)แล้วจะมีราคาขายสูงถึง ก.ก.ละ 500 บ. สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นและชุมชนแล้วและจะเป็นศูนย์เรียนรู้เชิงวัฒนธรรมต่อไปด้วย

ล่องเรือชมสวนท่องเที่ยววิถีเกษตรเมืองราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/368592

ล่องเรือชมสวนท่องเที่ยววิถีเกษตรเมืองราชบุรี

วันที่ 11 เมษายน 2562 – 15:41 น.
ล่องเรือชมสวน,ราชบุรี
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

ท่องเที่ยววิถีเกษตรเมืองราชบุรี ล่องเรือชมสวน เรียนรู้การทำเกษตรผสมผสานแบบ ” เกื้อกูลกัน”

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดความเหลื่อมล้ำ เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ด้วยแนวคิดดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรจึงดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในทุกจังหวัด โดยชูจุดขาย “ ท่องเที่ยวธรรมชาติ วิถีชีวิตเกษตร เสน่ห์แห่งภูมิปัญญา” ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น หวังก่อให้เกิดการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว สร้างชุมชนที่เข้มแข็งโดยลูกหลานไม่ต้องลำบากออกไปหางานนอกบ้าน ช่วยเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้ภายในชุมชน ทำให้สังคมชนบทของไทยมีโอกาสเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล

ท่องเที่ยววิถีคลอง วิถีเกษตรเมืองราชบุรี

ท่องเที่ยว “ วิถีคลอง วิถีไทยตามรอยเสด็จคลองดำเนิน ” หนึ่งในเส้นทางการท่องเที่ยวการเกษตรที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดย สำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี อยากชักชวนคนไทยลองหาเวลาว่างไปเที่ยวชมกัน

โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีคลอง วิถีเกษตร และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้นั่งเรือ ล่องไปตามคลอง ชมบรรยากาศริมคลองอันร่มรื่น ชิลล์ลมไปตามสายน้ำ ตื่นตาตื่นใจกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เรียนรู้การทำเกษตรผสมผสาน พายเรือตามร่องสวน ชิมผลไม้สดๆจากสวนเกษตรแม่ทองหยิบ รับประทานอาหารที่ทำกันสดๆจากวัตถุดิบที่มีในสวน และช็อปสินค้าของฝากติดไม้ติดมือไปฝากคนที่บ้านในราคาพื้นบ้านอีกด้วย

เส้นทางท่องเที่ยววิถีคลอง วิถีไทย ตามรอยเสด็จคลองดำเนินแห่งนี้ บริหารจัดการโดยชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน นอกจากสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมุมมองใหม่ๆ ให้กับชุมชนคลองดำเนินสะดวกแล้ว ยังสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยววิถีคลอง เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรีอีกด้วย

ปักหมุดเส้นทางท่องเที่ยววิถีคลองดำเนิน

สำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี ได้ปักหมุด 4 ไฮไลท์ในกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยววิถีคลอง วิถีไทย ตามรอยเสด็จคลองดำเนิน ประกอบด้วย

1 วัดโชติทายการาม ตามรอยเสด็จ เรียนรู้ประวัติศาสตร์

– รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ขุดคลองดำเนินสะดวกเพื่อเป็นเส้นทางสัญจร

– รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นเสด็จประทับแรมที่วัดทรงเยี่ยมเยียนราษฎร

– รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จทอดพระกฐินต้น

– พิพิธภัณฑ์เรือและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เชื่อมรอยวิถีไทย วิถีคลอง ตามรอยเสด็จคลองดำเนิน

– มณฑป และเจดีย์โบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากร

– ครูเพลง สุรพล สมบัติเจริญ เกาะเรือโยงมาขอเป็นลูกศิษย์วัด และแต่งเพลง ดำเนินจ๋า

2 บ้านมหาดเล็ก เจ๊กฮวด

 ตื่นตาตื่นใจกับเมนูอาหารที่ทำถวายรัชกาลที่ 5 รับเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 ความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์และราษฎรของพระองค์ ผู้เป็นสหายหลวง

3. สวนเกษตรผสมผสานแม่ทองหยิบ ล่องเรือชมสวนศึกษาวิถีเกษตร มีการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติ เรียนรู้การปลูกไม้ผลแบบลดต้นทุนการผลิต ล่องเรือชมสวน และชิมผลไม้สดๆ

4. ตลาดเหล่าตั๊กลัก

ชมพิพิธภัณฑ์ ช็อบของฝาก ตลาดดั้งเดิมของอำเภอดำเนินสะดวก สามารถฟื้นฟูเป็นตลาดน้ำที่มีชีวิตดังอดีต ชิมอาหารพื้นถิ่น ชมการแสดงวัฒนธรรม อาทิ ผู้สูงอายุเล่นดนตรีอังกะลุง และมีนักร้องขับกล่อมเพลงสุรชัย สมบัติเจริญ ครูเพลงและผู้ประพันธ์เพลง ดำเนินจ๋า ในขณะเป็นเด็กวัดโชติทายการาม ช็อปสินค้าของฝาก และของที่ระลึก

สวนเกษตรแม่ทองหยิบ

แม่ทองหยิบเล่าว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้ว พื้นที่ดำเนินสะดวกเป็นพื้นที่ราบลุ่ม เหมาะแก่การทำสวน ปลูกพืชอายุสั้น เช่น หอมแดง พริก ถั่วลิสง ข้าวโพด เป็นต้น เนื่องด้วยเป็นที่ราบลุ่มช่วงฤดูฝนน้ำจะหลากมา จึงต้องปลูกพืชอายุสั้น นอกจากนี้ช่วงน้ำท่วมจะหาปลาหากิ่งไม้เก็บไว้เพื่อใช้สำหรับเป็นฟืนสำหรับใช้ในการหุงหาอาหาร

ด้วยภูมิปัญญาจึงคิดทำคันกั้นน้ำให้สูงขึ้น เพื่อคันจะได้กันน้ำไม่ให้ท่วมในสวน จึงสามารถปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชอายุสั้นมาปลูกไม้ผลยืนต้นได้ เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อให้เกิดรายได้ตลอดทั้งปี ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป รายได้เพิ่มพูน และได้ปลูกไม้ยืนต้นสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันรุ่นลูกๆ เมื่อสามารถทำสวนได้ทั้งปีไม่ว่าฤดูร้อน ฝน หนาว พวกเรามีงานเข้าสวนกันตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้ เรียกได้ว่าพวกเรามีกินมีใช้ตลอดทั้งปีกันเลยก็ว่าได้

ลูกของแม่… พี่ไพศาลเป็นนักคิดค้น ประกอบกับการชอบศึกษาค้นคว้าดัดแปลง และได้ไปเห็นต้นแบบในการทำสวนแบบผสมผสานจึงเกิดความสนใจ และได้นำมาปรับใช้กับส่วนของตนเอง พร้อมกับน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติประกอบด้วย จนเกิดเป็นสวนแบบผสมผสานสองฝั่งคลองที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เกษตรปลอดภัยสวนเกื้อกูลกัน

ล่องเรือตามร่องสวน ชมต้นมะนาว มะพร้าว ส้มโอ มะละกอ อุโมงค์ไม้เลื้อย และพืชผักสวนครัวเก็บกินได้ตามใจชอบ แต่เดิมสวนฝั่งนี้เป็นสวนแบบเชิงเดี่ยว รายได้ ไม่ต่อเนื่อง พี่ไพศาลจึงหันมาทำแบบผสมผสานซึ่งสามารถผลิตผลผลิตได้ตามฤดูกาลได้ตลอด พี่ไพศาลได้คิดค้นการปลูกแบบผสมผสาน โดยใช้แนวคิดการปลูกแบบเกื้อกูลกัน มีพืชหลักของสวนฝั่งนี้คือ มะพร้าวกับส้มโอ มะพร้าวกับฝรั่ง มะพร้าวกับมะนาว และมีพืชอื่นแซมเข้ามาเรื่อยๆ

มะพร้าว เป็นพืชสารพัดประโยชน์ ใบให้ร่มเงา รากช่วยยึดดินคันร่องไว้ รากมะพร้าวช่วยดูดน้ำซับน้ำทำให้ดินแห้ง โดยธรรมชาติ รากส้มโอไม่ชอบดินแน่น ดินเหนียว แต่สภาพดินแห้งทำให้รากส้มโอ และมะนาว เดินหาอาหารได้สะดวก ทำให้บำรุงรักษาง่ายให้ผลผลิตที่ดี

  ลำคลองอีกฝั่งหนึ่ง เป็นส่วนที่พี่ไพศาลภูมิใจนำเสนอกับการคิดค้น ทดลอง และดัดแปลงจากการไปศึกษาดูงานจากสถานที่ต่างๆ และนำมาปรับใช้ในที่ดินของตัวเองจนได้ผลที่ดี สามารถลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้แรงงาน แปลงนี้ พี่ไพศาลปลูกมะนาวกับละมุด ซึ่งเป็นที่มาของแนวคิด “ต้นไม้กอดกัน” พากันให้ผลผลิต

พี่ไพศาลวิเคราะห์ธรรมชาติของต้นไม้ทั้งสองชนิดให้ฟังว่า ต้นละมุด เป็นพืชที่มีความทนทาน ผลมีผิวสากกระด้าง ทำให้แมลงศัตรูพืชคือ เพลี้ยไม่ชอบ ใบไม่เป็นราง่าย เพราะมีความหนาและแข็ง รากต้นละมุดยังสามารถชอนไชดูดน้ำได้ดี ช่วยให้รากมะนาวมีทางเดินหาอาหารได้ดี จึงได้ผลผลิตที่ดีตามไปด้วย

หลายคนสงสัยว่า ทำไมต้องปลูกต้นละมุดกับต้นมะนาวติดกัน พี่ไพศาลให้คำตอบว่า กิ่งของต้นละมุดนั้น ช่วยค้ำกิ่งก้านของต้นมะนาวแทนการใช้ไม้ค้ำ ทำให้ประหยัดแรงและไม่เสียเวลาไป ตัดไม้จากป่ามาใช้ค้ำยันต้น ลดแรงงาน ลดเวลาในการดูแลรักษา แถมได้ผลผลิตที่ดีอีกต่างหาก

หากใครผ่านไปจังหวัดราชบุรี อย่าลืมแวะไปท่องเที่ยว “ วิถีคลอง วิถีไทยตามรอยเสด็จคลองดำเนิน ” ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติให้เต็มปอด พร้อมเรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่าย ล่องเรือชมบรรยากาศเงียบสงบและร่มรื่นด้วยแมกไม้ เก็บผลไม้รสอร่อยจากต้นด้วยมือคุณเอง เชื่อว่า คุณและคนที่คุณรักจะประทับใจทริปท่องเที่ยวธรรมชาติใกล้เมืองแห่งนี้อย่างแน่นอน

วช. มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์สายอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/368385

วช. มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์สายอุดมศึกษา

วันที่ 9 เมษายน 2562 – 15:28 น.
วช
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

วช. มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์สายอุดมศึกษา สร้างแรงจูงใจผลิตสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์

วช.ได้จัดกิจกรรมบ่มเพาะนักประดิษฐ์สายอุดมศึกษา ประจำปี 2562 เพื่อส่งเสริมการวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมให้แก่กลุ่มอาจารย์และนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจในการเขียนข้อเสนอโครงการและพัฒนาผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถพัฒนาผลงานไปสู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ รวมถึงมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

ซึ่งหลังจากการอบรมบ่มเพาะ มีทีมนักประดิษฐ์สายอุดมศึกษาโดยส่งข้อเสนอโครงการรวมถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมประกวดในกิจกรรมผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2562 ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562” ระหว่างวันที่ 7 – 10 เมษายน 2562 รวมจำนวนทั้งสิ้น 129 ผลงาน
กิจกรรมดังกล่าวได้กำหนดกลุ่มเรื่องสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม จำนวน 4 กลุ่มเรื่อง ดังนี้ กลุ่มการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร จำนวน 36 ผลงาน กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 35 ผลงาน กลุ่มการพัฒนาคุณภาพชีวิต ศิลปะและการออกแบบ 39 ผลงานและกลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม จำนวน 19 ผลงาน
ทั้งนี้จากการพิจารณาคัดเลือกตามกระบวนการมอบรางวัล ในปีนี้ วช.ได้อนุมัติรางวัลข้อเสนอโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา และรางวัลผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสายอุดมศึกษา มีผลงานที่ได้รับ ดังนี้รางวัลข้อเสนอโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา
 กลุ่มการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “บรรจุภัณฑ์ฉลาดแบบตัวชี้วัดอุณภูมิและเวลาจากเงินนาโนคอมพอสิตสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหาร”
ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
          กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “ขดลวดค้ำยันชนิดดึงกลับประเภทสานจากวัสดุฉลาดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตันระยะเฉียบพลัน” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 กลุ่มการพัฒนาคุณภาพชีวิต ศิลปะและการออกแบบ รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “การออกแบบและพัฒนากระเป๋าที่ใช้วัสดุเหลือใช้จากถุงพลาสติกและวัสดุธรรมชาติผักตบชวา” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา
 กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “ระบบผลิตไฟฟ้าร่วมกับการทำความเย็นและความร้อนจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ” ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้
รางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา มีดังนี้
 กลุ่มการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “การรวมทุกขั้นตอนในอุปกรณ์ฐานกระดาษเพียงชิ้นเดียวสำหรับการวิเคราะห์สารหนูในข้าว” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 กลุ่มการแพทย์และสาธารณสุข รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “อุปกรณ์วาล์วทางเดียวจากโลหะผสมจำรูปเพื่อใช้รักษาโรคถุงลมโป่งพอง” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
 กลุ่มการพัฒนาคุณภาพชีวิต ศิลปะและการออกแบบ รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “อุปกรณ์ตรวจวัด PM 2.5 ด้วยสมาร์ตโฟน” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม รางวัลระดับดีเด่น ได้แก่ ผลงาน “ระบบผลิตไฟฟ้าร่วมกับการทำความเย็นและความร้อนจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ” ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลข้อเสนอโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาจะได้รับโล่รางวัล เกียรติบัตร พร้อมเงินสด ดังนี้ รางวัลระดับดีเด่น รางวัลละ 20,000 บาท รางวัลระดับดีมาก รางวัลละ 15,000 บาท และรางวัลระดับดี รางวัลละ 10,000 บาท และรางวัลผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา รางวัลระดับดีเด่น รางวัลละ 30,000 บาท รางวัลระดับดีมาก รางวัลละ 20,000 บาท และรางวัลระดับดี รางวัลละ 10,000 บาท
ซึ่งมี ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ เวที Highlight Stage ห้องคอนเวนชัน ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

“วช. 5G” พลิกโฉมงานวิจัย ตอบโจทย์กระทรวงใหม่ฯ “

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/368190

“วช. 5G” พลิกโฉมงานวิจัย ตอบโจทย์กระทรวงใหม่ฯ “

วันที่ 7 เมษายน 2562 – 14:59 น.
วช
เปิดอ่าน 197 ครั้ง

“วช. 5G” พลิกโฉมงานวิจัย ตอบโจทย์กระทรวงใหม่ฯ “อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม”

วันที่ 7 เม.ย.ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงบทบาทของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในระหว่างงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 ว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ให้เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนากำลังคนของประเทศ โดยบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย และการสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้วยการวิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนให้การวิจัยและนวัตกรรมได้ใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม วิชาการ ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยกระทรวงใหม่นี้จะมีคณะกรรมการ 4 คณะ ประกอบด้วย สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ, คณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ (กกอ.), คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) และคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และกำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน ร่วมกันทำงานแบบเกื้อหนุน แก้ปัญหาความซ้ำซ้อนในการทำงาน คือ หน่วยงานด้านนโยบายและกำหนดกรอบงบประมาณด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, หน่วยให้ทุนวิจัย, หน่วยทำวิจัย, หน่วยงานด้านมาตรฐาน และหน่วยใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งต้องเชื่อมต่อกับหน่วยงานนอกกระทรวง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้รับมอบหมายเป็นหน่วยให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ รวมไปถึงภารกิจการจัดทำฐานข้อมูลและดัชนีวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ, การริเริ่ม ขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ, การจัดทำมาตรฐานและจริยธรรมการวิจัย, การส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์, การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านวิจัยและนวัตกรรม และการให้รางวัล ประกาศเกียรติคุณหรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรม รวม 7 ภารกิจสำคัญในระดับประเทศ โดย วช. มีการหารือร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และสำนักงาน ก.พ.ร. ทำให้พร้อมปฏิบัติงานได้ทันทีและต่อเนื่อง               โดยเฉพาะด้านการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ ซึ่ง วช. ได้นำเสนอทิศทางใหม่ของระบบทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ดังนี้
• Multi-year funding ด้วยการจัดสรรเงินตามกรอบวงเงินจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์        วิจัยและนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องจนโครงการสำเร็จได้
• Outcome- and impact- driven เพื่อให้ทุนในเชิงรุกตามประเด็นยุทธศาสตร์ให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
• Synergy & partnership เชื่อมโยงและเสริมพลังระหว่างหน่วยให้ทุน (วช., สวก., สวรส.) มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทั้งในและนอกกระทรวง และการให้ทุนวิจัยครอบคลุมการวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ รวมทั้ง   สหสาขาวิชาการ และเชื่อมกับการพัฒนาบุคลากรวิจัยและการให้รางวัล
• Streamlined process  โดยพัฒนากลไกการทำงานด้วยระบบ Online 100% 5G- funding,      กลไก ODU, Program Funding และ Matching Fund และ Monitoring and Evaluation โดยผู้ใช้ผลการวิจัย

และในขณะเดียวกัน วช. ได้เตรียมความพร้อมและยกระดับการทำงานตามภารกิจใหม่โดยแนวทาง “วช. 5G” ประกอบด้วย Speed ทำงานได้รวดเร็วขึ้น Start เริ่มทำงานได้ทันที ตอบสนองฉับพลัน Scope ขยายขอบข่ายการทำงาน
ในระดับชาติ และนานาชาติ Connectivity เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ Low Energy ทำงานคุ้มค่า ใช้ต้นทุนต่ำ ได้ผลผลิตสูง Smooth ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น และทำงานโดยไม่มีข้อจำกัด และ New Features คิดริเริ่มงานใหม่ และได้เปิดตัวเว็บไซต์ http://www.nrct.go.th และ http://www.facebook.com/nrctofficial เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาคมวิจัยได้ใช้เป็นช่องทางสื่อสาร แสดงความคิดเห็นและความพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมต่อไป

วช. เปิดโลกผลงานวิจัยในงาน “มหกรรมงานวิจัย 2562”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/368184

วช. เปิดโลกผลงานวิจัยในงาน “มหกรรมงานวิจัย 2562”

วันที่ 7 เมษายน 2562 – 13:41 น.
วช
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

วช. เปิดโลกผลงานวิจัยในงาน “มหกรรมงานวิจัย 2562”

สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ  จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 (Thailand Research Expo 2019)” ระหว่างวันที่ 7 – 10 เมษายน 2562 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 แล้ว
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า  การจัดงาน “มหกรรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 (Thailand Research Expo 2019)” เป็นเวทีระดับชาติ            ที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม ชุมชน และพาณิชย์ อุตสาหกรรม โดยเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2549 ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ และ  วช. ในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพ
สำหรับการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างสรรค์ และสร้างแรงขับเคลื่อน เพื่อพัฒนาให้เกิดการนำองค์ความรู้ ผลผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม จากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ ตลอดจนเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการวิจัยของไทยที่มีศักยภาพไปสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ระดับประเทศและนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” โดยมี น้องแกล้งดิน เป็น Mascot ของงานในปีนี้
ภายในงานประกอบด้วย ภาคนิทรรศการ เป็นการนำผลงานวิจัยในระบบทั่วประเทศจำนวนกว่า 1,500 ผลงาน มานำเสนอใน 5 กลุ่มเรื่องได้แก่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ประเด็นท้าทายทางสังคม งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สังคมเกษตรสมัยใหม่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความมั่งคงของประเทศ และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การสร้างวิสาหกิจเริ่มต้น วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ภาคการประชุมประกอบด้วย การประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ในหัวข้อสำคัญสำหรับการบริหารจัดการวิจัยของประเทศ การประชุม/สัมมนาขนาดกลาง ในประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ควรเร่งแก้ไข การประชุมกลุ่มเฉพาะเรื่องในประเด็นเฉพาะที่น่าสนใจ การถ่ายทอดเทคนิค/กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย (Twilight Program) นอกจากนี้ ในระหว่างการจัดงานยังมี กิจกรรม Highlight Stage เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ที่มีความพร้อมใช้ประโยชน์ทั้งในระดับชุมชน/องค์กร/พาณิชย์ กิจกรรม Thailand Research Symposium 2019 เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยในสาขาวิชาการต่าง ๆ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงานวิจัยที่มีคุณภาพต่อผู้สนใจและผู้ใช้ประโยชน์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของการเรียนรู้ในศาสตร์สาขาวิชาการในประเด็นสำคัญอื่น ๆ กิจกรรมประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา 2562 ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาในทุกระดับจากสถาบันอุดมศึกษา ได้บ่มเพาะความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมและการประกวดแข่งขัน Thailand Research Expo 2019 Award ซึ่งเป็นการมอบรางวัลให้แก่หน่วยงานที่นำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยได้อย่างมีความโดดเด่น  และมีคุณภาพ กิจกรรม Research Clinic เป็นการให้คำปรึกษาในเรื่องของการวิจัย และการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากภาคเอกชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น พื้นที่เพื่อการแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการในพระราชดำริ ผลงานวิจัย และภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่ผู้เข้าชมงาน เป็นการสร้างบรรยากาศในงานให้มีความหลากหลาย

ทั้งนี้ พิธีเปิดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 (Thailand Research Expo 2019) ในปีนี้ได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานพร้อมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทการวิจัยและนวัตกรรมเพื่ออนาคตประเทศไทย” และมอบโล่ ประกาศนียบัตร รับรองคุณภาพคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (National Ethics Committee ccreditation System of Thailand : NECAST)  มอบเกียรติบัตรรับรองเป็น “วิทยากรหลักสูตรการพัฒนานักวิจัย” (Training for the trainers) (แม่ไก่) ในวันที่ 7 เมษายน 2562 เวลา 09.30 น.

รองนายกประจินเผยมอบ วช. เป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/368183

รองนายกประจินเผยมอบ วช. เป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยหลัก

วันที่ 7 เมษายน 2562 – 13:33 น.
วช
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

รองนายกประจินเผยกระทรวงการอุดมศึกษาฯ พร้อมดำเนินการ  มอบ วช. เป็นหน่วยงานให้ทุนวิจัยหลัก

วันที่ 7 เม.ย. พลอากาศเอก ประจิน ประจั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562 ว่าเป็นเวทีระดับชาติที่รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญจากทุกหน่วยงานในระบบวิจัยของประเทศ โดยเฉพาะผลงานที่สามารถใช้ประโยชน์อย่างบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหา ของประเทศ สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อนำไปสู่ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

                 ซึ่งรัฐบาลได้มุ่งเน้นความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรม ผ่านแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 23 แผนแม่บท สำหรับแผนแม่บทประเด็นที่ 23 ประเด็น  การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ได้กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศเพิ่มสูงขึ้น เป็นประเทศชั้นนำ ของโลก สัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนต่อภาครัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าแผนแม่บทประเด็น การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อการพัฒนาต่อยอดและการสร้างสรรค์นวัตกรรมในด้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาประเทศ
ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศครั้งใหญ่ บูรณาการให้ตรงกับ ความต้องการและเป็นไปในในทิศทางเดียวกัน โดยการจัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ขึ้น โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว การจัดตั้งกระทรวงใหม่ในครั้งนี้ มีการรวม 4 หน่วยงาน เข้าด้วยกัน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อปฏิรูป 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปการบริหารราชการ การปฏิรูปกฏระเบียบต่าง ๆ และการปฏิรูประบบงบประมาณ โดยเน้นการทำงานกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ในการนี้ได้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งตนเป็นประธาน เพื่อเตรียมความพร้อมและขับเคลื่อนให้กระทรวงใหม่นี้สามารถทำงานได้ทันทีเมื่อกฏหมายมีผลใช้บังคับ
สำหรับ วช. ได้ปรับเปลี่ยนเป็น “สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” เป็นหน่วยงานหลักในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ตั้งแต่การวิจัยจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ การจัดทำฐานข้อมูลและดัชนีด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม การริเริ่ม ขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ การจัดทำมาตรฐานและจริยธรรมการวิจัย การส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ด้านการวิจัยและนวัตกรรม และการให้รางวัลประกาศเกียรติคุณ หรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านการวิจัย และนวัตกรรม ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญมากทั้ง 7 ด้าน โดยขณะนี้ วช. ได้เตรียมพร้อมในการรับถ่ายโอนงาน กับหน่วยงานต่าง ๆ และปรับรูปแบบการทำงานให้พร้อมแล้ว
ในการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรม รัฐบาลมีเจตนาเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม ให้สามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่เดิม และที่เกิดขึ้นใหม่ไปใช้ในเชิงวิชาการ  เชิงพาณิชย์ เชิงสังคม และเชิงนโยบายให้เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า  การปรับเปลี่ยนและขยายบทบาทหน้าที่ใหม่ดังกล่าว วช. ได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้วให้สามารถ ดำเนินการได้ทันที รวมทั้งจะยึดหลักทำงาน ด้วยหลัก “วช. 5G” โดยเป็นส่วนราชการที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว คล่องตัว เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติได้ทันที พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของโลกอย่างรวดเร็ว

รพส.ทองหล่อกับบริการ”ประกันภัยสัตว์เลี้ยง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367958

รพส.ทองหล่อกับบริการ”ประกันภัยสัตว์เลี้ยง”

วันที่ 6 เมษายน 2562 – 07:19 น.
ประกันสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 76 ครั้ง

รพส.ทองหล่อกับบริการ”ประกันภัยสัตว์เลี้ยง”

        ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลายคนเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา บางคนเลี้ยงเหมือนลูก แต่ไม่ว่าจะเลี้ยงด้วยเหตุผลใด พอเลี้ยงกันไปนานวันเข้าก็เกิดความรักความผูกพัน ทำให้เขาเหล่านั้นเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว ซึ่งวันใดหากเขามีอาการเจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดคิด เจ้าของก็ต้องอยากจะดูแลรักษากันอย่างเต็มที่ แต่ทว่าบางครั้งการรักษาก็เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง จนเจ้าของกังวลใจกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมา

           จากความกังวลใจของเจ้าของสัตว์เลี้ยงดังกล่าว จึงเกิดเป็นความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ประกอบด้วย โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย ที่มาร่วมกันเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ประกันภัยสัตว์เลี้ยง Petsurance” ขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่ารักษา ทั้งเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้ง OPD และ IPD และรวมถึงค่ารักษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

           งานแถลงข่าวเปิดตัว “ประกันภัยสัตว์เลี้ยง Petsurance” มีผู้บริหารจากทั้ง 3 พันธมิตรมาร่วมงาน นำโดย “สพญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล” ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ “ปุณฑริกา ใบเงิน” กรรมการรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) “กิติยา ฤกษ์ภูริทัต” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยเซเลบหมาแมว “มู๋อ้วนบารอล” “มูจิ” และ “วีโก้”

            สพญ.กฤติกา กล่าวว่า ประกันภัยสัตว์เลี้ยงในต่างประเทศ โดยเฉพาะในทวีปยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกา มีการทำกันอย่างแพร่หลายเป็นเวลา 10-15 ปีแล้ว สำหรับในไทย เดิมมีเพียงประกันภัยความคุ้มครองเมื่อเกิดความเสียหายหรืออุบัติเหตุในฐานะที่สัตว์เลี้ยงเป็นทรัพย์สินของเจ้าของ ซึ่งอยู่ในส่วนของบริษัทประกันวินาศภัย จึงนับเป็นครั้งแรกของไทยที่มีการออกผลิตภัณฑ์ “ประกันภัยสัตว์เลี้ยง Petsurance” เพื่อให้ความคุ้มครองครอบคลุมโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย การได้รับอุบัติเหตุ และความคุ้มครองบุคคลที่ 3 โดยมีรูปแบบคล้ายกับประกันของคน เป็นความตั้งใจของ รพส.ทองหล่อและพันธมิตร ที่ต้องการช่วยให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และอุ่นใจคลายกังวลเมื่อสัตว์เลี้ยงเกิดเจ็บป่วยหรือได้รับอุบัติเหตุ รวมไปถึงความคุ้มครองกรณีที่สัตว์เลี้ยงของเราไปทำร้ายผู้อื่นอีกด้วย

             “การทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงเป็นการวางแผนการดูแลสัตว์เลี้ยงล่วงหน้า ถึงแม้วันนี้สัตว์เลี้ยงของเราจะมีสุขภาพแข็งแรง แต่เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสัตว์เลี้ยงที่เรารักในอนาคต ในอนาคตการทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงของไทยจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นความต้องการของเจ้าของและสอดคล้องกับเทรนด์ของการเลี้ยงสัตว์ที่มีการเติบโตเฉลี่ย 10% ในแต่ละปี” สพญ.กฤติกา กล่าวเพิ่มเติม

            สำหรับรูปแบบและความคุ้มครองของ “ประกันภัยสัตว์เลี้ยง Petsurance” มีแบบแผนประกันภัยให้เลือกรับความคุ้มครอง ทั้งแบบสัตว์เลี้ยงที่ฝังไมโครชิพ และแบบไม่ฝังไมโครชิพ เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 3,420 บาท ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม อาทิ กรณีเสียชีวิตเนื่องจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วย คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุแต่ละครั้ง รวมถึงความรับผิดต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอก อันเนื่องมาจากสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ยังมีประกันภัย Petsurance Plus หรือประกันสุขภาพสัตว์ ที่ให้ความคุ้มครองเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย รวมสูงสุดตลอดระยะเวลาเอาประกันภัย 100,000 บาท โดยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 4,050 บาท ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบ เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถใช้บริการผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทย 0% 6 เดือน ได้อีกด้วย

     ทั้งนี้ในระยะแรก ประกันภัยสัตว์เลี้ยงดังกล่าว จะให้ความคุ้มครองสำหรับสุนัขและแมว ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะขยายความคุ้มครองไปยังสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เพิ่มขึ้น อาทิ กระต่าย หนู สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่สนใจ สามารถสอบถามถึงรูปแบบประกันภัยสัตว์เลี้ยง Petsurance รวมไปถึงรายละเอียดความคุ้มครองต่างๆ และสามารถสมัครทำประกันให้กับสัตว์เลี้ยงได้ที่ รพส. ทองหล่อ ทั้ง 12 สาขา ทั่วประเทศ

วช.จัดกิจกรรม”โครงการทะเลไทยไร้ขยะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367965

วช.จัดกิจกรรม”โครงการทะเลไทยไร้ขยะ”

วันที่ 4 เมษายน 2562 – 16:40 น.
วช
เปิดอ่าน 133 ครั้ง

“โครงการทะเลไทยไร้ขยะ” ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรม และวิจัย เพื่อทะเลไทยไร้ขยะ”

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการขยะ ที่ไม่ใช่เพียงการกำจัดขยะที่ลอยในทะเล แต่รวมถึงขยะที่ตกค้างและสารพิษที่เป็นผลมาจากขยะที่ตกค้างในทะเล โดยการจัดการวัฏจักรของการเกิดขยะบนฝั่งที่เกี่ยวเนื่องสู่การเกิดขยะในทะเล จึงได้สนับสนุนโครงการทะเลไทยไร้ขยะ ซึ่งเป็นโครงการวิจัยท้าทายไทย (Grand Challenges Thailand) ศ. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “วช. ได้มอบหมายให้ รศ. ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ สังกัดภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้บริหารโครงการทะเลไทยไร้ขยะ ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้มาบูรณาการและใช้นวัตกรรมทางสังคมและเทคโนโลยีเพื่อจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางก่อนลงสู่ทะเลและจัดการขยะแบบครบวงจรในรูปแบบต่าง ๆ   ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเกิดขยะในทะเล ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน นักวิจัย หน่วยงานราชการ เอกชน และประชาชน
สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ปัญหาขยะทะเลของไทยและของโลกลดลง ทะเลใสสะอาด และช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การสนับสนุนทุนวิจัยลักษณะนี้ วช. จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดหัวข้อวิจัยเฉพาะที่มีความท้าทาย เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญและเร่งด่วนของประเทศได้ตรงเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย วช. มุ่งหวังให้ทะเลไทยไร้ขยะด้วยความร่วมมือของนักวิจัยและภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือให้เกิดทะเลไทยไร้ขยะด้วยมือเรา”
การดำเนินการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับนโยบายการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญและคำนึงถึงปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับทุกภาคส่วนเร่งรัดดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกแบบบูรณาการทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการบริหารจัดการพลาสติกตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การจำหน่าย การบริโภค และการจัดการ ณ ปลายทาง ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้จัดทำ (ร่าง) Roadmap การจัดการขยะพลาสติกของประเทศ พ.ศ. 2561 – 2573 เพื่อใช้เป็นกรอบและทิศทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ และจะประกาศเป็นนโยบายระดับชาติผลักดันไปสู่การปฏิบัติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป”
ผศ. ดร.สุชาติ เหลืองประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าแผนงานวิจัยภายใต้โครงการทะเลไทยไร้ขยะ กล่าวว่า “คณะนักวิจัย
มีเป้าหมายหลักในงานวิจัยเพื่อลดขยะพลาสติกจากบนบกตกสู่ทะเล โดยการศึกษาวงจรการไหลของขยะพลาสติกจากแหล่งกำเนิดไปสู่สิ่งแวดล้อม ทั้งชนิดและปริมาณขยะพลาสติก การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
ในการจัดเก็บขยะพลาสติกในพื้นที่ชายฝั่งทะเล รวมถึงการรณรงค์ส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทดแทนการใช้ขยะพลาสติก เพื่อให้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม มีคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติก”

     สำหรับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและเป็นต้นแบบของดารานักแสดง คุณอเล็กซ์ เรนเดล ได้เสนอแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมว่า “การป้องกันอะไร สักอย่างต้องเริ่มที่ต้นเหตุ ถ้าเราสามารถสร้างโอกาสให้ผู้อื่นได้ ทำไมเราถึงไม่ทำ” การทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยไม่รู้ตัวจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม การสร้างโอกาสให้เยาวชนเล็งเห็นปัญหาที่แท้จริง จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เป็นรูปธรรม และยั่งยืน

รัฐมนตรีเกษตรฯ ชี้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367947

รัฐมนตรีเกษตรฯ ชี้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ได้ผล

ไข่ไก่

รัฐมนตรีเกษตรฯ ชี้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ได้ผล ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นเป็นฟองละ 2.50 บาท

รัฐมนตรีเกษตรฯ ชี้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ได้ผล ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นเป็นฟองละ 2.50 บาท เล็งเดินหน้ามาตรการบริหารจัดการระยะยาว เพิ่มปริมาณการส่งออก

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังอนุญาตให้นายสุเทพ
สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ นำคณะเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยจากภาคใต้และจังหวัดอื่น ๆ เข้าพบ เพื่อขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ช่วยผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ได้สำเร็จ ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ผลจากการดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาไข่ไก่
คละหน้าฟาร์มเกษตรกรปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ฟองละ 2.50 บาท ทำให้ภาวะปริมาณไข่ไก่ที่ล้นตลาดเริ่มกลับสู่สมดุล หลังจากภาคเอกชนผู้นำเข้าปู่ย่าพันธุ์ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ทั้ง 16 บริษัท และเจ้าของฟาร์มไก่ไข่ขนาด 2 แสนตัวขึ้นไป ให้ความร่วมมือในการลดจำนวนไก่พันธุ์และลดแม่ไก่ไข่ยืนกรง พร้อมผลักดันการส่งออกไข่ไก่ไปจำหน่ายต่างประเทศ ตามแผนปฏิบัติการ “PS Support” ของกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาไข่ไก่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายมุ่งสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรไทย โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการบริโภคในประเทศ ลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยจากปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด เพื่อให้เกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่ไข่สามารถขายไข่ไก่ได้ในราคาที่น่าพึงพอใจ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

“การแก้ปัญหาราคาไข่ไก่อย่างเป็นระบบและจริงจังเริ่มตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน อาศัยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนรายใหญ่และเกษตรกรผู้เลี้ยง ในการให้ความร่วมมือตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนด โดยไม่ใช้งบประมาณของภาครัฐ วันนี้สิ่งที่ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างต่อเนื่องเริ่มบรรลุผล ทำให้ราคาไข่ไก่ขยับขึ้นใกล้เคียงต้นทุนการผลิต ช่วยให้เกษตรกรสามารถต่อยอดอาชีพต่อไป หลังจากนี้จะยังคงสานต่อมาตรการเพื่อให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพ จากกิจกรรมส่งออกไข่ไก่ที่ยังคงเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ได้เปิดตลาดสิงคโปร์เพิ่มอีก 49 ล้านฟองต่อเดือน จากเดิมที่ส่งออกในตลาดฮ่องกงอยู่แล้ว และในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่โรงเรียนเปิดภาคเรียน ราคาไข่น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้น” นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่ปรับตัวขึ้น เป็นผลมาจากมาตรการระยะสั้นครั้งล่าสุดที่กรมปศุสัตว์ประสานกับผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ให้รวบรวมไข่ไก่สดส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศแล้ว138 ล้านฟอง ควบคู่กับการลดจำนวนแม่ไก่ไข่ ยืนกรง 4,000,000 ตัว พร้อมดำเนินกิจกรรมลดพ่อแม่พันธุ์ PS ให้เหลือ 460,000 ตัว รวมถึงลดปู่ย่าพันธุ์ GP ให้เหลือ 3,800 ตัว ส่วนมาตรการระยะยาว นอกจากการปรับลดแม่พันธุ์ไก่ไข่ให้มีจำนวนที่เหมาะสมตามหลักการ “ตลาดนำการผลิต” แล้ว ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2562 – 2566) เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์เดิม และเพิ่มเติมเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการบริโภค การสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการบริหารจัดการปริมาณการเลี้ยงที่เหมาะสม ตลอดจนการจับคู่ระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยกับผู้ซื้อโดยตรง และการสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ ให้กับเกษตรกรที่ปฏิบัติตามมาตรการแก้ปัญหา

“กฤษฎา”ลงแปลงเกี่ยวข้าวโพดหลังนาจังหวัดตาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/367831

“กฤษฎา”ลงแปลงเกี่ยวข้าวโพดหลังนาจังหวัดตาก

ตาก

“กฤษฎา”ลงแปลงเกี่ยวข้าวโพดหลังนาจังหวัดตาก

            รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงแปลงเกี่ยวข้าวโพดหลังนาจังหวัดตากผลผลิตเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ คาดผลผลิตเก็บเกี่ยวเสร็จภายในพฤษภาคม นี้

"กฤษฎา"ลงแปลงเกี่ยวข้าวโพดหลังนาจังหวัดตาก

"กฤษฎา"ลงแปลงเกี่ยวข้าวโพดหลังนาจังหวัดตาก

         นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก เปิดงานวันสาธิตการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา จากนั้นได้เดินทางไปยังแปลงข้าวโพด เพื่อขับรถเกี่ยวข้าวโพดในแปลงสาธิตและขับรถไถกลบเศษวัสดุการเกษตร และเยี่ยมชมจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด

ซึ่งนำอุปกรณ์การตรวจวัดความชื้นและการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดตามคุณภาพผลผลิต เพี่อมาสาธิตถึงขั้นตอนกระบวนการในการรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร โดยสหกรณ์ได้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร ความชื้น 30 % ราคา 6.26 บาท/กก. แต่หากเกษตรกรนำมาแปรสภาพให้เหลือความชื้นไม่เกิน 14.5% จะขายได้ 8.00 บาท/กก.               ซึ่งทางสหกรณ์ได้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรแล้วส่งจำหน่ายให้กับผู้แทนบริษัทเบทาโกร จำกัด (มหาชน)  ก่อนส่งเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ต่อไป

พื้นที่จังหวัดตากเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา จำนวน 25,070.75 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 2,876 ราย และมีสหกรณ์ในจังหวัดตาก เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 7 แห่ง สมาชิกเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดรวม 348 ราย พื้นที่รวม 3,002 ไร่ ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตาก จำกัด สหกรณ์การเกษตรบ้านตาก จำกัด สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด สหกรณ์การเกษตรแม่สอด จำกัด สหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด สหกรณ์การเกษตรแม่ระมาด จำกัด และสหกรณ์การเกษตร พบพระ จำกัด

จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดตากที่ดำเนินตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา จะสามารถรวบรวมผลผลิตได้จำนวน 25,543.62 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ ขณะนี้ได้ดำเนินการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว ประมาณ 2,283.25 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.11 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยสหกรณ์ในจังหวัดตากทั้ง 7 แห่ง ได้เตรียมความพร้อมเปิดจุดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในแต่ละอำเภอ คาดว่าผลผลิตจะทยอยเก็บเกี่ยวระหว่างเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2562 นี้ จึงจะแล้วเสร็จทุกพื้นที่

โดยเกษตรกรจะได้ผลตอบแทนไร่ละ 5,950 บาท เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวนาปรังให้ผลตอบแทนไร่ละ 3,300 บาท ดังนั้น เกษตรกรที่หันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา จึงได้ผลตอบแทนมากกว่าปลูกข้าวนาปรัง 2,650 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรจังหวัดตากลดพื้นที่นาปรังแล้วหันมาปลูกข้าวโพดตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความพึงพอใจกับโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีรายได้เพิ่มมากขึ้น