โกอินเตอร์ เอ็มโอยู ดันข้าวฮัก พะเยา สู่ตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399249?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โกอินเตอร์ เอ็มโอยู ดันข้าวฮัก พะเยา สู่ตลาดโลก

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 11:00 น.
กระทรวงเกษตร,ธรรมนัส,พะเยาโมเดล,ข้าวตราฉัตร
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

ข้าวตราฉัตร จับมือกระทรวงเกษตร ขับเคลื่อนพะเยาโมเดลเอ็มโอยู คู่ค้าใน นอกประเทศ ผลักดันข้าวฮัก พะเยา สู่ตลาดโลก

15  พฤศจิกายน 2562 ข้าวตราฉัตร จับมือกระทรวงเกษตรฯและสหกรณ์ร่วมขับเคลื่อน “พะเยาโมเดล” ผ่านระบบส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด โดยใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ชวนพันธมิตรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ลงนาม MOU

พร้อมเป็นช่องทางกระจายสินค้าข้าวหอมมะลิคุณภาพในแบรนด์ ข้าว “ฮัก พะเยา” สู่ตลาดโลก สร้างรายได้ที่แน่นอน และความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกร นำไปสู่การพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งจังหวัดพะเยา ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ให้คู่ค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติได้รู้จัก และเป็นที่ยอมรับต่อไป

รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้ “พะเยาโมเดล” เพื่อสร้างต้นแบบการส่งเสริมการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณค่าเฉพาะตามความต้องการของตลาด ซึ่งข้าวหอมมะลิ คือหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัดพะเยา เพราะดินที่ใช้ปลูกข้าวหอมมะลิในจังหวัดพะเยาเป็นดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำที่มีส่วนประกอบจากหินภูเขาไฟและหินตะกอนชนิดต่างๆ  พบบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบระหว่างหุบเขา

ดินมีการระบายน้ำเลว เนื้อละเอียด ซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าวหอมมะลิ ประกอบกับการมีแร่ธาตุต่างๆ มากมายที่ถูกพัดพามาจากน้ำแม่อิง ทำให้ข้าวหอมมะลิพะเยามีความหอมที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร อีกทั้งเรายังใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม และงานวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของพะเยาโมเดล ภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงกับ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด ในการรับซื้อข้าวหอมมะลิจากเกษตรกรสมาชิกจังหวัดพะเยาที่ 18,000 บาทต่อตัน ณ ความชื้นที่ 15%

นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า วันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ถือเป็นพื้นที่ส่วนขยายของโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำบริษัทฯ นอกเหนือจากเขตพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งบริษัทดำเนินโครงการฯ มาต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 7 ปี โดยปี 2562 นี้ ที่เราเลือกพื้นที่ส่งเสริมผลิตข้าวที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เพราะเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ผลผลิตข้าวหอมมะลิมีคุณภาพจากแหล่งต้นกำเนิด (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) จึงทำให้ข้าวหอมมะลิจังหวัดพะเยา มีลักษณะเฉพาะของอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่พิเศษ และปีนี้ถือเป็นปีที่ 2 ของการดำเนินโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำในเขตพื้นที่นี้

โดยจุดเด่นของโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ภายใต้ระบบการผลิตข้าวคุณภาพด้วยมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices หรือ ข้าว Q) อยู่ที่ คัดเลือกเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี มีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 98% มาเพาะปลูกบนแปลงนาของเกษตรกรสมาชิก  มีการตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อพัฒนาคุณภาพดินในแปลงนาให้ดีขึ้น ไม่มีสารตกค้า  น้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อนวัตถุอันตรา  มีเกณฑ์การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรแบบถูกวิธี เหมาะสม และปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  มีระบบสำรวจแมลง ศัตรูพืช หรือโรคต่างๆ ในแปลงนา

โดยการตรวจเช็คต้นข้าวในแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ  เลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวที่เหมาะสม (ระยะสุกแก่ หรือระยะพลับพลึง) เพื่อให้ได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพดีที่สุด  และเกษตรกรสมาชิกทุกราย มีระบบการจดบันทึกข้อมูลเพาะปลูกทุกขั้นตอนการผลิตข้าว เพื่อสามารถตรวจสอบที่มาของผลผลิตได้ และที่สำคัญเกษตรกรสมาชิกทุกรายมั่นใจได้ว่า ข้าวที่ปลูก มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน เพราะบริษัทฯ รับซื้อข้าวคืนในราคานำตลาด ตามข้อตกลงการรับซื้อผลผลิตคืนในรูปแบบ “พะเยาโมเดล” ตามนโยบายของภาครัฐ

“พะเยาโมเดล”มีเป้าหมายส่งเสริมคุณภาพชีวิต ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย และพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการตลาด เพื่อนำร่องไปสู่จังหวัดอื่นๆ และขยายผลไปในสินค้าเกษตรที่สำคัญ โดยมีขอบเขตข้อตกลงการรับซื้อผลผลิต “ข้าวหอมมะลิ” ในจังหวัดพะเยาร่วมกันระหว่างสหกรณ์การเกษตร, สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า, ธ.ก.ส. พะเยา จำกัด และบริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด หรือ ข้าวตราฉัตร

ตั้งเป้าหมายรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกรสมาชิก อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ภายใต้โครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ รวมทั้งสิ้น 40,000 ตัน (จากผลผลิตรวมทั้งหมดจังหวัดพะเยา จำนวน 181,340 ตัน) ในราคานำตลาด 18,000 บาทต่อตัน (ความชื้นที่ 15%) โดยมีจุดรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากเกษตรกร จำนวน 12 จุด ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในจังหวัดพะเยา ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อส่งเสริมคุณภาพข้าวหอมมะลิในพื้นที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ตั้งแต่ปีฤดูกาลผลิต 2560/61 จนถึงปัจจุบัน (รวมระยะเวลา 2 ปี) ทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่ส่งเสริมรวมทั้งหมด จำนวน 20,171 ไร่ และมีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 937 ราย

ได้ใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ชวนพันธมิตรคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ C.P.INTERTRADE (SHANGHAI)CO.,LTD  SHANGHAI RONGYOU INTER-TRADE CO.,LTD  7-Eleven Makro และ Shopee ร่วมลงนาม MOU ทางการค้า เพื่อเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าข้าวหอมมะลิคุณภาพ ในแบรนด์ ข้าว “ฮัก พะเยา” ไปสู่ผู้บริโภคในตลาดโลก”

คุณมาลี อุทัยกิตติศัพท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักบริหารผลิตภัณฑ์ Dry Food บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่าย ข้าว “ฮัก พะเยา” กล่าวว่า “ด้วยนโยบายและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ให้การสนับสนุนสินค้าของคนไทยของ SME และของเกษตรกรที่ผลิตอย่างมีคุณภาพมาตลอด

โดยเป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่าย ซึ่งโครงการข้าว “ฮัก พะเยา” เป็นโครงการที่ดี สอดคล้องกับปณิธานองค์กรของบริษัท ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน บริษัทจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมจัดจำหน่ายสินค้าข้าว “ฮัก พะเยา” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตของเกษตรกรไทยจังหวัดพะเยา ให้กระจายไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างทั่วถึง ผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กว่า 10,000 สาขา และช่องทางออนไลน์ของซีพีออลล์ ในทุกรูปแบบ”

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่าย ข้าว “ฮัก พะเยา” กล่าวว่า ยินดีร่วมสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าข้าว “ฮัก พะเยา” เพื่อส่งผ่านข้าวหอมมะลิคุณภาพจากเกษตรกรไทยจังหวัดพะเยาไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านแม็คโคร 28 สาขา ทั่วประเทศ”

และอีกหนึ่งความร่วมมือจากแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่คนนิยมมากที่สุดอย่าง Shopee ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซกับทางข้าวตราฉัตร ในการร่วมจัดจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้ลิ้มรสข้าวหอมมะลิ รางวัลที่ 1 จากผลการประกวดข้าวหอมมะลิ ครั้งที่ 37 ปี 2562 จากกรมการค้าภายใน

ถือเป็นการเปิดโอกาสลูกค้าชาวไทยได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพได้อย่างสะดวกผ่านแพลทฟอร์มช้อปปี้ที่เข้าถึงผู้ใช้งานชาวไทยทั่วประเทศ โดยช้อปปี้มีความมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนแก่แบรนด์สินค้าและผู้ประกอบการฯ ชาวไทยในการต่อยอดธุรกิจในช่องทางออนไลน์ ผนวกกับการเล็งเห็นถึงความสำคัญและความใส่ใจของชาวนาไทยในการส่งเสริมผลผลิตจากแหล่งเพาะปลูก (single origin) ดินเหนียวใกล้ภูเขาไฟที่มอดสนิท

โดยมีไฮไลท์พิเศษของช้อปปี้และข้าวตราฉัตรในโปรเจคข้าวฮักพะเยา คือ เปิดรอบการสั่งล่วงหน้า (Pre-order) เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป ผ่านร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการ “Kaotrachat Official Store” ใน Shopee mall ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ที่แรกและที่เดียวบนแพลทฟอร์มของ Shopee เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศได้มีโอกาสจับจองผลิตภันฑ์สินค้าคุณภาพของคนไทยจากข้าวตราฉัตร พร้อมจัดส่งฟรีทั่วประเทศ เริ่มจัดส่งมกราคม 2563 เป็นต้นไป อีกทั้งยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายมากมายในช่วงส่งท้ายปีเดือนธันวาคมนี้”

64ปีน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งฝนหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399035?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

64ปีน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งฝนหลวง”

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 03:03 น.
ฝนหลวง
เปิดอ่าน 69 ครั้ง

 “ฝนจากฟ้า”ฝนแห่งความเมตตา 64ปีน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งฝนหลวง”

วันที่ 14 พ.ย. ถือเป็นวันฝนหลวง ตามคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรให้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” พร้อมกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวัน“พระบิดาแห่งฝนหลวง”

 อนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เนื่องในโอกาสครบรอบ 64 ปีแห่งการก่อเกิดโครงการพระราชดำริฝนหลวงในปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จัดใหญ่ “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง”ระหว่างวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา  ถนนแจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาที่คุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อให้เกิด “เทคโนโลยีฝนหลวง”

“วันนี้ ถือเป็นวันครบรอบปีที่64 นับจากวันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2498  ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัส ที่จะคิดค้นวิจัยหาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำของประเทศ จนเกิดเป็นโครงการพระราชดำริฝนหลวงสืบมาจนปัจจุบัน”

บางช่วงบางตอนทีี่ อนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2562 โดยมี สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ผู้บริหารส่วนราชการ ต่าง ๆ ร่วมในพิธี  ซึ่งในปีนี้ครบปีที่ 64 แห่งการกำเนิดฝนหลวงพระราชทานนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรม ฝนหลวงและการบินเกษตรได้จัดอย่างยิ่งใหญ่เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจารึกไว้เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย

ปลัดอนันต์กล่าวต่อว่าโครงพระราชดำริ “ฝนหลวง” นั้น ได้สร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประเทศไทย และด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงคิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้น ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งได้มีการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตในการนำเทคนิคและวิธีการทำฝนหลวง ตามตำราฝนหลวงพระราชทานไปปรับใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งในประเทศของตัวเอง ซึ่งถือได้ว่าโครงการพระราชดำริฝนหลวง นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและคนทั่วโลก

        สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเสริมว่าสำหรับ กิจกรรมภายในงานปีนี้จะมี พิธีเปิดนิทรรศการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” และมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่น ระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพจิตรกรรม “ฝนหลวง ฝนแห่งความเมตตา” พร้อมการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัล รวมถึงมีการแสดงนิทรรศการฝนหลวงจากอดีตและ ความก้าวหน้าในปัจจุบัน การสนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาโครงการฝนหลวงโดย นำเสนอเทคโนโลยีและโครงการวิจัยที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ตลอดจนนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการ

อาทิ กองทัพอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ (สสน.) และในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 น. มีพิธีถวายราชสักการะ วางพานพุ่มดอกไม้สดถวายแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ โดยได้รับเกียรติจากเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี

สำหรับกิจกรรมภายในงานปีนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้กำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 15 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา  ถนนแจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonluang” และมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพจิตรกรรม“ฝนหลวงฝนแห่งความเมตตา”พร้อมการจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัล รวมถึงมีการแสดงนิทรรศการฝนหลวงจากอดีตและความก้าวหน้าในปัจจุบัน

การสนองพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาโครงการฝนหลวงโดยนำเสนอเทคโนโลยีและโครงการวิจัยที่ต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง ตลอดจนนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ สาธิตการทำอาหารแปรรูปจากปลา สาธิตการทำสเต็กคอหมูราดซอสไข่เค็ม การสาธิตการทำสบู่โปรตีนไหม การเสวนาฝนหลวง

 3 ขั้นตอนการทำฝนหลวงตามแนวพระราชดำริ

ขั้นตอนที่ 1 ก่อกวน

การทำฝนหลวงในขั้นตอนแรกนี้มุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้นอากาศให้เกิดการลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระดับการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานของขั้นตอนแรกนี้ ควรดำเนินการในช่วงเช้าของแต่ละวัน สารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนนี้ ได้แก่ สารแคลเซียมคลอไรด์ สารแคลเซียมคาร์ไบด์ สารแคลเซียมอ๊อกไซด์ หรือสารผสมระหว่างเกลือแกงกับสารยูเรียหรือสารผสมระหว่างสารยูเรียกับสารแอมโมเนียไนเตรท ซึ่งสารผสมดังกล่าวนี้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำก็ตาม แต่ก็สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศได้อันเป็นการกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในมวลอากาศ อีกทั้งยังเสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆทางด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมายอีกด้วย

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน

เป็นขั้นตอนสำคัญมากในการปฏิบัติการฝนหลวง เนื่องจากเป็นระยะที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโต จึงใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีและประสบการณ์ผสมผสานกลยุทธในเชิงศิลปะแห่งการทำฝนหลวงควบคู่ไปพร้อมกัน เพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวงที่ทรงค้นคว้าขึ้นมา โดยไม่มีสารอันเป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติงานต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่าจะใช้สารเคมีชนิดใดและอัตราใดจึงจะเหมาะสมในการตัดสินใจโปรยสารเคมีฝนหลวง ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ เพื่อให้สัมฤทธิผลที่จะทำให้ก้อนเมฆขยายตัวหรืออ้วนขึ้นและป้องกันมิให้ก้อนเมฆสลายตัวให้จงได้

ขั้นตอนที่ 3 โจมตี

เมื่อกลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้  ดังนั้นขั้นตอนสุดท้ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะจะต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์เป็นอย่างมากเหนือสิ่งอื่นใดต้องรู้จักใช้เทคนิคในการทำฝนหลวง ซึ่งพระองค์ท่านทรงให้ข้อคิดว่าจะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวงด้วยว่า ในการทำฝนหลวงของแต่ละพื้นที่นั้นต้องตอบสนองความต้องการอันแท้จริงของราษฎรใน 2 ประเด็น คือ เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตกให้กับพื้นที่ และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน ซึ่งทั้ง 2 วัตถุประสงค์นี้ได้เป็นแนวทางในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพสกนิกรให้คลายความเด็ดร้อนยามขาดแคลนน้ำเรื่อยมาตราบเท่าทุกวันนี้

บิ๊กป้อม สั่งรับมือด่วน เอลนีโญ กระทบน้ำโขงลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

บิ๊กป้อม สั่งรับมือด่วน เอลนีโญ กระทบน้ำโขงลด

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 00:30 น.
สทนช,สั่งเข้มทุกหน่วยรัฐ,บิ๊กป้อม,เฝ้าระวังสถานการณ์แล้ง,วางมาตรการด่วนหลัง,เอลนีโญ,กระทบน้ำโขงลด
เปิดอ่าน 37 ครั้ง

“บิ๊กป้อม” สั่งเข้มทุกหน่วยรัฐ เฝ้าระวังสถานการณ์แล้ง วางมาตรการด่วนหลัง “เอลนีโญ” กระทบน้ำโขงลด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 2/2562 และประธานการประชุมคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ครั้งที่ 2/2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามมาตรการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562/63 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งจากการวิเคราะห์ติดตามสภาพอากาศ และคาดการณ์ปริมาณฝนในเดือนพฤศจิกายน พบว่า ปริมาณฝนรวมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จะมีค่าต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 30% ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 20% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ส่วนเดือนธันวาคม ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 50% ภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 20% และเดือนมกราคม ปริมาณฝนรวมทั้งประเทศต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 50% ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกจะมีปริมาณฝนรวมใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำมีทั้งสิ้น 53,316 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 65 แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 23,768 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 โดยพบว่ามีถึง 10 เขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% อาทิ เขื่อน ภูมิพล กระเสียว จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางน้ำน้อยจำนวน 74 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่บริเวณภาคเหนือ 28 แห่ง อีสาน 37 แห่ง

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ปัจจุบัน รองนายกฯ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งปี 2562/63 โดยเฉพาะการป้องกันผลกระทบในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ตามที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)ได้สำรวจพื้นที่เสี่ยงไว้ล่วงหน้า แบ่งเป็น ในเขต กปภ. 22 จังหวัด นอกเขต 38 จังหวัด

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องปี 2562 โดยไม่ให้กระทบต่อแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 เนื่องจากในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมีการจัดสรรน้ำทั้งประเทศเกินแผน จำนวน 1,350 ล้าน ลบ.ม. โดยลุ่มน้ำที่จัดสรรน้ำเกินแผน ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่จัดสรรน้ำเกินแผน จำนวน 495 ล้าน ลบ.ม. ลุ่มน้ำภาคตะวันตกจัดสรรน้ำเกินแผน จำนวน 579 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำภาคใต้จัดสรรน้ำเกินแผน จำนวน 549 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีจากข้อมูลดาวเทียม (ณ 7 พ.ย.62) พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปี 60.08 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 17.11 ล้านไร่

ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง 1.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ในเขตชลประทาน 1.27 ล้านไร่ และพื้นที่นอกเขตชลประทาน 0.08 ล้านไร่ ขณะที่การประเมินพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 2562/63 จากข้อมูลดาวเทียม (7 พ.ย. 62) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 21 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 229,803 ไร่ รวมถึงที่ประชุมยังติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานมาตรการรับมือกับน้ำหลากช่วงฤดูฝนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคใต้ปี 2562 จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ การติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด การตรวจสอบอาคาร และระบบชลประทานในพื้นที่ ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ เป็นต้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขงที่ลดลงในช่วงฤดูแล้ง โดยสถานการณ์เอลนีโญจะยังคงมีผลต่อภูมิภาคทำให้ไม่มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาทั้งมาตรการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ โดยมอบหมาย สทนช.เร่งดำเนินการใช้มาตรการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในการผลักดันและแก้ปัญหาแม่น้ำโขง แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้งในภูมิภาค และมาตรการภายในประเทศในระยะเร่งด่วนป้องกันผลกระทบกับวิถีชีวิตประชาชนและการประกอบอาชีพใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.จัดหาแหล่งน้ำสำรองและขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล เพื่อสำรองปริมาณน้ำในการอุปโภค-บริโภค 2.มอบหมายกระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัด (ริมแม่น้ำโขง) สร้างการรับรู้ความเข้าใจแนวโน้มสถานการณ์วิกฤติน้ำ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้น้ำภาคการเกษตรและประมงได้รับทราบ และ 3.มอบหมายกระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการการขนส่งและการคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งมาตรการรองรับการพังทลายของตลิ่งริมฝั่งโขงด้วย

“รองนายกฯ มอบให้หน่วยงานเร่งดำเนินการตามมาตรการแนวทางปฏิบัติตามมติ ครม. ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งเพื่อป้องกันภัยแล้ง และอุทกภัยทางภาคใต้ โดยต้องมีการเก็บกักน้ำทุกรูปแบบทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน มีการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2562/63 อย่างรัดกุมเป็นไปตามมาตรการที่กำหนด รวมถึงประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ที่ถูกต้องรวมทั้งการช่วยเหลือของรัฐบาล และรายงานผลการดำเนินการต่อ สทนช.ทุกสัปดาห์เพื่อกำกับ ติดตามผลการดำเนินการ หรือปรับแผนดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ชักงง ธรรมนัส มอบส.ป.ก.อดีตผู้สมัครส.ส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชักงง ธรรมนัส มอบส.ป.ก.อดีตผู้สมัครส.ส.

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,กระบี่,นักการเมือง,สมัชชา เอ่งฉ้วน
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

ชักงง ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก.4-01กว่า16ไร่จ.กระบี่ ให้ สมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัครส.ส.พปชร.แห่ถามอดีตสจ.ส.ส.จนจริงหรือ

15 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ภาพและข้อความแสดงความยินดีแก่ผู้รับเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ที่จังหวัดกระบี่รายหนึ่งคือ นายสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส.กระบี่ เขต 2 พรรคพลังประชารัฐ

โดยมีข้อความของผู้โพสต์ประกอบภาพว่า  “ยินดีด้วยกับสมัชชา เอ่งฉ้วน อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 กระบี่ พรรค พปชร. ได้รับสิทธิ์ครอบครองที่ดิน สปก. 4-01 เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 80 ตรว. ตั้งอยู่พื้นที่หมู่ 1 ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่” ภาพที่โพสต์นั้นมีภาพของนายสมัชชาถือเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ถ่ายร่วมกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมผู้บริหารส.ป.ก. หลายคน โดยมีคนเข้ามาแสดงความยินดีต่อนายสมัชชาในโพสต์ดังกล่าวและรายคนถาม ส.ป.ก.แจกที่ให้คนยาจจนจริงไหม

แหล่งข่าวระดับสูงจากส.ป.ก. ระบุว่า เป็นการแจกเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรและผู้ยากไร้ที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ณ โรงเรียนพนมเบญจา ตำบลเขาพนม อำเภอเขาพนม 335 ราย โดยมีร.อ. ธรรมนัสเป็นผู้มอบระหว่างเดินทางไปตรวจราชการที่จังหวัดกระบี่ จากการตรวจสอบพบว่า นายสมัชชา เอ่งฉ้วน เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดกระบี่ (ส.จ.) และเคยเป็นผู้สมัครส.ส. พรรคพลังประชารัฐ มีศักดิ์เป็นหลานของนายอาคม เอ่งฉ้วน อดีตรัฐมนตรีและส.ส. กระบี่หลายสมัย

ทั้งนี้การมอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 เป็นนโยบายของรมช.ธรรมนัสที่มอบหมายให้เลขาธิการส.ป.ก.เร่งรัดแก้ปัญหาความยากจนไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรเพื่อให้สามารถทำการเกษตรบนที่ดินทำกินที่ได้รับอย่างยั่งยืนต่อไป ทางส.ป.ก. จึงดำเนินการมอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรและผู้ยากไร้หลายจังหวัด

สำหรับขั้นตอนการพิจารณามอบส.ป.ก. 4-01 จะมีคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นขอเอกสารสิทธิ์อย่างละเอียดว่า เป็นไปตามกฎหมายส.ป.ก.

โดยตามพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินระบุว่า ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรตามความหมายของกฎหมายปฏิรูปที่ดินหมายถึง 1.1 ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก

โดยพิจารณาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่ในรอบปี เพื่อประกอบเกษตรกรรมแห่งท้องถิ่นนั้น 1.2 ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม บรรดาซึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง 3 ประเภท คือ  (1) ผู้ยากจน  (2) ผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม  (3) ผู้เป็นบุตรของเกษตรกร เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็นเกษตรกรที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

แหล่งข่าวจากส.ป.ก. ตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณามอบเอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 แก่นายสมัชชา เอ่งฉ้วน นั้นได้ตรวจสอบคุณสมบัติอย่างถี่ถ้วนหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาว่า นายสมัชชาเป็นผู้ยากไร้จริงหรือ ส่วนคุณสมบัติการเป็นเกษตรกรต้องพิสูจน์ว่า ผู้ที่รับราชการการเมืองเป็นส.จ.กระบี่ แม้จะอ้างว่า ทำเกษตรกรรมด้วย

แต่ต้องดูข้อเท็จจริงว่า บุคคลนั้นใช้เวลาในการทำเกษตรกรรมมากกว่าการรับราชการในตำแหน่งส.จ. หรือไม่ หากใช้เวลาทำการเกษตรมากกว่าการทำหน้าที่ส.จ. อาจเข้าข่ายเป็นเกษตรกร แต่หากใช้เวลารับราชการมากกว่าทำการเกษตรถือว่า ไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกร  ซึ่งไม่สมควรได้รับที่ เอกสารสิทธิ์ส.ป.ก. 4-01 แต่ทั้งนี้หากส.ป.ก. ต้องการให้การมอบเอกสารสิทธิ์แก่นายสมัชชาไม่เป็นที่ครหา สามารถทบทวนคุณสมบัติใหม่ได้

แนวทางช่วยผลกระทบแบนสารเคมีใกล้คลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/399098?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แนวทางช่วยผลกระทบแบนสารเคมีใกล้คลอด

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารเคมี,แบน 3สาร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

กษ.สรุป 22 พ.ย.นี้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มีผลกระทบจากยกเลิกใช้ 3 สารพิษ

15 พฤศจิกายน 2562 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด 

อ่านข่าว –  ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

การเมือง/14พ.ย.

โดยบอกว่าได้ตั้งคณะทำงานชุดย่อย เดินหน้าหาสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนภาพรวมมาตรการช่วยเหลือหลังยกเลิก 3 สาร จะมีข้อสรุปในวันที่ 22 พ.ย.นี้ ก่อนที่จะมีการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

นายอนันต์ กล่าวว่าคณะทำงานได้รวบรวมและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วนเพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในระยะเร่งด่วน ที่อาจจะต้องชดเชยเพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากสารที่จะใช้ทดแทน ระยะถัดมาเป็นการใช้เครื่องจักรเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนเพื่อกำจัดวัชพืช

ขณะที่ระยะยาวซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต้องเริ่มเดินหน้าตั้งแต่ตอนนี้ คือเรื่องของสารชีวภัณฑ์ ที่นำมาใช้ทดแทนสารเคมี เพราะปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร 73 รายการ มีเพียงสารกำจัดโรคพืช และศรัตรูพืช อย่างแมลง ไม่มีสารกำจัดวัชพืช

ทั้งนี้ยอมรับว่าการรับรองหรือขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ยังมีความล่าช้า เนื่องจากต้องมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อพืชประธาน หรือพืชหลักที่ปลูกในอนาคต และให้ได้สารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ แต่ก็จะเร่งดำเนินการเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร

“คณะทำงานมีมติตั้งคณะทำงานชุดเล็ก ประกอบด้วย  กรมวิชาการเกษตร สกว. พด. กนท. ดำเนินการในการทดสอบหาสารชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพปลอดภัยเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ซึ่งล่าสุดกรมพัฒนาที่ดิน ก็มีความคืบหน้า ทำวิจัยจุลินทรีย 2-3 ตัวในการกำจัดวัชพืช ก็มาดูกันว่าจะทำยังไงให้ขยับได้เร็วขึ้น “ นายอนันต์ กล่าว

ส่วนกรณีที่ดีเอสไอตรวจจับการหลอกลวงขายสารกำจัดวัชพืชที่อ้างว่าเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพ ทั้งนี้จะเดินหน้า เพื่อปลดล๊อครับรองสารชีวภัณฑ์เกิดปัญหา เพราะเป็นคนละส่วนกัน การหลอกลวงแอบอ้างก็จะถูกจัดการตามกฎหมาย ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้วางมาตรการเพื่อควบคุมดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

เตือนธุรกิจโคนมรับมือการแข่งขันสูงในอีก 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เตือนธุรกิจโคนมรับมือการแข่งขันสูงในอีก 5 ปี

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
หนองโพ,ราชบุรี,โคนม,ธุรกิจโคนม,การแข่งขัน,ยุทธศาสตร์นม
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

นายกฯเตือนอีก 5 ปีธุรกิจโคนมรับมือสถานการณ์เผชิญการแข่งขันมากขึ้น เร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ ชูสหกรณ์หนองโพราชบุรี โมเดลทางรอดผู้เลี้ยงโค

14 พฤศจิกายน 2562 ในการลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีการประชุมครม.สัญจร ที่จ.กาญจนบุรีได้เยี่ยมชมความก้าวหน้ากิจการสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พร้อมทั้งได้ชมพิพิธภัณฑ์สหกรณ์โคนมหนองโพ การผลิตนม UHT นิทรรศการด้านปศุสัตว์  พร้อมชมการสาธิตการเลี้ยงโคนมและให้อาหารโค ก่อนจะพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับสมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพฯ ว่า การทำสิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวไม่มีใครแก้ปัญหาได้โดยลำพัง บางคนมีหนี้มีสิน บางคนมีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นจึงต้องรวมกลุ่มกัน ร่วมมือกันเป็นสหกรณ์ ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยเกษตรกรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานไว้ ถ้าเราทำให้ถูกตามกติกา ใช้หลักสหกรณ์ให้ถูกให้เป็น สหกรณ์ก็จะเจริญก้าวหน้า กิจการของสหกรณ์จะเข้มแข็งและช่วยดูแลอาชีพ  สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน

โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตอยากให้สหกรณ์ลองหาตลาดใหม่ ๆ และเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ให้กว้างมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมการบริโภคนมในประเทศ และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแปรรูปสินค้าที่ผลิตจากนมให้มีความหลากหลายตรงกับที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ

นอกจากนี้ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหามาตรการรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้มีการก่อตั้งมากว่า 40 ปี ช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ ในเรื่อง “นม” และในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมพร้อมเพื่อเผชิญกับการแข่งขันมากขึ้น  โดยการหาวิธีช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้สามารถสู้กับตลาดต่างประเทศได้

โคนมในเขตจังหวัดราชบุรีและนครปฐมประสบปัญหาเรื่องไม่มีสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบที่รีดได้จากแม่โคนม สถานีผสมเทียมจังหวัดราชบุรี ได้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาทฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวโรกาสที่เสด็จฯ เปิดโรงงานนมผงสวนจิตรลดา ณ พระราชวังสวนจิตรลดา และทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาถึงปัญหาความเดือดร้อนที่ไม่มีตลาดจำหน่ายน้ำนมดิบ

พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ความช่วยเหลือในการที่จะสร้างโรงงานนมผงขึ้น ต่อมาในปี 2513  นายทวิช กลิ่นประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีในขณะนั้นได้ทราบปัญหาของผู้เลี้ยงโคนม จึงได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินจำนวน 1,400,000 บาท แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อพิจารณานำมาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมดังกล่าว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานเงินจำนวนนี้ร่วมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 1,002,000 บาท ในการก่อสร้างและจัดตั้งโรงงานนมผงขึ้น   ณ ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยได้ดำเนินการในรูปบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์

ในระยะที่เกษตรกรได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และรอรับการแก้ไขอยู่นั้น กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจึงได้ขอความช่วยเหลือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรีในขณะนั้นคือ นายจรูญ วัฒนากร ให้ช่วยติดต่อหาผู้รับซื้อน้ำนมดิบ จนกระทั่งได้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตกลงเป็นผู้รับซื้อ

ต่อมากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็น ‘ศูนย์รวมนมหนองโพ’ ขึ้นในปี พ.ศ.2513 และเปิดรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2514 คณะกรรมการศูนย์รวมนมและสมาชิกได้ประชุมร่วมกันและมีมติจัดตั้งสหกรณ์โคนมขึ้น  มีสมาชิกแรกตั้ง 185 คน โดยใช้ชื่อว่า ‘สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด ต่อมาในปี 2516 ได้เริ่มผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ครั้งแรก ทางสหกรณ์จึงขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น “สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด” ประเภทสหกรณ์การเกษตร เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2516

สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ได้ดำเนินกิจการมาเป็นเวลากว่า 48 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ฯ ได้ดำเนินกิจการมาตามแนวพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาโดยตลอด ดำเนินธุรกิจที่ตอบสนองและช่วยส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

ทั้งการให้สินเชื่อเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ การรับฝากเงิน การจัดหาสินค้าและปัจจัยการผลิตมาจำหน่าย โรงงานผลิตอาหารสัตว์ ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ธุรกิจบริการ และส่งเสริมอาชีพการเกษตร โดยการให้บริการความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมเพื่อให้ได้น้ำนมดิบที่มีคุณภาพ บริการผสมเทียม  การดูแลสุขภาพโคนม และส่งเสริมการจัดทำฟาร์มโคนมของเกษตรกรให้มาตรฐาน

ปัจจุบัน สหกรณ์ฯ สามารถแปรรูปผลิตภัณฑ์นมได้หลากหลายชนิด ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศครีม และนมอัดเม็ด จำหน่ายไปทั่วประเทศ ทั้งในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านโชห่วย ช่องทาง On Line   ผ่านเพจลาซาด้าและ Shopee ร้านหนองโพคาเฟ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศ ได้แก่ กัมพูชา พม่า ลาวและบรูไน คาดว่าในปี 2562 สหกรณ์จะมียอดขายผลิตภัณฑ์นมไม่น้อยกว่า 2,900 ล้านบาท

สหกรณ์ยังได้เพิ่มกําลังการผลิต ให้เพียงพอที่จะรองรับกับปริมาณน้ำนมดิบที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเขตตำบลหนองโพและพื้นที่ใกล้เคียงผลิตได้ทำให้เกษตรกรไม่มีปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องสถานที่จำหน่ายน้ำนมดิบ เมื่อเกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อดำเนินงานในรูปสหกรณ์ ทำให้ได้รับประโยชน์ ทั้งเรื่องการผลิตน้ำนมดิบ การแปรรูปและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ ที่ส่งผลต่อการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในตำบลหนองโพ ซึ่งนับได้ว่าสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) คือทางออกของการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้อย่างแท้จริง

เปิดศึกการแข่งขัน ปั้นชาวนาไทย ส่งออกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดศึกการแข่งขัน ปั้นชาวนาไทย ส่งออกข้าว

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 16:40 น.
กรมการข้าว,โตโยต้า มอเตอร์
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

เปิดศึกการแข่งขัน ปั้นชาวนาไทย ส่งออกข้าวไปขายตางประเทศได้ด้วยตัวเอง 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับบริษัท ฟาร์มแชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด และกรมการข้าว กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ผนึกกำลังอีกครั้งเพื่อชาวยาไทย ในโครงการ The Super Farmer เกมเกษตรกรปี 7  เพื่อค้นหาสุดยอดชุมชนชาวนาผู้ผลิตข้าวมาตรฐานส่งออกที่สามารถส่งออกข้าวไปขายยังต่างประเทศได้ด้วยตนเอง  สามารถเป็นต้นแบบให้กับชาวนาไทย ในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น


นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคุณสุปรียา ไม้มณี ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมสังคม บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  และ นายสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มแชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมพิธีเปิดโครงการ The super farmer เกมเกษตรกรปีที่ 7 อย่างเป็นทางการ ณ สตูดิโอ กันตนา รัชดาฯ กรุงเทพฯ
The Super Farmer เกมเกษตรกร ได้ดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงแต่ละปีที่ผ่านมา เกษตรกรที่เข้าร่วมแข่งขันมีการพัฒนาศักยภาพการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การันตีจาก คุณภาพผลผลิตดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่สูง และ มีการต่อยอดถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชนชาวนาข้างเคียง ส่งผลต่อการสร้างชุมชนชาวนาให้มีความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงในอาชีพชาวนา สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับชาวนาในหลายพื้นที่
การแข่งขัน The Super Farmerเกมเกษตรกรปี 7 คือการต่อยอดองค์ความรู้ของการแข่งขันปีที่ผ่านมาให้เป็นรูปธรรม นั่นคือการลงมือปฏิบัติให้ทีมที่เข้าแข่งขันสามารถเป็นผู้ส่งออกข้าวไปขายยังต่างประเทศได้ด้วยตนเอง  โดยแบ่งภารกิจการแข่งขันออกเป็น 12 ภารกิจ ซึ่งทีมที่เป็นตัวแทนในการแข่งขัน The Super Farmer เกมเกษตรกรปี 7 ได้ถูกคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กรมการข้าวกำหนด ประกอบด้วย 5 ทีม 5 ชุมชน 5 จังหวัด ได้แก่

1.กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก (นาแปลงใหญ่) สกต.สุรินทร์ จ.สุรินทร์  2.กลุ่มนาแปลงใหญ่โนนกระสัง ตำบลกระเบื้องใหญ่ จ.นครราชสีมา  3.วิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด จ.กำแพงเพชร 4.สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด จ.อุทัยธานี  5.กลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวตำบลห้วยน้ำหอม จ.นครสวรรค์
การแข่งขันปลูกข้าวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อค้นหาสุดยอดชุมชนชาวนาผู้ผลิตข้าวที่สามารถขายข้าวไปยังตลาดต่างประเทศได้ด้วยตนเอง เริ่มออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ทุกวันพุธ เวลา 13.30-14.00 น. เริ่มวันพุธที่ 4 ธันวาคม โดยผู้ชนะจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัลมูลค่ากว่าหนึ่งล้านบาท

สุดยอดสินค้าวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สุดยอดสินค้าวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาด

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 14:48 น.
งานกาชาด,กรมส่งเสริมการเกษตร,วิสาหกิจชุมชน,สินค้าเกษตร
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

สุดยอดสินค้าวิสาหกิจชุมชนออกร้านกาชาด กรมส่งเสริมการเกษตรนำสินค้าคุณภาพดี ออกบูธ จำหน่าย หวังคนไทยใส่ใจผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้ามากขึ้น

13 พฤศจิกายน 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้าในงานกาชาด ประจำปี 2562

ภายใต้แนวคิด “เย็นศิระเพราะพระบริบาล เกิดสายธารการให้ที่งดงาม” ระหว่างวันที่ 15 – 24 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30 – 22.00 น. ณ สวนลุมพินี ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงผลงานของหน่วยงานราชการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีส่วนร่วมกับสภากาชาดไทยในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย อีกทั้งมุ่งหวังให้คนไทยใส่ใจผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรไทยมากยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดงานครั้งนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้เชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชนซึ่งผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานมาร่วมออกร้านจำหน่ายสินค้า โดยมีทั้งหมด 6 บูธ เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าทางการเกษตร ให้กับคนกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

1. วิสาหกิจชุมชนฉัตรหลวง (ณัชกร) จากกรุงเทพมหานคร นำมะม่วงน้ำปลาหวาน ข้าวแตนน้ำแตงโม จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ข้าวแตนน้ำแตงโม ผลิตจากเมล็ดข้าวเหนียวพันธุ์ดีมีความหอม กรอบ อร่อย โรยด้วยน้ำตาลผสมขี้ผึ้งผ่านการเคี่ยวจนหอมซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของ “ข้าวแตนฉัตรหลวง” ปัจจุบันมีหลายรสชาติทั้งรสสาหร่าย รสต้มยำ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

2. วิสาหกิจชุมชนแก้วเจ้าจอม จากจังหวัดสุพรรณบุรี นำทองม้วนรสชาติต่าง ๆ มาร่วมจำหน่ายจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ได้คัดสรรวัตถุดิบจากท้องถิ่น ผ่านกระบวนการผลิตที่ใส่ใจ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ทองม้วนที่หอม หวาน ทรงคุณค่า

3. วิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ จากจังหวัดสมุทรสงคราม นำผลิตภัณฑ์กล้วยผง กล้วยอบ กล้วยกวน กล้วยหอมทอด เพื่อสุขภาพมาจำหน่าย จุดเด่นของผลิตภัณฑ์กล้วยผง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากผลไม้พื้นบ้านสู่การพัฒนา ต่อยอด เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

4. วิสาหกิจชุมชนแปรรูปบ้านปลายคลอง จากจังหวัดจันทบุรี ผลิตน้ำมังคุด น้ำลองกอง มังคุดกวน จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ตัวเนื้อมังคุดไม่มีส่วนผสมของเปลือกและน้ำตาล ผลิตจากมังคุดสายพันธุ์แท้อายุมากกว่าร้อยปี

5. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง จากจังหวัดลำพูน ผลิตลำไยอบแห้ง ผลไม้อบแห้ง คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี คงรสชาติความหวาน หอม อร่อย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

6. วิสาหกิจชุมชนเรือนสมุนไพรคุณยาย จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว จุดเด่นของผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าว น้ำมันดี มีประโยชน์กับร่างกาย สามารถใช้รับประทานเพื่อลดความอ้วน เร่งกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย เพิ่มการสร้างอินซูลิน ทั้งยังมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อราต่าง ๆ และรักษาโรคผิวหนังได้อีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่นำมาจำหน่ายกรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้าไปกับกำกับ ดูแล สนับสนุนอย่างใกล้ชิด อาทิ การจัดทำแผนบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การจัดทำนามบัตรร้านค้า หรือ จัดทำ QR code แนะนำร้านค้า โดยบอกเล่าเรื่องราวที่มาของร้าน ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

พร้อมมีหลักฐานที่ชัดเจนปรากฏอย่างเด่นชัด และร่วมรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า หรือถุงกระดาษ ทดแทนการใช้ถุงพลาสติก โดยให้ความใส่ใจเรื่องการรักธรรมชาติ ลดภาวะโลกร้อน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญทุกท่านมาพบกันได้ที่งานกาชาด ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร “เที่ยวสนุก สุขใจ ได้กุศล เที่ยวงานกาชาดที่สวนลุมพินี”

อินทรีย์แบบมีส่วนร่วมโอกาสดีเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398701?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อินทรีย์แบบมีส่วนร่วมโอกาสดีเกษตรกรไม่มีเอกสารสิทธิ์

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เกษตรอินทรีย์,กาญจนบุรี,เฉลิมชัย,เอกสารสิทธิ์
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

กาญจนบุรีเผยตัวเลขเกษตรปลอดภัย ผลการพัฒนาการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน

13 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะเกษตรกรที่วัดอินทาราม อ.ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมรับฟังการนำเสนอผลการส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดกาญจนบุรี

ทั้งนี้เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับกระแสความสนใจของโลกในปัจจุบัน จังหวัดกาญจนบุรีจึงได้มียุทธศาสตร์ในการเพิ่มความปลอดภัยทางด้านอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ ซึ่งการจะได้การรับรองจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานต่างๆ โดยสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ไทยล่าสุดนั้นมีพื้นที่ได้รับรองมาตรฐานเพียงร้อยละ 0.29 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด จึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความพร้อมในการทำการเกษตรอินทรีย์ดังกล่าว

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนิน โครงการส่งเสริมการบริโภคและจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรีพบปัญหาจากการไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน จึงไม่สามารถขอการรับรองจากหน่วยงานต่างๆ ได้ สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรีจึงได้ดำเนินการส่งเสริมการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) ร่วมกับคณะทำงานจากส่วนราชการ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางและวางแนวทางในการพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดกาญจนบุรี

การส่งเสริมการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) ได้ยึดแนวทางตามหลักการของแหล่งผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ มกษ.9000 เล่ม 1 เล่ม 2 และเล่ม 4 และแนวทางการผลิตพืชอินทรีย์ เพื่อจัดทำแบบตรวจประเมินสำหรับการขอรับรองมาตรฐานการเกษตรแบบมีส่วนร่วม (PGS) โดยมีการพัฒนาเกษตรกรและเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างให้เป็นเจ้าหน้าที่สำหรับการตรวจประเมินแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย

นอกจากนี้ยังต้องผ่านการตรวจสารพิษตกค้างในผลผลิตก่อน โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี สามารถผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้ตามมาตรฐาน Organic Thailand 27 ราย พื้นที่ปลูก 302ไร่ มาตราฐาน GAP 888 ราย พื้นที่ปลูก 6,657 ไร่ และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม 106 ราย พื้นที่ปลูก 1,091 ไร่ โดยจำหน่ายผลผลิตให้แก่โรงพยาบาลตามโครงการอาหารปลอดภัยทั้งในจังหวัดกาญจนบุรีและในกรุงเทพ ตลาดเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี และภาคเอกชนต่างๆ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจะพัฒนาเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) และมีคุณสมบัติพร้อมเพื่อขอรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร และข้าวอินทรีย์ที่รับรองโดยกรมการข้าว เพื่อพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ระดับชาติและนานาชาติต่อไป

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

งานงอกฟาร์มไก่ปารีณารุกทั้งส.ป.ก. ป่าไม้ ไล่ชื่อหานอมินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398698?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

งานงอกฟาร์มไก่ปารีณารุกทั้งส.ป.ก. ป่าไม้ ไล่ชื่อหานอมินี

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฟาร์มไก่ปารีณา,สปก,ม44,รุกที่,ทวี ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 2,169 ครั้ง

งานงอกพบเพิ่ม ฟาร์มไก่ ปารีณา รุกที่ส.ป.ก.ป่าสงวนแห่งชาติจ.ราชบุรี เกือบ 2 พันไร่ นัดดูหลักฐานครอบครองก่อนประกาศเขตปฏิรูปเช็คชื่อนอมินีหรือไม่ 

13 พฤศจิกายน 2562 รายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดราชบุรี (ส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี) เปิดเผยว่าพื้นที่ส.ป.ก.กว่าพันไร่ที่ถือครองโดยนายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี

โดยบริเวณพื้นที่ตรงกลาง เป็นภูเขา อยู่ฝั่งซ้ายมือ อยู่ในเขตส.ป.ก.อ.สวนผึ้ง และขวามืออยู่ในเขตส.ป.ก.อ.จอมบึง ประมาณ 800 กว่าไร่ และเขตสวนผึ้ง 600 กว่าไร่ โดยพรุ่งนี้(13พ.ย.)ได้นัดผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ดำเนินการรังวัดที่ดินทั้งหมด นัดเวลาไว้ 09.00น.

สำหรับพื้นที่ทั้งแปลงนี้มีเกือบ 2 พันไร่ บางส่วนอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นเขตป่าไม้สงวนแห่งชาติ และฟาร์มไก่ ของส.ส.ปารีณา อ้างว่าครอบครองมาหลายสิบปี ประมาณ 40 กว่าปี ก่อนยกให้พื้นที่ให้ประกาศเขตปฎิรูปที่ดิน

“ตอนนี้ส.ส.ปารีณา ลูกสาวนายทวี ทราบแล้วว่าฟาร์มไก่ อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซี่งในส่วนของส.ส.ปารีณา จะต้องมีหลักฐานมาแสดงว่ามีการครอบครองที่ดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยได้นัดขอหลักฐานแล้วแต่ส.ส.ปารีณา บอกว่าติดประชุมอยู่ที่กรุงเทพ ไม่สะดวกคุยโดยจะนัดกับส.ส.ปารีณา วันนี้ที่จ.ราชบุรี ที่บ้านของส.ส.ปารีณา “

ในแผนที่แสดงเขตที่ดิน ส.ป.ก.ฟาร์มไก่ ซี่งเป็นฟาร์มปิด อยู่ด้านฝั่งอำเภอจอมบึง อยู่ในเขต ส.ป.ก.ประมาณ แปดร้อยไร่ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ และฝั่งอำเภอสวนผึ้งอยู่ในเขตส.ป.ก. ประมาณ หกร้อยกว่าไร่ ทั้งนี้พื้นที่ทั้งหมดรวมพื้นที่ที่กรมป่าไม้รับผิดชอบด้วยก็เกือบสองพันไร่ จะต้องตรวจสอบว่ารายชื่อที่แจ้งการครอบครองว่าเป็นนอมินีหรือไม่

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า ทราบเรื่องการครอบครองที่ดินของบิดาน.ส. ปารีณาแล้ว เบื้องต้นคาดว่า พื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับส.ป.ก. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีเป็นประธาน ซึ่งจะดำเนินการรังวัดและตรวจสอบแนวเขตในวันนี้ (13 พ.ย.)

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