อลงกรณ์ แจงประวิตรเสียบปธ.ประมงไม่เกี่ยวกฎกระทรวงใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408785?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อลงกรณ์ แจงประวิตรเสียบปธ.ประมงไม่เกี่ยวกฎกระทรวงใหม่

7 มกราคม 2563 – 00:28 น.
ประมง,อลงกรณ์,ประวิตร,จุรินทร์
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

อลงกรณ์ แจงปมเปลี่ยนประธานคณะกรรมการประมงจาก”จุรินทร์”เป็น”พล.อ ประวิตร”ไม่เกี่ยวการเพิ่มวันทำการประมงหรือกฎกระทรวงใหม่

7 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าจากกรณีมีข่าวเรื่องปมขัดแย้งระหว่างรองนายกฯจุรินทร์กับรองนายกฯพล.อ.ประวิตร

กรณีการเพิ่มวันทำการประมงและโควต้าสัตว์น้ำของเรือประมงพาณิชย์จนเป็นเหตุให้มีการสับเปลี่ยนประธานคณะกรรมการประมงแห่งชาตินั้น  ยืนยันว่าไม่เป็นความจริงซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของสื่อบางส่วนเนื่องจากขาดข้อมูลบางประการโดยเฉพาะกฎกระทรวง (25 พ.ย. 2562 ) และประกาศกรมประมง (26 ธ.ค. 2562) ที่มองว่าเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประธานในครั้งนี้

ขอชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ตนยืนยันว่าทุกอย่างไม่เกี่ยวการเพิ่มวันทำการประมงหรือกฎกระทรวงใหม่ สำหรับประเด็นกฎกระทรวง (ฉบับ 25 พ.ย. 2562 ) เป็นกฎกระทรวงที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้วและรอรัฐมนตรีเกษตรฯลงนามเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแต่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจึงต้องย้อนกลับไปให้ครม.ชุดใหม่เห็นชอบ ทั้งนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาแต่ประการใดเป็นร่างกฎกระทรวงที่ทั้งนายกฯประยุทธ์ และรองนายกฯพล.อ.ประวิตรเห็นชอบมาก่อนแล้วจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นเห็นต่างกันตามที่สื่อเข้าใจ

ส่วนประเด็นประกาศกรมประมง (ฉบับ 26 ธ.ค. 2562 ) กรณีเพิ่มวันทำการประมงก็เป็นการดำเนินการต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 คือทำมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว 2 ปีต่อเนื่องเพื่อบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำในแต่ละปีไม่ได้มีการมาคิดใหม่จัดสรรให้โควต้าใครใหม่แต่อย่างใด

แกนนำยางฯปัดดราม่าน้ำยาง 4 โลร้อย เหตุโรงงานปิดช่วงปิดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แกนนำยางฯปัดดราม่าน้ำยาง 4 โลร้อย เหตุโรงงานปิดช่วงปิดใหม่

7 มกราคม 2563 – 00:02 น.
ยางพารา,น้ำยาง,สวนยาง,เกษตรกร
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

แกนนำยางฯปัดดราม่าราคาน้ำยาง 4 โลร้อย เหตุโรงงานปิดช่วงปิดใหม่หยุดยาว วอนพรรคร่วมรัฐบาลร่วมมือกันเร่งแก้ราคาในประเทศตกต่ำสวนทางตลาดโลก

7 มกราคม 2563 นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) เปิดเผยกรณีดราม่าราคาน้ำยางสดในโลกโซเซียลเหลือ 4 กิโลกรัมต่อหนึ่งร้อย

โดยบอกว่าต้องเห็นใจพี่น้องชาวสวนยางรายย่อยที่หาเช้ากินค่ำ จำเป็นต้องกรีดยางในช่วงวันหยุดปีใหม่ ทำให้ถูกกดราคาน้ำยางสดเหลือเพียง 26-28 บาท จาก 35-38 บาทในช่วงเวลาปกติ

มีบางคนจับมาเป็นประเด็นออกข่าวผ่านสื่อเสียใหญ่โต ว่าราคาน้ำยางสดตกต่ำเหลือ 4 กิโลกรัมต่อหนึ่งร้อย โดยไม่อธิบายเหตุผลประกอบว่าช่วงปีใหม่โรงงานส่วนใหญ่ปิดทำการ ดังนั้นเมื่อโรงงานเปิดทำการ ล่าสุดน้ำยางก็ดีดตัวกลับมาที่ 39 บาท(ราคาหน้าโรงงาน)เป็นธรรมดาที่คนทั่วไปมักชอบกระจายข่าวร้าย มากกว่าการขยายข่าวดี

ในฐานะเกษตรกรที่ดี ก็ควรให้ข่าวสารและข้อมูลกับพี่น้องชาวสวนยางอย่างตรงไปตรงมาและถูกต้อง ไม่ต้องชี้นำหรือมีวาระซ่อนเร้น ชาวบ้านเขาฉลาดพอที่จะเข้าใจได้ด้วยตัวเองแต่ความจริงวันนี้ราคายางก็ยังตกต่ำอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับทิศทางราคายางของโลกที่ต้องขยับสูงขึ้น จากสาเหตุปริมาณยางที่หายไปจากโรคใบร่วงเกือบ 1 ล้านตัน และสถานการณ์สงครามระหว่างอเมริกาและอิหร่านที่กำลังปะทุ

นายสุนทร กล่าวว่า อยากเห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งพรรคร่วมรัฐบาล เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และเจ้าภาพหลักคือการยางแห่งประเทศไทย ที่ควรจับมือและช่วยกันผลักดันราคายางให้สูงขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนยางไม่ขายขาดทุน

รับมือน้ำทะเลหนุนสูงวันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408776?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

รับมือน้ำทะเลหนุนสูงวันนี้

7 มกราคม 2563 – 00:00 น.
น้ำเค็ม,น้ำทะเลหนุน,กรมชลประทาน,น้ำแล้ง,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 327 ครั้ง

นายกฯ ห่วงภัยแล้ง สั่งก.เกษตรฯ รับมือภาวะน้ำทะเลหนุนสูง

7 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะเป็นผู้บัญชาการอำนวยการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำและกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ตามพ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มาตรา 24 เพื่ออำนวยการแก้ไขวิกฤติน้ำแล้งจนกว่าปัญหาจะผ่านพ้นไป เนื่องจากคาดการณ์ว่า วิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นมีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปี

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า สั่งการให้อธิบดีกรมชลประทานวางแนวทางป้องกันปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่ด้านท้ายลุ่มเจ้าพระยาในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ (7 ม.ค.) ถึงวันที่ 17 ม.ค. ซึ่งย้ำให้ควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ภาวะน้ำทะเลหนุนระลอกนี้ ระดับน้ำสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยระดับน้ำหนุนสูงสุดในวันที่ 13 ม.ค. จึงต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 85 ลบ. ม. ต่อวินาทีเป็น 95 ลบ. ม. ต่อวินาทีตั้งแต่วันที่ 8 – 10 ม.ค. เพื่อเจือจางค่าความเค็มไม่ให้เกินเกณฑ์ควบคุม โดยจะทำควบคู่กับการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ซึ่งเป็นท้ายแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะออกสู่อ่าวไทยให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล จากนั้นในวันที่ 11 ม.ค. จะปรับลดลงเหลือ 90 ลบ. ม. ต่อวินาที ประกอบกับผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาเสริมด้านท้ายของลุ่มเจ้าพระยา

สำหรับน้ำที่จะระบายเพิ่มจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยานั้น จะใช้น้ำที่สำรองไว้หน้าเขื่อนที่ระบายเพิ่มมาจาก 4 เขื่อนหลักได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้นกว่า 1 เมตร โดยช่วงก่อนปีใหม่ระดับน้ำอยู่ที่ +13.00 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) แต่ขณะนี้อยู่ที่ +14.15 เมตรรทก. ทำให้สามารถไหลเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและขวาเหนือเขื่อนเจ้าพระยาได้สะดวกแล้ว

นอกจากนี้ยังแก้วิกฤติระดับน้ำแม่น้ำสะแกกรังลดต่ำได้ด้วย โดยเมื่อระดับน้ำหน้าเขื่อนสูงขึ้น น้ำแม่น้ำเจ้าพระยาไหลย้อนสู่แม่น้ำเจ้าสะแกกรังซึ่งอยู่ตอนบนขึ้นไป จนระดับน้ำแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลผ่านจังหวัดอุทัยธานีสูงขึ้น ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังและประชาชนที่อยู่อาศัยในเรือนแพต่าง ๆ

ทั้งนี้ในวันที่ 7 ม.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและนำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้ว

รวมทั้งพิจารณาเห็นชอบให้สำนักงบประมาณดำเนินการตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานตามปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นวิกฤติแล้งไปให้ได้

แล้งพ่นพิษทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรเสียหายแล้วกว่า 800 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งพ่นพิษทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรเสียหายแล้วกว่า 800 ล้าน

7 มกราคม 2563 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,กรมชลประทาน,ภาคการเกษตร,ทำลายเศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 372 ครั้ง

ภัยแล้งทำลายเศรษฐกิจภาคเกษตรกว่า 800 ล้านบาท เสียหาย 15 จว. กรมชลฯระบุเขื่อนใหญ่ 14 แห่งน้ำใช้การวิกฤติต่ำกว่าร้อยละ 30

7 มกราคม 2563  ศูนย์ภัยพิบัติกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสถานการณ์ภัยแล้งปี 62/63 รายงานสภาพอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำใช้การอยู่ในเกณฑ์ น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 14 อ่างฯ

ทั้งนี้ได้แก่ อ่างฯภูมิพล (18%) อ่างฯสิริกิติ์(29%) อ่างฯแม่กวงอุดมธารา (24%) อ่างฯแม่มอก (19%) อ่างฯจุฬาภรณ์ (6%) อ่างฯอุบลรัตน์ (-5%) อ่างฯลำพระเพลิง (14%) อ่างฯลำแซะ (29%) อ่างฯลำนางรอง (16%) อ่างฯป่าสักชลสิทธิ์ (23%) อ่างฯทับเสลา (14%) อ่างฯกระเสียว (8%) อ่างฯคลองสียัด (20%) และอ่างฯหนองปลาไหล (28%) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำอยู่ในเกณฑ์ มากกว่าร้อยละ 80 ขึ้นไป ของความจุอ่างฯ จ่านวน 2 อ่าง ได้แก่ อ่างฯสิรินธร (87%) และ อ่างฯศรีนครินทร์ (84%)

สภาพน้ำแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำวัง แม่น้ำยม มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑน้ำน้อย แม่น้ำมูล แม่น้ำบางประกง แมน้ำท่าตะเภา แม่น้ำตาปี ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยแม่น่้าโก-ลก ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ
แม่น้ำเจ้าพระยา สถานี C.2 ปริมาณน้ำไหลผ่าน 228 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำ+17.38 ม.รทก.ต่ำกว่าตลิ่ง 8.82 เมตร

เขื่อนเจ้าพระยา สถานี C.13 ปริมาณน้ำไหลผ่าน 85 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อน +14.16 ม.รทก.  ระดับน้ำท้ายเขื่อน +5.71 ม.รทก. รับน้ำเข้าระบบส่งน้ำทุ่งฝั่งตะวันออก รวม 67 ลบ.ม./วินาที โดยผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก (ปตร.มโนรมย์) 65 ลบ.ม./วินาที คลองชัยนาท-อยุธยา (ปตร.มหาราช) 2 ลบ.ม./วินาที

แม่น้ำป่าสัก เขื่อนพระรามหก 5 ลบ.ม./วินาที  ) รับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ 17 ลบ.ม./วินาที ผ่านคลองระพีพัฒน์แยกตก (ปตร.พระศรีศิลป์) 2 ลบ.ม./วินาที และผ่านคลองระพีพัฒน์แยกใต้ (ปตร.พระศรีเสาวภาค) 2 ลบ.ม./วินาที รับน้ำเข้าระบบส่งน้ำทุ่งฝั่งตะวันตก รวม 36 ลบ.ม./วินาที โดยผ่านคลองมะขามเฒ่าอู่ทอง (ปตร.มะขามเฒ่า-อู่ทอง) ปิด ลบ.ม./วินาที แม่น้ำสุพรรณ (ปตร.พลเทพ) 20 ลบ.ม./วินาที แม่น้ำน้อย (ปตร.บรมธาตุ) 16 ลบ.ม./วินาทีอ.บางไทร สถานี C.29A ปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลีย 92 ลบ.ม./วินาที (เมือวาน 91 ลบ.ม./วินาที)

กรมชลประทาน ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ(ค่าความเค็ม) ในแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า ท่าน้ำนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และ ท่าน้ำกรมชลประทานสามเสน (สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวัง) ท้ังนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาความเค็ม โดยท่าการผันน้ำบางส่วนจากแม่น้ำแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา

สภาพอ่างน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (วันที 1 พ.ย.62 ถึง 30 เม.ย. 63) ณ วันที 1 พฤศจิกายน 2562 ปริมาตรน้ำต้นทนุ สามารถใช้การได้ จำนวน 26,666 ล้าน ลบ.ม. โดยการวางแผนจัดสรรน้ำ ทั้งประเทศ จ่านวน 17,699 ล้าน ลบ.ม.

ผลการจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ตั้งแต่วันที 1 พฤศจิกายน 2562 – ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 5,635 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนในเขตลุ่มน้่าเจ้าพระยา วันนี้ใช้น้ำไป 17.82 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 1,733 ลา้ น ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของแผนจัดสรรน้ำ

พื้นที่ประสบภัยแล้ง ช่วงภัยเดือน ก.ย. 62 – ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ธ.ค.62)

จังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 13 จังหวัด จำนวน 68 อ่าเภอ 423 ตำบล 3,769 หมู่บ้าน 20 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย(14) น่าน(2) เพชรบูรณ์(6) อุทัยธานี(8) นครพนม(1) มหาสารคาม(6) บึงกาฬ(4) หนองคาย(8) บุรีรัมย์(6) กาฬสินธ์ุ(1) นครราชสีมา(5) กาญจนบุรี(6) และจังหวัดฉะเชิงเทรา(2) และอยู่ระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดลงนาม ในประกาศเขตฯ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย(4) ชัยนาท(4) สุพรรณบุรี(5)ผลกระทบด้านการเกษตรในเบืองต้น

ด้านพืช ประสบภัย 15 จังหวัด เกษตรกร 164,391 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 1,635,676 ไร่ สำรวจพบความเสียหายแล้ว 15 จังหวัด เกษตรกร 76,923 ราย พื้นที่เสียหาย 736,182 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 650,266 ไร่ พืชไร่ 85,446 ไร่ พืชสวนและอืนๆ 448 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 822.62 ล้านบาท จ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 339 ราย พ้ืนที 3,150 ไร่ เป็นเงิน 3.51 ล้านบาทด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ยังไม่มีรายงานได้รับผลกระทบ

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังได้รับการรายงานจาก นายจรินทร์ คงศรีเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ ถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 12 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กอีก 117 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันเพียงร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯ

ซึ่งไม่ถึงครึ่งของความจุรวมกันทั้งหมด สถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำโดยเฉพาะภาคการเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกต่ำกว่าค่าปกติ ตลอดจนน้ำท่าก็ต่ำกว่าเกณฑ์เช่นกัน ทั้งนี้ ยังมีแนวโน้มอีกว่า ในปี 2563 ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนพฤษภาคม 2563 ปริมาณน้ำฝนจะต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10 ซึ่งปัจจุบันปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำต่างๆของจังหวัดเชียงใหม่ภาพรวมในปี 2563 จะต่ำกว่าปี 2562 กว่าครึ่งหนึ่ง

ส่วนจ.พิษณุโลก เริ่มลดลง บางพื้นที่เริ่มแห้งขอดไม่มีน้ำเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่แม่น้ำยมที่อยู่นอกเขตชลประทาน ขณะนี้พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำด้านการเกษตร และอาจส่งผลกระทบกับการอุปโภคบริโภค ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ พรหมพิราม บางระกำ วังทอง บางกระทุ่ม และวัดโบสถ์ เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาในช่วงฤดูฝนปี 2562 อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 30-35 ทำให้คาดว่าปีนี้จะแล้งยาวนานกว่า 6 เดือน และคาดว่าจะรุนแรงกว่าเทียบเท่าปี 2558

เบื้องต้นโครงการชลประทานพิษณุโลก ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ลดการทำนาปรังต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ส่วนในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล ได้มีการประกาศงดส่งน้ำทำนาปรังเช่นกัน เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน พร้อมกับจัดรถกระจายเสียงแจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำที่มีน้อยไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้ขอให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน สำหรับแนวทางการช่วยเหลือนั้น ทางจังหวัดพิษณุโลกได้ร่วมกับโครงการชลประทานต่างๆในพื้นที่ และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เตรียมรถบรรทุกน้ำอุปโภคบริโภคเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคอีสานกลางหลังได้รับรายงานจากนายศักดิ์ศิริ  อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 ว่า ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และ เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย สามารถสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

“ปัจจุบันที่เขื่อนอุบลรัตน์ได้นำน้ำก้นอ่างมาใช้แล้วประมาณ 95 ล้านลูกบาศก์เมตร ยืนยันไม่กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อน ส่วนที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถสนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมได้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า”

อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น ,ชัยภูมิ ,มหาสารคาม ,กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงสถานการณ์น้ำให้ประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ได้รับทราบอย่างทั่วถึง พร้อมกับรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด อาทิเช่น ในพื้นที่ อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย และอำเภอเมืองมหาสารคาม โครงการชลประทานมหาสารคามและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องกระจายเสียง ออกวิ่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ด โครงการชลประทานร้อยเอ็ด และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเสียวใหญ่ ประชุมร่วมกับอาสาสมัครชลประทาน เพื่อชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานของอาสาสมัครชลประทาน และแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 พร้อมส่งรถติดเครื่องขยายเสียงลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่

ด้านจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดชัยภูมิ เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำพรม-เชิญ เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตประปาอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ และอำเภอชุมแพจังหวัดขอนแก่น พร้อมประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ ขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัด และคุ้มค่าเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค

นอกจากนี้ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ โครงการชลประทานกาฬสินธุ์และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว ได้ลงพื้นที่ประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทาน JMC ของอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในพื้นที่ทุกอ่างฯ เพื่อชี้แจงแผนการบริการจัดการน้ำ พร้อมชี้แจงสถานการณ์น้ำและรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่ พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างไม่ขาดแคลน

กรมชล ยันน้ำในเขื่อนมีใช้ถึงสิ้นหน้าแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408781?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชล ยันน้ำในเขื่อนมีใช้ถึงสิ้นหน้าแล้ง

6 มกราคม 2563 – 20:09 น.
กรมชปลระทาน,น้ำเค็ม,ภัยแล้ง,เขื่อน,ระบายน้ำ,ลุ่มเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

กรมชล ยันน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค​ยาวสิ้นฤดูแล้ง​ เผื่อฝนทิ้งช่วงอีก​ 3​ เดือนถึงกรกฎาคม​ 4​ เขื่อนหลัก​ยังระบายน้ำวันละ 18 ล้านลบ.ม. ลงลุ่มเจ้าพระยา​ 

6 มกราคม 2562 รองอธิบดีกรมชลประทานยืนยันมีปริมาณน้ำเพียงพอเพื่อการอุปโภคบริโภค​ ยาวไปจนถึงสิ้นฤดูแล้ง​ เผื่อฝนทิ้งช่วงอีก​  3​ เดือนไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563​ ขณะที่​ 4​ เขื่อนหลัก​ ยังระบายน้ำวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตรลงลุ่มเจ้าพระยา​

ดร.ทวีศักดิ์​ ธนเดโชพล​ รองอธิบดีกรมชลประทาน​ เปิดเผยว่า​ ฤดูแล้งปีนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย​ จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างจำกัด​ และให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ซึ่งมีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภครักษาระบบนิเวศสนับสนุนพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือเกษตรต่อเนื่องบางพื้นที่เท่านั้น

โดยยืนยันว่าน้ำปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก​ 4​ แห่ง​  เขื่อนภูมิพล​ เขื่อนสิริกิติ์​ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน​ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  ที่มีรวมกันอยู่ทั้งหมด 40% จะเพียงพอใช้ได้ไปจนถึงสิ้นฤดูแล้ง​ เดือนพฤษภาคมปี 2563 ทั้งยังเผื่อฝนทิ้งช่วงอีก 3 เดือน​ จนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม​ 2563​ ที่จะมีน้ำเพียงพอ

ทั้งนี้จากน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก​ ถูกระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร​ แบ่งเป็นใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค 7 ล้านลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม 8 ล้านลูกบาศก์เมตร​ และเพื่อการทำเกษตรต่อเนื่องเช่นสวนส้มโอและอื่น ๆ หรือพืชที่ใช้น้ำน้อยอีก 3 ล้านลูกบาศก์เมตร​ ทั้งยังมีการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองอีกวันละ 4-5 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ซึ่งน้ำลุ่มน้ำแม่กลองยังมีมากเพียงพอที่จะผันมาข่วยลุ่มเจ้าพระยา​ เนื่องจากอิทธิพล​ของพายุ​โพ​ดุล​

ขณะที่การตรวจวัดค่าความเค็มตอนนี้มีสถานีสูบน้ำดิบผลิตประปา​สำแล​ จ.ปทุมธานี​ ยังคงมีความเค็มเกินค่ามาตรฐาน​ แต่จุดวัดความเค็มที่บางไทร​ จ.พระนคร​ศรี​อยุธยา​ ยังปกติ​

สำหรับเกษตรกร​ ได้ขอความร่วมมืองดทำนาปรังและรอให้ฝนตกรอบใหม่จึงจะเริ่มหว่านกล้าทำนาได้ซึ่งถ้าหากตัดสินใจทำในช่วงเวลานี้​ จะไม่มีน้ำเพียงพอที่จะสนับสนุน​ต้องปล่อยยืนต้นตาย​ เนื่องจากได้จัดลำดับความสำคัญเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก

ส่วนการเตรียมความพร้อมในเรื่องของเครื่องจักร​ และเครื่องมือเพื่อส่งไปประจำการที่ศูนย์ต่างๆทั่วประเทศ​ มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดนนทบุรีและอีก 7​ สาขาในทุกภูมิภาคได้แก่จ.เชียงใหม่​ จ.พิษณุโลก​ จ.ขอนแก่น​ จ.นครราชสีมา​ จ.พระนครศรีอยุธยา​ จ.นนทบุรีและจ.สงขลา​ ซึ่งจะกระจายส่งเครื่องจักร​ เครื่องมือจำนวน 4316 ชิ้นแยกเป็นเครื่องสูบน้ำจำนวน 1935

เครื่องสูบน้ำจำนวน 258 คัน​ รถขุดจำนวน 499 คัน​ เรือขุดจำนวน 69 ลำ​ รถบรรทุกจำนวน 511 คัน​ รถบรรทุกน้ำจำนวน 106 คัน​ รถแทรกเตอร์จำนวน 565 คัน​ และเครื่องจักรสนับสนุน​อื่นๆจำนวน 373 เครื่อง พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่

วุุ่น น้ำเขื่อนใหญ่​ไหลไม่ถึงเขื่อนเจ้าพระยา​กระทบดันน้ำเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408719?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

วุุ่น น้ำเขื่อนใหญ่​ไหลไม่ถึงเขื่อนเจ้าพระยา​กระทบดันน้ำเค็ม

6 มกราคม 2563 – 15:53 น.
น้ำเค็มรุก,กรมชลประทาน,สทนช,ปลูกข้าว,น้ำแล้ง,ผันน้ำ,วิกฤตน้ำ
เปิดอ่าน 902 ครั้ง

สทนช.​ถกวุ่น​ 2​ เขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำ​ 16​ ล้านลบ.ม​/วัน​ แต่ไหลผ่านหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​แค่​ 7​ ล้านลบ.ม./วัน​ กระทบดันน้ำเค็ม​ลำบากใจคุย​เกษตรกร​สูบน้ำใช้

6 มกราคม 2563 สทนช.​ ถกวุ่น​ 2​ เขื่อนใหญ่ปล่อยน้ำ​ 16​ ล้านลบ.ม​/วัน​ แต่ไหลผ่านหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​แค่​ 7​ ล้านลบ.ม./วัน​ กระทบดันน้ำเค็มไม่ตามแผน​ รับลำบากใจคุย​เกษตรกร​หยุดดึงน้ำใช้​ ย้ำมีไว้เพื่ออุปโภค​เท่านั้น​ เร่งดึงน้ำจากแม่กลองช่วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน การประปานครหลวง กรุงเทพมหานคร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และกรมอุตุนิยมวิทยา

ทั้งนี้เพื่อหารือมาตราการรับมือวิกฤตภัยแล้งและน้ำทะเลหนุนสูงจนเกิดภาวะน้ำเค็มรุก  ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบปัญหาประปามีรสกร่อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนการใช้เพื่อการอุปโภค

ดร.สมเกียรติ​ บอกว่า​ เขื่อนใหญ่ 2 แห่ง​ คือ​ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา​ วันละ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร​ แต่มีน้ำไหลระบายออกจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา​ ที่จังหวัดชัยนาทเพียง 7 ล้านลูกบาศก์เมตร​ น้ำส่วนที่หายไป 7-8 ล้านลูกบาศก์เมตร​ คาดว่ามีเกษตรกรดึงไปใช้เพื่อการเกษตร​ จึงทำให้ไม่มีน้ำ​ เพียงพอที่จะผลักดันน้ำเค็มได้ตามแผน

สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีจำนวน 1.1 ล้านไร่ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ส่วนนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ​ แต่ข้าวนาปีรอบ 2 หรือข้าวนาปรัง​ จำนวน 2 ล้านไร่กว่า​ ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะต้องควบคุมไม่ให้เกินไปจากนี้​ แต่ที่ปลูกไปแล้วก็ต้องดูแลกันต่อไป

ปัจจุบันจึงได้ปรับแผนนำน้ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองมาช่วยผลิตน้ำประปา​ และชะลอความเค็ม​ โดยน้ำทะเลจะหนุนสูงในวันที่ 7 -​ 15 มกราคมนี้​ ทำให้มีลิ่มความเค็มสูง​ กระทบการผลิตน้ำประปา​ จึงเร่งผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำแม่กลองผ่าน 4 คลองหลักคือ 1 คลองจระเข้สามพราน​ ผ่านมาทางแม่น้ำท่าจีนออกทางคลองพระยาบันลือ  2 คลองประปา  3  คลองบางกอกน้อย​ และ 4 คลองมหาสวัสดิ์ เพื่อลดค่าความเค็ม​

โดยนับตั้งแต่​ วันที่​ 1​ พฤศจิกายน​ 2562​  -​ ปัจจุบัน​ ได้ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง​ แล้ว​ 200​ ล้านลบ.ม.​ ซึ่งตั้งโควต้า​ไว้​ 500​ -​ 800​ ล้านลบ.ม.​ โดยที่คนในลุ่มน้ำแม่กลอง​ ไม่ได้รับผลกระทบ​ เพราะเป็นน้ำส่วนเกิน​

ส่วนอีกหนึ่งมาตรการที่จะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้​ (7 ม.ค.63) คือเสนอกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขวิกฤตน้ำ พร้อมเสนอตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ รวมทั้งมีการขออนุมัติงบกลางจำนวน 3,079 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจัดการน้ำในระยะสั้นในช่วงเวลา 2-3 เดือนนี้ด้วย

แปรรูป”ไหมอีรี่”ส่งแดนอาทิตย์อุทัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408570?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แปรรูป”ไหมอีรี่”ส่งแดนอาทิตย์อุทัย

6 มกราคม 2563 – 05:25 น.
ไหมอีรี่,ผ้าไหม,ผ้าขาวม้า
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

 แปรรูป”ไหมอีรี่”ส่งแดนอาทิตย์อุทัย สินค้าเด่นกลุ่มทอผ้าหนองหญ้าปล้อง 

ขอนแก่น ถือเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเลื่องลือในเรื่อง “ผ้าไหม” เพราะเป็นเมือง ที่ผลิตผ้าไหมสวยงามมากมายออกมาจำหน่าย แต่ที่ทราบกันดีว่าการทำผ้าไหมนั้น จะต้องมีการเลี้ยงหม่อนไหม เพื่อนำเส้นใยมาผลิตและแปรรูปออกมาจำหน่าย ซึ่งมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีการผลิตผ้าไหมออกมาจำหน่ายมากมาย แต่การเลี้ยงหม่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ใช่การเลี้ยงหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เพราะหม่อนไหมชนิดนี้ไม่ใช่หม่อนไหมธรรมดา นั้นก็คือ “ไหมอีรี่ ของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น”

       ศศิกมล สุจันทร์ ตัวแทนกลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น เล่าว่า เกิดจากกลุ่มแม่บ้านที่มีการเลี้ยงหม่อนไหมมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งหม่อนไหม ที่กลุ่มแม่บ้านเลี้ยงมีชื่อว่า “ไหมอีรี่” เป็นหม่อนไหมที่ต่างจากหม่อนไหมที่คนส่วนใหญ่รู้จัก ต่อมากลุ่มแม่บ้านมีความเห็นว่าควรนำไหมอีรี่นั้นมาแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ จึงนำไหมอีรี่นั้นมาทอเพื่อแปรรูปเป็นของของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น

เธอเล่าต่อว่า “ไหมอีรี่” แตกต่างจากหนอนไหมกินใบหม่อนทั่วไป นั่นก็คือ เป็นไหม ที่กินใบมันสำปะหลัง มีเส้นใยที่เป็นเอกลักษณ์ คือ เป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปม ถ้าซักบ่อยๆ เส้นใยก็จะมีความนิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญไหมอีรี่มีเส้นใยที่ใหญ่ หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดีกว่าไหมที่กินใบหม่อนทั่วไป แต่ถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันสวยงาม ก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติตามที่ต้องการได้

“เส้นใยเป็นเส้นปมที่แตกต่างจากไหมทั่วไป และถ้าต้องการให้เส้นใยมีสีสันที่สวยงามก็สามารถนำมาย้อมกับสีธรรมชาติได้ เช่น สีน้ำตาล ได้มาจาก เปลือกประดู่ สีเหลือง ได้มาจาก กระถิน และสีส้ม ได้มากจาก เปลือกฝาง เป็นต้น เส้นใยก็จะมีความหนา ใหญ่กว่าเส้นใยของไหมธรรมดาทั่วไป” ศศิกมลชี้จดเด่น พร้มอระบุว่า

เนื่องจากเส้นใยของไหมอีรี่เป็นเส้นใยที่เป็นเส้นปม ใหญ่ หนา ซึมซับน้ำดี และระบายอากาศได้ดี จึงมีการนำไหมอีรี่นั้นมาแปรรูปเป็นของใช้ต่างๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ หมวก ผ้าพันคอ เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านในการเลี้ยงดูตนเอง และครอบครัวอีกด้วย

ตัวแทนกลุ่มทอผ้าคนเดิมยังกล่าวถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่ ซึ่งการทอ และการแปรรูป กลุ่มแม่บ้านก็แปรรูปด้วยตนเอง และมีการจำหน่ายด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง คนไทยที่สั่งไหมอีรี่ส่วนใหญ่จะสั่งเป็นเส้นใยหรือเป็นผ้าที่ทอสำเร็จแล้ว แต่ยังไม่มีการสั่งที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ นอกจากจะมีจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว การแปรรูปไหมอีรี่ก็มีการส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศอีกด้วยอย่างเช่น ผ้าพันคอ ที่แปรรูป โดยไหมอีรี่ ก็ส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น

“ขั้นตอนในการส่งออก คือ จะมีพ่อค้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาสั่งผ้าพันคอ ที่แปรรูป โดยไหมอีรี่ด้วยตนเอง ซึ่งมีการสั่งเป็นออเดอร์เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศ ของตนเอง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนไทยที่เป็นพ่อค้า แม่ค้าคนกลางมาสั่งทำแล้วส่งต่อไปจำหน่ายในต่างประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง”ศศิกมลกล่าว

“ไหมอีรี่” กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง จ.ขอนแก่น นับเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น ที่ถ่ายทอดกันมาเป็นระยะเวลา 10 ปี ยังเป็นสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มแม่บ้านและคนในชุมชนเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัวอีกด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ “ผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่” ก็สามารถเดินทางไปที่กลุ่มทอผ้าบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.โพนเพ็ก อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น เพื่อไปเยี่ยมชมและซื้อไปใช้สอยหรือซื้อไปเป็นของฝากได้

“ผ้าขาวม้า”ย้อมสีดอกฝาง ใช้ภูมิปัญญาเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์

นอกจาก“ผ้าไหม”ที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกผลิตภัณฑ์เด่นของจ.ขอนแก่นแล้วยังมีผ้าขาวม้าผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ถือเป็นอีกผลิตภัณฑ์ติดดาวของจังหวัด โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ที่อ.บ้านฝาง ซึ่งเป็นปผลงานเด่นของกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย ซึ่งได้นำวัสดุที่อยู่ในท้องถิ่นของตัวเองมาใช้ในการย้อมผ้านั่นก็คือ “ต้นฝาง” ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝางที่สามารถรักษาอาการชำในและสามารถนำมาใช้ในการย้อมผ้าซึ่งต้นฝางสามารถสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มแม่บ้านและสร้างรายได้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อีกด้วย

       เตือนใจ คำสีทา ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง จ.ขอนแก่น ย้อนอดีตให้ฟังว่าเริ่มต้นจากการนำต้นฝางมาใช้ในการรักษาอาการชำในในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเชื่อของบรรพบุรุษ เช่นการรักษาอาการชำในจากการตกต้นไม้ หรือโดนควายขวิด เป็นต้น อีกทั้งต้นฝางยังเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝาง ซึ่งสามารถหาได้ง่ายเพราะมีการปลูกตามท้องถิ่นของตนเอง

“จุดเริ่มต้นของการนำมาทำผ้าขาวม้า คือในหมู่บ้านมีกลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอยู่แล้วและมีการทำผ้าขาวม้าจากสารเคมี และได้มีการไปอบรมเกี่ยวกับการทำผ้าฝ้ายจากวัสดุธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการใช้วัสดุจากธรรมชาติจะไม่ทำร้ายผ้าและไม่มีสารอันตรายต่อผู้บริโภค”

เธอเล่าต่อว่าหลังจากนั้นในขณะที่นำต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดเพื่อรักษาอาการช้ำในได้เห็นสีของน้ำที่ต้มจากต้นฝาง มีสีที่สดสวยงามและแปลกใหม่ จึงได้นำมาต้มกับผ้าฝ้ายว่าสามารถใช้คู่กันได้ไหม และได้นำไปปรึกษากับสมาชิกในกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายของหมู่บ้านในการนำแกนฝางที่ในการรักษาโรคมาย้อมในผ้าฝ้าย เนื่องจากในกลุ่มแม่บ้านมีการทำผ้าขาวม้าของจากสีเคมีอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันการทำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจะปลอดภัยต่อผู้บริโภคและได้ผลตอบรับที่ดีกว่าสีเคมีจึงเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยน ของการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของกลุ่มแม่บ้านเล็งเห็นว่าผ้าขาวม้าจากต้นฝางมีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทำขึ้นมาโดยสมาชิกกลุ่มแม่บ้านจำนวน 30 คน และมองเห็นว่าถ้าจำหน่ายเฉพาะผ้าขาวม้าอย่างเดียว รายได้ที่ได้จากการจำหน่ายค่อยข้างน้อย ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัวอีกทั้งในปัจจุบันเทคโนโลยีเข้าถึงง่ายกว่าในอดีตการนำผ้าขาวม้ามาแปรรูปจึงง่ายกว่า จึงนำผ้าขาวม้ามาผลิตเป็น ผ้าคลุมไหล่ กระเป๋า ผ้าถุง ช้อนที่สามารถเพียงแช่น้ำร้อนก็สามารถใช้เป็นยารักษาโรคอาการชำในได้ อีกด้วย แต่ก็ยังคงความเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเอาไว้โดยการทอมือบ้างบางส่วนเพื่อความสวยงามและ ความละเอียดของสินค้า

ส่วนวิธีการทำผ้าขาวม้าจากต้นฝาง คือ นำแก่นต้นฝางมาต้มในน้ำเดือดจึงจะได้สีที่สดและสวยงามไม่เหมือนใคร หลังจากนั้นนำแก่นต้มฝางออกจากหม้อเหลือน้ำของแก่นต้นฝางเท่านั้น แล้วนำผ้าฝ้ายลงไปในน้ำต้มของแก่นต้นฝางจนได้สีที่ต้องการจากนั้นนำผ้าที่ตต้มแล้วมาตากให้แห้ง ก็จะได้สีผ้าที่ย้อมจากเปลือกไม้ตามที่ต้องการ

“ประธานกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายอำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนสนใจผ้าขาวม้าจากต้นฝาง ของอำเภอบ้านฝาง ว่าสีที่นำมาย้อมผ้านั้นเป็นสีจากธรรมชาติจากแก่นต้นฝาง ไม่มีสีเคมีเจือปนในการย้อม ซึ่งปลอดภัยต่อผู้บริโภคสีที่นั้นของมาจากแกนของต้นฝางที่สามารถรักษาอาการชำในและใช้ในการย้อมผ้าซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ตามท้องถิ่นทำให้สีที่ได้มีสีสวยงามและสะดุดตาอีกด้วย” เตือนใจกล่าว

นอกจากนี้ผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝาง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำอำเภอบ้านฝาง จ.ขอนแก่น มีการจำหน่ายแล้วที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สามารถแวะไปเรียนรู้เกี่ยวกับการทำผ้าขาวม้าจากแกนต้นฝาง หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ในลลักษณะต่างๆ ที่ต้องการในราคาไม่แพงสามารถจับต้องหรือจะไปซื้อแกนของต้นฝางมาไว้ใช้ในการรักษาอาการำในของร่างการได้อีกด้วย

สนใจแวะชมผ้าขาวม้าดอกฝางสามารถติดต่อได้ที่กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย 29 หมู่ 1 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติม โทร. 083-6652690

ระทึกน้ำเค็มรุก…คุมเข้มเปิด ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ระทึกน้ำเค็มรุก…คุมเข้มเปิด ปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์

6 มกราคม 2563 – 00:00 น.

กรมชลประทาน,น้ำแล้ง,นาปรัง,น้ำเค็ม,เจ้าพระยา

เปิดอ่าน 161 ครั้ง

เตรียมบริหารเปิดปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ควมคุมค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา รับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกระลอก 8-9 มกราคมนี้

6 มกราคม 2562 “ทองเปลว”เผยเตรียมบริหารการเปิดปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ควมคุมค่าความเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา รับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงอีกระลอก 8-9 มกราคมนี้ 

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า  ได้สั่งการให้สำนักงานโครงการชลประทานที่ 11 เตรียมแผนบริหารจัดการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ตำบลทรงคะนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการเป็นเครื่องมือเสริมในการควบคุมค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาและภาคการเกษตร

โดยเสริมจากการระบายน้ำจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทและผันน้ำแม่น้ำแม่กลองมาผลักดันความเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งวันที่ 8-9 มกราคมนี้ โดยในช่วงน้ำทะเลลงจะเปิดประตูระบายน้ำเพื่อผลักดันน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาออก ส่วนช่วงน้ำทะเลขึ้นจะปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำทะเลไหลเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

ปัจจุบันระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยามาในอัตรา 85 ลบ. ม. ต่อวินาที โดยยังคงรักษาระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมไว้ได้เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เพิ่มการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์มาสำรองไว้ที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยาไว้แล้ว ซึ่งจะระบายมาเจือจางค่าความเค็มด้านท้ายลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ยังผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองทางคลองจรเข้สามพันและคลองท่าสาร-บางปลามายังแม่น้ำท่าจีนในอัตรา 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แล้วระบายผ่านคลองพระยาบันลือลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมั่นใจว่า จะควบคุมค่าความเค็มไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ และการทำการเกษตรพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาด้านท้ายได้ 

นายทองเปลว กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าความเค็มอาจสูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นได้ซึ่งประสานกับการประปานครหลวงแล้วเพื่อให้งดสูบน้ำที่ที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล จ. ปทุมธานีในช่วงน้ำทะเลขึ้น เมื่อน้ำทะเลลงและตรวจวัดค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัมต่อลิตรจึงสูบส่งมาต่อมายังโรงกรองน้ำบางเขนเพื่อผลิตน้ำประปาตามปกติ ล่าว

สำหรับการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ระบายวันละ 18 ล้านลบ.ม. ปรับลดจากช่วงก่อนปีใหม่ที่ระบายวันละ 28 ล้านลบ.ม.เพื่อมาสำรองไว้สำหรับควบคุมค่าความเค็ม จากนี้ไปจะคงการระบายที่ 18 ล้านลบ.ม. ต่อวันจนสิ้นสุดฤดูแล้งและต่อเนื่องถึงต้นฤดูฝน

ส่วนการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาช่วย มีแผนจะระบายตลอดฤดูแล้ง 500 ล้านลบ.ม. และระบายอีก 350 ลบ.ม. เพื่อให้มีมีน้ำอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 63 ซึ่งหลังจากนั้นกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฝนจะตกต่อเนื่องแล้ว

สำหรับที่เป็นห่วงว่า ชาวนา 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังถึง 1.58 ล้านไร่แล้ว อาจส่งผลให้มีการดึงน้ำที่สงวนไว้สำหรับอุปโภค-บริโภคไปใช้ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งล่วงหน้าแล้วว่า ไม่มีแผนเพาะปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากกรมชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งทำนาปรังเนื่องจากมีแหล่งน้ำของตัวเองเช่น บ่อบาดาล สระน้ำชุมชุน อีกส่วนหนึ่งปลูกโดยรับทราบความเสี่ยงว่า อาจประสบภาวะขาดแคลนน้ำ ซึ่งได้แจ้งผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดในการแจ้งเตือนโดยตลอด แต่ขณะนี้อัตราการปลูกเพิ่มลดลงแล้ว 

“ขณะนี้นำเครื่องจักร-เครื่องมือ รถสูบน้ำไปประจำจุดที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ พร้อมบริการทุกพื้นที่ โดยประชาชนที่เดือดร้อนสามารถแจ้งรับบริการหรือแจ้งปัญหาเรื่องน้ำได้ที่ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขวิกฤติภัยแล้งของกรมชลประทานที่สายด่วน 1640 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นายทองเปลวกล่าว

โรคปลาในหน้าหนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408346?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

โรคปลาในหน้าหนาว

4 มกราคม 2563 – 09:32 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,โรคปลาในหน้าหนาว
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก viruch_dvm@yahoo.com 

 สวัสดีปีใหม่ครับ.. ต้อนรับสู่การทำงานเต็มที่ในปีนี้นะครับ

ที่ผ่านมาเราคุยกันถึงเรื่องสุนัขมากเป็นพิเศษ ตามติดด้วยเรื่องของแมวและเรื่องราวตามสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงและคน ครั้งนี้เราจะมาคุยกันถึงการเลี้ยงปลาในหน้าหนาว เพราะอากาศในหลายพื้นที่ยังหนาวเย็นและที่ผ่านมาอากาศเย็นมาก คนเลี้ยงปลาประสบปัญหากันมากพอสมควร โดยเฉพาะนักเลี้ยงปลามือใหม่

เรามารู้จักโรคของปลาที่มักจะระบาดในหน้าหนาวกันนะครับ

โรคอียูเอส (EUS) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อคล้ายราและยังไม่มียารักษาโดยตรง แต่โรคจะดีขึ้นหากอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น สิ่งที่สังเกตเห็นได้คือปลาจะมีแผลลึกตามตัวและส่วนหัว ในแผลจะมีเส้นใยเชื้อราฝังอยู่ สามารถพบได้ในปลาธรรมชาติและปลาเลี้ยง ถ้าหากเลี้ยงในบริเวณบ้านมีความมิดชิดก็จะสามารถช่วยลดปัญหาได้ แต่ถ้าเลี้ยงในที่โล่งบริเวณกว้างการช่วยเรื่องอุณหภูมิก็ทำได้ยาก

สำหรับโรคไวรัสเคเอชวี พบมากในปลาคาร์พและปลาไน ลักษณะคือปลาจะซึมและอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีแผลเลือดออกตามลำตัวและท้อง ถ้าหากปลาติดเชื้อรุนแรงเหงือกจะเน่าเห็นเป็นคราบสีขาวอมเหลือง โดยปลาจะเสียการทรงตัวขณะว่ายน้ำ และลอยชูหัวอยู่ใกล้ผิวน้ำและตายอย่างช้าๆ แบบทยอยตายไปเรื่อยๆ โรคไวรัสเคเอชวี เป็นโรคที่ไม่มียารักษาเช่นกัน ควรระวังการนำเข้าพันธุ์ปลาและต้องผ่านการกักกันโรคก่อน แต่เมื่อเป็นโรคให้รักษาตามอาการ

ส่วน โรคตัวด่าง มักเกิดกับปลาหลังการขนส่ง โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงมาก ปลาจะมีแผลด่างขาวตามลำตัว เมื่อเป็นแล้วจะตายเป็นจำนวนมากภายใน 1-2 วัน การรักษาทำได้โดยใช้ด่างทับทิม 1-3 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ปลานาน 24 ชั่วโมง

การจะเลี้ยงปลาควรเลือกช่วงเวลาและพันธุ์ปลาที่เหมาะสม ปลาที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดต่ำ เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ด ห้ามไม่ให้น้ำที่มีเชื้อนี้ปะปนเข้ามาโดยเด็ดขาด

ในระหว่างที่เปลี่ยนถ่ายน้ำไม่ได้ ให้ลดอาหารและเสริมวิตามินซี หรือถ้าเห็นว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่าเสียให้ใช้เกลือโรยช่วยได้ ส่วนปริมาณที่เหมาะสมควรปรึกษาสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำนะครับ เพราะสัตวแพทย์ก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางครับ

ส่วนคนเลี้ยงปลาควรจะต้องทำอย่างไรในช่วงหน้าหนาว เพื่อให้ปลาไม่ป่วยไม่ตายก็มาติดตามกันครับ วันนี้ขอบคุณข้อมูลจากกรมประมงนะครับ

“เขียวหมื่นปี” จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408345?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เขียวหมื่นปี” จากไม้ป่าด้อยค่าสู่ราชาไม้ใบ ตอน3

4 มกราคม 2563 – 09:22 น.
ไม้ใบทำเงิน,อุดม ฐิตวัฒนะสกุล
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย- อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

สวัสดีปีใหม่ปีหนูร่าเริงหรือหนูหงอย แล้วแต่มุมมองของใครนะครับ เริ่มต้นปีใหม่หวังว่าจะมีสิ่งดีๆ มาสู่ผู้อ่านทุกท่านนะครับ ตอนที่แล้วได้พูดถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของเขียวหมื่นปีที่ผู้ผลิตเริ่มหาเก็บชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ตามแหล่งต่างๆ ทั้งจากระบบการผลิตที่มีอยู่บ้างแล้ว ไปจนถึงการรวบรวมจากแหล่งธรรมชาติ จนต่อมาได้ถูกเก็บมาอยู่ในมือนักปรับปรุงพันธุ์ จนได้ลูกไม้จากการผสมทั้งด้วยความตั้งใจและมีการกลายต่างไปจากชนิดพันธุ์ที่มีอยู่อย่างไม่เคยมีมาก่อน

วันนี้มาว่ากันต่อถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้นในวงการไม้ประดับในพืชสกุลเขียวหมื่นปี (Agleaonema) เริ่มมีความชัดเจนขึ้นมาเป็นลำดับ ภายหลังที่มีการใช้และรู้จักอย่างแพร่หลายเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวตามระบบการผลิตและการตลาด ที่ต่างได้รับรู้ถึงมูลค่าและราคาที่เป็นแรงจูงใจ จนเริ่มมีการขยายปริมาณเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ

ด้วยความสวยแปลกใหม่ของไม้ที่ถูกรวบรวมและสะสมไปสู่การปรับปรุงพันธุ์ที่มีขึ้นด้วยความบังเอิญและด้วยความตั้งใจของเกษตรกร ที่มีทักษะความรู้เชิงลึก ได้ปรับปรุงพันธุ์ไม้จากธรรมชาติจับคู่ข้ามชนิดพันธุ์ นำลักษณะยีนเด่นที่แฝงอยู่ภายในพืชแต่ละชนิดในไม้สกุลนี้ โดยที่แทบจะสังเกตเห็นได้ยากผสมข้ามจนได้ลูกไม้ชนิดใหม่ที่มีสีสันพร้อมลักษณะลำต้นและใบสวยเด่นแปลกตาออกไปจากต้นเดิมอย่างที่ไม่เคยมีมาเป็นอย่างมาก

ชนิดพันธุ์ใหม่ของพืชที่มีชื่อว่า “เขียวหมื่นปี” นี้ มิใช่มีแต่เพียงบ้านเราเท่านั้น การพัฒนาพันธุ์จึงดูเหมือนถูกกระตุ้นจากการใช้โดยมีผู้ซื้อและนักสะสมเป็นตัวตั้ง ซึ่งนักเกษตรตัวจริง ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดก็มักจะใช้ความรู้ ความสามารถสร้างโอกาสดีๆ เช่นนี้อยู่เสมอ และทุกครั้งที่ได้พันธุ์ดีชนิดใหม่ๆ ก็มักจะสร้างชื่อเสียงพร้อมกับเกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันที

โดยเฉพาะชนิดพันธุ์ไม้ใหม่ๆ หากมีจุดเด่นพร้อมๆ กันหลายๆ ด้านก็จะเป็นส่วนยิ่งเพิ่มความต้องการต่อระบบขึ้นมาทันที โดยจากการเริ่มต้นให้คนทั่วไปได้รู้จักผ่านสื่อต่างๆ แม้กระทั่งการเปิดตัวจากการจัดแสดงหรืองานประกวดที่มีรางวัลใหญ่การันตี ไม้ชนิดใหม่ดังกล่าวนี้ก็จะยิ่งเป็นที่รู้จักและมีความต้องการขนานขึ้นมาในระบบการค้าสมตามเจตนารมณ์ ที่อยากให้เกิดขึ้นภายหลังการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เราจึงได้เห็นการเปิดตัวลูกไม้ใหม่ที่มาพร้อมกับความภาคภูมิใจ อันจะต่อเชื่อมมาจากทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ ประกอบกับคำว่าโชค ขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย