จากกาแฟต้นแรกสู่พืชตัวใหม่”วานิลลา”ที่ศูนย์ฯ”ดอยมูเซอ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408343?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จากกาแฟต้นแรกสู่พืชตัวใหม่”วานิลลา”ที่ศูนย์ฯ”ดอยมูเซอ”

4 มกราคม 2563 – 08:52 น.
ท่องโลกเกษตร,ดอยมูเซอ
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

 จากกาแฟต้นแรกสู่พืชตัวใหม่”วานิลลา” ดูงานวิจัยพืชเด่นที่ศูนย์ฯ”ดอยมูเซอ”    

ตามบันทึกของพระสารศาสตร์พลขันธุ์ (นายเจริณี ชาวอิตาเลียน) ในปี 2454 ระบุว่า กาแฟพันธุ์อราบิก้าได้เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้มีการทดลองปลูกในฐานะพืชเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2393 โดยครั้งแรกได้นำไปปลูกที่ จ.จันทบุรี จึงมีชื่อเรียกว่า กาแฟจันทบูร ส่วนพันธุ์โรบัสต้าปลูกที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ก่อนแพร่กระจายสู่หลายจังหวัดทางภาคใต้ในปัจจุบัน

ต่อมาปี 2500 นายสมบูรณ์ ณ ถลาง อดีตผู้อำนวยการกองการยาง กรมกสิกรรม (กรมวิชาการเกษตรในปัจจุบัน) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำเมล็ดกาแฟอราบิก้าจำนวน 4 สายพันธุ์ คือ ทิปิก้า (Typica), เบอร์บอน (Bourbon), แคททูรา (Caturra) และมุนดู นูวู (Mundo Novo) จากประเทศบราซิล มายังประเทศไทย โดยปลูกไว้ที่สถานีทดลองพืชสวนมูเซอ จ.ตาก เป็นแห่งแรก พร้อมกับสถานีทดลองพืชไร่แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ และสถานีทดลองพืชสวนฝาง จ.เชียงใหม่ ก่อนแพร่กระจายไปสู่เกษตรกรชาวไทยภูเขาและพื้นราบในปัจจุบัน

   ว่าที่ ร.ต.จตุรภัทร รัตนวิสาลนนท์(ซ้าย) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก(ดอยมูเซอ)ชมแปลงวนิลา

              “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย (สกท.) นำสื่อในสังกัดตามหากาแฟอาราบิก้าต้นแรกที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) และเยี่ยมชมแปลงทดลองวิจัยพืชเศรษฐกิจอีกหลาหหลายชนิดที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เกษตรกรเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นอะโวคาโด แมกคาเดเมียนัท หรือวานิลลา ที่ว่ากันว่าตอนนี้มีพื้นที่ปลูกใหญ่ที่สุดของหน่วยงานราชการ โดยการเดินทางครั้งนี้ได้พาหนะคู่ใจในการเดินทางอย่าง “ฟอร์ด เอเวอร์เรส” เอสยูวีพันธุ์แกร่งเพื่องานเกษตร

ระยะทาง 460 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ถึงสถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) สังกัดกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งอยู่ริมสายตาก-แม่สอด หลักกิโลเมตรที่ 27 หมู่บ้านมูเซอ ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก โดยศูนย์แห่งนี้ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2502 โดยหลวงสำรวจพร้อมคณะ เป็นผู้มาสำรวจเพื่อหาพื้นที่ทดลองปลูกกาแฟทางภาคเหนือ และเห็นว่าพื้นที่นี้เหมาะสมที่จะปลูกกาแฟ จึงได้เริ่มจัดตั้งเป็นสถานีกาแฟดอยมูเซอ เป็นครั้งแรก

กาแฟดอยมูเซอ

ต่อมาได้นำชาขึ้นมาปลูกและมีการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานีหลายครั้ง จากสถานีกาแฟดอยมูเซอ เป็นสถานีกสิกรรมดอยมูเซอ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตตาก และมาสิ้นสุดที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตากในปัจจุบัน

“ศูนย์แห่งนี้มีพื้นที่รับผิดชอบ 2 แห่งคือ ที่นี่ ต.แม่ท้อ มีทั้งหมด 3,000 กว่าไร่ และอีกที่คือสถานีพืชสวนพบพระ พื้นที่ตรงนั้นอีกประมาณ 300 ไร่”

     ว่าที่ ร.ต.จตุรภัทร รัตนวิสาลนนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก(ดอยมูเซอ) เผย พร้อมแจงรายละเอียดการใช้พื้นที่ โดยพื้นที่ 3,000 ไร่ใน ต.แม่ท้อ นั้น จำแนกเนื้อที่ออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้ บริเวณอาคารและที่อยู่อาศัยประมาณ 70 ไร่ แปลงทดลองปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอก พืชสมุนไพร ประมาณ 1,000 ไร่ และบริเวณที่ใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นประมาณ 1,900 ไร่เศษ  โดยพื้นที่มีสภาพเป็นเขาลูกเนินสลับกับแอ่งเขา มีส่วนลาดเทมากกว่า 15% ระดับความสูงของพื้นที่เฉลี่ยปานกลาง ระหว่าง 850-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ดอกวนิลลา

สำหรับงานวิจัยเด่นของศูนย์ในปัจจุบันได้แก่ วิจัยการผลิตกาแฟอาราบิก้าให้ได้คุณภาพ การผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้สกุลซิมบิเดียม เอื้องพร้าว และหน้าวัว ในเชิงธุรกิจ การพัฒนาพันธุ์มะคาเดเมียนัท อะโวคาโด พลับ ชาโยเต้ และผักเมืองหนาว และการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร นอกจากนี้ยังมีพืชวานิลลาที่ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกใหญ่ที่สุดของหน่วยงานราชการทั้งหมด และขณะนี้กำลังให้ดอก ซึ่งคาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์

“โดยภาพรวมของที่นี่คืองานวิจัยด้านพืช การปรับปรุงพันธุ์ การแก้ปัญหาพืชพื้นถิ่นและพืชเชิงเดี่ยว  ที่นี่พืชที่เป็นไฮไลท์เลยคือกาแฟ เนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดกาแฟต้นแรกของประเทศไทย และความสูงของพื้นที่ ที่นี่สูง 846 เมตร เหมาะปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า นอกจากนี้ยังมีอะโวคาโด ซึ่งที่นี่มีการทดลองวิจัยอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์แฮทและปีเตอร์สัน ซึ่งให้ผลผลิตดีมากๆ”

ไม่เพียงกาแฟและอะโวคาโดที่สร้างชื่อให้แก่ศูนย์วิจัยแห่งนี้ แต่พืชตัวใหม่อย่าง “วานิลลา” ซึ่ง ว่าที่ร.ต.จตุรภัทร บอกว่า เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่กำลังมาแรงในขณะนี้ที่ทางศูนย์เร่งขยายพันธุ์เพื่อนำไปให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูก  เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงมากและจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ในอนาคตด้วย

“เรานำเข้าวานิลลาจากต่างประเทศปีหนึ่งเป็นมูลค่าหลายร้อยล้าน แต่วานิลลาที่เราทำการทดสอบอยู่นี่จะให้ผลผลิตตอบแทนที่พอเหมาะสม เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงตัวและจะสามารถทดแทนการนำเข้าได้ในอนาคต” ผอ.ศูนย์วิจัยดอยยมูเซอผยระหว่างนำชมแปลงปลูกพืชวานิลลา พร้อมย้ำว่าหน้าที่หลักของศูนย์ไม่ได้มีแค่กิจกรรมภายในศูนย์อย่างเดียว แต่จะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามผลงานของเกษตรกรที่ได้รับต้นพันธุ์ไปปลูกและแก้ปัญหาเรื่องโรคและแมลงให้แก่เกษตรกรด้วย

“กิจกรรมภายในศูนย์จะเป็นการทดสอบงานวิจัยอย่างเช่นกาแฟ ทดสอบว่าพันธุ์ไหนดีที่สุด เหมาะกับพื้นที่ปลูกที่สุด ระยะปลูกหรือว่าการจัดการดูแล ตั้งแต่ตัดแต่งทรงพุ่ม ดูแลให้น้ำให้ปุ๋ยตลอดจนการเก็บเกี่ยว ส่วนอะโวคาโดเป็นการตัดแต่งเหมือนกัน แต่เน้นการเปลี่ยนยอดพันธุ์ ซึ่งเราพยายามทำให้ชาวบ้านที่นำต้นพันธุ์ไปจากที่นี่สามารถเปลี่ยนยอดได้เอง เพราะสามารถลดต้นทุนได้ถึง 80-90% จากการซื้อต้นพันธุ์ต้นละ 200-300 บาท ถ้าเขาเพียงซื้อต้นตอ ตอละ 20-30 บาทแล้วไปเสียบยอดเองต้นทุนก็จะถูกลงมาก”

แปลงวนิลลา    

นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานทดลองวิจัยพืชสวนที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก(ดอยมูเซอ) ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และยังมีงานวิจัยอีกมากมาย มีพืชมืองหนาวที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกหลากหลายที่รอรับผู้มาเยือน และระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์นี้ สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.)จัดทริปพิเศษแก่ผู้สนใจในโครงการ “ท่องโลกเกษตรดอยมูเซอ” สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งได้ที่สมาคมฯโทร.02-9405425-6,08-6340-1713 ในวันและเวลาราชการ

อันตราย หมึกสายวงน้ำเงิน พิษร้ายแรงถึงชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408323?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อันตราย หมึกสายวงน้ำเงิน พิษร้ายแรงถึงชีวิต

4 มกราคม 2563 – 00:00 น.
กรมประมง,หมึกสายวงน้ำเงิน,อันตราย
เปิดอ่าน 297 ครั้ง

เตือนประชาชนระวังหมึกสายวงน้ำเงินหมึกทะเลมีพิษร้ายแรงถึงเสียชีวิต พบปะปนกับหมึกสายโดยทั่วไป สังเกตให้ดีก่อนตัดสินใจนำไปจำหน่ายหรือรับประทาน

4 มกราคม 2563 กรมประมงเตือนประชาชนระวังหมึกสายวงน้ำเงินหมึกทะเลมีพิษร้ายแรงถึงตาย  เผยขณะนี้มีรายงานพบหมึกชนิดนี้ปะปนกับหมึกสายโดยทั่วไป ย้ำประชาชน พ่อค้าแม่ค้า สังเกตให้ดีก่อนตัดสินใจนำไปจำหน่ายหรือรับประทาน หากได้รับพิษเข้าไปในร่างกายอาจเป็นอันตรายทำให้เสียชีวิตได้

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า หมึกสายวงน้ำเงิน หรือหมึกสายบลูริง (Blue-ringed octopus: Hapalochlaena spp.) มีรายงานพบในประเทศไทยทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่พบในปริมาณที่ไม่มากนักจากการประมงอวนลากและลอบหมึกสาย เป็นหมึกสายที่มีขนาดเล็กโดยลักษณะลำตัวจะคล้ายถุงลมท้ายแหลมมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร

หมึกสายวงน้ำเงินจะมีลายวงแหวนชนิดเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ขนาดเล็กกระจายอยู่บนลำตัวและส่วนหนวด ความยาวของหนวดจะมากกว่าความยาวลำตัว 1.5 – 2.5 เท่า อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเลที่เป็นทราย ในระดับความลึกประมาณ 20-40 เมตร ชอบซ่อนพรางตัวเพื่อหลบเลี่ยงผู้ล่าและซุ่มรอเหยื่อ เวลาเคลื่อนที่จะใช้หนวดเดินโดยไม่มีการพ่นน้ำเพื่อพุ่งในการเคลื่อนที่ หมึกสายวงน้ำเงิน ไม่ใช่สัตว์น้ำที่ดุร้าย

เมื่อโดนกระทบกระทั่งหมึกชนิดนี้ก็มักจะพรางตัวโดยการทำตัวให้แบน และเปลี่ยนสีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม แต่หากรู้สึกว่าถูกคุกคามจนรู้สึกไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะพรางตัวอย่างไรแล้วก็จะเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นการจู่โจมกัดพร้อมกับปล่อยพิษได้เสมอ หมึกชนิดนี้มีการผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวตลอดวงจรชีวิต โดยเพศเมียจะวางไข่ติดกับวัสดุใต้น้ำ ไข่จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ ลูกหมึกจะดำรงชีวิตตามหน้าดิน

นายวิชาญ กล่าวว่า สำหรับโอกาสที่คนทั่วไปจะโดนหมึกชนิดนี้กัดนั้นน้อยมาก เนื่องจากหมึกชนิดนี้พบในแนวเขตน้ำลึกยังไม่มีการพบว่าเข้ามาแถบหาดทรายชายฝั่งน้ำตื้น อีกทั้งยังไม่มีนิสัยดุร้าย และที่สำคัญทางกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่อนุญาตให้มีการนำเข้าหมึกสายชนิดนี้ตามบัญชีแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2547

โดยมีประกาศครอบคลุมถึงหอยงวงช้างและปลาหมึกทุกชนิดใน Class Cephalophoda ดังนั้นโอกาสได้ไปสัมผัสกับเจ้าหมึกชนิดนี้มีไม่มากนัก โดยปกติหมึกสายวงน้ำเงินหรือหมึกสายอื่นๆ จะไม่สามารถจับได้โดยการตกเหมือนหมึกกล้วย แต่อาจจะจับได้โดยการใช้เครื่องมืออวนลาก หรือลอบหมึกสาย ซึ่งชาวประมงที่จับหมึกด้วยวิธีดังกล่าวมีความระมัดระวังหมึกชนิดดังกล่าวเป็นพิเศษอยู่แล้ว สำหรับในประเทศไทยนั้นยังไม่มีข้อมูลผู้ถูกหมึกสายชนิดนี้กัดและถึงแก่ชีวิตแต่อย่างใด

เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภครวมถึงพ่อค้า แม่ค้า  จึงขอเตือนให้ทุกท่านเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อหมึกที่มีลักษณะเหมือนหมึกสายมารับประทาน โดยให้สังเกตลักษณะภายนอกของหมึกก่อนที่จะเลือกซื้ออย่างละเอียด หากพบหมึกมีลายวงกลมในเนื้อหมึกไม่ว่าจะสีอะไรก็ตามทั้งสดและตากแห้งขอให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสและห้ามนำมารับประทานโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งรีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดใกล้บ้านเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบโดยเร็ว หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมประมง โทร. 02 562 0600

นายมนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมงชำนาญการ สถานีประมงทะเลจังหวัดระนอง กล่าวเพิ่มเติมว่า หมึกสายวงน้ำเงินเป็นสัตว์ที่มีพิษแรงมาก พิษของหมึกวงน้ำเงินเป็นพิษชนิดที่มีความรุนแรงมาก โดยพิษของมันจะถูกสร้างโดยแบคทีเรียกลุ่ม Bacillus และ Pseudomonas ที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลาย (Salivary gland)ปากหนวด ลำไส้

รวมทั้งต่อมหมึก ประกอบด้วยสารพิษ 2 ชนิด คือ Maculotoxin (มีลักษณะคล้ายคลึงกับ Tetrodotoxin ที่พบในปลาปักเป้า มีพิษต่อระบบประสาท) และ Hepalotoxin เป็นสารพิษชนิดร้ายแรงไม่มียาแก้พิษ ต้องบรรเทาอาการจากพิษเช่นเดียวกับการเอาพิษออกจากปลาปักเป้า นั่นคือใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาตามอาการ หากพ้น 24 ชม. ได้อาการจะดีขึ้นตามลำดับ

พิษของหมึกชนิดนี้ เกิดจากผลผลิตของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลายของมัน ซึ่งสามารถส่งต่อผ่านจากแม่ไปยังลูกๆ ของมันได้อีกด้วย พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของระบบประสาท เมื่อถูกปลาหมึกสายวงน้ำเงินกัด ขั้นแรก จะมีอาการคลื่นไส้ ตาพร่าเลือน ขั้นต่อมาจะทำให้มองไม่เห็นและประสาทสัมผัสก็จะไม่ทำงาน ไม่สามารถจะพูดหรือกลืนน้ำลายได้ และขั้นสุดท้ายประมาณ 10 นาทีต่อมา ก็จะเป็นอัมพาตและหยุดหายใจได้เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ดังนั้นต้องรีบนำผู้ป่วยส่งถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจในระหว่างที่ระบบประสาทยังสามารถทำงานได้ปกติ

ก.เกษตรฯ แถลงใหญ่ “การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ก.เกษตรฯ แถลงใหญ่ “การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563”

3 มกราคม 2563 – 13:43 น.
กระทรวงเกษตรฯ
เปิดอ่าน 229 ครั้ง

ก.เกษตรฯ แถลงใหญ่ “การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563”

3 ม.ค.63 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยร้อยเอก ธรรมนัส  พรหมเผ่านายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าว “มอบของขวัญปีใหม่ การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563” ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง และยั่งยืน โดยยึดหลักบูรณาการการทำงานร่วมกัน และดำเนินการเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องเกษตรกรอย่างเร่งด่วน รวมถึงการเตรียมมาตรการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นและอาจส่งผลกระทบกับเกษตรกรและประชาชนโดยตรง ซึ่งในวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขับเคลื่อนนโยบายและแผนงานที่สำคัญในปี 2563 ประกอบด้วย

เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

 

1. การบริหารจัดการแหล่งน้ำทั้งระบบ

– ก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็กและแก้มลิง โดยจะดำเนินการในปี 2563  รวมทั้งสิ้น 421  โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942.00 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในปี 2563 โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จจะได้พื้นที่ชลประทาน 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.

– ปัจจุบันสภาพฝนมีความผันแปรสูงมาก ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ  มีการใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้าน การเกษตรกรรม – อุปโภคบริโภค จึงมีแผนการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 จำนวน 850 ล้าน ลบ.ม. สำหรับในอนาคตจะพิจารณาผันน้ำมาสนับสนุนลุ่มน้ำเจ้าพระยา

– ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืช ป่าไม้ และเพิ่มน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคทั้ง 5 ศูนย์ และได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว เพื่อติดตาม เฝ้าระวังสภาพอากาศ และสามารถปฏิบัติการฝนหลวงได้เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยในการช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า  และจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 11 – 13 หน่วยปฏิบัติการ เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงให้ครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำหลักในพื้นที่ 77 จังหวัด ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 230 ล้านไร่

– การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยกรมชลประทาน ได้วางแผนการจัดสรรน้ำทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 30 เมษายน 2563 จำนวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น อุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 7,006 ล้าน ลบ.ม. สำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2563 (พ.ค.-ก.ค. 63) รวม 10,540 ล้านลูกบาศก์เมตร เกษตรฤดูแล้งปี 2562/63 7,874 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 519 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรรับทราบ สถานการณ์น้ำต้นทุน แนวทางการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก มาเป็นการปลูกพืชใช้น้ำน้อยให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 22 จังหวัด ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา

– ขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม.ให้เกษตรกรที่ขอรับการสนับสนุนทั่วประเทศ จำนวน 40,000 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาและชะลอความแห้งแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดินในฤดูฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้งในระดับไร่นา ให้เกษตรกรสามารถมีน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง สำหรับปลูกพืชผักแบบผสมผสานเลี้ยงปลา ตกกล้า ซึ่งเป็นการทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย

2. ส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์

  ส่งเสริมเกษตรยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา

– ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 354,614 ราย เกษตรกรรมทางเลือก/เกษตรผสมผสาน 16,110 ราย ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร 44,780 ราย

 ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์

– การผลิตพืชในระบบเกษตรปลอดภัย หรือเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ได้แก่ การใช้พืชปุ๋ยสด ชนิดต่าง ๆ อาทิ ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม มะแฮะ ส่งเสริมการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ รวมทั้งใช้จุลินทรีย์เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช โดยปี 2563 มีเป้าหมายสนับสนุนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ 3 ระดับ ดังนี้ กลุ่มเตรียมความพร้อม สนับสนุนปัจจัยการปรับปรุงดิน และกระบวนการรับรองมาตรฐานแบบมีส่วนร่วม (PGS) 1,575 ราย พื้นที่ 15,750 ไร่

– จัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560-2565 โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ไปใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย ภายในปี 2565

– การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่กระบวนการผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง จำนวน 481,000 ไร่ และอบรมให้ความรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ด้านพืช ประมง หม่อนไหม บัญชี และการใช้ชีวินทรีย์ รวม 10,550 ราย  ตรวจรับรองแปลงพืชอินทรีย์ 3,200 ฟาร์ม โรงงานแปรรูป/คัดบรรจุ/โรงรม จำหน่ายพืชอินทรีย์ 80 ฟาร์ม พร้อมรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ 2 แห่ง

– ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก (Area base) เช่น(1) พื้นที่ใกล้โรงเรียน (2) พื้นที่ใกล้โรงแรม (3) พื้นที่ใกล้โรงพยาบาล จัดทำโครงการ “โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย”จำนวน 896 แห่ง ทั่วประเทศ โดยสนับสนุนการจัดซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เพื่อทำอาหารปลอดภัยให้กับผู้ป่วย และจัดให้มีการจำหน่ายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในโรงพยาบาล

– สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและการตัดสินใจเลือกซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์

ส่งเสริมเกษตรปลอดภัย 

– ตรวจสอบปัจจัยการผลิต/ศัตรูพืช การออกใบรับรอง และควบคุมกำกับดูแล พ.ร.บ. โดยตรวจสอบปัจจัยการผลิต/สินค้าพืช/ผลิตภัณฑ์ผลผลิตทางการเกษตร 150,000 ตัวอย่าง ออกใบรับรองสุขอนามัย (ปลอดศัตรูพืช) 300,000 ฉบับ ใบรับรองสุขอนามัยพืช/สารพิษตกค้าง/สารปนเปื้อน 63,000 ฉบับ ใบอนุญาตตามกฎหมาย 100,000 ฉบับ และตรวจสอบร้านค้า/สินค้าเกษตร 52,000 ราย

– กำหนดและจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร 15 เรื่อง การพัฒนาระบบสารสนเทศ 3 ระบบ การรับรองและตรวจติดตามหน่วยงานตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานสากล 24 หน่วย-ขอบข่าย การกำกับ ดูแลและควบคุมมาตรฐานสินค้าเกษตร 3 กลุ่มสินค้า และการประชุมเจรจาเพื่อสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร 20 ครั้ง

 มาตรการลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ผ่านการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรับรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมี

โดยจัดทำอินโฟกราฟิกและคลิปวีดีโอ เรื่อง การใช้สารเคมีทางการเกษตรตามความจำเป็น และการใช้วิธีการกำจัดวัชพืชและป้องกันกำจัดโรคพืชโดยวิธีอื่น เช่น เครื่องจักรกลเกษตรและสารชีวภัณฑ์ การให้ความรู้กับเกษตรกรผ่านเวทีโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ สนับสนุนปัจจัยการผลิตเกี่ยวกับสารอินทรีย์ต่าง ๆ ได้แก่ สนับสนุนการใช้ปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงบำรุงดิน ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยหมัก พด. ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และมาตรการพัฒนาระบบปลูกพืชและเขตกรรมที่เหมาะสม

 การพัฒนาสารชีวภัณฑ์และฮอร์โมนพืช ด้านควบคุมพืช ด้านรักษาสิ่งแวดล้อม

โดยในปี 2563 มีการผลิตสารเร่งจุลินทรีย์ พด. 6,733,500 ซอง  รวมถึงสร้างศูนย์บ่มเพาะในส่วนราชการและกลุ่มเกษตรกรให้เป็นศูนย์เรียนรู้และกระจายชีวภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนและให้บริการในด้านวิชาการและผลิตชีวภัณฑ์ใช้เอง พร้อมถ่ายทอดชีวภัณฑ์ใช้ในการกำจัดศัตรูพืช 17 ชนิด อาทิ เชื้อราไตรโคเดอร์มา แบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส (Bs) เหยื่อโปรโตซัวกำจัดหนู  ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง

 ดำเนินมาตรการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรแทนแรงงานเกษตร

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ด้วยการร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคเอกชน ในการสนับสนุนให้เกษตรกรได้พัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร 4,700 ราย

 3. ใช้ระบบตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ/ล้นตลาด

 ขยายช่องทางตลาดเกษตรกร /จัดหาตลาดใหม่เพิ่ม

– โดยการเข้าร่วมกิจกรรม/งานเทศกาลยังต่างประเทศ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานของไทย   ร่วมมือกับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) ส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตสินค้าที่ดี มีคุณภาพ นำผลิตภัณฑ์สินค้าจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “Co-op click” รวมถึง นโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ สู่ไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 ในการเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการตลาดที่สำคัญตามแนวทางนโยบายตลาดนำการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ DGTFarm หรือ ดิจิตอลฟาร์ม ผ่านทาง http://www.dgtfarm.com และ อตก. เดลิเวอรี่ ผ่านทาง http://www.ortorkor.com

– เปิดตลาดการค้าสัตว์ปีกในสาธารณรัฐประชาชนจีน ภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มนอกเหนือจากสหรัฐอาหรับอามิเรต และสหภาพยุโรป  โดยเฉพาะสหภาพยุโรปคาดว่าปริมาณการส่งออกสัตว์ปีกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1 โดยส่งออกเนื้อไก่ จำนวน 970,770 ตัน มูลค่า 116,589 ล้านบาท

สร้างตลาดออนไลน์โดยร่วมมือกับ LAZADA Thailand (Kick off ม.ค. 63)

กระทรวงเกษตรฯ ขยายความร่วมมือสู่แพลตฟอร์มลาซาด้า ผู้นำอีคอมเมิร์ชในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการหารือกับทีมบริหารงานผู้ขายลาซาด้าเพื่อสร้างโอกาสร่วมกันให้กับสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พัฒนาความรู้แบบยั่งยืนโดย สามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เพื่อนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ช่องทางออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากจะช่วยในเรื่องการเพิ่มช่องทางการตลาด ให้เกษตรกรได้กระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตออกตลาดมากแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด สามารถทำความรู้จักกับกลุ่มลูกค้าของตัวเอง ทำการซื้อขายกับผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด ลดความเหลื่อมล้ำ และยังสามารถนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดี จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งในเบื้องต้นจะเน้นจัดกิจกรรมอบรมทักษะให้แก่กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มYoung Smart Farmer

พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง Smart Farmer

พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง โดยสร้างและพัฒนาเกษตรกรให้มีศักยภาพในการประกอบอาชีพด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ ด้านการผลิต การแปรรูปและการตลาด รวมถึงได้รับการพัฒนาสู่การเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม นำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันพร้อมสู่ การเป็นผู้ประกอบการด้านเกษตร  รวมทั้งสิ้น 84,312  ราย

เสริมสร้างความเข้มแข็งวิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์

– พัฒนาวิสาหกิจสู่ความเป็นมืออาชีพ 444 แห่ง ด้วยการสอนแนะการจัดทำบัญชีแก่วิสาหกิจชุมชน การจัดทำงบการเงิน การใช้ข้อมูลทางบัญชีในการบริหารจัดการ กำกับแนะนำการจัดทำบัญชี และติดตามผลการจัดทำบัญชี

– พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและบริการ 154 แห่ง ด้วยการส่งเสริมกิจการวิสาหกิจชุมชนและสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม คุณภาพมาตรฐานการผลิตและผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการธุรกิจ และการแข่งขันทางการตลาด เพื่อให้กิจการวิสาหกิจชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้

– ยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าและบริการ ด้วยการพัฒนาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน และเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่การขยายโอกาสทางการตลาด

– พัฒนาระบบสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร โดยส่งเสริมแนะนำการบริหารจัดการการวางแผนการดำเนินงานดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมหลักการอุดมการณ์ วิธีการสหกรณ์ และกำกับควบคุมดูแลให้ปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งและกฎหมาย 12,958 แห่ง

– บริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีให้มีคุณภาพ โดยการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร ด้วยการตรวจสอบบัญชีประจำปีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 11,800 แห่ง ตรวจสอบความถูกต้องในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างสหกรณ์และสมาชิก 24,500 ราย ฝึกอบรมเศรษฐกิจการเงินขั้นพื้นฐานแก่สมาชิกสหกรณ์ 10,000 ราย พัฒนาศักยภาพด้านการบัญชีแก่สมาชิกสหกรณ์และประชาชนกลุ่มเป้าหมาย 24,000 ราย พัฒนามาตรฐานการบัญชีแก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 500 แห่ง และพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ตั้งใหม่ 100 แห่ง

 ส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

– พัฒนาศักยภาพการแปรรูปข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว  การแปรรูปสัตว์น้ำ พร้อมทั้งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่การขยายโอกาสทางการตลาด

4. ลดต้นทุนการผลิต

 ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (ปุ๋ยสั่งตัด) เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าปุ๋ยลง 30%

– ตรวจวิเคราะห์ดินรายแปลง เพื่อแนะนำการใช้ปุ๋ยตามชนิดของดิน พืช ในอัตราที่เหมาะสม จะได้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพ พร้อมทั้งเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน โดยตั้งกลุ่มการทำและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปลดปล่อย ธาตุอาหารพืช และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

– อบรมส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตร เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร โดยการวิเคราะห์ดิน และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยแก่สมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ จำนวน 150 แห่ง สมาชิกจำนวน 7,500 ราย และอบรมสมาชิกกลุ่มเป้าหมายในสถาบันเกษตรกร 150 แห่ง แห่งละ 50 ราย จำนวน 7,500 ราย  พร้อมด้วยอุดหนุนเครื่องผสมปุ๋ยแก่สหกรณ์ 16 แห่ง

 ส่งเสริมให้ความรู้เกษตรกรในการผลิตปุ๋ยใช้เอง (ปุ๋ยหมัก/ชีวภาพ)

– เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้วยปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและต้นทุนการผลิตสูงทำให้เกษตรกรประสบปัญหามีความเสี่ยงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ประสานความร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินที่จะดำเนินการขับเคลื่อนการส่งเสริมปุ๋ยผสมใช้เองผ่านสหกรณ์การเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิต 400 แห่ง/เกษตรกร 40,000 ราย ทั่วประเทศ โดยคาดหวังว่าเกษตรกรจะสามารถลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพ และยังเป็นการส่งเสริมให้มีการปรับปรุงบำรุงดินอีกทั้งผลักดันให้สถาบันเกษตรกรเป็นศูนย์บริการตรวจและพัฒนาดินลดต้นทุนการผลิต

ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิต และพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ตรงตามความต้องการของตลาดและสอดคล้องสภาพภูมิอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง

– พัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตพืช ด้วยการฝึกอบรมด้านเกษตรอัจฉริยะและจัดสัมมนาเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตข้าว 3 เทคโนโลยี ประกอบด้วย 1) การสร้าง Application Programming Interface เพื่อพัฒนา ความเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ด้านข้าว 2) การจัดทำ WebGis เพื่อประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ และการเตือนภัย การปลูกข้าว 3) การพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดเพื่อการพัฒนาระบบเตือนภัยและประเมินผลผลิตของข้าวด้วยการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ

– พัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตกัญชา ด้วยการก่อสร้างอาคารวิจัยกัญชาและจัดเตรียมสถานที่การเก็บรักษา การควบคุมการใช้และการปลูกกัญชา สำหรับใช้ในการวิจัยและปลูกกัญชาให้เป็นไปตามมาตรฐาน ในจังหวัดเชียงราย

– ส่งเสริมการทำระบบฟาร์มอัจฉริยะ ด้วยการพัฒนาระบบข้อมูลข้าวอัจฉริยะ 1 ระบบ เป็นการพัฒนาระบบข้อมูล Big data ด้านข้าวและชาวนา

– การพัฒนาระบบตรวจสอบติดตามออกซิเจนในบ่อเลี้ยงปลากะพงขาวระบบหมุนเวียนโดยใช้ Programmable Logic Controller (PLC)  และพัฒนาระบบตรวจติดตามคุณภาพน้ำแบบเวลาจริง (Real-time) ในแหล่งเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาประยุกต์ใช้กับระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

 สนับสนุนโลจิสติกส์การเกษตร

โดยแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร  เพื่อกำหนดกรอบการจัดทำแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ปี 2563 – 2565  เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ลดการสูญเสียและเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และได้แต่งตั้งคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อน 3 คณะ ได้แก่ (1) คณะทำงานโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เกษตรอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกและบริการทางการค้าสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น การพัฒนาระบบ E-Certify และ E-Passport สำหรับส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวเหนียวมูนพร้อมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ไปยังสิบเมืองเอกของประเทศจีน (2) คณะทำงานโครงการพัฒนาระบบกระจายและขนส่งสินค้าเกษตร เพื่อขยายช่องทางตลาดสำหรับสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศ เช่น การพัฒนาระบบกระจายและขนส่งสินค้าผลไม้ เช่น มะม่วงและทุเรียน โดยใช้ดูไบเป็นศูนย์กลาง (Hub) กระจายและขนส่งสินค้าเกษตร เนื่องจากดูไบเป็นศูนย์กลางการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบใน 6 ทวีป 78 ท่าเรือ มี free zone มากกว่า 24 แห่ง และ (3) คณะทำงานโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เกษตรชุมชน  เพื่อกำหนดแนวทางหรือรูปแบบการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรใน  3 ระดับ ได้แก่ โลจิสติกส์ระดับท้องถิ่น (Domestic Logistics)  โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค (Regional Logistics) และโลจิสติกส์ระดับสากล (Global Logistics) ซึ่งผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าสินค้าเกษตร

 ส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน

– มันสำปะหลัง โดยผลิตพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพดี 20 ล้านท่อน และส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรมันสำปะหลัง

– ปาล์มน้ำมัน โดยผลิตพันธุ์ปาล์มน้ำมันคุณภาพดี 300,000 ต้น 500,000 เมล็ดงอก และส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรปาล์มน้ำมัน

5. การบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน

 การแก้ไขปัญหา IUU

การป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมง IUU เป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ เพื่ออนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลให้เกิดความยั่งยืนและรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมตามกฎเกณฑ์และแนวทางมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่าง ๆ และจัดทำโครงการเพื่อเยียวยา/ลดผลกระทบที่เกิดจากการแก้ไขปัญหา IUU ดังนี้

1) การปรับปรุงการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ให้สอดคล้องกับวิถีการทำประมงมากขึ้น เช่น การขอเปลี่ยนพื้นที่ทำการประมง ขอเปลี่ยนพื้นที่ทำการประมง โดย ต้องผ่านการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย และไม่กระทบกับปริมาณสัตว์น้ำสูงสุดที่จะอนุญาตให้ทำการประมงได้อย่างยั่งยืน การปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการขอใช้เครื่องมือทำการประมงต่อเรือประมง 1 ลำ สำหรับเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพต่ำ สามารถขอได้ไม่เกิน 3 เครื่องมือ (ไม่รวมเบ็ดมือ) โดยให้ทำประมงได้  ครั้งละ 1 เครื่องมือ

2) การนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ระยะที่ 2 โดยมีเรือประมงที่จะเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 2,768 ลำ

3) การเพิ่มวันทำการประมง กรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง การจัดสรรเพิ่มวันทำการประมงให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ สำหรับปีการประมง พ.ศ. 2562 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2562 จัดสรรวันทำการประมงทะเลอ่าวไทยและอันดามันเพิ่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวประมงพาณิชย์บางส่วนที่เหลือวันทำประมงไม่เพียงพอไปจนสิ้นสุดรอบปีการประมง 2562 (31 มีนาคม 2563) โดย(1) ฝั่งอ่าวไทย: เรือประมงอวนล้อม เรือประมงอวนล้อมจับปลากะตัก อวนครอบปลากะตัก และอวนช้อน/ยกปลากะตัก ให้สามารถทำการประมงได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยไม่นับจำนวนวันทำการประมง: ส่วนเรืออวนลาก จะได้รับวันทำการประมงเพิ่มอีกลำละ 30 วัน (2) ฝั่งทะเลอันดามัน : เรือทั้งหมดสามารถออกทำการประมงได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563โดยไม่นับจำนวนวันทำการประมง

4) การสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร ในปีงบประมาณ 2563 มีเป้าหมายดำเนินการส่งเสริม พัฒนา องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ในพื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล จำนวน 144 ชุมชน

 จัดตั้งกองทุนประมงแห่งชาติ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงหรือดำเนินการทางกฎหมายด้านการประมง ซึ่งได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างพระราชบัญญัติสภาการประมง พ.ศ…. และร่างพระราชบัญญัติกองทุนประมง พ.ศ…. มีนายอรรถพร พลบุตร คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนจากผู้ประกอบการประมงทุกภาคส่วนเป็นอนุกรรมการ ทั้งนี้ ได้มีการประชุมแล้ว 5 ครั้ง ได้ยกร่าง พระราชบัญญัติกองทุนการประมงแห่งชาติ พ.ศ. …. ประกอบด้วย 6 หมวด 34 มาตรา 6 หมวดประกอบด้วย  1) การจัดตั้งกองทุน 2) การบริหารกิจการของกองทุน  3) สำนักงานกองทุนการประมงแห่งชาติ 4) การบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผล 5) การประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนและ 6) การกำกับและดูแล ทั้งนี้ กองทุนประมงมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

การส่งเสริมอาชีพและการจัดหาตลาด

– กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมประมงได้ส่งเสริมอาชีพโดยมุ่งเน้นที่จะเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้เพียงพอต่อการบริโภคและสร้างรายได้ โดยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรทุกระดับ ทั้งด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูป ตั้งแต่เพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน จำหน่ายเป็นเป็นรายได้เสริมและสามารถประกอบเป็นอาชีพได้อย่างมั่งคง โดยการฝึกอบรมให้ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนปัจจัยการผลิต แบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือ ด้านการทำการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

 การขึ้นทะเบียนประมง

– จากการที่รัฐบาลเปิดให้จดทะเบียนเรือประมงแก่ชาวประมงพื้นบ้าน ในครั้งนี้ โดยมีการบูรณาการทำงานระหว่างกรมประมงและกรมเจ้าท่าในพื้นที่ อำนวยความสะดวกแก่ชาวประมงทั้งในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เกาะแก่งต่าง ๆ ในทุกช่องทาง เพื่อให้เรือทุกลำได้รับการจดทะเบียนเบียนเรือทั้ง 22 จังหวัด

– หลังจากปิดรับคำขอในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 มีเจ้าของเรือประมงพื้นบ้านมาขอรับหนังสือรับรองจากกรมประมงเพื่อประกอบการจดทะเบียนกับกรมเจ้าท่ากว่า 33,710 ลำ ส่วนเรือที่มีทะเบียนเรือแล้วได้ไปแจ้งขอตรวจวัดและจัดทำอัตลักษณ์เรือกับกรมเจ้าท่า 17,180 ลำ รวมแล้วกองเรือประมงพื้นบ้านน่าจะมี ประมาณ 50,000 กว่าลำ ส่วนผู้ตกหล่นกรมประมงจะพิจารณาร่วมกับกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคมเป็นรายกรณีต่อไป ส่วนประมงพาณิชย์จะเร่งส่งเสริมให้รักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เพื่อให้สามารถทำประมงได้อย่างยืนต่อไป

 การฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้คงความอุดมสมบูรณ์ โดยการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อย ให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รอบแหล่งน้ำจำนวน 550 ล้านตัว แบ่งเป็น สัตว์น้ำจืด 400 ล้านตัว สัตว์น้ำชายฝั่ง 150 ล้านตัว

6. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร

การจ้างงานของกรมชลประทานในหน้าแล้ง

– กรมชลประทานประเมินการจ้างแรงงานในปีงบประมาณ  พ.ศ. 2563 (งบลงทุน) สำหรับงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน  ก่อสร้างแหล่งน้ำระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง     การจัดการคุณภาพน้ำและโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ซึ่งดำเนินการจ้างแรงงานทั่วทุกภาค      ของประเทศ วงเงินประมาณ 3,100 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ไม่น้อยกว่า 41,000 คน ระยะเวลาระหว่าง 3-7 เดือน เกษตรกรจะได้ค่าจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 24,000-58,000 บาท /คน ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานที่ดำเนินการ ซึ่งเป็นมาตรการสนับสนุนช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาระยะสั้นในฤดูแล้งนี้

  การจัดที่ดินทำกิน (สปก.) ให้แก่เกษตรกร

– ดำเนินการตรวจสอบการถือครองที่ดินฯ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ใน 69 จังหวัด จำนวน 397,235 ราย 519,087 แปลง เนื้อที่ 5,303,031 ไร่

– มีแผนงานจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในปี 2563 จำนวน  62,000 ราย  ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว2,350 ราย 2,846 แปลง 26,763.48 ไร่

การส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ที่มีความต้องการของตลาด (โค/กระบือ/แพะ)

– โดยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU)

ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ (ควาย) แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง  ในภาคปศุสัตว์ ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ และเพื่อเป็นการสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ประกอบด้วย 1)โครงการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อ กิจกรรมการเลี้ยงโคขุน 2) โครงการส่งเสริมการผลิตกระบือ 3) โครงการส่งเสริมการผลิตแพะเนื้อ 4) โครงการการส่งเสริมการผลิตไก่พื้นเมือง 5) กิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศตามศักยภาพและแผนธุรกิจที่มีความชัดเจน ได้แก่ ธุรกิจศูนย์ผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) การผลิตพืชอาหารสัตว์ การผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธุรกิจการส่งขนและการกระจายสินค้า (Logistics) เป็นต้น  โดย ธ.ก.ส.  สนับสนุนสินเชื่อให้รายละ   ไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยล้านละ 100 บาท/ปี กลุ่มละไม่เกิน 10 ล้านบาท

 การควบคุมและป้องกันโรคสัตว์

– การควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โดยร่วมบูรณาการการทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ในการป้องกันโรคในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรเข้ามาในประเทศ  จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค ASF และแนวเวชปฏิบัติ รวมถึงยกระดับแผนฯ เสนอให้ ครม. เห็นชอบเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 เม.ย.62   จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ X-Ray เคาะประตูบ้าน เฝ้าระวังทางอาการ ขึ้นทะเบียน และประเมินความเสี่ยงด้วย Mobile Application “e-SmartPlus” จัดตั้ง war room ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนมาตรการ ซ้อมแผนรับมือโรคทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ OIE และ FAO ดำเนินการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์แนวโน้มการแพร่ระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด

– การควบคุมและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยรณรงค์ฉีดวัคซีนฟรีป้องกันโรคทั่วประเทศ ระหว่างเดือน มีค. – มิย. 63 จะมีการ kick off ทั่วประเทศ (พิธีเปิดการรณรงค์) ในช่วงต้นเดือน มี.ค. 63  รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและแมวจรจัดและด้อยโอกาสสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า จากเดิมปี 2562 จำนวน 300,000 ตัว/ปี เป็นจำนวน 600,000 ตัว/ปี คิดเป็น 20% ของสัตว์จรจัดและด้อยโอกาส

 

7. จัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data) และศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center: AIC)

 จัดตั้งศูนย์ Big Data ด้านการเกษตร

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้จัดทำโครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ หรือ National Agricultural Big Data ขึ้น เพื่อต้องการเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลภาคการเกษตรอย่างครบวงจร ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของระบบการผลิตด้านการเกษตร ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งระบบฐานข้อมูลการเกษตรแห่งชาตินี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากการบูรณาการฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) และBig Data ด้านสินค้าเกษตร ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ประกอบในงานเชิงนโยบายและการกำหนดยุทธศาสตร์ของผู้บริหารภาครัฐ แต่วิวัฒนาการทางด้านการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามการเปลี่ยนแปลงโลกตามยุคของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี หรือ Disruptive Technology ส่งผลให้การบริหารจัดการภาคการเกษตร ต้องอาศัยข้อมูลที่ดี มีคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะนำไปสู่การทำการเกษตรแม่นยำ Precision Farming และหลักการตลาดนำการเกษตร

การบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลสินค้าเกษตร ทั้งภายในและหน่วยงานภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวม 10 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรอัจฉริยะ13 สินค้า ประกอบด้วย 1) ข้าว 2) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3) สับปะรดโรงงาน 4) มันสำปะหลังโรงงาน   5) อ้อยโรงงาน 6) ยางพารา 7) ปาล์มน้ำมัน 8) ลำไย 9) เงาะ 10) มังคุด 11) ทุเรียน 12) มะพร้าว และ 13) กาแฟโดยมีรายละเอียดของข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง สามารถเข้าใช้งานได้ที่  bigdata.oae.go.thทั้งนี้ จะสามารถเปิดให้หน่วยงานและประชาชนทั่วไปเข้าดูรายงานและใช้ข้อมูลในส่วนที่เพิ่มขึ้นจากหน่วยงานต่าง ๆ ตามสิทธิ์การเข้าถึง โดยกำหนดให้สามารถใช้งานได้ในเดือนมีนาคม 2563

 จัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agri-technology and innovation center: AIC)

โดยมีเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2563 ซึ่งรูปแบบจะเป็นการทำงานลักษณะศูนย์ Agritechในระดับภูมิภาค บูรณาการร่วมกันใน 6 ภาคี คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน ซึ่งมีรูปแบบโครงสร้างเป็นแบบ 1 จังหวัด 1 ศูนย์ รวม 77 จังหวัด ซึ่งจะตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยที่ได้รับการคัดเลือก โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา ได้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชมงคล 9 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนโดยมีรูปแบบเป็น Center Excellent เน้นการส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน มีการรวบรวม ช่างเกษตร ปราชญ์เกษตร ซึ่งเป็นเกษตรกรต้นแบบตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เน้นการบริหารจัดการในพื้นที่แปลงใหญ่ ดึง Smart และ Young Smart Farmer เข้าร่วม เสริมความรู้ e-commerce รวมถึงมาตรการ กฎระเบียบการรับรองต่าง ๆ เพื่อให้ก้าวสู่ศูนย์เกษตร 4.0 ในระดับภูมิภาคให้ได้ภายในปี 2563 นี้

 ตรวจสอบศักยภาพพื้นที่โดยใช้ Agri-Map เพื่อจัดทำ Zoning

กำหนดเขตการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) โดยการบูรณาการข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตรจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตร โดยจัดทำระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) เป็นเครื่องมือในการวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมด้านกายภาพ และด้านเศรษฐกิจ ซึ่งด้านกายภาพใช้ข้อมูลพื้นที่ความเหมาะสมของดิน ด้านเศรษฐกิจใช้ข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน แหล่งรับซื้อ โรงงาน การตลาด โดยในปี 2563 จัดทำแผนการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สำคัญครบวงจร จำนวน 7 สินค้า และศึกษาสินค้าหรือกิจกรรมทางเลือก เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต รวมถึงสนับสนุนมาตรการจูงใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเดิมไปปลูกพืชที่มีศักยภาพในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เป้าหมาย จำนวน 100,000 ไร่ และผลักดันการปลูกพืชในพื้นที่เหมาะสม เพื่อยกระดับรายได้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนการผลิต

8. พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)

จำนวน 882 ศูนย์หลัก ทุกอำเภอทั่วประเทศ เป็นหน่วยขับเคลื่อนนโยบายการเกษตร องค์ความรู้ด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด แก่เกษตรกร ร่วมกับศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน.

สภาเกษตรกรฯสะท้อน “ที่ดินทำกิน” ปัญหาตลอดชีวิตเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408231?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สภาเกษตรกรฯสะท้อน “ที่ดินทำกิน” ปัญหาตลอดชีวิตเกษตรกร

3 มกราคม 2563 – 13:35 น.
สภาเกษตรกรฯ
เปิดอ่าน 55 ครั้ง

สภาเกษตรกรฯสะท้อน “ที่ดินทำกิน” ปัญหาตลอดชีวิตเกษตรกร

3 ม.ค.63 –  นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาปวดใจของพี่น้องเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯสะท้อนขึ้นมาเพื่อให้ภาครัฐจัดการบริหารและแก้ไขให้ตรงจุดมากที่สุด ซึ่งยืดเยื้อยาวนานและเป็นปัญหามาตลอดชีวิตของเกษตรกรคือที่ดินทำกินไม่มีความมั่นคงในการถือครอง ในพื้นที่ชนบทห่างไกลการบริการของภาครัฐเข้าไม่ถึง ด้วยอ้างเหตุผลว่าขาดงบประมาณ ขาดกำลังพล ผลพวงของนโยบายต่างๆจึงไปไม่ถึงเกษตรกร ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โครงการความช่วยเหลือต่างๆจากภาครัฐมักประกาศว่าที่ดินต้องมีเอกสารสิทธิ์

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์

การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ดูถึงข้อเท็จจริงว่าเกษตรกรเจตนาเพียงแค่ประกอบการยังชีพไม่ได้มีเจตนาบุกรุกหรือเข้าไปทำลายทรัพย์สิน และแต่ละรายมีพื้นที่ทำกินประมาณ คนละ 5-20 ไร่ รัฐควรผ่อนปรนและละเว้น การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทยนั้นปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับมาก แต่ไม่เป็นเอกภาพและไม่มีกรอบแนวทางในการกำหนดแนวทางการพัฒนา ภารกิจ รวมถึงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่และจะลุกลามรุนแรงต่อไปและมากขึ้น เมื่อครั้งการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติครั้งที่ 7/2562 ณ ห้องบุหลันพิทักษ์พล อาคารสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม.

ในการประชุมได้มีการบรรยาย “ความรู้กฎหมายและนโยบายที่ดินที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ดินแห่งชาติ”โดย ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานงานการศึกษานโยบายที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) ทำให้ทราบว่าภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562  คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง โดยการบูรณาการการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และภูมิสังคม ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด สมดุล เป็นธรรม ยั่งยืน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานงานการศึกษานโยบายที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้กล่าวเสริมว่า คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะคอยบูรณาการงานต่างๆที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งหมดไว้ในที่เดียวกันการที่มีทิศทางแน่นอนมันจะทำให้ในอนาคตการบริหารจัดการที่ดินของประเทศเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน มีทิศทางแน่นอน มีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยใช้ที่ดินควรต้องได้รับการแก้ไขปัญหา ปัญหาที่มีอยู่ถ้าส่งผ่านไปที่ คทช.ก็จะเป็นกลไกหนึ่งที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้

” คนส่วนใหญ่ของประเทศทั่วทุกจังหวัด เดือดร้อนสามารถส่งปัญหาให้กับสภาเกษตรกรฯสะท้อนปัญหาขึ้นมาให้ภาครัฐ  อย่างน้อยที่สุดก็จะมีทิศทางตอบสนองต่อปัญหา แทนที่จะให้ คทช.พิจารณาไปโดยไม่มีฐานข้อมูล ไม่มีจุดร่วมของการตัดสินใจ ถ้าระบุปัญหาชัดเจนและไม่เข้าข้างตัวเองก็จะเป็นเรื่องที่ คทช.พิจารณาแก้ไขปัญหาในภาพรวมกับสาธารณะ เพราะนอกจากแก้ไขปัญหาให้ภาคเกษตรกรแล้วภาคส่วนอื่นความต้องการเหล่านี้จะต้องเป็นที่ยอมรับได้ด้วย ” ผศ.อิทธิพล กล่าว

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/408168?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563

2 มกราคม 2563 – 19:09 น.
ธกส
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563

            ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563 ทั้งข้าวเปลือกเหนียว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาลทรายดิบ ยางพาราแผ่นดิบ ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งขาว     แวนนาไม มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ มันสำปะหลัง มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงเดือนมกราคม 2563 ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่  ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาขายอยู่ที่ 13,668 – 13,976 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.04 – 2.29 เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูการเก็บเกี่ยว ประกอบกับสต็อกของผู้ประกอบการ ไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศและการส่งออก                ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาขายอยู่ที่ 7.96 -8.08 บาท/กก. ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.00 – 2.50 เนื่องจากเป็นช่วงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ในช่วงฤดูแล้ง (ปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์) ทำให้ปริมาณผลผลิตในตลาดมีน้อย

น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาขายอยู่ที่ 13.50 – 13.64 เซนต์/ปอนด์ (8.99 – 9.09 บาท/กก.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก      เดือนก่อนร้อยละ 1.00 – 2.00 เนื่องจากยังคงมีแรงซื้อจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ผลผลิตน้ำตาลตลาดโลกในฤดูการผลิตปี 2562/63 ที่มีแนวโน้มลดลง จากปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลให้ผลผลิตลดลง      อย่างไรก็ตาม ปริมาณสต็อกน้ำตาลโลกคงค้างอยู่ประมาณ 80 ล้านตัน และในปี 2562/63 รัฐบาลอินเดียอุดหนุนผู้ส่งออกน้ำตาล 6 ล้านตัน ยังเป็นปัจจัยกดดันให้ทิศทางราคาน้ำตาลปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก

                ยางพาราแผ่นดิบ ราคาอยู่ที่ 38.54 – 38.61 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.03 – 0.20 เนื่องจากภาครัฐเตรียมดำเนินโครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ จำนวน 30 ล้านใบ มูลค่า 18,000 ล้านบาท เพื่อช่วย   ดูดซับผลผลิตยางพาราออกจากระบบจำนวน 150,000 ตัน ประกอบกับปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างซึ่งเป็นแหล่งผลิตยางพาราสำคัญ ทำให้อุปทานออกสู่ตลาดลดลง

               ปาล์มน้ำมัน ราคาขายอยู่ที่ 4.88 – 5.08 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 7.25 – 11.65 เนื่องจากเป็นช่วงต้นปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตน้อย ส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับมีมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบได้ค่อนข้างมาก

                สุกร ราคาขายอยู่ที่ 62.00 – 64.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.75 – 4.83  เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับการส่งออกขยายตัวเพื่อรองรับความต้องการเนื้อสุกรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบภาวะขาดแคลนสุกรจากปัญหาโรค            อหิวาต์แอฟริกา (ASF)

และกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาขายอยู่ที่ 150 – 160 บาท/กก. เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนร้อยละ 1.35 – 8.10 เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิลดต่ำลง ทำให้กุ้ง เติบโตช้า ส่งผลให้ปริมาณกุ้งเข้าสู่ตลาดน้อยลง

 ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง คือ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาขายอยู่ที่ 7,625 – 7,633 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.93 – 1.04 เนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ขณะที่สกุลเงินประเทศคู่แข่งขันอ่อนค่าลง ทำให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าของไทยแพงกว่าประเทศคู่แข่งขัน อาทิ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา         

                ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาขายอยู่ที่ 13,142 – 13,507 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.16 -2.86 เนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และความต้องการนำเข้าของประเทศฮ่องกงมีแนวโน้มลดลงจากเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงเทศกาลคริสต์มาส โดยในช่วงเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2562 มูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยไปฮ่องกงลดลงร้อยละ 13.33

และมันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.93 – 1.98 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.50 – 3.02 เนื่องจากเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ขณะที่การส่งออกไปต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ราคา     มันสำปะหลังภายในประเทศลงต่ำลง

ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407884?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย

1 มกราคม 2563 – 03:01 น.
ซีพีเอฟ,อดิเรก ศรีประทักษ์
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

 ซีพีเอฟ.เติมอาหารสมองเด็กไทย มอบโรงเลี้ยงไก่824โรงเรียนทั่วไทย 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนก่อกำเนิดเมื่อปี 2532 ภายใต้มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท จนปัจจุบันมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯจากทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 824 โรง

กระทั่งล่าสุดบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท เดินหน้าส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนอย่างต่อเนื่อง หวังมุ่งมั่นสร้างเสริมสุขภาพอนามัยแข็งแรงของเด็กและเยาวชนไทยอย่างยั่งยืนกว่า 150,000 คน ใน 824 โรงเรียนทั่วประเทศ

เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตไข่ไก่เพื่ออาหารกลางวันให้นักเรียนอย่างเพียงพอแล้ว ยังช่วยพัฒนาให้โรงเรียนเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมทักษะด้านการเกษตร สร้างความมั่นคงทางอาหารในโรงเรียนและชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนอีกด้วย

  อดิเรก ศรีประทักษ์(ที่2จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ

“เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดมั่นในค่านิยมองค์กร ที่ ท่านประธานอาวุโส คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เน้นย้ำมาตลอด คือ ปรัชญาสามประโยชน์สู่ความยั่งยืน เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับตระหนักอยู่เสมอ ว่า ต้องทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน”

  อดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนแก่โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร)ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย   โดยได้รับเกียรติจากภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมาร่วมในพิธี มอบโครงการ  ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา ซีพีเอฟ.และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท ได้ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนเข้าสู่ปีที่ 30

“นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และแก้ปัญหาทุพโภชนาการของเด็กและเยาวชนไทย โดยมีบุคลากรของบริษัทฯติดตามดูแล ให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงไก่ไข่ให้กับโรงเรียน ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการจัดการผลผลิตไข่ไก่สดแก่ครูและนักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้บริโภคไข่ไก่อย่างเพียงพอ และโรงเรียนมีการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืน”

อดิเรกกล่าวต่อว่า ในปีนี้ ซีพีเอฟ สนับสนุนงบประมาณให้มูลนิธิฯดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มอีก 46 โรงเรียน เป็นมูลค่ารวม 13 ล้านบาท โดยจะมีการส่งมอบให้ครบทุกโรงเรียนภายในเดือนพฤษภาคม 2563 ทำให้มีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งซีพีเอฟติดตามดูแลในขณะนี้ทั้งสิ้น 824 โรงเรียนทั่วประเทศ

ขณะนี้ อภัยชนม์ วัชรสินธุ์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท กล่าวเสริมว่าตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนและเกษตรกรในชนบทห่างไกล ซึ่งโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนเป็นหนึ่งในโครงการเพื่อร่วมบรรเทาปัญหาขาดแคลนโปรตีน สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและสติปัญญาของเยาวชน โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ มูลนิธิฯได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน รวมทั้ง ซีพีเอฟ ที่สนับสนุนโครงการฯ เป็นมูลค่ารวม 146 ล้านบาท ส่งผลให้โครงการประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง เยาวชนเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ เป็นแหล่งอาหารมั่นคงของชุมชน ที่สำคัญมีองค์ความรู้ให้ครูและนักเรียนสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ เกิดกองทุนหมุนเวียน และเป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพของคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

นอกจากกิจกรรมมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนแล้ว คณะผู้บริหารของซีพีเอฟและมูลนิธิฯ ยังได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคและเงินดำรงชีพให้แก่ผู้สูงอายุ ในโครงการกองทุนซีพีเอฟ คืนสุข ผู้สูงวัย และมอบสัญญาจ้างงานคนพิการ ภายใต้ ”โครงการจ้างงานคนพิการ” ในโรงเรียนที่ร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งซีพีเอฟได้ดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรด้านการศึกษา สร้างกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการให้ภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง โดยปัจจุบัน ซีพีเอฟมีการจ้างงานคนพิการ จำนวน 424 คน ช่วยงานในโรงเรียนใน 240 โรงเรียนทั่วประเทศ

ด้าน ภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติและดีใจอย่างยิ่ง ที่มีโอกาสร่วมในพิธีรับมอบโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จากรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการนี้ ทำให้เห็นว่า ซีพีเอฟมีความตั้งใจจริงในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในชนบทมีอาหารอิ่มท้อง เจริญเติบโตสมวัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนห่วงใยไปถึงคนในชุมชน ด้วยการใส่ใจดูแลผู้สูงอายุที่ยากไร้ให้ได้รับความสะดวกสบายตามสมควร ส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำ มีรายได้เพื่อดูแลตนเองและครอบครัว แสดงถึงการเป็นองค์กรที่ปลูกฝังเรื่องความกตัญญูและเห็นคุณค่าของทุกคนในสังคม

“ผมขอเป็นตัวแทนของประชาชนจังหวัดเชียงรายและตัวแทนของทุกโรงเรียนที่รับมอบโครงการฯในวันนี้ ขอบคุณซีพีเอฟและมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกโรงเรียนจะสามารถพัฒนาและต่อยอดโครงการไปสู่การเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน”รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวย้ำทิ้งท้าย

“ฟาร์มไก่”แหล่งเรียนรู้งานนักเรียน 

     ผจญ กุณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) กล่าวว่า โรงเรียนบ้านดู่ฯ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง มีนักเรียน 750 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กๆได้เรียนรู้ด้านการเกษตร เช่น การเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน โดยมีบุคลากรของซีพีเอฟช่วยถ่ายทอดความรู้และวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงเป็นการวางพื้นฐานวิชาชีพให้ติดตัวไปใช้ในอนาคต

“การเข้าร่วมโครงการนี้โรงเรียนได้รับมอบไก่ไข่จากซีพีเอฟ 300 ตัว ทำให้มีผลผลิตไข่ไก่เพื่อมาทำอาหารกลางวันนักเรียนได้รับประทานอย่างทั่วถึง หรือหากมีผลผลิตไข่ไก่จำนวนมากก็สามารถนำไปจำหน่ายให้คุณคร ผู้ปกครองนักเรียนและคนในชุมชน ทำให้เด็กๆมีโอกาสเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการและการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายด้วย”

   บัว สายเมือง อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) บอกว่า รู้สึกดีใจและขอบคุณซีพีเอฟ ที่เข้ามาดำเนินการโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งโครงการดังกล่าวทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน เช่น โรงเรียนได้รับฐานการเรียนรู้ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติจริง มีไข่ไก่ไปสนับสนุนโครงการอาหารกลางวัน เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่โรงเรียนหรือชุมชนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน มีไข่สดสะอาดปลอดภัยไว้บริโภค รวมทั้งโรงเรียนยังได้โรงเรือนใหม่ที่ได้มาตรฐาน มีสถานที่ปฏิบัติงานจริง และเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ที่สำคัญนักเรียนในโรงเรียนจะได้มีไข่สด สะอาดปลอดภัยไว้สำหรับโภคด้วย

“หนูจะมาช่วยกันเก็บทุกวันกับเพื่อนๆ ทุกวันในช่วงบ่ายสามโมงเพื่อนำไปให้แม่ครัวทำอาหารอาทิตย์ละ 3 วัน ซึ่งแต่ละวันจะมีเมนูที่แตกต่างกันไป เช่นไข่พะโล้ ไข่เจียว ไข่ระเบิด ส่วนที่เหลือจากการนำไปประกอบอาหารแล้วก็จะนำไปขายให้สหกรณ์โรงเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ”นักเรียนคนเดิมกล่าว

แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ กระทบคุณภาพน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407875?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ กระทบคุณภาพน้ำ

31 ธันวาคม 2562 – 16:55 น.
สทนช,แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ,กระทบคุณภาพน้ำ
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

นายกฯ ห่วงปัญหาภัยแล้ง กำชับ จนท.ช่วยเหลือปชช.เต็มที่ หลัง สทนช.รายงาน แม่น้ำ 4 สายหลักวิกฤติ ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลคุณภาพน้ำ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้รับรายงานจากศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.)

สำหรับสถานการณ์แม่น้ำสายหลัก จากการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า แม่น้ำสายหลัก ภาคเหนือ ระดับน้ำน้อย / ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ระดับน้ำน้อยถึงปานกลาง / ภาคตะวันออก และภาคกลาง ส่วนใหญ่ระดับน้ำปานกลางถึงน้ำมาก เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งต่ำบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำทะเลหนุน

แม่น้ำโขง ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ต่ำกว่าระดับน้ำต่ำสุดในปี 2535 และต่ำกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ระดับน้ำแม่น้ำโขง จ.เชียงราย และ จ.เลย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงในอีก 2-3 วัน จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.มุกดาหาร และ จ.อุบลราชธานี แนวโน้มลดลง

ส่วนคุณภาพน้ำ ค่าความเค็มด้านอุปโภค บริโภค แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า อ.เมือง จ.นนทบุรี สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สถานีสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง / ด้านการเกษตร แม่น้ำแม่กลอง และเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บางปะกง อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง / ขณะที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำ พบว่า แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงแขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพฯ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนแม่น้ำอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ

ห้ามพลาด ยังมีเวลา กรมประมงเปิดอควาเรี่ยมเข้าชมฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407859?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ห้ามพลาด ยังมีเวลา กรมประมงเปิดอควาเรี่ยมเข้าชมฟรี

31 ธันวาคม 2562 – 15:52 น.
กรมประมง,อควาเรี่ยม,ศูนย์แสดงสัตว์น้ำ,ปีใหม่
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

กรมประมงส่งสุขต้อนรับปีใหม่ 2563 เปิดอควาเรี่ยม 8 แห่ง ทั่วประเทศให้เข้าชม ฟรี ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน

31 ธันวาคม 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัด จัดกิจกรรม “ปีใหม่เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ภายใต้โครงการส่งสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2563

ทั้งนี้มีการเปิดศูนย์ศึกษา ศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของทางราชการให้ประชาชนเข้าชมฟรี อีกทั้ง ยังมีการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชน อาทิ จุดแวะพักรถ บริการน้ำดื่ม ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางไปในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ทั้งบนถนนสายหลักและสายรอง

โดยในส่วนของกรมประมง นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้เปิดสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในความดูแลของกรมประมง จำนวน 8 แห่งให้ประชาชนเข้าชมฟรี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก
เลขที่ 2 หมู่ 2 ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง 21160 โทร. 0 3865 3741

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา และหน่วยสาธิตการเลี้ยง
สัตว์น้ำภายในอ่าวคุ้งกระเบน ตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมงอ่าวคุ้งกระเบน เลขที่ 31 หมู่ 4 ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 22120 โทร.0 3943 3216-8

เปิดเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2562 – 1 มกราคม 2563

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในกรมประมง เลขที่ 50 เกษตรกลางบางเขน
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 0 2940 6543

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่บริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตำบลหนองบัว
อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี 15140 โทร. 0 3651 0520

สถานแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดภาคอีสาน ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 3
สกลนคร ตำบลเชิงชม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทร. 0 4271 1447

อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ศปจ. เขต 2 นครสวรรค์ ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด
เขต 2 นครสวรรค์ ตำบลเชิงชม อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000 โทร. 0 5627 4501

พิพิธภัณฑ์ปลาบึก ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 1 พะเยา ตำบลเวียง อำเภอเมือง
จังหวัดพะเยา 56000 โทร. 0 54431 1251

“กรมประมงหวังอย่างยิ่งว่าประชาชนจะได้พากันมาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวเพื่อเป็นการส่งความสุขให้กับประชาชนในเทศกาลปีใหม่ 2563 ให้เป็นของขวัญแก่เกษตรกรและประชาชนชาวไทย ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังในการคืนความสุขให้คนในชาติ ด้วยการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรมที่เป็นการสร้างความสุขกระตุ้นการใช้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 จึงขอเชิญชวนประชาชนไปเที่ยวชมอควาเรี่ยมของกรมประมง ซึ่งนอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังได้ความรู้ด้านสัตว์น้ำทั้งน้ำจืดและทะเลอีกมากมาย”  รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

พร้อม 24 ชั่วโมง กรมอุทยานบริการประชาชนทุกด้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407853?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พร้อม 24 ชั่วโมง กรมอุทยานบริการประชาชนทุกด้าน

31 ธันวาคม 2562 – 14:59 น.
กรมอุทยานแห่งชาติ,บริการนักท่องเที่ยว,ปีใหม่,กำลังพล,ปฐมพยาบาล
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

กรมอุทยานร่วมดูแลบริการปชช.ปีใหม่ 24 ชั่วโมง ตั้งจุดบริการประชาชน ตามเส้นทางสัญจร พร้อมทุกด้าน กำลังพล ยานพาหนะ การสื่อสารทุกชนิด อุปกรณ์เตือนภัย

31 ธันวาคม 2562 นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช กล่าวว่า ตามนโยบายของ รัฐบาลที่ต้องการมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ซึ่งนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทส.ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว

ขณะที่นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้สั่งการให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 1-16 และสาขา จัดจุดบริการที่พักระหว่างการเดินทางเพื่อรองรับประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ เช่น จุดพักรถ จุดบริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น ห้องน้ำ-สุขา แนะนำเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยว ลานกางเต็นท์ ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 2562 ถึง 1 ม.ค.2563 บนถนนสายหลักและถนนสายรอง เช่น ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ที่อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต จ.ลำปาง เจ้าหน้าที่ได้เข้า ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถขนส่งอุปกรณ์จัดโต๊ะจีนพลิกค่ำว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ด้านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มนน้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ได้ทำการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับอุบัติเหตุจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ซึ่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เป็นต้น

ขณะที่การจัดกิจกรรมโครงการป่าในเมือง “สวนป่าประชารัฐ เพื่อความสุขของคนไทย” จัดระหว่างวันที่ 31
ธ.ค. 2562 – 1 ม.ค. 2563 ซึ่งพื้นที่ของโครงการป่าในเมืองส่วนใหญ่นั้น จะอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง สะดวกต่อการบริการประชาชน ทั้งที่เป็นทางผ่านเดินทางกลับภูมิลำเนา ตลอดจนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองนั้นมาพักผ่อนหย่อนใจ

โดยมีการจัดกิจกรรมนันทนาการในพื้นที่ เช่น จุดชมนิทรรศการพรรณไม้ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางปั่นจักรยาน จุดถ่ายรูป ชมวิว ดูนก เดินป่า ตลาดประชารัฐ สินค้า OTOP ดนตรีในสวน เป็นต้น ซึ่งหลายพื้นที่ได้จัดกิจกรรมดังกล่าว และมีประชาชนมาร่วมงานจำนวนมาก เช่น สวนพฤกษศาสตร์ภูฝอยลม 60 พรรษา มหาราชินี

จังหวัดอุดรธานี จัดกิจกรรมดนตรีในสวน จัดตลาดประชารัฐ เพื่อให้ประชาชนมาจับจ่ายซื้อสินค้า,สวนรุกขชาติดงมะอี่  จ.ร้อยเอ็ด จัดจุดถ่ายรูปภายในสวนรุกขชาติให้คำแนะนำในพื้นที่ ,สวนรุกขชาติวังก้านเหลือง จ.ลพบุรี ร่วมกับอพปร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจตราดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณน้ำตกวังก้าน,สวนพฤกษศาสตร์สกุโณทยาน จ.พิษณุโลก

มีรายงานว่า ในวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาใช้ บริการทั้ง พักรถ พักผ่อน รับบริการน้ำดื่ม กาแฟ น้ำสมุนไพร ต่างๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายภาพ ปั่นจักรยาน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน

นอกจากนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการบริการและช่วยเหลือ
นักท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติช่วงเทศกาลท่องเที่ยว บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง มีการเตรียมความพร้อมกำลังพล ยานพาหนะ การสื่อสารทุกชนิด อุปกรณ์การเตือนภัย กู้ภัย และปฐมพยาบาล

ส่วนการท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 ธ.ค.62) เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ และศึกษาธรรมชาติจำนวนมาก อีกทั้งวันที่ 31 ธันวาคม 62 ถึง 1 มกราคม 63 ยังเปิดให้ประชาชนชาวไทยและยานพาหนะ เข้าท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทั่วประเทศ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้รณรงค์และขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวไม่นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งและภาชนะที่ทำด้วยโฟมเข้าไปในอุทยานแห่งชาติร่วมกิจกรรมโครงการ Passport ท่องเที่ยวไทยหัวใจสีเขียว โครงการขยะคืนถิ่น เป็นต้น

เตือนเกษตรกรอย่ากักตุนน้ำกระทบดันน้ำทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเกษตรกรอย่ากักตุนน้ำกระทบดันน้ำทะเล

31 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,สถานการณ์น้ำ,เจ้าพระยา
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

กรมชลฯวอนเกษตรกร อย่ากักตุนน้ำ ไม่พอดันน้ำทะเล ปรับแผนเพิ่มระบายจากลุ่มน้ำแม่กลอง ช่วยเจ้าพระยา-ท่าจีน ลำเลียงน้ำดันน้ำเค็ม

31 ธันวาคม 2562 กรมชลฯวอนเกษตรกร อย่ากักตุนน้ำ ไม่พอดันน้ำทะเล ปรับแผนเพิ่มระบายจากลุ่มน้ำแม่กลอง ช่วยเจ้าพระยา-ท่าจีน ลำเลียงน้ำดันน้ำเค็มทุ่มสรรพกำลังศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจส่วนหน้า ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทุกพื้นที่

นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 62/63 กรมชลประทาน เพื่อติตตามสถานการณ์ภัยแล้งและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในส่วนของสถานการณ์ในปัจจุบัน ปริมาณน้ำที่รับเพิ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่คลองชัยนาท-ป่าสัก ที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์

ทั้งนี้ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 27 ธันวาคม ที่ผ่านมาปริมาณน้ำดังกล่าวเดินทางถึงอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี บริเวณที่ตั้งสถานีสูบน้ำการประปาภูมิภาค สาขาลพบุรี เมื่อเวลาประมาณ 07.30 น. ของวันนี้ (30 ธ.ค.62) ซึ่งการประปาฯ สามารถสูบน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาจ่ายเข้าระบบให้บริการแก่ประชาชนในเขตจังหวัดลพบุรี ได้ตามปกติตั้งแต่เวลา 08.30 น. ที่ผ่านมา

สำหรับการบริหารและจัดการน้ำ เพื่อควบคุมค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น สถานการณ์น้ำปัจจุบันบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก จากเดิมไม่เกินวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. ปรับเป็น 25.50 ล้าน ลบ.ม. ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.62 ถึง 5 ม.ค.63 และควบคุมอัตราการไหลของน้ำผ่านที่สถานี C.29A ให้อยู่ระหว่าง 90 -100 ลบ.ม./วินาที ควบคุมการระบายน้ำจากประตูระบายน้ำโพธิ์พระยาประมาณ 5 -10 ลบ.ม./วินาที

ในส่วนของลุ่มน้ำแม่กลอง – ท่าจีน ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองจระเข้สามพัน ออกทาง ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที  และทำการผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงแม่น้ำท่าจีนผ่านคลองท่าสาร–บางปลา ออกทาง ประตูระบายน้ำบางปลา ในอัตรา 35 ลบ.ม./วินาที ส่วนลุ่มน้ำท่าจีน – เจ้าพระยา ทำการผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีนลงแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านคลองพระยาบรรลือ ในอัตรา 30 ลบ.ม./วินาที

พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ จำนวน 6 เครื่อง และสถานีสูบน้ำสิงหนาทอีก จำนวน 4 เครื่อง พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ กลางคลองพระยาบรรลือ และติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพน้ำแบบเคลื่อนที่ จำนวน 2 จุด ที่แม่น้ำท่าจีนช่วงระหว่างคลองจินดาและคลองภาษีเจริญ
สำหรับการให้ความช่วยเหลือ กรมชลประทานดำเนินการสูบผันน้ำเพื่อผลักดันความเค็มที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล

โดยที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ทำการเดินเครื่องสูบน้ำจำนวน 11 เครื่อง สูบได้ปริมาณน้ำประมาณ 33 ลบ.ม./วินาที ที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 เดินเครื่องสูบน้ำจำนวน 6 เครื่อง สูบได้ปริมาณน้ำประมาณ 18 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งเดินเครื่องผลักดันน้ำบริเวณ แล้วจำนวน 12 เครื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน สั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรงดการสูบน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ในระหว่างวันจันทร์-วันศุกร์ เพื่อให้น้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค และการผลิตน้ำประปา

หากเกษตรกรบางพื้นที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ให้สามารถสูบในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และสูบน้ำเฉพาะที่จำเป็น เพื่อหล่อเลี้ยงสวน ไม้ผล ไม่ตระหนก กักตุนน้ำ เนื่องจากอาจเกิดการขาดแคลนน้ำได้ ทั้งนี้ขอความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ชลประทาน มั่นใจว่าสามารถผ่านวิกฤติแล้งไปได้