อานิสงส์จีนอหิวาต์หมูระบาดไทยส่งออกเพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อานิสงส์จีนอหิวาต์หมูระบาดไทยส่งออกเพิ่ม

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,สศก,ส่งออก,สุกร
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

นาทีทองยอดส่งออกหมู-ไก่ไทยไปจีนเพิ่มขึ้น หลังเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรระบาดเป็นวงกว้าง กรมปศุสัตว์คุมเข้มป้องกันโรคเข้าไทย ย้ำยังป้องกันได้

27 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า การคาดการณ์ผลผลิตเนื้อสุกรทั่วโลกในปี 2563 จะลดลง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) คาดว่า จะอยู่ที่  95.22 ล้านตัน ลดลงจากปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 106.13 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 10.28

ทั้งนี้เนื่องจากประเทศผู้ผลิตที่สำคัญได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้รับความเสียหายจากโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โดยเฉพาะจีนนั้นปริมาณการผลิตสุกรลดลงร้อยละ 25.27  ดังนั้นประเทศที่จะกลายมาเป็นผู้ส่งออกสำคัญในปี 2563 คาดว่า ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล และสหภาพยุโรป ซึ่งมีปริมาณส่งออกรวมทั้ง 4 ประเทศ คิดเป็นร้อยละ  92.10 ของโลก ปริมาณทั้งสิ้น 10.38 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.43 เมื่อเทียบกับปี 2562

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อว่า เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการส่งออกสุกรและสินค้าทดแทนได้มากขึ้นซึ่งในช่วงเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาไทยส่งออกเนื้อสุกรสดแช่เย็นหรือแช่แข็งและผลิตภัณฑ์รวม 10,107 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึง 8,736 ตัน คิดเป็นร้อยละ 15.68 จากการที่ปริมาณผลผลิตเนื้อสุกรไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งตลาดในและต่างประเทศ

ผู้บริโภคจึงบริโภคสินค้าทดแทนมากขึ้น ไทยยังส่งออกไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูปได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  ช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562  รวม 744,119 ตัน มูลค่า 87,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการส่งออก ปริมาณ 698,229 ตัน คิดเป็นร้อยละ 6.57 มูลค่า 82,975 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.15

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

สำหรับการส่งออกของไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 3.7 เท่า โดยจีนนำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทยในช่วงมกราคม – ตุลาคม 2562 ปริมาณ 55,401 ตัน มูลค่า 5,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 11,795 ตัน มูลค่า 1,166 ล้านบาท ขณะที่เกาหลีใต้นำเข้าไก่สดแช่แข็งและแปรรูปจากไทย ปริมาณ 34,696 ตัน มูลค่า 4,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีการนำเข้าปริมาณ 23,795 ตัน มูลค่า 2,976 ล้านบาทหรือร้อยละ 46

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ยังไม่พบการระบาดของโรค ASF ในไทย ส่วนสถานการณ์การระบาดทั่วโลกนั้น พบการระบาดทั้งหมด 30 ประเทศประกอบด้วย ทวีปแอฟริกา 6 ประเทศ ทวีปยุโรป 12 ประเทศ และ ทวีปเอเซีย 12 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต ฮ่องกง และอินโดนีเซีย

ทั้งนี้ แม้ไทยยังไม่พบการระบาดของโรค ASF แต่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อธุรกิจปศุสัตว์ภายในประเทศ กรมปศุสัตว์จึงพร้อมเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่ากากรระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ดำเนินมาตรการป้องกัน โดยประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค  บูรณาการกับทุกภาคส่วนป้องกันการลักลอบนำสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร และจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เอกซเรย์แบบเคาะประตูบ้าน เฝ้าระวัง ให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรค ASF และการป้องกัน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์

พร้อมกันนี้กรมปศุสัตว์ ได้เสนอของบกลางเพื่อป้องกันโรค ASF เพื่อสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 950 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด ตลอดจนส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

ธรรมนัส เชิญกรมบัญชีกลางร่วมตรวจสอบหมอนประชารัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธรรมนัส เชิญกรมบัญชีกลางร่วมตรวจสอบหมอนประชารัฐ

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ธรรมนัส,หมอนประชารัฐ,สำนักงบประมาณ,ยางพารา,สวนยาง
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

ธรรมนัส ย้ำหมอนยางพาราประชารัฐโปร่งใส รับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 65 บาท ผลิตในเกรดพรีเมี่ยม เชิญสำนักงบกรมบัญชีกลางตรวจสอบ

28 ธันวาคม 2562 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ยังคงเดินหน้าโครงการหมอนยางพาราประชารัฐต่อไป โดยจะรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรกิโลกรัม 65 บาทมาผลิตหมอนในเกรดพรีเมี่ยม

ทั้งนี้ต้องการให้โครงการโปร่งใสและตรวจสอบได้จึงเชิญผู้แทนสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางมาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการกำหนดราคาอ้างอิง ซึ่งจะทำให้เห็นชัดเจนว่า ต้นทุนการผลิตหมอนเป็นราคาจริง ไม่ได้แพงอย่างที่บางคนตั้งข้อสังเกต ยืนยันว่างบประมาณที่จะใช้ผลิตหมอนยางพาราประชารัฐไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ แต่คณะทำงานกำลังหาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม โดยสั่งการว่า ให้รายงานผลหลังเทศกาลปีใหม่เพื่อจะเร่งช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายน้ำยางสดได้ 65 บาทต่อกิโลกรัมในปี 2563 ตามที่พรรคพลังประชารัฐหาเสียงไว้

ด้านพ.ต.อ. รวมนคร ทับทิมธงไชย หัวหน้าคณะทำงานของรมช. ธรรมนัสกล่าวว่า ผลการหารือกับสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางสรุปได้ว่า ไม่สามารถให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาเป็นทุนการผลิตหมอนยางพาราได้เนื่องจากอ.ต.ก. ขาดทุนต่อเนื่อง 5 ปี

ส่วนการออกสลากการกุศลจำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อระดมทุนให้อ.ต.ก.นั้น ไม่สามารถทำได้ทันในปี 2563 เนื่องจากโควต้าการออกสลากของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในปีหน้าเต็มแล้ว ขณะนี้คณะทำงานกำลังเร่งศึกษาหาแนวทางการระดมทุนการผลิตซึ่งต้องเป็นไปตามข้อกำชับของรมช. ธรรมนัสที่ว่า ต้องไม่ใช้งบประมาณรัฐ

ส่วนราคารับซื้อน้ำยางสดจากสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนนั้นจะซื้อกิโลกรัมละ 65 บาทจากที่ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 35-40 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจะจำหน่ายน้ำยางสดตามราคานี้จริงเพราะซื้อตรงจากสถาบันเกษตรกร ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตทั้งหมดไม่ได้แพงกว่าราคาตลาด แต่แนวทางดำเนินการต้องปรับเปลี่ยน จากเดิมที่จะผลิต 20 ล้านใบเพื่อมอบแก่ประชาชนและให้หน่วยราชการนำไปใช้นั้น อาจจำหน่ายในราคาถูก โดยอ.ต.ก. ทำหน้าที่หาช่องทางการจำหน่ายทั่วประเทศ รวมทั้งจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์

โดยมุ่งหวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ที่สำคัญคือ ช่วยเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งหลังปีใหม่จะรายงานผลการศึกษาต่อรมช. ธรรมนัส พร้อมนำเสนอแนวปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป

หวั่นศึกแย่งน้ำ กรมชลฯร่อนหนังสือถึงผู้ว่าฯคุมเข้มสูบน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หวั่นศึกแย่งน้ำ กรมชลฯร่อนหนังสือถึงผู้ว่าฯคุมเข้มสูบน้ำ

28 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำแล้ง
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

กรมชลฯห่วงปีหน้าน่ากลัววิกฤติแล้งทั่วประเทศ เร่งส่งหนังสือถึงมท.ผู้ว่าฯช่วยคุมน้ำไม่หายกลางทาง หยุดสถานีสูบน้ำเพื่อเกษตร แนวแม่น้ำน่านหวั่นกระทบปลายน้ำระ

28 ธันวาคม 2562 กรมชลฯ ชี้ปี 63 แล้งรุนแรงรั้งอันดับ 2 เร่งเปิดศูนย์แก้วิกฤติแล้ง ปล่อยคาราวานเครื่องมือเครื่องจักรกล รถน้ำกว่า 1.8 พันรายการช่วย 43 จว.ช่วยชาวบ้านขาดน้ำยับยั้งภัยพิบัติ

ที่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะน้ำ กรมชลประทาน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยสำนักงานชลประทาน 17 สำนักทั่วประเทศ เปิดศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้งปี 2562/63 พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ รถขนน้ำ กว่า 1.8 พันรายการ ส่งไปช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้ง ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 43 จังหวัด ในเป้าหมายเบื้องต้นตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)คาดการณ์ไว้ และ 13 จังหวัด ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือปภ.ได้มีประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง

นายทองเปลว กล่าวว่าตั้งศูนย์นี้จะสามารถทำงานได้เร่งด่วน กระชับรวดเร็วในการแก้ไขยับยั้งปัญหาความเดือดร้อนประชาชน และประสานกับพื้นที่โดยตรงกับศูนย์นี้ แจ้งเตือนได้แบบเรียลไทม์ ทั่วประเทศ ทำให้ช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ซึ่งประชาชนสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือ ขอบริการหรือให้นำน้ำไปช่วยในท้องที่ได้ โดยมีรถส่งน้ำไปให้ถึงบ้านเรือน

พร้อมกับเปิดสายด่วน 1640 ประชาชนแจ้งขอรับการช่วยเหลือได้ตลอด24ชม. เป็นการป้องกันวิกฤติภัยแล้งไม่ให้รุนแรงมากขึ้น ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด โดยแม้ในช่วงปีใหม่จะไม่หยุดปฏิบัติหน้า ให้มุกฝ่ายปฏิบัติงานทุกพื้นที่ มั่นใจว่าเมื่อตั้งศูนย์นี้ตามคำบัญชาท่านนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรฯมีความห่วงใยประชาชน จะทำให้ทำงานครอบคลุมทุกหน่วยงานน้ำ และบริหารจัดการผ่านไปได้ แม้ปริมาณน้ำต้นทุนปีนี้ใกล้เคียงปี58ที่เกิดภัยแล้งรุนแรงมาก

ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่าเป็นภัยแล้งที่รุนแรงในรอบ 60 ปี เป็นอันดับสอง รองจากปี 2522 และปีนี้รุนแรงกว่าปี 58 ที่กลายเป็นอันดับสามไปแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีศูนย์นี้ เพื่อกระชับการใช้น้ำ กระชับพื้นที่ ให้ผ่านวิกฤติไปจนถึงเดือนก.ค.63 ทั้งนี้ในแผนการใช้น้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ ปี 62/63 ปัจจุบัน ระหว่าง 1 พ.ย.62-30เม.ย.63 เป็นน้ำใช้การได้ 17,699 ล้านลบ.ม.

ปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 4,927 ล้านลบ.ม.โดยใน 4 เขื่อนใหญ่ ณ วันที่26ธ.ค.62 มีน้ำใช้การได้ 4,491 ล้านลบ.ม.ใช้ไปแล้ว 1,044 ล้านลบ.ม. เท่ากับเกินแผนไป 200 ล้านลบ.ม.หรือ4% ส่วนที่เกินเนื่องจากมีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักจากแผนวันละ18ล้านลบ.ม. เป็น 25.50 ล้านลบ.ม. ระหว่างวันที่ 23 ธ.ค.ถึงวันที่ 5 ม.ค.เพื่อรักษาระบบนิเวศตลอดลำน้ำ ตั้งแต่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จนถึงอ่าวไทย เนื่องจากต้องการรักษาระดับน้ำที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้ต่ำกว่า 13.2 ม.รทก.เพราะในการปล่อยน้ำตามแผนพบว่ามีน้ำหายไปจากระบบตั้งแต่กำแพงเพชร ลงมาจนถึง เขื่อนเจ้าพระยา

หากระดับน้ำหน้าเขื่อนต่ำกว่า 13.2 ม.รทก.จะเป็นผลทำให้มีปัญหาต่อหารดันน้ำเข้าระบบคลองสาขาทั้งฝั่งซ้าย ขวา ของลำน้ำเจ้าพระยา จะกระทบระบบนิเวศทุกคลอง ตลิ่งพัง กระทบระบบประปา จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อน รวมไปถึงการผลักดันน้ำเค็มที่สถานสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี ที่ยังน่าห่วงเรื่องความเค็มไม่เข้าระบบประปา ที่บางช่วงน้ำทะเลหนุนสูงต้องคุมค่าความเค็ม โดยได้เสริมจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยลุ่มเจ้าพระยา ผ่านคลองพระยาบรรลือ มาลำเลียงดันน้ำเค็ม รักษานิเวศ เพิ่มจาก 800 ล้านลบ.ม.เป็น 2 พันล้านลบ.ม.ด้วย

ทั้งนี้ได้มีหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย ประสานท้องถิ่นในการเข้มงวดสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดสองฝั่งแม่น้ำ น่าน ปิง เจ้าพระยา ไม่ให้สูบน้ำเพราะกระทบกับน้ำปลายทางมาไม่ถึง กระทบนิเวศทั้งหมด ไม่มีน้ำนอนคลอง ส่วนสถานีสูบน้ำประปาของนครหลวง และภูมิภาค อยู่ในแผนการใช้น้ำของกรมชลประทาน ดังนั้นต้องขอความร่วมมือเกษตรกร งดปลูกพืชใช้น้ำมาก หยุดทำนาปรัง

ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวฤดูแล้งแม้ไม่มีแผนส่งน้ำการเกษตร ปัจจุบันลุ่มเจ้าพระยา ปลูกแล้ว 1.3ล้านไร่ ส่วนทั่วประเทศ 2 ล้านไร่ เกษตรกรพร้อมจะเสี่ยงเอง ซึ่งจะไม่ส่งน้ำให้เพราะได้ประกาศเตือนล้วงหน้าไปแล้ว อีกทั้งปริมาณน้ำจัดสรรไว้กินใช้ รักษานิเวศ ดันน้ำเค็ม และสำรองไว้ก่อนถึงฤดูฝน 2.2พันล้านลบ.ม.เพราะกรมอุตุฯคาดการณ์ว่าปี63จะแล้งตั้งแต่เดือนม.ค.ถึง พ.ค. ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย5-10% และฤดูฝนมาล่าไป1หนึ่งสัปดาห์ ต่อจากนั้นมีฝนทิ้งช่วง ถึง เดือนก.ค. คาดว่าเข้าฝนปลายเดือนก.ค.

อีกทั้งปริมาณฝนทั้งปีต่ำกว่สเฉลี่ย3-5% ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำที่จะเหลือในเขื่อน ณ สิ้นฤดูแล้ง ประกอบกับคาดการณ์ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้สถานการณ์แล้งรุนแรงมากกว่าขณะนี้และแล้งยาวต่อเนื่อง จึงจำเป็นเข้มงวดต่อการบริหารจัดการน้ำ ขอความร่วมมือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดให้ชี้แจงเกษตรกร โดยเฉพาะที่อยู่แนวแม่น้ำ ไม่ให้ดึงน้ำไปใช้ จะกระทบปลายน้ำ และทั้งระบบ

อย่างไรก็ตามในปี58 มีมาตรการเข้มงวดแบะประสบความสำเร็จเพราะมีทหารมาช่วยดูแลที่สถานีต่างๆ แต่ปีนี้ได้แต่ขอความร่วมมือ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้หลับนอน และข้อมูลการบริหารจัดการน้ำ ให้นำเข้าระบบออนไลน์ ทำให้เห็นว่าจุดไหนใช้น้ำเกินแผน สำหรับแผนที่เป็นห่วง เขื่อนอุบลรัตน์ ได้นำน้ำก้นเขื่อนมาใช้แล้ว29ล้านลบ.ม.คาดว่าตลอดฤดูแล้งจะใช้300ล้านลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ได้ปลูกพืชฤดูแล้ง กรมได้จัดงบ3.1พันล้านบาท จ้างเป็นแรงงานในโครงกรมชลฯ ในปี 63 แบ่งเป็นภาคเหนือ 581 ล้านบาท อีสาน 995 ล้านบาท ภาคกลาง 794 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งและจำนวนงานทั้งหมด ให้สำนักงานชลประทาน แสดงไว้ในสำนักงานในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนแสดงความจำนงค์ ย้ำว่าต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และจ่ายโอนเข้าบัญชีเกษตรกร

“ศูนย์นี้รวบรวมทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริง เรื่องสถานการณ์น้ำ ให้ถึงประชาชนทั่วประเทศ ไม่เกิดความตระหนก ให้ตระหนักถึงการใช้น้ำ กรมอุตุฯรายงานว่าในรอบ 60 ปีกับปีนี้มีฝนน้อยลำดับที่สองรองจากปี 2522 ทั้งปีนี้ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16 % และในปี 58 เขื่อนที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30 % มี17แห่ง ปี 61 มี 5 แห่ง ปี 62 มี13 แห่ง

ดังนั้น ผลจากคาดการณ์ต่อไป กรมอุตนิยม คาดอีก7เดือนฝนต่ำกว่าเฉลี่ย และ ผลการส่งน้ำ ใช้นำมากกว่าแผน แนวโน้อย่างนี้ความรุนแรงเกิดขึ้นกระจายทั่วทุกภาค นายกฯ รมว.เกษตรฯห่วงใย ให้ทุกกรมในกระทรวงเกษตรฯทำงานเชิงบูรณาการป้องกันปัญหาภัยแล้งโดยเร่งด่วน ไม่ให้ประชาชนเกิดการขาดแคลนน้ำ ตอนนี้ขอความร่วมมือช่วยกันอย่าให้น้ำหายไประหว่างทาง ทำหนังสือมหาดไทย ผู้ว่าฯ เป็นหน่วยงานหลัก ควบคุมไปตำบล หมู่บ้าน ไปตามลำดับ ซึ่งช่วงจ.กำแพงเพชร แม่น้ำน่าน พิษณุโลก ขอร้องสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตร อย่าสูบ หากไปใช้น้ำเกินแผน กระทุกระบบ ไปกระทบปีหน้าน่ากลัวมากเรื่องขาดแคลนน้ำ

เล็งชงครม.ดัน 2,000 โครงการ ลุยแก้แล้งเร่งด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407201?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เล็งชงครม.ดัน 2,000 โครงการ ลุยแก้แล้งเร่งด่วน

27 ธันวาคม 2562 – 18:45 น.
สทนช,เล็งชงครม,ลุยแก้แล้งด่วน,ป้องขาดน้ำอุปโภคบริโภค,สมเกียรติ
เปิดอ่าน 67 ครั้ง

สทนช. ดัน 20,000 โครงการแก้แล้งเร่งด่วน ป้องขาดน้ำอุปโภคบริโภค น้ำใช้ในโรงพยาบาล เสนอ ครม. พร้อมเชื่อมโยงศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจกับศูนย์บรรเทาภัย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรมส่งเสริมการเกษตร ฯลฯ เพื่อติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำปัจจุบัน พื้นที่การเพาะปลูกข้าว การติดตามแผนและผลการบริหารจัดการน้ำแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยที่มีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบได้ในอนาคต เช่น ลุ่มเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น ที่จะมีการวางกรอบแนวทางมาตรการเฉพาะพื้นที่เป็นระยะๆ

การดำเนินการป้องกันภัยแล้งของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการรองรับการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค สถานพยาบาล น้ำเพื่อการเกษตรไม้ผล ตามลำดับ รวมถึงป้องกันผลกระทบเรื่องคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยให้เกิดผลทางปฏิบัติ ให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดตามข้อสั่งการและข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ทั้งนี้ ภายหลังการหารือกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบคาดการณ์ตั้งแต่ ม.ค. 63 – พ.ค. 63 เกือบทุกภาคของประเทศไทยจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ 5-10% ประกอบกับสภาพอากาศหนาวเย็นและความชื้นต่ำ ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นจะต้องเตรียมแผนการรองรับไปจนถึง มิ.ย. 63 หรือต้นฤดูฝนหน้า เพื่อป้องกันให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

สำหรับแผนงานโครงการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก ตามที่ทุกหน่วยงานได้ทำการสำรวจความพร้อมในการดำเนินการได้ทันที แบ่งเป็นสองส่วน คือ 1.การดำเนินการโดยใช้งบปกติของหน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 1,333 โครงการ วงเงิน 2,918 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการนอกเขตการประปา จำนวน 1,160 โครงการ วงเงิน 2,265 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ด้านประปาหมู่บ้าน 528 โครงการ ดำเนินการโดย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) วงเงิน 1,267 ล้านบาท ได้แก่ 1.1) โครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน 301 โครงการ 844 ล้านบาท 1.2) โครงการขยายเขตประปาหมู่บ้าน 40 โครงการ 98 ล้านบาท 1.3) โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปา 187 โครงการ 325 ล้านบาท 2) ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ได้แก่ โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงแหล่งน้ำ 431 โครงการ 928 ล้านบาท 3) โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุงระบบธนาคารน้ำใต้ดิน 201 โครงการ 70 ล้านบาท และ โครงการในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการโดย การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) รวม 173 โครงการ วงเงิน 653 ล้านบาท

2.ขอรับการสนับสนุนงบกลางเพิ่มเติม รวม 2,008 โครงการ วงเงิน 2,625 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการนอกเขตการประปา จำนวน 1,962 โครงการ วงเงิน 1,888 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ด้านอุปโภคบริโภค 1,955 โครงการ วงเงิน 1,864 ล้านบาท ได้แก่ 1.1) โครงการขุดเจาะบ่อบาดาล รวม 1,053 โครงการ วงเงิน 1,245 ล้านบาท ดำเนินการโดย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) 187 โครงการ 221 ล้านบาท กองทัพบก 155 โครงการ 183 ล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (ทบ.) 711 โครงการ 841 ล้านบาท 1.2) โครงการจัดหาแหล่งน้ำผิวดิน โดย สถ. 232 โครงการ วงเงิน 147 ล้านบาท 1.3) โครงการซ่อมแซมระบบประปา โดย สถ. 670 โครงการ วงเงิน 472 ล้านบาท 2) ด้านการช่วยเหลือโรงพยาบาล 7 โครงการ วงเงิน 23.8 ล้านบาท แบ่งเป็น 2.1) โครงการขุดเจาะบ่อบาดาล โดย นทพ. 3 โครงการ 0.8 ล้านบาท 2.2) โครงการซ่อมแซมระบบประปา โดย สถ. 4 โครงการ 23 ล้านบาท และ โครงการในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ด้านอุปโภคบริโภค ดำเนินการโดย กปภ. รวม 46 โครงการ วงเงิน 737 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการทบทวนเพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนกรณีงบประมาณมีความซ้ำซ้อนอีกครั้ง ก่อน สทนช. จะรวบรวมแผนงานโครงการงบเสนอผ่านสำนักงบประมาณให้ความเห็น แล้วจึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงต้นเดือน ม.ค. 63 เพื่ออนุมัติงบกลางในการดำเนินการต่อไป

นอกจากการเตรียมแผนงานโครงการเพื่อดำเนินการในเชิงป้องกันพื้นที่เสี่ยงได้รับผลผกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งแล้ว สทนช. ยังได้ใช้ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเป็นศูนย์กลางในการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและประเมินผล แก้ไขปัญหา ในเชิงนโยบาย รวมทั้งปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลในเชิงพื้นที่กับศูนย์บรรเทาภัยของหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง กระทรวงมหาดไทย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กระทรวงกลาโหม ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร/ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศูนย์เมขลา/ศูนย์นาคราช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“สทนช. ได้มุ่งบูรณาการการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำท่ามกลางสภาวะน้ำต้นทุนเหลือน้อย อย่างไรก็ตาม ต้องขอรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนร่วมมือร่วมใจกันประหยัดน้ำ ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ไม่ให้เกิดการเสียเปล่า เพราะความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติแล้งไปได้” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยได้ GAP ปลอดอหิวาต์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยได้ GAP ปลอดอหิวาต์

27 ธันวาคม 2562 – 00:01 น.
สุกร,อหิวาต์หมู,ประภัตร โพธสุธน,มกอช
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

เกษตรฯเร่งยกระดับฟาร์มหมูรายย่อยให้มีมาตรฐาน GAP ปลอดโรคอหิวาต์

27 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ กล่าวหลังประชุม คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ (National Standardization Body: NSB)

ทั้งนี้เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดขึ้นมีความเหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค อยู่ในเกณฑ์ที่เกษตรกร/ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้ รวมทั้งมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร

ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้มีการเพิ่มจำนวนมาตรฐานให้เพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยจะต้องเร่งสร้างมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด อาทิ ปศุสัตว์ และพืช เป็นต้น เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้า Q ที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อสุขภาพที่ดี

ที่ประชุมได้พิจารณา 2 เรื่อง คือ 1. การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร ประเภทมาตรฐานทั่วไป จำนวน 7 เรื่อง ได้แก่  มาตอรฐานเผือก หลักการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเห็ดกระดุม  ระเบียบวิธีการวินิจฉัย Columnea latent viroid ในมะเขือเทศ  การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์และแนวปฏิบัติ  การชันสูตรโรคกล่องเสียงและท่อลมอักเสบติดเชื้อในสัตว์ปีกและแนวปฏิบัติ  และการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มกุ้งเครย์ฟิชเพื่อการบริโภคและแนวปฏิบัติ

2. ข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับ พืชอาหาร ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งดำเนินการ   จำนวน 2 ครั้ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ฟาร์มสุกร โดยปี 2562 ประเทศไทยมีฟาร์มเลี้ยงสุกร จำนวน 184,717 แห่ง ซึ่งมีสุกรพ่อแม่พันธุ์และสุกรขุน จำนวน 11 ล้านตัว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร ตั้งแต่ปี 2558 ไปแล้ว ซึ่งมกอช.เห็นควรปรับปรุงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้ฟาร์มสุกรมีระบบป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และสอดคล้องกับแผนการเฝ้าระวังและมาตรการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ของกรมปศุสัตว์

อีกทั้งให้มีมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับฟาร์มสุกรขนาดเล็ก โดยจัดทำมาตรฐาน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices; GAP) (ทบทวน) และ 2. ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management; GFM)

โดยมาตรฐานฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกร ส่งเสริมความปลอดภัยอาหารของสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากการลดปัญหายาสัตว์ตกค้าง ส่งเสริมสุขอนามัยในการเลี้ยงสัตว์ที่ดี เพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่สำคัญในสุกร และเพื่อเป็นอาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคอีกด้วย

ขณะที่  นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  กล่าวว่า  ผลการดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ได้ออกใบอนุญาตเป็นผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้าสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ของทั้ง 6 มาตรฐาน รวมทั้งสิ้น 1,211 ฉบับ  และผลการดำเนินการอายัดสินค้าเกษตรตามมาตรฐานบังคับ ซึ่งมีการยึดอายัดใน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานบังคับ เรื่อง ถั่วลิสง

พบว่ามีการอายัดเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกนำเข้า จำนวนทั้งหมด 174 ครั้ง เนื่องจากมีผลการตรวจสอบปริมาณอะฟลาทอกซินในเมล็ดถั่วลิสง เป็นไปตามมาตรฐานบังคับ จำนวน 142 ครั้ง และไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับจำนวน 32 ครั้ง และได้มีคำสั่งดำเนินการกับเมล็ดถั่วลิสงซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานบังคับที่ถูกอายัดไว้ ดังนี้ ส่งสินค้ากลับคืนต่างประเทศ จำนวน  28 ครั้ง  ปรับปรุงสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน จำนวน  2 ครั้ง  และทำลายสินค้า จำนวน 2 ครั้ง

Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407014?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,ฤดูกาลเพาะปลูก,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 127 ครั้ง

เกษตรฯ จัดงาน Field Day ส่งความสุขปีใหม่ให้เกษตรกรก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต ปี 2563

27 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรส่งสุขปีใหม่มอบเกษตรกร จัด Field Day ตลอดปี 2563 เชิญชวนเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ ๆ นำไปใช้เริ่มต้นฤดูกาลผลิตที่จะมาถึงนี้ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรจึงได้ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรตลอดปี 2563 โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชน

กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทภารกิจในการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน จึงได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งและเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่

โดยใช้เทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ได้วิเคราะห์ปัญหา และมีฐานเรียนรู้ ซึ่งจะมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจ ทั้งการเข้าถึงเทคโนโลยี ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูลความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรโดยเฉพาะที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ไม้ผล ปศุสัตว์ และประมง เป็นต้น

สำหรับแผนการเปิดงาน Field Day 19 จุดหลัก โดยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 16 ธ.ค. 2562 สินค้าหลัก : มะพร้าว ณ ศพก.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) เป็นประธาน ครั้งที่ 2 วันที่ 10 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ศพก.ปง จ.พะเยา โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นประธาน

ครั้งที่ 3 วันที่ 16 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ละงู จ.สตูล โดยอธิบดีกรมการข้าว ครั้งที่ 4 วันที่ 20 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : จิ้งหรีด ณ ศพก.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยอธิบดีกรมชลประทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 23 ม.ค. 2563 สินค้าหลัก : พริกไทย ณ ศูนย์เครือข่ายแปลงใหญ่พริกไทย อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

ครั้งที่ 6 วันที่ 7 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ไร่นาสวนผสม ณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบบ้านหนองแก อ.แก้งคล้อ จ.ชัยภูมิ โดยเลขาธิการ ส.ป.ก. ครั้งที่ 7 วันที่ 12 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : มะม่วงหิมพานต์ ณ ศพก.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ โดยอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ครั้งที่ 8 วันที่ 14 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ไม้ดอก ณ กลุ่มแปลงใหญ่ไม้ดอก อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

ครั้งที่ 9 วันที่ 14 ก.พ. 2563 สินค้าหลัก : ลำไย ณ ศูนย์ ศพก.ขยายตำบลน้ำดิบและกลุ่มเกษตรกรลำไยแปลงใหญ่ ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน โดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ครั้งที่ 10 วันที่ 12 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : มะม่วง ณ ศูนย์เรียนรู้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี โดยอธิบดีกรมประมง ครั้งที่ 11 วันที่ 12 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : มันสำปะหลัง ณ ศพก.เครือข่ายมันสำปะหลัง ม.8 ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยเลขาธิการ มกอช.

ครั้งที่ 12 วันที่ 20 มี.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศูนย์เครือข่ายนาแปลงใหญ่ ปี 2559 อ.เมือง จ.ยโสธร โดยเลขาธิการ สศก . ครั้งที่ 13 วันที่ 22 เม.ย. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี โดยอธิบดีกรมหม่อนไหม ครั้งที่ 14 วันที่ 7 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ผลิตภัณฑ์ผึ้งโพรง ณ วสช.เลี้ยงผึ้งโพรงบ้านปังหวาน ศูนย์เรียนรู้ด้านแมลงเศรษฐกิจ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร โดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ครั้งที่ 15 วันที่ 10 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.เมือง จ.อุทัยธานี โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) เป็นประธาน ครั้งที่ 16 วันที่ 14 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : อ้อย ณ ศพก.หนองม่วง จ.ลพบุรี โดยอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 17 วันที่ 21 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : พืชผัก/เกษตรผสมผสาน ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ม.2 ต.ลำภี  อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา โดยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ครั้งที่ 18 วันที่ 22 พ.ค. 2563 สินค้าหลัก : ข้าว ณ ศพก.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยมี รมช.เกษตรและสหกรณ์ (นายประภัตร โพธสุธน) เป็นประธาน และครั้งที่ 19 วันที่ 18 มิ.ย. 2563 สินค้าหลัก : ลองกอง ณ ศพก.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ ๆ ในการจัดงาน Field Day แต่ละพื้นที่โดยกิจกรรมหลักจะมีสถานีเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานซึ่งเน้นเนื้อหาและเทคโนโลยีที่จำเป็นในกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อถ่ายทอดให้เกษตรกรได้รับทราบ การให้บริการจากหน่วยงานภาครัฐ นิทรรศการของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ กลุ่ม/สถาบันเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน และกิจกรรมเสริม เช่น การแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งต่อความสุขให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

เมล่อนแปดริ้ว แรงบันดาลใจเกษตรรุ่นใหม่กลับถิ่นฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เมลอน,แปดริ้ว,เกษตรกรรุ่นใหม่
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

สวนเมล่อนแห่งเมืองแปดริ้วสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่กลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อทำการเกษตร

27 ธันวาคม 2562 จุดเริ่มต้นของบ้านสวนเมล่อนที่อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ หรือคุณแก้ว ซึ่งอีกบทบาทหนึ่ง ตำแหน่งเลขานุการสหกรณ์พืชผักผลไม้(เกษตรปลอดภัยสูง) จำกัด

ได้เล่าย้อนถึงที่มาของการเริ่มทดลองปลูกเมล่อนครั้งแรก เกิดขึ้นหลังจากที่สามีเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นและซื้อเมล่อนกลับมาฝากลูกละ 3,000 บาท จึงเกิดความคิดที่จะปลูกเมล่อนปลอดสารให้สามีและลูกไว้รับประทาน ในช่วงปลายปี 2558 เริ่มทำโรงเรือนแรกด้วยเงิน 3,000 บาท ทำจากไม้ไผ่ มุ้งและพลาสติกคลุม เพื่อไม่ให้แมลงรบกวนและไม่ใช้สารเคมี

จากนั้นได้ซื้อเมล็ดเมล่อนพันธุ์คิโมจิ มาปลูก 30 ต้น และเมื่อผลผลิตออกก็แจกจ่ายให้เพื่อนๆ และคนรู้จัก มีเสียงตอบรับมากขึ้น และชมชอบในรสชาติ จึงได้ลองโพสต์ขายทางเฟสบุ๊ค สร้างเรื่องราวน่าสนใจ ทำให้มีคนสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง จึงต้องขยายโรงเรือนเพิ่มจากโรงเรือนที่  1 เป็น  2 และ 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 10 โรงเรือน ซึ่งเทคนิคในการปลูกเมล่อนทั้งหมดเธอได้แสวงหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต ทางยูทูปและเว็บไซด์ต่าง ๆ

เคยทำงานโรงงานมาก่อนที่จะมาทำเกษตร แรกเริ่มไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเกษตรกร แต่เมื่อทดลองปลูกเมล่อน ปลูกไปขายไป มีคนสั่งซื้อมากขึ้นเรื่อย  ๆ ทำให้ต้องขยายพื้นที่โรงเรือนเพื่อปลูกเมล่อนส่งตามออเดอร์ กลายเป็นตลาดนำการผลิต จึงเริ่มสนใจทำเกษตรอย่างจริงจัง ลาออกจากโรงงาน แล้วใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการทำเกษตร และอยากมีที่ดินสักผืน

จนกระทั่งมาเจอที่ 4 ไร่ที่ฉะเชิงเทรา มีบ้านหลังเล็ก  ๆ ที่ดินและบ่อน้ำ แต่เดิมที่แถวนี้เป็นนาข้าวและบ่อกุ้ง จึงขอซื้อจากเจ้าของแล้วมาปรับสภาพพื้นที่ นึกถึงหลักทฤษฏีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะคิดว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มีความเสี่ยงสูง จึงแบ่งที่ดินเป็นสัดส่วน 30/30/ 30/10 โดย 30 แรกสร้างเป็นพื้นที่สำหรับรับผู้คนมาเรียนรู้ดูงาน ร้านขายผลผลิตจากสวนตัวเอง ส่วน 30 ที่ 2 ปลูกพืชผักสวนครัว เมล่อน มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว อีก 30 สร้างเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่และบ่อเลี้ยงปลา ส่วนอีก 10 ที่เหลือเป็นบ้านที่อาศัยอยู่กับครอบครัว”

เริ่มค้นพบว่าการทำเกษตร ยิ่งทำยิ่งมีความสุข แม้ว่าในช่วงแรกต้องพบกับปัญหาว่าดินในจังหวัดฉะเชิงเทรา หน้าดินเป็นเกลือ จึงต้องมีเครื่องวัดค่า PH ใช้วัดดิน ปุ๋ยในดิน วัดความชื้น อุณหภูมิ และน้ำ นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจสภาพน้ำและดินตลอดทั้งปี และต้องปรับสภาพดิน โดยใช้เครื่องพรวนดินสม่ำเสมอ  ปุ๋ยที่ใส่ในดินทำจากมูลไส้เดือนและปุ๋ยหมักที่ทำเอง โดยนำขุยมะพร้าว กากมะพร้าว แกลบเผา แกลบดิน กระดูกสัตว์ป่น และมูลไส้เดือนมาหมักกับขี้วัว ใส่เป็นปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ทำให้ดินค่อย ๆ ดีขึ้น

“เราต้องแสวงหาความรู้เรื่องดิน การปลูก การป้องกันแมลง การทำโรงเรือนจากอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทุกอย่างมารวมกัน แล้วนำมาปรับใช้ ค่อยๆทดลองทำไปทีละน้อย  ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง นำกำไรจากเมล่อนโรงเรือนแรกมาขยายเป็นโรงเรือนที่ 2 และขยายมาเรื่อย ๆ ซึ่งรายได้จากเมล่อน 1 โรงเรือน ใช้เวลาปลูก 70-90 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 300 ลูก/โรงเรือน ขายลูกละ 100 บาท ตัดผลผลิตทุก ๆ สัปดาห์ รายได้ 30,000 บาท/สัปดาห์ และเดือนละ 120,000 บาท   เป็นวิธีการทำเกษตรแบบทำน้อยแต่ได้มาก  ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่อมาตลาดจึงค่อย ๆ ขยายและเริ่มโตมากขึ้น

นอกจากนี้ คุณแก้วยังหาวิธีในการประหยัดแรงงานและเวลาในการดูแลแปลงปลูกพืชผัก  ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาในการทำการเกษตร โดยใช้ระบบแอปพลิเคชัน ควบคุมการให้น้ำ คุมอุณหภูมิในโรงเรือน และแสงอาทิตย์ หากมีสิ่งผิดปกติ เช่น น้ำและอุณหภูมิในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไป ก็จะมีการแจ้งเตือนเข้ามาทางมือถือ      สามารถสั่งการรดน้ำภายในโรงเรือนได้ทันที ซึ่งอุปกรณ์ควบคุมทั้งหมดเรียกว่า Sunoff สามารถหาซื้อได้จากอินเตอร์เน็ต ในราคาเพียงหลักร้อยเท่านั้น ช่วยทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในสวนตลอดทั้งวัน อยู่ที่ไหนก็สามารถสั่งการได้

ผลผลิตในแปลงของคุณแก้วได้ผ่านการรับรองว่าได้ตามมาตรฐาน GAP และปลอดจากสารเคมี ขณะที่เมล่อนจะมีความหวานกำลังพอดีที่ประมาณ  12-13 บริค และเมื่อถึงช่วงผลผลิตออก จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมและตัดผลเมล่อนเอง สร้างความน่าสนใจและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร  หลังจากเมล่อนเริ่มติดตลาด สามารถดึงนักท่องเที่ยวมายังบ้านโพธิ์  ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เริ่มขายได้ และตลาด Modern Trade เริ่มสนใจและติดต่อขอซื้อผลผลิตไปจำหน่ายในห้าง

จึงเริ่มหามองหาเครือข่ายและรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้ปลูกผักปลอดภัยสูงฉะเชิงเทรา จำกัด เมื่อ  11 กันยายน 2561 สมาชิกแรกเริ่ม  34 คน  ทุนจดทะเบียนเพียง  34,000  บาท ปัจจุบันสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 106 คน โดยสหกรณ์จะให้ปัจจัย วัสดุในการปลูกพืชและทำการเกษตร รวมถึงองค์ความรู้ต่าง  ๆ และร่วมวางแผนการผลิตพืชผักและสินค้าการเกษตร  เพื่อให้สมาชิกผลิตและจำหน่ายผ่านสหกรณ์ ทั้งเมล่อน ผักสวนครัว

เกษตรกรที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์แห่งนี้ ยังได้รับการช่วยเหลือให้เงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 สำหรับนำไปสร้างโรงเรือนขนาด  8X16 เมตร  ราคาไม่เกิน  3 หมื่นบาท ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายจะสามารถกู้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท และสหกรณ์จะช่วยวางแผนการผลิตให้สมาชิก  ว่าสวนไหนจะปลูกเมล่อนในช่วงไหน และทยอยปลูกไล่กันไป เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด ส่วนหนึ่งสมาชิกสามารถส่งขายกับลูกค้าได้เอง และแบ่งผลผลิตส่วนหนึ่งส่งให้กับสหกรณ์ตามที่ได้ตกลงกันไว้

ขณะนี้สหกรณ์มีคู่ค้า โดยทำข้อตกลงส่งเมลล่อนไปขายในห้าง Tops Supermarket  5  สาขา ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี  สัปดาห์ละ 500  ลูก ส่งครัวการบินไทยสัปดาห์ละ 600 ลูก  และบริษัทพัทยาปาร์ค บีช             ซึ่งเป็นเครือข่ายโรงแรมในจังหวัดชลบุรี สั่งซื้อสัปดาห์ละ 200-300  ลูก ส่วนผักสวนครัวทั้งคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง     ใบมะกรูด ผักชี พริกและแตงกวาญี่ปุ่น สมาชิกจะปลูกและนำมาส่งให้สหกรณ์รวบรวมเพื่อนำไปขายให้โรงพยาบาลในจังหวัดฉะเชิงเทรา และยังมีตลาดอื่น ๆ ที่มีการสั่งจองเมล่อนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เดิมทำการเกษตรไม่เป็น คิดว่ายาก แต่พอลงมือทำ จึงรู้ว่าทุกอย่างสามารถเรียนรู้ได้ ขอแค่มีความตั้งใจ ซึ่งความผิดพลาดแต่ละครั้งคือการเรียนรู้  จากความมุ่งมั่นและลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้คุณแก้วประสบผลสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว  เพราะรู้จักการวางแผนและศึกษาหาข้อมูล หาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ แม้หลายคนจะบอกว่ากลับมาทำเกษตรแต่มีปัญหาเรื่องเงินทุน แต่การทำเล็ก ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เท่าที่กำลังพอจะทำไหว ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

ความตั้งใจสุดท้ายคือการสร้างพื้นที่ 4 ไร่ เป็นภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว มีรายได้ไว้เลี้ยงดูลูก และเปิดต้อนรับคนที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานได้ทุกวัน และนี่จึงเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบให้ใครอีกหลาย ๆ คน มองเห็นโอกาสในการกลับคืนสู่ถิ่นฐานเพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ เพื่อในวันข้างหน้าสามารถบอกใคร ๆ ได้อย่างเต็มปากว่ามีความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้เป็น “เกษตรกร”

ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินอินทรีย์ ลดเผา ลดชะล้าง ลดต้นทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินอินทรีย์ ลดเผา ลดชะล้าง ลดต้นทุน

27 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เกษตร,กรมส่งเสริมการเกษตร,ลดการเผา,ปุ๋ยอินทรีย์
เปิดอ่าน 85 ครั้ง

เกษตรฯ ขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนทั่วประเทศ รณรงค์ผลิต ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชู สโลแกน ปกป้องอนาคต ลดการเผา ลดการชะล้าง ลดต้นทุน

27 ธันวาคม 2562  เกษตร รณรงค์ผลิต ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์ ปกป้องอนาคต ลดการเผา ลดการชะล้างดิน ลดต้นทุน ตระหนัก รู้คุณค่าของทรัพยากรดินและการจัดการวัสดุการเกษตรเหลือใช้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากนโยบาย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการทำเกษตรปลอดภัย ลดการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี และก้าวสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งการทำเกษตรผสมผสาน รวมไปถึงการเป็นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินปุ๋ยที่ถูกต้อง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร มี ศูนย์จัดการ  ดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม  882 ศูนย์

ซึ่งเป็นเครือข่ายของ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิก รวม 26,204 ราย ที่สามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนขยายผลให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ย เห็นผลสำเร็จจากการส่งเสริมการใช้จริง ในพื้นที่ ศพก. และ แปลงใหญ่ ซึ่งปี 2562 สมาชิกของ ศูนย์ฯ สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในพืชต่างๆ ประมาณ 370 บาทต่อไร่

นายเข้มแข็ง  ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการส่งเสริมผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ รวมวัสดุอินทรีย์ ในปี 2562  เป้าหมาย 4 เพิ่ม 4 ลด ได้แก่ เพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มธาตุอาหารพืช เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าวัสดุทางการเกษตรเหลือใช้ และ ลดการเผา ลดโลกร้อน ลดการชะล้างดิน ลดต้นทุน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ ได้กว่า 1.47 ล้านตัน เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ กว่า 9 แสนไร่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมอบโล่เกียรติยศ ให้แก่ จังหวัดที่มีผลงานการขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ดีเด่น 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ตราด บึงกาฬ สุรินทร์ ตรัง กระบี่ น่าน และพิจิตร และจังหวัดที่มีผลงานการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ วัสดุอินทรีย์ดีเด่น 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดยโสธร อุบลราชธานี พิษณุโลก กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และร้อยเอ็ด รวมถึงมีสถานีเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่มาร่วมงาน จำนวน 10 สถานี เช่น สถานีปุ๋ยอินทรีย์ เครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึง แปลงสาธิตการปลูกพืชหลังนา สาธิตการไถกลบตอซัง และหว่านปุ๋ยพืชสด

ลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407012?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ

26 ธันวาคม 2562 – 19:21 น.
หมอนประชารัฐ,ธรรมนัส,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ยางพารา
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

“ธรรมนัส ยังลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ20ล้านใบ ฟุ้งเป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญประชาชน ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางพารา ได้เห็นแน่ราคายาง 65 บาท

26 ธันวาคม 2562 ธรรมนัส ยังลุยต่อแจกหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบ ฟุ้งเป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญประชาชน ทั้งเกษตรกรชาวสวนยางพารา ได้เห็นแน่ราคายาง 65 บาท เล็งให้กองสลากฯ ออกสลากพิเศษจำหน่าย นำเงินมาดำเนินโครงการ ไม่ใช้งบประมาณรัฐ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กำลังเร่งดำเนินโครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ 20 ล้านใบมอบให้ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ ทั้งนี้เพื่อยกระดับราคายางพารา ด้วยการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้ได้ผลจริงตามคำสั่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ซึ่งที่ผ่านมามีเป้าหมายใช้ 200,000 ตันต่อไปเพื่อลดประมาณยางในระบบ แต่ทำได้เพียงร้อยละ 10 ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจะนำเสนอครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการดังกล่าว โดยให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ดำเนินการผลิตหมอนยางพารา

ทั้งนี้หมอนใบหนึ่งใช้น้ำยางพารา 3-4 กิโลกรัมซึ่งจะประสานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำหนดวิธีการรวบรวมวัตถุดิบจากสหกรณ์ชาวสวนยาง กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน รับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล อีกทั้งในระยะยาวจะสามารถยกระดับราคายางพาราให้สูงขึ้นได้ตามที่พรรคพลังประชารัฐได้หาเสียงไว้ว่า จะทำให้ราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่มายาวนาน ปรับสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 65 บาทให้ได้

เดิมนั้นจะเสนอครม. อนุมัติให้อตก. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จากนั้นให้อตก. ประสานกับกองสลากแห่งประเทศไทยออกสลากพิเศษจำหน่ายแก่ประชาชนเพื่อนำเงินมาผลิตหมอน มุ่งหวังให้เป็นโครงการใหญ่เปิดพุทธศักราช 2563 มอบเป็นของขวัญแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและประชาชน

จากนั้นนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่ธ.ก.ส.จนครบจำนวน ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ​ต่อมาคณะทำงานของร.อ. ธรรมนัสพบว่า อตก.ไม่สามารถกู้เงินจากธ.ก.ส.ได้เนื่องจากผลประกอบการขาดทุนมา 5 ปี แต่ไม่ได้ล้มเลิกโครงการนี้แต่อย่างใด อยู่ระหว่างมอบหมายหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันหาแนวทางดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลให้สำเร็จ

ที่ผ่านมาได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงเชิญอธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้อํานวยการสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล​ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้จัดการธ.ก.ส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหารือการจัดทำรายละเอียดโครงการนี้ในเบื้องต้นแล้ว

จากนั้นในวันที่ 8 มกราคม 2563 จะเชิญประชุมอีกครั้งเพื่อเร่งรัดดำเนินการ โดยการยางแห่งประเทศไทย (ก.ย.ท.) จะเชิญผู้ประกอบการผลิตเครื่องนอนจากยางพาราชั้นนำมาหารือเพื่อขอความร่วมมือในการผลิตหมอนประชารัฐ

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวต่อว่า มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางที่จะนำเครื่องนอนที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ในภาคการท่องเที่ยวด้วย โดยขอความร่วมมือสมาคมโรงแรมและรีสอร์ท​นำเครื่องนอนยางพาราไปเปลี่ยนที่นอนเดิม เมื่อนักท่องเที่ยวไปพัก แล้วได้ทดลองนอนจะได้ทราบว่า เครื่องนอนจากยางพารามีคุณภาพ นอนสบาย และมีความคงทนซึ่งจะเป็นการขยายตลาดสินค้ายางพาราต่อไป โดยอยู่ระหว่างกำหนดมาตรการจูงใจแก่ผู้ประกอบการ​ที่ร่วมโครงการ

“จะเร่งเดินหน้าโครงการนี้หลังปีใหม่ทันที โดยนอกจากหมอนยางพาราแล้ว ได้สั่งการหาช่องทางการตลาดในการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยต่อไปอาจจำหน่ายบนเว็บไซต์ของอตก. เพื่อให้ประชาชนสั่งซื้อได้ง่าย หากการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด จากปัจจุบันราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 42-43 บาท​ มุ่งหวัง​ให้​เพิ่มขึ้นถึง 65 บาทต่อกิโลกรัม​เพื่อช่วยเหลือ​เกษตรกรที่เดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำมายาวนาน มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามนโยบายรัฐบาล” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

แล้งยาวกรมชลเปิดศูนย์ศูนย์เฉพาะกิจรับมือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งยาวกรมชลเปิดศูนย์ศูนย์เฉพาะกิจรับมือ

26 ธันวาคม 2562 – 19:08 น.
แล้งยาวกรมชลเปิดศูนย์ศูนย์เฉพาะกิจรับมือ
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

กรมชลฯเปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ภัยแล้ง ยังแล้งอีกยาวกว่า 4 เดือน ปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยเหลือประชาชนประสบภัยทันท่วงที วอนประคองใช้น้ำประหยัด

26 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จะจัดแถลงข่าวจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้งปี 2562/63 และปล่อยคาราวานเครื่องจักรกลช่วยภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ท่วงที ในวันศุกร์ ที่ 27 ธ.ค. 62 เวลา 13.30 น. กรมชลประทาน สามเสน

“ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้อย อีกทั้ง ช่วงฤดูแล้งยังเหลือระยะเวลาอีกกว่า 4 เดือน กรมชลประทาน จึงต้องจัดสรรน้ำตามแผนฯอย่างเคร่งครัดและจริงจัง เพราะหากไม่ดำเนินการตามแผนฯอาจทำให้เสี่ยงปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอต่อกิจกรรมการใช้น้ำที่จำเป็นได้ โดยขอให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามและใช้น้ำอย่างประหยัด”นายทองเปลว กล่าว

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(26 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 47,458 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 23,612 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 11,187 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 4,491 ล้าน ลบ.ม. วางแผนส่งน้ำเฉพาะสนับสนุนการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้น เท่านั้น

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ระหว่างร้อยละ 31 – 50 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบันมีจำนวน 10 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก, เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง, เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี, เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา

เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา, เขื่อนบางพระ จังหวัดชลบุรี, เขื่อนหนองปลาไหล จังหวัดระยอง และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยอง สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เท่านั้น

ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวง-อุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำ 74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 60 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำ 45 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 8 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำ 241 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 25 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 38 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 37 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 502 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ , เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 15 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำ 23 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม.

เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 61 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 21 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา ปริมาณน้ำ 110 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ น้ำใช้การได้ 80 ล้าน ลบ.ม. ทั้งหมดสามารถสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่อยู่ในเกณฑ์น้อยดังกล่าวข้างต้น กรมชลประทาน จำเป็นต้องตามแผนการจัดสรรน้ำอย่างเข้มงวด พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่แต่ละโครงการชลประทานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ลงพื้นที่ไปสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ให้กับประชาชนให้มากที่สุด จึงขอทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำตามแผนอย่างเคร่งครัดและอย่างประหยัดมากที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้