อุทยาน เปิดปฏิบัติการเข้มข้น รุกแจงแก้ปัญหาที่ดินเขตอนุรักษ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407699?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อุทยาน เปิดปฏิบัติการเข้มข้น รุกแจงแก้ปัญหาที่ดินเขตอนุรักษ์

31 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อุทยานแห่งชาติ,แก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

สองอุทยานเดินหน้าแก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ สร้างเสริมความเข้าใจและบูรณาการร่วมกัน  ราษฎร์ในพื้นที่แห่รับฟัง 

31 ธันวาคม 2562 กรมอุทยานแห่งชาติ รุก แก้ปัญหาปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ สร้างเสริมความเข้าใจและบูรณาการร่วมกัน  ราษฎร์ในพื้นที่ให้ความสนใจต่างแห่รับฟังร่วมกิจกรร

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า เจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานโครงการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดกิจกรรมแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ ตามคำสั่งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่13 ที่ 1278/2562 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติขุนน่าน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา,นายธนดล วงศ์มณีทิพย์ กำนันตำบลบ่อเกลือใต้,นายไพโรจน์  จอมหล้า ผู้ใหญ่บ้านบ้านก่อก๋วง หมู่ที่ 11 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน

ซึ่งได้นำเอาประสบการณ์ที่ดำเนินการสำเร็จแล้วในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติขุนน่าน มาช่วยขยายผลให้เกิดประโยชน์กับราษฎรในระยะเวลา 240 วัน ตาม ม. 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562  เพื่อดำเนินการกรอกแบบสำรวจการครอบครองที่ดินของราษฎร (อส.2) ณ ศาลาประชาคมบ้านก่อก๋วง หมู่ที่ 11 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่านตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561

โดยมีราษฎรกรอกแบบสำรวจการครอบครองที่ดิน (อส.2) จำนวน 194 ราย 320 แปลง ทั้งนี้เพื่อมอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนโดยการการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ตามนโยบายของนายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อุทยานเเห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ ชี้แจงราษฎรเเนวทางการเเก้ไขปัญหาที่ดินราษฎรในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ท้องที่บ้านหนองนกเขียน   

นอกจากนี้ อุทยานเเห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ  ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในช่วงเทศกาลปีใหม่ และดำเนินการปฏิบัติงาน ดังนี้ จัดทำป้ายเตือนตามมาตราการเพื่อความปลอดภัยทางถนนสายหลักเส้นทางผ่านและปรับปรุง  ทุ่นห้ามออกนอกเขตที่จัดให้บริการ บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเก้า – ภูพานคำ เตรียมความพร้อม ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือและบริการนักท่องเที่ยว  ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และตรวจสอบบัตรนักท่องเที่ยว

รวมทั้งประชาสัมพันธ์ชี้แจงราษฎรเเนวทางการเเก้ไขปัญหาที่ดินราษฎรในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ท้องที่บ้านหนองนกเขียน มีราษฎรบ้านหนองเม็ก บ้านค้อ บ้านท่าศิลา ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู  เข้าร่วมรับฟัง  โดยมีนายอริชัย วรรณศิริ  หัวหน้าอุทยานเเห่งชาติภูเก้า – ภูพานคำ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัด อช.ภูเก้า – ภูพานคำ เป็นผู้ให้บริการและดำเนินการดังกล่าว

เปิดแผน 20 ปี”สทนช.”บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดแผน 20 ปี”สทนช.”บูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

30 ธันวาคม 2562 – 18:11 น.
สทนช
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

 เปิดแผน”สทนช.”ปฏิรูปน้ำประเทศ20ปีบูรณาการหน่วยงานแก้”ท่วม-แล้ง”ซ้ำซาก

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “แผนบริหารจัดการน้ำของประเทศ”ล้มเหลว หากย้อนไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้งไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จากปรากฎการณ์เอลนีโญ”ทีี่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก่อนมาถึงช่วงพีคสุดในช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ขณะเดียวกันน้ำในแม่น้ำโขงยังแห้งขอด เนื่องจากมีการกักเก็บน้ำในเขื่อนตั้งแต่ประเทศจีนลงมาถึงประเทศลาว โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคอีสานจะได้รับผลกระทบหนักสุด

ถึงคราวเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถัดมาเพียงเดือนเดียวก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคเหนือ-อีสานจากผลพวงของพายุโซนร้อน“โพดุล”และ“คาจิกิ”จนสร้างความเสียหายอย่างย่อยยับทั้งชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนเรือกสวนไร่นา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ(กลาง) รองนายกรัฐมนตรี

จากการประเมินของ”มงคล ตันสุวรรณ” เลขาธิการกลุ่มหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึงความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนั้น โดยผลกระทบส่วนใหญ่เกิดที่ภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ส่วนภาคอีสานตอนบนได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน รวมพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายทั้งหมดประมาณ 1,000,000 ไร่ ขณะเดียวกันมีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม เช่น ถนนถูกตัดขาด รวมถึงระบบไฟฟ้าบางแห่งเสาไฟฟ้าโค่นล้ม น้ำท่วมเข้าในเขตพื้นที่เศรษฐกิจของหลายแห่ง โดยประเมินภาพรวมความเสียหายไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านบาท

หลังเหตุการณ์คลี่คลาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ เพื่อติดตามงานปี 2562 และปรับแผนการบริหารจัดการน้ำในปี 2563 พร้อมย้ำ ต้องไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากอีกต่อไป โดยรัฐบาลทุ่มงบกลางกว่า 19,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินในการเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

ขณะเดียวกันยังเร่งรัดดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน การขอใช้พื้นที่ป่าสำหรับพัฒนาแหล่งน้ำ 85 โครงการ พร้อมทั้งเห็นชอบโครงการก่อสร้างอุโมงระบายน้ำจากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย และโครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 2563 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน 57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจาย ลงทุกภาคทั่วประเทศ และเห็นชอบกรอบโครงสร้างการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจและกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ( War Room ) ที่มี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) รับผิดชอบ

“ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำพระราโชบาย ร.10 ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด มาดำเนินงานโดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( สทนช.) เป็นหลัก เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ร่วมกันบริหารจัดการนำ้เชิงรุก ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งไปพร้อมกัน โดยต้องเก็บสถิติและพยายามบริหารจัดการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นพื้นที่ให้มากที่สุด”

นอกจากนี้ยังเร่งบริหารจัดการลุ่มน้ำหลัก ควบคู่กับเร่งจัดทำแหล่งเก็บน้ำอุปโภคบริโภคผิวดินในแต่ละชุมชน โดยเร่งจัดทำแก้มลิง ฝายชะลอน้ำในลำน้ำต่างๆ และการผันน้ำเข้าอ่างเก็บนำ้ขนาดใหญ่ให้มากที่สุดในทุกโอกาส โดยต้องหยุดปัญหาพื้นที่แล้งซ้ำซากให้ได้โดยด่วน พร้อมกันนี้ให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์นำ้และมีส่วนร่วมบริหารจัดการไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบ

โดยต้องพยายายามขับเคลื่อนดำเนินงานให้ ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการ น้ำท่วมและอุทกภัย การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นนำ้ที่เสื่อมโทรมและป้องกันการทลายของดิน รวมทั้งการบริหารจัดการ และย้ำว่ารัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณ กระจายแก้ปัญหาน้ำลงทุกพื้นที่และจะติดตามขับเคลื่อนอย่างใกล้ชิด โดยต้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมกับประชาชนในพื้นที่ปี 2563

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี”พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ”ได้เน้นย้ำอีกครั้งในระหว่างเป็นประธานการประชุมทรัพยากรน้ำระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ณ ห้องประชุมเดอะริเวอร์ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ ถึงกลไกด้านกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศและเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาคุณภาพน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีความยุ่งยาก ซับซ้อน กว่าในอดีตที่ผ่านมา

และด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความเห็นต่างในการบริหารทรัพยากรน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีการบูรณาการและขาดธรรมาภิบาล ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวม โดยหลักการสากลยอมรับว่าระบบกฎหมายเป็นกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ดังเช่น กรณีของประเทศไทย ที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ จึงได้ออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นเป็นหน่วยงานกำกับกลาง บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำที่มีมากกว่า 40 หน่วยงานเข้าด้วยกัน

อาจกล่าวได้ว่าการประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและจะเป็นผลดีกับหน่วยงานของไทยที่จะสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์เพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำของประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) มุ่งสู่การแก้ปัญหาด้านน้ำของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

สองวันต่อมาจากนั้น ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนป้องกันภัยแล้ง ปี 2562/63 และการกำหนดพื้นที่แหล่งน้ำสำรอง ตามที่ได้รับมอบหมายจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สามารถรับมือกับฤดูแล้งที่ใกล้จะมาถึงได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนปฏิบัติการหลัก ได้แก่ 1. แผนปฏิบัติการรองรับภาวะเสี่ยงการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค 2. แผนปฏิบัติการรองรับสถานพยาบาลเสี่ยงขาดแคลนน้ำ 3.แผนปฏิบัติการจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่การเกษตร (ไม้ผล-ไม้ยืนต้น)  4.แผนปฏิบัติการจัดสรรน้ำแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง และ5. แผนปฏิบัติการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือภัยแล้ง

“เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในปีนี้มีอยู่อย่างจำกัด จึงจำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานของภาครัฐในการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงภาคประชาชนในการช่วยกันประหยัดน้ำ และคอยติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานเพื่อนำไปปฏิบัติ”เลขาธิการสทนช.กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการรับรองภาวะเสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งงบประมาณที่จะขอรับการสนับสนุนงบกลาง โดยเน้นเป็นแผนระยะสั้นสามารถดําเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำให้แล้วเสร็จในฤดูแล้งนี้เพื่อสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

 ส่องแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี(พ.ศ.2561 – 2580)

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580)  ประกอบด้วย 6 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5.การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และ 6.การบริหารจัดการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นกรอบและแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศ เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีนั้น เป็นส่วนหนึ่งของ 3 เสาหลักในการบริหารจัดการทัรพยากรน้ำของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย เสาแรก คือ กฎหมาย ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาที่สอง แผนแม่บท ซึ่งครม.ได้ผ่านความเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดังกล่าว และเสาที่สาม หน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำที่มีเอกภาพ ซึ่งหัวหน้าคสช.ได้มีคำสั่งที่ 46/2560 จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ขึ้นมา ให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง

ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่ คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ คือ “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

“ผ้าภูอัคนี”ของดีจากดินภูเขาไฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ผ้าภูอัคนี”ของดีจากดินภูเขาไฟ

30 ธันวาคม 2562 – 08:31 น.
ผ้าภูอัคนี
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

 “ผ้าภูอัคนี”ของดีบุรีรัมย์ ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ

กล่าวสำหรับ จ.บุรีรัมย์  มีตำนานเล่าขานมากมาย แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกสิ่งหนึ่งนั้นก็คือ “ผ้าฝ้าย”ที่มีสีและการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่คงความเป็นอัตลักษณ์ของเมือง ผ้าฝ้ายที่จังหวัดแห่งนี้มีแหล่งผลิตหลายที่ แต่ที่น่าสนใจคือผ้าฝ้ายจากหมู่บ้านเจริญสุข ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อีกทั้งยังตั้งเป็นกลุ่มอาชีพทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

     พิมพ์อัปสร เมืองประทุม สมาชิกกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์ย้อนอดีตให้ฟังว่าก่อนการริเริ่มทำผ้าทอ ชาวบ้านก็ได้เข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าตามปกติ แต่ในช่วงนั้นเป็นฤดูฝนทำให้พื้นที่ภายในป่ามีความชื้นและดินโคลนภายในป่าค่อนข้างลื่นและชันมาก ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังหา ของป่าก็ได้ลื่นล้มทำให้ดินโคลนภายในป่าเปื้อนเสื้อผ้า และเมื่อกลับมาบ้านก็ได้นำเสื้อที่เปื้อนดินโคลนไปทำความสะอาด แตทำอย่างไรผ้าก็ยังมีสีของดินติดอยู่ และในระหว่างนั้นนายอำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ที่เพิ่งย้ายมาประจำการก็ได้มาขอให้คนในชุมชนบ้านเจริญสุขจัดทำผ้าฝ้ายทอมือที่มีลักษณะไม่เหมือนกับที่อื่นเพราะในหมู่บ้านเจริญสุขเป็นหมู่บ้านที่ทอผ้าอยู่แล้วเพื่อใช้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์และเพื่อให้ข้าราชการได้สวมใส่และเป็นอัตลักษณ์ให้ทุกอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์

“ระหว่างนั้นชาวบ้านจึงนึกได้ว่าเมื่อวันก่อนได้เข้าไปในป่าและมีสีของดินโคลนติดเสื้อซึ่งเป็นสีที่แปลกและไม่เคยเห็นมาก่อนจึงได้ไปดูพบว่าสีดินโคลนดังกล่าวยังคงติดเสื้ออยู่ทั้ง ๆ ที่ทำความสะอาดแล้วสีดังกล่าวก็ยังคงติดอยู่ จากนั้นจึงจุดประกายแนวคิดด้วยการนำสีของดินที่เชื่อว่าเป็นดินภูเขาไฟที่อยู่บนเขาพระอังคาร ที่เป็นตำนานว่าเป็น 1 ใน 6 ภูเขาไฟของจังหวัดบุรีรัมย์ ดินบริเวณนี้จึงอุดมด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาในอดีต จากนั้นได้นำมาสร้างเป็นผ้าทอที่มีสีสันงดงามและไม่เหมือนกับที่อื่นจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผ้าทออัคนี” ที่ได้รับผลตอบรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

เธอเล่าต่อว่าหลังจากค้นพบความอัศจรรย์ของดินภูเขาไฟแล้ว จึงได้นำดินดังกล่าวมาใช้ในการย้อมผ้าและ มีการผสมผสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้สีของผ้ามีความงดงามมากขึ้น โดยการนำเปลือกของต้นประดู่มาผสมกับดินเพื่อให้มีสีที่เข้มขึ้นและมีความคงทนสวมใส่แล้วจะทำให้สัมผัสได้ถึงความนุ่มของผ้าที่สวมใส่แล้วสบายตัวและไม่มีที่ไหนเหมือนด้วยวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อและเอกลักษณ์ด้านสิ่งทอที่มีชื่อว่า“ผ้าทออัคนี”ที่ผ่านการผสมผสานจากผ้าฝ้ายสีขาว เปลี่ยนเป็นสีดินน้ำตาลอ่อนกับน้ำตาลแดงแบบดินภูเขาไฟ

ส่วนขั้นตอนการย้อมเริ่มต้นจากการนำดินภูเขาไฟใกล้ๆ กับเขาพระอังคารมาและนำมาคัดเศษผงที่ เจือปนออก หลักจากนั้นก็นำไป ผสมกับน้ำในอัตราส่วน ดินภูเขาไฟ 3 กิโลกรัมต่อ น้ำเปล่า 10 ลิตร ก็จะได้น้ำดินภูเขาไฟที่มีสีน้ำตาล สำหรับขั้นตอนนี้หากอยากได้ผ้าสีเข้มก็ผสมน้ำให้น้อยลง หากอยากได้สีอ่อน ก็ผสมน้ำให้มากขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือ ขั้นตอนการย้อมสีผ้า โดยจะนำผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมที่ต้องการย้อมสีและจะใช้ผ้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในการย้อมแต่ละครั้ง นำผ้าลงไปแช่ในน้ำดินภูเขาไฟที่เตรียมไว้ โดยจะใช้เวลาในการแช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ 8-10 ชั่วโมง ก็จะได้ผ้าสีน้ำตาลเย็นตา สีสันสวยงามตามที่ต้องการ หลังจากนั้นก็จะนำผ้าที่ได้ไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากที่ราวและยืดให้ตรง ก็จะได้ผ้าตามต้องการ

