เร่งช่วยเกษตรกรกระทบสารพัดภัยพิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399948?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เร่งช่วยเกษตรกรกระทบสารพัดภัยพิบัติ

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 00:07 น.
เกษตรกร,ฝนทิ้งช่วงน้ำท่วม,โรคระบาด,กรมส่งเสริมการเกษตร,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

เฉลิมชัยห่วงเกษตรกร ตั้งคณะทำงานป้องกันแก้ภัยพิบัติเกษตร เดินหน้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทั้งฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และโรคระบาดพืช-สัตว์

20 พฤศจิกายน 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดจัดโครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้โดยเร็ว รวมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลพืชผลเพื่อลดการระบาดของโรคพืช

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติภาคการเกษตรขึ้น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานสถานการณ์และผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปี 2562 ที่สำคัญคือ ฝนทิ้งช่วง อุทกภัย และโรคระบาดพืช-สัตว์ จึงสั่งการให้ทุกกรมจัดทำโครงการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ เพื่อให้เป็นทางเลือกของเกษตรกรตามความเหมาะสมของพื้นที่และความสนใจของเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวโดยเร็ว

ส่วนการระบาดของโรคพืช-สัตว์ให้เร่งควบคุมไม่ให้แพร่กระจายในวงกว้างและแก้ไขเพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิตให้น้อยที่สุด สำหรับการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวนั้น ขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข15 ที่เกิดโรคได้เก็บเกี่ยวไปแล้วทั้งหมด

ส่วนข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ได้กำชับให้กรมการข้าวให้คำแนะนำในการปลูกและดูแลแปลงในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่เพื่อไม่ให้เกิดโรคซ้ำ แต่ที่ยังต้องเร่งควบคุมคือ โรคใบร่วงยางพารา โรคใบด่างมันสำปะหลัง หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ส่วนในสัตว์นั้นต้องเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริการในสุกร (ASF) อย่างเข้มงวดที่สุดเพื่อไม่ให้ลุกลามจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังไทย

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ภาวะฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ทำให้มีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายประมาณ 3.29 ล้านไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 529,443 ราย ใน 24 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พิจิตร แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน สุโขทัย นครพนม อำนาจเจริญ ยโสธร สกลนคร ร้อยเอ็ด มุกดาหาร หนองคาย อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุดรธานี ขอนแก่น และศรีสะเกษ

ดังนั้นจึงได้จัดทำโครงการเตรียมปัจจัยการผลิตการเกษตรเพื่อเกษตรกรผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่ต้องให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัยให้สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้หลังประสบภัยได้เร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยให้พืชผลทางการเกษตรฟื้นตัว เจริญเติบโต ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และลดการระบาดของโรคพืชที่อาจเกิดขึ้นได้

โดยเตรียมผลิตปัจจัยการผลิตการเกษตรได้แก่ พันธุ์พืชผัก  294,100  ต้น พันธุ์ไม้ผล 8,300 ต้น เชื้อราไตรโคเดอร์มา 10,000 กิโลกรัม ไว้ที่ศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร 25 ศูนย์ทั่วประเทศได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 ศูนย์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 5 ศูนย์ ขณะนี้ได้ดำเนินการส่งมอบปัจจัยการผลิตส่วนหนึ่งให้เกษตรกรผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดต่างๆ แล้ว รวมทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตสำหรับกิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อย่าให้มีภาพเกษตรกรถูกจับโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399943?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อย่าให้มีภาพเกษตรกรถูกจับโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,แบน 3 สาร,ราชกิจจา
เปิดอ่าน 115 ครั้ง

ราชกิจจา ประกาศคำสั่งกรมวิชาการเกษตรโดยคกก.วัตถุอันตรายยกเลิก 3 สาร มนัญญา ลั่นอย่าให้มีภาพเกษตรกรถูกจับโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

20 พฤศจิกายน 2562 มนัญญา เร่งประชุมทุกฝ่าย แจงคำสั่งให้แจ้งการครอบครองและส่งมอบคืนสารเคมี 3 ชนิด ภายใน15วัน หลังประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธ.ค.นี้

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งกรมวิชาการเกษตรเรื่อง การแจ้งการครอบครองและการส่งมอบสารเคมี 3 ชนิดที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกใช้ โดยผู้ที่ครอบครองต้องแจ้งกรมวิชาการเกษตรภายใน 15 วันหลังจากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 จากนั้นต้องส่งมอบภายใน 15 วันเพื่อทำลาย

โดยคำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 คำสั่งดังกล่าวลงนามโดยน.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร โดยในคำสั่งนั้น มีรายละเอียดในข้อ 1 ระบุถึงวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ประกอบด้วย กลุ่มไกลโฟเซตได้แก่ เซสควิโซเดียม ไกลโฟเซต โซเดียม ไกลโฟเซต ไดแอมโมเนียม ไกลโฟเซต ไตรมีเซียม ไกลโฟเซต โพแทสเซียม ไกลโฟเซต โมโนเอทิลแอมโมเนียม ไกลโฟเซต และโมโนแอมโมเนียม ไกลโฟเซต กลุ่มคลอร์ไพริฟอสได้แก่ ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม คลอร์ไพริฟอส และคลอร์ไพริฟอส-เมทิล ส่วนกลุ่มพาราควอตได้แก่ พาราควอตคลอไรด์และพาราควอตไดคลอไรด์

ส่วนข้อ 2 กำหนดให้ผู้ครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้ โดยผู้ครอบครองที่อยู่ในกรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่ สำนักงานควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 เขตในจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา และข้อ 3 ต้องส่งมอบแก่หน่วยงานที่กำหนดหลังแจ้งการครอบครองภายใน 15 วัน

น.ส. มนัญญา กล่าวว่าจากนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะลงนามในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่าย และเกษตรกรที่ครอบครอง 3 สารทราบวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องจึงจะประชุมสารวัตรเกษตรและอาสาสมัครสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ข้อควรปฏิบัติหลังการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยก่อนวันที่ 1 ธ.ค.ต้องไปให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรให้ส่งคืนบริษัท

ในวันที่  22 พ.ย. จะประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคน เวลา10.00น.เพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเยนต์สายส่ง เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.62  เป็นต้นไปใครครอบครองสารทั้ง 3 ตัวมีความผิดตามกฎหมายและโทษหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับเป็นแสนเป็นล้านบาท  จึงไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรโดนจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“ที่เป็นห่วงที่สุดคือเกษตรกร ได้สั่งการให้หน่วยงานในทุกพื้นที่ต้องเร่งชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเกษตรกร แม้จะโดยประมาทก็มีโทษปรับสูงไม่เกิน 800,000 บาท หากจงใจฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ได้เน้นย้ำอย่าให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเกษตรกร”น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส. มนัญญา กล่าวว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (สคว.) ได้ให้ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 เขตทั่วประเทศแจ้งสตอกล่าสุดของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสภายในพื้นที่ส่งให้สคว. มาเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งให้จัดทำแผนการรับแจ้งและเก็บรวบรวมเพื่อจะนำเสนอคณะทำงานของกระทรวงฯ ติดตามการทำลายสาร

สำหรับค่าทำลายสารเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง ตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 52 วรรคท้าย ซึ่งในวันที่ 21 พ.ย. นี้ จะเชิญบริษัทค้าสารเคมีนำเข้า ส่งออก มาประชุมเพื่อจะได้กำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมี จากเกษตรกร  จากร้านผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง  เพราะหลังวันที่  1 ธ.ค. 2562 ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีก   และสารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้า ต้องรับผิดชอบในการส่งกลับไปต้นทาง หรือการทำลายตามกฎหมาย  และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ในการทำลาย

ก่อนหน้านี้กรมวิชาการเกษตร ได้จัดทำแบบรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง ภายในวันที่ 1 ธันวาคม2562

ทั้งนี้เมื่อร่างประกาศบังคับใช้  ได้กำหนดห้าม ผู้ผลิต ผู้นำเข้า  ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด ซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่  4 ตามประกาศนี้ที่ได้ดำเนินการก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่ประกาศมีผลบังคับใช้

ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ไม่จบง่าย ๆ แบน 3 สารเตรียมฟ้องนายกฯ กพร.สอบกรมวิชาการเกษตร

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,กรมวิชาการเกษตร,สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร
เปิดอ่าน 109 ครั้ง

ผู้ประกอบการนำเข้า จำหน่ายสารเคมีเตรียมฟ้องรัฐ หากออกประกาศยกเลิก 3 สาร ยันขึ้นทะเบียนถูกกฏหมาย ถูกบังคับให้จ่ายค่าทำลายตันละ 100,000 บาท

19 พฤศจิกายน 2562 ส.ผู้ประกอบการนำเข้าและจำหน่ายสารเคมีการเกษตร ยื่นหนังสือนายกฯ กพร. สอบกรมวิชาการเกษตรผิดพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกพิจารณาอนุญาตของทางราชการเนื่องจากไม่อนุญาตให้นำเข้าและส่งออกสารเคมีการเกษตรทุกชนิดมาหลายเดือนแล้ว อ้างยกเลิก 3 สารยังไม่มีผลบังคับใช้

นายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรกล่าวว่า ยังไม่ได้รับหนังสือเชิญจากน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามที่มีข่าวว่า จะเชิญสมาคมผู้นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีไปประชุมที่กระทรวงเกษตรฯ วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จากการหารือร่วมกับสมาคมอารักขาพืชไทยและสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทยเห็นตรงกันว่า หากมีหนังสือเชิญมาก็จะไปประชุม แม้ไม่คาดหวังว่า น.ส. มนัญญาจะรับฟังเหตุผลอะไรเนื่องจากที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่า ตัดสินใจกำหนดนโยบายต่าง ๆ โดยใช้อารมณ์และขาดข้อมูลทางวิชาการที่เชื่อถือได้ แต่จะไปเพื่อชี้แจงถึงผลกระทบร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นตามมาซึ่งไม่ใช่เฉพาะแก่ผู้ประกอบการ แต่ยังรวมถึงเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมเกษตร ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจชาติ

ทั้งนี้เหลือเวลาอีกเพียง 8 วันซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจะลงนามในประกาศกระทรวงฯ ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก นำผ่าน และครอบครอง ดังนั้นการที่น.ส. มนัญญาพร้อมจะสั่งการกรมวิชาการเกษตรออกใบอนุญาตส่งสารเคมี 3 ชนิดขายคืนบริษัทผู้ผลิตหรือส่งออกไปประเทศที่สามนั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไรเพราะหากขายคืนบริษัทผู้ผลิตราคาก็ได้น้อยกว่าที่ซื้อมา ทั้งยังต้องจ่ายค่าขนส่งด้วย

ส่วนการส่งขายประเทศที่สามคงขายได้ไม่มาก จากจำนวนสินค้าที่มีอยู่ในประเทศเกือบ 30,000 ตันเนื่องจากกระชั้นชิดเวลาที่จะออกประกาศยกเลิกการใช้แล้ว ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรไม่ออกใบอนุญาตให้ทั้งนำเข้าและส่งออกสารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดมาหลายเดือน ทั้งที่กฎหมายยกเลิก 3 สารยังไม่มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการเสียหาย ล่าสุดได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เพื่อให้สอบสวนกรมวิชาการเกษตรฐานกระทำผิดพ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 รวมทั้งทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ สมาคมผู้อาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่งเหลืองและรำข้าวซึ่งใช้เมล็ดถั่วเหลืองแห้งและกากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบ ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งสาลี เบเกอรี่ และขนมขบเคี้ยวซึ่งต้องใช้วัตถุดิบคือ ข้าวสาลีที่นำเข้าจากต่างประเทศทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

เพื่อชี้แจงผลกระทบจากการที่จะไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ได้เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกมายังไทยใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดทั้งสิ้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแต่ละรายสตอกวัตถุดิบไว้เพียง 2-3 เดือน หากนำเข้าไม่ได้ โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องปิดตัวลง จะมีคนตกงานมากมาย และเกิดปัญหาสังคมต่างๆ ตามมาแน่นอน สิ่งที่ภาครัฐไม่ได้นึกถึงก่อนตัดสินใจเรื่องนี้คือ ผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศที่อาจล่มสลาย นอกจากนี้ยังทำผิดข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ไทยจะถูกร้องเรียนว่า กีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ

นายวีรวุฒิกล่าวต่อว่า เตรียมจะร้องศาลปกครองเช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกร โดยจะรอดูว่า ศาลจะมีคำสั่งอย่างไร เมื่อกลุ่มเกษตรกรยื่นคำร้อง หากไม่มีการคุ้มครองชั่วคราว ทั้ง 3 สมาคมจะร้องเป็นอีกคดีหนึ่ง ส่วนที่น.ส. มนัญญาระบุว่า ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้จ่ายค่าทำลายเองนั้นเชื่อว่า บริษัทที่นำเข้าและจำหน่าย รวมถึงร้านค้าต่างๆ จะฟ้องอีกคดีความหนึ่งเช่นกันเนื่องจากผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนนำเข้าและจำหน่ายกับกรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

50 ปีที่ผ่านมา มีการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรไป 98 ชนิด โดยไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติให้ผู้ประกอบการจ่ายค่าทำลายเลย แต่กรมวิชาการเกษตรจะมีกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าคงค้างได้หมด ทางออกของเรื่องนี้มีเพียงประการเดียวคือ ยึดตามมติเดิมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการจำกัดการใช้ แล้วกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้มีการวิจัยว่า สารเคมีการเกษตรที่จะยกเลิกนี้ หากใช้อย่างถูกต้องจะมีพิษจริงหรือไม่เนื่องจากงานวิจัยที่นำมาพิจารณาเป็นงานวิจัยที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

อีกทั้งจะสามารถทดลองการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรและหาสารอื่นที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมมาทดแทน แล้วจึงประกาศยกเลิกซึ่งประเทศต่างๆ ปฏิบัติเช่นนี้ทั้งนั้น หากวันที่ 1 ธันวาคมประกาศยกเลิกทันที ห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจของประเทศจะล่มสลายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ญี่ปุ่นพิสูจน์แล้วจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ป้องกัน กำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ญี่ปุ่นพิสูจน์แล้วจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ป้องกัน กำจัดศัตรูพืช

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
จุลินทรีย์,สารชีวภัณฑ์,นักวิจัย,กำจัดพืช,ปาล์ม,ญี่ปุ่น
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

นักวิจัย เผยผลแลป จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ทดแทน 3 สารไม่พบอันตราย เดินหน้าให้ข้อมูลเป็นทางเลือก ญี่ปุ่น -มาเลเซีย ขึ้นทะเบียนใช้ปลอดภัย

19 พฤศจิกายน 2562 นักวิจัย เผยผลแลป วิเคราะห์จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ กรมวิทยาศาตร์การแพทย์ทดแทน 3 สารไม่พบอันตรายแก้ปัญหาเรื่องสารตกค้างและห่วงใยสุขภาพเกษตรกรจริง ญี่ปุ่น -มาเลเซีย  ขึ้นทะเบียน ใช้เกลื่อนในสวนปาล์ม สินค้าเกษตรอินทรีย์

นายฐปนรมย์ แจ่มใส  นักวิจัยเอกชน เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้ มีการนำเสนอผลวิจัย ให้กับกระทรวงเกษตรถึง การนำจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์  กำจัดวัชพืช เพื่อเป็นทางเลือกในการทดแทนสารเคมี ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้มีการแบน 3 สารเคมี  โดยที่ผานมา เพื่อให้เกิดความชัดเจน และเป็นทางเลือกและเพื่อให้เกิดความโปร่งใส กระทรวงเกษตรฯได้ มีการสั่งการ ให้มีการทำหนังสือ ต่อกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิชาการเกษตร เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนประกอบใดบ้างที่มีกระทบระบบนิเวศน์ เมื่อทราบวิเคราะห์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิชาการเกษตร จะมาการดำเนินการทดสอบในพื้นที่จริงต่อไปนั้น

โดยล่าสุดตัวแทนกลุ่มผู้วิจัยได้ยื่นเสนอต่อทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อวันที่  25 ตุลาคม  ที่ผ่านมาและมีผลสรุป ในห้องแลป และส่งกลับมา  โดยผลแลปที่มีการทดสอบ อย่างละเอียดของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แจ้งว่า ผลการวิเคราะห์ ของสของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ สาธารณสุขวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ผลสรุปว่า 1.ผลการตรวจสอบจุลินทรีย์ ที่มีประ 2.ตรวจหาจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ผลแลปแจ้งว่า ไม่มี

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ ได้มีการส่งผลงานวิจัยเข้าไปทดสอบในแลปทดลอง ของห้องทดลองเซ็ลทรัลแลป เมื่อช่วงเดือน พฤษภาคม 2562 เพื่อหาสารปนเปื้อน ในจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ กำจัดวัชพืช เพื่อหาสารไกลโฟเสต หรือพาราควอต ปนเปื้อนหรือไม่  ผลแลปยืนยันชัดเจนว่าไม่พบการปนเปื้อน

ทั้งนี้ตนในฐานะนักวิจัย ในส่วนของจุลินทรีย์ ยืนยันว่าชีวภัณฑ์  ไม่สามารถนำไปผสมในส่วนสารเคมีได้ และ กวิจัย หากเป็นนักวิจัยจริงและรู้ถึงโครงสร้าง จุลินทรีย์ดี จะทราบดีว่าจุลินทรีย์ คือสิ่งมีชีวิต ที่ไม่สามารถ อยู่ในสารเคมีได้ เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ตายทันที  ส่วนที่มีกังวลว่าจุลินทรีย์ ที่จะมีการผลิต เป็นสารกำจัดวัชพืชและปุ๋ย จะมีการกลายพันธุ์ตนและมีผลกับระบบนิเวศ ยืนยันว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะโดยโครงสร้าง จุลินทรีย์เป็นสิ่งที่มีชีวิต จะมีการ ควบคุมและดูแลซึ่งกันที่กัน ไม่ทำให้เกิดอันตราย

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น ตนได้ส่งให้กระทรวงเกษตร เรียบร้อยแล้วเพื่อนำเสนอเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร อีกทางหนึ่ง หลังจากที่มีการแบนสารเคมี ซึ่งทุกอย่างเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง เท่านั้น ส่วนกระทรวงเกษตรฯจะมีการขับเคลื่อนอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับตนพร้อมที่จะให้ข้อมูลสนับสนุนเต็มที่ หากเห็นว่าเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ผมเสนอผลงานวิจัย ให้ทางกระทรวงทราบแล้วว่า มันได้ผลจริง และมีการใช้จริงในกลุ่มผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ ที่มีการส่งออก ไปยังต่างประเทศ  ตอนนี้จุลินทรีย์ กำจัดวัชพืช ใช้กันในต่างประเทศ และมีการสนับสนุน โดยรัฐบาลด้วย โดยเฉพาะญี่ปุ่น  ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างตรวจสอบเข้มข้น เรื่องของสารตกค้าง ยังสนับสนุนให้ใช้ทดแทนสารเคมีประเทศมาเลเซีย ก็ใช้จุลินทรีย์ กำจัดวัชพืช ในสวนปาล์ม ทั่วประเทศ และทางกลุ่มผมเองก็ เป็นที่ปรึกษา ให้กับทางมาเลเซีย และมีการ ขึ้นทะเบียนสินค้า  ในประเทศมาเลเซีย  ทั้งหมด ใช้ทดแทน สารเคมี

ตอนนี้มีเพียงประเทศไทยที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ ซึ่งเวลานี้หากต้องการยกเลิก ใช้สารเคมีจริง ก็ไม่ควร จะเอาเคมี มาเป็นสิ่งทดแทน ส่วนตัวและทีมวิจัย จะเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรไทยเท่านั้น เพราะเป็นที่ปรึกษา เรื่องนี้ในหลายประเทศ ที่ไปส่งเสริมในต่างประเทศ เขายอมรับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผมเกิดเมื่อมี แนวทาง ที่ ยกเลิกสารเคมี ผมจึงเสนอเป็นทางเลือกให้เท่านั้น

นายฐปนรมย์ กล่าวด้วยว่า จากนี้ไป คงเป็นเรื่อง ของทางรัฐบาลไทยว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป ส่วนตน เป็น แค่นักวิจัยกลุ่มหนึ่งที่เสนอทางเลือกให้กับภาครัฐ  ซึ่งผลการวิจัย และผลการทดลองทุกอย่างเป็นเรื่องยืนยัน ว่า มีสิ่งที่ดีกว่าเคมี ไม่ใช่ ไม่มีทางเลือก แต่จะเลือกหาทางออกให้กับเกษตรกไทยจริงหรือไม่  ซึ่งขณะนี้ ทั้งมาเลเซีย และญี่ปุ่น  และประเทศอื่นๆ มีการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนชัดเจน และไม่อยากให้ ไทยเสียโอกาส หากต้องการจะส่งเสริมเกษตรกรและห่วงใย เรื่องสุขภาพเกษตรกรและคนไทยจริง  ไม่ใช่พูดแต่ปาก

ปฏิบัติการโดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรายับยั้งโรคใบร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปฏิบัติการโดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรายับยั้งโรคใบร่วง

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สวนยาง,โรคอุบัติใหม่
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

กยท.ทดสอบการใช้โดรนพ่นสารกำจัดเชื้อรา ยับยั้งการแพร่กระจายของโรคใบร่วงชนิดใหม่ นำร่องในจังหวัดนราธิวาส

19 พฤศจิกายน 2562 กยท.เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือวิธีการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค เตรียมจ่อเสนอบอร์ด กยท. หามาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมในเดือน พ.ย.นี้

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้ (กยท.) ส่งอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) นำสารป้องกันกำจัดเชื้อราเร่งฉีดพ่นในพื้นที่เกิดโรคใบร่วงในยางพาราระบาดในจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และตรังโดยสถาบันวิจัยยาง กยท. นำร่องที่แปลงใหญ่ยางพาราบ้านบูเก๊ะตา อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาสเป็นที่แรก

โรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดในยางพารา ต้นยางที่ติดโรคจะใบร่วง ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และน้ำยางลดลงร้อยละ 30 – 50 ดังนั้นจึงให้แก้ไขในแปลงปลูก พร้อมกันนี้ต้องศึกษาวิจัยหาแนวทางรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการให้ได้ผลเร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามในพื้นที่ปลูกยางทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

ทั้งนี้กยท. ทุกจังหวัดที่เกิดโรคกำลังสำรวจความเสียหายรวมถึงเก็บตัวอย่างของเชื้อเพื่อหาวิธีการป้องกันและรักษา โดยเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยยางเร่งอบรมสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกร การระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่นี้ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไปเนื่องจากเชื้อราชนิดนี้สามารถแพร่ระบาดสู่พืชชนิดอื่นได้ ในส่วนของ กยท. เตรียมเสนอมาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่สวนเสียหายจากเชื้อราชนิดนี้ ตามพรบ.การยางแห่งประเทศไทย 49(5) โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการ กยท. เพื่อหาระเบียบในการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า พบการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงยางพาราในจังหวัดนราธิวาสมากที่สุดประมาณ 400,000 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ปลูกยางในจังหวัดนราธิวาสทำให้ ได้ทดสอบการพ่นสารเคมีผ่านโดรนซึ่งสามารถบรรจุสารเคมีขนาด 10 ลิตร โดยผสมสารกำจัดเชื้อราโปรปิโคนาโซลและไดฟีโนโคนาโซลกับน้ำและสารจับใบ ฉีดพ่นยอดยางในพื้นที่เป้าหมาย 300 ไร่ ภายใน 1 สัปดาห์ จากนั้นจะพ่นซ้ำให้ครบ 3 ครั้ง และจะติดตามผลต่อไป

นอกจากนี้ยังจัดโครงการอบรมแนวทางการสำรวจและติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจถึงที่มาของโรค การแพร่ระบาด และวิธีป้องกันในเบื้องต้นแก่พนักงานของกยท. เขตภาคใต้ตอนล่างและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดของโรคเพื่อถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ต่อไปได้

“ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลวิธีการป้องกันกำจัดเชื้อราชนิดนี้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเนื่องจากเป็นโรคใหม่ สถาบันวิจัยยาง ได้เร่งทดลอง ศึกษาวิจัย และหาทางป้องกันอย่างเต็มที่ เบื้องต้นจึงแนะนำเกษตรกรชาวสวนยางให้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ต้นยาง หากพบต้นยางมีอาการของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่ของ กยท .เพื่อเข้าตรวจสอบ หากพบว่า ติดเชื้อราชนิดนี้ให้ใช้สารกำจัดเชื้อรา เช่น เบโนมีล โพรปิเนป แมนโคเซป คลอโรธาโลนิล เฮกซาโคนาโซล หรือ ไทโอฟาเนต-เมธิล ฉีดพ่นทรงพุ่มให้ทั่วทั้งแปลงโดยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง” นายกฤษดากล่าว

ธรรมนัส สั่ง รื้อที่ดินฟาร์มไก่ ทุกแปลง ติดป้ายห้ามเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399708?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส สั่ง รื้อที่ดินฟาร์มไก่ ทุกแปลง ติดป้ายห้ามเข้า

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 18:20 น.
สปก,ธรรมนัส,ปารีณา,สั่งรื้อ,ฟาร์มไก่
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

ธรรมนัส สั่งด่วน ลขาฯส.ป.ก. อธิบดีกรมป่าไม้ รื้อที่ดินฟาร์มไก่ ทุกแปลง พร้อมติดป้ายหน้าพื้นที่เป็นที่ของปฏิรูปที่ดิน คนภายนอกห้ามเข้า

18 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กว่า1.7พันไร่ อยู่ในที่ส.ป.ก.และป่าสงวนแห่งชาติจ.ราชบุรี

โดยกล่าวว่านายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) รายงานว่าได้ให้ปฏิรูปที่ดินจ.ราชบุรี ไปติดป้ายหน้าพื้นที่ฟาร์มไก่ ว่าเป็นพื้นที่ของส.ป.ก.คนภายนอกห้ามเข้า เพื่อตรวจสอบโดยด่วน ส่วนที่ดินส.ป.ก.ฝั่งอ.สวนผึ้งกว่า 600ไร่ ที่มีกระแสข่าวว่าเป็นของครอบครัวน.ส.ปารีณา ได้สั่งตรวจสอบทุกแปลงให้เวลาทำงานเร็วที่สุด เพราะตนสั่งให้ทำงานเรื่องนี้เร่งด่วน

ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าวันนี้ทราบว่าน.ส.ปารีณา มาเข้าพบนายวิณะโรจน์ ดังนั้นสั่งการไปแล้วให้เลขาธิการส.ป.ก.แถลงให้เกิดความชัดเจนกับสังคม ว่าการดำเนินการตรวจสอบนักการเมือง แม้จะอยู่พรรคเดียวกันไม่ได้ล่าช้า แต่อย่างใด ตนสั่งเป็นนโยบายไปแล้วทุกคนทำตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งช่วงบ่ายอธิบดีกรมป่าไม้ จะมาประชุมร่วมกับเลขาธิการส.ป.ก.เพื่อวางแนวทางทำงานร่วมกันอย่างละเอียด เนื่องจากที่ดินฟาร์มไก่ มีทั้งที่ดินในส่วนของกรมป่าไม้ และที่ส.ป.ก.

สำหรับการสแกนพื้นที่ส.ป.ก.ที่น.ส.ปารีณาและครอบครัวถือครอง ยังไม่เสร็จว่ามีจำนวนกี่ไร่แน่ เพราะพื้นที่นี้ยังมีปัญหากับพื้นที่ป่าไม้ด้วย และวันนี้อธิบดีกรมป่าไม้ มาชี้แจงให้ทำงานร่วมกันกับส.ป.ก. โดยตนกำหนดนโยบายไปแล้วต้องตรวจสอบแถลงข่าวร่วมกัน และน.ส.ปารีณา อ้างเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือภบท.5 ก็ไม่เกี่ยวกัน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงกระแสข่าวนักการเมืองมีการถือครองพื้นที่ส.ป.ก.ว่าตนยังไม่ทราบ ได้สั่งเลขาฯส.ป.ก.ให้ตรวจสอบทั้งหมดโดยวันนี้ได้ประชุมคอนเฟอเรนซ์ไปทั่วประเทศ ให้รายงานขึ้นมาว่าจัดสรรเกษตรกร เท่าไหร่ แปลงใหญ่ แปลงเล็ก จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่แล้ว  เราจะทำงานอย่างละเอียดเรื่องนี้ ไม่ละเอียดไม่ได้ เรื่องนี้เรื่องใหญ่

เฉลิมชัย บุกจีน เร่งเจรจานำเข้ายางพาราจากไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399657?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย บุกจีน เร่งเจรจานำเข้ายางพาราจากไทย

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 15:47 น.
ยางพารา,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 8 ครั้ง

เฉลิมชัย บุกจีน เร่งเจรจาตอกย้ำความมั่นใจบริษัทจีนที่นำเข้ายางพาราจากไทย

รมว กษ. เข้าพบหารือผู้บริหาร บ. ชิโนเคม กรุ๊ป ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับฝ่ายจีน ว่า รัฐบาลไทยมีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรทุกชนิด

โดยเฉพาะยางพารา โดยฝ่ายไทยยินดีให้การสนับสนุน รวมทั้งจะมีมาตรการต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในเรื่องยางพารา ทั้งนี้ ขอขอบคุณ บ. Sino- Chem International ที่มีความร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทยใกล้ชิดมาโดยตลอด

ล่าสุด บ. Sino – Chem International มีแผนดำเนินการเข้าไปลงทุนธุรกิจยางพารา ณ จังหวัดระยอง ซึ่งขอขอบคุณ รัฐบาลไทย ที่แสดงความจริงใจในการให้การสนับสนุน ดูแล และพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรโดยเฉพาะยาวพารา โดยยืนยันว่า การหารือกันในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ของความร่วมมือในการลงทุนซื้อยางพาราของไทยที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน

ไทยและจีนพร้อมลดปัญหา อุปสรรคในการซื้อขายยางพาราระหว่างกัน โดยคาดว่า ทั้งสองฝ่ายจะทบทวนหลักการและเงื่อนไขของสัญญาใหม่เพื่อให้การส่งมอบเกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปีหน้านี้

เฉลิมชัย ดันเกษตรกร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399650?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย ดันเกษตรกร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 14:34 น.
ทำปุ๋ยใช้เอง,กรมส่งเสริมการเกษตร,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 3 ครั้ง

เฉลิมชัย ดันเกษตรกร 882 อำเภอผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ห่วงใส่ปุ๋ยเคมีเกินจำเป็น ทั้งขาดความรู้เลือกใช้ไม่ตรงกับดินพืช ซ้ำต้นทุนพุ่ง

18 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าให้นโยบายหน่วยงานในสังกัดเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองทุกพื้นที่จากวัสดุเหลือใช้ที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง

ซึ่งจะช่วยทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรใช้มากเกินความจำเป็น  ปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น และทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มากขึ้นตามไปด้วย

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าเกษตรกรเคยชินกับการใช้ปุ๋ยเคมีมาก ทำให้ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งยังพบมีการเลือกใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช  ยังขาดการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

“รมว.เกษตรฯมีความห่วงใยปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง กรมจึงได้รับนโยบายมาดำเนินการ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรได้ทราบและตระหนักถึงประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ของตนเอง ลดปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้แก่ดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างโปร่งขึ้นเหมาะกับการชอนไชของรากพืช ทำให้ต้นพืชแข็งแรง ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ในทางกลับกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน”นายเข้มแข็ง กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ในปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดดำเนินการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวิธีการผลิตและประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรหันมาผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 882 อำเภอทั่วประเทศ

โดยกำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ อย่างน้อย 1,543,500 ตัน ในพื้นที่ 882 อำเภอทั่วประเทศ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่  ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนแอฟริกัน ถั่วมะแฮะ และวัสดุอินทรีย์จากการไถกลบตอซัง โดยกำหนดให้แต่ละจังหวัดรายงานผลการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ผ่านทางระบบออนไลน์ให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง

ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399583?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 11:51 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 5 ครั้ง

ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก
พร้อมประสาน ธ.ก.ส.ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องสหกรณ์มีเงินทุนรวบรวมข้าวจากเกษตรกร

  นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
กรมส่งเสริมสหกรณ์สั่งการสหกรณ์จังหวัดสำรวจจุดรับซื้อข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตร พร้อมขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีโรงสีและโกดังลานตากเปิดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร หวังบรรเทาความเดือดร้อนช่วงฤดูเก็บเกี่ยว เกรงชาวนาไม่มีที่ขายข้าวต้องขนไปขายเอกชน ถูกหักค่าความชื้นไม่ได้ราคา เผยหารือธ.ก.ส.ขออนุมัติสินเชื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง                           ให้สหกรณ์มีเงินหมุนเวียนรวบรวมข้าวทันที ก่อนมาตรการเก็บชะลอข้าวเปลือกรอเสนอเข้าครม.
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าขณะนี้เกษตรกรหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมถึงภาคกลางตอนบนเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวเปลือก จึงได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดเร่งสำรวจสหกรณ์การเกษตรที่เปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ว่ามีสหกรณ์กี่แห่งที่เริ่มเปิดจุดรวบรวมข้าวเปลือก

และใช้เงินทุนจากแหล่งใด รวมถึงมีสหกรณ์ใดบ้างที่ไม่สามารถเปิดจุดรับซื้อข้าวได้ เนื่องจากมีปัญหาติดขัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเพื่อใช้สำหรับการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ให้รีบแจ้งกลับมาทันที เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ และขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสี และอุปกรณ์การตลาด ทั้งโกดัง ฉาง ลานตาก ช่วยเปิดจุดรับซื้อข้าวจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร
นอกจากนี้ กรมฯยังได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.)                เพื่อขออนุมัติสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวให้กับสหกรณ์ไปก่อนในอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส.และเมื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและโครงการเก็บชะลอข้าวเปลือกที่กระทรวงพาณิชย์เสนอเข้าคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบแล้ว                  ธ.ก.ส.ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับสหกรณ์ตามที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายชดเชยมาตรการของภาครัฐ
” ทราบว่าขณะนี้อยู่ในระหว่างที่กระทรวงพาณิชย์ขออนุมัติชดเชยการดอกเบี้ยต่อกระทรวงการคลัง คาดว่าสัปดาห์หน้าคงได้รับการอนุมัติ ดังนั้น ในวันจันทร์ที่ 18 พ.ย.นี้ ธ.ก.ส.จะแจ้งทุกสาขาให้อนุมัติสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวให้กับสหกรณ์ไปก่อนในอัตราดอกเบี้ยปกติของ ธ.ก.ส.และเมื่อกระทรวงพาณิชย์ได้รับอนุมัติโครงการแล้ว ธ.ก.ส.ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย                           ให้กับสหกรณ์ตามที่กระทรวงพาณิชย์จ่ายชดเชย ” นายพิเชษฐ์กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า เหตุจากขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์นำข้าวมาเข้าคิวขายจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวสดความชื้นเกิน 25 % มาขาย เนื่องจากไม่มีที่ตากและเครื่องอบลดความชื้น เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วต้องขนมาขายในทันที ส่งผลให้มีรถขนข้าวเปลือกมาจอดรอคิวยาวเยียดหน้าสหกรณ์การเกษตรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์บางแห่งมีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนหมุนเวียน เนื่องจากใช้เงินของสหกรณ์เองซึ่งมีไม่มากนัก ทำให้สหกรณ์ต้องปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก เกษตรกรจึงต้องขนข้าวไปขายให้พ่อค้าในพื้นที่ ซึ่งอาจจะถูกกดราคาเพราะต้องโดนหักค่าความชื้น  ดังนั้น ปัญหานี้จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร็ว หากสหกรณ์ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมข้าวในช่วงนี้ ขอให้สหกรณ์จังหวัดประสานกับ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ได้ทันที

กฎหมายลูก11ฉบับกับบริบทใหม่”สทนช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กฎหมายลูก11ฉบับกับบริบทใหม่”สทนช.”

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 03:12 น.
สทนช
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

กฎหมายลูก11ฉบับกับบริบทใหม่”สทนช.”

แม้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561  ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศไทย ประกอบด้วย 9 หมวด และบทเฉพาะกาล คือ หมวดทรัพยากรน้ำ หมวดสิทธิในน้ำ หมวดองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หมวดการจัดสรรและการใช้น้ำ หมวดภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม หมวดการอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ หมวดพนักงานเจ้าหน้าที่ หมวดความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำสาธารณะ และหมวดบทกำหนดโทษและบทเฉพาะกาลแล้วก็ตาม

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช.

แต่เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่การใช้น้ำ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูอนุรักษ์ และการรวมทุกหน่วยงานตลอดจนภาคประชาชนมาบูรณาการการทำงานเพื่อให้ขับเคลื่อนภารกิจด้านน้ำไปในทิศทางเดียว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติ มีความสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งสะท้อนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงนั้น จำเป็นจะต้องมีกฎหมายลำดับรอง หรือกฎหมายลูกรองรับด้วย

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรอง 11 ฉบับ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่ง ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า

“กฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกนั้น จะช่วยสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สทนช.ก็จะเร่งขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำ ให้สามารถจัดสรรน้ำได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม”

สทนช.ได้จัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 46/2560 เพื่อต้องการให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 38 หน่วยงานใน 7 กระทรวง ดังนั้นในช่วงปีแรกจึงเป็นปียังทำงานมาทำเฉพาะส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วย 6 สำนัก (กอง/ศูนย์) ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กองนโยบายและยุทธศาสตร์ กองวิเคราะห์โครงการและงบประมาณ กองบริหารจัดการลุ่มน้ำ และศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ

ในปีต่อมา สทนช.ได้ขับเคลื่อนการทำงานระดับภูมิภาคกับพื้นที่ท้องถิ่นมากขึ้น มีแผนหลัก แผนปฏิบัติการลุ่มน้ำ และได้ประสานงานกับประชาชนที่อยู่ที่ชนบท แผนการต่างๆเริ่มกระจายไปในท้องถิ่น มีการจัดสรรงบบูรณาการที่มาจากส่วนกลางและท้องถิ่น โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานไปพร้อมๆกัน ทั้งระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ขณะเมื่อย่างขึ้นสู่ปีที่ 3 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลำดับรองตามที่ สทนช. เสนอ ซึ่งจะทำให้เห็นบทบาท อำนาจ และหน้าที่ของ สทนช.จัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุด เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยในเบื้องต้นคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเฉพาะมาตราเร่งด่วนมีทั้งหมด 11 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดเลือกองค์กรด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือก วิธีการได้มา การพ้นจากตำแหน่ง รวมทั้งอำนาจ หน้าที่และการดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ สะท้อนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ รวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงและการดำเนินการในภาวะน้ำแล้งหรือภาวะน้ำท่วม ที่ประกอบด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนการใช้น้ำ หรือค่าชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สิน จากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง เพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม

สำหรับร่างกฎหมายลำดับรองทั้ง 11 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ. …. 2.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ. …. 3.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และกรรมการลุ่มน้ำผู้ทรงคุณวุฒิ อันเนื่องมาจากเหตุบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ พ.ศ. …. 4.ร่างกฎกระทรวง กำหนดวัตถุประสงค์ หน้าที่และอำนาจ และการดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ รวมทั้งหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ พ.ศ. …. 5.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนแก่บุคคลซึ่งกักเก็บน้ำไว้ ต้องสูญเสียน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ พ.ศ. ….

6.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชดเชยความเสียหายแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง จากการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม พ.ศ. …. 7.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดค่าทดแทนการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง และชดเชยความเสียหายแก่ทรัพย์สินของเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง จากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้าง เพื่อการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม พ.ศ. …. 8.ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการนำเงินค่าทดแทนหรือค่าชดเชยความเสียหายไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์ หรือฝากไว้กับธนาคารออมสิน และวิธีการรับเงินค่าทดแทนหรือค่าชดเชยความเสียหาย พ.ศ. ….

9.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสั่งให้บุคคลซึ่งกักเก็บน้ำไว้ ต้องเฉลี่ยน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ พ.ศ. …. 10.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดแบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และ 11.ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการเปรียบเทียบ พ.ศ. ….

เลขาธิการสทนช. เผยต่อว่า การออกกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศนั้น เป็นการสะท้อนนโยบายสำคัญของรัฐ เพื่อให้การบังคับใช้บรรลุเจตนารมณ์ ทำให้กระบวนการทางปกครองดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และยุติธรรม โดยเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าวแล้ว จะส่งร่างกฎกระทรวงให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ส่วนร่างระเบียบ/ประกาศ จะส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา และเมื่อการตรวจพิจารณาแล้วเสร็จ จะเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป

“การดำเนินการต่อจากนี้สทนช. และสทนช.ภาคที่ได้จัดตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ทั้ง 4 ภูมิภาค จะเร่งขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายลำดับรอง ในการจัดเตรียมการคัดเลือกคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้การบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในภาวะปกติและในกรณีเกิดน้ำท่วมหรือภัยแล้งในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน สะท้อนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริงตรงตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี” เลขาธิการสทนช.ย้ำชัด

  การก้าวสู่ปีที่ 3 ของ สทนช. จะทำให้เห็นบทบาทของสทนช.ที่ชัดเจนยิ่งชึ้นและอีกประมาณ 2-3 เดือนหลังจากกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกมีผลบังคับใช้ สทนช.เร่งแต่งตั้งและคัดเลือกคณะกรรมการลุ่มน้ำให้ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำหลัก(ลุ่มน้ำใหม่) โดยในระดับลุ่มน้ำนั้น จะประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำ และผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการลุ่มน้ำ โดยทุกลุ่มน้ำกฎหมายยังเปิดทางให้สามารถจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง-น้ำท่วม และครอบคลุมไปถึงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำได้อีกด้วย

ดังนั้นปีที่ 3 ของ สทนช. จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การปรับบริบทเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยใหม่ในการเป็นศูนย์กลางการบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจ และกำกับดูแลทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ”