หวั่นแล้งรุนแรงยาวนาน…ประมงเตรียมแผนรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409461?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หวั่นแล้งรุนแรงยาวนาน…ประมงเตรียมแผนรับมือ

10 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ประมง,ภัยแล้ง,ขาดแคลนน้ำ,เลี้ยงปลา,กระทรวงเกษตร,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

กรมประมงเตรียมแผนรับแล้งปี 63 หวั่นลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง

10 มกราคม 2563 นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าจากปัญหาภัยแล้งในปี 2563 ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา 

เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น  กรมประมงได้จัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ประจำปี 2563 ไว้ 3 ระยะ โดย 1. การเตรียมรับสถานการณ์ก่อนเกิดภัยแล้ง 2. การให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัยแล้ง และ 3. การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัยแล้ง  ซึ่งกรมฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ พร้อมทั้งหาวิธีการป้องกัน แก้ไข และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเฝ้าระวังสัตว์น้ำในที่รักษาพืชพันธุ์โครงการปลาหน้าวัด

นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำทางวิชาการแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเตรียมการป้องกันอีกด้วโดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดิน ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ

โดยทำการตากบ่อและตกแต่งบ่อเลี้ยงในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหน้าแล้ง ควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง ซึ่งจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติ

ขณะเดียวกันก็ควรจะควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมคันบ่อเพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำ และจัดทำร่มเงาให้กับสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยง จัดเตรียมแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มเติม และเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิด

ซึ่งในระหว่างการเลี้ยงสัตว์น้ำควรพิจารณาคัดขนาดสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ทยอยออกจำหน่ายก่อน
เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียสัตว์น้ำและการลงทุนพร้อมทั้งเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดี และลดปริมาณการให้อาหารสัตว์น้ำลง โดยเฉพาะอาหารสดเพื่อป้องกันปัญหาน้ำเน่าเสีย  และควรจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อและควรงดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ ถ้าจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก เนื่องจากมีผลกระทบกับการกินอาหารและการเจริญเติบโตของสัตวืน้ำโดยตรงหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขทันที กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังกลบหรือเผาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนการเลี้ยงในกระชัง ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดในการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำความสะอาดและซ่อมแซมกระชังในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง และจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติและเลือกแหล่งน้ำที่ตั้งกระชังที่มีระดับความลึกเพียงพอ

เมื่อตั้งกระชังแล้วพื้นกระชังควรสูงจากพื้นน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้สะดวกตลอดเวลา และไม่วางชิดกันจนหนาแน่นมากเกินไป เพราะจะไปขัดขวางการไหลของกระแสน้ำ ก่อนปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในกระชัง ควรปรับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณสมบัติของน้ำในภาชนะลำเลียงสัตว์น้ำ ควรมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันกับน้ำที่ต้องการปล่อยสัตว์น้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง เป็นต้น และต้องคอยเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิดควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีและให้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสียและต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่าง ๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและให้การรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสีย

สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด /สัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดทุกแห่งทั่วประเทศ โทรศัพท์ 0-2562-0600 ในวันและเวลาราชการ

เห็นผลแล้ว เมล่อน ปลูกง่าย กำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409279?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เห็นผลแล้ว เมล่อน ปลูกง่าย กำไรงาม

10 มกราคม 2563 – 00:00 น.
เมล่อน,กระทรวงเกษตร,กาญจนบุรี,กำไร,ข่าววันนี้,พืชทางเลือก
เปิดอ่าน 241 ครั้ง

เห็นผลแล้ว เมล่อน พืชทางเลือกปลูกง่าย…กำไรงาม

10 มกราคม 2563 นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง พืชทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี คือ “เมล่อน”  

โดยเป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภอเมืองกาญจนบุรี เนื่องจากเป็นพืชที่เพาะปลูกง่าย ปลูกได้ตลอดทั้งปี สามารถปลูกได้ทั้งในโรงเรือนและกลางแจ้ง ใช้เครื่องมือทางการเกษตรและน้ำน้อย รวมถึงใช้พื้นที่ปลูกไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งตลาดที่สำคัญ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายของฝาก และขายทางออน์ไลน์จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10)

โดยสัมภาษณ์ นายอาทิตย์ นิยมวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ปลูกเมล่อน สวนกิตติยาฟาร์ม ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 7 ราย พื้นที่เพาะปลูกจำนวน 37 ไร่ พบว่า เกษตรกรนิยมปลูกเมล่อนพันธุ์กรีนเน็ต พอทออเร้นจ์ และโกลเด้นควีน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 18,000 บาท/รอบ/โรงเรือน เริ่มติดผลเมื่อมีอายุประมาณ 35 – 40 วัน ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75-80 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1-1.5 ตัน/รอบ/โรงเรือน ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 35,000 บาท/รอบ/โรงเรือน

ราคาขายจะแยกตามเกรดของผลผลิต ซึ่งเกรด A ราคาขายอยู่ที่ 60-85 บาท/กก. เกรด B ราคาขายอยู่ที่ 40 บาท/กก. ส่วนเกรด C ราคาขายอยู่ที่ 25 บาท/กก. ด้านการเพาะปลูก เกษตรกรจะปลูกในโรงเรือนขนาด 5×40 เมตร มีจำนวน 55 โรงเรือน และกำลังขยายเพิ่มอีก 5 โรงเรือน เป็น 60 โรงเรือน สามารถปลูกเมล่อนได้จำนวน 800 ต้น/โรงเรือน มีผลผลิตจำหน่าย 5,000 – 8,000 กิโลกรัม/สัปดาห์ ซึ่งข้อดีของการปลูกในโรงเรือน คือ สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงได้ ทำให้สามารถลดต้นทุนการใช้สารเคมีและปัจจัยการผลิตอื่นๆ อีกทั้ง ยังลดความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อม เช่น น้ำค้าง ฝนตกหนัก และแสงแดดจัด

ทั้งนี้ เมล่อนเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดแต่ดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกมากที่สุด คือ ดินร่วนปนทรายส่วนสภาพอากาศที่เหมาะสม คือ อากาศอบอุ่น มีแสงแดดเพียงพอและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ นอกจากนี้ การปลูกเมล่อนในฤดูร้อน ผลจะสุกเร็วกว่าในฤดูหนาว เมื่อผลมีขนาดเท่าไข่ไก่จะเริ่มทำการห่อผล หลังจากห่อผลประมาณ 1 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ส่วนการตัดผลเมล่อน นอกจากตัดขั้วติดมาแล้วยังต้องตัดให้ติดส่วนของกิ่งแขนงย่อยออกมาด้วย โดยให้ติดเป็นรูปตัว T หลังจากเก็บเกี่ยวสามารถเก็บรักษาผลผลิตได้ประมาณ 15 – 20 วัน นอกจากนี้ หากต้องการให้เมล่อนมีความหวานมากขึ้น ควรงดการให้น้ำก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 5 วัน

นางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า ในสภาพภูมิประเทศของประเทศไทย การผลิตเมล่อนให้ได้คุณภาพสูงนั้น จำเป็นต้องมีการดูแลเอาใจใส่ในการเพาะปลูกเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของตลาด หากพิจารณาถึงด้านการตลาด กลุ่มเกษตรกรจะจำหน่ายผลผลิตให้กับ Tops supermarket ซึ่งมีความต้องการผลผลิต ไม่จำกัด โดยจะส่งผลผลิตให้ประมาณ 5,000 กิโลกรัม/สัปดาห์ และส่งร้านขายของฝากในจังหวัดและต่างจังหวัด อีกทั้ง ยังมีพ่อค้าทั่วไปมารับซื้อผลผลิตถึงพื้นที่อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายปลีกหน้าร้านชื่อ โกดังเมล่อน และทางออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊ค  ป๋องเมล่อน และ Pum Puangmee โดยได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่งการขายออนไลน์จะขายได้ราคาดีกว่าการขายส่ง แต่ปริมาณน้อยกว่า จึงต้องขายควบคู่กันเพื่อกระจายความเสี่ยง (สัดส่วนการขายส่งร้อยละ 50 ส่งพ่อค้าทั่วไป ร้อยละ 20 ขายหน้าร้าน และออนไลน์ร้อยละ 20 และส่งร้านขายของฝากร้อยละ 10 ของผลผลิต)

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดเมล่อนในจังหวัดกาญจนบุรี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สศท.10 โทร. 0 3233 7951 หรืออีเมล zone10@oae.go.th หรือสามารถขอคำปรึกษา นายอาทิตย์ นิยมวงษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ปลูกเมล่อน สวนกิตติยาฟาร์มตำบลลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 08 1019 5674

แก้น้ำประปากร่อยสำเร็จ เตือนน้ำทะเลหนุนสูงอีกสองรอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แก้น้ำประปากร่อยสำเร็จ เตือนน้ำทะเลหนุนสูงอีกสองรอบ

9 มกราคม 2563 – 19:36 น.
น้ำทะเลหนุน,น้ำเค็ม,กรมชลประทาน,ภัยแล้ง,นาปรัง,เกษตรกร,ข่าววันนี้,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 176 ครั้ง

แก้น้ำประปากร่อยสำเร็จ ผลักดันน้ำเหนือ น้ำตะวันตก 130-140ลบ.ม.ต่อวินาที  ปิดเปิดประตูคลองลัดโพธิ์ กระแทกน้ำทะเล เตือนหนุนสูงอีกสองรอบ 10-16และ23-28ม.ค.

9 มกราคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการเพิ่มปริมาตรน้ำที่ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท 100 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)/วินาที  

โดยจะคงการระบายในอัตรานี้ถึงวันพรุ่งนี้ 10 ม.ค.จากนั้นจะทยอยปรับลดลงจนอยู่ที่ 90 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนพระราม 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้น ระบาย 11 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องถึงพรุ่งนี้ แล้วจะทยอยปรับลดเช่นกัน

ทั้งนี้ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ คาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดระหว่างวันที่ 12-13 ม.ค. ระหว่างนี้ได้เร่งสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองต่างๆมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้าย เพื่อเจือจางค่าความเค็มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเดินเครื่องสูบน้ำ 12 เครื่องที่ประตูระบายน้ำ(ปตร.) พระยาบรรลือ สูบน้ำที่ผันมาจากแม่น้ำแม่กลองผ่านแม่น้ำท่าจีน ลงสู่คลองพระยาบรรลือ ระบายผ่านประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา 36 ลบ.ม./วินาที

ปตร.พระยาบรรลือ สูบน้ำ 12 เครื่อง จาก 14 เครื่อง เครื่องละ 3 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำ 36 ลบ.ม./วินาที เดินเครื่องผลักดันน้ำ 14 จุด รวม 72 เครื่อง โดยจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยังสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ยังสั่งให้สำนักเครื่องจักรกลเปิดเส้นทางน้ำคลองพระพิมล ซึ่งเชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมายังคลองบางบัวทอง ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ ปตร.สน.พระพิมล 5 เครื่อง มีแผนระบายน้ำ 15 ลบ.ม./วินาที แต่เนื่องจากน้ำในคลองไม่ยกตัว จึงสูบออกที่ ปตร.บางบัวทองได้บางช่วงเวลาเท่านั้น

ขณะเดียวกันยังได้ขอความร่วมมือจากการประปานครหลวงเพิ่มการสูบน้ำจากคลองประปาที่เชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมาลงคลองปลายบางบริเวณหน้าโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จาก 6 ลบ.ม./วินาทีเป็น 10 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้น้ำจืดมาเจือจางค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยให้สามารถผลิตน้ำประปาได้ตามปกติ ประกอบกับเปิดบาน ปตร. คลองลัดโพธิ์ในช่วงเวลาน้ำลง ตั้งแต่เวลา 15.30- 21.30 น. รวม 6 ชั่วโมง

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาลดลง จากที่เมื่อ 8 มกราคม 2563 เวลา 6.00 น. อยู่ที่ +14.10 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) เช้านี้ (9 มกราคม 2563) อยู่ที่ +14.00 เมตร รทก. และคาดว่าวันนี้ (10 มกราคม 2563) จะอยู่ที่ +13.50 เมตร รทก. แต่จะไม่ลดต่ำไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากจะทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา

ขณะนี้ขอความร่วมมือให้โครงการชลประทาน 2 ฝั่งเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด โดยขณะนี้น้ำยังสามารถเข้าไหลเข้าคลองชลประทานทุกสายและไหลย้อนขึ้นสู่แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ได้

“ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2462/2563 กรมชลประทานจะติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง สำหรับลุ่มเจ้าพระยาจะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนจะเกิดอีกครั้งปลายเดือนนี้ซึ่งเตรียมส่งเครื่องจักร-เครื่องมือควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ตลอดจนพร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง” นายทองเปลว กล่าว

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าการรับมือน้ำทะเลรุกเข้าระบบผลิตประปา ว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงกว่า1.30เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เมื่อวันที่7-9ม.ค.ได้ประสานให้การประปานครหลวง หยุดสูบน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบางช่วง พร้อมมีมาตรการสำคัญในรับมือคือการเพิ่มปริมาณน้ำเหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก และจากภาคตะวันตก ผันน้ำมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง รวมน้ำมาดันน้ำเค็มให้ได้ไม่ต่ำกว่า 130-140 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งมาตรการปิดประตูคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้หน่วงน้ำทะเลได้กว่า 5 ชม. โดยน้ำทะเลวนอยู่ในคลองยาว 16 กม.และเมื่อน้ำทะเลลงจะใช้การเปิดประตูยกบานขึ้นให้สูงสุดเพื่อกระชากน้ำทะเลออกไปใช้เวลาเพียง 10 นาที ในระยะทาง 600 เมตร

น้ำทะเลหนุนสูงที่ผ่านมาน้ำประปากร่อยไม่กร่อย สามารถคุมค่าความเค็มได้ที่0.5กรัมต่อลิตร และระดับเฝ้าระวังที่0.25กรัมต่อลิตร ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลหนุนสูงอีกในวันที่ 10-16 ม.ค. ระดับ1.30-1.40ม.รทก.และช่วงปลายเดือนนี้ 23-28ม.ค.หนุนสูงอีกรอบ

สำหรับการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก(ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสักฯ) ลุ่มเจ้าพระยา คงอัตรา 18 ล้านลบ.ม.ต่อวัน เพื่อกินใช้ รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม โดยรักษาระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ที่ 14 เมตร รทก.จะสามารถผลักดันน้ำเข้าแม่น้ำสะแกกรัง ผ่านประตูประพาสต้น จากเดิมมีระดับน้ำสูงกว่าธรณีประตู13.1ม.รทก.ทำให้น้ำไม่เข้าแม่น้ำสะแกกรัง ได้เพิ่มน้ำขึ้นที่ระดับธรณีประตูประพาสต้น 14.15ม.รทก. สูงขึ้นอีก 1 เมตร ทำให้น้ำไหลได้ดีแก้ไขปัญหาเดือดร้อนชาวบ้านเรือนแพ ต้องเกยตื้นบริเวณช่วงแม่น้ำสะแกกรังผ่าน หน้าตัวเมืองอุทัยธานี ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งได้เร่งดำเนินการตามมที่น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯได้สั่งการแล้ว

นายทวีศักดิ์ กล่าวถึงการใช้น้ำก้นเขื่อนอุบลรัตน์ ยืนยันว่าสามารถมีน้ำกินใช้ ส่งระบบผลิตประปา ได้ถึงสิ้นแล้งและจนถึงเดือนก.ค.ที่จะมีฝนมา เพราะชาวบ้านให้ความร่วมมืองดทำนาปรัง ต้องขอบคุณชาวบ้านด้วยที่เข้าใจสถานการณ์ ทั้งนี้ขอให้ทุกครัวเรือน ทั้งต่างจังหวัด ในเมืองหลวง หาที่ภาชนะเก็บน้ำสำรองไว้กินใช้ ด้วยเช่นโอ่งมังกร แทงค์น้ำ จะทำให้มีน้ำใช้ในครัวเรือนไปได้

อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน เราจะผ่านภัยแล้งขณะนี้ความรุนแรงยังเป็นอันดับ 2 ของประเทศไปได้ด้วยกันเพราะปัจจุบันทั้งจำนวนประชากร ปริมาณการใช้น้ำมากขึ้น เทียบจากภัยแล้งที่เคยเกิดรุนแรงมากที่สุดในรอบ 60 ปี เมื่อปี 2522 เป็นวิกฤติอันดับ 1 แต่อย่างไรในขณะนั้นประชากรน้อยกว่าและใช้น้ำไม่มากเท่ากับปัจจุบัน และตอนนี้มีพื้นที่สีแดงเสี่ยงในเรื่องน้ำประปา มี 43 จังหวัด เขื่อนใหญ่14 แห่ง น้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30

เตรียมแผนสำรองรับมือสถานการณ์น้ำสองจังหวัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409424?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตรียมแผนสำรองรับมือสถานการณ์น้ำสองจังหวัด

9 มกราคม 2563 – 13:58 น.
อลงกรณ์,น้ำ,สระบุรี,ลพบุรี,น้ำประปา
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

อลงกรณ์ นำทีมติดตามการบริหารจัดการน้ำช่วยสำหรับการผลิตน้ำประปาในพื้นที่ ลพบุรี สระบุรียืนยันเอาอยู่แน่นอนเตรียมพร้อมแผนสำรองผันน้ำแม่กลองหากเกิดภาวะฉุกเฉิน

9 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือพื้นที่ขาดน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา ในจังหวัดลพบุรีและสระบุรี 

นายอลงกรณ์  เปิดเผยว่า ในส่วนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งกระทรวงได้มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวันระบายน้ำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา จากการตรวจสอบน้ำที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้จากการวางแผนการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค

ยืนยันว่าเพียงพออย่างแน่นอนเนื่องจากวางแผนสต๊อกน้ำสำรองไว้ที่ร้อยละ 29 ของปริมาณน้ำต้นทุนทั้งหมดหากเกิดภาวะฉุกเฉินกระทรวงเกษตรฯได้มีการเตรียมแผนสำรองโดยการเตรียมพร้อมในการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง เข้ามาเสริมทันที และเชื่อว่าสามารถบริหารจัดการน้ำได้จนเข้าสู่ฤดูฝนแน่นอน

ยอมรับว่ากระทรวงฯมีปัญหาเรื่องงบประมาณบริหารการจัดการเนื่องจากงบประมาณที่จะนำมาใช้ค่อนข้างจำกัดเนื่องจากงบประมาณยังไม่ผ่านสภาฯจึงอยากวิงวอนให้พิจารณาให้ผ่านเพื่อจำนำมาบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชนได้ มีการบริหารงานเท่าที่มีไปก่อนขณะที่แผนการช่วยเหลือเกษตรกรกระทรวงเกษตรฯได้มีแผนการส่งเสริมการสร้างรายได้ ทั้งการเลี้ยงสัตว์ และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย โดยใช้เงินนอกงบปะมาณดอกเบี้ยต่ำจากธกส.อยู่ระหว่างดำเนินการ

“ตอนนี้ได้เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งอย่างเต็มที่โดยการประเมินแบบวันต่อวันขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงแม้จะมีการใช้เกินเป้าหมายไปแล้ว 200 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ไม่มีปัญหา ซึ่งหากเกิดปัญหาเราก็มีแผนสำรองไว้แล้วโดยการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเข้ามาช่วยทันที และคาดว่าสามารถจัดการได้ถึงหน้าฝนแต่นอน “นายอลงกรณ์กล่าว

นายสุรัช ธนูศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 เปิดเผยว่า จากแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ สำนักงานชลประทานที่ 10 ดำเนินการสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยามาเติมยังคลองชัยนาท-ป่าสัก เป็นระยะทางกว่า 130 กิโลเมตร วันละ 3 ล้าน ลบ.ม. (หรือวันละ 35 ลบ.ม./วินาที) ในช่วงกลางเดือน ธ.ค.62 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น มีความจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อทำการควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีสูบน้ำสำแล

โดยเพิ่มการระบายน้ำจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิมวันละ 70 ลบ.ม./วินาที เป็นวันละ 85 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.62 ปริมาณน้ำไหลเข้าคลองชัยนาท-ป่าสักได้เพียง 16 ลบ.ม./วินาที (หรือวันละ 1.4 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำ

กรมชลประทาน ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่บริเวณ ปตน.มโนรมย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 6 เครื่อง สามารถสูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสักได้ ในอัตรา 15.50 ลบ.ม./วินาที (หรือวันละ 1.30 ล้าน ลบ.ม. เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ด้วยแรงโน้มถ่วง รวมเป็นปริมาณน้ำ 2.70 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอต่อปริมาณการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ตลอดจนรักษาเสถียรภาพของคลอง

สำหรับแม่น้ำบางขาม ซึ่งมีความยาว 25 กม. ไหลผ่าน 5 ตำบล ในท้องที่อำเภอบ้านหมี่ เนื่องจากปีนี้ปริมาณฝนในพื้นที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 37% และมีการใช้น้ำจากประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำบางขาม กว่า 4,000 ครัวเรือน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำบางขามลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในวันที่ 23 ธ.ค.62 ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีเพียง 10% หรือ 700,000 ลบ.ม. และมีบางช่วงแห้งขอด (กม.0+14) ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาของ 4 ตำบลของอำเภอบ้านหมี่ที่อยู่ริมแม่น้ำ (ต.บ้านชี บางพึ่ง บางขาม และมหาสอน)

“จากการลงพื้นที่พร้อมผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่บริเวณริมคลองชัยนาท-ป่าสัก ต.บ้านกล้วย อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ขนาด 12 นิ้ว จำนวน 3 เครื่อง ซึ่งสูบน้ำได้วันละประมาณ 70,000 ลบ.ม. จนถึงวันที่ 3 ม.ค.63 ได้ทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มอีก 1 ชุด รวมปริมาณน้ำที่สูบได้ต่อวัน 200,000 ลบ.ม. ปัจจุบันสามารถสูบน้ำเติมให้กับแม่น้ำบางขามได้รวมทั้งสิ้น 1,400,000 ลบ.ม. คิดเป็นปริมาณ 20% ของความจุแม่น้ำ (ความจุ 7 ล้าน ลบ.ม.) ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้น และเพียงพอต่อสำหรับการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และสัตว์น้ำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้” นายสุรัชฯ กล่าว

กรมชลประทาน ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ต่อการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างไม่ขาดแคลน

ได้ฤกษ์ ส.ป.ก.ลุยรื้อเล้าไก่ปารีณาพรุ่งนี้​ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ได้ฤกษ์ ส.ป.ก.ลุยรื้อเล้าไก่ปารีณาพรุ่งนี้​

8 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ป่าไม้,สปก,ปารีณา,ฟาร์มไก่,กรมป่าไม้
เปิดอ่าน 330 ครั้ง

ส.ป.ก.เตรียมรื้อฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม​ ปารี​ณา​ พรุ่งนี้​ ​ เร่งจัดแปลงกระจายสิทธิให้คนจน

8 มกราคม 2563 ส.ป.ก.เตียมรื้อฟาร์มไก่เขาสนฟาร์ม​ ของ​ นส.ปารี​ณา​ ไกร​คุปต์​ สส.ราชบุรี​ พรรคพลัง​ประชา​รัฐ​ วันพฤหัส​บดี​ ที่​ 9​ มกราค​มนี้​ เร่วจัดแปลงกระจายสิทธิให้คนจน​ เผยกฤษฎีกา​ ชี้​ เจ้าหน้าที่​ป่าไม้​ ต้องเป็นเจ้าภาพดำเนินคดี​ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้​ 2487 

รายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าวันที่ 9 ม.ค.นี้ ผอ.กองจัดรูปที่ดินของส.ป.ก.ส่วนกลาง พรัอมด้วยฝ่ายกฎหมายส.ป.ก.จะลงพื้นที่ส.ป.ก.ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม กว่า682ไร่ ที่ยึดคืนมาจากน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ทั้งนี้เพื่อเข้าตรวจสอบรายละเอียดสิ่งปลูกสร้าง อาคาร สำนักงาน โรงเรือนเลี้ยงไก่ บ้านพันคนงาน ภายในพื้นที่ว่ามีกี่หลัง และเอาไว้หรือส่วนใดต้องรื้อทิ้ง เพื่อนำพื้นที่มาจัดสรรรให้เกษตรกร คนยากจน ตามาคุณสมบัติได้สิทธิที่ดินทำกินอยู่อาศัยตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ภายใน180 วัน

ต้องทำบัญชีไว้ทั้งหมด ทุกหลัง ส่วนใดที่สามารถนำมาสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับคนที่เข้าไปอยู่ได้ทำกินได้ แปรรูป สร้างผลิตภัณฑ์ ต่อเนื่องได้ทันทีจะเก็บไว้เป็นของส่วนกลางที่ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ บริหารร่วมกันหารายได้ให้กับชุมชนในรูปแบบสหกรณ์ พร้อมกับเคลียร์พื้นที่จัดแปลงใหม่วางระบบสาธารณูปโภค และกระทรวงพัฒนาสังคม จะร่วมเข้าช่วยเรื่องปลูกสร้างบ้าน

โดยชาวบ้านออกค่าใช้จ่ายด้วยบางส่วน ในราคาย่อมเยาว์ ซึ่งจากนี้ไปการพื้นที่ส.ป.ก.ต้องให้คนเข้าไปอยู่ได้เลย และหาอาชีพ หาตลาดให้ด้วย ตามนโยบายร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ให้ทำเหมือนหมู่บ้านจัดสรรแบ่งโซนที่อยู่ และโซนพื้นที่เกษตร ไม่ใช่ทำแบบเดิมให้ที่ดินแล้วจะอยู่ได้ไม่ได้ ไม่มีหน่วยงานไปดูแลทำให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือไปตกอยู่ในมือนายทุน ต้องแก้ปัญหารื้อรังนี้ให้สำเร็จในยุคของรมช.ธรรมนัส ที่ต้องทำให้พื้นที่ส.ป.ก.เป็นแหล่งเกษตรที่จะนำกลไกเทคโนโลยีทำการเกษตรสมบรูณ์ที่สุดเข้าไปดำเนินการเป็นต้นแบบพื้นที่อื่นและรักษาพื้นที่เกษตรกรรรม ที่เป็นโซนสีเขียวของประเทศไทยไว้ให้ได้

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่ากรณีสอบถามกฤษฎีกา ในข้อกฎหมาย เอาผิดการถือครอง การใช้ที่ดินรัฐของน.ส.ปารีณานั้น  เบื้องต้นกฤษฏีกา ได้ตอบมาทางวาจาว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 2487 เป็นผู้ดำเนินคดีกับน.ส.ปารีณา ฟ้องร้องเรื่องบุกรุกถือครองพื้นที่ก่อนประกาศเป็นเขตส.ป.ก.ซึ่งยังระบุว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายนี้ โดยยกตัวอย่าง แม้แต่ที่ดินมีโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ยังจับกุมดำเนินคดีได้หากตัดไม้หวงห้าม แม้เป็นในพื้นที่ของประชาชน

ออกแบบม่อนแจ่มทำเกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศห้ามก่อสร้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/409016?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ออกแบบม่อนแจ่มทำเกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศห้ามก่อสร้าง

8 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,ม่อนแจ่ม,รุกป่า,เชียงใหม่,ทำการเกษตร,ระบบนิเวศ,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

ป่าไม้เผยร่างบริหารม่อนแจ่ม ดึงประชาชนออกแบบบริหารจัดการพื้นที่ อนุญาตทำเกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ห้ามสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่

8 มกราคม 2563 กรมป่าไม้จัดทำร่างคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม บริเวณม่อนแจ่ม ประสานภาครัฐ ประชาชนออกแบบบริหารจัดการพื้นที่ อนุญาตให้ทำการเกษตรยั่งยืนและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ ย้ำต้องไม่มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่เสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ  

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้เป็นประธานในการประชุมแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) ต.แม่แรมและต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ซึ่งปัจจุบันมีการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ท และลานกางเต็นท์ในพื้นที่ป่าจำนวนมาก จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจแปลงที่ดินที่มีการก่อสร้างอาคารที่พัก

โดยให้บันทึกเก็บข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วนตรวจสอบวัดค่าพิกัดด้วยเครื่องมือตรวจหาค่าพิกัดทางดาวเทียม (GPS) จัดทำแปลงเพื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลถือครองพื้นที่ที่มีอยู่ ภาพถ่ายทางอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมาได้ตรวจยึดและดำเนินคดีบ้านพักตากอากาศ ม่อนใจโฮมสเตย์ บ้านหนองหอยใหม่ หมู่ 11 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่เนื้อที่ 1-3-70 ไร่ พื้นที่มีลักษณะของสิ่งปลูกสร้างก่อสร้างหลังปี 2557 ซึ่งไม่อยู่ในโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ป่าแม่ริม ขณะตรวจสอบไม่พบตัวผู้กระทำผิด

ต่อมาขยายผลสำรวจและตรวจสอบบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ท ร้านกาแฟขนาดใหญ่ หรือสถานบริการนักท่องเที่ยวอื่นๆ พบว่า มีกลุ่มผู้อยู่อาศัยทำกินเดิมซึ่งขยายพื้นที่เพิ่มเติม 11 ราย  โดยคณะช่างสำรวจเข้ารังวัดกำหนดจุดที่ต้องรื้อถอนหรือคืนพื้นที่แล้วซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบกิจการและราษฎรในพื้นที่เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ผู้ประกอบการขยายพื้นที่เพิ่มเติมไปจากที่ทำกินเดิมซึ่งขอคืนพื้นที่ส่วนขยายเพิ่มเติมได้แก่ ม่อนผาโค้ง เนื้อที่ 0-1-36 ไร่ ม่อนไอดิน เนื้อที่ 1-3-36 ไร่ นายล้ง พนมไพร เนื้อที่ 0-1-24 ไร่ สวนอีเดน เนื้อที่ 0-3-20 ไร่ ม่อนทอแสง เนื้อที่ 3-1-88 ไร่ ม่อนเหนือ เนื้อที่ 0-1-56 ไร่ ม่อนม้ง เนื้อที่ 0-1-56 ไร่ ไร่ภูสวรรค์ เนื้อที่ 0-0-80 ไร่ บ้านภูหมอก เนื้อที่ 0-0-94 ไร่ ม่อนจาวดอย เนื้อที่ 0-2-12 ไร่ และม่อนสวนอิงดอย เนื้อที่ 0-2-12 ไร่ ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อเจ้าของกิจการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คืนพื้นที่ แล้วจะเร่งฟื้นฟูสภาพป่าต่อไป

สำหรับการดำเนินคดีต่อสถานประกอบการที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมบุกรุกครอบครองที่ป่าไม้ซึ่งดำเนินคดีเต็มพื้นที่ 6 รายซึ่งตรวจสอบพบว่า ผู้ประกอบการซื้อที่ดินจากผู้ครอบครองเดิม ดำเนินธุรกิจในลักษณะนอมินี รวมถึงเป็นนายทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้แก่ ม่อนใจโฮมสเตย์ เนื้อที่ 1-3-70 ไร่ ม่อนแสนสิริจันทรา เนื้อที 4-2-34 ไร่ ม่อนดอยลอยฟ้า เนื้อที่ 1-2-84 ไร่ บ้านท่าจันทร์ เนื้อที่ 1-2-85 ไร่ รีสอร์ท ม่อนม่วน เนื้อที่ 11-3-33 ไร่ ไร่นาย เนื้อที่ 5-1-82 ไร่

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบผู้ประกอบการที่ทำสิ่งปลูกสร้าง แต่ระบุว่าเป็นลานกางเต็นท์อีก 8 รายได้แก่ เดอะเบสท์แคมป์ หนองหอยแคมป์ บ้านอุ่นไอหนาว ม่อนเหนือหมอก ไร่ปลายฝัน นายพงษ์ สุขสกุลปัญญา ไร่แสงอรุณ และภูวินคาเฟ่ซึ่งขอความร่วมมือกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมตรวจสอบว่า ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรหรือไม่เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

นายอรรถพลกล่าวต่อว่า ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริมและท้องที่ใกล้เคียงอำเภอแม่ริมดังนี้ ดำเนินคดีกับแปลงที่ดินที่มีการเปลี่ยนการถือครองที่ดิน โดยมีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2563 กรณีเจ้าของที่ดินเดิมก่อสร้างเกินพื้นที่ทำกินเดิม หรือสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เหมาะสมตามหลักวิศวกรรม หรือส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินการรื้อถอนให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

หากพ้นกำหนดเวลาแล้วไม่รื้อถอนให้ถือว่า มีเจตนาฝ่าฝืนต้องดำเนินการตรวจยึดดำเนินคดีทั้งแปลง โดยมีกำหนดระยะเวลาดำเนินคดี 1 เดือน นับจากวันที่สิ้นสุดการแจ้งเตือน สำหรับการก่อสร้างรีสอร์ท/บ้านพักตากอากาศรายใหม่ที่เกินจากที่เคยสำรวจไว้แล้วให้ดำเนินคดีทุกราย  บูรณาการหน่วยงานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์

ตลอดจนจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจไม่ให้มีการบุกรุกก่อสร้างอาคารบ้านพักรีสอร์ทเพิ่มเติมในพื้นที่โครงการหลวงหนองหอย (ม่อนแจ่ม) และพื้นที่ใกล้เคียงตำบลโป่งแยง และตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างบ้านพักตากอากาศ/รีสอร์ท และจัดระเบียบพื้นที่โดยจะพิจารณาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบกับทรัพยากรป่าไม้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆในพื้นที่ให้มากที่สุด โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน

ส่วนแนวทางการดำเนินงานจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม (ม่อนแจ่มและพื้นที่ใกล้เคียง) นั้นให้จัดทำร่างคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) ระหว่างภาครัฐ ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกแบบบริหารจัดการพื้นที่ในกลุ่มผู้ที่มีสิทธิ์ให้มีการจัดการพื้นที่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อ เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่ต้องเป็นลักษณะการทำเกษตรกรรมนำการท่องเที่ยว

ผสมผสานการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกับการเกษตรแบบยั่งยืน และการแก้ไขปัญหาสิ่งปลูกสร้างที่รองรับนักท่องเที่ยวที่มีขนาดใหญ่หรือเสี่ยงต่อการทำลายระบบนิเวศ ตลอดจนกำหนดรูปแบบขอบเขต สัดส่วนของพื้นที่ในการทำการเกษตรและการบริหารที่พักที่เหมาะสมเช่น กำหนดให้พัฒนาเป็นสถานที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์หรือที่พักชั่วคราวได้ร้อยละ 20 ของพื้นที่ถือครอง

ส่วนลานกางเต็นท์/กระโจมจะต้องมีรูปแบบที่ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ส่วนจัดการป่าไม้รับผิดชอบ เสนอปัญหา มาตรการแก้ไขปัญหา และแนวทางการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนในรูปแบบคณะกรรมการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริม (ม่อนแจ่ม) ต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า (คปป.) จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อพิจารณาในระดับจังหวัดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการฯ และขับเคลื่อนการประชุม สร้างข้อตกลง กรอบแนวทางปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้ในการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการจัดระเบียบพื้นที่โดยกรมป่าไม้ จัดทำฐานข้อมูลของรีสอร์ททุกราย โดยให้ชุดปฏิบัติการไปรังวัดด้วยระบบรับสัญญาณจากดาวเทียม  (GNSS) บันทึกภาพสิ่งปลูกสร้าง-อาคาร และจัดทำแผนที่/แผนผัง ที่ตั้งโดยละเอียด

ตรวจสอบว่า มีสิทธิตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริมเพื่อพิจารณานำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ตามนโยบายรัฐบาล ประสานฝ่ายปกครองเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา หรือจัดการสถานการณ์ในพื้นที่เช่น ตั้งจุดสกัด สนธิกำลังพล ประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรแม่ริมเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มอีกต่อไป

เปิดแผนผลักดันน้ำเค็ม​ลุ่มเจ้าพระยา​ 3​ ช่องทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408942?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผนผลักดันน้ำเค็ม​ลุ่มเจ้าพระยา​ 3​ ช่องทาง​

7 มกราคม 2563 – 15:35 น.
กรมชลประทาน,น้ำเค็มรุก,ไล่น้ำเค็ม,ผันน้ำ,ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

ผันน้ำ​ 3​ ช่องทาง​ น้ำทะเลเริ่มหนุนสูง​ตั้งแต่ 7 ม.ค.โดยจะสูงสุด​ 13 ม.ค. ปลายเดือน ม.ค. อีกครั้ง กรมชลวางแผน​บริหารน้ำรักษาระบบนิเวศ ดันน้ำเค็ม

7 มกราคม 2563 น้ำทะเลเริ่มหนุนสูง​ ตั้งแต่ 7 ม.ค. โดยจะสูงสุด​ 13 ม.ค. 2563 และในช่วงปลายเดือน ม.ค. อีกครั้ง กรมชลประทาน​ได้วางแผน​บริหารน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และเพื่อดันน้ำเค็มไม่ให้กระทบระบบประปา​ โดยการผันน้ำใน​ 3​ ช่องทาง​ 

ดร.ทองเปลว​ กองจันทร์​ อธิบดีกรมชลประทาน​ บอกว่า  สถานการณ์คุณภาพน้ำด้านค่าความเค็มในลุ่มเจ้าพระยาพบว่าวันนี้จุดเฝ้าระวังและควบคุมความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา​ ที่โรงดิบโรงสูบน้ำดิบสำแล​ ของการประปานครหลวง จ.ปทุมธานีตรวจวัดค่าความเค็มได้ที่ 0.22 กรัมต่อลิตร​ ซึ่งมีเกณฑ์เฝ้าระวังอยู่ที่ 0.25 กรัมต่อลิตรและมาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร ซึ่งนับว่ายังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานแต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง​ ตามระยะเวลาที่น้ำทะเลหนุนสูง และปฏิบัติตามแผนผลักดันน้ำเค็มอย่างเข้มงวด​

โดยจากเหตุการณ์น้ำเค็มรุกล้ำเข้าไปแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูงระหว่างวันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม​ นั้น​กรมฯ ได้แบ่งช่องทางในการผันน้ำจืดจากที่ต่าง ๆ​ มาไล่น้ำเค็ม เป็น 3 ช่องทาง

ช่องทางแรกคือ​ ผันน้ำเหนือจาก 2 เขื่อนใหญ่ที่ไหลผ่านหน้าเขื่อนเจ้าพระยา 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ช่องทางที่​ 2​ ผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์​ ที่ไหลผ่านหน้าเขื่อนพระราม​ 6​ ในอัตรา 11 ลูกบาศก์เมตร​ต่อวินาที​

ช่องทางที่​ 3​ ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง​ ผ่าน​ 3​ คลองหลัก​ คือ​ 1. คลองจระเข้สามพัน​ ลงแม่น้ำท่าจีน​ ต่อมายังคลองพระยาบรรลือ​ ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา​ในอัตรา​ 30​ ล้านลูกบาศก์​เมตร​ต่อวินาที​ 2.​ คลองประปา​ เชื่อมผ่านแม่น้ำท่าจีน​ ออกคลอง​ บางกอกน้อย​ ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา​ และ​ 3.​ คลองท่าสารบางปลา ลงสู่แม่น่ำท่าจีนต่อคลองมหา​สวัสดิ์​ ออกคลองบางกอกน้อย​ ลงสู่แม่น้ำแม่เจ้าพระยา​

สำหรับ ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จะเปิด ปิดตามจังหวะน้ำขึ้นและน้ำลง

ขณะเดียวกันมีการพิจารณาจะใช้คลองพระพิมล​ ที่เป็นคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผันน้ำเข้าไปเติม ผลักดันน้ำเค็มได้อีกทางหนึ่ง

แต่การผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง​ ผ่านคลองต่าง ๆ ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมรอบข้างอาจมีการลักลอบสูบน้ำ ไปใช้ทำให้น้ำหายไป ประมาณ 7- 8 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงวอนขอเกษตรกรให้สงวนน้ำไว้ใช้เพื่อผลักดันน้ำเค็มและเพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น โดยน้ำทะเลเริ่มหนุนสูง​ ตั้งแต่ 7 ม.ค. โดยจะสูงสุด​ 13 ม.ค. 2563 และในช่วงปลายเดือน ม.ค. อีกครั้ง​ ซึ่งหลังจากหมดช่วงน้ำทะเลหนุนสูงไปแล้วก็จะลดปริมาณการระบายน้ำลงเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ต่อไป

คืนความสุขชาวไร่มันสำปะหลังขายได้เต็มไม่หักค่าดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คืนความสุขชาวไร่มันสำปะหลังขายได้เต็มไม่หักค่าดิน

7 มกราคม 2563 – 14:34 น.
มันสำปะหลัง,พรรคพลังประชารัฐ,เกษตรกร
เปิดอ่าน 232 ครั้ง

สัมฤทธิ์ขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมมือกันคืนความสุขให้เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลัง ขายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ถูกหักค่าดิน

7 มกราคม 2563 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้หารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจ.ชัยภูมิ  

โดยผลักดันวิธีการซื้อขายมันสำปะหลังใน จ.ชัยภูมิซึ่งเป็นรูปแบบโบราณ คือเกษตรกรนำหัวมันสำปะหลังมาขาย จะต้องไม่มีดินเจือปน แต่จะต้องโดนหักดิน 10% แต่หากมีสิ่งเจือปนมากับหัวมันจะต้องโดนหักเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งไม่ปรากฏรูปแบบซื้อขายเช่นนี้ในภาคกลางภาคเหนือหรือแม้แต่จังหวัดภาคอีสานหลายจังหวัด

ทั้งนี้ตนได้ต่อสู้ผลักดันมานานพอสมควรทั้งในเวทีประชาคม ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานราชการต่าง ๆ จนนำไปสู่การประชุมเมื่อเดือนต.ค.2562 โดยเป็นเวทีหารือร่วมกันระหว่าง โรงงานแป้งมันสำปะหลัง 5 แห่ง ผู้ประกอบกิจการลานมัน กว่า 30 แห่งและตัวแทนเกษตรกร ไร่มันสำปะหลังแปลงใหญ่กว่า 30 คน และตัวแทนส่วนราชการต่าง ๆ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัดและอื่น ๆ อีกหลายหน่วยงาน นำไปสู่ข้อสรุปว่าทุกภาคส่วนจะร่วมกันเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อขายเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติระหว่างผู้ซื้อกับเกษตรกรและสร้างมาตรฐานเเละความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น

นายสัมฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ล่าสุดด้วยความตั้งใจทำงานของทุกส่วน ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัดและหัวหน้าส่วนระดับจังหวัดหลายส่วน ซึ่งเป็นตัวแทนของ รัฐบาล ได้ร่วมกับคณะทำงานกำหนดหลักเกณฑ์การซื้อขายมันสำปะหลัง ตามคำสั่ง ของผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้ร่วมกันร่างหลักเกณฑ์กำหนดรูปแบบการซื้อขายมันสำปะหลังในจังหวัดชัยภูมิ

โดยจะยกเลิกการซื้อขายในรูปแบบเดิม ไม่หักค่าดินจากเกษตรกร ซึ่งคณะทำงานประกอบด้วยตัวแทนจากโรงงานแป้งมันสำปะหลัง 5 แห่งลานมันแทนทรัพย์และหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดอีกหลายส่วน ทำให้วันนี้เกษตรกรสามารถขายมันสำปะหลังได้ราคาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ถูกหักค่าดินอีกต่อไปแล้ว ถือเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเกษตรกรมันสำปะหลังทุกคน

“ต้องขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ  และหัวหน้าส่วนทุกภาคส่วนที่ช่วยกัน และที่สำคัญที่สุด ต้องขอขอบคุณโรงงานแป้งมันสำปะหลังทั้ง 5 แห่งและผู้ประกอบกิจการลานมัน ที่จะร่วมกัน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายเพื่อสร้างมาตรฐานและความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายในครั้งนี้” นายสัมฤทธิ์ กล่าว

ลองชิมกล้วยหินใส้มะขามหวาน”บัวโฮม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลองชิมกล้วยหินใส้มะขามหวาน”บัวโฮม”

7 มกราคม 2563 – 05:33 น.
กล้วยหินไส้มะขาม
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

 กล้วยหินใส้มะขามหวาน”บัวโฮม”ผลิตภัณฑ์ห้าดาวเมืองเพชรบูรณ์               

ใครจะไปนึกว่าผลไม้ขึ้นชื่อและปลูกกันมากในพื้นที่แถบจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง“กล้วยหิน”กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดเพชรบุรณ์ในวันนี้ เมื่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวเกรียบสมุนไพรและกล้วยแปรรูปในต.วังชมภู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ภายใต้การนำของ“พงศ์กร เมฆสีเงิน” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด คิดแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขวามหวาน หลังการได้รับการตอบรับลูกค้าเป็นอย่างดีมานานกว่า 10 ปี

พงศ์กร เมฆสีเงิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาด

“กลุ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 เมื่อก่อนสินค้ามีหลายตัว ช่วงหลังลูกค้าสั่งซื้อกล้วยหินสอดไส้มะขามหวานมาเป็นพิเศษก็เลยหันมาผลิตกล้วยหินแปรรูปเป็นหลักทำตลาดตัวนี้อย่างเดียว”พงศกรเผยที่มาของกลุ่ม โดยเริ่มตนจาากการสนับสนุนเงินทุนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นคืออบต.วังชมภูในการดำเนินการแปรรูปผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)สาขาวังชมภูจำนวน 3 ล้านบาทในโครงการเอ็กวายแซตหรือโครงการล้านละร้อยต่อปีสำหรับกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน

“ธกส.เข้ามาดูแลเรื่องเงินทุนตอนนี้กู้โครงการเอกวายแซด 3 ล้าน ปลอดดอกเบี้ย 3 ปีแรกก็กู้ไม่ยากนะ ถ้าเรามีแผนธุรกิจที่ดี มีตลาดชัดเจน ถือเป็นโอกาสดีอย่างน้อยเราไม่ต้องมากังวลเรื่องดอกเบี้ย เงินที่ได้มานำพัฒนาโครงการให้ได้รับมาตรฐานอย.สร้างโรงเรือนการผลิต”

ส่วนสาเหตุที่หันแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขามหลังจากแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวแกรียบในช่วงแรก พงศ์กรเผยว่าเนื่องจากผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขามการตลาดตอบรับดีกว่า หลังได้ทดลองนำกล้วยหิน ซึ่งปลูกกันมาในพื้นที่ทางจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะจ.ยะลา ปรากฎว่ามีออเดอร์เข้ามาตลอดเวลา จนผลิตแทบไม่ทัน เนื่องจากเป้นผลิตภัณฑ์แปลกใหม่ รสชาตอร่อย เหนียวนุ่มคล้ายมันฝรั่ง เมื่อนำมาสอดไส้มะขามหวานเพชรบุรณ์ยิ่งทำให้รสชาตกลมกล่อมมากขึ้นเป็นที่ถูกใจของลูกค้าและผู้บริโภค จากนั้นจึงมุ่งเน้นแปรรูปผลิตภัณฑ์กล้วยหินสอดไส้มะขามหวานมาโดยตลอด

“ตอนแรกทำข้าวเกรียบแล้วเปลี่ยนเป็นกล้วยหิน เพราะเราเห็นช่องทางการตลาด มีรสชาตไม่เหมือนใคร อย่างกล้วยชนิดอื่นพอนำมาสอดไส้มะขาม ซึ่งเป็นผลไม้มีชื่อเสียงของเพชรบูรณ์ มันก็มีสตอร์รี่ เราจึงเห็นโอกาส กล้วยหินสอดไส้มะขาม เราก็ได้ทดลองนำกล้วยชนิดอื่นเช่นกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง กล้วยหักมุกมาทำ แต่รสชาตไม่ได้ มันจะแข็ง ลูกค้าที่ทานประจำถ้ามีกล้วยชนิดอื่นผสมทานชิ้นสองชิ้นเขาจะรู้เลยว่าไม่ใช่”

ส่วนไส้ใช้มะขามหวาน เขาบอกว่าเคยลองใช้ไส้ผลไม้ชนิดอื่นอย่างเช่น สตรอเบอรี่ มัลเบอรี่ เสาวรสหรือสับปะรดแล้วแต่ไม่ตอบโจทย์ แต่พอเป็นไส้มะขามหวานออเดอร์จะเข้ามาดีมากเลยตัดสินใจใช้ไส้มะขามหวานมาตลอด จนถึงวันนี้เกือบ 5 ปีแล้วและวันนี้ผลิตภัณฑ์กล้วยหินแปรรูปสอดไส้มะขามหวานก็ยังกลายเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป 5 ดาวของจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์กว่า 50 % ส่งจำหน่ายในห้างโมเดิลเทรดและปั้มปตท.ในจ.เพชรบูรณ์ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ทางการค้าชื่อว่า“บัวโฮม” ส่วนที่เหลืออีก 50% รับจ้างผลิตส่งให้กับลูกค้านำไปติดแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งขณะนี้มีบางแบรนด์ส่งออกต่างประเทศด้วย

“เมื่อก่อนเคยทำไส้หลายอย่าง สัปปะรดบ้าง เสาวรสบ้าง ไม่ตอบโจทย์ แต่พอใส้มะขามออเดอร์ดีมากแล้วก็มันเป็นสตอรี่ของเพชรบูรณ์เมืองมะขามหวานด้วย”

สำหรับกำลังการผลิตต่อวัน เขาระบุว่าขณะนี้อยู่ที่ 100-150 กิโลกรัมต่อวัน โดยผลิตเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 2,000-3,000 กิโลกรัมทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่ส่งมาในแต่ละวันด้วย โดยกล้วยหินที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตจะรับซื้อจากเกษตรกรในเครือข่าย ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ปลูกอยู่ประมาณ 250 ไร่ในพื้นที่ 4 อำเภอของจ.เพชรบูรณ์ได้แก่ อ.เมือง อ.วังไผ่ อ.วังโป่งและอ.ชนแดน โดยแต่ละวันเกษตรลูกไร่จะนำกล้วยหินมาส่ง ณ ที่ทำการกลุ่มด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นสมาชิกกลุ่มจะมีราคาประกันให้สนในราคากิโลกรัมละ 9 บาท ส่วนลุกค้าจรจะรับซื้อเป็นหวี ขึ้นอยู่กับขนาดของหวีด้วย

“การปลูกกล้วยหินของเกษตรกรจะมีอยู่ 2 แบบคือปลูกกล้วยอย่างเดียวและปลูกแทรกไม้ยืนต้น ซึ่งเกษตรกรที่ปลูกกล้วยอย่างเดียวพื้นที่ปลูกเแลี่ยอยู่ที่ 5-10 ไร่ ส่วนรายที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด 20 ไร่ ส่วนราคาตอนนี้ส่งอยู่ที่กิโลละ 200 บาท ถุงละครึ่งกิโล 100 บาท กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20 %”พงศ์กรกล่าวย้ำ สนใจผลิตภัณฑ์และเยี่ยมชมกระบวนการผลิตโทร.09-1843-7953

“สทนช.”เร่งบูรณาการผันน้ำแม่กลองไล่”น้ำเค็ม”รุกเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“สทนช.”เร่งบูรณาการผันน้ำแม่กลองไล่”น้ำเค็ม”รุกเจ้าพระยา

7 มกราคม 2563 – 03:22 น.
สทนช,น้ำเค็ม
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

 “สทนช.”เร่งบูรณาการ3หน่วยงาน ผันน้ำแม่กลองไล่”น้ำเค็ม”รุกเจ้าพระยา

สทนช.เร่งบูรณาการ 3 หน่วยงาน กปน. ชป. กฟผ. เดินแผนผันน้ำจากแม่กลองขับไล่น้ำเค็มรุกล้ำเจ้าพระยาให้กลับสู่ปกติ เพิ่มความเชื่อมั่นคุณภาพการผลิตน้ำประปาที่คาดน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งช่วง 8-15 มกราคม พร้อมเตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบงบกลางสนับสนุนแหล่งน้ำระยะเร่งด่วนช่วยเหลือภัยแล้งกว่า 3,000 ล้าน

    ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์(กลาง) เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ประธานที่ประชุม

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมแก้ไขปัญหาการรุกตัวน้ำเค็มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและมาตรการรองรับ ณ ห้องประชุม สทนช. ถ.วิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 6 มกราคม ว่า จากการคาดการณ์พบว่า ช่วงประมาณวันที่ 8-15 มกราคม ระดับความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยตรง ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนนอกจากการระบายน้ำจาก 2 เขื่อนหลักตอนบน ได้แก่ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อผลักดันน้ำเค็มแล้ว แต่ด้วยปริมาณน้ำที่มีอยู่จำกัด จึงต้องมีการปรับแผนลำเลียงน้ำจากฝั่งตะวันตก ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำฯ มากกว่าระบายผ่านแม่น้ำแม่กลองมาช่วยเหลือในพื้นที่ของแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยมีการทำงานร่วมกันของ การประปานครหลวง(กปน.) กรมชลประทาน(ชป.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งนอกจากจะช่วยในการรักษาคุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปาแล้ว ยังช่วยผลักดันน้ำเค็มที่รุกล้ำเข้ามาของแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

ปัจจุบันมีการดึงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่าน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.คลองท่าสาร-บางปลา 2. คลองจรเข้สามพัน โดยขณะนี้มีการปรับอัตราการระบายเพิ่มขึ้น จาก 35 ลบ.ม./วินาที เป็น 50 ลบ.ม./วินาที ก่อนน้ำไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีน เข้าสู่คลองพระยาบันลือและไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานกำลังพิจารณาเพิ่มปริมาณน้ำในคลองพระยาบันลือให้มากขึ้น และ 3.คลองประปา ปัจจุบัน กปน. ปรับการระบายเพิ่มขึ้นเป็น 30 ลบ.ม./วินาที แต่ยังไม่เพียงพอ จะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก 10 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ ในส่วนของคลองประปาด้านหลังที่เชื่อมกับคลองบางกอกน้อย อาจจะต้องมีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำหรือใช้ระบบสูบน้ำเข้าช่วย นอกจากนี้ กรมชลประทาน โดยการสนับสนุนจากกทม.และกองทัพเรือ อาจต้องมีการวางกระสอบทรายปิดกั้นเพื่อช่วยให้น้ำลำเลียงเข้าสู่คลองบางกอกน้อยให้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันเพิ่มศักยภาพการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินการได้เริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ และจะต่อเนื่องไปในอีก 3-4 วันข้างหน้านี้ ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วิเคราะห์ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว และยืนยันว่าน้ำที่ผันมาจากแม่น้ำแม่กลองยังคงอยู่ในปริมาณที่กำหนดไว้ คือ 500 ล้าน ลบ.ม. โดยขณะนี้ใช้ไปแล้วกว่า 200 ล้าน ลบ.ม. อีกทั้งในการประเมินล่าสุดยังพบว่าสามารถผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 500 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งลุ่มน้ำแม่กลองได้มีการสำรองน้ำไว้เพียงพอแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ น้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและฤดูฝนที่จะมาถึง”

เลขาธิการสทนช.ยังกล่าวถึงปริมาณน้ำที่ผันมานี้ จึงนับว่าเป็นน้ำส่วนที่มากเกินความต้องการ สามารถผันมาช่วยเหลือแม่น้ำเจ้าพระยาได้ โดยมั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำของชาวแม่กลองอย่างแน่นอน นอกจากนี้กรมชลประทานจะพยายามปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้ทันช่วงวันที่ 8-15 มกราคมนี้ เป็นการควบคุมไม่ให้ลิ่มความเค็มขึ้นสูงจนกระทบต่อความกร่อยของน้ำประปา แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง อาจส่งผลกระทบถึงคุณภาพน้ำอยู่บ้าง อย่างไรก็ดี การประปานครหลวงจะรับหน้าที่การตรวจสอบคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะนำไปใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อไม่ให้การใช้น้ำประปาเกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชน

ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เนื่องจากในช่วงปลายฤดูแล้ง ความรุนแรงของภัยแล้งอาจจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อความไม่ประมาท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงมีมติผ่านการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในการเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันอังคารที่ 7 มกราคม จะพิจารณาอนุมัติงบกลาง เพื่อดำเนินการตามปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งระยะเร่งด่วน ที่จะเน้นพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำอุปโภค-บริโภคทั้งในเขตและนอกเขตการประปา รวม 2,041 โครงการ วงเงิน 3,079 ล้านบาท รองรับปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคที่อาจจะมีผลกระทบมากขึ้นได้ในปลายฤดูแล้งช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน ดำเนินการโดย 4 หน่วยงาน ได้แก่ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพบก กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม อาทิ การขุดเจาะบ่อบาดาล เชื่อมโยงแหล่งน้ำผิวดิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ดร.สมเกียรติ ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญและมีข้อห่วงใยต่อภาวะน้ำแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นได้จากการคาดการณ์ปริมาณฝนที่อาจจะล่าช้าไปถึงเดือนมิถุนายน และตกเข้าใกล้เกณฑ์ปกติในเดือนกรกฎาคม ดังนั้น มาตรการเร่งด่วนระยะสั้น และระยะกลาง ในการแก้ไขภัยแล้ง โดยใช้งบประมาณดำเนินการใน 3 ส่วนหลัก คือ 1.งบกลาง ที่จะเสนอที่ประชุม ครม.เห็นชอบในวันอังคารที่ 7 มกราคม วงเงิน 3,097 ล้านบาท เพื่อหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมรวม 2,041 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้เกิดผลภายใน 90-120 วัน

2.การปรับแผนงานโครงการ งบประมาณปกติปี 2563 ของหน่วยงานเพื่อช่วยแก้แล้งในช่วง 1-2 เดือนนี้ วงเงิน 2,950 ล้านบาท จำนวน 1,337 โครงการ ประกอบด้วย การประปานครหลวง (กปน.) การประปาภูมิภาค และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล ซ่อมแซมระบบประปา เชื่อมโยงแหล่งน้ำต่างๆ ในพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งน้ำ และ 3.แผนงานโครงการตามงบประมาณปี 2563 เมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เรียบร้อยแล้ว จะต้องเร่งรัดดำเนินการทันที

โดยเฉพาะโครงการที่ต้องดำเนินการในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 57 จังหวัด จำนวน 1,434 โครงการ วงเงินประมาณ 9,400 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ ขุดลอกแหล่งน้ำ พัฒนาแก้มลิง ให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝน ปี 2563 ซึ่งจะส่งผลให้สามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝนประมาณ 166,300 ไร่ ปริมาณน้ำที่เก็บกักได้ 135 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนได้รับประโยชน์ 72,190 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ในวันที่ 10 มกราคมนี้ พล.อ.ประวิตร จะเดินทางมายัง สทนช. เพื่อเป็นประธานเปิดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (วอร์รูม) ให้ทุกส่วนราชการกว่า 30 หน่วยงานได้ผนึกกำลังในการแก้ไขปัญหาในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถยับยั้ง บรรเทา และแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงมาตรการเชิงป้องกันพื้นที่อื่นๆ ไม่ให้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะประชาชนต้องไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่รัฐบาลให้ความสำคัญ