อาหารต้องห้ามสำหรับสุนัข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อาหารต้องห้ามสำหรับสุนัข

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 04:35 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 128 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – นสพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญ หรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ การเลี้ยงสัตว์ของคนไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปมากนะครับ โดยเฉพาะความรู้ทางด้านโภชนาการ ในสมัยก่อนอาหารที่ใช้เลี้ยงสุนัขคืออาหารที่เหลือทิ้งจากคน หรือเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยใช้โครงไก่บ้าง เศษเนื้อบ้าง หรือมีการให้กระดูกเพราะคิดว่าไม่มีอันตราย

ปัจจุบันความรู้เรื่องอาหารโภชนาการมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก แต่ก็ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในของที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมต่อสุนัขอยู่พอสมควร อย่างเช่นช็อกโกแลตกับสุนัข พาราเซตามอลกับแมว

มีการเขียนถึงเรื่องราวเหล่านี้กันมากพอสมควร วันนี้หมอขอหยิบยกข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องอาหารต้องห้ามของสนุนัขมาฝากนะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

อาหารชนิดใดบ้างที่สุนัขไม่ควรกิน เพราะอาจเป็นอัตรายต่อสุขภาพได้ แม้ว่าอาหารบางอย่างเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อคนก็ตาม เช่น

หอมและกระเทียม มีส่วนประกอบของ Organosulfoxides ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเม็ดเลือดแดง ทำให้การขนส่ง Oxygen ของเม็ดเลือดแดงลดลง เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เกิดภาวะโลหิตจาง อาจทำให้อ่อนแรง อาเจียน และหายใจผิดปกติได้

องุ่นและลูกเกด อาจส่งผลต่อไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันในสุนัข อาจจะทำให้อาเจียน ท้องเสีย ซึม เบื่ออาหาร กินน้ำเยอะ

พีชและพลัม เมล็ดจากลูกพลับอาจทำให้เกิดปัญหาในลำไส้เล็กของสุนัข นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้หากสุนัขกินอาหารจากลูกพีชหรือพลัม เมล็ดลูกพีชและบ๊วยเพราะมีไซยาไนด์ซึ่งเป็นพิษต่อสุนัข

ถั่วแมคคาเดเมียดิบหรือคั่วปริมาณไม่มาก ก็สามารถทำให้สุนัขป่วยได้ อาการที่แสดงให้เห็นได้ เช่น กล้ามเนื้อสั่น อาเจียน อุณหภูมิสูง การกินช็อกโกแลตกับถั่วจะทำให้อาการยิ่งแย่

แอลกอฮอล์ เป็นสารมึนเมามีผลเสียต่อตับและสมองของสุนัขเช่นเดียวกับคน แต่ในสุนัขใช้เวลาสั้นกว่าและปริมาณเพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้ โคม่าและเสียชีวิตได้

ช็อกโกแลต ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้

ขนมที่มีส่วนประกอบของ Xylitol สารแทนความหวานทำให้สุนัขของคุณเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือเกิดภาวะ hypoglycemia

นมและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากนมวัว มีน้ำตาลแลคโตส ที่สุนัขไม่สามารถย่อยได้ จึงทำให้เกิดอาการท้องร่วงและปัญหาทางเดินอาหารอื่นๆ สำหรับลูกสุนัขได้

คราวหน้าเรามาคุยเรื่องเบาๆ แต่มีสาระเป็นประโยชน์กันใหม่นะครับ

“บอนไซ”ทำเงิน ปลูกเลี้ยงก็ได้ ปลูกขายก็รวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399109?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 “บอนไซ”ทำเงิน ปลูกเลี้ยงก็ได้ ปลูกขายก็รวย

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 05:40 น.
บอนไซ
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

 “บอนไซ”ทำเงิน ปลูกเลี้ยงก็ได้ ปลูกขายก็รวย

       “พรสวรรค์หรือจะสู้พรแสวง” คำกล่าวนี้น่าจะใช้ได้ดีกับสามีภรรยา “รักและกาญจนา อุดมจินดาสวัสดิ์” เจ้าของสวนรักบอนไซแห่งบ้านโคกใหญ่ ต.เขาแร้ง อ.เมือง จ.ราชบุรี ที่ยึดอาชีพตกแต่งบอนไซมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แม้วันนี้จะมีอาณาจักรบอนไซส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลชนะเลิศมามากมาย แต่ก็ไม่ทิ้งวิชาชีพเดิมคือรับจ้างปลูกและตกแต่งบอนไซทั่วราชอาณาจักรให้คนรักพันธุ์ไม้ชนิดนี้และยังเป็นผู้บุกเบิกในการทำบอนไซชวนชม พันธุ์ไม้ประดับสวยงามจนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางให้เหล่าบรรดานักเล่นบอนไซเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วจนถึงทุกวันนี้

“รักและกาญจนา อุดมจินดาสวัสดิ์”สองสามีภรรยา เจ้าของสวนรักบอนไซ

“เมื่อ 20 กว่าปีก่อนเขาว่าจ้างให้ไปจัดสวนบอนไซที่บ้านของเศรษฐีคนหนึ่งที่โคราช พอไปถึงเห็นต้นชวนชมปลูกในบริเวณย้านเยอะมากก็บอกเจ้าของบ้านว่าชวนชมสวยดีอยากจะลองทำเป็นบอนไซชวนชมดู เขาก็โอเค ด้วยความที่ชวนชมเป็นไม้โตเร็ว 2-3 ปีให้หลังชวนชมบอนไซ มีคนมาขอซื้อเยอะมาก แต่เจ้าของบ้านก็ไม่ขาย” รักย้อนอดีตให้ฟังเมื่อครั้งบุกเบิกทำชวนชมบอนไซ ก่อนที่เจ้าของสวนนงนุช พัทยา ได้มาเจรจาขอซื้อมาไว้ที่สวนด้วยมูลค่าหลายล้านบาท

เมื่อเห็นว่าบอนไซขายได้ราคาดี จากอาชีพรับจ้างตกแต่งบอนไซ ในที่สุดเขาก็เริ่มหันมาทำสวนบอนไซเอง โดยใช้เนื้อที่ประมาณ 2 งานบริเวณบ้านเนรมิตเป็นสวนบอนไซหลากหลายสายพันธุ์มีทั้งตกแต่งเพื่อจำหน่ายให้ผู้สนใจทั่วไปและส่งเข้าประกวดตามงานต่างๆ ซึ่งมีการจัดเป็นประจำทุกเดือนผ่านชมรมผู้เพาะเลี้ยงบอนไซในจังหวัดต่างๆ โดยมีงานใหญ่แห่งปีที่เหล่าบรรดานักเลี้ยงบอนไซต่างรอคอยคืองานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคมของทุกปี เพราะมีการประกวดบอนไซชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“จุดเด่นบอนไซอยู่ที่รูปทรงที่สวยงาม ตามที่เราจินตนาการขึ้นและลูกค้าด้วย ส่วนไม้หลักเป็นที่นิยมคือตะโก โมก มะขาม หมากเล็กหมากน้อย โดยเฉพาะโมกเป็นบอนไซที่มีอนาคตดี ส่วนไทร ปาล์ม พวกนี้จัดเป็นไม้แคระ ไม่มีสนามรองรับ” รักเผยกับ “คม ชัด ลึก” ถึงสถานการณ์ตลาดบอนไซ โดยเขายอมรับว่า คนเลี้ยงบอนไซต้องมีเวลาในการดูแลและต้องใจรักจริงๆ เนื่องจากเป็นไม้ประดับเฉพาะกลุ่ม ส่วนใหญ่ผู้เพาะเลี้ยงมักจะใช้เพื่อประดับความสวยงามและเสริมบารมี แต่หากต้องปลูกเลี้ยงเชิงพาณิชย์จะต้องเน้นเพื่อส่งประกวดเพื่อจะได้อัพราคาให้สูงขึ้น เพราะราคาของบอนไซขึ้นอยู่ที่ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายไม่ตายตัว

“ตะโกบอนไซต้นนี้เลี้ยงมาเกือบ 20 ปีแล้ว มีคนมาขอซื้อตอนแรก 5 หมื่นไม่ขาย พอเอาไปประกวดได้รับรางวัลชนะเลิศ มีคนขอซื้อ 3 แสน แต่ก็ไม่ขายจะเอาไว้โชว์” รักชี้ให้ดูต้นตะโกบอนใซ ทรงพุ่มสวยงามสะดุดตา วางอยู่ในกระถางหน้าบ้าน  ที่คว้ามรางวัลมานับไม่ถ้วน

“กติกาการส่งบอนไซเข้าประกวด ถ้าต้นไหนได้รางวัลชนะเลิศจะต้องเว้นระยะ 2 ปี จึงจะสามารถส่งประกวดได้อีก” เจ้าของสวนบอนไซเผย พร้อมแนะเทคนิคในการอัพราคาบอนไซให้ตั้งราคาที่ตัวเองพอใจ (ต่อรองได้) ในระหว่างส่งเข้าประกวดตามงานต่าง ๆ  จากนั้นจะมีผู้สนใจมาสอบถามราคาถ้าผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันไปก็จะซื้อขายกันก่อนที่จะประกวด โดยผู้ซื้อหวังผลกำไร หากต้นที่ซื้อได้รับรางวัลราคาก็จะอัพสูงขึ้นทันที

“การส่งบอนไซเข้าประกวดในแต่ละครั้ง ก่อนที่คณะกรรมการจะตัดสิน ก็จะเปิดให้มีการซื้อขายกันก่อน จะคึกคักก็ตอนนี้แหละ  เจ้าของบอนไซจะติดป้ายราคาไว้ถ้าใครสนใจก็จะซื้อ หากตกลงกันได้ผู้ขายเจ้าของต้นเดิมก็จะเปลี่ยนป้ายเป็นเจ้าของใหม่ทันที เพราะคนซื้อคาดหวังว่าถ้าต้นที่ซื้อได้รับรางวัล ราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว เขาหวังตรงนั้น หากไม่ได้รางวัลก็ไม่เสียหายอะไรนำกลับมาเลี้ยงต่อได้” รักเผยเคล็ดลับการขายบอนไซให้ได้ราคาดี

เจ้าของสวนรักบอนไซยอมรับว่าราคาบอนไซไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตลาด แต่อยู่ที่ความพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายมากกว่า และขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล บางคนอาจมองไม่มีราคา แต่หากบางคนกลับซื้อด้วยราคาที่สูงลิ่วก็มี หากผู้ซื้อพอใจในราคาดังกล่าว ส่วนสถานการณ์ตลาดบอนไซนั้นไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากเป็นไม้ประดับเฉพาะกลุ่มผู้ที่หลงใหลในพันธุ์ไม้ชนิดนี้เท่านั้น ไม่ใช่ตลาดที่เปิดกว้างทั่วไป     

         อุดม ฐิตะวัฒนสกุล อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทย เจ้าของสวนอุดมการ์เด้น อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี และเจ้าของคอลัมน์ “ไม้ใบทำเงิน” ใน นสพ.คมชัดลึก กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดบอนไซในปัจจุบันว่าเป็นไม้ประดับที่มีอนาคตแต่อยู่ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มที่รักไม้ชนิดนี้จริงๆ เนื่องจากเป็นไม้ประดับที่ต้องอาศัยเวลาที่ยาวนานกว่าจะได้รูปทรงที่สวยงามและเป็นพันธุ์ไม้ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่าการปลูกเลี้ยงไม้ประดับโดยทั่วไป แม้ตัวบอนไซจะเป็นแค่ไม้ธรรมดาแต่ผู้เพาะเลี้ยงได้ใส่จินตนาการหรือลูกเล่นเข้าไปทำให้เป็นไม้ที่หวือหวากว่าไม้ประดับหลายๆ ชนิด

     อุดม ฐิตะวัฒนสกุล(กลาง)

“แต่เดิมบอนไซเป็นพันธุ์ไม้จากญี่ปุ่นเป็นของที่มีมูลค่ามาก เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่บ้านเราไม่ถึงขนาดนั้น เพราะมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายกว่าแล้วนำมาประยุกต์เป็นบอนไซ จุดเด่นราคาไม่มีตก อายุยิ่งมากราคายิ่งดีและเป็นไม้ที่นำมาประยุกต์ได้ตามจินตนาการของผู้เพาะเลี้ยง”

สำหรับจุดด้วยนั้นเจ้าของสวนอุดมการ์เด้นยอมรับว่าถ้าคนเพาะเลี้ยงไม่มีความรู้ในการดูแลรักษาและโยงกระโดงเกิดขึ้นก็อาจเสียฟอร์มบอนไซได้ และที่สำคัญเป็นไม้ที่ต้องอาศัยระยะเวลานานกว่าจะเห็นผล จึงไม่เหมาะกับคนใจร้อนหรือหากมองในมุมกลับก็จะทำให้เจ้าของมีสมาธิ ใจเย็นมากขึ้น นอกจากนี้เรื่องราคาหากเปรียบไม้ประดับโดยทั่วไปจะไม่หวือหวามากนักเนื่องจากเป็นไม้เฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่ไม้ตามกระแส จึงเป็นราคาของจริงไม่ใช่ปั่นกระแสขึ้นมา

“คุณค่าของบอนไซอยู่ที่จิตใจ ศิลปะของคนในงานเกษตรมีไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นก็คือบอนไซ เพราะเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางสังคม ทางเศรษฐกิจและทางจิตใจที่ไม้ประดับชนิดอื่นไม่มี” อดีตนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทยกล่าวย้ำทิ้งท้าย

        สนใจเพาะเลี้ยงและวิธีดูแลกริ๊งกร๊างมาที่ 08-1196-7335 เจ้าของสวนรักบอนไซยินดีให้คำแนะนำหรือต้องการปุ๋ยอินทรีย์สูตรบอนไซโทร.08-9993-1444 (คุณจินตนา)

กำหนดหลายมาตรการช่วยเกษตรกรหลังยกเลิก 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399362?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กำหนดหลายมาตรการช่วยเกษตรกรหลังยกเลิก 3 สาร

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 14:22 น.
อลงกรณ์,กรมวิชาการเกษตร,สารชีวภัณฑ์,เกษตรอินทรีย์
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

อลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กแจง กำหนดหลายมาตรการช่วยเกษตรกรหลังยกเลิก 3 สาร เตรียมสรุป 22 พ.ย. นี้

16 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงเกี่ยวกับสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชแทน 3 สารอันตราย

กรมวิชาการเกษตรรายงานต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดว่ายังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ได้รับการรับรองจากกรมฯแม้แต่รายเดียวมีเพียงสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชซึ่งขึ้นทะเบียนแล้ว 73 รายการ แสดงว่า แม้มีการแบน 3 สารเคมีแต่ก็จะใช้สารเคมีตัวอื่นที่แพงกว่าแทน 3 สารซึ่งอธิบายต่อสังคมยากมากว่าทำไมแบน 3 สารเคมีแต่ก็ใช้สารเคมีชนิดอื่นแทน

กระทรวงเกษตรฯและทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งหาสารชีวภัณฑ์มาทดแทนให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีสารทางเลือกที่ราคาไม่แพงและใช้น้อยรอบเพื่อลดต้นทุนการปลูกพืชของเกษตรกรทั่วประเทศโดยเฉพาะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของเกษตรกรผู้ใช้และผู้บริโภคเป็นสำคัญตามเหตุผลของคณะกรรมการวัตถุอันตราย
เรื่องสารชีวภัณฑ์เป็นประเด็นอ่อนไหวมากมีบวกลบตลอด

ตนไปดูมาที่สุพรรณบุรียังโดนวิจารณ์ซึ่งก็ชี้แจงไปแล้วจึงเข้าใจว่าอ่อนไหวมากแค่ไหน รวมทั้งมีการโยงไปถึงบริษัทผู้ผลิตกับตระกูลนักการเมืองใหญ่ในภาคอีสาน เป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งถ้าพูดอย่างแฟร์คือถ้ามีอิทธิพลการเมืองเกี่ยวข้องจริงคงได้ขึ้นทะเบียนไปแล้วเพราะทดสอบใช้มานานถึง 7 ปีและแม้ว่าวันนี้จะขึ้นทะเบียนก็ต้องใช้เวลาทดสอบด้านพิษวิทยาและหลักเกณฑ์อื่น ๆ ของกรมวิชาการเกษตรเป็นเวลานาน 1 – 3 ปี และคณะทำงานฯให้เปิดกว้างเต็มที่ในการขอขึ้นทะเบียนห้ามล็อคสเปคเป็นอันขาด

อย่างไรก็ตามผมถามนักวิจัยอิสระและลุงสุรินทร์ว่าสารชีวภัณฑ์ที่บรรจุในขวดใช้จุลินทรีย์อะไร เขาบอกว่าจุลินทรีย์อนุพันธ์ ผมจึงบอกชาวไร่กับสื่อมวลชนที่ไปด้วยเมื่อมีการเอาขวดบรรจุสารชีวภัณฑ์มาให้ดูที่สุพรรณบุรีว่าสารชีวภัณฑ์นี้ขึ้นทะเบียนไม่ได้เพราะใช้จุลินทรีย์อนุพันธ์และห้ามโฆษณาถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่ถ้าเป็นชีวภัณฑ์ที่ติดป้ายว่ากำจัดศัตรูพืชและผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรก็ไม่มีปัญหาในการขายหรือโฆษณ ส่วนการทดลองใช้มา 7 ปีของลุงสุรินทร์ชาวไร่อ้อยก็เป็นเรื่องดีแต่ต้องเข้าใจว่าถ้าจะทำให้ถูกต้องก็ต้องไปขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรต่อไป

หลังกลับจากสุพรรณบุรีก็มีสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยนำปราชญ์ชาวบ้านมาพบผมและเอาสารชีวภัณฑ์จุลินทรีย์เชิงเดี่ยวเรียกว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาให้ดูพร้อมรายงานการทดสอบซึ่งเป็นจุลินทรีย์เชิงเดี่ยวประเภทเดียวกับที่กรมพัฒนาที่ดินรายงานว่ากำลังวิจัยแต่ต้องใช้เวลา 3 ปีจึงจะสรุปผลได้

นอกจากเรื่องสารทางเลือกทดแทน 3 สารอันตราย ทางคณะทำงานกำหนดแนวทางเบื้องต้นในการช่วยเหลือเกษตรกรหลายมาตรการเช่น การช่วยเหลือเรื่องต้นทุนการผลิต การใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีทันสมัยมาจัดการแปลงเพาะปลูก การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เป็นต้นและจะสรุปเป็นมาตรการในการประชุมครั้งหน้าวันที่ 22 พ.ย. ก็ต้องช่วยกันทุกฝ่ายเพราะคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อ 22 ตุลาคมแบน 3 สารตั้งแต่ 1 ธันวาคมนี้โดยทันที

ธรรมนัส ผนึกตราฉัตรผลิตข้าวฮักพะเยาขายเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399291?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส ผนึกตราฉัตรผลิตข้าวฮักพะเยาขายเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 00:01 น.
ข้าวตราฉัตร,พะเยาโมเดล,ธรรมนัส,ข้าวหอมมะลิโลก
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

“ธรรมนัส”เปิดงานวันหอมมะลิโลก ผนึกตราฉัตร,Shopee,7-11ผลิตข้าวแบรนด์ฮักพะเยาขายเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น

16 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้ “พะเยาโมเดล” เพื่อสร้างต้นแบบการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณค่าเฉพาะตามความต้องการของตลาด

ข้าวหอมมะลิ คือหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดพะเยา เพราะดินที่ใช้ปลูกข้าวหอมมะลิในจังหวัดพะเยาเป็นดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำที่มีส่วนประกอบจากหินภูเขาไฟและหินตะกอนชนิดต่างๆ  พบบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบระหว่างหุบเขา ดินมีการระบายน้ำเลว เนื้อละเอียด ซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าวหอมมะลิ ประกอบกับการมีแร่ธาตุต่างๆ มากมายที่ถูกพัดพามาจากน้ำแม่อิง ทำให้ข้าวหอมมะลิพะเยามีความหอมที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งเรายังใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม

ทั้งนี้งานวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของพะเยาโมเดล ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงกับ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด ในการรับซื้อข้าวหอมมะลิจากเกษตรกรสมาชิกจังหวัดพะเยาที่ 18,000 บาทต่อตัน ณ ความชื้นที่ 15%

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ( ซีพี ) กล่าวว่า “ข้าวตราฉัตร” จับมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพะเยา และเกษตรกรสมาชิกผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ภายใต้โครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ ของ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด  เพื่อส่งเสริมและนับซื้อข้าวหอมมะลิ ในราคา 18,000 บาท/ตัน ซึ่งสูงกว่า ราคาประกะนของรัฐบาลที่ 15,000 บาท/ตัน โดยเป้าหมายรับซื้อ 40,000 ตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 10,000 ตันข้าวสาร บรรจุขายถุงละ 5 กิโลกรัมราคา 259 บาท ซึ่งเป็นข้่วที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการพะเยา โมเดล

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ได้มีการจัดงานวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 3 (3rd World’s Hom Mali Rice Harvesting Day) ขึ้น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งขับเคลื่อน พะเยาโมเดลตามนโยบายของภาครัฐ ผ่านระบบส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด โดยใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ชวนพันธมิตรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ C.P.INTERTRADE (SHANGHAI) CO.,LTD  SHANGHAI RONGYOU INTER-TRADE CO.,LTD  7-Eleven Shopee และ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ร่วมลงนาม MOU เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายข้่วหอมมะลิในโครงการให้ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว

“โครงการพะเยาโมเดล ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกร ภาครัฐเอกชน ในจังหวัดพะเยา ให้ใช้โลโก้ของจังหวัดติดในถุง ข้าวทุกถุง ภายใต้ชื่อข้าวฮัก พะเยา เพื่อส่งผ่านช่องทางตลาดทั้ง ออฟไลน์ และออนไลน์ สู่ตลาดทั่งในและต้างประเทศ สร้างรายได้ที่แน่นอน และความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกร นำไปสู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งจังหวัดพะเยา ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ให้คู่ค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติได้รู้จัก  โดยข้่วฮักพะเยาเป็นข้าวลิมิเต็ด เอดิชั่น หมดแล้วหมดเลย ขายในช่วงเวลา 3 เดือนเริ่มวางตลาด 15 ธ.ค.“

นายสุเมธ กล่าวว่า จุดเด่นของโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ภายใต้ระบบการผลิตข้าวคุณภาพด้วยมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices หรือ ข้าว Q) อยู่ที่ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 98% มาเพาะปลูกบนแปลงนาของเกษตรกรสมาชิก  มีการตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อพัฒนาคุณภาพดินในแปลงนาให้ดีขึ้น ไม่มีสารตกค้าง  น้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนวัตถุอันตราย  มีเกณฑ์การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรแบบถูกวิธี เหมาะสม และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  มีระบบสำรวจแมลง ศัตรูพืช หรือโรคต่างๆ ในแปลงนา

โดยการตรวจเช็คต้นข้าวในแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ  เลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม (ระยะสุกแก่ หรือระยะพลับพลึง) เพื่อให้ได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพดีที่สุด  และเกษตรกรสมาชิกทุกราย มีระบบการจดบันทึกข้อมูลเพาะปลูกทุกขั้นตอนการผลิตข้าว เพื่อสามารถตรวจสอบที่มาของผลผลิตได้ และที่สำคัญเกษตรกรสมาชิกทุกรายมั่นใจได้ว่า ข้าวที่ปลูก มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน เพราะบริษัทฯ รับซื้อข้าวคืนในราคานำตลาด ตามข้อตกลงการรับซื้อผลผลิตคืนในรูปแบบ “พะเยาโมเดล” ตามนโยบายของภาครัฐ

“พะเยาโมเดล” มีเป้าหมายส่งเสริมคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย และพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด เพื่อนำร่องไปสู่จังหวัดอื่นๆ และขยายผลไปในสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยมีขอบเขตข้อตกลงการรับซื้อผลผลิต “ข้าวหอมมะลิ” ในจังหวัดพะเยาร่วมกันระหว่างสหกรณ์การเกษตร, สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า, ธ.ก.ส. พะเยา จำกัด

บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด หรือ ข้าวตราฉัตร ตั้งเป้าหมายรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกรสมาชิก อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ภายใต้โครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ รวมทั้งสิ้น 40,000 ตัน (จากผลผลิตรวมทั้งหมดจังหวัดพะเยา จำนวน 181,340 ตัน) ในราคานำตลาด 18,000 บาทต่อตัน โดยความชื้นที่ 15%มีจุดรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากเกษตรกร จำนวน 12 จุด ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในจังหวัดพะเยา

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อส่งเสริมคุณภาพข้าวหอมมะลิในพื้นที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ตั้งแต่ปีฤดูกาลผลิต 2560/61 จนถึงปัจจุบัน (รวมระยะเวลา 2 ปี) ทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่ส่งเสริมรวมทั้งหมด จำนวน 20,171 ไร่ และมีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 937 ราย

เช็กสต็อกบริษัทนำเข้าสารเคมีดูปริมาณจริงคงเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399289?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เช็กสต็อกบริษัทนำเข้าสารเคมีดูปริมาณจริงคงเหลือ

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร,มนัญญา,แบน 3 สาร,เช็กสต็อก
เปิดอ่าน 104 ครั้ง

มนัญญา จ่อเรียกเอกชนนำเข้าสารเคมีตรวจสต็อกสารทั่วประเทศ ดูปริมาณคงเหลือที่แท้จริง พร้อมช่วยเกษตรกรรองรับให้ทัน 1 ธันวาคมนี้

16 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่สหกรณ์เครือข่ายชาวสวนยางจังหวัดตราด เพื่อติดตามการดำเนินการผลิตน้ำยางข้น

พร้อมทั้งมอบแนวทางรองรับหลังการแบนสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอไพรีฟอส ให้เกษตรกรผู้ปลูกยาง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 1 ธันวาคมนี้

นางสาวมนัญญา กล่าวว่าจังหวัดตราด เป็นจังหวัดที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ที่มีการใช้สารกำจัดวัชพืชมากจังหวัดหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรปลูกพืชสวนและพืชไร่ทำให้มีการใช้ค่อนข้างมาก จึงต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้ปรับเปลี่ยนเลิกการใช้สาร 3 ชนิด

ขณะนี้ได้เร่งรัดหน่วยงานที่รับผิดชอบเตรียมมาตรการรองรับแล้วในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รวบรวมความต้องการจากสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ  เพื่อจัดหาเครื่องจักรกล เครื่องตัดหญ้าไว้แล้ว เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์นำไปหมุนเวียนในการใช้งาน

โดยกระทรวงเกษตรฯจะสรุปมาตรการทั้งหมดในวันที่ 22 พ.ย.นี้ และในวันเดียวกันสั่งการให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เรียกประชุมสารวัตรเกษตร 300 คนทั่วประเทศมารับทราบแนวปฎิบัติต่อการแบนสาร ทั้งการตรวจสอบติดตามสต็อก การชี้แจงทำความเข้าใจในการแบนสาร 3 ชนิด นอกจากนี้ จะเรียกประชุมผู้นำเข้าส่งออกสารเคมีทั้งหมดถึงแนวทางจัดการกับสต็อกสารเคมีที่เหลือด้วย

ส่วนค่าดำเนินการในการทำลายสาร ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตรายมาตรา 52 ให้ผู้ครอบครองสารเป็นผู้รับผิดชอบในกระบวนการในการทำลายสาร ซึ่งรวมไปถึง ค่าขนส่ง ค่าทำลาย ค่าเก็บสต็อกสาร ส่วนเกษตรกรที่ได้รับกระทบกรณีที่มีครอบครอง จะมีการหารือเพื่อช่วยเหลือต่อไป

สำหรับมาตรการรองรับการแบนสาร เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ยอมรับว่าไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทั้งที่เป็นหน่วยงานในสังกัด ทำให้การทำงานค่อนข้างยากทั้งที่เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเหตุที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจ พี่ชายได้โพสต์ถึงหน่วยงานดังกล่าวด้วยความไม่พอใจ

นายสว่าง ชื่นอารมณ์ ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดตราดระบุว่า ยอมรับว่าเกษตรกรในพื้นที่มีการใช้สารดังกล่าวค่อนข้างมาก แต่เมื่อรัฐมีนโยบายการแบน 3 สาร ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนโดยขอให้สนับสนุนเครื่องมือในการกำจัดวัชพืช รวมทั้งสารทดแทนชนิดอื่นๆ และดูแลราคาน้ำมันที่นำมาใช้ในภาคการเกษตรในราคาพิเศษ

ขณะนี้ชาวสวนยางบางส่วนในพื้นที่มีการปรับตัวเพื่อรองรับกับการแบนสารเคมี 3 สาร โดยเฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ที่มีพื้นที่มากมีการนำเครื่องจักรมาใช้ในการกำจัดวัชพืช   ส่วนสารกำจัดวัชพืชที่ห้ามใช้ สหกรณ์ได้จำหน่ายให้กับสมาชิกไปหมดแล้ว สำหรับจังหวัดตราด มีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 5 แสนไร่ ผลผลิต 5 หมื่นตันต่อปี

ทะลายแหล่งใหญ่ผลิตขายสารชีวภัณฑ์ปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399258?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ทะลายแหล่งใหญ่ผลิตขายสารชีวภัณฑ์ปลอม

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารพิษ,กรมวิชาการเกษตร,ตรวจจับ,สารชีวภัณฑ์
เปิดอ่าน 144 ครั้ง

ระดมกวาดล้าง 3จว.แหล่งใหญ่ผลิตขายสารชีวภัณฑ์ปลอม พบผสม 2 สารพิษ พาราควอตและไกลโฟเซต  ยึดของกลางกว่า 25 ล้านบาท

16 พฤศจิกายน 2562 นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า  ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรว่ามีการขายสารชีวภัณฑ์สำหรับกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชขายทางสื่อออนไลน์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก

จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อสินค้าดังกล่าวเพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ เบื้องต้นพบฉลากที่ระบุเป็นสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และยังพบหลายยี่ห้อมีส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอตและไกลโฟเซต จึงได้สั่งการให้สารวัตรเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคร่วมปฏิบัติงานกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ  (ดีเอสไอ)  เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตร 5 จุด ตามที่สืบทราบ

โดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกตรวจค้นกระจายไปตามจุดต่างๆ ได้แก่ อ.สามโคก  จ.ปทุมธานี  อ.จอหอ จ.นครราชสีมา  อ.พิมาย จ.นครราชสีมา  และ อ.บางบัวทอง  จ.นนทบุรี  2 จุด จากการตรวจค้นพบของกลางที่กระทำผิดกฎหมายพบเป็นวัตถุอันตรายจำนวน 18 รายการ และปุ๋ยจำนวน 36 รายการ  ปริมาณรวมทั้งสิ้น 58.5 ตัน  คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในครั้งนี้กว่า 25 ล้านบาทเจ้าหน้าที่ได้อายัดของกลางไว้ทั้งหมดและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 คือ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไมเกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายวัตถุอันตรายไม่ขึ้นทะเบียน  มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี  ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยไม่ขึ้นทะเบียนโทษมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี  และปรับตั้งแต่ 4 หมื่น–2 แสนบาท

สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรโดยต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์  และทำการทดลองประสิทธิภาพ  ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดศัตรูพืช  ป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย  และที่สำคัญต้องเป็นสารที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

จึงขอเตือนเกษตรกรอย่าได้หลงเชื่อคำกล่าวอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ   โดยก่อนที่จะซื้อสารชนิดใดมาใช้ก็ตามขอให้สังเกตุที่ฉลากต้องได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากกรมวิชาการเกษตร   หากสงสัยหรือทราบเบาะแสแหล่งผลิตและจำหน่ายปุ๋ย  หรือวัตถุอันตรายทางเกษตรที่ผิดกฎหมายขอให้แจ้งได้ที่กลุ่มสารวัตรเกษตร  กรมวิชาการเกษตร  โทร.0-2 940-5434” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

เกษตรชงงบ 950 ล้านป้องกันอหิวาต์หมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399290?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เกษตรชงงบ 950 ล้านป้องกันอหิวาต์หมู

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อหิวาต์หมู,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ชายแดน,ระบาด
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

กษ.ชงงบ950ล้านบาท ป้องโรคระบาดอหิวาต์หมู พร้อมส่งเสริมเลี้ยงแพะ โคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่เนื้อ แทนเลี้ยงหมูต้องลดจำนวนเลี้ยงหวั่นเสี่ยงเกิดโรค

16 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติ

ทั้งนี้จากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) พบใน 29 ประเทศ แบ่งเป็น ทวีปแอฟริกา 5 ประเทศ ทวีปยุโรป 13 ประเทศ และทวีปเอเชีย 11 ประเทศได้แก่ มองโกเลีย เวียดนาม กัมพูชา เกาหลีเหนือ สปป.ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ติมอร์-เลสเต และอินโดนีเซีย

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ไทยยังไม่พบการระบาดของโรคดังกล่าว แต่เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบระบาดแล้ว จึงต้องจัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค จึงเชิญทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และเกษตรกรมารับทราบแนวเวชปฏิบัติของโรค ASF จัดตั้ง War Room ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เตรียมซ้อมรับมือทุกจังหวัดทั่วประเทศ และเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัย อีกทั้งร่วมกับองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) จัดประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลการเฝ้าระวัง

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์ได้ของบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน (เร่งด่วน) จำนวน 950 ล้านบาทเพื่อป้องกันโรค ASF ได้แก่ ค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลายเพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงสูง รถกำจัดซากสัตว์ติดเชื้อเพื่อควบคุมโรคระบาด และเครื่องตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรมในสภาพจริงแบบเคลื่อนที่

ตลอดจนดำเนินมาตรการป้องกันคือ การประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรค และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสุกร ผลิตภัณฑ์สุกรเข้ามาในประเทศ จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ X-Ray เคาะประตูบ้าน เฝ้าระวังทางอาการ ขึ้นทะเบียนและประเมินความเสี่ยงด้วยแอพลิเคชั่น E-SmartPlus พร้อมให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรคและการป้องกันเป็นต้น ซึ่งจะต้องเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบการของบประมาณ

พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่ได้รับผลกระทบจากการลดจำนวนสุกรที่เลี้ยง เพื่อลดความเสี่ยง โดยจะส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณการบริโภคในปี 2561 จำนวน 498,031 ตัว มีความต้องการในตลาด 647,440 ตัว แบ่งเป็น การบริโภคในประเทศ และการส่งออก ทั้งการส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียและเวียดนาม นอกจากนี้ ยังจะมีการช่วยเหลือในการปรับเปลี่ยนอาชีพไปเลี้ยงโคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่พื้นเมือง และการปลูกพืชอาหารสัตว์ 2 ไร่ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

ประภัตร ดันเครื่องหมาย Q การันตีความปลอดภัย สินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399288?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ประภัตร ดันเครื่องหมาย Q การันตีความปลอดภัย สินค้าเกษตร

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เครื่องหมายคิว,ประภัตร มกอช,ผัก,ผลไม้
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

ประภัตร ดันเครื่องหมาย Q การันตีความปลอดภัย สินค้าเกษตร นำร่อง เมล่อน ประสิทธิฟาร์ม เมืองสุพรรณฯ ตั้งเป้าผัก-ผลไม้ส่งออก ต้องมีตัว Q

16 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจติดตามการผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

โดยบอกว่า ได้ผลักดันให้มีการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยส่งเสริมการผลิตตั้งแต่ฟาร์มให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice : GAP)

โดยมีการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง เหมาะสม และจำกัดตามหลักวิชาการ และมีการให้สัญลักษณ์ Q เพื่อรับรองมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย จึงมีนโยบายที่จะผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q เพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาดให้กับสินค้าเกษตร อาทิ ข้าวสาร ผัก และผลไม้

นายประภัตร กล่าวว่า มกอช. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยคัดเลือกเมล่อน ประสิทธิฟาร์ม ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เป็นพื้นที่นำร่อง ในการผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q โดยสนับสนุนการแสดงเครื่องหมาย Q สนับสนุนสินค้าที่ได้มาตรฐานสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งมาตรฐานและข้อมูลของเกษตรกร พร้อมหาตลาดรองรับให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ได้แก่ ตลอดออนไลน์ http://www.dgtfram.com ร้าน Q4U (ร้านใน มกอช.) องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) และห้างโมเดิร์นเทรด อย่างไรก็ตาม นอกจากเกษตรกรจะมีช่องทางการจำหน่าย มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว เกษตรกรยังมีสินค้าที่ได้มาตรฐานสู่ผู้บริโภค รวมทั้งผู้บริโภคเข้าถึงสถานที่จำหน่ายและแหล่งผลิตสินค้า Q อีกด้วย

“เป้าหมายต่อไปผลักดันและส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการรับรอง GAP ให้ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q ในผัก และผลไม้ เพราะมีการบริโภคทุกวัน โดยเฉพาะผักคะน้า ที่มองกันว่ามีสารคกค้างมากที่สุด ซึ่งจากนี้ไปสินค้าทางการเกษตรที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ ต้องมีตัว Q ทำให้ผู้ซื้อสบายใจ และเกษตรกรได้รักษาคุณภาพ เพิ่มช่องทางการตลาด และยกระดับราคาสินค้าสูงขึ้น รวมทั้งเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภคเห็นว่า การมีสัญลักษณ์ Q กับไม่มี Q แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนหันมาใช้สินค้าที่มีตัว Q”รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ผลผลิตข้าวหอมมะลิลดสั่งชะลอการขายเข้ายุ้งฉาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399255?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ผลผลิตข้าวหอมมะลิลดสั่งชะลอการขายเข้ายุ้งฉาง

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 17:20 น.
ข้าว,ชะลอ,ระบาด,ประภัตร,ผลผลิตลด
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

ประภัตร หวั่นผลผลิตข้าวหอมมะลิลด 3 ล้านตัน พ่อค้าโขกราคาเหมือนข้าวเหนียว กระทบผู้บริโภค เร่งชะลอขายข้าวช่วงกระจุกตัวเข้ายุ้งฉาง

15 พฤศจิกายน  2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าลงพื้นที่ตรวจการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวซึ่งพบความเสียหายใน 5 จังหวัด

ทั้งนี้ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานีรวมพื้นที่ 550,000 ไร่ ซึ่งจ.สุรินทร์มีการระบาดมากที่สุดกว่า 300,000 ไร่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติโรคพืชแล้ว เบื้องต้นเกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง 1,113 บาทต่อไร่ รายละไม่เกิน 20 ไร่

นายประภัตร กล่าวต่อว่าขณะนี้สถานการณ์การระบาดเริ่มลดลงเนื่องจากชาวนาเกี่ยวข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข 15 ซึ่งเกิดโรคไปกว่าร้อยละ 80 แล้ว อีกทั้งได้รับการสนับสนุนโดรน 3 ลำจากภาคเอกชนมาใช้ฉีดพ่นสารไตรโคเดอร์มาแปลงข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งจะเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย.เป็นต้นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อราก่อโรคไหม้คอรวง รวมทั้งมอบหมายให้กรมการข้าวจัดส่งสารไตรโคเดอร์มาให้เกษตรกรทั้ง 5 จังหวัดฉีดพ่นในแปลงข้าวซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแปลงที่เป็นโรค

ทั้งนี้แปลงข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ที่เกิดโรคไหม้คอรวงแล้วส่งผลให้เมล็ดลีบนั้น ผลผลิตลดลงจาก 400 กิโลกรัมต่อไร่เหลือประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อรวมกับความเสียหายจากฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยที่ผ่านมาคาดว่า ประมาณ 700,000 ไร่จากพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิทั้งประเทศ 3 ล้านกว่าไร่ ผลผลิตลดลง 3 ล้านตัน

โดยประมาณการณ์ว่า ปี 2562 นี้จะได้ผลผลิตข้าวหอมมะลิ 6-7 ล้านตัน โดยลดลงกว่าปีที่แล้วซึ่งได้ 8 ล้านตัน ขณะนี้มอบหมายกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจความเสียหายทั้งหมดเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่รายได้ลดลงจากการที่ผลผลิตเสียหายซึ่งจะได้นำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

นายประภัตร ยืนยันว่า ปริมาณข้าวหอมมะลิเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่ผลผลิตที่ลดลงอาจส่งผลเรื่องราคา จึงจะประสานกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการชะลอการขายข้าวของชาวนา ในลักษณะเดียวกับโครงการจำนำยุ้งฉางเพื่อไม่ให้ข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดพร้อมกัน ป้องกันพ่อค้าคนกลาง อาจฉวยโอกาสจำหน่ายข้าวหอมมะลิแก่ผู้บริโภคในราคาสูงเช่นเดียวกับข้าวเหนียวที่ผลผลิตลดลงจากภัยแล้งซึ่งจะดูแลทั้งเกษตรกรให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและไม่ให้ผู้บริโภคต้องเดือดร้อนจากราคาข้าวที่สูงขึ้น

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า รมช. ประภัตรกำชับให้เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไหม้คอรวงข้าว โดยการนำเมล็ดพันธุ์มาคลุกสารไตรโคเดอร์มาก่อนหว่าน ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 10 -15 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งต้องไม่ใส่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรที่มีธาตุไนโตรเจนสูงมากจนเกินไปเนื่องจากจะทำให้กอข้าวแน่นเกิน อากาศไม่ถ่ายเทและความชื้นสูง เมื่อมีสปอร์เชื้อราโรคไหม้มาติดต้นข้าวจะทำให้ระบาดอย่างรวดเร็ว

ตั้ง อลงกรณ์ ปธ.พัฒนาเกลือทะเลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ตั้ง อลงกรณ์ ปธ.พัฒนาเกลือทะเลไทย

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 12:15 น.
อลงกรณ์,ปธพัฒนาเกลือทะเลไทย,แก้ปัญหาชาวนาเกลือ
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

“เฉลิมชัย” เอาจริงแก้ปัญหาชาวนาเกลือทั้งระบบ ตั้ง “อลงกรณ์” เป็นประธานกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย

15 พ.ย.2562-รายงานข่าวจาก ก.เกษตรแจ้งว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยแล้ว เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ โดยมี “อลงกรณ์” เป็นประธานฯ เพื่อแก้ปัญหาเกลือทะเลทั้งระบบ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการฯครั้งแรก ณ ห้องประชุม 123 ก.เกษตรฯ เมื่อวานนี้ (14 พย.) ว่า การประชุมฯครั้งนี้ถือเป็นนิมิตรหมายดีที่ ท่านเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯเล็งเห็นความสำคัญและปัญหาของเกลือทะเลไทย จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ โดยมีตนเป็นประธานฯ มีคณะกรรมการฯจาก 4 กระทรวง 2 องค์กรและผู้แทนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลทั้ง 4 ภาค 5 สหกรณ์ฯร่วมเป็นคณะกรรมการฯ

วันนี้ตนได้มอบแนวทางขับเคลื่อนการทำงานใน 3 หลักใหญ่คือ พัฒนาชาวนาเกลือทะเล พัฒนาสินค้าเกลือทะเล และพัฒนาระบบสมดุลนิเวศน์เพื่อความยั่งยืน

รวมถึงรับพิจารณาข้อเสนอจากผู้แทนชาวนาเกลือในทุกประเด็น ทั้งเรื่อง (ร่าง) พรบ.เกลือทะเลไทย เรื่องราคาเกลือตกต่ำ ปัญหาการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศ เรื่องมาตรฐานเกลือทะเล ที่สำคัญคือเรื่องสัดส่วนของไอโอดีน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกลือทะเลไม่สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบได้และปัญหาอื่นๆ เพื่อบรรจุในวาระการประชุมครั้งถัดไป

นอกจากนี้แล้วตนยังมอบหมายให้คณะกรรมการฯทั้งจาก ก.เกษตรฯ ก.พาณิชย์ ก.อุตสาหกรรม ก.สาธารณสุขศึกษาเรื่องการแยกข้อจำกัดของผลิตผลกับผลิตภัณฑ์เกลือทะเลและเกลือบริโภคให้ชัดเจน รวมถึงเร่งให้หาตลาดส่งออกและพิจารณาหลักการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ทำนาเกลือหากเกิดอุทกภัยอีกด้วย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ทำนาเกลือไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากกรณีดังกล่าวเลย

“เราจะทำงานเชิงรุกตามนโนบายที่ท่าน รมว.กษ.ให้ความห่วงใย หากไม่รักษานาเกลือให้คงไว้ เกษตรกรคงเปลี่ยนอาชีพไปตามการพัฒนาของสังคม เมื่อถึงวันนั้นประเทศไทยคงไม่มีเกลือทะเลให้บริโภคอีกต่อไป”

ทั้งนี้จะเดินทางไปรับฟังความคิดเห็นและกล่าวถึงรายละเอียดดังกล่าวในงาน “หอมกลิ่นดอกเกลือ” มหกรรมเกลือทะเลเพชรสมุทรคีรี ณ สหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัดต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี  ซึ่งได้รับมอบจาก รมว.เกษตรฯให้เป็นประธานเปิดงานฯในวันนี้ (15 พย.) ตั้งแต่เวลา 17.30 น. ด้วยตนเอง” นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด