กยท.ปล่อยขบวนรถส่งไม้ยางพาราแปรรูป ถึงมือบริษัทผู้ซื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กยท.ปล่อยขบวนรถส่งไม้ยางพาราแปรรูป ถึงมือบริษัทผู้ซื้อ

26 ธันวาคม 2562 – 17:40 น.
มอบ กยท,จุรินทร์,เฉลิมชัย,ปล่อยขบวนรถ,ยางพาราแปรรูป,เกษตรกร,น้ำยางข้น
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

“จุรินทร์-เฉลิมชัย” มอบ กยท.ปล่อยขบวนรถส่งไม้ยางพาราแปรรูป น้ำยางข้นถึงมือบริษัทผู้ซื้อ สร้างความร่วมมือด้านธุรกิจ หนุนช่วยเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทย

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พิธีส่งมอบไม้ยางพาราและน้ำยางข้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการเร่งขายยางและไม้ยางพาราสู่ตลาดต่างประเทศ

โดยก่อนหน้านี้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กับ บริษัท พิณมาชู วิศวกรรม จำกัด และ บริษัท ซินซุนไทย จำกัด ในด้านความร่วมมือการซื้อขายไม้ยางพารา จำนวน 2,500,000 ลูกบาศก์ฟุต เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2562  ภายในงาน Thailand Rubber Expo ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีการทยอยส่งมอบไม้ยางบางส่วนไปแล้วกว่า 3,000 ลูกบาศก์ฟุต วันนี้จึงปล่อยขบวนรถส่งมอบไม้ยางพาราเพิ่มเติม จำนวน 1,340 ลบ.ฟุต นอกจากไม้ยางพาราแล้ว พิธีวันนี้ยังปล่อยรถส่งมอบน้ำยางข้นให้กับ บริษัท โกรรับเบอร์ ลาเท็กซ์ จำกัด ตามสัญญาซื้อขายที่ทำกับ กยท. ในปริมาณ 10 ตัน ด้วย

นายขจรจักษณ์ กล่าวต่อไปว่า หลังจากการลงนาม MOU ร่วมกับบริษัทผู้ซื้อภายในงาน Thailand Rubber Expo เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ กยท. ได้ส่งมอบยางแผ่นรมควันอัดก้อนให้กับบริษัท ฮั่วเซิ่งไทย รับเบอร์ จำกัด บริษัท เอเชีย รับเบอร์(ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท พีเอ็นดับบลิว รับเบอร์ จำกัด รวมปริมาณทั้งสิ้น 7,200 ตัน และจะดำเนินการทยอยส่งมอบสินค้าจนครบตามสัญญาต่อไป

“กิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นความร่วมมือทางด้านธุรกิจระหว่างภาคเอกชนและ กยท. อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน สร้างความสัมพันธ์อันดีทางด้านการค้าการลงทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านยางพารา” นายขจรจักษณ์ กล่าว

กรมชลฯทุ่ม938ล้านแก้แล้ง-น้ำท่วม กางแผนสร้างอ่างแม่สกึ๋น2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

26 ธันวาคม 2562 – 15:18 น.
แม่สกึ๋น,สะเอียบโมเดล,อ่างเก็บน้ำ,กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

กรมชลประทาน เร่งศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า  938 ล้านบาทสร้างระบบชลประทานแก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ ม.6 บ้านดอนแก้ว ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ประสบปัญหาภัยแล้ง ไม่มีที่กักเก็บน้ำไว้เพื่อทำการเกษตร และในช่วงฤดูน้ำหลากก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี

ในปี 2558 ม.นเรศวร ได้ดำเนินโครงการศึกษาหาทางออกแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักในลุ่มน้ำยมตอนบน และได้เสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีศักยภาพในเขต ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ (สะเอียบโมเดล) หลายแห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป้า อ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง อ่างเก็บน้ำห้วยแม่เต้น รวมทั้ง “อ่างเก็บน้ำห้วยแม่สกึ๋น 2” และวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)  มีมติรับทราบแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ลุ่มน้ำยม และให้กรมชลประทานนำไปดำเนินการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการแหล่งน้ำที่เป็นความต้องการของประชาชน
ต่อมาในเดือน กันยายน 2561 สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ได้จ้างที่ปรึกษาดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม อ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 เพื่อศึกษาจัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) โดยมีวัตถุประสงค์ให้อ่างเก็บน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตร สำหรับอุปโภค-บริโภคของประชาชน ตลอดจนสัตว์เลี้ยงในฤดูแล้ง ทั้งบรรเทาความเสียหายเนื่องจากอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการ


โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น 2 จะตั้งอยู่ที่ ม.6 บ้านดอนแก้ว ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ พิกัด 633062E 2070775N เป็นเขื่อนดินถมแบ่งส่วน (Zoned Dam) พื้นที่รองรับน้ำฝน 104.39 ตร.กม. ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 23.95 ล้าน ลบ.ม.ความจุเก็บกัก 19.67 ล้าน ลบ.ม. ระดับท้องน้ำ +272.00 ม.(รทก.) ระดับน้ำต่ำสุด +277.50 ม.(รทก.) ระดับน้ำเก็บกัก +314.00 ม.(รทก.) ระดับน้ำสูงสุด +315.50 ม.(รทก.) ระดับสันเขื่อน +318.00 ม.(รทก.) ความยาวสันเขื่อน 300 ม. ความสูงเขื่อน 46.00 ม. ความกว้างสันเขื่อน  8.00 ม.


มูลค่าแผนการก่อสร้างรวมอยู่ที่ 938.89 ล้านบาท แบ่งเป็นถนนเข้าโครงการ ทำนบดิน อาคารระบายน้ำลงลำน้ำเดิม อาคารระบายน้ำล้นรวม 428.81 ล้านบาท ค่าอำนวยการก่อสร้างและอาคารประกอบรวมระบบชลประทาน  506 ล้านบาท โดยจะเริ่มพิจารณา EIA ในปี 2563 ออกแบบโครงสร้างปี 2564 และเริ่มก่อสร้างในปี 2565-2568
ทั้งนี้ ในการออกแบบระบบชลประทานเบื้องต้น พื้นที่ซึ่งจะได้รับประโยชน์ทางด้านการเกษตร รวม 7,940 ไร่

ประกาศ 2020 ปีแห่งเทคโนฯ 4 โครงการยักษ์จุดเปลี่ยนเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406788?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประกาศ 2020 ปีแห่งเทคโนฯ 4 โครงการยักษ์จุดเปลี่ยนเกษตรกร

26 ธันวาคม 2562 – 00:18 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เทคโนโลยีทางการเกษตร
เปิดอ่าน 272 ครั้ง

เกษตรฯประกาศ 2020 ปีแห่งเทคโนโลยีเกษตรคิกออฟ 4 โครงการใหญ่สร้างจุดเปลี่ยนสู่เกษตร 4.0

26  ธันาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0 กล่าวว่า ภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร4.0 ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายปฏิรูปการบริหารและการบริการของกระทรวงเกษตรฯและภาคเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล วันนี้การขับเคลื่อนนโยบายเกษตร 4.0 ได้ปรากฎผลเป็นรูปธรรมสู่ยุคดิจิทัลทรานสฟอร์มเมชั่น(Digital Transformation)เฟสที่1เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่2563ด้วย4โครงการดิจิทัลดังนี้

1. โครงการบริการออนไลน์ ควิกวิน(22 Quick Win)แก่เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสาธารณะ โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม Cluster เริ่มบริการ1มกราคม2563พร้อมกัน 22 หน่วยงาน

2. โครงการ วันแอพ (One App)กระทรวงเกษตรได้พัฒนาโมบายแอปพลิเคชัน ที่รวบรวมงานบริการ ด้านการเกษตร องค์ความรู้ด้านการเกษตร และเชื่อมโยงบริการโมบายกว่า50แอปพลิเคชันของทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงและสหกรณ์ มาไว้ในที่เดียวคือ แอปพลิเคชัน ”เกษตรดิจิทัล”  เริ่มคิกออฟ 1 มกราคม 2563

3. โครงการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ใน 77 จังหวัด ทำหน้าที่ส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรมรวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตรทั้งยังเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรและสนับสนุนสตาร์ทอัพในแต่ละจังหวัดเป็นรูปแบบการบริหารจัดการในภูมิภาคมิติใหม่โดยความร่วมมือของ6ภาคีหลัก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการ และภาคเอกชน เริ่มจัดตั้งตั้งแต่เดือนมกราคมให้แล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ.๒๕๖๓4. โครงการศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC

มีการลงนามบันทึกความร่วมมือในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติของ10หน่วยงานภาครัฐประกอบด้วย(1) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2) กระทรวงการคลัง (3) กระทรวงดิจิทัล เพื่อ เศรษฐกิจและสังคม (4) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม (5) กระทรวงพาณิชย์(6) กระทรวงอุตสาหกรรม (7) กระทรวงมหาดไทย (8) กระทรวงสาธารณสุข (9) สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (10)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

โดยเฟส 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมเริ่มบริการฐานข้อมูลสินค้าเกษตรที่สำคัญเช่นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจการเกษตรและข้อมูลครัวเรือนเกษตร ทั้งนี้ในเฟสที่2จะเพิ่มฐานข้อมูลและเชื่อมฐานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานรัฐอื่นๆและนำระบบปัญญาประดิษฐ์(AI)มาใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตามโครงการทั้ง4ดำเนินการมาโดยไม่ใช้งบประมาณใหม่จนแล้วเสร็จภายใน120วันภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษคร4.0ซึ่งประกอบไปด้วยคณะอนุกรรมการรัฐบาลเทคโนโลยี่(GovTech)และบิ๊กดาต้า (Big Data)คณะอนุกรรมการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture )คณะอนุกรรมการเทคโนโลยีอนาคต(Future Tchnology )และคณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ(E-Commerce)

โดยความร่วมมือของศูนย์ไอที 22 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานรัฐหน่วยงานวิชาการหน่วยงานเอกชนพร้อมเปิดบริการเป็นของขวัญปีใหม่ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคเกษตรกรรมสู่มิติใหม่ของไทยแลนด์ 4.0 นับได้ว่าปี2563คือปีแห่งเทคโนโลยีเกษตร(AgriTech 2020)

ด่วน…กรมชลฯตั้งศูนย์ช่วยน้ำขาดแคลน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ด่วน…กรมชลฯตั้งศูนย์ช่วยน้ำขาดแคลน

26 ธันวาคม 2562 – 00:13 น.
กรมชลประทาน,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งด่วน กรมชลประทานตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไข บรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ช่วยเหลือประชาชนขาดน้ำทันที

26 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการด่วนที่สุดให้อธิบดีกรมชลประทานตั้ง “ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63”

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามคำสั่งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้ (25 ธ.ค.) เดินทางมาตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่จังหวัดชัยภูมิ นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งทั่วประเทศแล้ว 11 จังหวัด นอกจากนี้ยังสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดชุดออกสำรวจข้อมูลน้ำแยกเป็นน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร หากพบพื้นที่ใดขาดแคลนน้ำได้เร่งออกแจกจ่ายน้ำให้แก่ประชาชน รวมทั้งยังขุดบ่อบาดาลนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยด่วน

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทานเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ โดยในเขตชลประทานนั้นยืนยันว่า ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำแน่นอน เนื่องจากวางแผนบริหารจัดการน้ำมาล่วงหน้าและดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานนั้นก็ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือ

ทั้งนี้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดเว้นการปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ที่แจ้งล่วงหน้าแล้วว่า ไม่มีน้ำสนับสนุนโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา สำหรับบางพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอทำการเกษตร ขอให้ฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ว่า สามารถเพาะปลูกพืชใดได้บ้าง โดยฤดูแล้งนี้เน้นการปลูกพืชใช้น้ำน้อยซึ่งขอความร่วมมือเกษตรกรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้พืชผลเสียหายจากการขาดน้ำ

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า เตรียมลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานแก้ไข บรรเทาวิกฤตภัยแล้ง และการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนของกรมชลประทานเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะบูรณาการทั้งหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

สำหรับ “ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63” นี้มีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธาน จะใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน มีหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์ รวมทั้งแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน สื่อสาร ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งและแนวทางในการลดผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง กำหนดแนวทางการปฎิบัติงานเชิงบูรณาการในการแก้ไขและการให้ความช่วยเหลือ ประสานข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินความต้องการและความจำเป็นเพื่อจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรเครื่องมือในการบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ตลอดจนจัดทำรายงานสถานการณ์ รวมทั้งผลการดำเนินการ แก้ไข บรรเทา และการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้งรายงานต่อรมว. เกษตรฯ อย่างต่อเนื่องทุกระยะ

เที่ยววันเด็กซึมซับวิถีเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406790?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เที่ยววันเด็กซึมซับวิถีเกษตร

26 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
วันเกษตรแห่งชาติ,วันเด็ก,กรมการข้าว
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

วันเด็กปีนี้เกษตรฯ ชวนผู้ปกครองนำเด็กเที่ยวงานวันเกษตรแห่งชาติ เรียนรู้เทคโนโลยี ซึมซับวิถีเกษตร

26 ธันวาคม 2562 นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่านายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญแก่เด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก

โดยมุ่งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรใหม่ ๆ พร้อมซึมซับวิถีวัฒนธรรมทางการเกษตร ซึ่งในปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และจังหวัดนครราชสีมา จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรไทย ยิ่งใหญ่ด้วยศาสตร์พระราชา” ระหว่างวันที่ 10-19 มกราคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์

รวมทั้งยังเป็นการเผยแพร่เทคโนโลยีใหม่ด้านการเกษตร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคน และองค์ความรู้ทางด้านเกษตรกรรม สำหรับในปีนี้ทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความพร้อมเข้าร่วมจัดนิทรรศการ โดยการการจัดนิทรรศการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ภาคส่วน ได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล  อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่นำเสนอนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย” และ “พระบิดาแห่งฝนหลวง”

รวมไปถึงนิทรรศการศาสตร์พระราชา เช่น การปลูกป่า 3 อย่างได้ประโยชน์  4 อย่าง การจัดการทรัพยากรน้ำ การพัฒนาที่ดิน การปลูกพืช ทั้งการปลูกไม้ผล การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การปลูกยางพารา การปรับปรุงพันธุ์พืช ระบบการเกษตร และด้านการปศุสัตว์ และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพหลักของปวงชนชาวไทยตลอดมา อันเป็นการสานต่อพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

ในส่วนของนิทรรศการภาควิชาการ ได้นำเสนอความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกร เช่น กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับประเทศ รายการแข่งขันเกมเกษตรกร รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็น โดรนพ่นสารชีวภัณฑ์ โดรนสำรวจเพื่อทำแผนที่การบริหารจัดการน้ำ ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ (DGT FARM) ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร เครื่องหมายรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัย แอพพลิเคชั่นฟาร์มดี

การบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ นวัตกรรมผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม การปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน นวัตกรรมของปราชญ์ชาวบ้าน รวมถึงการสร้างผู้นำต้นแบบรุ่นใหม่ในสหกรณ์ (Smart Cooperative Directors) นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโมเดลจำลอง ทั้งในเรื่องของการจัดตั้งตลาด อ.ต.ก.โรงทอ จอหอ ตลาด Farmer Market ระบบการจัดการฟาร์มโคเนื้อแบบประณีต รวมถึงการทำอาชีพเสริมต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็น การเพาะเลี้ยงปลานิลครบวงจร การเลี้ยงปลานิล/ปลาตะเพียน/กบ ในนาข้าว การส่งเสริมการเลี้ยงโคนม นำไปสู่การแสดงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในจังหวัดนครราชสีมา และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในพื้นที่ราบทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่ราบทุ่งสัมฤทธิ์ ทั้งการปรับปรุงดินเค็มปานกลางเพื่อปลูกข้าว และไร่นาสวนผสม การปรับปรุงดินเค็มจัดด้วยไม้ทนเค็มและหญ้าเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้ และนำเสนอปลาประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ ปลาพวง

ขอเชิญชวนให้ผู้ปกครองนำบุตรหลานมาเยี่ยมชม และร่วมสนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2563 ตามวันและเวลาดังกล่าว ซึ่งนอกจากบุตรหลาน จะได้รับความสนุกสนาน และตื่นตาตื่นใจแล้ว ยังจะได้ชื่นชมศาสตร์พระราชาทางด้านเกษตรกรรม และได้สัมผัสถึงคุณค่าของอาชีพเกษตรกร อันเป็นอาชีพที่มีความสำคัญของประเทศไทยอีกด้วย

ชงครม.3,000 ล้านสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406769?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชงครม.3,000 ล้านสินเชื่อชะลอขายเกลือทะเล

25 ธันวาคม 2562 – 18:00 น.
เกลือ,อลงกรณ์ พลบุตร,นาเกลือ
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

เกษตรฯเตรียมเสนอโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล วงเงิน 3,000 ล้านบาทให้ครม.พิจารณาเพื่อแก้ปัญหาเกลือล้นตลาด ส่งผลให้ราคาเกลือตกต่ำ 

25 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุม คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 4 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ว่าการประชุมดังกล่าวเพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือตกต่ำ

ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาด้านประมงทำให้ความต้องการใช้เกลือทะเลลดลง การนำเข้าเกลือทะเลมีราคาต่ำกว่าราคาจำหน่าย รวมถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการกำหนดปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภคให้ทำผลผลิตเกลือทะเลตกค้าง โดยฤดูกาลผลิต 2561/62 ตกค้างในยุ้งเกษตรกร 15,783 เกวียนและจะมีผลผลิตปี 2562/63 อีก 620,000 เกวียน เกินความต้องการตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำขณะนี้ราคาเกลือที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 สตางค์ ต่ำกว่าทุนที่กิโลกรัมละ 1 บาท 50 สตางค์

เบื้องต้นได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล ปีการผลิต 2563/2564 วงเงิน 3,000 ล้านบาท โดยจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาในเดือนมกราคมปีหน้า วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 0.01 ต่อปีเพื่อให้เกษตรกรสามารถชะลอการขายเกลือในช่วงที่ปริมาณมากเกินความต้องการ เพื่อทำให้ราคาเกลือสูงขึ้นบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรนาเกลือ

กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 7 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี มีพื้นที่ทำนาเกลือประมาณ 78,289 ไร่ และกำหนดวงเงินสินเชื่อและการกำหนดราคาเกลือทะเลในการจ่ายเงินกู้ ในอัตราร้อยละ 80 ของราคาที่กำหนดประเภทเกลือคุณภาพปานกลาง ในอัตรา 937.50 บาทต่อตัน ระยะเวลาการจัดทำสัญญาเงินกู้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึง 31 พฤษภาคม 2563

นอกจากนั้น ยังได้ขอความร่วมมือจากสถานประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม   ภาคการเกษตร ในการเร่งระบายผลผลิตเกลือทะเล ระหว่างชุมนุมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย กับ สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกมะนาวแพ้วดำเนิน จำกัด สหกรณ์ปศุสัตว์และสัตว์น้ำฉะเชิงเทรา จำกัด สหกรณ์การเกษตรด่านขุนทด จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งนครปฐม จำกัดและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับผลผลิตเกลือทั้งประเทศ  มีปริมาณเฉลี่ย 992,000 ตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 9 แสนตันในจำนวนนี้ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ร้อยละ 30.50/ประมง ร้อยละ19.50/โรงงานดองผัก ร้อยละ 20.7/อื่นๆ ร้อยละ 19.30/ผู้บริโภคร้อยละ 7.10 และอื่นๆร้อยละ 2.9

ร.10ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยช่วยเหลือโครงการราษฎร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ร.10ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยช่วยเหลือโครงการราษฎร

25 ธันวาคม 2562 – 17:24 น.
กรมชลประทาน,ร10,โครงการพระราชดำริ,พระบรมราชวินิจฉัย
เปิดอ่าน 140 ครั้ง

ในหลวง ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยรับโครงการที่ราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ (ฎีกา) ไว้จำนวน 10 โครงการ ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงพระราชดำริ

25 ธันวาคม 2562 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมกับพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ภาคใต้ ครั้งที่ 1/2563

พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง และคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช

นายประพิศ กล่าวว่าสำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ 14 จังหวัด ภาคใต้ ซึ่งในส่วนของกรมชลประทานได้รายงานความก้าวหน้าและการดำเนินงาน โครงการอ่างเก็บน้ำทำนบ 1 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง ตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช

โครงการวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการอ่างเก็บน้ำคลองสีสุก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเขาพลู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตรัง โครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพัทลุง และโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดยะลา พร้อมเร่งสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชนได้รับทราบความสำคัญของแต่ละโครงการอย่างต่อเนื่อง

โดย พลเอก กัมปนาท ได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ยังติดปัญหา เพื่อร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งติดตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และแนวทางการดำเนินงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยรับโครงการที่ราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ (ฎีกา) ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 10 โครงการ โดยทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร

เฉลิมชัย-ธรรมนัส’ ควงคู่ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.ชัยภูมิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406645?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย-ธรรมนัส’ ควงคู่ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.ชัยภูมิ

25 ธันวาคม 2562 – 12:49 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

เฉลิมชัย-ธรรมนัส’ ควงคู่ ติดตามนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชัยภูมิ

25 ธ.ค.62 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ณ คลองเทา บ้านหนองแหน ซึ่งได้มีการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูและพัฒนาคูคลอง โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้มีมาตรการรับภัยแล้งปี 2562/63 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ได้แก่ 1) ด้านน้ำต้นทุน โดยมีการจัดทำแผนสำรองน้ำ/แหล่งน้ำสำรอง/ขุดเจาะบ่อบาดาล ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ การกำหนดปริมาณน้ำจัดสรรในฤดูแล้งให้ชัดเจนและแจ้งให้รับทราบแผน และจัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำ เพื่อตรวจสอบข้อมูลการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง 2) ด้านความต้องการใช้น้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค เพื่อรักษาระบบนิเวศ และเพื่อการเกษตร 3) การติดตามประเมินผล และ 4) การเตรียมการและสร้างการรับรู้ โดยประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ของหน่วยงานและให้ประชาชนทราบ

นอกจากนี้ ยังมีการจ้างแรงงานเกษตรกรช่วงเว้นทำนาปรัง (ระยะเวลาจ้าง 4 – 5 เดือน) รวม 5 จังหวัด คือ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด จำนวนแรงงานเกษตรกรที่จ้างได้ไม่น้อยกว่า 4,340 คน งบประมาณค่าแรงทั้งหมด 689,814,390 บาท อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้มีมาตรการเตรียมความพร้อมและแนวทางช่วยเหลือในช่วงภัยแล้งของจังหวัดชัยภูมิ โดยติดตาม วิเคราะห์ แนวโน้มสถานการณ์และสั่งการโดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) และเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ไว้ให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ นอกจากนี้ ยังเตรียมเครื่องจักรเพื่อให้ความช่วยเหลือด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้สำรวจความเสียหายด้านการเกษตรของจังหวัดชัยภูมิ สำรวจพบความเสียหายด้านพืชแล้ว 15 อำเภอ เกษตรกร 97,223 ราย พื้นที่รวม 927,098 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 778,063 ไร่ พืชไร่ 147,856 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 1,176 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 1,037.31 ล้านบาท ซึ่งได้โอนเงินให้กับสำนักงานเกษตรจังหวัด เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 62 เกษตรกร 86,115 ราย พื้นที่รวม 837,824.25 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 689,575.5 ไร่ พืชไร่ 147,072.75 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 1,176 ไร่คิดเป็นวงเงิน 938,324,488.50 บาท และอยู่ระหว่างจังหวัดพิจารณาขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองชัยภูมิ แก้งคร้อ ภูเขียว และบ้านแท่น เกษตรกร 11,108 ราย พื้นที่ 89,270.75 ไร่ คิดเป็นวงเงิน 99,385,758.50 บาท

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง อาทิ การเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมตามแผนที่ Agri-map และการสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เป็นต้นด้วย

จากนั้นได้ติดตามนายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมและรับฟังการรายงานการใช้นวัตกรรมบริหารจัดการการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ (Modern Farm) และชมการสาธิตการตัดอ้อย สางใบอ้อย และเก็บใบอ้อย ด้วยวิธีการทำไร่อ้อยสมัยใหม่ (Modern Farm) เพื่อลดการเผาอ้อยและลดค่า PM 2.5 ไร่กุดจอก (ไร่อ้อย) และพบปะพูดคุยกับประชาชน ต.โคกสะอาด อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ อีกทั้งได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านภูดิน (มิตรผลอุปถัมภ์) ความร่วมมือในรูปแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School) ณ ต.โคกสะอาด อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ โดยเยี่ยมชมการเรียนการสอนลักษณะการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Active Learning) เยี่ยมชมนิทรรศการพัฒนาทักษะอาชีพ ได้แก่ การทำน้ำอ้อยคั้นสด การจับจีบผ้า และการทำมาลัยมะกรูดใบเตย เยี่ยมชมการสาธิตการบังคับหุ่นยนต์ (Robotics) โดยเด็กพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะการเขียนโปรแกรม (Coding) และเยี่ยมชมแปลงเพาะชำอ้อยของโรงเรียนบ้านภูดิน (มิตรผลอุปถัมภ์)

พืชทางเลือกหลังนา กำไรดี เพิ่มมูลค่านาข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406450?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พืชทางเลือกหลังนา กำไรดี เพิ่มมูลค่านาข้าว

25 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
พืชทางเลือก,หลังนา,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 186 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แนะพืชทางเลือกหลังนา กำไรดี เพิ่มมูลค่าพื้นที่นาข้าวสิงห์บุรี

25 ธันวาคม  2562 นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ของพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

โดยพบว่า มีพื้นที่เหมาะสม (S1/S2) สำหรับปลูกข้าว จำนวน 287,652 ไร่ จากการผลิตข้าวนาปี ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,166.22 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,072.11 บาท/ไร่ ซึ่งปัจจุบัน พบว่า เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลายในพื้นที่ช่วงหลังหมดฤดูทำนาหรือทดแทนการทำนาปรัง โดยจะนิยมปลูกพืชหลังนาที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย และเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี

จากการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ถึงพืชทางเลือกหลังนาที่น่าสนใจของจังหวัดสิงห์บุรีมีหลายชนิด อาทิ ถั่วลิสงฝักสด แตงโม ข้าวโพดข้าวเหนียว ถั่วเหลืองฝักสด ซึ่งเกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในอำเภออินทร์บุรี อีกทั้ง ตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยการซื้อขายผลผลิตจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อจากเกษตรกรถึงแหล่งผลิต รวมถึงเกษตรกรบางรายมีการนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ตลาดสำคัญในจังหวัด เช่น ตลาดเกษตรกร และตลาดประชารัฐ เป็นต้น

หากพิจารณาการผลิตสินค้าแต่ละชนิด พบว่าถั่วลิสงฝักสด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 15,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 9,000 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 20 บาท/กก.

แตงโม ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,560 บาท/ไร่/รอบการผลิต สามารถปลูกได้เกือบตลอดทั้งปี ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกคือกันยายนถึงมกราคมของปีถัดไป ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,440 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก.

ข้าวโพดข้าวเหนียว มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 7,060 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 55 – 65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,940 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 10 บาท/กก.

ถั่วเหลืองฝักสด มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,070 บาท/ไร่/รอบการผลิต ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 62-65 วัน ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,530 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคารับซื้ออยู่ที่ 18 บาท/กก.

นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) กล่าวเสริมว่า  เกษตรกรยังสามารถทำการเกษตรผสมผสานเพื่อสร้างรายได้และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งยังมีสินค้าทางเลือกอีกหลายชนิดที่น่าสนใจและตลาดมีความต้องการ

ทั้งนี้เช่น ด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 85-90 บาท/กก. ระยะเวลาในการเลี้ยง 6 เดือน ซึ่งจะได้น้ำหนักที่ 30-35 กก. เกษตรกรจับขายในราคา 120-125 บาท/กก. ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 35 บาท/กก. จะส่งขายให้กับเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านประมง การเลี้ยงปลาช่อน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 126,000 บาท/รอบการผลิต ระยะเวลาในการเลี้ยง 6-8 เดือน (ปลาช่อน 10,000 ตัว/รอบการผลิต) ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 58,000 บาท/รอบการผลิต มีการจำหน่ายทั้งปลาสดและแปรรูป อีกทั้งจังหวัดสิงห์บุรีมีชื่อเสียงในเรื่องปลาช่อนแม่ลาและเป็นสินค้าที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

มีการจัดทำคำสั่งซื้อล่วงหน้ากับผู้รับซื้อ (กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านพัฒนาแม่ลา และตลาดชุมชน ตลาดสุวพันธ์ จังหวัดอ่างทอง) ตลาดรองรับ ได้แก่ ตลาดเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ตลาดชัณสูตร ตลาดไม้ดัด ตลาดท่าช้าง ตลาดท่าข้าม ตลาดสดกลาง ตลาดใต้ ตลาดสดวัดกุฎีทองตลาดเกษตรกร ตลาดประชารัฐ และตลาดชุมชนอื่นๆ ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมด้านข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท. 7 โทร.05 640 5007-8 หรืออีเมล zone7@oae.go.th

ประกาศโชว์ศักยภาพวัตกรรมนำการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406536?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประกาศโชว์ศักยภาพวัตกรรมนำการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพ

25 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ปีใหม่,วิสาหกิจชุมชน,เกษตรกรรุ่นใหม่
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร ลั่นปี 63 เป็นปีแห่งการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 

25 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศปี 2563 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมนำการเกษตร ขับเคลื่อนผ่าน 6 แนวทางหลักที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

โดยนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าในปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีการประกาศขับเคลื่อน 6 แนวทางหลัก เป้าหมายสำคัญ คือ การใช้หลักตลาดนำการเกษตรขับเคลื่อนทุกพื้นที่ ใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับพืชและสถานการณ์ ให้ทุกหน่วยงานในกรมฯ พร้อมปฏิบัติทันที ผ่านสำนักงานส่งเสริมและและพัฒนาการเกษตร ที่ 1 – 6 สำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด และศูนย์ปฏิบัติการ 50 ศูนย์ โดยหน่วยงานภายในส่วนกลางสนับสนุนการทำงานให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ส่งความสุขถึงมือเกษตรกรทุกพื้นที่

สำหรับ 6 แนวทางหลักที่ดำเนินการ ได้แก่ 1. การขยายผลโครงการพระราชดำริ ปัจจุบันได้สร้างต้นแบบเกษตรกรจากโครงการพระราชดำริ ต่าง ๆ และสามารถขยายผลสู่เกษตรกรอื่นในชุมชน กว่า 1,000 คน โดยตัวอย่างผลสำเร็จเกิดจากการขยายผลโครงการบนพื้นที่สูง รวมถึงศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลผลิตทางการเกษตรมายมาย ต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับขยายผลให้กับเกษตรกรอื่นๆ ในชุมชน และเครือข่าย

2. การบริหารจัดการสินค้าเกษตรยึดหลักตลาดนำการเกษตร ดำเนินการผ่านโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เช่น แปลงใหญ่กล้วยหอมทอง จ.เพชรบุรี สามารถรวมกลุ่ม มีพื้นที่ 1,401 ไร่ สมาชิก 465 รายมีตลาดรองรับ ทั้งในและนอกประเทศ ใช้นวัตกรรมหลังการเก็บเกี่ยวมาช่วยยืดอายุการส่งออก ทำให้ปัจจุบัน กลุ่มสามารถดำเนินการเป็นสหกรณ์ ได้มีรายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี ซึ่งชุมชน ได้ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผลประโยชน์

3. การพัฒนาองค์กร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สามารถต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน มีรายได้ นอกเหนือจากการทำการเกษตร ลดความเสี่ยง มีเกษตรกรรุ่นใหม่มาต่อยอดแนวคิด และใช้นวัตกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ในชุมชน เช่น บ้านสวนขวัญ ชุมชนริมคลองบ้านบางขาม ของ จ.ลพบุรี ที่พัฒนาแนวคิดมาจากเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer  ที่อยากจะชุมชนให้คนในชุมชนมีรายได้ จึงพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

4. การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการทำงาน การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นกลไกสำคัญในงานส่งเสริมการเกษตร ผ่านการจัดงานวันเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ (Field day) ใน 882 ศพก.และเครือข่าย ทั่วประเทศ ให้ชุมชน วิเคราะห์ปัญหา และมีฐานเรียนรู้ ที่จะนำตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในพื้นที่มาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ในพื้นที่เกษตรของตัวเอง ตัวอย่าง การจัดงาน Field day การผลิตพริกไทยคุณภาพ ของ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี

5. การช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร หัวใจสำคัญ คือ ให้เกษตรกร เรียนรู้ที่จะจัดการและป้องกัน แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น มีกรมฯ คอยสนับสนุน เช่น ตัวอย่างการจัดการหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ของ จ.ชัยภูมิ ผ่าน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน มี ศูนย์ส่งเสริมการอารักขาพืช สนับสนุนแมลงหางหนีบ และ ชุมชนนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์จนสามารถส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ได้เห็นผลในการจัดการศัตรูพืชโดยลดการใช้สารเคมีอีกทางหนึ่งด้วย

6. พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากร การให้ความสำคัญของ การพัฒนาเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่สะท้อนไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เกษตรกรรุ่นใหม่ ของ จ.สงขลา ที่มีแนวคิด มะพร้าว zero waste คือ ใช้ทุกส่วนของมะพร้าว แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้  ทั้งหมดภายใต้ 6 แนวทาง เป็นแนวปฏิบัติที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะส่งต่อความสุขให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563 นี้

ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลส่งความสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเปิดจุดบริการต่างๆ ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง โดย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการ ต่างๆ ของกรม 21 ศูนย์ ในเส้นทางหลัก ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ คอยให้บริการสำหรับ นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป ทั้งให้ความรู้ ได้ถ่ายรูป แปลงเกษตรสวยๆ และมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สามารถเข้าชมได้ตลอดทั้งปี ผ่าน Application “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” สามารถดาวโหลดได้ฟรี