สทนช. เปิดเวทีแจงข้อมูลการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406522?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช. เปิดเวทีแจงข้อมูลการสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

24 ธันวาคม 2562 – 18:16 น.
เปิดเวทีแจงข้อมูล,สทนช,สร้างเขื่อนหลวงพระบาง,8 จวริมแม่น้ำโขง,สปปลาว
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

สทนช. ร่วม คกก.ลุ่มน้ำและผู้แทนภาคประชาชน 8 จว.ริมแม่น้ำโขง เปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง รวบรวมผลกระทบของ ปชช.ริมแม่น้ำโขง ต่อ สปป.ลาว

ที่ ศูนย์ประชุมหนองบึก สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครพนม จ.นครพนม  สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป.ลาว ตามระเบียบปฏิบัติ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง ครั้งที่ 1 ขึ้น โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานพิธีเปิด นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าฯนครพนม กล่าวให้การต้อนรับ โดยมี อธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน (ดร.จันสะแหวง บุนยง) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการลุ่มน้ำและผู้แทนภาคประชาชนในพื้นที่นครพนม จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ เข้าร่วม

ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement หรือ PNPCA ว่า เป็นประโยชน์ต่อประชาชนริมแม่น้ำโขง 8 จังหวัดที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ที่จะได้รับทราบข้อมูลและได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผ่านไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ

ขณะเดียวกันหน่วยงานในพื้นที่ยังจะได้รับทราบข้อมูลองค์ประกอบและการพัฒนาโครงการ รวมถึงเสนอความคิดเห็นต่อข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการเปิดเวทีจะมีการให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ของ สปป.ลาว เป็นครั้งแรก ภายหลังจากที่ สปป.ลาว ได้เสนอโครงการผ่านทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยสาระสำคัญจะเน้นชี้แจงความเป็นมาของโครงการฯ ระเบียบปฏิบัติ PNPCA ให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว รวมทั้งชี้แจงสรุปผลรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการฯ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ได้รับทราบข้อมูล การบรรยายสรุปความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศต่อร่างรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว (Technical Review Report: TRR) รวมทั้งรายงานผลการประชุมเวทีการให้ข้อมูลที่ผ่านมา ตลอดจนรับฟังข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน และส่งให้ สปป.ลาวได้รับทราบผ่านกลไก PNPCA

สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางนับเป็นโครงการลำดับที่ 5 ที่ สปป.ลาว มีแผนจะก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธาน ต่อจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงของไทยทั้ง 8 จังหวัด

ดังนั้น สทนช. ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee: TNMC) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานภายใต้กรอบความร่วมมือ MRC ได้กำหนดจัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว ภายในประเทศ 3 ครั้ง เพื่อนำข้อมูลในด้านเทคนิคเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางจากการประชุมกับ สปป.ลาว ในฐานะประเทศเจ้าของโครงการ และข้อคิดเห็นจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ถ่ายทอดสู่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงรับฟังประเด็นข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบสะสมและข้ามพรมแดนของโครงการฯ ต่อพื้นที่ท้ายน้ำต่อคนในท้องถิ่น อาทิ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม รวมถึงระบบนิเวศลำน้ำโขง เป็นต้น ที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ นำไปสู่การกำหนดเป็นท่าทีประเทศไทยเสนอ สปป.ลาว พิจารณา ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง กรณีการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางตามลำดับต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 ที่ประเทศสมาชิกมีข้อตกลงร่วมกันที่จะใช้น้ำของระบบลุ่มแม่น้ำโขงอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม หากมีการนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ภายในลุ่มน้ำหรือผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ทั้งนี้ สทนช. จะได้ติดตามและร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ของโครงการร่วมกับ 4 ประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเขื่อนหลวงพระบางเกิดประโยชน์และผลกระทบน้อยที่สุด หรือมีมาตรการอย่างเหมาะสมรองรับการพัฒนาต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

อ.ส.ค.สุดเจ๋งคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406528?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อ.ส.ค.สุดเจ๋งคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน

24 ธันวาคม 2562 – 18:13 น.
อสค,องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย,รัฐวิสาหกิจดีเด่น
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

อ.ส.ค.แรงดีไม่มีตกคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน โดยปี 62 คว้าองค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ประกาศเดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บก้าวสู่ความเป็นเลิศ

24 ธันวาคม 2562 “อ.ส.ค.”แรงดีไม่มีตกคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น 5 ปีซ้อน โดยปี 62 นี้คว้ารางวัล “องค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล”  พร้อมประกาศเดินหน้าเสริมเขี้ยวเล็บองค์กรให้มีประสิทธิภาพ   เตรียมพร้อมก้าวสู่องค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมนมไทยและผู้นำอุตสาหกรรมนมในอาเซียน

 

24 ธันวาคม 2562 ดร.ณรงค์ฤทธิ์   วงศ์สุวรรณ   ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.)   กล่าวว่า  จากความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเสริมสร้างการบริหารจัดการและวัฒนธรรมการทํางานก้าวสู่องค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูงด้วยหลักธรรมาภิบาล โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในอาชีพโคนมและอุตสาหกรรมนมไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาความสามารถบุคลากรทุกระดับ

ทั้งนี้ตั้งแต่ผู้บริหารสายอำนวยการ สายกิจการโคนมและสายอุตสาหกรรมนมให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการเลี้ยงโคนมที่ได้คุณภาพมาตรฐาน และจัดการความรู้ให้บุคลากรเพื่อมุ่งสู่องค์กรนวัตกรรม (Knowledge Management) เพื่อผลักดันอ.ส.ค.ก้าวสู่วิสัยทัศน์ “นมแห่งชาติภายในปี 2564 ด้วยการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ทันสมัย มีความโปร่งใส”และยุทธศาสตร์อ.ส.ค.ระยะ 20 ปี และการก้าวสู่การเป็น “องค์กรที่เป็นศูนย์กลางการบริหารอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ” การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลยุคใหม่ที่เน้นความทันสมัยและความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

ด้วยการพัฒนาระบบทรัพยากรบุคคลให้มีความทันสมัยและมีมาตรฐานและมีขีดสมรรถนะสูงพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0   จนทำสามารถคว้ารางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประเภท “รางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล” ประจำปี 2562 จากพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในงานประกาศรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นหรือ SOE Award ประจำปี 2562   ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พลังรัฐวิสาหกิจไทยสู่มิติใหม่ด้วยดิจิทัล HONOR  THROUGH  DIGITAL TRANSFORMATION”

ทั้งนี้  ที่ผ่านมา อ.ส.ค.ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านการบริหารจัดการสารสนเทศ 2 ปีซ้อนมาแล้ว คือในปี 2558 และปี 2559 และจากการเดินหน้าพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่องทำให้ปีที่ 2560  ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นด้านพัฒนาองค์กรดีเด่นในภาพรวม และ2561 รางวัลพัฒนาองค์กรดีเด่น ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และรางวัลความร่วมมือเพื่อการพัฒนาดีเด่น ด้านการยกระดับการบริหารจัดการ และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 5 ที่อ.ส.ค.สามารถคว้ารางวัลอันมีเกียรติดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ

“รางวัลดังกล่าวถือเป็นความภาคภูมิใจของพนักงานอ.ส.ค.เป็นอย่างมากและถือเป็นขวัญกำลังใจสำคัญในการที่อ.ส.ค.จะเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรให้แข่งแกร่งทางด้านธุรกิจ  ควบคู่กับการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมการพัฒนาอุตสาหกรรมนมไทยให้เป็นที่ยอมรับและเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนคู่สังคมไทย  โดยเฉพาะการทำหน้าที่ในการส่งเสริมและสืบสานสืบสานโคนมอาชีพพระราชปณิธานให้คงอยู่กับคนไทยตลอดกาล ”ดร.ณรงค์ฤทธิ์    กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวอีกว่า  ที่ผ่านมาอ.ส.ค.ได้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สายกิจการโคนม ผลิตภัณฑ์นม  โรงงานเพื่อสร้างแบรนด์และการสื่อสารแบรนด์ให้เข้าในชัดเจนมากยิ่งขึ้นตลอดจนสืบสานโคนมอาชีพพระราชทานให้เข้มแข็ง มั่นคง และสามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน   ควบคู่กับการบริหารจัดการองค์กรให้เป็นองค์กรที่มีขีดสมรรถนะสูง (HPO) ด้วยหลักธรรมาภิบาล

ทั้งนี้เพื่อเตรียมในการก้าวสู่ผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมของประเทศและกำลังก้าวสู่ผู้นำอุตสาหกรรมนมของอาเซียนในอนาคต   อาทิ  การปั้นนักส่งเสริมมืออาชีพหรือสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer) ให้มีความเป็นเลิศและสามารถปฏิบัติงานส่งเสริมการเลี้ยงโคนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งยังมีศักยภาพในการให้ความรู้ด้านระบบการจัดการฟาร์มสมัยใหม่แก่ผู้เลี้ยงโคนม   ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ด้านการบริหารความเสี่ยงที่ดีต้องให้คนในองค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ ตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับองค์กรอยู่เสมอ อีกทั้งร่วมกันวางแผนป้องกันและควบคุมให้เหมาะสมกับภารกิจ เพื่อลดสภาพปัญหาหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจสร้างความเสียหายหรือความสูญเสียให้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด พร้อมดำเนินการวิจัยและพัฒนานำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม    ทั้งยังมุ่งสร้างความสามารถการแข่งขันเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ   เช่น ฟาร์มโคนมออร์แกนิก, ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนม, ศูนย์วิจัย, โรงงานผลิตภัณฑ์นมมาตรฐานสูง, ตลาดจำหน่ายสินค้า  เป็นต้น

กรมชลฯปวดหัวหนักชาวนาลุ่มเจ้าพระยาไม่หยุดปลูกนาปรัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯปวดหัวหนักชาวนาลุ่มเจ้าพระยาไม่หยุดปลูกนาปรัง

24 ธันวาคม 2562 – 00:04 น.
ปลูกข้าว,นาปรัง,กรมชลประทาน,ลุ่มเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

เฉลิมชัย ติดตามฝายคลองท่ากระจายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สุราษฎร์ แก้ภัยแล้ง ด้านกรมชลฯปวดหัวหนัก ชาวนาลุ่มเจ้าพระยา ไม่หยุดปลูกข้าวนาปรัง

24 ธันวาคม 2562 เฉลิมชัย ติดตามฝายคลองท่ากระจายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สุราษฎร์ แก้ภัยแล้ง ด้านกรมชลฯปวดหัวหนัก ชาวนาลุ่มเจ้าพระยา ไม่หยุดปลูกข้าวนาปรัง ยังขยายพื้นที่ปลูกอีกกว่า 2.7 แสนไร่ เร่งลงทำความเข้าใจน้ำต้นทุนน้อยมาก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมโครงการฝายคลองท่ากระจายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองพา อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยการก่อสร้างโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ในการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน ม.1 ต.คลองพา ม.2 ต.สมอทอง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 581 ครัวเรือน และจัดหาแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร พื้นที่ประมาณ 700 ไร่

สำหรับลักษณะโครงการเป็นการก่อสร้างฝายชนิดกล่องหิน (Gabion Mattress) สูง 3.00 เมตร ยาวประมาณ 45.00 เมตร สามารถระบายน้ำหลากได้มากกว่า 569.68 ลบ.ม./วินาที ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภคบรรเทาอุทกภัยแล้ว ยังสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 100,000 ลบ.ม.(ที่ระดับเก็บกัก) ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ได้รับฟังการบรรยายสรุปของโครงการประตูระบายน้ำคลองท่ากระจาย ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในคลองท่าชนะและคลองท่ากระจายในช่วงฤดูแล้ง พื้นที่ ต.สมอทอง ต.คลองพา ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี และเก็บกักน้ำจืดสำหรับการอุปโภค-บริโภค ราษฎรประมาณ 1,500 ครัวเรือน และเพื่อทำการเกษตร พื้นที่ประมาณ 11,600 ไร่ ซึ่งกรมชลประทานจะเร่งดำเนินการศึกษาแผนของโครงการ และของบประมาณในการดำเนินการให้เร็วที่สุดต่อไป

“ขอยืนยันว่ารัฐบาลเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนทุก ๆ คน และทุกพื้นที่ ซึ่งปัญหาเรื่องน้ำและราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ถือเป็นปัญหาที่พี่น้องเกษตรกรประสบปัญหากันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการเข้ามาเป็นรัฐบาลนั้น พร้อมจะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีความยั่งยืน ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้และมีราคาพืชผลทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงถาวรด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(23 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 47,694 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุเก็บกักรวมกัน

โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 23,846 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,264 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 45 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 4,568 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/2563 (ระหว่าง 1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63) เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทาน มีปริมาณน้ำจัดสรรจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 17,620 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำจัดสรรรวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม.(น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,700 ล้าน ลบ.ม.)

ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ปัจจุบัน (23 ธ.ค. 62) มีการระบายน้ำตามแผนฯ ไปแล้วจำนวน 4,651 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนจัดสรรน้ำฯ เฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการระบายน้ำตามแผนฯไปแล้วจำนวน 1,344 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 34 ของแผนจัดสรรน้ำฯ

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562 ได้วางแผนเพาะปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ วันที่ 18 ธ.ค. 62) ได้ทำการเพาะปลูกทั้งประเทศรวม 1.92 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 67 ของแผนฯ แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.83 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 79 ของแผนฯ และพืชไร่-พืชผัก 0.10 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 18 ของแผนฯ

เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่าบางพื้นที่ได้ทำการเพาะปลูกพืชนอกแผนฯ รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1.39 ล้านไร่(เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว 0.27 ล้านไร่) ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

กรมชลประทาน ได้ให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา และคลองสายหลักต่างๆ ตั้งแต่คลองชัยนาท-ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ ตั้งแต่ประตูระบายน้ำช่องแค ตำบลพรหมนิมิต อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ประตูระบายน้ำพระศรีเสาวภา อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลมาสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการน้ำและการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ในเขตพื้นที่ลุ่มร้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนหน้าได้อย่างไม่ขาดแคลน

ลุยเต็มสูบแก้แล้งซ้ำซาก อีสานกลาง ระดมสร้างแก้มลิง เขื่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406712?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลุยเต็มสูบแก้แล้งซ้ำซาก อีสานกลาง ระดมสร้างแก้มลิง เขื่อน

25 ธันวาคม 2562 – 15:17 น.
กรมชลประทาน,แล้งซ้ำซาก,ทองเปลว กองจันทร์,แก้มลิง
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

กรมชลฯลุยเต็มสูบแก้ภัยแล้งซ้ำซาก อีสานกลาง ระดมสร้างแก้มลิง เขื่อน ตลอดแนวลุ่มน้ำชี หวังเพิ่มน้ำกว่า500ล้านลบ.ม.เล็งสร้างอุโมงค์ยาว22กม.ผันน้ำเขื่อนศรีนครินทร์

25 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำใน 3 เขื่อนขนาดใหญ่ ของพื้นที่ลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด อีสานกลาง คือ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด

พบว่าเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 521 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.)หรือร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ ต่ำกว่าปริมาณน้ำที่ใช้การได้ขณะนี้นำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ไปแล้วมากกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำในอ่างฯประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 9.37 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย ดังนั้น เขื่อนทั้ง 2 แห่ง จะส่งน้ำสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น งดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด

ในขณะที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ปีนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,527 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,427 ล้าน ลบ.ม.สนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลางถึง 13 แห่ง โดยอยู่ในเขตจ.ชัยภูมิ 5 แห่ง จ.ขอนแก่น 6 แห่ง และจ.ร้อยเอ็ด 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ

ดังนั้น กรมชลประทานต้องวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม เพื่อให้น้ำที่มีจำกัดพอใช้เฉพาะอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้น
ฤดูฝนปีหน้า ดังนี้พื้นที่จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด มีเป้าหมายลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะส่งไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภคในอ.เมืองมหาสารคาม ด้วยการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำชี ที่ส่งมาจากเขื่อนลำปาวมาเติมหน้าเขื่อนวังยาง พร้อมควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ให้อยู่ที่ระดับ +131 ม.รทก. เพื่อให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนวังยางอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบย้อนกลับดังกล่าว 4 เครื่อง จะสูบน้ำได้ประมาณวันละ 170,000 ลบ.ม.สูบประมาณ 35 วัน เริ่มสูบกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป คาดว่าจะทำให้หน้าเขื่อนวังยางเก็บน้ำได้เพิ่มอีก 6 ล้าน ลบ.ม. เพียงพออุปโภคบริโภคของประชาชนเมืองมหาสารคาม ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 จากแนวทางรดังกล่าว จะลดใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้วันละ 50,000 ลบ.ม. ทำให้เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคในเขตจ.ขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม หากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเมืองมหาสารคามยังไม่พอ ได้วางแผนระบายจากเขื่อนลำปาวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นช่วงที่เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาวไม่ต้องการน้ำทำการเกษตรมาช่วยผ่านประตูระบายน้ำพนังชี มาเติมน้ำหน้าเขื่อนวังยางได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม. พร้อมทั้งขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างการตระหนักรู้ร่วมกันของประชาชนช่วยประหยัดน้ำให้มากที่สุด

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น กรมมีแผนพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุแก้มลิงที่กระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีให้เต็มศักยภาพ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่
นอกจากนี้ กรมชลประทานยังพัฒนาแหล่งเก็บน้ำใหม่เพิ่มขึ้น กำลังก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในจ.ชัยภูมิคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหว เก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ และตั้งแต่ปี 2562-2565 จะสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง เช่นกัน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ
อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียง มีความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่
ในอนาคตเมื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนที่กำหนดไว้แล้วเสร็จ ปัญหาขาดแคลนน้ำของ“อีสานกลาง” จะบรรเทาลง

ขณะเดียวกัน“อีสานแห่งกาญจนบุรี”หรือ“อีสานเมืองกาญจน์”พื้นที่ครอบคลุม 5 อำเภอ ในจ.กาญจนบุรี ได้แก่ อ.บ่อพลอย อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญ อ.หนองปรือและอ.พนมทวน ก็ประสบปัญหาภัยแล้งเกิดขาดแคลนน้ำยาวนานถึงขั้นไม่มีน้ำเพื่ออุปโภค–บริโภค จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งสูงและซ้ำซาก เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านสภาพภูมิประเทศ ที่อยู่บนสันเขาใกล้เส้นแบ่งสันปันน้ำ จึงไม่สามารถพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ได้
การแก้ปัญหาปัจจุบันเป็นการแก้เฉพาะหน้าเร่งด่วน กรมชลประทานสูบน้ำจากคลองท่าล้อ-อู่ทอง ที่มีน้ำท่าสมบูรณ์ไปเติมสระเก็บน้ำ 3 แห่ง คือ สระเก็บน้ำหนองนาทะเลความจุ 2.5 ล้านลบ.ม. สระเก็บน้ำวัดทิพย์สุคนธารามความจุ 1.15 ล้านลบ.ม. และสระเก็บน้ำบ้านหนองมะสังข์ความจุ 400,000 ลบ.ม. รวมทั้งยังเติมให้สระเก็บน้ำอื่นๆที่มีศักยภาพด้วย แต่จะสนับสนุนเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เท่านั้น

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาอีสานแห่งกาญจนบุรีระยะยาวนั้น ล่าสุดคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเร่งศึกษา โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาแล้ง จ.กาญจนบุรี เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากใน 5 อำเภอดังกล่าวให้แล้วเสร็จเดือนมีนาคม 2563 ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งกรมชลประทานเป็นหน่วยงานภาคปฏิบัติที่จะร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการ

โดยการศึกษาเบื้องต้น แนวทางที่เป็นไปได้คือ สร้างอุโมงค์ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ลอดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสลักพระไปยังอ่างเก็บน้ำลำอีซู ของกรมชลประทานระยะยาว 22 กม. พร้อมระบบท่อส่งน้ำ 14 กม. และคลองส่งน้ำยาว 147 กม. หากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ จะแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

โควต้านำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง เป๊ปซี่-โคล่า อันดับหนึ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

โควต้านำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง เป๊ปซี่-โคล่า อันดับหนึ่ง

24 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มันฝรั่ง,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,โควต้า
เปิดอ่าน 268 ครั้ง

สศก. แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งปี 63 พร้อมกำหนดเกณฑ์ราคารับซื้อ มั่นใจ ไม่กระทบราคาขายเกษตรกร 

24 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการบริหารการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลง WTO ปี 2563

โดยกล่าวว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ได้เห็นชอบการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ปี 2563 ครั้งที่ 1 ปริมาณรวม 5,208.75 ตันอัตราภาษีในโควต้าร้อยละ 0 (อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125)

โดยกำหนดให้การนำเข้ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2563 และจัดสรรให้บริษัททั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด  จำนวน 4,347 ตัน  บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด จำนวน 850 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด จำนวน 11.75 ตัน

การนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง กำหนดปีละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกษตรกรปลูก คือ 1) ช่วงเม.ย. – ก.ค. 2) ช่วง ส.ค. – ต.ค. และ3) ช่วงพ.ย. – ม.ค. (ปีถัดไป) โดยผู้ที่มีความประสงค์ขอนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งต้องเป็นนิติบุคคล และต้องจัดทำหนังสือแจ้งความประสงค์ขอนำเข้ามายัง สศก. ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเอกสารการนำเข้าประกอบด้วย 1) หนังสือรับรองพื้นที่เพาะปลูก  2) ทะเบียนเกษตรกร 3) ข้อมูลปริมาณหัวพันธุ์ที่สอดคล้องกัน

โดยมีเกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัดรับรอง  ส่วนในกรณีที่บริษัทนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง เพื่อมาเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ให้บริษัททำหนังสือรับรองพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลปริมาณหัวพันธุ์ที่สอดคล้องกัน โดยมีเกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัดรับรองด้วย ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะต้องจำหน่ายหัวพันธุ์มันฝรั่งโรงงานให้แก่เกษตรกร ในราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 35.00 บาท

สำหรับการบริหารการนำเข้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ปี 2563กำหนดอัตราภาษีในโควต้าร้อยละ 27 (อัตราภาษีนอกโควต้าร้อยละ 125) ปริมาณรวม 52,000 ตันกำหนดการนำเข้าในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2563 โดยจัดสรรให้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 44,750 ตัน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ปริมาณ 6,750 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด ปริมาณ 500 ตัน  โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าจะต้องมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบปริมาณในโควต้าที่ขอขยายเพิ่มเติม อีกปริมาณ 6,400 ตัน โดยจัดสรรให้บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 5,400 ตันบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัดปริมาณ 1,000 ตัน ซึ่งสศก. จะนำเข้าคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป ด้านราคารับซื้อ ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าจะต้องรับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกร ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ในช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) และในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท ในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.)

ขณะที่แนวทางการจัดการสินค้ามันฝรั่ง ในปี 2563 เน้นมาตรการกระจายผลผลิต ในช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือไปยังห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด พร้อมตรวจสอบสต็อกของผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการกักตุนและเก็งกำไร ขณะที่กรมศุลกากร จะดำเนินมาตรการในการปราบปรามการลักลอบการนำเข้าอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ สศก. คาดว่า ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2562/63) มันฝรั่งมีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 47,297 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 ผลผลิตรวม 138,782 ตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 โดยผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว เฉลี่ย2,943 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้ว 92 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 3 โดยเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น

เนื่องจากบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่งมีแผนความต้องการและส่งเสริมให้ขยายการผลิตในปี 61-63 ซึ่งขอเพิ่มโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ส่งผลทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต ของมันฝรั่ง และบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่ง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้หัวพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน ผลผลิตได้ขนาดตามความต้องการ ภาพรวมผลผลิต รวมทั้งประเทศจึงเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถึงแม้จะมีการขยายการผลิตและการนำเข้าเพิ่มขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาที่เกษตรกรได้รับเนื่องจากมีการรับซื้อตามราคาขั้นต่ำที่คณะอนุกรรมการฯ กำหนดอยู่แล้ว

พรึ่บ 1,200 ต้น…ก่อนสกัดใช้การแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406228?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พรึ่บ 1,200 ต้น…ก่อนสกัดใช้การแพทย์

24 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กัญชา,ประพัฒน์,ลำปาง,ใช้ทางการแพทย์,สหรัฐ
เปิดอ่าน 329 ครั้ง

ลำปางประเดิมปลูกกัญชาใช้ทางการแพทย์ 1,200 ต้น สภาเกษตรฯดึงผู้เชี่ยวชาญสหรัฐร่วมวางระบบ พัฒนาสายพันธุ์ ตอบโจทย์คนไทย  

24 ธันวาคม 2562 นายก่อพงษ์ โกมลรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จังหวัดลำปางได้นำร่องปลูกกัญชาเป็นจังหวัดแรก ผ่านการประสานและดำเนินการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ทั้งนี้ภายหลังจากได้รับอนุุญาตจากกรมการแพทย์แผนไทยให้ดำเนินการทดลองปลูกเพื่อใช้ในทางการแพทย์ จากที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด 4 แห่งได้คือลำปาง บุรีรัมย์ กาญจนบุรี สุราษฏร์ธานี โดยมีนักวิชาการมหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมให้ความรู้กับเกษตรกร เพื่อการศึกษาทดลองเท่านั้น แต่ห้ามปลูกตามบ้านเรือน ซึ่งได้รับความสนใจชาวบ้านจำนวนมากเนื่องจากเป็นพืชสมุนไพรที่แอบปลูกและใช้กันมานานและต้องการทำให้ถูกต้องตามกฏหมายด้วยแนวทางทางการแพทย์ จากการสกัดสารที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ต่อไป

นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ  กล่าวว่า พื้นที่นำร่องทดลองปลูกกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์ เป็นที่ที่ตนและครอบครัวทำการเกษตรมานานกว่า 40 กว่าปี ต่อมากลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมนุมเพชรลานนาด้านอินทรีย์ ได้ขออนุญาตในการใช้พื้นที่ทำการปลูกและขอวิจัยกัญชา จึงได้ประสานขออนุญาตโดยกรมการแพทย์แผนไทย และถือเป็นกิจกรรมของเกษตรกรอย่างแท้จริง เชื่อว่าจะได้รับรู้เรื่องกัญชามากขึ้น รวมทั้งการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของความมั่นคง ต้องรายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกสัปดาห์ สำหรับผู้สนใจจะดูงานสามารถขออนุญาตจากทางจังหวัดเท่านั้น

นายประพัฒน์กล่าวว่า หลังจากนี้คาดว่ากระทรวงสาธาณสุขจะมองว่ากัญชาปลูกไม่ยาก ไม่ต้องลงทุนสูง  ไม่ต้องปลูกในโรงเรือนปิดก็ได้ และพื้นที่นำร่องนี้เป็นแปลงแรกที่ปลูกนอกโรงเรือนตามพื้นที่ธรรมชาติ เจริญงอกงามได้เต็มที่  ไม่จำเป็นต้องยึดแบบการปลูกอย่างต่างประเทศ อีกทั้งการนำร่องครั้งนี้ เป็นการปลูกนอกฤดูกาลคือปลูกในช่วงหน้าแล้ง เก็บเกี่ยวหน้าฝนอาจได้ผลไม่เต็มที่ เพราะช่วงเวลาที่เหมาะสมเจริญงอกงามคือต้องปลูกหน้าฝน เก็บเกี่ยวหน้าแล้ง สำหรับพื้นที่มีทั้งหมด 45 ไร่ปลูกกัญชาในโรงเรือนครึ่งไร่  800 ต้น พื้นที่ด้านนอกโรงเรือน 3 ไร่ปลูกกัญชา 1,200 ต้น คาดว่าจะได้ผลผลิต 2 ตัน เพื่อส่งมอบกรมการแพทย์แผนไทยสู่กระบวนการเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขึ้นทะเบียนต่อไป

อย่างไรก็ตามการปลูกกัญชายังมีข้อกำหนดว่าผู้ปลูกต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เดินหน้าหารือกับกระทรวงสาธารณสุขในการผ่อนปรนแก้กฏหมายหรือพ.ร.บ.สมุนไพร ให้การปลูกกัญชามีความความคล่องตัวมากขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกได้ตามข้อกำหนด เนื่องจากขณะนี้ปลูกได้เฉพาะผู้ได้รับอนุญาตตามราชการเท่านั้นไม่สามารถปลูกตามบ้านไม่ได้

“อยากให้ผ่อนปรนข้อกฏหมายให้เกษตรปลูกได้ เพราะขณะนี้ผู้ขึ้นทะเบียนเท่านั้นที่ปลูกได้หรือเฉพาะรักษาตนเองแต่ห้ามทำให้เชิงพาณิชย์ ปัญหาในขณะนี้กฏกระทรวงบทเฉพาะกาลทำได้เพียงศึกษาวิจัยที่ต้องมีมหาวิทยาลัยรัฐ เอกชนที่มีภาควิชาทัตแพทย์ เแพทย์ศาสตร์  เภสัชศาสตร์ เกษตรศาสตร์ร่วมด้วยเท่านั้น”

อาจารย์ปานเทพ  พัวพงษ์พันธ์  คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรังสิตได้ร่วมเซ็นเอ็มโอยูกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยก่อนหน้านี้ได้วิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาที่มีสารTHCสามารถฆ่าเซลมะเร็งทางเดินน้ำดีในหลอดทดลองได้ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่าสารTHCที่เกิดจากการเสื่อมสลายของสารTHCยับยั้งเซลมะเร็งปอดในหนูทดลองได้ รวมทั้งเซลมะเร็งปอดของมนุษย์ด้วยถือเป็นความก้าวหน้าระดับโลกและได้วิจัยเป็นผลผลิตภัณฑ์ที่สกัดโดยเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยรังสิตที่นำกัญชาที่ไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลยสกัดแยกสารสำคัญทุกชนิดได้หมดตามที่เราต้องการมีกระบวนการตามตำรับยาไทยหลายชนิด

อย่างไรก็ตามม.รังสิตไม่มีวัตถุดิบมากเพียงพอที่จะใช้ในงานวิจัย ดังนั้นกระบวนการที่ได้ร่วมมือกับสภาเกษตรฯจึงเป็นการสร้างประโยชน์ให้ประเทศเพราะสภาเกษตรกรเป็นหน่วยงานที่เชื่อมกับวิสาหกิจชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญทำงานร่วมกัน มหาวิทยาลังรังสิตนอกจากจะวิจัยในห้องทดลองแล้วขั้นตอนต่อไปจะวิจัยในมนุษย์ และให้ผู้ป่วยเฉพาะเช่นมะเร็งหรือโรคอื่น ๆ ที่ต่างชาติยังไม่จดสิทธิบัตรเราต้องรีบทำ อีกทั้งงานวิจัยจะต้องมีความต่อเนื่อง ยาวนานนับปีหรือหลายปี สภาเกษตรกรฯจะต้องรองรับในหลายภาคส่วนหากไม่เพียงพอก็อาจขยายโครงการการเพาะปลูก และถือเป็นแนวทางรวมทั้งก้าวแรกที่สำคัญในลำดับต่อไปที่จะต้องมีการสานต่อในอนาคต

โครงการดังกล่าวมี Ryan Doran  และ David Feichko เป็นที่ปรึกษาโครงการนำร่องปลูกกัญชาทางการแพทย์สภาเกษตรกรแห่งชาติ จากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา  โดย Ryan Doran กล่าวว่า เป็นทีมสนับสนุนการปลูกกัญชานำร่องของสภาเกษตรกรแห่งชาติที่จังหวัดลปาง เริ่มถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปลูกกัญชา ที่ดำเนินการทั้งระบบตั้งแต่สถานที่ ความเหมาะสมการออกแบบโรงเรือน  ไฟฟ้า การถ่ายเทอากาศ  การให้คำแนะนำปรึกษา เพื่อให้การดำเนินโครงการนำร่องการปลูกกัญชาในประเทศไทยได้มาตรฐาน เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทั่วโลก ทีมที่ปรึกษาได้นำความรู้  ข้อมูล การวิจัยจากอเมริกามาประกอบการวางแผนเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้การปลูกกัญชาได้ผลิตดีและทันต่อสถานการณ์

Ryan Doran

อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการที่ต่างประเทศและประเทศไทยมีความแตกต่างที่สภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศ เช่นแสงแดดที่สหรัฐอเมริกาจะมีช่วงระยะของแสงแดดที่ยาวนานกว่าบ้านเรา ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวหรือในส่วนอื่น  ๆ ถือเป็นประเด็นรายละเอียด ที่จะต้องศึกษาและพัฒนาร่วมกันเพื่อให้ได้กัญชาที่มีคุณภาพตลอดจนสายพันธุ์ที่มีความเหมาะสมที่สุดซึ่งเมล็ดที่ใช้ในการปลูกมาจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)

“ความคาดหวังคือทำให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย 2,000 กิโลกรัม และนำไปใช้ทางการแพทย์ ถือเป็นก้าวแรกและดีใจหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมมือกัน”

David Feichko

คุณสมบัติถูกต้องแจกอีกส.ป.ก.4-01 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406286?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คุณสมบัติถูกต้องแจกอีกส.ป.ก.4-01

23 ธันวาคม 2562 – 19:11 น.
ธรรมนัส,แจกสปก,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นครศรีธรรมราช
เปิดอ่าน 143 ครั้ง

ธรรมนัส ลุยเต็มสูบเร่งแจกที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้กับผู้ยากไร้พร้อมสินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนฯ ส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกร

23 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ได้มอบเอกสารส.ป.ก.4-01 จำนวน 50 ราย

รวมทั้งมอบสินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 3 กลุ่ม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช (ส.ป.ก.นครศรีธรรมรราช) มีพื้นที่รับมอบทั้งสิ้น 785,070 ไร่ มีพื้นที่กันคืนป่าไม้และพื้นที่กันออก  282,625 ไร่

คงเหลือพื้นที่ดำเนินการ 502,805 ไร่  มีผลงานจัดที่ดินทั้งสิ้น 17 อำเภอ 73 ตำบล จำนวน 41,812 ราย 54,032 แปลง เนื้อที่ 481,132 ไร่เศษ พื้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 21,673 ไร่ ในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย

ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกรจำนวน 50 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 334 ไร่เศษ และมอบเช็คสินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมแก่ผู้แทนเกษตรกรจำนวน 3 กลุ่ม (14 ราย) เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 700,000 บาท

โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเข้ามาดูแลและส่งเสริมการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้พัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ สร้างแรงจูงใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยกระดับคุณภาพของเกษตรกรเป็นไปตามเจตนารมณ์และนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับเกษตรกรให้กับผู้ยากไร้ผ่านวิธีการปฏิรูปที่ดิน โดยมุ่งหมายที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ทั้งนี้มีการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ได้แก่ ยางพารา เนื้อที่ประมาณ 303,900 ไร่เศษ ปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ประมาณ 56,000 ไร่เศษ มังคุด เนื้อที่ประมาณ 14,400 ไร่เศษไม้แลและอื่น ๆ เนื้อที่ประมาณ 110,700 ไร่เศษ และนาข้าว เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ

พร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการจัดกิจกรรมการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กิจกรรมบูรณาการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มังคุด อำเภอชะอวด และกิจกรรมส่งเสริมการปลูก การใช้ประโยชน์และแปรรูปสมุนไพร

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำลุ่มเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำลุ่มเจ้าพระยา

23 ธันวาคม 2562 – 06:59 น.
สทนช,น้ำเค็ม
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

สทนช. เฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ บูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำเร่งด่วน

รัฐผนึกกำลังเฝ้าระวังแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง ค่าความเค็มเกินมาตรฐานจากน้ำทะเลหนุนสูง สทนช. ประสานเร่งรัดหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์แม่น้ำสายหลักอย่างใกล้ชิด พร้อมประสาน กปน. ชป. ปรับแผนรับน้ำดิบจากฝั่งแม่กลอง 2 แสน ลบ.ม./วัน ป้องน้ำเค็มกระทบการผลิตประปาสถานีสูบน้ำดิบสำแล

     ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้มีการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่กลอง ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง อย่างใกล้ชิด เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย อาจได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลต่อคุณภาพน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร นอกจากนี้ ยังได้ติดตามคุณภาพของแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีการติดตามเฝ้าระวัง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กรมชลประทาน (ชป.) และสำนักงานทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภาค (สสภ.) อีกด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์คุณภาพน้ำของ 4 แม่น้ำสายหลักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า มีแม่น้ำที่ค่าความเค็มเกินค่าเกณฑ์มาตรฐาน ประกอบด้วย แม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่น้ำบางปะกง
ที่ผ่านมา สทนช. ได้มีการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า พร้อมประสานเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่การประปานครหลวง (กปน.) และ กรมชลประทาน (ชป.) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยขณะนี้ กปน. มีการติดตามการเฝ้าระวังเกณฑ์คุณภาพน้ำดิบ หากค่าความเค็มที่จุดตรวจวัดสะพานพระนั่งเกล้า มีค่าเกิน 2 กรัม/ลิตร กปน.จะประสานกรมชลประทานเพื่อระบายน้ำผลักดันน้ำเค็ม ไม่ให้รุกล้ำถึงสถานีสูบน้ำดิบสำแล และหากหน้าสถานีสูบน้ำดิบสำแลมีค่าความเค็มเกิน 0.25 กรัม/ลิตร จะดำเนินการบริหารจัดการสูบน้ำดิบให้เหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพน้ำ รวมทั้งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมชลประทาน ในการลดการรับน้ำดิบจากฝั่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและเพิ่มการรับน้ำดิบจากฝั่งแม่กลอง 200,000 ลบ.ม./วัน เพื่อบรรเทาสถานการณ์คุณภาพน้ำ โดยปัจจุบันกรมชลประทานได้จัดสรรน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและป้องกันน้ำเค็มตลอดฤดูแล้ง 4 มาตรการ คือ

1) การบริหารจัดการน้ำจะพิจารณาให้สัมพันธ์กับการขึ้นลงของน้ำทะเล 2) ควบคุมการปิดเปิดประตูระบายน้ำตามคลองต่าง ๆ ไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้าพื้นที่การเกษตร 3) วางแผนและดำเนินการบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ การลำเลียงน้ำจากคลองและแม่น้ำสายหลัก เร่งผลักดันน้ำเพื่อลดค่าความเค็มและผลกระทบด้านคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง 4) ดำเนินการช่วยเหลือรถบรรทุกน้ำเพื่อขนส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกร โดยกำหนดให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องหมุนเวียนในพื้นที่
ขณะเดียวกัน สทนช. ได้ประสาน คพ. สสภ. กปภ. ให้ดำเนินการติดตามคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยทำการตรวจวัดค่าความเค็มที่จุดเฝ้าระวัง และควบคุมค่าความเค็มทุกวันจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูแล้ง ประกอบด้วย 1) สถานีสูบน้ำสำแล อ.เมือง
จ.ปทุมธานี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 0.25 กรัม/ลิตร 2) ปากคลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน0.75 กรัม/ลิตร 3) ปากคลองดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 2.00 กรัม/ลิตร 4) อ.ศรีมหาโพธิ์
อ.เมือง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ปราจีนบุรี ให้มีค่าความเค็มไม่เกิน 1 กรัม/ลิตร โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเร่งด่วนและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากบริเวณใดมีแนวโน้มส่งผลกระทบ จะสามารถบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

“บิ๊กป้อม”สั่งทุกหน่วยงานรับมือแล้งยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“บิ๊กป้อม”สั่งทุกหน่วยงานรับมือแล้งยาว

23 ธันวาคม 2562 – 06:47 น.
บิ๊กป้อม,แล้งยาว,สทนช
เปิดอ่าน 123 ครั้ง

 เปิด 4 แผนแม่บทแก้ปัญหาน้ำชาติ “บิ๊กป้อม”สั่งทุกหน่วยงานรับมือแล้งยาว

รัฐบาลเตรียมรับมือภัยแล้งยาวจากนี้ไป หลังพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2562 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ กรอบแนวทางเพื่อการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 6 วรรคสาม) และร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด โดยมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำร่วมประชุม

     ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยผลการประชุม กนช.ว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 แผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ของ 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.แผนปฏิบัติการด้านการจัดการน้ำเสียชุมชนระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ขององค์การจัดการน้ำเสีย โดยมีแผนปฏิบัติการปี 2564-2580 ที่ส่งเสริมให้มีการจัดสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมระบบบำบัดน้ำเสียที่จะก่อสร้าง 780 แห่ง สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 1.70 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และ 2.โครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2562 และ ปี 2563 ของการประปาส่วนภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปาในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ให้สามารถบริการน้ำประปาแก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างพอเพียง รวม 14 โครงการ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 513,960 ลบ.ม./วัน และสามารถให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 453,583 ราย

 เรื่องที่ 2 แผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ปี 2563-2580) โดย สทนช. ได้ศึกษาทบทวนความเพียงพอของการพัฒนาและจัดทำแผนหลักเพื่อรองรับการพัฒนาในระยะ 10 ปี และ 20 ปี พบว่า ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นจากปี 2560–2580 รวม 670 ล้าน ลบ.ม./ปี โดยในแผนการดำเนินการประกอบด้วย 1.แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน ปี 2563-2570 รวมทั้งสิ้น 38 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 872.19 ล้าน ลบ.ม.

2.แผนการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้น้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 9 โครงการ/มาตรการ 3.แผนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ปี 2563–2580 จำนวน 25 โครงการ 4.แผนการจัดการคุณภาพน้ำ ปี 2563–2580 จำนวน 33 โครงการ และ 5.มาตรการอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 3 โครงการ (2)แผนหลักการพัฒนาหนองหาร จ.สกลนคร โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ 12 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 65 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนา 10 ปี (พ.ศ. 2563-2572) กรอบวงเงิน 7,445 ล้านบาท

โดยมีแผนงานระยะเร่งด่วน ปี 63-65 จำนวน 34 โครงการ กรอบวงเงิน 1,842 ล้านบาท ได้แก่ การพัฒนาขยายเขตเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน ก่อสร้างสถานีสูบน้ำรอบหนองหาร ขุดลอกหนองหาร ก่อสร้างระบบระบายน้ำป้องกันพื้นที่ชุมชน เป็นต้น และ3.เป้าหมายแผนงานโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญเพิ่มเติมจำนวน 11 โครงการ แบ่งเป็น 5 ประเภท การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำหลัก 1 โครงการ บริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำนอง 3 โครงการ แผนหลักการพัฒนาบึงและหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 3 โครงการ การบรรเทาอุทกภัยเมืองสำคัญ 3 โครงการ และจัดหาแหล่งน้ำรองรับพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยว 1 โครงการ

ส่วนเรื่องที่ 3 พิจารณากรอบแนวทางเพื่อการกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (มาตรา 6 วรรคสาม) ประกอบด้วย ด้านการจัดทำแผนและติดตามผล ข้อ 1 ให้มีแผนงานการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำสาธารณะ ทั้งในภาวะปกติ และในภาวะน้ำแล้งหรือภาวะน้ำท่วม โดยให้สอดคล้องกับแผนแม่บทฯในเขตลุ่มน้ำของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ที่ผ่านความเห็นชอบของ กนช. ข้อ 2 ให้ประสานหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและใช้สอยทรัพยากรน้ำสาธารณะสำหรับกิจกรรมประเภทต่าง ๆ

ทั้งนี้ ตามกฎหมายหรือกฎในเรื่องนั้น ข้อ 3 ให้มีการติดตามและรายงานผลการดำเนินการ ปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและผลดีหรือผลกระทบในการดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และด้านการจัดทำมาตรการและควบคุมดูแล ข้อ 4 ให้มีมาตรการในการควบคุมดูแลทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการบุกรุก การกระทำอื่นใดอันจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ หรือทำให้เสื่อมสภาพต่อคุณภาพของน้ำ

ข้อ 5 ให้มีการควบคุมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ในบริเวณพื้นที่แหล่งทรัพยากรน้ำสาธารณะนั้น โดยภายหลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้ว สทนช.จะได้นำไปจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอประธาน กนช. พิจารณาลงนามและนำมาเป็นกรอบแนวทางการดำเนินการต่อไป

และสุดท้ายเรื่องที่ 4 ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม การบูรณาการระหว่างหน่วยงานจังหวัด โดยได้คัดเลือกจังหวัดนำร่อง เพื่อดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด ซึ่งในปี 2563 สามารถดำเนินการได้จำนวน 40 จังหวัด และที่เหลืออีก 36 จังหวัดจะดำเนินการในปี 2564 โดยมีโครงสร้างองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด จำนวน 20-25 คน

โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานอนุกรรมการ มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด เป็นรองประธาน มีหัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นเลขานุการร่วม (เจ้าภาพ) มี สทนช. และ ปภ. จังหวัด เป็นเลขานุการร่วม องค์กรผู้ใช้น้ำ จำนวน 3 คน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นกรรมการ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำแผนงาน แผนปฏิบัติการ และแผนงานงบประมาณการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำตามกรอบแผนแม่บทระดับลุ่มน้ำ บูรณาการและขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับจังหวัดทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต บูรณาการข้อมูลและสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และติดตาม ประเมินผล การดำเนินงานตามแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และรายงานต่อ กนช.

ในช่วงท้ายของการประชุม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความห่วงใยในสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2562/2563 นี้ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและปฏิบัติตามแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ซึ่ง สทนช.ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ในการเฝ้าติดตามและวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2562 คาดการณ์ว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค จำนวน 43 จังหวัด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งไว้พร้อมแล้ว โดยในเขตพื้นที่ให้บริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ได้จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อบาดาล 61 สาขา 31 จังหวัด กรมชลประทาน จัดสรรน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปาตามศักยภาพ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สนับสนุนข้อมูลวิชาการและกระบวนการขุดเจาะบ่อบาดาล และจัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับประปาหมู่บ้านในพื้นที่นอกเขต กปภ. ดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาล 524 แห่ง 32 จังหวัด

โดยเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา 187 แห่ง กองทัพบก 155 แห่ง และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล 182 แห่ง และจัดหาน้ำผิวดินอีก 232 แห่ง โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้จัดหาแหล่งน้ำสำรองให้กับสถานพยาบาลที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ในเขต กปภ. 224 แห่ง และนอกเขต กปภ. 157 แห่งด้วย ในส่วนพื้นที่การให้บริการของการประปานครหลวง (กปน.) มีแผนการผันน้ำแม่กลองเพื่อการอุปโภคบริโภคและแผนขุดเจาะน้ำบาดาล 4 บ่อ

สำหรับในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรนอกเขตชลประทาน ที่คาดว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงรุนแรงกว่า 30 จังหวัด 0.37 ล้านไร่ กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเตรียมแผนรับมือโดยเร่งจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุน ทั้งการขุดบ่อบาดาลและหาแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อลดความรุนแรงของไม้ผลที่อาจยืนต้นตายได้ นอกจากนี้ยังได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือทั้งประเทศรวม 4,192 เครื่อง และจัดเจ้าหน้าที่พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันทีที่ประชาชนร้องขอ

ส่วนสถานการณ์แม่น้ำโขงที่ลดลง เตรียมเสนอขอความร่วมมือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการขอน้ำเพิ่มในฤดูแล้งเป็นกรณีพิเศษ และให้วางมาตรการแม่น้ำโขงให้ชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการน้ำในอนาคตด้วย โดยขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อจะได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรมตลอดช่วงแล้งนี้ใหญ่ที่จะถึงนี้อีกกด้วย

สกัดกระเทียมเถื่อนทะลักชายแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/406086?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สกัดกระเทียมเถื่อนทะลักชายแดน

23 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กระเทียม,ลักลอบนำเข้า,กระทรวงเกษตร,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 263 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ผนึกทุกหน่วยเข้มตรวจลักลอบนำเข้ากระเทียม จัดทัพสแกนทุกพื้นที่แหล่งผลิตชายแดน

23 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สินค้ากระเทียมในปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2562/63)

ทั้งนี้คาดว่า จะมีเนื้อที่ปลูกกระเทียม 80,254 ไร่ ลดลงร้อยละ 2 จากปี 2562 เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาราคากระเทียมไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกรบางรายมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น พืชผัก ในขณะที่คาดว่าจะมีผลผลิต 85,285 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5  เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวย ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากเดิม 1,026 กก. เป็น 1,063 กก. ทำให้ผลผลิตภาพรวม ทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

ขณะนี้ เกษตรกรบางพื้นที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนธันวาคม โดยผลผลิตประมาณร้อยละ 94 จะกระจุกตัวออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ส่งผลให้ราคาของผลผลิตมีความผันผวน กระทบต่อรายได้  ของเกษตรกรได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ซึ่งมี สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการ ได้มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการสินค้ากระเทียมในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

โดยเบื้องต้น ขอความร่วมมือและแจ้งไปยังกรมศุลกากร ดำเนินมาตรการเข้มงวด ตรวจจับการลักลอบนำเข้ากระเทียมผิดกฎหมาย โดยเฉพาะชายแดนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมประเมินราคานำเข้าเพื่อเสียภาษีให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือ กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบสต็อกของผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้มีการกักตุนสินค้าเก็งกำไร และดำเนินมาตรการกระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตกระจุกตัว รวมทั้งประสานห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด เพื่อช่วยสถาบันเกษตรกรในการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ใช้ขบวนการสหกรณ์ในการรักษาเสถียรภาพราคา โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อช่วยระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์

อย่างไรก็ตาม สศก.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม และสำรวจสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง โดยทางกรมศุลกากร จะคุมเข้มการลักลอบนำเข้าที่บริเวณชายแดน รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย จะเร่งกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงผลผลิตกระจุกตัว เพื่อรักษาเสถียรภาพราคากระเทียมต่อไป