เกษตรฯจัด 3 โครงการ ลุยลดพื้นที่การเผาและลดปัญหาหมอกควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369492

เกษตรฯจัด 3 โครงการ ลุยลดพื้นที่การเผาและลดปัญหาหมอกควัน

วันที่ 23 เมษายน 2562 – 08:21 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรจัด 3 โครงการ ลุยลดพื้นที่การเผาและลดปัญหาหมอกควัน

กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษด้านหมอกควัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภาคการเกษตร สั่งลุย 3 โครงการเร่งด่วนลดการเผาและลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่การเกษตร

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ที่ปกคลุมประเทศไทย พบว่า ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการเผาในที่โล่ง มีผลทำให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศสูงเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ทั่วประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงเร่งรัดดำเนินการเพื่อลดพื้นที่การเผาและลดปัญหาหมอกควัน ใน 3 โครงการ ดังนี้

1. การดำเนินการเพื่อลดการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับสมาคมผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสมาคมผู้ค้าพืชไร่ ดำเนินการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่ฤดูการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2559/60 รณรงค์สร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรไม่ให้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า เนื่องจากเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงมาตรการของประเทศต่าง ๆ มีนโยบายไม่รับซื้อเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เลี้ยงจากอาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบจากการปลูกในพื้นที่ป่า  รวมทั้งได้ร่วมกับสมาคมผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และผู้ประกอบการของสมาคมในการไม่นำเมล็ดพันธุ์ไปวางขายในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่า มีการสร้างระบบฐานข้อมูลเว็บ Corn Service เพื่อให้บริการแก่พ่อค้าและผู้ประกอบการที่ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สามารถเข้าใช้ข้อมูลออนไลน์ในการรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรที่ปลูกในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ เพื่อเพิ่มปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ โดยมีแนวโน้มการปลูกเพิ่มขึ้นทุกปีซึ่งจากการดำเนินการมาเป็น เวลา 2 ปี ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่ามีแนวโน้มลดลง

            2. โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ 26 จังหวัด โดยในปี 2557 – 2562 ดำเนินการในพื้นที่ที่ประสบปัญหารุนแรงใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดน่าน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และจังหวัดอุตรดิตถ์ สำหรับในปี 2562 ดำเนินการในพื้นที่ที่มีการเผาสูง จำนวน 16 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และจังหวัดอุดรธานี ผลการดำเนินการ (ภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่ปี 2557 – 2562) เกิดการสร้างวิทยากรเกษตรปลอดการเผาเพื่อขยายผลสู่เกษตรกรในชุมชน จำนวน 7,710 ราย ถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร เป็นเกษตรกรปลอดการเผา 64,250 ราย ในพื้นที่รวม 1,374 ตำบล มีพื้นที่เกษตรปลอดการเผา รวม 1,374,000 ไร่ และจำนวนจุดความร้อนสะสมรวม ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2562 ลดลง

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการฯ ในปี 2562 มีดังนี้ 1) กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ดำเนินการควบคุม กำกับดูแล และเข้มงวดไม่ให้เกิดการเผาในพื้นที่เกษตรที่รับผิดชอบอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายภายใต้โครงการฯ ต้องควบคุมไม่ให้เกิดจุดความร้อนอย่างเด็ดขาด 2) กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาสร้างโมเดลการพยากรณ์สภาพอากาศ ล่วงหน้าทุก 7 วัน ในรูปแบบแผนที่อินโฟกราฟิก เพื่อแจ้งเตือนการหยุดเผาในไร่นาของพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการสะสมฝุ่นละออง

โดยออกประกาศแจ้งเตือน จำนวน 5 ฉบับ ตั้งแต่เดือนมีนาคม – เมษายน 2562 3) ให้สำนักงานเกษตรทุกจังหวัด ดำเนินการป้องกันและเฝ้าระวังการเผาซากพืช และเศษวัสดุการเกษตรในพื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการบูรณาการในทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : COO) เน้นมาตรการ “4 พื้นที่ 5 มาตรการบริหารจัดการ” รวมทั้งจัดชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุ โดยใช้ ศพก. 16 แห่งในพื้นที่ 10 จังหวัด 150 ตำบลเป็นเครือข่ายดำเนินการ โดยได้ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา จำนวน 15,720 ราย (ข้อมูลตั้งแต่ ก.พ. – เม.ย. 62) 4) เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ และสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรในช่วงวิกฤตหมอกควันภาคเหนือ ระหว่างเดือน มกราคม – ปัจจุบัน 5) รณรงค์ให้เกษตรกรทำกิจกรรมการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา โดยจัดทำแปลงสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผาตามบริบทของชุมชน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นบนพื้นที่สูง เพื่อลดการเผาป่าเพื่อปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง 6) รณรงค์และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ จัดงานรณรงค์ประชาสัมพันธ์ (Field Day) จำนวน 29 ครั้ง รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นต้น

3. โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พุทธศักราช 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำ “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” โดยใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ 882 แห่ง ร่วมกับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ซึ่งมีผู้นำเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ มาดำเนินการถ่ายทอดความรู้แก่ เกษตรกร จำนวนไม่น้อยกว่า 26,460 ราย โดยมีกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับวัสดุการเกษตรเหลือใช้ในไร่นา เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้การเกษตรให้เกิดมูลค่า ได้แก่ ทางเลือกที่ 1การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ของดิน คืนชีวิตให้ดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น ทางเลือกที่ 2 นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่น ๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทางเลือกที่ 3 นำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค ทางเลือกที่ 4 นำมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทน

โดยนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งหรืออัดก้อน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม หรือนำมาใช้ทำอาหารในครัวเรือน ทางเลือกที่ 5 นำมาเพาะเห็ด นำมาผลิตกระดาษ หรือของประดับ ทางเลือกที่ 6 นำเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้าแห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช เก็บรักษาความชื้น “อุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ย” ทางเลือกที่ 7 นำเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูกทดแทนการเผา ซึ่งจะช่วยลดการเผา และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และทางเลือกที่ 8 จำหน่ายวัสดุเหลือใช้การเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้กากปาล์ม กากมัน ซัง ข้าวโพด เศษไม้ ขยะ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล (Biomass) เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 – พฤษภาคม 2563

ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรมั่นใจว่าจากการดำเนินกิจกรรมทั้ง 3 โครงการดังกล่าว จะช่วยลดปัญหาการเผาและลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่การเกษตรได้อย่างแน่นอน

เกษตรฯ ลุยเปิดตัว “เกษตรอัจฉริยะ” นำร่องใน 6 พืชสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369421

 เกษตรฯ ลุยเปิดตัว “เกษตรอัจฉริยะ” นำร่องใน 6 พืชสำคัญ

วันที่ 22 เมษายน 2562 – 12:32 น.
เกษตรอัจฉริยะ
เปิดอ่าน 564 ครั้ง

 เกษตรฯ ลุยเปิดตัว “เกษตรอัจฉริยะ” นำร่องใน 6 พืชสำคัญ

              เกษตรฯ ลุยเปิดตัว “เกษตรอัจฉริยะ” มุ่งวางรากฐานองค์ความรู้ให้เกษตรกรไทย จับมือหน่วยงาน  ทั้งในและต่างประเทศสนับสนุนเทคโนโลยีทางการเกษตรนำร่องใน 6 พืชสำคัญ

                   นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์ของชาติ 20 ปี ซึ่งมียุทธศาสตร์ที่สำคัญในเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย โดยในภาคการเกษตรมีแนวทางที่สำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในด้านการผลิตในภาคเกษตร คือ “เกษตรอัจฉริยะ” ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวทางในการสนับสนุนการทำเกษตรอัจฉริยะ โดยการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่จะมาช่วยพัฒนาและสนับสนุนให้ลูกหลานเกษตรกรที่ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ เข้ามาช่วยเชื่อมต่อระหว่างองค์ความรู้สมัยใหม่กับเกษตรกร พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาช่วยในเรื่องการเพาะปลูกเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะขึ้น เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 มีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสู่การเกษตรอัจฉริยะในอนาคต เน้นการดำเนินงานในรูปแบบประชารัฐ ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงพาณิชย์ อาทิ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รวมถึงบริษัทเอกชนต่าง ๆ

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานขับเคลื่อนของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ เพื่อจัดทำแปลงเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะที่เหมาะสมในกระบวนการการผลิตพืช ได้มีการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในแปลงเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นดำเนินการจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตพืช 6 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย  มันสำปะหลัง และสับปะรด ในพื้นที่แปลงใหญ่ โดยมีพื้นที่ทดสอบรูปแบบละไม่น้อยกว่า 1๐ ไร่ (รวม 2๐ ไร่/พืช) รวมถึงการปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนอัจฉริยะเพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรสามารถมาเรียนรู้เพื่อนำไปขยายผลในแปลงของตนเองได้

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมาคณะกรรมการได้มีการขับเคลื่อนโครงการอย่างจริงจังโดยมีการประชุมเตรียมความพร้อมหารือความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำ MOU ความร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISDA และ Hokkaido University ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะจากภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่น ผู้ซึ่งนำผลงานวิจัยจาก Hokkaido University ไปขยายผลสู่การปฏิบัติมาช่วยสนับสนุนการทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะในประเทศไทย ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ได้เดินทางประสานความร่วมมือ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหารือกับหน่วยงานรัฐมหาวิทยาลัยเกษตรอันฮุย มหาวิทยาลัยซูโจว และภาคเอกชนที่มีความชำนาญด้านเกษตรอัจฉริยะ โดยยินดีสนับสนุนการทำแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT และ Sensors ทางการเกษตร เพื่อนำมาทดสอบใช้ในแปลงเกษตรกร โรงเรือนมะเขือเทศ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ จึงกำหนดจัดการสัมมนาเกษตรอัจฉริยะ ในวันที่ 24 เมษายน 2562 โดยมี         นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้เกี่ยวกับการเกษตรอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ตลอดแลกเปลี่ยนประสบการในการทำการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งมีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ “การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทย” “เซนเซอร์ทางการเกษตร” เป็นต้น สำหรับภาคบ่ายมีการเสวนาเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทย ระหว่าง ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน และ Smart Farmer อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดการฐานข้อมูล (Big Data) ด้านเกษตรอัจฉริยะ ระหว่างวันที่ 25 – 26 เมษายน 2562 โดยมี นายอนันต์ สุวรรณรัตน์  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน วัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ด้านการพัฒนา Bug Data รวมถึงการระดมความคิดจากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนายกร่าง Big Data Platform ด้านการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อการขับเคลื่อนการเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป ตลอดจนยังมีนิทรรศการจัดแสดงเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะโดยหน่วยงาน บริษัทเอกชน และผู้ประกอบการ Start up ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ระบบน้ำอัจฉริยะ ระบบจ่ายน้ำและปุ๋ยอัตโนมัติ ระบบเซ็นเซอร์ทางการเกษตร ระบบตรวจความต้องการอาหารและพืช ระบบตรวจสภาพแวดล้อม ระบบเครื่องดักจับแมลง ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ แอปพลิเคชั่นบริการด้านการเกษตร โดรนเพื่อการเกษตร และ Plant Factory system เป็นต้น

“กฤษฎา” ชูต้นแบบนำร่องวิสาหกิจแปลงใหญ่ประสบผลสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369263

“กฤษฎา” ชูต้นแบบนำร่องวิสาหกิจแปลงใหญ่ประสบผลสำเร็จ

วันที่ 19 เมษายน 2562 – 17:23 น.
เกษตรแปลงใหญ่
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

“กฤษฎา” ชูต้นแบบนำร่องวิสาหกิจแปลงใหญ่ประสบผลสำเร็จ

       รัฐมนตรีเกษตรฯ ชูต้นแบบนำร่องวิสาหกิจแปลงใหญ่ประสบผลสำเร็จ  ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล

         นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการค้าครบวงจร ระหว่างสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด และสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด ณ ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายดำเนินการโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่      (Mega Farm Enterprise) ภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิต และพัฒนาระบบการเกษตรของไทย ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายโครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องนโยบายดังกล่าว มี วัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่โครงการ เนื้อที่ประมาณ 1,160ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ประมาณ 972 ไร่ คาบเกี่ยวกับจังหวัดกระบี่ เนื้อที่ประมาณ 88 ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวได้มาจากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559

โดยโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ดำเนินการโดยออกแบบวางผังพื้นที่โครงการเนื้อที่ประมาณ 1,160 ไร่ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์แล้ว จำนวน 114 ราย จากเป้าหมายจำนวน 121 ราย มีการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะยาวเพื่อเป็นรายได้หลักและเงินออมของครอบครัว อาทิ การปลูกกล้วยหอมทองโดยใช้ตลาดนำการผลิต เป็นทางเลือกของเกษตรกรในการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ซึ่งได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด โดยยื่นขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 786 ไร่ ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 3 ปี

“โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดินและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และยังช่วยให้เกษตรกรยากจนผู้ไร้ที่ดินทำกิน ได้มีที่ดินทำกิน มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ โดยในปีงบประมาณ 2562 กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ มีนโยบายดำเนินการโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) ภายใต้แนวทางการตลาดนำการผลิต และพัฒนาระบบการเกษตรของไทย ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายโครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องนโยบายดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งความตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการผลิตกล้วยหอมที่มีคุณภาพ และปลอดภัยแก่ผู้บริโภค เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายด้านการผลิตและการตลาด และขอให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด จำนวน 114 ครัวเรือน ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวงก็มาจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทำให้โครงการฯ มีความก้าวหน้า มีผลสัมฤทธิ์เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว.

ขยายผลเกษตรเพื่ออาหารกลางวันจากโรงเรียนสู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369256

ขยายผลเกษตรเพื่ออาหารกลางวันจากโรงเรียนสู่ชุมชน

วันที่ 19 เมษายน 2562 – 16:10 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

สนองพระราชดำริขยายผลเกษตรเพื่ออาหารกลางวันจากโรงเรียนสู่ชุมชน

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมสนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินการและขยายผลโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันสู่ชุมชน ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน นอกจากจะได้รับอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการบริโภคแล้ว ยังได้รับความรู้ด้านการเกษตร เกิดทัศนคติที่ดีและสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ในอนาคต
นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้สนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันมาตั้งแต่ปี 2523 ที่มีพระราชดำริให้ทดลอง โครงการอาหารกลางวันผักสวนครัว ด้วยจุดมุ่งหมายดังพระราชดำรัส
“เราต้องการช่วยให้นักเรียนในโรงเรียนมีสุขภาพอนามัยบริบูรณ์แข็งแรง รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะและถูกตามส่วนประกอบ ที่จะบำรุงร่างกายอยากให้พืชผักหรืออุปกรณ์ แล้วให้นักเรียนมาทำการเกษตรซึ่งเป็นวิธีที่อ้อมและยากขึ้นมาอีกทางหนึ่ง อาหารที่จะให้รับประทานนั้น เป็นอาหารที่ได้มาจากผลิตผลของนักเรียนผู้รับประทานเองซึ่งอาจจะได้ผลช้าแต่ก็เป็นวิธีหนึ่งซึ่งจะได้รับอาหาร และคิดว่าจะได้รับประโยชน์เป็นผลพลอยได้ที่สำคัญ คือ ความรู้ทางด้านการเกษตรและ ด้านโภชนาการ ซึ่งจะเป็นวิชาติดตัวไปจนนักเรียนเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และได้ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรกรรม วิชาการใหม่ ๆ เหล่านั้น อาจจะนำมาช่วยในการครองชีพได้มากทีเดียว”
ภายหลังจากที่ได้ทดลองโครงการอาหารกลางวันผักสวนครัวเป็นเวลา 1 ปี ได้ผลดีจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายไปสู่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศใน พ.ศ. 2524 เนื่องจากมีการเลี้ยงสัตว์และปลูกผักสวนครัวด้วย จึงเรียกชื่อใหม่ว่า โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์ให้เด็กนักเรียนมีสุขภาพอนามัยบริบูรณ์แข็งแรง โดยอาศัยบริโภคอาหารที่ได้จากการเกษตรในโรงเรียน อีกทั้งมีความรู้ทางการเกษตรจากการเข้าร่วมทำการเกษตรและทรงหาแนวทางที่จะช่วยพัฒนาชุมชนโดยให้โรงเรียนเป็นส่วนนำในการพัฒนาและการถ่ายทอดความรู้จากเด็กนักเรียนไปยังชุมชน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้เด็กนักเรียนร่วมกันทำการเกษตรเพื่อผลิตอาหารสำหรับนำไปบริโภค เด็กนักเรียนได้เรียนรู้เทคนิคการปลูกผัก ผลไม้ โดยใช้พันธุ์พื้นบ้าน การเลี้ยงสัตว์ การเก็บเกี่ยวการแปรรูป และการถนอมอาหาร ฯลฯ
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้สนองพระราชดำริฯ โดยส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนมีความรู้ทักษะทางด้านการเกษตร การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ส่งเสริมให้โรงเรียนมีแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและแหล่งพันธุ์ดีสู่ชุมชนที่อยู่ห่างไกล มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารที่มีปัญหาการขาดแคลนสารอาหาร และโรคติดต่อสามารถลดระดับความรุนแรงลง ให้เป็นไปตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560 – 2569) และให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ที่น้อมนำหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาพัฒนาประเทศ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการขยายการพัฒนาจากโรงเรียนสู่ชุมชน ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองและพัฒนาท้องถิ่นได้
สำหรับปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม และโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร รวม 747 โรงเรียน ในพื้นที่ 50 จังหวัด ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา นอกจากทำให้เด็กนักเรียนมีอาหารบริโภคเพียงพอตลอดปีการศึกษาแล้ว นักเรียนยังได้รับความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยตามแนวการผลิตสินค้าเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP : Good Agricultural Practice) ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ขยายผลจากโรงเรียนไปสู่ชุมชน ในการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์บริการความรู้ ซึ่งได้นำองค์ความรู้ด้านการเกษตรจากโรงเรียนมาผลิตอาหารในครัวเรือน ในพื้นที่ 50 จังหวัด จังหวัดละ 1 แห่ง โดยเลือกผู้ปกครองที่บุตร – หลาน เรียนอยู่ในโรงเรียนและมีฐานะยากจน มีพื้นที่ทำการเกษตร พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ยคอก ให้แก่ครัวเรือนเพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมให้ครอบครัวของนักเรียนทำการเกษตรแบบยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมการถนอมและแปรรูปอาหาร ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชดำริให้ขยายผลไปสู่ชุมชน

            ตัวอย่างของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในจังหวัดสระแก้ว ที่ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ได้แก่ นายณัฐวุฒิ ข้อนอก, นายวินิต เคยชัยภูมิ และนางสาวไฉน นครเกตุ ซึ่งแต่ละรายได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสาน การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ การขยายพันธุ์มะนาว และการเลี้ยงไส้เดือนดิน เป็นต้น ทำให้ทุกรายมีอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ บริโภคเพียงพอในครอบครัว ผลผลิตเหลือจำหน่าย เรียกได้ว่า การขยายผลโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันจากโรงเรียนสู่ชุมชน ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีอาหารดีบริโภค มีรายได้เพิ่ม และเหนือสิ่งอื่นใด คือ ความสุขที่เพิ่มขึ้นในครอบครัวและชุมชน

ชป.แจงพบไม้สักถูกตัดในพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคมฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369215

ชป.แจงพบไม้สักถูกตัดในพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคมฯ

วันที่ 19 เมษายน 2562 – 12:42 น.
ชป
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

ชป.ชี้แจงกรณีพบไม้สักถูกตัดในพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคมฯ จ.แพร่

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวว่า มีการตรวจพบการลักลอบตัดไม้ในบริเวณพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่  โดยพบไม้สักที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกว่า 140 ท่อน กองรวมกันอยู่ในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างอ่างฯ นั้น

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า พื้นที่ขออนุญาตโครงการก่อสร้าง
อ่างเก็บน้ำแม่แคม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่บ้านแม่แคม หมู่ที่ 7 ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แคม โดยกรมชลประทานได้ทำการขออนุญาตใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แคม เนื้อที่กว่า 580 ไร่ และได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ปัจจุบันโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง

สำหรับการตรวจพบไม้สักกว่า 140 ท่อน ในพื้นที่ก่อสร้างตามข่าวที่นำเสนอนั้น ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ในขณะที่สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 4 กรมชลประทาน เริ่มเข้าไปดำเนินการถางป่า เพื่อปรับพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำแม่แคม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้พบไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามถูกตัดโค่นแล้วโดยเลื่อยโซ่ยนต์
ล้มลงกระจัดกระจายเป็นบริเวณกว้าง ไม้บางส่วนถูกตัดเป็นท่อนกองรวมหมอนไว้ในลักษณะเตรียมขนย้ายออกจากพื้นที่ จึงดำเนินการแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ กรมป่าไม้ พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง
รวม 11 ฝ่าย ร่วมกันทำการตรวจสอบและตรวจยึดไม้สักท่อน จำนวน 100 ท่อน ปริมาตร 14.27 ลูกบาศก์เมตร คิดมูลค่าเสียหายของรัฐรวมเป็นเงิน 856,200 บาท จากการตรวจสอบไม้ดังกล่าวไม่พบตราประทับของหน่วยงานรัฐและเอกชนแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงได้จัดทำเรื่องราวร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพระธาตุช่อแฮ
เพื่อสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 4 กรมชลประทาน ได้เข้าไปดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้มีการจัดเวรยาม เพื่อเฝ้าระวัง และดูแลความปลอดภัย ในพื้นที่โครงการ ฯ ดังกล่าว จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369210

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุ

วันที่ 19 เมษายน 2562 – 12:20 น.
สถานีวิทยุมก
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุ

สถานีวิทยุม.ก.หรือเคยู เรดิโอพลัส ผนึกกรมกิจการผู้สุงอายุ ขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุแห่งชาติ ประเดิมผังใหม่ 2 รายการ”พบกับกรมกิจการผู้สูงอายุ”และสูงวัย สุขใจ ใช่เลย หวังถ่ายทอดเนื้อหาเชิงนโยบายและประสบการณ์ผู้สูงวัยเพื่อเตรียมรับมือประเทศเข้าสู้สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า

      เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 14 เม.ย.ที่ห้องประชุม สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(สถานีวิทยุม.ก.)หรือเคยู เรดิโอ พลัส)ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการสถานีฯ โดยมีวาระสำคัญเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมหลายเรื่องทั้งการขออนุมัติในที่ประชุมเปลี่ยนกรรมการบริหาร การปรับผังรายการใหม่ หลังมีลงนามเอ็มโอยู(MOU)กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้เข้ามาผลิตรายการทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

     ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุม.ก.หรือเคยู เรดิโอ พลัส เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าวันนี้ที่ประชุมได้มีมติสำคัญ 2-3 เรื่องด้วยกัน โดยเรื่องแรกทีี่ประชุมเห็นชอบให้มีเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารสถานีฯบางท่านออกไป โดยเสนอให้นายอนุสันต์ เทียนทอง อดีตอธิบดีกรมกิจการผู้อายุเข้ามาแทน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีควาามรู้ความสามารถในเรื่องกิจการผู้สูงอายุเป็นอย่างดีและสถานีวิทยุก็มีโครงการที่จะขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุแห่งชาติในอีกหลายโปรเจกต์นับจากนี้ไป

     “จากนี้ไปการดำเนินงานของสถานีฯจะมุ่งเน้นในสองส่วนหลักคือเรื่องผู้สูงอายุกับเรื่องของการเกษตรควบคู่กันไป เราจึงจำเป็นต้องดึงผู้รู้ในเรื่องผู้สูงอายุอย่างท่านอนุสันต์(เทียนทอง)อดีตอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุท่านแรกมาเป็นบอร์ดบริหารของสถานี ผมมีแนวคิดว่าในฐานะที่เราจะบุกตรงนี้ ตอนแรกเราคิดว่าเรารู้เรื่องผู้สูงอายุเยอะเลย แต่พอได้พูดคุยกับท่าน เราแค่ชั้นอนุบาลเอง เพราะมันมีหลายระบบมากคงมีอะไรที่เราไม่มีรู้อีกเยอะพอสมควร การขอท่านอนุสันต์เข้ามาเป็นบอร์ดใหญ่ เพราะราจะมุ่งตรงนี้ต่อไปในอนาคต”

     ในส่วนความร่วมมือโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ โดยความร่วมมือระหว่างสถานีวิทยุม.ก.กับเทศบาลเมืองแม่เหียะ จ.เชียงใหม่นั้น ผอ.สถานีวิทยุม.ก.เผยว่าขณะนี้โครงการฯได้ยุติลงแล้วแต่กำลังจะดูว่ามีการต่อยอดต่อไปอย่างไร ส่วนหนึ่งใช้เป็นโมเดลหรือต้นแบบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ต่อไป แต่อีกส่วนจะทำเป็นการศึกษาตามอัธยาศัยโดยมอบให้สถานีวิทยุม.ก.เชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินการ โดยอาจจะเปิดเป็นรายการสำหรับผู้สูงอายุมาร่วมพูดคุย ถ่ายทอดประสบการณ์ โดยร่วมกับเทศบาลเมืองแม่เหียะแล้วใช้เครือข่ายผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการมาร่วมจัดการรายการ

       สำหรับการปรับผังรายการใหม่นั้น ผศ.อนุพรระบุว่าหลังจากมีการลงนามเอ็มโอยูกับหน่วยงานต่าง ๆ มาระยะหนึ่ง ทำให้ได้เห็นข้อมูลในเชิงลึกที่มีประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยสถานีฯจึงได้มีการปรับผังรายการใหม่โดยเพิ่มเข้ามาอีก 2 รายการ ซึ่งรายการแรกชื่อว่า“พบกับกรมกิจการผู้สูงอายุ” เป็นการนำเสนอสาระเนื้อหาที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุและเนื้อหาเชิงนโยบายที่มีผลต่อคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ โดยออกอากาศในเวลา 11.05 -12.00 น. ทุกวันอังคาร ส่วนอีกรายการคือ”สูงวัย สุขใจ ใช่เลย” ออกอากาศในทุกวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 -16.30 น. เนื้อหาจะเน้นการพูดคุยในเรื่องสุขภาพ อาหารการกิน การออกกำลังกายที่เหมาะกับช่วงวัย เป็นต้น

     “เป้าหมายของเราต้องจะเป็นศูนย์กลางเครือข่ายเชื่อมโยงผู้สูงอายุในทุกภูมิภาคของประเทศไทยทั้งหมด รายการจะเชื่อมต่อกับทุกสถานีในภูมิภาค ทั้งเชียงใหม่ ขอนแก่นและสงขลา โดยใช้แหล่งข้อมูลจากหน่วยงานของกรมกิจการผู้สูงอายุที่กระจายอยู่ตามศูนย์ต่าง ๆ ในภูมิภาคป้อนเข้ามา ส่วนรายการเกษตรกรอื่น ๆ ยังคงเป็นไปตามปกติ ยกเว้นรายการธ.ก.ส.เพื่อนเกษตรกรที่ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์เวล่า10.05-10.30 น.ซึ่งทางธ.ก.ส.ได้สนับสนุนงบประมาณให้กับทางสถานีมาเป็นระยะเวลา 10 ปีนั้น ปีนี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้ทันสมัยและน่าสนใจยิ่งขึ้น” ผอ.สถานีวิทยุม.ก.กล่าวย้ำ

ทั้งนี้สำหรับนโยบายสถานีวิทยุม.ก.ในการขับเคลื่อนเครือข่ายผู้สูงอายุเพื่อเป้าหมายในการเตรียมรับมือประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในปี2564 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันพุธที่ 10 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่ ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติ ซึ่งเป็นบุคคลที่บริหารงาน และดำเนินงานด้านผู้สูงอายุดีเด่น จากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ในงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 2562  อีกด้วย

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369163

     กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันที่ 18 เมษายน 2562 – 18:09 น.
อหิวาต์ในสุกร
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

     กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร  หากสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคในประเทศได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจ พร้อมยืนยันยังไม่พบการระบาดในไทยและเป็นโรคที่ไม่ระบาดสู่คน

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายมาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever) ของประเทศไทย ณ โรงแรมสเตชั่นวัน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันได้มีการระบาดใน 18 ประเทศ หลายภูมิภาคทั่วโลก

                สำหรับทวีปเอเชียพบการระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมามีรายงานการระบาดที่ประเทศมองโกเลีย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งสถานการณ์การระบาดของโรคในแต่ละประเทศยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเข้าสู่ประเทศมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว การค้าขาย การขนส่งสินค้า ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่มีข้อจำกัดด้านชายแดนที่มีระยะทางยาว เป็นต้น รวมถึงความต้องการสุกรและผลิตภัณฑ์สูงขึ้น ส่งผลให้มีการลักลอบนำเข้าผลิตภัณฑ์สุกรโดยนักท่องเที่ยวตามแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ได้เข้มงวดจับกุมการลักลอบเคลื่อนย้ายสุกร ซากสุกร และผลิตภัณฑ์สุกรที่นักท่องเที่ยวนำมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2561 จนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ได้มีการตรวจยึดการลักลอบเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากสุกร จำนวน 344 ครั้ง และผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการปนเปื้อนสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร จำนวน 59 ตัวอย่าง

นายลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ด้านโครงสร้างการบริหารจัดการและขับเคลื่อนมาตรการ โดยจัดให้มีคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุมและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติ ประกอบด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ และภาคเอกชน และ 2) แผนการดำเนินงานและแผนใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินงาน โดยแผนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเผชิญเหตุการระบาด ระยะเผชิญเหตุการระบาด และระยะภายหลังเผชิญเหตุการระบาด ซึ่งมีแผนใช้จ่ายงบประมาณในปี 2562 – 2554 ในการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 148,542,900 บาท

นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนเตรียมความพร้อมดังกล่าว ยังแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน โดยจะดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค และระยะยาว โดยจะยกระดับมาตรการการควบคุมป้องกันโรคให้มีมาตรฐานสากล โดยจัดสร้างโรงทำลายซากสัตว์ติดเชื้อ เนื่องจากเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีความคงทนในสภาพแวดล้อมสูง อีกทั้งหากทำลายโดยการฝังจะต้องใช้พื้นที่จำนวนมากและการดำเนินการทำลายเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีโอกาสที่เชื้อจะตกค้างและแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม หรือหากทำลายโดยวิธีการเผาจะก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีวิธีการกำจัดซากที่ติดเชื้ออย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว อีกทั้งหากกรณีไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรยังสามารถใช้ในการกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อของโรคระบาดอื่น ๆ ได้อีกด้วย จึงถือเป็นมาตรการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน

“ขอยืนยันว่ายังไม่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าโรคดังกล่าวจะไม่ติดต่อสู่คน แต่โรคนี้มีความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้มีการประกาศเขตเฝ้าระวังในพื้นที่เขตจังหวัดชายแดนทั้งหมด 16 จังหวัดทั่วประเทศ และแผนการดำเนินการป้องกันโรคดังกล่าว ยังได้นำสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯ จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถสกัดกั้นโรคนี้ไม่ให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้ ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีระบบการป้องกันโรคที่ดี รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้มีระบบการทำลายสุกรที่เป็นโรคและซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดเป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคในประเทศได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจเนื่องจากความต้องการสุกรของสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และราชอาณาจักรกัมพูชา เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมก่อนเกิดโรคราคาสุกรมีชีวิตของประเทศไทยกิโลกรัมละ 60 บาท ภายหลังเกิดโรคคาดการณ์ว่าจะทำให้ราคาสุกรในประเทศมีราคาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 44,000 ล้านบาทต่อปี” นายลักษณ์ กล่าว

เกษตรฯ เตรียมอบรมกลุ่มเป้าหมายการใช้ 3 สาร 24 เม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369161

เกษตรฯ เตรียมอบรมกลุ่มเป้าหมายการใช้ 3 สาร 24 เม.ย.นี้

วันที่ 18 เมษายน 2562 – 18:04 น.
กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

เกษตรฯ เตรียมอบรมกลุ่มเป้าหมายการใช้ 3 สาร 24 เม.ย.นี้

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมอบรมกลุ่มเป้าหมายตามมาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร เริ่ม 24 เม.ย. นี้ พร้อมจับมือ 3 หน่วยงานสร้างวิทยากรเดินสายอบรมเกษตรกร และผู้รับจ้างพ่นทั่วประเทศ
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเห็นชอบให้จำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอท ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำแผนปฏิบัติการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้มีมติเห็นชอบใน 6 มาตรการจำกัดการใช้ตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอ โดยกรมวิชาการเกษตรได้เสนอร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำนวน 5 ฉบับซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ทั้ง 6 มาตรการในการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน
ภายหลังจากประกาศฯ ทั้ง 5 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้วจะมีผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เกษตรกรผู้ใช้ ผู้รับจ้างพ่น ผู้ขาย ผู้นำเข้า/ผู้ผลิต และพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้และผู้รับจ้างพ่นสารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องผ่านการอบรม และหรือผ่านการทดสอบความรู้ตามหลักสูตรการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยกรมวิชาการเกษตรจะจัดอบรมวิทยากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตรจำนวน 240 คน โดยแบ่งการอบรมออกเป็น 2 รุ่น รุ่นที่ 1 อบรมวันที่ 24 เมษายน ส่วนรุ่นที่ 2 อบรมวันที่ 25 เมษายน นี้ เพื่อไปอบรมเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย จำนวน 2,000 คน เพื่อไปอบรมเกษตรกร

               โดยมีกำหนดจัดอบรมเพื่อสร้างวิทยากรดังกล่าวในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งวิทยากรที่ผ่านการอบรมทั้งหมดจะต้องไปอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรจำนวน 1.5 ล้านคน ประกอบด้วยเกษตรกรผู้ปลูกพืช 6 ชนิด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา อ้อย และไม้ผล โดยเนื้อหาที่อบรมประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้/อันตรายจากการใช้ ความเป็นพิษต่อร่างกาย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม /การใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยกำหนดจัดอบรมเกษตรกรดังกล่าวในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2562 สำหรับผู้รับจ้างพ่น จำนวน 50,000 คน กรมวิชาการเกษตรจะจัดอบรมระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร
นอกจากนี้ ยังมีการอบรมให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 79,988 คน โดยจะจัดอบรมเกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด และบทบาทหน้าที่ ความสำคัญของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบการใช้ 3 สาร ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ผ่าน video conference เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศในช่วงระว่างเดือนมิถุนายน 2562
สำหรับมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้กำหนดพืชที่ให้ใช้พาราควอต และไกลโฟเซต เฉพาะเพื่อกำจัดวัชพืชในการปลูกอ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลเท่านั้น ส่วนคลอร์ไพริฟอส ให้ใช้เฉพาะกำจัดแมลงในการปลูกไม้ดอก พืชไร่ และเพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้นในไม้ผล รวมทั้งได้กำหนดพื้นที่ห้ามใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด โดยห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหน่วยงานราชการ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท ที่ใช้สารกำจัดวัชพืช เพื่อกำจัดวัชพืชข้างทางรถไฟ และข้างถนน โดยกรมวิชาการเกษตรได้เตรียมออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย แต่ต้องมาขออนุญาตเพื่อใช้สารกำจัดวัชพืช ตามพื้นที่และปริมาณที่กำหนดโดยตรงต่อกรมวิชาการเกษตร
“มาตรการขั้นต่อไป กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งการฝึกอบรมที่เข้มข้น และการสร้างระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้เกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดต้องแสดงหลักฐานว่าได้ผ่านการอบรม ชนิดพืชที่ปลูก พร้อมจำนวนพื้นที่ปลูกเพื่อกำหนดปริมาณสารเคมีที่จะซื้อไปให้มีความเหมาะสมกับความต้องการใช้ เพื่อนำไปแสดงเป็นหลักฐานในการซื้อสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ส่วนผู้รับจ้างพ่นก็จะต้องผ่านการอบรมเช่นเดียวกัน โดยต้องมีใบอนุญาตรับจ้างพ่น” นายอนันต์ กล่าว

จัดสรรเงินกู้กพส.ดอกเบี้ยต่ำ500 ล.ช่วยสมาชิกสหกรณ์จากภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369031

จัดสรรเงินกู้กพส.ดอกเบี้ยต่ำ500 ล.ช่วยสมาชิกสหกรณ์จากภัยแล้ง

วันที่ 17 เมษายน 2562 – 16:28 น.
กรมส่งเสริมสหกรณื
เปิดอ่าน 141 ครั้ง

จัดสรรเงินกู้ กพส.ดอกเบี้ยต่ำ 500 ล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์จากภัยแล้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ 500 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ใช้สำหรับลงทุนขุดสระกักเก็บน้ำ หรือประกอบอาชีพระยะสั้น                เพื่อสร้างรายได้ช่วงหน้าแล้งปีนี้

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ซึ่งคาดว่าจะมีระยะเวลายาวนานไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อใช้สำหรับทำการเกษตร และส่งผลทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 500 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตร                    ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง สามารถขอกู้ยืมเงิน  นำไปลงทุนขุดสระ หรือสร้างบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ และเตรียมพื้นที่การเกษตรเพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยแล้งในระยะยาว รวมถึงสามารถนำไปพัฒนาอาชีพหรือนำไปลงทุนประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้งปีนี้
สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะขอกู้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อบรรเทาปัญหาจากภัยแล้ง ต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร ทั้งสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมงและสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่ประกอบอาชีพการเกษตร สามารถขอกู้เงินจากโครงการดังกล่าว เพื่อนำไปประกอบอาชีพเสริมที่ก่อให้เกิดรายได้ในระยะสั้น หรือฟื้นฟูอาชีพหลัก รายละไม่เกิน 30,000 บาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี และการกู้เพื่อนำไปลงทุนเตรียมพื้นที่การเกษตร เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยแล้งในระยะยาว เช่น สร้างหรือปรับปรุงระบบกักเก็บน้ำพร้อมอุปกรณ์ ขุดบ่อน้ำในไร่นา หรือเจาะบ่อบาดาล สามารถขอกู้ได้ รายละไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 3 ปี

อย่างไรก็ตาม   ขณะนี้ทุกจังหวัดได้ประสานกับสหกรณ์ต่าง ๆ                   เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้สหกรณ์ได้รับทราบและสำรวจความต้องการขอกู้เงินของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อรวบรวมจำนวนสมาชิกและปริมาณเงินกู้ที่ต้องการ  และสามารถยื่นความประสงค์ขอกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ผ่านทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อจะเร่งเบิกจ่ายเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ ภายในเดือนมิถุนายน 2562 นี้ เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ได้มีเงินทุนไว้สำหรับการประกอบอาชีพ  และมีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อทำการเกษตรในระยะยาวต่อไปด้วย

สถานีวิทยุม.ก.ได้รับมอบโล่เครือข่ายสื่อด้านผู้สูงอายุดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/368743

สถานีวิทยุม.ก.ได้รับมอบโล่เครือข่ายสื่อด้านผู้สูงอายุดีเด่น

วันที่ 13 เมษายน 2562 – 12:29 น.
วิทยุมก
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

สถานีวิทยุม.ก. ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติเครือข่ายสื่อดำเนินงานด้านผู้สูงอายุดีเด่น

สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือสถานีวิทยุม.ก. ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติซึ่งเป็นบุคคลที่บริหารงาน และดำเนินงานด้านผู้สูงอายุดีเด่น จากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ

ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับมอบโล่เชิดชูเกียรติซึ่งเป็นบุคคลที่บริหารงาน และดำเนินงานด้านผู้สูงอายุดีเด่น จากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ในงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ปี 2562 เมื่อวันพุธที่ 10 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ
จัดโดย คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) ได้ร่วมออกบูธแสดงกิจกรรมที่ได้ดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2562 ที่ผ่านมาด้วย