นอกจากนั้นที่หมู่บ้านเจริญสุขแห่งนี้ ก็ยังมีภูมิปัญญาที่จะรักษาสีผ้าให้คงทนด้วยเช่นกัน นั่นคือการนำผ้าที่ได้จากการย้อมดินภูเขาไฟไปต้มกับ“น้ำเปลือกต้นประดู่”ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการนำวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ขั้นตอนการนำผ้าเเช่น้ำเปลือกประดู่ต้มนั้น ซึ่งพิมพ์อัปสรให้ฟังอีกว่า

“นำเปลือกต้นประดู่มาต้มในน้ำซึ่งน้ำต้มจะต้องร้อนแต่ไม่ให้เดือดจนเกินไป หลังจากนั้นนำผ้าที่ต้องการย้อมลงไปแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง ขั้นตอนนี้จะเป็นการป้องกันการตกสี อีกทั้งในน้ำเปลือกต้นประดู่ก็ยังมียางและสีที่คล้ายกับสีดินภูเขาไฟจึงเป็นการเคลือบสีลงไปในตัวผ้า เนื้อผ้าที่ได้จึงเงางามยิ่งขึ้นและไม่ตกสีนั้นเอง”

“ผ้าทออัคนี”หรือ“ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ” เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีความมหัศจรรย์ที่เกิดจากธรรมชาติและความบังเอิญหลายๆ อย่างที่มีสีสันที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อในจังหวัดบุรีรัมย์ และสามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการนำไปแปรรูปในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่า ภูเขาไฟอังคารมีลักษณะรูปร่างคล้ายพญาครุฑนอนคว่ำหน้า อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของวัดเขาอังคาร ดังนั้นการนำดินที่มาใช้ในกระบวนการผลิตจึงมีความเชื่อเกี่ยวกับผู้สวมใส่ว่าเมื่อใส่แล้วจะทำให้มีสิริมงคลในชีวิต

ปัจจุบันกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ผ่านการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมและยังได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OVC หรือ OTOP Village Champion ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหหาดไทย โดยทางกลุ่มของชาวบ้านเจริญสุขได้มีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่แปลกใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือยุค 4.0 ในปัจจุบันให้มีความทันสมัยและเหมาะกับการนำไปใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น อิตาลี อังกฤษ เพื่อนำไปเผยแผ่ความมหัศจรรย์จากธรรมชาติของไทยเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้กลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย ในหมู่บ้านเจริญสุข ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ยังเปิดโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเกี่ยวกับวิถีชีวิตและขั้นตอนในการรังสรรค์สิ่งมหัศจจรย์ของการทำผ้าทออัคนี หรือ ผ้าย้อมดินภูเขาไฟในทุกขั้นตอน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและการอนุรักษ์เรื่องราวที่มีคุณค่าอีกอย่างหนึ่งของไทยให้คงอยู่และยั่งยืนสืบต่อไป

ส่วนผู้ที่สนใจแวะชม ผ้าภูอัคนีหรือดูกรรมวิธีการผลิตสามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มสตรีทอผ้าไหม-ผ้าฝ้าย หมู่บ้านเจริญสุข สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-9526-6071, 08-5632-7629 ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

อธิบดีกรมป่าไม้แฉต่างชาติฮุบป่าม่อนแจ่ม ไล่เช็กบิลเอาผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อธิบดีกรมป่าไม้แฉต่างชาติฮุบป่าม่อนแจ่ม ไล่เช็กบิลเอาผิด

30 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,รุกป่า,ม่อนแจ่ม,รีสอร์ต
เปิดอ่าน 513 ครั้ง

อธิบดีกรมป่าไม้แฉต่างชาติฮุบป่าม่อนแจ่ม 2 รีสอร์ต รวมทุนกับคนไทยจากกรุงเทพ ไล่เช็กบิลเอาผิด รู้ผลภายในเดือนมกราคม

30 ธันวาคม 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ศูนย์ปฎิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป) ม่อนแจ่ม อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ ขยายผลตรวจสอบพบว่า มีรีสอร์ต 2 แห่งครอบครองโดยกลุ่มทุนชาวชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ประกอบด้วย รีสอร์ตม่อนม่วน โดยได้ทำเกินพื้นที่จากเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 3-2-45 ไร่ ซึ่งเข้าข่าย จะต้องถูกดำเนินคดีทันที  อีกแห่งคือ รีสอร์ตม่อนจ้อ มีรายงานทางลับว่า เจ้าของกิจการเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งลงทุนร่วมกับบุคคลจากกรุงเทพฯ โดยรีสอร์ตทั้ง 2 แห่งเป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ คณะเจ้าหน้าที่จึงจะขยายผลตรวจสอบเพื่อทำบันทึกและร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเร็วที่สุด

จากการประชุมร่วมผู้ประกอบการที่ครอบครองทำประโยชน์ทั้งหมดในที่ดินป่าไม้ของกรมป่าไม้ รวมเนื้อที่ประมาณ​ 229ไร่ ที่โครงการ​หลวง​หนองหอย ตำบลโป่งแยงวานนี้ (28 ธ.ค.) พบว่า ผู้ที่ครอบครองที่อยู่ในแปลงจัดสรรที่ดิน ตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าของกรมป่าไม้มี 53 ราย รวมเนื้อที่ 229ไร่

โดยตรวจสอบปรากฏว่า มีสิทธิ์อยู่ทำกิน 38 ราย ส่วนอีก 12 ราย มีสิทธิอยู่อาศัยทำกิน แต่ทำเกินพื้นที่ และมี 3 ราย ที่เปลี่ยนมือผู้ครอบครองทำประโยชน์เป็นบุคคลจากท้องที่อื่นไม่มีรายชื่อในโครงการซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว ได้แก่ม่อนแสนสิริจันทรา ม่อนดอยลอยฟ้า และบ้านท่าจันทร์ รวมเนื้อที่ 8 ไร่เศษ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้ผู้ครอบครองแปลงที่ดินทราบวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการจัดระเบียบและชี้แจง แนวทางปฏิบัติตามนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้พิจารณาการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป เพื่อการบริหารจัดการที่ดินป่าไม้อย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งชี้แจงแก่ผู้ครอบครองที่ดินว่าห้ามก่อสร้างเพิ่มเติมโดยเด็ดขาด หากมีการก่อสร้างใหม่จะจับกุมและดำเนินคดีและหมดสิทธิ์ในที่ดินที่ทางรัฐจะจัดสรรให้ทำกิน โดยจัดทำป้ายติดประกาศให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแต่ละรายทราบ จะคัดกรองบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติในแปลงที่ดิน 50 กว่ารายเช่น คนจากต่างถิ่น นายทุน ซึ่งจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะนี้ดำเนินคดีไปแล้ว 4 ราย ซึ่งจะคัดกรองต่อไปให้ถึงที่สุด โดยจะดำเนินคดีทุกรายที่ตรวจสอบพบว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติรายอื่นที่เข้ามาครอบครองทำประโยชน์ที่ดินในเขตดอยม่อนแจ่ม

สำหรับกลุ่มประชาชนที่ทำกินด้านการเกษตรและให้บริการด้านท่องเที่ยวทั้ง 50 แปลง ถ้าตรวจสอบพบว่า ก่อสร้างออกนอกแปลงออกไป ห้รื้อถอนออกไปภายใน 15 วัน หลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งผู้ครอบครอง แปลงที่ดินที่เข้าร่วมประชุมเข้าใจเป็นอย่างดี พร้อมจะปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ คณะเจ้าหน้าที่เสนอที่ประชุมให้ตั้งจุดตรวจสอบ การขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าพื้นที่
เพื่อควบคุมการก่อสร้างเพิ่มเติม โดยจะตั้งจุดตรวจสอบที่บริเวณหน้าโครงการหลวงหนองหอย รวมทั้งเสนอให้ มีการย้ายจุดที่ทิ้งขยะที่มีปัญหาไปที่ใหม่ แล้วจะขออนุญาตใช้พื้นที่ให้ถูกต้องตามระเบียบต่อไป สำหรับที่ทิ้งขยะเดิม ทางชุมชนจะฝังกลบเพื่อสงวนรักษาพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1 A

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า รีสอร์ตขนาดใหญ่ที่มีสิ่งก่อสร้างถาวรจำนวนมากแจ้งว่า มีเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งไม่ได้อยู่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ทางศปก.พป. จะเร่งตรวจสอบความถูกต้องต่อไป จากการขยายผลคาดว่า มีรีสอร์ตที่ไม่เข้าแสดงตัวอีกหลายราย เบื้องต้นตรวจสอบพบแล้ว 2 ราย และพบลานกางเต้นท์เพิ่มเติมอีก 8 ราย

ผลการตรวจสอบล่าสุดพบ รีสอร์ตและลานกางเต้นท์รวม 63 ราย ซึ่งยังมีผู้ที่ไม่ยอมมาแสดงตัวอีกหลายรายที่ต้องขยายผลตามแผนงานต่อไป จากประเมินสถานการณ์ในการจัดระเบียบม่อนแจ่มครั้งนี้ยังไม่พบการต่อต้านหรือการสร้างความรุนแรงใด ๆ จากชาวม้งในพื้นที่และกลุ่มเสียผลประโยชน์

คาดว่าภายในเดือนมกราคมจะได้รายละเอียดสถานภาพการครอบครองพื้นที่การประกอบการรีสอร์ตหรือที่พักครบถ้วนทุกรายก่อนหน้านี้ว่า ใครเป็นผู้ครอบครองเดิมและใครบุกรุกใหม่หรือเปลี่ยนมือมา ซึ่งกรมป่าไม้จะดำเนินคดีผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและข้อตกลงอย่างถึงที่สุด

กรมชลฯชี้วิกฤติแล้งลุ่มเจ้าพระยารุนแรงสุด​ รอบ​ 60​ ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407549?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯชี้วิกฤติแล้งลุ่มเจ้าพระยารุนแรงสุด​ รอบ​ 60​ ปี

29 ธันวาคม 2562 – 18:26 น.
กรมชลฯ,วิกฤติแล้ง,ลุ่มเจ้าพระยา,รอบ​ 60​ ปี,เตือนรับมือ,เพิ่มาระบายน้ำ
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

กรมชลฯชี้วิกฤติแล้งลุ่มเจ้าพระยารุนแรงสุดรอบ 60 ปี เตือนรับมือปริมาณน้ำเจ้าพระยาต่ำกว่าระดับ 13.33 ม.รกท. เร่งเพิ่มระบายน้ำ 4 เขื่อนหลัก 28 ล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัดโดยใน 4 เขื่อนใหญ่ (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสักฯ)ได้จัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งนี้ (1พ.ย.62 – 30เม.ย.63) เป็นน้ำใช้การได้ 4,044 ล้านลบ.ม. ใช้ไปแล้ว 1,044 ล้านลบ.ม. เท่ากับต้องใช้น้ำเกินแผนจัดสรรน้ำ 200 ล้านลบ.ม. หรือ4% จึงมีการเพิ่มระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักจากแผนเดิมวันละ 18 ล้านลบ.ม. เป็น28.88 ล้านลบ.ม. ในระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.62 ถึงวันที่ 5 ม.ค.63 เพื่อผลิตประปา รักษาระบบนิเวศตลอดลำน้ำ ตั้งแต่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา ผลักดันน้ำทะเล จนถึงอ่าวไทย เนื่องจากขณะนี้ค่าความเค็มที่สถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี มีระดับ 0.28 กรัมต่อลิตร ท่าน้ำนนทบุรี จ.นนทบุรี 4.73กรัมต่อลิตร ท่าน้ำกรมชลประทานกรุงเทพ 6.06 กรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั้ง 3 จุด โดยจะต้องคุมค่าความเค็มให้ไม่เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร สำหรับผลิตประปาและการเกษตร 2 กรัม

“จะต้องรักษาระดับน้ำที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้ต่ำกว่า 13.33 ม.รทก. โดยระบายผ่านเขื่อน 85 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ที่ผ่านมาในการปล่อยน้ำตามแผนพบว่ามีน้ำหายระหว่างทาง จากระบบมีสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร ขอให้หยุดสูบตั้งแต่ จ.กำแพงเพชร ลงมาจนถึง เขื่อนเจ้าพระยา เพราะหากไม่หยุดจะทำให้มีปริมาณน้ำในลำน้ำน้อยลงมาก ส่งผลรักษานิเวศทุกลำน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา กระทบการผลักดันน้ำเค็มไปด้วย หากระดับน้ำหน้าเขื่อนต่ำกว่า13.2ม.รทก.จะเป็นผลทำให้มีปัญหาต่อการดันน้ำเข้าระบบชลประทานคลองสาขาทั้งฝั่งซ้าย ขวา ของแม่น้ำเจ้าพระยา และปลายน้ำ จะกระทบระบบนิเวศทุกคลอง ตลิ่งทรุดพัง กระทบการผลิตประปาทั้งท้องถิ่นภูมิภาค และประปานครหลวง

จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน เพื่อให้มีปริมาณในการผลักดันน้ำเค็มไม่ให้เข้าระบบสถานสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี ขณะนี้ยังน่าห่วงเพราะเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงถึง 15ม.ค.63 จะต้องปล่อยระบายน้ำดันน้ำเค็ม ที่บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูง แต่อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคุมการใช้น้ำอย่างเข้มงวดไม่ได้เท่ากับปี2558 ที่มีรัฐบาลคสช.ที่สามารถคุมน้ำไม่หายไว้ได้หลายร้อยล้านลบ.ม.ซึ่งปีนี้มีปัญหาน้ำหายกลางทาง เพราะพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังกว่า 1.3 ล้านไร่ แม้ได้ประกาศล่วงหน้าไม่ส่งน้ำให้ทำเกษตร คาดว่าชาวนาจะหยุดปลูกแล้วจากการลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจ เพราะตัวเลขเริ่มนิ่งจากสัปดาห์ที่ผ่านมาขยายพื้นที่ปลูก 2แสนไร่ต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ยังได้ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยตลอดฤดูแล้งนี้ มาเสริมลุ่มเจ้าพระยา ผ่านคลองพระยาบรรลือ มาช่วยดันน้ำเค็ม ได้เพิ่มติดตั้งเครื่องสูบน้ำคลองจระเข้สามพัน เดิมวันละ 25 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มเป็น 30 ลบ.ม.ต่อวินาที ในการรักษานิเวศ ตลอดลำน้ำ เพิ่มจาก 800 ล้านลบ.ม.เป็น 2 พันล้านลบ.ม.ในพื้นที่เจ้าพระลาตอนล่าง ป้องกันความเค็มและมีน้ำดิบเพียงพอป้อนระบบประปากรุงเทพ และปริมณฑล” อธิบดีกรมชลฯ กล่าว

นายทองเปลว กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมาประเทศไทยมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมถึงน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่งมีปริมาณลดน้อยลง เช่นเดียวกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปีหน้าฝนจะตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 60 และปีนึ้ตกต่ำประมาณ16% และปี63 จะแล้งรุนแรงที่สุดเป็นอันดับ2 จากปี 2522 และปี 2558 กลายเป็นแล้งที่สุดอันดับ 3 ของไทย

“หากคุมการใช้น้ำภาคเกษตรไม่ได้ ปล่อยระบายน้ำหายกลางทางและกรมอุตุฯคาดอีก 7 เดือนฝนต่ำกว่าเฉลี่ย และ ผลการส่งน้ำ ยังไม่คุมเข้ม จะใช้น้ำมากกว่าแผน แนวโน้อย่างนี้ปีหน้าความแห้งแล้งทวีความรุนแรงเกิดขึ้นกระจายทั่วประเทศ นายกฯ รมว.เกษตรฯห่วงใย ให้ทุกกรมในกระทรวงเกษตรฯทำงานเชิงบูรณาการป้องกันปัญหาภัยแล้งโดยเร่งด่วน ไม่ขยายวงกว้าง มีทางเดียวคือการขอความมือจากประชาชน ช่วยกันประหยัดน้ำ และขอให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ท้องที่ ช่วยคุมการใช้ทุกระดับ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมชลฯทุกที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน เฝ้าน้ำ ไม่ให้เกิดปัญหาน้ำต่ำหน้าเขื่อน เจ้าพระยา ถ้าต่ำกว่าระดับ13.1ม.รทก.(นำ้ทะเลปานกลาง)จะกระทบพังทุกระบบและกระทบไปถึงปีหน้า

ทั้งนี้การแก้ปัญหากรณีคลองชัยนาท-ป่าสัก บริเวณสะพาน 4 (สะพานข้ามคลอง มุ่งหน้าสถานีรถไฟโคกกะเทียม แห้งขอด นั้น เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่ผ่านมา พบว่าระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาต่ำกว่าประตูระบายน้ำมโนรมย์ ประมาณ 7 เซนติเมตร ทำให้ไม่สามารถรับน้ำโดยแรงโน้มถ่วงได้ สำหรับการให้ความช่วยเหลือ สำนักงานชลประทานที่10 สำนักเครื่องจักรกล โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 6 เครื่อง สูบน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก ได้ประมาณ 16 ลบ.ม./วินาที โดยทำการสูบต่อเนื่องมาตั้งแต่ วันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา พร้อมทั้งประสานมายังกรมชลประทานขอเพิ่มปริมาณน้ำที่ส่งเข้าสู่ระบบ

ในการนี้กรมชลประทาน ได้สนับสนุนปริมาณน้ำเพิ่มจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งปริมาณน้ำส่วนนี้เดินทางถึงเขื่อนเจ้าพระยาเมื่อช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2562 ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้ายามีระดับสูงขึ้น และเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้ (29 ธันวาคม 2562) มีปริมาณน้ำไหลโดยแรงโน้มถ่วงเข้าสู่ประตูระบายน้ำมโนรมย์ได้กว่า 16 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณจากการใช้เครื่องสูบน้ำอีกประมาณ 16 ลบ.ม./วินาที จะมีปริมาณน้ำผ่านประตูระบายมโนรมย์กว่า 31 ลบ.ม./วินาที สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ

ด้านสำนักงานชลประทานที่10 ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรบริเวณต้นคลอง ไม่ทำการสูบน้ำระหว่างทางเนื่องจากต้องควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลลงสู่พื้นที่ทางตอนล่าง เพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำประปา พร้อมทั้งรายงานสถานการณ์ในปัจจุบันให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ อีกทั้งได้ร่วมมือกับการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในการเตรียมใช้น้ำจากแหล่งน้ำสำรอง (ทะเลสาบบ้านหมอ) เพื่อมาช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปา ของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาพระพุทธบาท ตามแผนที่กำหนดไว้เพื่อให้สามารถคงการจ่ายน้ำให้กับบ้านเรือนได้

จีนแจ้งเตือน ลดระบายน้ำ กระทบหลายจังหวัดริมโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จีนแจ้งเตือน ลดระบายน้ำ กระทบหลายจังหวัดริมโขง

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
จีนลดระบายน้ำ,กรมชลประทาน,สทนช,ลุ่มน้ำโขง
เปิดอ่าน 317 ครั้ง

สทนช.แจ้งผู้ว่าจังหวัดริมโขง เตือนระดับน้ำโขงลดอีก หลังจีนทดสอบอุปกรณ์โรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนจิ่งหงปรับลดระบายน้ำช่วงปีใหม่

29 ธันวาคม 2562 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรน้ำ สาธารณรัฐประชาชนจีน มีหนังสือถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงฝ่ายไทย ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2562  แจ้งข้อมูลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำจิ่งหงที่จะเริ่มปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนสาธารณรัฐประชาชนจีน

ทั้งนี้เพื่อดำเนินการทดสอบอุปกรณ์ของโรงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ จากวันที่ 27-31 ธ.ค 62 อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 1,200-1,400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จะเริ่มลดการระบายน้ำลงในช่วงวันที่ 1- 3 ม.ค.63 จะค่อยๆลดลงเป็น 800 -1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และลดลงต่ำสุดในวันที่ 4 ม.ค.62 ระบายน้ำอยู่ที่ 504 – 800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หลังจากนั้นจะปรับเพิ่มการระบายน้ำจนกลับเข้าสู่สถานะการทำงานปกติ

ทั้งนี้ สทนช.ได้ออกหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ได้แก่ จ.เชียงราย เลย นครพนม หนองคาย มุกดาหาร บึงกาฬ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี รวมถึงแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมเจ้าท่า รับทราบสถานการณ์ เพื่อดำเนินการเฝ้าระวัง และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

รวมถึงกรมประชาสัมพันธ์ในการให้ข้อมูลข่าวสารประชาชน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขงรับทราบสถานการณ์ ซึ่งคาดว่าระดับน้ำโขงจะลดลงอีกในช่วงเวลาดังกล่าว แบ่งเป็น อ.เชียงแสน จ เชียงราย เริ่มมีผลช่วงวันที่ 2-4 ม.ค 63 ลดลงประมาณ 40 – 60 ซม. และในวันที่ 5 ม.ค.63 จะลดเพิ่มอีก 30 – 50 ซม.

ขณะที่ อ.เชียงคาน จังหวัดเลย ระดับน้ำเริ่มลดลงช่วงวันที่ 8-11 ม.ค.63 อ.เมือง จ.หนองคาย ช่วงวันที่ 10-13 ม.ค.63  อ.เมือง จ.บึงกาฬ ช่วงวันที่ 11 –14 ม.ค.63 อ.เมือง จ.นครพนม ช่วงวันที่ 12-15 ม.ค.63 อ.เมือง จ.มุกดาหาร ช่วงวันที่ 13-16 ม.ค.63 อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ วันที่ 13-16 ม.ค.63 และ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. 63 ตามลำดับ โดยจะมีระดับน้ำลดลง เฉลี่ย 40 – 60 ซม.เมื่อเขื่อนจิ่งหงลดการระบายน้ำ 1,000-800 ลบ.ม./วินาที และจะลดเพิ่มอีก 30-50 ซม.เมื่อลดการระบายน้ำที่ 504-800 ลบม./วินาที

ขีดเส้น 15 วันโต้แย้งสิทธิ์รีสอร์ตรุกป่าม่อนแจ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407379?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ขีดเส้น 15 วันโต้แย้งสิทธิ์รีสอร์ตรุกป่าม่อนแจ่ม

28 ธันวาคม 2562 – 16:15 น.
กรมป่าไม้,ม่อนแจ่ม,รุกป่าม่อนแจ่ม,เชียงใหม่,ขีดเส้น 15 วัน
เปิดอ่าน 146 ครั้ง

ปักป้ายตรวจยึดรุกป่าม่อนแจ่มหน้ารีสอร์ต 3 แห่ง ขีดเส้นผู้ครอบครองโต้แย้งสิทธิ์ใน 15 วัน

28 ธันวาคม 2562 อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุ ชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพรบูรณาการกับหลายหน่วยเข้าตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าที่ม่อนแจ่ม อ.แม่ริม จ. เชียงใหม่ ปักป้าย “พื้นที่ตรวจยึด” หน้ารีสอร์ต 3 แห่งที่ถูกดำเนินคดี ให้ผู้ครอบครองโต้แย้งสิทธิ์ใน 15 วัน หากไม่มาหรือฟังไม่ขึ้น รื้อถอนทันที จ่อร้องเอาผิดบุกรุกเข้าใหม่หรือซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินทั้งหมด

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า คณะทำงานจัดระเบียบการเข้าใช้ประโยชน์ที่ม่อนแจ่ม อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ได้ออกประกาศสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ 1 อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาต มาตรา 25 สั่งให้บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครองพื้นที่ยุติการดำเนินการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในลักษณะบ้านพัก รีสอร์ต ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ริม ในพื้นที่ (โครงการหลวงหนองหอย)

หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมาย เข้าปิดป้าย “พื้นที่ตรวจยึด” หน้ารีสอร์ต 3 แห่งคือ ม่อนดอยลอยฟ้า บ้านท่าจันทร์ และม่อนแสนสิริจันทรา พร้อมออกประกาศให้ผู้ครอบครองพื้นที่ที่ถูกตรวจยึดพื้นที่ซึ่งถูกดำเนินคดีทั้ง 3 รายเข้าแสดงหลักฐานโต้แย้งสิทธิต่อภายใน 15 วัน หากพ้นเวลาจะทำคำสั่งให้รื้อถอนต่อไป

สำหรับม่อนดอยลอยฟ้ามีอาคาร 13 หลังประกอบด้วย บ้านพักโฮมสเตย์ 8 หลัง บ้านพักอาศัย 2 หลัง และโรงครัว 1 หลัง รวมพื้นที่ 1-2-84 ไร่ บ้านท่าจันทร์มีอาคาร 11 หลังเป็นบ้านพักประเภทรีสอร์ต รวมพื้นที่ 1-2-84 ไร่ และม่อนแสนสิริจันทรา 4-2-34 ไร่

นอกจากนี้ยังออกประกาศแจ้งว่า พื้นที่ม่อนแจ่มอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ริมซึ่งมีพรรณไม้มีค่าเป็นปริมาณมาก จำเป็นต้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ จึงขอให้ผู้บุกรุกครอบครองยุติการก่อสร้างอาคารในลักษณะบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ต ร้านกาแฟ และสถานบริการท่องเที่ยวอื่น ๆ ท้องที่บ้านปางไฮ หมู่ที่ 4 ตำบลแม่แรม บ้านหนองหอยเก่า หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ล่าสุดไม่พบการก่อสร้างเพิ่มเติมแล้ว

นายอรรถพลกล่าวถึง บ่อขยะซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ขุดบริเวณที่เป็นป่าต้นน้ำชั้น 1 A ได้หารือกับฝ่ายปกครองและ นายกเทศบาลแม่แรมเห็นตรงกันว่า ควรกลบบ่อขยะที่ขุดขึ้นในพื้นที่ต้นน้ำที่ม่อนแจ่มเพื่อไม่ให้สารพิษของขยะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ต่อแหล่งน้ำที่ราษฎรใช้อุปโภค-บริโภค จึงได้ประสานกับทางผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้านช่วยกันหาพื้นที่ที่เหมาะสม ซึ่งเมื่อได้พื้นที่แล้วจขอใช้พื้นที่ต่อกรมป่าไม้ โดยทางเทศบาลจะเป็นผู้ขุดบ่อขยะใหม่แทนบ่อเดิม

สำหรับสวนสตอเบอรี่เหยียบเมฆา เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษกัลยาณิวัฒนาเข้าตรวจสอบแล้วปรากฎว่า เป็นพื้นที่ของนายดำรงค์ โอภาสสุวคนธ์ เนื้อที่ 14-2-5 ไร่ ซึ่งผู้ครอบครองแจ้งว่า ปลูกมาแล้วประมาณ 2 ปี เดิมปลูกกระหล่ำปลี พร้อมนำเอกสารทะเบียนประวัติการใช้ที่ดินตำบลแม่แดดมาแสดงซึ่งเป็นเอกสารตามโครงการจัดทำข้อมูลทรัพยากรป่าไม้แม่แจ่ม อมก๋อย กัลยาณิวัฒนา เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ 2551-2554 โดยงบประมาณของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ทั้งนี้โครงการที่ตำบลแม่แดดยังไม่ได้รับการจัดที่ดินตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.ฉเนื่องจากอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2 ซึ่งจะเสนอเข้าโครงการคทช. ในปี 2563-2564

“นัดหมายผู้ประกอบการ 50 รายมารับทราบการปฏิบัติในสิ่งที่สามารถกระทำได้และไม่สามารถกระทำได้วันนี้ (28 ธ.ค.) ที่กองอำนวยการซึ่งตั้งอยู่ที่โครงการหลวงหนองหอยเพื่อตกลงกันและจัดระเบียบเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติมต่อไป” นายอรรถพลกล่าว

แนวโน้ม(ทิศทาง)ไม้ประดับรับปี…หนู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406982?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แนวโน้ม(ทิศทาง)ไม้ประดับรับปี…หนู

28 ธันวาคม 2562 – 04:35 น.
ไม้ประดับ
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทย

ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาหลายคนคงมีความสุขสนุกกับการค้าหรือสะสมไม้ประดับหลากหลายชนิดที่ได้อานิสงส์ต่อเนื่องราวกับกระแสที่ยังคงไม่หยุดนิ่ง ติดพันต่อเนื่องราวสองถึงสามปีที่ผ่านมา จะด้วยจากการฟื้นตัวหลังภาวะหลับใหล หรือเศรษฐกิจในและต่างประเทศเริ่มมีทิศทางที่ดูจะสดใส ก็อาจเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง

           อุดม ฐิตวัฒนะสกุล อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทย

แต่จากที่ได้สัมผัสและได้ฟังคำกล่าวหลายๆ เรื่องราว คงมีประเด็นที่น่าสนใจให้รู้ถึงการขยับตัวของการหาเก็บและขยายไปสู่การใช้อย่างแรงๆ ก็เพราะการปรับตัวทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่ต่างไม่ต้องแวะเวียนไปตลาด หรือเข้างานอีเวนต์ทุกครั้งไป ด้วยความล้ำพร้อมกับการย่างก้าวเข้าสู่ระบบเกษตรดิจิทัลที่มีสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายสังคม ช่วยนำเสนอประเด็นเรื่องราวและสิ่งต่างๆ ที่แม้จะอยู่ยังที่ห่างไกลออกไป ไม่ว่าแห่งหนใดก็สามารถเชื่อมต่อความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้คนที่เห็นโอกาสทางการค้านี้ก่อนใครสามารถปรับตัวได้ดี

ชนิดไม้ที่มีการผลิต จากอดีตสู่ปัจจุบันนั้นดูแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย และหากมีก็คงเป็นเพียงแค่การทำไม้ชนิดเก่าที่มีอยู่ หรือบางอย่างก็แทบจะไม่ค่อยพบเจอในระบบมาทำการผลิตใหม่ หรือจะมีในบางส่วนที่ได้จากการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ก็คงเป็นได้ส่วนน้อย เมื่อเทียบกันกับทั้งระบบ โดยจากกรณีนี้หากได้พันธุ์ดีหรือได้ชนิดพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ก็คงยังต้องปลูกทดสอบ รอคอยวันที่จะเติบโต และยังต้องตรวจวัดความต้องการก่อนถึงจะทำการขยายจำนวนอีกที ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกมิใช่น้อย

ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนจากสิ่งที่ขาดความพร้อม ที่ทำได้และทำได้เลยคือการขยายจากชนิดของไม้ที่ได้รับความนิยมโดยเป็นการขยายให้เกิดปริมาณตามความต้องการ พร้อมกำหนดการทำขนาดและคุณภาพตามมักถูกระบุควบคู่กันไปอยู่เสมอแล้ว

ไม้ที่เคยขายครองตลาด อาจมิได้อยู่ครองใจตามกระแสการขายแบบทอดเวลายาวนานที่ถึงขั้นเรียกว่าไม้อมตะได้สักชนิด จะมียาวนานบ้างก็นับว่าเป็นความโชคดี เพราะอาจจะเป็นการสามารถทำให้เข้ากับวิถีของคนทำไม้ที่สร้างคุณค่าไว้ให้เป็นที่น่าจดจำ หรือมีสิ่งบ่งชี้บางประเด็นให้เป็นที่น่าสังเกต เช่นว่าพืชชนิดนั้นๆ มีความสวยงามคงทน ใช้งานคุ้มค่า สมราคา คงสภาพรูปลักษณ์อยู่ยาวนานหรือในเรื่องการปลูกเลี้ยงและการขยายพันธุ์ อาจจะต้องมีปัจจัยบางอย่างที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัวเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เกิดความต่างจากแบบทั่วไปถึงขั้นเป็นข้อจำกัดทางการผลิตไปเลยก็มี

หรือแม้เทคนิคการปลูกเลี้ยงพร้อมดูแลรักษาเพื่อให้มีความสวยตามแบบเฉพาะตัวให้ดูโดดเด่นกว่าการปลูกเลี้ยงแบบทั่วไปที่ขาดความเข้าใจในเชิงลึกผสานกับการปฏิบัติ และประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือการกลายที่แก้ปัญหาจุดด้อย แม้จะมีโอกาสที่น้อยและเป็นไปได้ยากมากก็ตาม ซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสริมให้ได้ไม้ที่อยู่ครองใจยาวนานเพิ่มขึ้นทุกยุคสมัย แม้เวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไรก็ตาม

ไม้ดังกล่าวนี้มักมีจำนวนจำกัด จากที่มีลักษณะเฉพาะตัว จนบางครั้งอาจจะบอกได้ว่ามีเพียงต้นเดียวเท่านั้นก็ว่าได้ ซึ่งไม้ประเภทนี้มักจะได้รับความนิยมแต่ด้วยจำนวนที่จำกัดจึงไม่มีโอกาสจะกระจายในระบบเลย แต่หากจะมองหาไม้ในกระแสที่พอมีจำนวนและได้รับความนิยม ดูแล้วก็คงมีความยากอยู่มิใช่น้อย เพราะตามทัศนะของแต่ละคน ย่อมมีความแตกต่างตามโอกาสและแนวคิด ซึ่งบางครั้งอาจสอดคล้องหรือบางทีก็มักมีความพร้อมและที่มาของความคิดให้เกิดความต่างจากสิ่งที่มีอยู่หลากหลายให้คิดชอบต่างกันออกไป

แต่สิ่งที่พออนุมานได้จากการถามหาไม้จากลูกค้าจนมีคำสั่งซื้อหรือทำการจองเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ที่มีทิศทางทางการตลาดอยู่แล้ว ซึ่งไม้ทุกชนิดอาจมีวิถีทางการผลิตที่แตกต่างกันออกไป บางอย่างก็อาจเป็นไม้ที่เคยดังท่วมท้น ทอดเวลาจนเลยหลุดกระแสความนิยมมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตามวัฏจักรที่มีให้เห็นเป็นปกติ จนด้วยการใช้ที่ไม่มีแต่เพียงแค่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น ซึ่งจากผลพวงของการใช้ในตลาดต่างแดนกลับส่งผลให้ไม้บางชนิดที่เคยซบเซา หรือประเภทไม้บางอย่างที่มีการผลิตแบบปกติธรรมดาและมีความพอดีกับการใช้หมุนเวียนต้องพร่องลงไปในบางช่วงเวลาให้ผลเป็นโดยตรงต่อไม้ในสายตาที่ต่างมองหาและเก็บกัน อันเป็นผลมาจากปัจจัยรอบด้านหลายประเด็น รวมถึงการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลดีโดยผ่านช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบโซเชียลมีเดียซึ่งมีผลอย่างกว้างไกลแบบไร้พรมแดนให้นับเป็นผลดีด้วยเช่นกันต่อการเข้าถึงและเป็นตัวกำหนดทิศทางได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทิศทางของการซื้อขายไม้ประดับก็ต้องมีการปรับตัวให้สอดรับ โดยต่างต้องเรียนรู้เพื่อการปรับตัวจากสิ่งที่เกิดอยู่รอบข้าง ถึงระบบการค้าอย่างมีทิศทางโดยถอดบทเรียนเรื่องราวจากในอดีตอันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรค่าต่อการจดจำและนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานของการเรียนรู้ในปัจจุบัน อันจะประมวลไปสู่การคาดคะเนได้ในระดับหนึ่งในทิศทางที่ยังมาไม่ถึงที่เรียกว่าความน่าจะเป็นแล้ว จึงกำหนดการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามศักยภาพโดยมีโอกาสสำคัญรอคอยอยู่ข้างหน้า

ที่ต่างฝ่ายต้องเข้าใจตัวเองในความรู้ ความสามารถ และความถนัด เพื่อจะผลิตไม้ให้พร้อมขายหรือพร้อมเพื่อการใช้งาน ซึ่งจะเป็นไม้ชนิดใดบ้าง เพื่อจะได้เน้นการผลิตในพืชแต่ละชนิดเป็นพิเศษ ซึ่งจะติดตามกันได้จากคมชัดลึก คอลัมน์ไม้ใบทำเงินทุกเช้าวันเสาร์หรือเปิดอ่านได้จากอินเทอร์เน็ตชื่อคอลัมน์เดียวกัน จากคมชัดลึกออนไลน์ได้ทุกโอกาสที่ต้องการในทุกตอนตามเนื้อหาที่เขียนไว้ กระผมได้นำเรื่องราวและสาระดีๆ ไม่ตกกระแสมาใส่ไว้แทบทั้งสิ้น

และในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่นี้กระผมขออำนวยอวยพรถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน ขอจงประสบแต่ความสุขความสำเร็จโชคดีมีเงินใช้ สุขภาพพลานามัยแข็งแรงทุกท่านนะครับ

สุนัขท้องผูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406976?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

28 ธันวาคม 2562 – 03:29 น.
สุนัขท้องผูก
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญ หรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2562 เป็นสัปดาห์สุดท้ายของปีนี้ที่เราจะได้มาช่วยกันดูแลและแบ่งปันความรักและความรู้ให้แก่สัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา

เรามาร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยกันนะครับ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจแข็งแกร่ง มีความสุขมากๆ ฉลองปีใหม่กันให้เต็มที่บนความไม่ประมาท แล้วกลับมาพบกันในปี 2563 นะครับ

วันนี้หมอขอฝากเรื่องท้องผูกในสุนัขให้กันสักหน่อย หลายท่านไม่ทราบว่าสุนัขก็ท้องผูกได้เหมือนคนเลยครับ เวลาที่เราท้องผูกจะรู้สึกอึดอัด ถ้าท้องผูกมากๆ ก็ทำให้ไม่เจริญอาหาร สุขภาพไม่ดี และอาจจะทำให้เป็นอย่างอื่นตามมา เช่น อาหารไม่ย่อย อาเจียนได้ในบางราย ถ้าเป็นเด็กๆ อาจทำให้เป็นไข้ ต้องนอนโรงพยาบาลก็มี ถ้าคลำจะพบอุจจาระแพ็กเป็นลำแข็ง การรักษาถ้าไม่เรื้อรังก็ปรับอาหารการกิน ดื่มน้ำมากๆ รับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ ให้มีเส้นใยเพียงพอและอ่อนนุ่ม

ในสุนัขก็เช่นเดียวกันกับคนครับ คนเลี้ยงหลายท่านไม่ทราบเลยว่า การที่เราให้สุนัขกินกระดูกแข็งๆ แม้ว่าเราจะบดแล้วหรือสุนัขค่อยๆ แทะเป็นชิ้นเล็กก็ตาม นั่นคือสิ่งที่เป็นอันตรายเพราะไม่สามารถย่อยได้ ทำให้เกิดภาวะท้องผูก หรือในสุนัขที่ชอบกินอิฐ หิน ดิน ทราย พลาสติกหรือไม้ โลหะต่างๆ และสิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ทั้งหลาย ก็จะทำให้เกิดอาการท้องผูกและลำไส้อุดตัน

การสังเกตง่ายๆ คือดูว่าสุนัขของเราไม่ถ่ายมาหลายวันหรือเปล่า หรือทำท่าเบ่งแต่ไม่มีอุจจาระ ถ้าหาก 3-4 วัน สุนัขไม่ถ่ายและมีอาการปวดท้องเบ่ง นั่นคืออาการท้องผูก สิ่งที่ควรลงมือดูแลอาการสุนัขท้องผูกคือ ห้ามให้สุนัขกินกระดูกแข็ง และดูแลไม่ให้สุนัขเก็บกินอิฐ หิน ดิน ทราย พลาสติกหรือไม้ โลหะต่างๆ และสิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ทั้งหลาย และเพิ่มปริมาณน้ำให้มากเพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มสะดวกแก่การขับถ่าย

แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้นสามารถใช้น้ำ น้ำสบู่ สวนทวารให้สุนัขได้ หรืออาจจะให้อาหารสำหรับช่วยแก้ปัญหาท้องผูก แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ เพราะอาการท้องผูกหากเป็นเรื้อรังนานๆ อาจจะทำให้เป็นโรคร้ายแรงในระบบทางเดินอาหารได้ครับ และบางครั้งการท้องผูกอาจมาจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การมีเนื้องอกในช่องท้อง เป็นต้น

ฝากเรื่องสุขภาพสุนัขที่ไม่ค่อยได้คุยกันไปแล้ว ปีหน้าเรามาร่วมแบ่งปันความรักความห่วงใยให้สัตว์เลี้ยงแสนรักกันต่อนะครับ พบกันใหม่เสาร์หน้า 4 มกราคม 2563 ครับ สวัสดีปีหนูครับ

เปิดโผทิศทางเกษตรปี 63 ดัน 7 เป้าหมายรายได้พุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เปิดโผทิศทางเกษตรปี 63 ดัน 7 เป้าหมายรายได้พุ่ง

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,ปาล์มน้ำมัน
เปิดอ่าน 221 ครั้ง

เฉลิมชัย เปิดโผทิศทางเกษตรปี 63 ผลักดันนโยบาย 7 เป้าหมายเกษตรกรมีรายได้พุ่ง ฟุ้งดันราคายางาพารา 65 บาท ปาล์ม 6 บาท เป็นของขวัญเกษตรกร ท้วงธรรมนัส” แจกหมอนยางพ

28 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงทิศทางนโยบายภาคเกษตรปี 2563 ว่าได้จัดทำนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้นำไปต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

โดยจะแถลงรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 3 ม.ค. จะเชิญผู้บริหารทุกหน่วยงานมาตอบข้อซักถามและชี้แจงแผนงานของแต่กรม ซึ่งเป้าหมายเบื้องต้นคือ

1.นโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบการเพิ่มแหล่งน้ำ ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ซึ่งได้ทำการสำรวจในพื้นที่สามารถสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ โดยเฉพาะแก้มลิง ในแนวลุ่มน้ำต่างๆ ทำแผนที่สำรวจไว้แล้ว เพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ และมาตรการผันน้ำจากซีกตะวันตก ที่มีปริมาณน้ำมาก จะเพิ่มกำลังส่งน้ำ มาช่วยลุ่มเจ้าพระยา ที่มีน้ำต้นทุนในเกณฑ์น้อย จะเพิ่มส่งจากปีละ800ล้านลบ.ม. เป็น2 พันล้านลบ.ม. มาช่วยเกษตรกร และรักษาระบบนิเวศ

2. ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ นำศาสตร์พระราชา โดยเกษตรทฤษฏีใหม่ มาเป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อน ลด ละ เลิก ใช้สารเคมี ในพื้นที่ใดที่พร้อมเลิก ขอไม่ให้ใช้สารเคมี เพื่อไปสู่เป้าหมาย เลิกใช้สาร และเร่ง พัฒนาหาสารชีวภัณฑ์ เครื่องจักร มาทดแทนแรงงาน

3. ใช้ระบบการตลาดนำการผลิต แก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพิ่มช่องทางการขาย ทั้งสหกรณ์ เกษตรแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรรุ่นใหม่ วางขายในระบบออนไลน์ คิกออฟ เดือนม.ค. จากนั้นไปทั่วทุกภาค

4.ลดต้นทุนการผลิตเพิ่มคุณภาพให้กับสินค้าเกษตร การปรับปรุงคุณภาพของปุ๋ย เช่น ปุ๋ยสั่งตัด ใช้เพิ่มคุณภาพดิน จะลดต้นทุนค่าปุ๋ยลง30% ถ้าเกษตรกรมีความพร้อมใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ภาครัฐส่งเสริมให้ความรู้ นำเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์ ให้ผลผลิตดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายขนส่งทุกประเภท เจรจาคอรรี่และไปรษณีย์ไทย

5. บริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน ทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์  ขึ้นทะเบียนไปแล้วกว่า5หมื่นลำ ดำเนินการส่งเสริมรักษาสมดุลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ให้พี่ร้องชาวประมงทำกินได้ตลอดทั้งปี หลังจากควบคุมมา3ปี กรมประมงมีของขวัญปีใหม่เพิ่มวันทำประมง30วัน เรืออวนลาก ซึ่งทุกเงื่อนไขทำภายใต้ไอยูยู

6.เพิ่มรายได้พี่เกษตรกร มีมาตรการเสริมรายได้บรรเทาช่วงหน้าแล้ง การจ้างงานของกรมชล ตั้งงบไว้แล้วเพื่อมีรายได้เลี้ยงครอบครัว และเพิ่มพันธุ์สัตว์น้ำทั่วประเทศ ปล่อยปลา กุ้ง 550ล้านตัว ใช้เวลา4-6เดือน สามารถจับไปขายหรือบริโภคได้

7. ขณะนี้ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งเกษตรกรจะเข้าถึงได้ทุกในการทำเกษตร  ตั้งขึ้น 77จังหวัด เชื่อมโยงข้อมูลทำ10หน่วยงานหลักด้วยระบบบิ๊กดาต้า เกษตรกร เข้ามาตรวจสอบ สภาพพื้นที่ เหมาะสมทำอะไร ลดต้นทุนได้ ใช้ปุ๋ยตัวไหน ปลูกพืชอะไร ไปสู่การโซนนิ่งภาคเกษตร

นายเฉลิมชัย กล่าวว่ามาตรการประกันราคาสินค้าเกษตร ทำได้ผลจากราคายางพารา 38 บาท วันนี้ขึ้นมา 43 บาทต่อกก.และสินค้าเกษตรราคา ขึ้นเกือบทุกตัว พร้อมมีกลไกจากภาครัฐเพิ่มรายได้ ช่วยเกษตรกร ในการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าแปรรูปผลผลิตการเกษตร ในวันที่ 8-9 ม.ค.63 นำงบสู่สภาวาระสองสาม ซึ่งสามารถนำมาใช้โครงการเพิ่มการใช้ยางภาครัฐ จะดำเนินการทันที อีกทั้งดำเนินการขายตรงกับต่างประเทศ ช่วยระบายสินค้า ตนเชื่อมั่น ราคายางขยับขึ้นส่วนจะได้ราคา 65 บาท หรือไม่ถึงเวลาจะได้เห็น

“รัฐบาลนี้มาบริหารประเทศ5-6เดือน ยังไม่ใช่งบสักบาท  ส่วนในอดีตเป็นอย่างไร ขอให้ลืมบ้าง มาช่วยกันเดินหน้าต่อไป อย่าเอาอดีต มาหลอกหลอนตลอดไม่ได้ ท่านนายกฯ กำชับทุกหน่วยงานรัฐ ให้มาช่วยดูแล ผลผลิตของคนไทย ไม่ใช่ยางเท่านั้น ตัวอื่นด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯทำเอมโอยู กับหน่วยงานต่างๆ รับบัญชาจากท่านนายกฯ ใช้ยางในประเทศเพิ่ม100%”นายเฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน โดยเป็นโครงการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯได้มาหารือกันหรือยังรมว.เกษตรฯกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่มาหารือกับตน  แต่ว่าเราผลิตขายอยู่แล้ว ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ไปขายต่างประเทศได้ 20 ล้านใบ

“ต้องไปถามคนรับผิดชอบเรื่องแจกหมอนยางพาราประชารัฐ ว่าเขาพูดเองหรือไม่ที่จะขับเคลื่อนปี63 ผมกำชับไว้ตรงนี้  ไม่ให้มีการทุจริตคอรรัปชั่น ขอย้ำไม่ว่าอะไรจะต้องไม่เรื่องการทุจริต”นายเฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯกล่าวอีกว่าสำหรับราคาปาล์มน้ำมันได้ปรับ ขึ้น 6 บาทต่อกก. ขยับดีขึ้น เพราะมีมาตรการรองรับด้วย คาดว่าอีกสองปียืนราคาได้ดี เกษตรกรเขาก็พอใจ เพราะยั่งยืนมากกว่าประกันราคาเป็นมารตการฉาบฉวย