ออกผลแล้วจ้า สตรอเบอรี่ไซส์ใหญ่ หวานอร่อยละมุนภูหินร่องกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399535?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ออกผลแล้วจ้า สตรอเบอรี่ไซส์ใหญ่ หวานอร่อยละมุนภูหินร่องกล้า

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สตรอเบอรี่,ภูหินร่องเกล้า,โครงการพระราชดำริ
เปิดอ่าน 259 ครั้ง

ออกผลแล้วจ้า สตรอเบอรี่ เบอร์ 80 ไซส์ใหญ่สะใจ หวานอร่อยละมุนลิ้น รุ่นแรกของปี โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า

18 พฤศจิกายน 2562  นายศุภกุล จันทร์ลา หัวหน้าโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริภูหินร่องกล้า โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว “สตรอเบอรี่ออกผลแล้ว หวานมาก” คาดว่าจะออกผลให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองรสชาติหวาน อร่อยนุ่มลิ้น ไปจนถึงเดือนมีนาคม 2563 เลยล่ะจ้า…

กว่าจะได้ผลผลิตดีงามมาจนถึงทุกวันนี้ ต้องใช้เวลาในการทดลองและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการฯ ได้นำสตรอเบอรี่ เบอร์ 80 มาทดลองปลูกตั้งแต่ ปี 2552 ในแปลง 3 ไร่ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผลิตผลใหญ่ รสชาติหวาน และที่สำคัญสตรอเบอรี่ที่ปลูกไว้ปลอดสารพิษ ไม่มีการฉีดสารเคมีแต่อย่างใด รับรองปลอดภัย 100 %

อย่างไรก็ขอเชิญชวนมาเที่ยวชมกันได้ ที่นี่มีสิ่งสวยงามมากมายให้เราได้เพลิดเพลิน ทั้งดอกกระดาษ ผาทั้ง 5 ผา กาแฟสายพันธุ์แท้อาราบิก้า และในช่วงนี้บรรยากาศกำลังเย็นสบายกำลังดี โครงการฯ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ขับผ่านที่ทำการอุทยานฯ มาประมาณ 3 กม.อยู่ซ้ายมือ ก็จะพบกับความสุขสำหรับทริปนี้แน่นอนจ้า

CR. สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (พิษณุโลก)

กมลวิศว์ ลาออกผู้อำนวยการอ.ต.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กมลวิศว์ ลาออกผู้อำนวยการอ.ต.ก.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ตลาดอตก,องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร,เด้งผออตก,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

กมลวิศว์ ลาออกพ้นผู้อำนวยการอ.ต.ก.หลังไม่สนองนโยบาย ธรรมนัส ลุยล้างนอมินีแผงค้า

18 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้อนุมัติให้นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ลาออกจากตำแหน่ง โดยอ.ต.ก. ได้จ่ายเงินชดเชยให้จำนวนหนึ่งตามระยะเวลาการทำงานที่เหลืออีก 5 เดือน

ส่วนสาเหตุการลาออกครั้งนี้ เป็นเหตุผลส่วนตัว ซึ่งการจัดหาผู้อำนวยการคนใหม่ จะดำเนินการตามกระบวนการสรรหาให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้กระบวนการทำงานตามนโยบายของ อ.ต.ก. ต้องหยุดชะงัก

ซึ่งเป้าหมายต่อไปของอ.ต.ก. ต้องเป็นหน่วยงานกลาง เป็นกลไกเพื่อจำหน่ายสินค้าให้กับเกษตรกรเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาสินค้าผลผลิตด้านการเกษตร ให้เกิดความยั่งยืน สามารถนำสินค้าของเกษตรกร ส่งออกได้

โดยจะส่งเสริมให้เปิดตลาดอ.ต.ก. ให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นตลาดรองรับสินค้าของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด ภายใต้เป้าหมายเป็นตลาดที่มีมูลค่าการค้าขายมากกว่า 20,000 ล้านบาท/ปี ในปี 2564

สำหรับแผงตลาดอ.ต.ก. ที่จตุจักร นั้น ผู้ค้าจริงต้องเป็นผู้ถือสัญญากับอ.ต.ก. โดยไม่ใช้ตัวแทนถือสัญญา (นอมินี) หากตรวจพบว่าแผงใดใช้นอมินี จะยึดแผงคืนทันที เพราะความจริงควรมี 1 คนต่อ 1 แผง

ดังนั้น อ.ต.ก. ต้องขึ้นทะเบียนผู้ค้าใหม่ เพื่อเป็นเวตติ้งลิสต์ เปิดแผงให้ผู้ค้ารายใหม่อย่างเป็นธรรม

รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ ร.อ.ธรรมนัส. เข้ามาดำรงแหน่ง และมอบนโยบายให้ อ.ต.ก. ไปแล้ว ได้ประเมินผลการทำงานของนายกมลวิศว์ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเห็นว่ายังมีการบริหารงานที่ล่าช้า ไม่ตอบสนองนโยบายใดๆ จึงเรียกมาเพื่อหารือและสอบถามว่าพร้อมจะทำงานให้ประสบผลสำเร็จตามที่เป้าหมายได้หรือไม่

ซึ่งนายกมลวิศว์ ไม่รับปาก แต่ได้ทบทวนตัวเองและยื่นใบลาออกไป ทั้งนี้นายกมลวิศว์ ได้เข้ามาทำงานในอ.ต.ก. ในฐานะกรรมการบริหาร ในช่วงที่พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลหน่วยงานนี้อยู่นานหลายปี และเลื่อนมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ตั้งแต่ปี 2558

ตราฉัตรเล็งจับมือททท.โปรโมทข้าวคู่ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตราฉัตรเล็งจับมือททท.โปรโมทข้าวคู่ท่องเที่ยว

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 21:30 น.
ข้าวตราฉัตร,ซีพี,ข้าวหอมะลิ
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

ตราฉัตรเล็งจับมือททท.ส.ร้านอาหารยุโรปโปรโมทข้าวคู่ท่องเที่ยวหลังปีนี้บาทแข็งยอดขายหดหนีคู่แข็ง”เวียดนาม-อินเดีย”

17 พฤศจิกายน 2562 นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ( ซีพี ) เปิดเผยว่า ปี2562/63  ซีพี หรือ ข้าวตราฉัตร คาดว่าจะมีการส่งออกข้าว 1 ล้านตัน

มูลค่าการส่งออกรวม 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท เป็นผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิอันดับ 1 ของไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์) ประมาณที่ 4-5 % ของข้าวหอมมะลิที่ส่งออก จากปัจจุบันการส่งออกข้าวตราฉัตรมีสัดส่วนข้าวหอมมะลิประมาณ  5 แสนตันหรือ 50 % ที่เหลือเป็น ข้าวหอมปทุมธานี ประมาณ 1.5-2 แสนตัน ข้าวนึ่ง 2 แสนตัน ปลายข้าวหอมมะลิ 6-7 หมื่นตัน และ ข้าวเหนียว 4-5 หมื่นตัน

สำหรับตลาดในประเทศข้าวตราฉัตร มีมูลค่า 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20 % จากปีก่อนหน้าที่มียอดขายรวม 6,000-7,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากแผนเชิงรุก เน้นข้าวสุขภาพมากขึ้น โดยข้าวกข.43 มาแรงมาก ส่วนการรับซื้อผลผลิตข้าวจากเกษตร บริษัทยังใช้วิธีการส่งเสริมเกษตรกรร่วมกับกรมการข้าวเพื่อควบคุมการใช้พันธุ์และกระบวนการเพาะปลูกทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพและปริมาณที่สอดคล้องกับความต้องการ

การส่งออกข้าวตราฉัตร ในช่วง 3-4 ปี มีการพยายามปรับสัดส่วนของตลาด ขายข้าวพื้นนุ่ม และข้าวหอมมะลิให้มากขึ้น เพื่อหนีการแข่งขันของคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม กัมพูชา พม่าและอินเดีย แต่ตราฉัตรจะไม่ใช้กลยุทธ์ด้านของราคา ลดราคาแข่ง เพราะข้าวหอมมะลิของไทยเป็นที่รู้จัก เป็นข้าวตลาดพรีเมี่ยม ส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกของตราฉัตรตกลงเล็กน้อย โดยปริมาณที่ลดลง เพราะหันไปเจาะตลาดข้าวพรีเมี่ยม ส่วนมูลค่าก็ลดลงแต่ไม่มาก ซึ่งเกิดจากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าแต่ในปี 2563 คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น 10-15 %  โดยจะเพิ่มการทำตลาดข้าวหอมให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาด

“ตลาดข้าวของตราฉัตร ในช่วง3-4 ปีที่ผ่านมา นอกจากการปรับสัดส่วนของตลาด ยังมุ่งสร้างการรับรู้เรื่องของคุณสมบัติข้าว สร้างการรับรู้วัฒนธรรมการกินข้าวของไทย ส่งผลให้แม้การแข่งขันในตลาดต่างประเทศจะสูง ส่งผลให้ยอดขายลดลงบ้าง แต่ตลาดในประเทศกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ยอดขายข้าวตราฉัตรเติบโตสูงมากถึง 20% ส่งผลให้ยอดขายปี 2562 อยู่ในสถานการณ์ที่รับได้”

นายสุเมธ กล่าวว่า  ปี 2563 ไทยต้องเร่งทำแบรนดิ้ง ใช้ข้าวหอมมะลิเป็นตัวผลักดันคู่กับการโปรโมทอาหารไทย หรือ ไทยฟู้ด ไทยไรซ์ เป็นการสร้างภาพลักษ์ที่ดี วิธีการนี้จะทำให้ผู้บริโภครู้จัก และเชื่อมั่นในข้าวไทยมากขึ้น เบื้องต้น ได้หารือกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อร่วมมือกับนำข้าวหอมมะลิไทยออกโปรโมท คู่กับการท่องเที่ยวของไทย ในเวทีที่ททท.และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเดินทางไปโปรโมทการท่องเที่ยวในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา  จีน  ฮ่องกง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในตลาดสหรัฐอเมริกา มีการนำเข้าหอมมะลิประมาณ 5-6 แสนตัน เป็นการนำข้าวหอมมะลิปริมาณ 1 แสนตัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีปีละประมาณ 5-8 % ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) มีการนำเข้าหองมะลิ 1 ล้านตัน เป็นหอมมะลิไทยประมาณ  5-6 แสนตัน  เป็นข้าวหอมมะลิของซีพีประมาณ 6-7 หมื่นตัน  ถือว่าอัตราการเติบโตทางฝั่งสหรัฐฯและอียูยังดีมีอนาคตสดใส  ขณะที่ตลาดเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมทั้งไทย มีการบริโภคข้าวในอัตราที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสตรีทฟู้ดในประเทศไทย ทำให้ต่างประเทศ รู้จักข้าวไทย สตรีทฟู้ดไทย ต้องคู่กับข้าวไทย ข้าวไทยต้องหอมมะลิ ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา ตราฉัตรได้ร่วมกับสมาคมร้านอาหารไทยในยุโรป  สร้างการรับรู้แบรนด์ข้าวหอมมะลิตราฉัตร โดยการโปรโมทแบรนด์ตราฉัตรในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมร้านอาหารไทยให้ควบคู่กับแบรนด์ข้าวไทย ข้าวตราฉัตร

ถกมาตรฐาน GMP ยกระดับผลิตภัณฑ์ประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399533?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ถกมาตรฐาน GMP ยกระดับผลิตภัณฑ์ประมง

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 20:36 น.
ประมง,มาตรฐานจีเอ็มพี,ผู้ประกอบการประมง
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

ถกมาตรฐาน จีเอ็มพีรับรองผลิตภัณฑ์ประมงในประเทศ ช่วยยกระดับ สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพปลอดภัยผู้ประกอบการ

17 พฤศจิกายน 2562  ที่ ห้องประชุมอินทรี ชั้น 4 อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง นางสาวชุติมา ขมวิลัย ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าประมงและหลักฐานเพื่อการสืบค้น

เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือดำเนินการให้การรับรองมาตรฐาน GMP แก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ประมงภายในประเทศ ครั้งที่ 3/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อพิจารณาร่างมาตรฐาน GMP ในการให้การรับรองแก่ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ประมงภายในประเทศ

สำหรับประเด็นในการหารือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไขการตรวจประเมินในการให้การรับรองสุขลักษณะสถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำ  ตลอดจนมีการพิจารณาในเรื่องของมาตรฐานและแบบประเมินให้การรับรองสุขลักษณะสถานแปรรูปสัตว์น้ำ

โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและยกระดับผู้ประกอบการที่ผลิตภัณฑ์สินค้าประมงภายในประเทศ ทั้งยังจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคภายในประเทศ โดยการสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานคุณภาพความปลอดภัยให้กับสินค้าประมง

ปฏิวัติข้าวไทยหลังเสียแชมป์เวียดนาม 2 ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปฏิวัติข้าวไทยหลังเสียแชมป์เวียดนาม 2 ปีซ้อน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 10:11 น.
เฉลิมชัย,กรมการข้าว,ข้าวหอมมะลิ,เวียดนาม,กัมพูชา,โรคไหม้คอรวงข้าว,ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทย
เปิดอ่าน 6 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งกรมการข้าวพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ เรียกความเป็นหนึ่งด้านคุณภาพคืน หลังผลประกวดข้าวโลกเสียแชมป์กัมพูชา เวียดนาม 2 ปีซ้อน

18 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงผลการประกวดข้าวโลก 2019 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยข้าวพันธุ์ ST24 ของเวียดนามชนะการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก

ส่วนข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นอันดับสอง โดยไทยเสียแชมป์ต่อเนื่อง 2 เนื่องจากปี 2018 ข้าวหอมมะลิกัมพูชามาลีอังกอร์ได้อันดับ 1 ส่วนข้าวหอมมะลิไทยได้เพียงอันดับสอง

ทั้งนี้ได้สั่งการให้กรมการข้าวเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิ โดยตรวจสอบว่า ข้าวเวียดนามและกัมพูชาที่ชนะเลิศนั้นมีข้อเด่นด้านใดเพื่อนำมาพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้รับรายงานว่า ข้าวพันธุ์ ST24 ของเวียดนาม มีเมล็ดยาว เหนียวนุ่ม แม้ความหอมจะน้อยกว่าข้าวหอมมะลิไทย แต่มีความหวานมากกว่า ซึ่งข้าวพันธุ์นี้เวียดนามใช้เวลาพัฒนาประมาณ 5 ปีจึงได้รับรางวัลและขณะนี้เวียดนามอยู่ระหว่างการพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

ส่วนข้าวอังกอร์คือ ข้าวหอมมะลิกัมพูชา เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองมีกลิ่นหอม เหนียวนุ่ม เป็นที่นิยมของชาวจีน แต่จุดอ่อนคือ หากปล่อยไว้ในอุณหภูมิปกติราว 10 นาที จะเหนียวและแข็ง ต้องรับประทานตอนที่ร้อนเท่านั้น โดยคุณสมบัติข้อนี้ยังเป็นรองข้าวหอมไทย การที่กัมพูชาคว้าอันดับ 1 ข้าวที่ดีที่สุดในโลกมาครองในปีที่แล้วเป็นผลมาจากความพยายามที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์มีความสะอาด ปราศจากการเจือปน ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพ กัมพูชาทำนาเพียงปีละ 1 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้ข้าวซึ่งรสชาติที่ถูกปากผู้บริโภคมากกว่าเดิม

นายเฉลิมชัย บอกด้วยว่า ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตได้มอบนโยบายว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญที่จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวคุณภาพ ทั้งเวียดนามและกัมพูชาต่างไม่หยุดพัฒนาสายพันธุ์ข้าว

ดังนั้นไทยจึงต้องเร่งศึกษาวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ครอบคลุมถึงระบบการปลูก การพัฒนาดินซึ่งต้องศึกษาว่า การปลูกพืชชนิดเดียวในที่เดิมเป็นเวลาหลายสิบปีนั้นทำให้คุณภาพข้าวต่ำลงหรือไม่ ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมการทำเกษตรอื่นในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจะปลูกข้าว ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map)

นอกจากนี้ยังย้ำให้หาแนวทางลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากราคาข้าวหอมมะลิไทยไทยสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกข้าวอื่นมาก โดยขณะนี้ข้าวหอมมะลิไทยราคาส่งออกอยู่ที่ตันละ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ขณะที่นายสุดสาคร อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า จะเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้มีคุณภาพกลับมาครองใจบริโภคทั่วโลกได้ดังเดิม นอกจากนี้รมว. เกษตรฯ กำชับให้แก้ปัญหาการเจือปนในเมล็ดพันธุ์ข้าวซึ่งทำให้คุณภาพผลผลิตต่ำลง ส่วนระบบการปลูกนั้นจำเป็นต้องบำรุงดินโดยผสมผสานการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยสั่งตัดเพื่อให้ตรงกับสภาพดิน ซึ่งจะต้องตรวจสอบก่อนว่า ดินในนามีธาตุอาหารใดมากและต้องการธาตุอาหารใดเพิ่ม

จากนั้นจึงผสมปุ๋ยให้ได้สูตรที่เหมาะสม อีกทั้งยังต้องพัฒนาให้ข้าวทนทานต่อโรคมากขึ้นดังเช่นปีนี้ นาข้าวหอมมะลิส่วนหนึ่งเสียหายเนื่องจากเกิดการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว กรมการข้าวต้องดำเนินการตามแผนข้าวครบวงจรในการรักษาสมดุลการผลิตข้าวเพื่อรักษาปริมาณผลผลิตข้าวไทยไม่ให้ล้นตลาด (Over Supply) ซึ่งจะทำให้ราคาตกต่ำ
กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธ์ข้าว จากเดิมผลิตได้ 85,000 ตันต่อปีเป็น 260,000 ตันต่อปีทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวเจ้า และข้าวเหนียวให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและช่วยเหลือเกษตรกรกรณีเกิดปัญหาภัยพิบัติหรือเกิดโรคในข้าว

นอกจากนี้จะสนับสนุนเครื่องมือ รถเกี่ยว เครื่องปักดำ เครื่องคัดแก่ศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน สำหรับในการศึกษาวิจัยจะร่วมกับกรมวิชาการเกษตรปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยและวิธีการรักษาคุณภาพเพื่อให้ได้คงความนิยมจากตลาดและครองใจผู้บริโภคทั่วโลกไว้ให้ได้

ตะลึงเชียงรายพื้นที่ต้นน้ำนักเรียนตรวจพบสารตกค้างเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399518?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตะลึงเชียงรายพื้นที่ต้นน้ำนักเรียนตรวจพบสารตกค้างเพียบ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 18:06 น.
แบน 3 สาร,มนัญญา,สารตกค้าง,พาราควอต
เปิดอ่าน 314 ครั้ง

มนัญญา ตะลึงนักเรียนเชียงราย พื้นที่ต้นน้ำของประเทศ ผลตรวจพบสารตกค้างวอนทุกฝ่ายเร่งแก้ด่วน 

17 พฤศจิกายน 2562 มนัญญา ออกโรงปิดฉาก จี้ผู้นำเข้า ส่งออก เก็บคืนจากท้องตลาดและเกษตรกร ลั่นใครใช้งบหลวงทำลายสาร เจอดำเนินคดีแน่ พร้อมลงนามส่งออก 3 สารเคมีพ้นไทย ช่วยเกษตรกรไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้มีหนังสือเชิญ 3 สมาคมผู้นำเข้า ส่งออก 3 สารเคมี  มาประชุมวันที่ 21 พ.ย. นี้ที่กระทรวงเกษตรฯช่วงบ่าย ทั้งนี้หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนและขึ้นทะเบียน 3 สาร คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต  เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4  ห้ามนำเข้า จำหน่าย ผลิต ครอบครอง ในวันที่  1 ธ.ค. เพื่อหารือถึงมาตรการรับคืนสารเคมีจากประชาชน เกษตรกร  และการส่งออก 3สาร

“พร้อมที่จะลงนามในหนังสือส่งออก 3 สารไปประเทศที่สาม หรือประเทศต้นทาง ในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร  เพราะหากยังใช้สารเคมีอันตรายคาดว่าอนาคตประเทศไทยจะไม่มีคนทำการเกษตรเพราะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและดินเสียจากสารตกค้างในดิน”น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ได้มีหนังสือเชิญเอกชนและขอประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อด้วยว่า ให้บริษัทเหล่านั้น มาประชุมเพื่อจะได้มีกำหนดแนวทางการรับคืนสารเคมี จากเกษตรกร  จากร้านผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งการส่งออกกลับไปประเทศอื่นหรือประเทศต้นทาง หากวันนั้นไม่มา แสดงว่าบริษัทเหล่านั้นไม่เดือดร้อน ไม่มีสารเคมีอันตรายทั้ง 3 สาร ในมือในสต๊อกแล้ว เพราะหลัง 1 ธ.ค. 2562 ที่มติมีผลบังคับใช้ต้องไม่มีสารเหล่านี้ในประเทศไทยอีกและสารเคมีเหล่านั้นเป็นภาระบริษัทเอกชนที่นำเข้า ต้องรับผิดชอบในการนำกลับรีเอ็กซ์พอร์ตกลับไป หรือการทำลายตามกฎหมาย  และไม่สามารถเอาเงินหลวงไปใช้ได้

“ดิฉันยืนยันว่าเป็นภาระของบริษัทที่จะต้องนำกลับคืนตามกฎหมายเท่านั้น  ใครใช้เงินหลวงไปรับทำลายสารติดคุกนะค่ะ “น.ส.มนัญญา กล่าว

นอกจากนั้นในวันที่  22 พ.ย. จะมีการประชุมสารวัตรเกษตรทั่วประเทศ 300 กว่าคนเพื่อรับทราบแนวทางในการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและประชาชนที่มีสารทั้ง 3 ตัวในครอบครองว่าต้องไปส่งคืนบริษัทหรือร้านค้าหรือเอเยนต์อย่างไร เพราะวันที่ 1 ธ.ค.  62  ทั้ง 3 ตัวผิดกฎหมายและโทษหนัก

“เราไม่เสียเวลารอกระทรวงอื่นแล้วค่ะ ว่าจะมีท่าทีอะไรต่อ 3 สาร เพราะ  1 ธ.ค. 62  หากเกษตรกรเราไม่ทราบ โทษตามกฎหมายหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับเป็นแสนเป็นล้าน ดิฉันไม่อยากให้มีภาพเกษตรกรของเราโดนตรวจจับเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์  จึงให้เรียกประชุมสารวัตรเกษตร จะได้รับทราบทิศทางเดียวและลงพื้นที่แจ้งเตือนประชาชนทันที “  น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวต่อว่า ภายหลังลงที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน  3 สาร ได้ลงพื้นที่ไปหลายจังหวัดก็พบว่า ในพื้นที่ต่างแสดงความขอบคุณที่ผลักดันเรื่องนี้เพราะเกษตรกร ตื่นตัวทราบดีว่าสารอันตรายและหลายครอบครัวต้องสูญเสียคนในครอบครัว คนที่ตนเองรักไปก่อนวัยอันควรจากการทำการเกษตรที่ใช่สารเคมีอันตราย

ในบางพื้นที่พบว่ามีสารพิษในเลือดของคนในชุมชนที่ทำการเกษตรแบบใช้สารเคมี เช่นพื้นที่จ.เชียงราย จากการตรวจเลือดเด็กนักเรียน 130 คนได้พบว่าผลเลือดมีสารตกค้างในเลือดถึง 95 คน จะเห็นว่าปริมาณสารพิษปนเปื้อนในอาหารและสิ่งแวดล้อม มีมากขึ้นอย่างน่าตกใจซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน

20 จังหวัดแล้งหนัก ขาดน้ำทำเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

20 จังหวัดแล้งหนัก ขาดน้ำทำเกษตร

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 17:07 น.
สทนช,เตือนไทยเผชิญแล้งหนัก,ขาดน้ำทำเกษตร
เปิดอ่าน 194 ครั้ง

สทนช. เตือน ไทยเผชิญแล้งหนัก 20 จังหวัด ขาดน้ำทำเกษตร ชี้ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 50% เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ ไม่ส่งน้ำนาปรัง 8 จังหวัด

 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องปี 2562 โดยไม่ให้กระทบต่อแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 เนื่องจากในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศเกินแผน 1,350 ล้าน ลบ.ม. ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่จัดสรรน้ำเกินแผน 495 ล้าน ลบ.ม. ลุ่มน้ำภาคตะวันตกจัดสรรน้ำเกินแผน 579 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำภาคใต้จัดสรรน้ำเกินแผน 549 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีจากข้อมูลดาวเทียมในวันที่ 7 พ.ย.2562 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 60.08 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 17.11 ล้านไร่ ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง 1.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 1.27 ล้านไร่ และที่เหลือเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน

สำหรับการประเมินพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 2562/63 จากข้อมูลดาวเทียม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 21 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 229,803 ไร่

ทั้งนี้ พื้นที่เขตชลประทานมี 8 จังหวัดที่น้ำไม่พอทำการเกษตร ได้แก่ สุพรรณบุรี อุทัยธานี ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธ์ุ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ จึงขอแจ้งให้ชาวนาทราบว่า ในพื้นที่ภาคกลางให้งดปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องรับน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะไม่มีน้ำส่งมาให้ ถ้าปลูกไปก็จะเกิดความเสียหาย ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกนาปรังได้บางพื้นที่

สำหรับพื้นที่ทำนารอบสองได้ บางพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง สกลนคร นครพนม นครราชสีมา ชลบุรี และระยอง ส่วนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน มี 109 ตำบล 54 อำเภอ 20 จังหวัดที่เสี่ยงขาดน้ำเกษตร

นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ติดตามสภาพอากาศ และคาดการณ์ปริมาณฝนในเดือนพ.ย.นี้ พบว่า ปริมาณฝนรวมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติ 30% ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ 20% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ

ส่วนเดือน ธ.ค.2562 ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% และเดือน ม.ค. ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติ 50% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ

 ขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำมีทั้งสิ้น 53,316 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 65% แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 23,768 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 50% โดยพบว่ามีถึง 10 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% เช่น เขื่อน ภูมิพล กระเสียว จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อย 74 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ 28 แห่ง อีสาน 37 แห่ง

ในส่วนสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงที่ลดลงในช่วงฤดูแล้ง โดยสถานการณ์เอลนีโญจะยังคงมีผลต่อภูมิภาคทำให้ไม่มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาทั้งมาตรการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ โดยสทนช.เร่งดำเนินการใช้มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในการผลักดันและแก้ปัญหาแม่น้ำโขง แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งในภูมิภาค และมาตรการภายในประเทศในระยะเร่งด่วนป้องกันผลกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนและการประกอบอาชีพใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1. จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสำรองปริมาณน้ำในการอุปโภค-บริโภค 2. มอบหมายกระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัด (ริมแม่น้ำโขง) สร้างการรับรู้ความเข้าใจแนวโน้มสถานการณ์วิกฤติน้ำ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำภาคการเกษตรและประมงได้รับทราบ และ 3. มอบหมายกระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการการขนส่งและการคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งมาตรการรองรับการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งโขงด้วย

ปศุสัตว์ ออกโรงแจง นายกฯอยากให้เด็กเรียนรู้การเลี้ยงโคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปศุสัตว์ ออกโรงแจง นายกฯอยากให้เด็กเรียนรู้การเลี้ยงโคนม

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 14:27 น.
กรมปศุสัตว์,โคนม,นมโณงเรียน,นายกฯ,พลอประยุทธ์
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

ปศุสัตว์ ออกโรงแจง นายกฯอยากให้เด็กเรียนรู้การเลี้ยงโคนม ปฏิบัติจริง ปลูกสำนึกสานต่ออาชีพพระราชทาน

17 พฤศจิกายน 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะให้นำวัวนมไปเลี้ยงที่โรงเรียน และช่วงเช้าก็รีดนมให้เด็กได้ทานเลย ในระหว่างเดินทางไปตรวจราชการ ณ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัดนั้น

เนื่องจากตนได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย และเห็นว่าเนื้อหาข่าวดังกล่าวยังมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและไม่ครบถ้วน จึงขอให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงเรื่องนมโรงเรียน โดยอยากให้เด็กนักเรียนในพื้นที่มีการเลี้ยงวัวนม ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตนมโรงเรียนด้วยวิธีการปฏิบัติจริงในขั้นตอนการเลี้ยงวัวนมและการรีดนมวัว เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่มีความสนใจในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลาแทบทั้งหมดในการดูแลฝูงโคนม ทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่สนใจการประกอบอาชีพนี้ ในอนาคตอาจจะทำให้อาชีพนี้หมดไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่พระราชทานโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 หากได้มีการปลูกฝังให้เด็กนักเรียน ได้สัมผัสและได้เรียนรู้การเลี้ยงโคนม เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจและใส่ใจในอาชีพการเลี้ยงโคนม และสืบสานอาชีพนี้ต่อไปจะเป็นสิ่งที่ดีมาก

จึงได้ดำริว่า อยากให้นำแม่โคไปไว้ให้เด็กที่โรงเรียน ได้สัมผัสกระบวนการเลี้ยง และรีดน้ำนมดิบ เพื่อให้มีความเข้าใจในอาชีพที่สำคัญนี้ และที่มาของน้ำนมโคก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการผลิตจนเป็นนมโรงเรียนที่รัฐบาลได้สนับสนุนให้นักเรียนทั่วประเทศได้ดื่มกันในทุกวันนี้

“ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เนื้อหาข้อมูลที่ครบถ้วนนั้น ไม่ได้มีความหมายตามที่มีผู้นำไปบิดเบือนซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือมีความคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และไม่เกิดประโยชน์ใดๆ”อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ตั้งเป้าเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ 2 แสนตันกระจายให้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตั้งเป้าเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ 2 แสนตันกระจายให้เกษตรกร

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
ประภัตร,ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว,เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

ประภัตร ลุยเพิ่มผลผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ตั้งเป้า 2 แสนตันกระจายสู่เกษตรกร ปลูกข้าวคุณภาพ

17 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการประชุมวางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าวว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับเกษตรกรด้วยการช่วยเหลือและสนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพดี

โดยในภาคการผลิตข้าวนั้น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญในการผลิตข้าวคุณภาพดี และได้ให้ความสำคัญและติดตามการทำงานของกรมการข้าวมาอย่างต่อเนื่อง

การประชุมวันนี้ได้สร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมการข้าว ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนงาน โดยได้สั่งการให้กรมการข้าวเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ จากเดิมเป้าหมาย 85,000 ตัน/ปี เป็น 260,000 ตัน/ปี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร และช่วยเหลือเกษตรกรกรณีเกิดปัญหาภัยพิบัติหรือเกิดโรคในข้าว และให้แต่ละศูนย์สามารถผลิตได้ตามเป้าหมาย

รวมทั้งได้ระดมความคิดเห็นร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเป้าหมายศักยภาพการผลิต อาทิ ข้าวหอมมะลิ ปทุมธานี ข้าวเจ้า และข้าวเหนียว รวมทั้งสนับสนุนเครื่องมือ รถเกี่ยว เครื่องปักดำ เครื่องคัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเชื่อว่าจะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพียงพออย่างแน่นอน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมการข้าวมีภารกิจหลักในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ชั้นพันธุ์คัด พันธุ์หลัก พันธุ์ขยาย และพันธุ์จำหน่าย เพื่อเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยมี 1. กองวิจัยและพัฒนาข้าว ซึ่งมีศูนย์วิจัยข้าว 28 แห่ง ผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด และพันธุ์หลัก ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต ดูแลหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปข้าววิทยาการเมล็ดพันธุ์และมาตรฐานพันธุ์ โดยมีการบูรณาการทำงานวิจัยร่วมกับ NECTEC ดำเนินโครงการพัฒนาระบบออนไลน์ จัดทำฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อการประเมินสถานการณ์เมล็ดพันธุ์ข้าว

2. กองเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 29 แห่ง มีหน้าที่วางแผนและผลิต เมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายและชั้นพันธุ์จำหน่ายเพื่อสนับสนุนส่งเสริมและกระจายพันธุ์ข้าวตามนโยบายคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ ส่งเสริมเผยแพร่และกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไปสู่เกษตรกร พัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในท้องถิ่น เช่น การผลิตเมล็ดพันธุ์ของศูนย์ข้าวชุมชน สนับสนุนการดำเนินธุรกิจเมล็ดพันธุ์ของเอกชน ศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตการใช้และการตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าว ถ่ายทอดความรู้ด้านวิทยาการเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัดและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ข้าวและเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้ได้เยี่ยมชมแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก พร้อมทั้งชมการสาธิตการใช้โดรนเพื่อการเกษตร ตลอดจนเยี่ยมชมโรงงานปรับปรุงสภาพเมล็ด ชมกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลกด้วย

“ดิฟเฟนบาเกีย”สวยสังหาร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399106?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”สวยสังหาร!

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 03:26 น.
ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

  ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

หลายคนคงจะพอรู้เรื่องราวเกี่ยวกับไม้ประดับที่ถูกกล่าวขาน เหมือนเป็นหนึ่งในตำนานไม้ที่มากด้วยพิษภัยต่างๆ นานา ของ “สาวน้อยประแป้ง” ที่เป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งในสกุล ดิฟเฟนบาเกีย (Dieffenbachia) ตามคำบอกเล่า หรือที่มีข้อมูลจากสื่อโซเชียลและมีการแชร์ต่อๆ กันมาจนเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือ พร้อมยังเพิ่มความน่ากลัว เมื่อมีการอ้างข้อมูลถึงบุคคลที่น่าเชื่อถือในสถานการณ์ที่ผูกเป็นเรื่องราว จนบางครั้งเหมือนเพิ่งจะมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นก็ไม่ปาน

แต่โดยแท้แล้วไม้ประดับชนิดนี้กลับมีประโยชน์และคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจการค้าและการช่วยรักษาสมดุลในระบบนิเวศ ที่ต่างก็มองข้ามไปเพราะความกลัวและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่มีมาดังกล่าวนั่นเอง

ชนิดพันธุ์ “ดิฟเฟนบาเกีย” จากอดีตสู่ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นพันธุ์รูปแบบเดิมๆ ที่มีมาเมื่อครั้งมีการนำต้นพันธุ์มาจากธรรมชาติเพื่อปลูกและขยาย ด้วยวิธีการที่คุ้นเคยและมีการเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่นสืบต่อกันมา ทั้งการตัดยอดและลำต้นให้เป็นท่อนมาชำ ก็จะได้ต้นตามชนิดพันธุ์นั้นๆ พร้อมได้ปริมาณตามวัตถุประสงค์ของการขยาย ส่วนชนิดพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้จากการผสมตามธรรมชาตินั้นคงแทบไม่ค่อยเห็น อันเนื่องจากปัจจัยที่ขาดการเกื้อหนุนในหลายๆ มิติ

หากแต่ชนิดพันธุ์แปลกใหม่ที่มีการพบเห็นมักเกิดจากความตั้งใจของนักปรับปรุงพันธุ์ที่ชื่นชอบในไม้ชนิดนี้ และเก็บรวบรวมชนิดพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย พร้อมกับการต้องอุทิศเวลาเพื่อจับคู่ผสมตามขั้นตอนและวิธีการ เพื่อให้เกิดพันธุ์ลูกผสมที่แปลกออกไปจากต้นที่มีอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานนับแรมปีเลยทีเดียว โดยความสำเร็จดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นได้ยากถึงยากมาก

เพราะการที่จะหาคนที่มีใจรักและเข้าถึงพันธุ์พืชชนิดนี้ยิ่งนับวันจะถดถอยลง และยิ่งไปกว่านั้นการที่จะให้สัมฤทธิ์ถึงขนาดขั้นของการขยายพันธุ์เพื่อธุรกิจการค้า ที่ต้องเก็บรวบรวม สะสม ชนิดพันธุ์ให้ได้มาก เพื่อประโยชน์ทางการพัฒนาพันธุ์กันอย่างจริงจัง ก็ดูจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร เพราะจากกระแสพืชประดับชนิดอื่นๆ ในช่วงเวลานี้ยังมีแรงจูงใจมากกว่าพืชในสกุลดังกล่าวนี้อยู่หลายเท่าตัวนัก

แนวทางการผลิตพืชในสกุลดิฟเฟนบาเกียในบ้านเรา ปัจจุบันยังไม่ค่อยนิยมเป็นที่แพร่หลายแบบไปข้างหน้าสักเท่าไรนัก จะมีก็เพียงการปลูกขยายเพื่อใช้เสริมร่วมกับการผลิตไม้ประดับชนิดอื่นๆ ที่มีกระแสการใช้ บางครั้งก็มีการปลูกตกแต่งรูปแบบการปลูกลงแปลงไปในพื้นที่ตามจุดต่างๆ ยังส่วนที่ว่าง แม้บางทีก็มีการจัดวางต้นพันธุ์ให้เกิดการขยายลักษณะการเจริญเติบโตเองตามธรรมชาติก็มี

แต่ส่วนใหญ่ต้นพันธุ์ประดับที่ได้มักเกิดจากแปลงของเกษตรกรที่มีใจรักและเข้าใจในพืชชนิดนี้ โดยเฉพาะในเรื่องการผลิตที่ต้องมีความชำนาญ รวมถึงความรอบรู้เรื่องความปลอดภัยที่ต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสยางที่เกิดจากบาดแผลในกิจกรรมดังกล่าว จากนั้นจึงทำการเพาะชำให้เกิดพัฒนาการเพื่อจะใช้ปลูกเลี้ยงในภาชนะให้ได้ต้นที่สวยสมบูรณ์พร้อมจำหน่าย หรือใช้งานในระบบต่อไป