จากหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำสู่สวนเกษตรผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/370140

   จากหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำสู่สวนเกษตรผสมผสาน

วันที่ 29 เมษายน 2562 – 16:17 น.
หญ้าแฝก,สถานีพัฒนาที่ดินสงขลา
เปิดอ่าน 528 ครั้ง

   จากหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำสู่สวนเกษตรผสมผสาน

จากสภาพดินในพื้นที่ ต.พิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา ของวิทูร ชมภูนุชยรรยง วัย 69 ปี อดีตวิศวกรที่ริเริ่มสานฝันวัยหนุ่มของตนเอง ด้วยการทำการเกษตรปลูกไม้ผลหลากหลาย ทั้งฝรั่ง มัลเบอร์รี และทุเรียน ในพื้นที่บ้านโคกทัง ม.5 ตำบลพิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา กลายมาเป็นบ้านสวนเกษตรในฝันในวันนี้

ที่ดินจำนวน 8 ไร่ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นดินลาดชันทำให้มีผลกระทบต่ออุณหภูมิดินและเรื่องของความชื้น การเจริญเติบโตของพืชพรรณ การผุพังสลายตัวของหิน แร่ การไหลบ่าและไหลซึมของน้ำชะล้างพังทลายของดิน กรมพัฒนาที่ดินจึงมีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งมี 2 แบบ คือ วิธีกล ปรับดินให้เป็นขั้นบันได โดยใช้รถแทรกเตอร์ และวิธีพืชผสมผสานด้วยการใช้หญ้าแฝก

โดยในปี 2558 ทางสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ได้ให้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาดูแลในเรื่องของการดูแลดินและน้ำ และพบว่าเป็นพื้นที่ดินลาดชัน จึงได้สนับสนุนพันธุ์หญ้าแฝก เพื่อให้เกษตรกรนำมาปลูกในพื้นที่ของตนเอง เพื่อลดการพังทลายของหน้าดิน และเมื่อหญ้าแฝกเจริญเติบโต เกษตรกรก็สามารถตัดหญ้านั้นแล้วนำไปคลุมดินใต้ต้นไม้ เพื่อลดการระเหยของน้ำในดินและเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน อาทิ ต้นมัลเบอร์รี่ ต้นฝรั่ง หรือต้นทับทิมจันทร์ เป็นต้น หลังจากที่นำหญ้าแฝกมาปลูกแล้ว ทำให้สภาพของดินเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ตะกอนดินไปตกในบริเวณที่ปลูกหญ้าแฝก และส่งผลให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น


นายทวีศักดิ์ ชนะสิทธิ์  นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถานีพัฒนาที่ดินสงขลา กล่าวว่า จากการวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ปรากฏว่ามีค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ที่ ประมาณ 6.5 pH ซึ่งเหมาะสมต่อการทำการเกษตร จริงๆแล้วการทำการเกษตรให้ได้ผล หรือมีประสิทธิภาพก็จำเป็นต้องมีการปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนที่ดินของคุณวิฑูร นอกจากจะผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพใช้เองแล้ว ในการทำปุ๋ยหมักหรือน้ำหมักชีวภาพบางครั้งใช้ระยะเวลานาน ทางสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ได้มีการจัดจำหน่ายปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ กิโลกรัมละ 3 บาท เพื่อบริการให้กับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจนำไปใช้ในการทำเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง
วิทูร กล่าวว่า จากอดีตหนุ่มนักธุรกิจ ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกร โดยมีพื้นที่ทั้งหมดจำนวน 8 ไร่ แบ่งปลูก ฝรั่งกิมจู ชมพู่ มัลเบอร์รี่ และในส่วนพื้นที่ขั้นบันได ก็ได้นำหญ้าแฝกมาปลูก ซึ่งก่อนหน้านี้พื้นที่ตรงนี้เป็นป่ารกและไม่มีคนสนใจ แต่มีแหล่งน้ำใช้ตลอดทั้งปี จึงได้ตัดสินใจซื้อและจัดระเบียบที่ดิน ขุดบ่อน้ำ ซึ่งผลจากการที่ได้นำหญ้าแฝกมาปลูก ก็ช่วยในการปรับสภาพพื้นดินให้อมน้ำ หน้าดินก็ชุ่มชื้นขึ้น สามารถเก็บธาตุอาหารในดินเอาไว้ได้
ทั้งนี้ ฝรั่งกิมจูที่ปลูกจะใช้เวลา 8 เดือน และเก็บผลผลิตขาย ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องของการขาย เพราะได้ตัดปัญหาเรื่องของพ่อค้าคนกลางและใช้วิธีขายผลผลิตเอง โดยมีลูกค้าเข้าติต่อขอซื้อผลผลิตเองในสวน รวมไปถึงการขายปลีกเองที่บริเวณหน้าสวนให้กับลูกค้าที่ขับรถผ่านไปมา ครั้งแรกที่สถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ได้ติดต่อเข้ามาแนะนำให้ปลูกฝรั่งกิมจู ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่มาช่วยแนะนำวิธีการปลูกและส่งเสริมในเรื่องของการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ นอกจากนั้นก็ส่งเสริมในเรื่องของพันธุ์พืช ก็ได้มาช่วยแนะนำในเรื่องพันธุ์ที่จะเอามาปลูก และจัดหาพันธุ์มาให้ปลูก จากนั้นเราก็ขยายกิ่งพันธุ์เอง ไม่ว่าจะเป็น มัลเบอร์รี่ ชมพู่ ฝรั่ง

โดยตนเองได้เคยชวนทุกคนที่สนใจ อยากจะทำการเกษตร ว่าให้ลองมาทำแบบตน อย่างในพื้นที่นี้ก็ทำมาได้ประมาณสามปี มีหมอดินทั่วทั้งจังหวัดสงขลาและอีกสามจังหวัดภาคใต้มาศึกษาดูงาน เช่น พัทลุง มาศึกษาดูงานครั้งหนึ่ง ประมาณ 50 – 100 คน ซึ่งก็มาศึกษาดูงานหลายคณะแล้ว ตนเองก็ได้เชิญชวนและแนะนำให้ปลูกหญ้าแฝกตรงหน้าดินที่เป็นขั้นบันไดนี้ เพราะหญ้าแฝกสามารถป้องกันการพังทลายของหน้าดินได้ดีมาก ถ้าปลูกแบบนี้ในไร่จะทำประโยชน์ในเรื่องของดินได้ดีมาก

เกษตรฯ กำหนดแผนการผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369892

เกษตรฯ กำหนดแผนการผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63

วันที่ 26 เมษายน 2562 – 12:32 น.
ข้าว
เปิดอ่าน 139 ครั้ง

เกษตรฯ กำหนดแผนการผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63

กระทรวงเกษตรฯ กำหนดแผนการผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63 พื้นที่เพาะปลูก 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.62 ล้านตันข้าวเปลือก ภายใต้การตลาดนำการผลิต (Demand Driven) 32.48 ล้านตันข้าวเปลือก

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ด้านการผลิต) เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า คณะกรรมการฯ ได้กำหนดแผนการผลิตข้าว ปีการผลิต 2562/63 ตามความต้องการใช้ข้าว พื้นที่ 72.80 ล้านไร่ ผลผลิต 34.62 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น การผลิตในรอบที่ 1 พื้นที่ 58.99 ล้านไร่ ผลผลิต 25.47 ล้านตันข้าวเปลือก และรอบที่ 2 พื้นที่ 13.81 ล้านไร่ ผลผลิต 9.15 ล้านตันข้าวเปลือก

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้เห็นชอบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 พื้นที่ 58.99 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 23.03 ล้านไร่ ข้าวหอมจังหวัด 3.47 ล้านไร่ ข้าวหอมไทย 1.65 ล้านไร่ ข้าวเจ้า 14.01 ล้านไร่ (ข้าวเจ้าพื้นแข็ง 13.86 ล้านไร่ และข้าวเจ้าพื้นนุ่ม 0.15 ล้านไร่) ข้าวเหนียว 16.17 ล้านไร่ และข้าวตลาดเฉพาะ 0.66 ล้านไร่ โดยได้มอบหมายกรมการข้าวนำเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2562 นี้

ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าว ได้มีการวางแผนให้อุปทานสอดคล้องกับอุปสงค์มากที่สุด โดยข้อมูลที่นำมาใช้ในการวางแผนและการกำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมเพาะปลูกข้าว เป็นข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลพยากรณ์พื้นที่ปลูกข้าว ข้อมูลผลการสำรวจพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งข้อมูลจากการคาดการณ์พื้นที่ปลูกของแต่ละจังหวัด อย่างไรก็ตาม การวางแผนการผลิตยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ในฤดูการผลิต รอบที่ 2 หากราคาหรือปริมาณความต้องการข้าวและสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2561/62 ที่ผ่านมา การผลิตข้าวรอบที่ 1 มีพื้นที่ปลูกข้าว 59.21 ล้านไร่ ผลผลิต 24.22 ล้านตันข้าวเปลือก และรอบที่ 2 มีพื้นที่ปลูกข้าว 11.41 ล้านไร่ คาดการณ์ผลผลิต 7.58 ล้านตันข้าวเปลือก (ณ วันที่ 23 เม.ย. 62) ซึ่งค่อนข้างเป็นไปตามแผนการผลิตที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ในปี 2561/62 ผลผลิตข้าวโลกคาดว่าจะมีประมาณ 501.57 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 6.20 ล้านตัน หรือร้อยละ 1.25 ของปี 2560/61 ซึ่งมีผลผลิต 495.37 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากผลผลิตข้าวของประเทศผู้ผลิตหลัก ได้แก่ อินเดีย สหรัฐ เวียดนาม และไทย มีปริมาณการผลิตข้าวเพิ่มมากกขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลอินเดียได้ส่งเสริมขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มมากขึ้น (USDA ณ เดือนมีนาคม 2562)

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาข้าวของไทยมีแนวโน้มราคาทรงตัว ผู้ประกอบการมีแนวโน้มเสนอราคารับซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้เกษตรกรนำข้าวที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก และโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ออกมาขาย อีกทั้งข้าวนาปรังประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจึงมีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ของเกษตรกรไทยจะขายข้าวได้ราคาดี

รมช.เกษตรฯตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ดาวล้อมเดือนกำแพงเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369890

รมช.เกษตรฯตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ดาวล้อมเดือนกำแพงเพชร

วันที่ 26 เมษายน 2562 – 12:28 น.
ดาวล้อมเดือน
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

รมช.เกษตรฯตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ดาวล้อมเดือนกำแพงเพชร

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ดาวล้อมเดือนกำแพงเพชร มุ่งหวังเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ระบบตลาดอย่างเป็นรูปธรรม และจะทำให้การผลิตของเกษตรกรมีตลาดรองรับที่ชัดเจน นำไปสู่การพัฒนาที่มีความยั่งยืนต่อไป

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้ดาวล้อมเดือนกำแพงเพชร ต.เทพนคร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ว่า ศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ มีการน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ามาปฏิบัติ และเริ่มปลูกผักปลอดภัย มุ่งสู่การยกระดับมาตรฐานเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ ภายใต้ระบบ PGS และ Organic Thailand นอกจากนี้ ทางชุมชนยังมีแนวความคิดที่จะสนับสนุนส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มโคเนื้อและสัตว์ประเภทอื่นด้วย

สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้องค์ความรู้สนับสนุนตามความต้องการของชุมชน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายกฤษฎา บุญราช) อยากให้ทางราชการได้ช่วยเหลือเกษตรกร ถ้าเกษตรกรมีแผนการผลิตที่ชัดเจน ก็จะให้เชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ระบบตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหมายความว่าจะมีภาคส่วนจากเอกชน ไม่ว่าจะเป็น Modern trade, Supermarket หรือชุมชนที่มีขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ เข้ามารับซื้อผลผลิต เป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนอีกทางหนึ่ง และจะทำให้การผลิตของเกษตรกรมีตลาดรองรับที่ชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่มีความยั่งยืนต่อไป

กรมพัฒนาที่ดินใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369833

กรมพัฒนาที่ดินใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรผสมผสาน

วันที่ 25 เมษายน 2562 – 17:06 น.
กรมพัฒนาที่ดินใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรผสมผสาน
เปิดอ่าน 113 ครั้ง

กรมพัฒนาที่ดินใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตรผสมผสาน

พื้นที่ ต.ชุมพล อ.สทิงพระ จ.สงขลา ก่อนที่จะมาเป็นสวนมะพร้าวอย่างปัจจุบัน เดิมเคยเป็นที่นา แต่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ประกอบกับหมอดินที่ต้องการจะปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อให้มีผลผลิตส่งออกสู่ท้องตลาดและมีรายได้มากขึ้น จึงเปลี่ยนจากแปลงนามาเป็นสวนมะพร้าวโดยการขุดคูยกร่อง เพื่อที่จะยกระดับดินให้สูงขึ้นป้องกันน้ำท่วม ทางสถานีพัฒนาที่ดินสงขลาได้เข้ามาเก็บตัวอย่างดิน เพื่อปรับปรุงบำรุงดินควบคู่ไปกับการปลูกมะพร้าวน้ำหอม และให้คำแนะนำในการดูแลมะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่เริ่มต้น และส่งเสริมในเรื่องของปุ๋ยหมักชีวภาพ จากผลิตภัณฑ์ของพด.เพื่อปรับโครงสร้างของดินและในส่วนของน้ำหมักช่วยในเรื่องของการบำรุงต้น

นางสาวสุภาวดี เรืองกูล  เจ้าหน้าที่นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินสงขลา กล่าวว่า จากเดิมที่ทำนาข้าว ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เนื่องจากน้ำท่วมซ้ำซากผลผลิตที่ได้ก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย จึงได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำนามาปลูกมะพร้าวน้ำหอม และส่งเสริมในเรื่องของการตลาด ในการขายมะพร้าวน้ำหอม ส่วนเกษตรกรเองก็ได้ช่วยพัฒนาการตลาดของมะพร้าวออกไปสู่แหล่งท่องเที่ยว เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เนื่องจากมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ขาดทุนเหมือนตอนทำนา
จากสภาพดินจากเดิมอดีต คือ พอขุดดินขึ้นมาจากชั้นล่าง ดินจะมีลักษณะค่อนข้างเป็นกรด สถานีพัฒนาที่ดินเข้าไปให้คำแนะนำ ส่งเสริมในเรื่องของการใช้โดโลไมต์ เพื่อลดความเป็นกรดของดิน ทำให้ดินตอนนี้มีสภาพดีขึ้น โปร่งขึ้น จากเดิมที่เคยเป็นดินเหนียว เมื่อน้ำแห้งดินก็จะแตกระแหง และทางสถานีพัฒนาที่ดินสงขลาได้ช่วยสนับสนุนเกษตรกรในเรื่องของการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ จึงทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
นายอภิชาติ ยุพยงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 เจ้าของสวนผู้ใหญ่เอ็ม กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับการฝึกอบรมที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดสงขลาแล้ว นายอภิชาติ ยุพยงค์ได้นำความรู้ที่ได้รับมาปรับเปลี่ยนจากพื้นที่นาทั้ง 15 ไร่ มาขุดยกร่องเพื่อปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพราะปลูกง่าย ขายได้ราคาดี เก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนจะให้ผลผลิตที่ดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้แนะนำให้เก็บตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ หาธาตุอาหาร และความเป็นกรดเป็นด่างในดิน หลังจากที่ได้ค่าจากการวิเคราะห์ดินมาแล้วนั้น ก็ได้ใส่ปุ๋ยตามสูตรที่ศูนย์พิกุลทองแนะนำ ก็เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว

โดยเห็นความแตกต่างชัดเจนในเรื่องของผลผลิต ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น สภาพดินและสภาพน้ำดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถนำมะพร้าวน้ำหอม มาวางขายในตลาดได้ เพราะรสชาติของน้ำมะพร้าวที่หวานหอม ทำให้ถูกใจใครหลายๆคน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมบริโภคน้ำมะพร้าว  สวนผู้ใหญ่เอ็มสามารถทำผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมตามคุณภาพที่ตลาดต้องการ ซึ่งการตัดมะพร้าวน้ำหอมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน สลับกันตัด 3 อาทิตย์ตัดหนึ่งครั้ง ส่งผลให้แต่ละอาทิตย์สามารถตัดผลผลิตได้ 2,000 ลูกโดยประมาณ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนทำนาข้าว

กฟก.รับสมัครผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369800

กฟก.รับสมัครผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ

วันที่ 25 เมษายน 2562 – 13:52 น.
กฟก
เปิดอ่าน 151 ครั้ง

กฟก.รับสมัครผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีคำสั่ง ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กำหนดให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในส่วนที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งเป็นระยะเวลา 180 วัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลาให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรักษาการตามพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้แต่งตั้งให้คณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นผู้ดำเนินการสรรหาบุคคลเพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
อาศัยอำนาจตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ 641/2562 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2562 ประกอบกับมติคณะกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครั้งที่ 1/2562 วันที่ 4 เมษายน 2562 จึงออกประกาศเรื่อง รับสมัครผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีคุณสมบัติผู้สมัครดังนี้ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการและผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน จะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ         มีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการเงินการธนาคาร หรือการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น หรืออุตสาหกรรมชุมชน หรือเทคโนโลยีการเกษตร หรือการพัฒนาแหล่งน้ำ หรือการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม คือ ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง   ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานองค์กรของรัฐ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ไม่เป็นบุคคลซึ่งทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือเลิกจ้างเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่  สำหรับผู้ทรงวุฒิภาคราชการ ต้องได้รับความยินยอมหรือความเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงานที่ตนสังกัดเป็นหนังสือก่อนการเสนอแต่งตั้ง ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครด้วยตนเองหรือเสนอชื่อโดยส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนที่เป็น นิติบุคคล หรือองค์กรเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

โดยมีหลักฐานประกอบการสมัคร ได้แก่ รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ จำนวน 1 ฉบับ และสำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ หลักฐานใบรับรองคุณวุฒิ หนังสือรับรองผลงานของหน่วยงาน (ถ้ามี) ยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ในวัน เวลาราชการ (08.30 น. – 16.30 น.) กรุงเทพมหานคร ยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานใหญ่ อาคาร CEC เลขที่ 68/12 ชั้น 3-5 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 ส่วนภูมิภาค ยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขาจังหวัดทุกจังหวัด

นายสไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร http://www.frdfund.org หรือ เฟซบุ๊ค สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการรับสมัครได้ที่ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เบอร์โทรศัพท์ 02 1580342 ต่อ 3204 หรือ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสาขาจังหวัดทุกจังหวัด

อ.ส.ค. แนะเกษตรกรเลี้ยงโคนมอย่างไรให้ได้กำไรทุกปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369759

อ.ส.ค. แนะเกษตรกรเลี้ยงโคนมอย่างไรให้ได้กำไรทุกปี

วันที่ 25 เมษายน 2562 – 11:52 น.
อสค
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

อ.ส.ค. แนะเกษตรกรเลี้ยงโคนมอย่างไรให้ได้กำไรทุกปี

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรและสหกรณ์โคนมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและสหกรณ์ฟาร์มโคนมไทย ทั้งการให้ความรู้การจัดตั้งฟาร์มโคนม การเลี้ยงโคนม การดูแลและบริหารจัดการกิจการฟาร์มโคนมแก่เกษตรกรทุกด้าน ทั้งด้านการจัดการฟาร์ม ด้านการจัดการอาหารที่เพียงพอต่อโคนมในฟาร์มของเกษตรกร รวมถึงการจัดการฟาร์ม และยังพัฒนาพันธุ์โคนมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน ในขณะเดียวกันโคนมก็ยังสามารถผลิตน้ำนมได้มากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้ำนมดิบเพิ่มและทำกำไรให้แก่เกษตรกรมากขึ้น

ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ

ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า การเลี้ยงโคนมให้มีกำไรสามารถทำได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคนม สำหรับในประเทศไทยเรื่องที่ต้องมีการปรับปรุง พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคนม มี 3 เรื่องหลักๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการจัดการฟาร์ม คือ 1.การบริหารจัดการอาหาร 2.การบริหารจัดการฟาร์มที่ต้องควบคุมอุณหภูมิคอกพัก 3.บริหารจัดการคอกโคนมให้ปลอดโปร่ง ไม่ร้อนชื้น พื้นไม่เปียกแฉะ โดย 3 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้โคนมเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

             ด้านการบริหารจัดการอาหารที่เพียงพอต่อจำนวนโคนมในฟาร์มเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก การให้อาหารโคนม คือ การให้อาหารข้น และอาหารหยาบ ที่เป็นแหล่งของพลังงาน โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ รวมถึงการให้อาหารโคนมในสัดส่วนที่เหมาะสม เพียงพอต่อความต้องการโคนม ครบถ้วน สมบูรณ์ โคนมจะได้รับ โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามิน ที่เพียงพอ และการให้อาหารโคนมที่สม่ำเสมอ คุณภาพของอาหาร และสูตรอาหารที่เหมือนเดิมทุกมื้อ ซึ่งเป็นหลักการให้อาหารเพื่อที่จะทำให้โคนมให้ผลผลิตเป็นไปตามความสามารถทางพันธุกรรม(จากการปรับปรุงพันธุ์ โคนมของไทยสามารถให้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ย20-25กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน)

การควบคุมอุณหภูมิคอกพักนั้น โคนมสามารถอยู่ได้ดีในพื้นที่ที่มีอุณภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิบริเวณที่โคนมอยู่หรือบริเวณคอกพักเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้โคเกิดความเครียดจากความร้อน ส่งผลให้กินอาหารลดลง ผลที่ตามมาคือปริมาณผลผลิตน้ำนมก็จะลดลงด้วย ดังนั้นการสร้างคอกพักโคนมควรจะสูงโปร่ง สามารถระบายความร้อนได้ดี หรือมีระบบการทำความเย็นในคอกพัก เช่น การติดพัดลม การติดตั้งระบบสเปรย์น้ำ การอาบน้ำให้โคนมเป็นต้น นอกจากนั้นไม่ควรเลี้ยงโคนมที่หนาแน่นเกินไป ซึ่งจะส่งผลต่อการระบายความร้อนในคอกพัก โดยทั่วไปหากเลี้ยงโคนมแบบขังในคอก (Loose barn) ต้องมีพื้นที่ประมาณ 20-22 ตารางเมตรต่อตัว หากเลี้ยงในโรงเรือนแบบซองนอน (Free stall) จะใช้พื้นที่ประมาณ 11 ตารางเมตรต่อตัว

ส่วนบริเวณคอก โคนมต้องการอยู่ในพื้นที่ที่แห้ง มีพื้นที่นุ่ม ไม่ลื่น ซึ่งการเลี้ยงโคนมในพื้นที่ที่แห้งจะช่วยลดการเป็นโรคเต้านมอักเสบ ตัวโคนมไม่สกปรก จึงเป็นการลดการใช้น้ำในการล้างตัวโคนมก่อนรีดนม ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดระยะเวลาในกระบวนการรีดนมด้วย ฟาร์มที่คอกพักเป็นพื้นคอนกรีต จะพบการเกิดแผลกดทับจากการนอนเพราะโคนมมีน้ำหนักมาก ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการใช้วัสดุรองพื้น เช่น แผ่นยาง เป็นต้น บริเวณคอกพักโคนมควรมีหลังคาคลุมตลอดเพื่อกันแดด กันฝน จะทำให้โคนมอยู่ในที่แห้งและเย็นสบาย

“จากการจัดการพื้นฐานทั้ง 3 ข้อนี้ วัตถุประสงค์เพื่อทำให้โคนมกินอาหารได้มากที่สุด จะนำไปสู่การแสดงออกของความสามารถทางพันธุกรรม โคนมให้ผลผลิตน้ำนมดิบได้เต็มที่ น้ำนมได้คุณภาพ ทั้ง 3 ปัจจัย ดังกล่าว ยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิตน้ำนมลง เมื่อเกษตรกรได้ผลผลิตน้ำนมดิบเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้เกษตรกรมีกำไรจากการเลี้ยงโคนมมากขึ้น ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ชป.ยันน้ำในเขื่อนแควน้อยฯ เพียงพอใช้ไปจนสิ้นสุดฤดูแล้งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369758

ชป.ยันน้ำในเขื่อนแควน้อยฯ เพียงพอใช้ไปจนสิ้นสุดฤดูแล้งนี้

วันที่ 25 เมษายน 2562 – 11:49 น.
กรมชล
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

ชป.ยันน้ำในเขื่อนแควน้อยฯ เพียงพอใช้ไปจนสิ้นสุดฤดูแล้งนี้

           กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดพิษณุโลก พบว่าแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มแห้งขอด โดยเฉพาะเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณที่น้อยมาก ล่าสุดเก็บกักไว้เพียง 283 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 ที่ผ่านมา พบว่ามีน้ำน้อยกว่าถึง 100 ล้าน ลบ.ม. และมีน้ำใช้การได้เพียง 26 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น  

               ทวีศักดิ์  ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปัจจุบัน(24 เม.ย. 62) มีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 275 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 30 ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำ  ใช้การได้ประมาณ 232 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯ ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ตลอดจนสิ้นสุดช่วงฤดูแล้งนี้

สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตชลประทาน มีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะส่งให้พื้นที่การเกษตร ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน โครงการชลประทานพิษณุโลก ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตประปา ได้เน้นย้ำให้ประสานกับการประปาส่วนภูมิภาค ในการติดตามปริมาณน้ำให้เพียงพอ ไม่ให้ขาดแคลนน้ำในการผลิตประปาได้

            ในส่วนของการเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงภัยแล้ง นั้น โครงการ-ชลประทานพิษณุโลก ได้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกร ในการเตรียมพร้อมรับมือปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยขอความร่วมมือให้งดทำนาต่อเนื่อง(นาครั้งที่ 3) เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานพิษณุโลก ประสานงานและบูรณาการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดพิษณุโลก จัดเตรียมรถยนต์บรรทุกน้ำ สำหรับแจกจ่ายน้ำให้กับราษฎรที่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวมทั้งได้วางแผนเพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง อาทิ ในพื้นที่อำเภอนครไทย              ได้ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำ จำนวน 6 แห่ง และในพื้นที่อำเภอบางระกำ ได้ทำการสูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ พื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ เป็นต้น จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในยามขาดแคลนด้วย

กยท.ติวเข้มความรู้ด้านยางพาราทั้งระบบก้าวไปสู่ Smart Farmer

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369642

กยท.ติวเข้มความรู้ด้านยางพาราทั้งระบบก้าวไปสู่ Smart Farmer

วันที่ 24 เมษายน 2562 – 12:47 น.
กยท
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

กยท.ติวเข้มความรู้ด้านยางพาราทั้งระบบก้าวไปสู่ Smart Farmer

เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ จัดโครงการอบรมเกษตรกรชาวสวนยางหลักสูตร “พัฒนาความรู้ด้านยางพาราทั้งระบบเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพชาวสวนยางและก้าวไปสู่ Smart Farmer ” ประจำปี 2562 โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิด และมี นายชัยศรี โชติรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างร่วมต้อนรับ พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาถ่ายทอดแก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อประยุกต์ใช้ในการทำสวนยางอย่างพอเพียงและยั่งยืน ณ ห้องประชุมบ้านสวนฟรุ๊ตการ์เด้นส์ ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์
นายธนพันธ์ ชำนาญธนา ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้รับมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางให้เป็น Smart Farmer Rubber โดยมี กยท. เป็น Smart officer คอยให้คำปรึกษา เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านยางพารา รวมถึงเป็นผู้ประสานงานด้านยางพาราที่มีประสิทธิภาพ เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางและเกษตรกรโดยทั่วไป การจัดอบรมในครั้งนี้มีการบรรยายในหัวข้อ “การทำสวนยางแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามศาสตร์พระราชา” โดย นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หัวข้อ “ชาวสวนยางยุคใหม่ ก้าวไกลไปพร้อมกับ กยท.” โดย นายประสิทธิ์ หมีดเส็น กรรมการการยางแห่งประเทศไทย และหัวข้อ “จิตวิญญาณ การเป็น Smart Farmer” โดย นายทรงธรรม จั่นทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาด้านการเกษตรสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง โดยมีเกษตรกรเจ้าของสวนยางจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะพัฒนาสู่การเป็น Smart Farmer เข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น ๗๕ คน คาดว่าผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ความเข้าใจในหลักการพัฒนาตนเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็น Smart Farmer อย่างเต็มตัว และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ที่รับผิดชอบ รวมถึงเป็นตัวอย่างให้แก่พี่น้องเกษตรกรอื่นๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการประกอบอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง
ด้าน นายโสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานในพิธีเปิด พร้อมทั้งบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าอบรมในหัวข้อ “การทำสวนยางแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามศาสตร์พระราชา” กล่าวว่า นโยบาย Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทาง กยท. ได้มุ่งเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกรชาวสวนยางให้ก้าวสู่ Smart Farmer Rubber เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านยางพารา เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็น Smart Farmer ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการประกอบอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เกษตรกรชาวสวนยางรุ่นต่อไป

     อาชีพการทำสวนยางพาราอยู่คู่กับเกษตรกรชาวไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันด้วยสภาวะและปัจจัยต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การปรับตัวให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงได้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ การน้อมนำศาสตร์พระราชา หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพการทำสวนยางพารา เช่น การทำเกษตรแบบผสมผสาน ใช้เนื้อที่ในสวนยางบูรณาการให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะช่วยให้ชาวสวนยางอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ชป.วางแนวทางการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369588

ชป.วางแนวทางการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก

วันที่ 23 เมษายน 2562 – 17:34 น.
ชป
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

ชป.วางแนวทางการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกิน-น้ำใช้อย่างยั่งยืน

กรมชลประทาน บูรณาการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อผลิตประปา ป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำดิบ ยันอีสานกลางมีปริมาณน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค วอนทุกฝ่ายช่วยกันประหยัดน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันพุธที่ 27 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยได้มีการพิจารณาถึงมาตรการแก้ไขปัญหาและรับมือความเสี่ยงขาดแคลนน้ำฤดูแล้งปี 2561/62 ได้แก่ ด้านการอุปโภค-บริโภค ด้านการรักษาระบบนิเวศ ด้านการเกษตร และด้านการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สทนช. ได้ให้กรมชลประทานประสานกับการประปาส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบูรณาการแก้ไขปัญหาลดพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งให้ติดตามและเฝ้าระวังเรื่องการบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณน้ำดิบเพียงพอสำหรับใช้ผลิตน้ำประปาตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ นั้น

ในส่วนของสำนักงานชลประทานที่ 6 ที่มีพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัดอีสานกลาง ได้แก่ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และชัยภูมิ ได้มีการวางมาตรการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก โดยบูรณาการร่วมกับ ศูนย์ป้องการและบรรเทาสาธารณะภัยเขต 6 สำนักงานป้องการและบรรเทาสาธารณะภัย และการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 22 สาขา พบว่าปริมาณน้ำดิบที่ใช้สำหรับการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ดังกล่าว มีเพียงพอในการผลิตน้ำประปาตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ มีเพียง 1 สาขาเท่านั้น ที่มีความเสี่ยงว่าปริมาณน้ำดิบจะมีไม่เพียงพอ คือ การประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุวรรณภูมิ หน่วยบริการเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด กรมชลประทาน ได้สนับสนุนรถแบ็คโฮสำหรับขุดร่องชักน้ำ และติดตั้งเครื่อง สูบน้ำ 10 เครื่อง ทำการสูบน้ำมาเติมลงบริเวณด้านหน้าโรงสูบน้ำดิบหน่วยบริการเกษตรวิสัย โดยเริ่มดำเนินการสูบน้ำมาตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 61 – 20 เม.ย. 62 รวมปริมาณน้ำกว่า 239,200 ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปริมาณน้ำดิบบริเวณด้านหน้าฝายเล้าขาว มีอยู่ประมาณ 100,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการใช้ผลิตน้ำประปาตลอดจนสิ้นสุดฤดูแล้งนี้

       ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว พร้อมกันนี้ ได้ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ในอนาคต

กรมส่งเสริมสหกรณ์สานสัมพันธ์สหกรณ์ไทย-ภูฏาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/369582

กรมส่งเสริมสหกรณ์สานสัมพันธ์สหกรณ์ไทย-ภูฏาน

วันที่ 23 เมษายน 2562 – 17:19 น.
ภูฎาน
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์สานสัมพันธ์สหกรณ์ไทย-ภูฏาน

          กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้อนรับคณะผู้แทนกรมการตลาดทางการเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและป่าไม้แห่งราชอาณาจักรภูภาน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อศึกษาดูงานการพัฒนาสหกรณ์ในประเทศไทย พรอ้มลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรีและปทุมธานี เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้กระบวนการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์เพื่อนำกลับไปปรับใช้ในการส่งเสริมการดำเนินงานสหกรณ์ในประเทศภูฏานให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นายพิเชษฐ์   วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้การต้อนรับ Mr. Sonam Norbu ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตลาด (Marketing Advisor) และคณะผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและป่าไม้แห่งราชอาณาจักรภูฏาน จำนวน 20 คน ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2562 และได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมทั้งร่วมหารือถึงแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ และได้รับฟังถึงนโยบายในการกำกับดูแลสหกรณ์และการพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ในประเทศไทย  เนื่องจากสหกรณ์ในประเทศภูฏานเป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์การเกษตรและปศุสัตว์ และยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน ซึ่งรัฐบาลของประเทศภูฏานต้องการพัฒนาธุรกิจการเกษตรในภูฏานโดยใช้รูปแบบสหกรณ์เข้ามาดำเนินการและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร ทางสหภาพยุโรป (European Union : EU) จึงได้สนับสนุนงบประมาณให้กับคณะผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและป่าไม้แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เดินทางมาศึกษาดูงานและเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์การเกษตรของไทยที่ประสบผลสำเร็จ รวมถึงศึกษาดูงานแหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์ เพื่อนำกลับไปพัฒนาการดำเนินงานของสหกรณ์ในประเทศภูฏานต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์จะนำคณะผู้แทนของกระทรวงเกษตรและป่าไม้แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เดินทางไปศึกษาดูงานที่สหกรณ์การเกษตรบ้านรางสีหมอกราชบุรี จำกัด กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์                 เกาะพลับพลา จังหวัดราชบุรี กลุ่มผู้ปลูกมะเขือเทศราชินี ของสหกรณ์แก้วเกษตร จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์ประมงการแปรรูปอาหารสัตว์จังหวัดปทุมธานี จำกัด และสหกรณ์การเกษตรคลองหลวง จำกัด จังหวัดปทุมธานี และในระหว่างวันที่ 29 เมษายน  –  1 พฤษภาคม 2562 จะเดินทางไปจังหวัดเพชรบุรี เพื่อศึกษาดูงานสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนไร่โคกพัฒนา จำกัด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง สหกรณ์โคนมชะอำ-ห้วยทราย จำกัด              และกลุ่มอาชีพผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของจังหวัดเพชรบุรี   

      “ กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการพัฒนาสหกรณ์กับผู้แทนกระทรวงเกษตรและป่าไม้ของภูฏาน ซึ่งในปีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายในการสนับสนุนให้สหกรณ์มีบทบาทในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น ทั้งสินค้าข้าว ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง โคนม โคเนื้อ และไม้ผลต่างๆ โดยส่งเสริมให้สหกรณ์เข้ามาในการรับซื้อผลผลิตจากสมาชิก เพื่อนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต และเชื่อมโยงกับภาคเอกชนเพื่อขยายช่องทางด้านการตลาด ซึ่งรัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์  และต้องการเห็นสหกรณ์การเกษตรเข้ามามีบทบาทในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั้งในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์  การบริหารจัดการผลผลิตและการตลาด ซึ่งการนำคณะผู้แทนจากภูฏานไปดูงานสหกรณ์ในพื้นที่ต่าง  ๆ จะเน้นเรื่องบริหารจัดการสินค้าเกษตรและการตลาดโดยกลไกสหกรณ์  และจะได้เห็นกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนจบครอบคลุมทั้งหมด โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะคณะผู้แทนที่เดินทางมาศึกษาดูงานสหกรณ์ในครั้งนี้จะได้นำความรู้และประสบการณ์ต่าง ๆ กลับไปพัฒนาสหกรณ์ในภูฏานให้เจริญก้าวหน้าต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว