สุดช็อก แบน 3 สาร เสียหายมหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สุดช็อก แบน 3 สาร เสียหายมหาศาล

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารเคมี,แบน 3 สาร,อ้อยและน้ำตาล
เปิดอ่าน 543 ครั้ง

ส.นักวิชาการอ้อยและน้ำตาลพบตัวเลขสุดช็อกเดินตามแบน 3 สาร เสียหายมหาศาลกระทบสูงถึง  1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผลงานบริหารเกษตรทั้งชุด

13 พฤศจิกายน 2562 ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 5 และส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 2 ของโลก ด้วยพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่

ผลผลิตอ้อยรวมประมาณ 134 ล้านตันต่อปี เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตน้ำตาลทราย และผลพลอยได้จากกากน้ำตาล กากชานอ้อย กากตะกอน นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภทได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ผลิตเอทานอล ผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และเคมี ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งวัตถุดับสำคัญในกิจการต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ การแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ พาราควอต ได้ประมาณการณ์ผลกระทบเชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ทั้งในระดับเกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตร และการส่งออก ดังนี้

จากการคาดการณ์ ผลผลิตจะลดลง 20%-50% ถ้าไม่ใช้สารพาราควอตในช่วงอ้อยย่างปล้อง จะทำให้อ้อยหายไปถึง 67 ล้านตันต่อปี เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ส่วนใบและยอด ซึ่งใช้ในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะสูญหายไป 11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7.4 พันล้านบาท รวมเกษตรกรสูญเสียทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาท

ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตาลทรายดิบจะหายไปประมาณ 6.7 ล้านตันต่อปี คิดเป็นรายได้ประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท รวมทั้งกากน้ำตาลจะหายไป 3.3 ล้านตัน คิดเป็นรายได้ 1 หมื่นล้านบาท สร้างความเสียหายต่อการผลิตเอทานอลประมาณ 8.4 ร้อยล้านลิตร คิดเป็นรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกัน กากชานอ้อย วัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวล จะหายไปไม่ต่ำกว่า 20 ล้านตัน สูญรายได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 67.4 เมกะวัตต์ เทียบเท่ากับการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำทั้งปีจาก 2 เขื่อนใหญ่ ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ หรือเทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างน้อย 6 เดือน คิดเป็นรายได้ที่หายไป อัตรา 2.7 บาทต่อหน่วย ประมาณ 182 ล้านบาท รวมภาคอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวเนื่องสูญเสียทั้งสิ้น 9.2 หมื่นล้านบาท
ผลกระทบต่อการส่งออกไปต่างประเทศ อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยพึ่งพิงรายได้จากการส่งออก คิดเป็นร้อยละ 75 ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด ส่วนที่เหลือใช้ในประเทศ ปริมาณส่งออกประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี เหตุที่ไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ดี เพราะต้นทุนอ้อยในการผลิตน้ำตาลของไทยอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก มีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งเรื่องระยะทางและต้นทุนขนส่งต่ำกว่า แต่ ปัจจุบัน เกิดวิกฤตอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล

เนื่องจากราคาอ้อยตกต่ำมาก ทำให้ภาครัฐต้องช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในเรื่องต้นทุนในส่วนของปัจจัยการผลิต ได้แก่ สารกำจัดวัชพืช ปุ๋ย เครื่องจักรตัดอ้อย ซึ่งเป็นแนวทางเดียวที่รัฐจะช่วยได้โดยไม่ขัดกับข้อตกลงองค์กรการค้าโลก (WTO) ที่กำหนดห้ามสนับสนุนเงินช่วยเหลือ แต่วิกฤตเดิมไม่ทันจะแก้ไข รัฐบาลกลับประกาศแบนสารกำจัดวัชพืช พาราควอต ทางออกเดียวที่จะช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมได้ จึงอยากให้รัฐพิจารณาใหม่อีกครั้ง และต้องเร่งรีบจัดการปัญหาโดยด่วน ไม่เช่นนั้นกระทบฤดูการปลูกต่อไปของอ้อยทันที เร่งรัฐหารือ กับภาคอุตสาหกรรมเกษตรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ศาสตราจารย์ ดร. รังสิต สุวรรณมรรคา ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศที่ใช้แนวทางปฏิบัติการอนุญาตใช้สารเคมีเกษตรขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ยังใช้ พาราควอต ในพืชต่าง ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ชา กาแฟ มั่นฝรั่ง สัปปะรด พืชผักผลไม้ พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลเบอร์รี่ โดยผลิตผลทางการเกษตรเหล่านี้ ก็นำเข้ามาบริโภคในประเทศไทย ดังนั้น การยกเลิกใช้ พาราควอต จึงไม่ใช่ทางออกของภาคเกษตรกรรมและผู้บริโภคไทย
คำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมและสิ่งทดแทนพาราควอตนั้น ปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งในด้านการตกค้างในสิ่งแวดล้อมจนเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและสิ่งมีชีวิตในดินและน้ำ หรือสิ่งทดแทนพาราควอต ตามข้อเสนอของกรมวิชาการเกษตร ล้วนไม่สามารถปฏิบัติจริงได้ในทุกพื้นที่เกษตรกรรม

ทั้งการใช้แรงงานคน การใช้เครื่องจักร ไม่สามารถใช้ในพื้นที่โคนต้น เนิน ดินแฉะ หรือพื้นที่เกษตรที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เครื่องจักร หรือการเสนอสารทดแทน 16 ชนิด พบว่า ทั้งหมดไม่สามารถนำมาเป็นทางเลือกหรือทดแทน พาราควอต ได้ เพราะคุณสมบัติของสารแต่ละชนิดมีผลต่อพืชเศรษฐกิจต่างกัน บางชนิดไม่สามารถฆ่าวัชพืชบางชนิดได้ บางชนิดหากใช้เป็นพิษต่อพืชปลูก บางชนิดปนเปื้อนน้ำบาดาลได้ บางชนิดใช้สภาพอากาศฝนตกชุกไม่ได้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ยืนยันประเด็นด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับพาราควอตว่า สังคมน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเนื้อเน่าเพิ่มมากขึ้นแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับพาราควอต แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้ง รายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ขาดข้อมูลที่ชัดเจนถึงการได้รับสารเคมีเกษตรกรและความผิดปกติ สอดคล้องกับรายงานทางการแพทย์จากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่พบการเกิดพิษจากพาราควอตในกลุ่มผู้ใช้เลย

นอกจากนำไปดื่มกินเพื่อฆ่าตัวตาย ที่สำคัญมีรายงานล่าสุดจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา หรือ US EPA ระบุว่า “พาราควอต” ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน รวมทั้งข้อมูลที่กล่าวอ้างเรื่องการปนเปื้อน การตกค้างของพาราควอตไม่ขัดเจน ไม่มีนัยสำคัญทางพิษวิทยา อย่างไรก็ตาม การอบรมให้ความรู้และการปฏิบัติตนที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีเกษตรของผู้ซื้อและใช้ เป็นสิ่งที่ดีและภาครัฐควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะสารเคมีเกษตร จำเป็นต่อกสิกรรมของไทย

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

ปักหมุดธุรกิจเกษตรในจีนกระตุ้นกระแสท่องเที่ยวไทยสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398682?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปักหมุดธุรกิจเกษตรในจีนกระตุ้นกระแสท่องเที่ยวไทยสำเร็จ

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เกษตร,จีน,กรมส่งเสริมการเกษตร,ศาลาไทย,หกรรมพืชสวนโลก
เปิดอ่าน 221 ครั้ง

ปักหมุดธุรกิจเกษตรไทยในจีน กระตุ้นกระแสท่องเที่ยวไทยสำเร็จ ปิดฉากงานพืชสวนโลกปักกิ่ง 2019 สวยงาม ยอดคนเข้าชมศาลาไทยพุ่งกว่า 7.2 แสนคน

13 พฤศจิกายน 2562 ปิดฉากลงแล้วอย่างสวยงามสำหรับประเทศไทยในการเข้าร่วมงาน Beijing Expo 2019 ที่ประเทศจีน ยอดคนเข้าชมศาลาไทยพุ่งกว่า 7.2 แสนคน ขยายโอกาสให้ธุรกิจเกษตรกรไทยเพิ่มในแผ่นดินจีน พร้อมสร้างกระแสการท่องเที่ยวไทย ปิดท้ายคว้ารางวัล Golden Award ช่วยการันตีความสำเร็จ

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะ Commissioner General of Section of Thailand กล่าวว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เป็นหน่วยงานหลักในการเข้าร่วมจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในนามประเทศไทย นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่ประเทศไทยได้นำสินค้าเกษตรไทย และศิลปวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่สู่สายตาของชาวจีนและชาวต่างชาติที่เข้าเยี่ยมชมงาน Beijing Expo 2019 กว่า 7.2 แสนคนตลอดระยะเวลาการจัดงาน ซึ่งนอกจากเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน ช่วยพัฒนาด้านพืชสวนของไทย

โดยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ประสบการณ์ ได้ประชาสัมพันธ์สินค้าพืชสวน ผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อสุขภาพของไทย สร้างเครือข่ายด้านการค้าในเวทีนานาชาติ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยแล้ว ยังได้มีการนำเสนอสินค้าเกษตรไทยผ่านการจัดนิทรรศการถาวรและหมุนเวียน เพื่อแนะนำสินค้าผลิตภัณฑ์พืชสวน และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกว่า 200 รายการ และยังได้นำเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกไปศึกษาดูงานด้านการตลาดสินค้าเกษตร พร้อมกับเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจจีนที่สนใจอีกด้วย ซึ่งนักธุรกิจจีนหลายรายได้ให้ความสนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรหลายราย และจะได้มีการติดต่อซื้อขายสินค้ากันต่อไป คาดว่าจะสามารถนำเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ประเทศไทยได้ในอนาคต

นอกจากนี้ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงระหว่างการจัดงานทำให้ทราบแนวโน้มความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในจีน พบว่า ชาวจีนชอบบริโภคผลไม้ไทยหลายชนิด ได้แก่ ทุเรียน มะม่วง มังคุด แก้วมังกร และกล้วยหอม ส่วนกล้วยไม้ จะชอบกล้วยไม้สกุลหวายสีม่วงและชมพู กล้วยไม้  สกุลม็อคคาราสีแดงและชมพู กล้วยไม้สกุลแวนดาสีม่วงและสีขาว และชอบไม้ดอกไม้ประดับประเภทหน้าวัว  ต้นหมากผู้หมากเมีย ปทุมมา ชวนชมและต้นวาสนา

ข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการส่งเสริมสนับสนุนการผลิตเพื่อการส่งออกของเกษตรกรได้ นอกจากนี้การจัดแสดงนิทรรศการและการให้ข้อมูลการท่องเที่ยวไทย การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมในลักษณะครบวงจรตลอดงาน ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทยด้วย โดยจังหวัดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนให้ความสนใจมากที่สุดคือ  กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และกระบี่ นับว่าเป็นส่วนช่วยให้ชาวจีนและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ศาลาไทยหรือ Thailand Pavilion ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 4 สวนนานาชาติสำหรับต้อนรับอาคันตุกะระดับ VVIP ของงาน ซึ่งประกอบด้วยสวนของการ์ต้า ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และประเทศไทย และที่สำคัญก่อนปิดงานมีการประกวด International Outdoor Garden ประเทศไทยได้รับรางวัล Golden Award พร้อมทั้งใบประกาศเกียรติคุณ Merit Participation Award ถือเป็นผลสำเร็จของการจัดงาน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

“อุทัย”โวยรัฐหั่นงบกยท.เหลือแค่ 80 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

  “อุทัย”โวยรัฐหั่นงบกยท.เหลือแค่ 80 ล้าน

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 17:45 น.
กยท
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

  “อุทัย”โวยรัฐหั่นงบกยท.เหลือแค่ 80 ล้าน

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ที่ออกมาในรัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา49(1)เป็นงบสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้บริหารซึ่งงบนี้มีการถกเถียงกันในกรรมาธิการ.ว่าไม่พอใช้ ซึ่งตนเองในฐานะกรรมาธิการได้ใด้เหตุผลว่างบบริหารของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ควรจะใช้งบกลางไม่มาเบียดเบียนค่าจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมส่งออก หรือเงินเซสส์ ของเกษตรกร

“เกษตรกรชาวสวนยางเสียภาษีที่ดิน ภาษีรายใด้ ภาษีหัก ณที่จ่าย ฯลฯเหมือนพืชอื่นๆแต่ต้องมาถูกเก็บเซสส์ในการส่งออกยางต่างพืชอื่นอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม ถึงจะขาดทุนก็ถูกเก็บเพื่อนำมาใช้ในการปลูกแทนยางเก่าดังนั้นงบบริหารก็ควรที่จะต้องใช้งบกลางขึ่งจะไม่เป็นสองมาตราฐาน”

นายอุทัยให้เหตุผลที่ กยท.ควรจะได้งบสนับสนุนมากกว่านี้ เพราะบทบาทของ กยท.เป็นรูปแบบส่งเสริมมากกว่าการหารายได้ควรที่จะนำเงินเซสส์ มาตรา 49 (2 ) ถึง (6) ให้คืนเกษตรกรส่วนงบบริหารควรใช้งบกลางจากภาษีแต่ตรงกันข้าพ.ร.บ. กยท.ฯ ที่ออกมาในยุค คสช.รัฐบาล ต่อจากคสช. ก็คือนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน ตั้งแต่ปี 2559 กยท.ของบกลางเพื่อบริหารไป 1,292 ล้านบาท แต่ให้ 600 ล้านบาท   ล่าสุดให้งบประมาณแค่ 80 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งผิดกับพระราชบัญญัติกองทุนสวนยาง พ.ศ.2503 จนถึงพ.ศ.2557 ไม่เคยถูกตัดงบประมาณมาก่อน

“ผมในฐานะตัวแทนเกษตรกรขอเรียกร้องรัฐบาลว่าไม่ควรตัดงบ เพราะว่า กยท.เป็นองค์กรส่งเสริมไม่แสวงหากำใรมาบริหารโปรดเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันและให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ยอมเฉือนเนี้อตัวเองมาเป็นเงินกองทุนพัฒนาฯ ตามกฎหมาย ซึ่งรัฐ คสช.คลอดออกมาแต่ไม่ยอมให้ใช้งบกลางจากภาษีเหมือนพืชอี่นๆแล้วจะให้เกษตรกรยอมให้เงินเซสส์ได้อย่างไร ดังนั้นกรรมาธิการวาระ2 ที่กำลังจะพิจารณาขอให้มีการทบทวนเพิ่มงบประมาณให้มากกว่านี้ด้วย”อุทัยกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

นศ.วิทยาลัยเกษตรฯชุมพร พลิกโฉมอาชีพเกษตรให้กลายเป็นธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398658?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

นศ.วิทยาลัยเกษตรฯชุมพร พลิกโฉมอาชีพเกษตรให้กลายเป็นธุรกิจ

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 17:23 น.
วิทยาลัยเกษตรชุมพร
เปิดอ่าน 158 ครั้ง

นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรฯ ชุมพร สืบสานอาชีพทำสวนกาแฟโรบัสต้า พลิกโฉมอาชีพเกษตรกรให้กลายเป็นธุรกิจ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

12 พฤศจิกายน 2562 – นักศึกษามากกว่า 100 คนจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพรนำร่อง เข้าร่วมฝึกฝนการเป็นนักธุรกิจการเกษตรมืออาชีพ ผ่าน 3 ห้องเรียน เพื่อเก็บเกี่ยวทักษะ องค์ความรู้ และประสบการณ์จากเกษตรกรต้นแบบ เพื่อพลิกโฉมสวนกาแฟโรบัสต้าให้กลายเป็นธุรกิจ สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

 นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร

นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า “โครงการคอฟฟี่พลัส และโรงเรียนธุรกิจสำหรับเกษตรกรมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากกาแฟเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในภาคใต้ของไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดชุมพร ความต้องการของตลาดก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้น แต่ผลผลิตกาแฟในประเทศกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นราคากาแฟตกต่ำ และราคาของพืชเศรษฐกิจตัวอื่น เช่น ทุเรียน สูงกว่ากาแฟ ภาครัฐจึงเล็งเห็นความสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหา และดำเนินยุทธศาสตร์กาแฟประจำปี 2560-2564 เพื่อให้อุตสาหกรรมกาแฟไทย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟสู่มาตรฐานสากลได้”

บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยได้จัดกิจกรรมโรงเรียนนักธุรกิจกาแฟ FBS – SmartGen ขึ้น ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร จังหวัดชุมพร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ในการทำการเกษตรเชิงธุรกิจ และสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาที่จะสามารถประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพเกษตรกรในอนาคต

ภายในบริเวณงาน กิจกรรมโรงเรียนธุรกิจสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมืออาชีพ หรือ Farmer Business School (FBS) จะแบ่งออกเป็น 3 ห้องเรียน ได้แก่ ห้องเรียนที่ 1 – ‘เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ได้อย่างไร’ ห้องเรียนที่ 2 – ‘เทคนิคพัฒนาคุณภาพผลผลิต เพิ่มรายได้’ และห้องเรียนที่ 3 – ‘เรียนรู้เคล็ดลับสู่การเป็นนักธุรกิจเกษตร’

หลังจากเข้าร่วมฝึกฝนทักษะการเป็นนักธุรกิจเกษตรแล้ว เกษตรกรชาวสวนกาแฟตัวจริงจะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การปลูกกาแฟให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้ฟังในช่วง Coffee Genius Talk เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกษตรรุ่นใหม่หันมาปลูกกาแฟโรบัสต้ากันมากขึ้น และมองการปลูกกาแฟให้เป็นธุรกิจเกษตร

ว่าที่ร้อยตรี นิพนธ์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร เปิดเผยว่า “ทางวิทยาลัยเตรียมบรรจุหลักสูตรโรงเรียนธุรกิจสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมืออาชีพ หรือ Farmer Business School (FBS) ไว้ในชั้นเรียนของวิทยาลัย และวางแผนจะใช้แปลงสาธิตการปลูกพืชร่วมกับกาแฟเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับนักศึกษาที่สนใจ รวมทั้งนำความรู้และแนวคิดในการทำเกษตรแบบธุรกิจขยายผลสู่ที่บ้านและผู้ปกครองของนักศึกษา ตลอดจนขยายผลสู่วิทยาลัยเกษตรในภาคใต้อีกจำนวน 8 แห่งในอนาคตอันใกล้อีกด้วย”

นายทาธฤษ กุณาศล ผู้จัดการฝ่ายบริการการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกในปัจจุบันมีผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม จึงมีความจำเป็นต้องปลูกฝังเกษตรกรรุ่นใหม่ให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ การเปลี่ยนมุมมองด้านการเกษตรให้เป็นเชิงธุรกิจหรือ Agripreneurship Development Program โดยการถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงการฝึกฝนทักษะด้านการเกษตรที่จำเป็น จะทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากผลผลิตที่คุ้มค่าในระยะยาว”

ด้านนางพจมาน วงษ์สง่า ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาระบบการผลิตกาแฟของผู้ประกอบการรายย่อยในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรือโครงการคอฟฟี่พลัส (Coffee+) ประเทศไทย กล่าวว่า “ทางโครงการมองเห็นโอกาสของความร่วมมือ จึงได้จัดอบรมทักษะและองค์ความรู้ที่จำเป็นในการประกอบการเกษตรในรูปแบบธุรกิจแก่เกษตรกร เช่น กลไกราคาและตลาด การวางแผนการผลิต การคำนวณต้นทุนและกำไร การปลูกพืชผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงการปลูกฝังวินัยการจดบันทึก และการออมเงินอย่างถูกวิธี นอกจากการฝึกอบรมแก่กลุ่มเกษตรกรแล้ว หลักสูตรโรงเรียนธุรกิจสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมืออาชีพ หรือ Farmer Business School (FBS) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย GIZ นั้น ยังเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่จะมารับช่วงต่อจากเกษตรกรรุ่นพ่อแม่ ซึ่งนำไปสู่ความยั่งยืนอีกด้วย”

โครงการคอฟฟี่พลัส (Coffee+) เป็นโครงการที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ภายในระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2561 – 2563) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารายได้ และสนับสนุนความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าให้มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านการอบรมตามหลักสูตรโรงเรียนธุรกิจสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมืออาชีพ หรือ Farmer Business School (FBS) ในเขตพื้นที่อำเภอท่าแซะและอำเภอสวี จังหวัดชุมพร และอำเภอกระบุรีและอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

ผงะ ผัก ผลไม้กว่า 10 ชนิดสารตกค้างเกินมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ผงะ ผัก ผลไม้กว่า 10 ชนิดสารตกค้างเกินมาตรฐาน

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 16:17 น.
สารพิษ,ชวลิต วิชยสุทธิ์,สารพิษตกค้าง,ขึ้นทะเบียนเกษตรกร
เปิดอ่าน 1,396 ครั้ง

กมธ.สารพิษ จ่อเสนอรายงานดันขึ้นทะเบียนเกษตรกร เอาผิดหากพบสารพิษปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ดันเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ

12 พฤศจิกายน 2562  กมธ.สารพิษ จ่อเสนอรายงาน ดันขึ้นทะเบียนเกษตรกร เอาผิดหากพบสารพิษปนเปื้อนเกินมาตรฐาน – ดัน เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ให้สภาฯ- กมธ. ดิจิทัล พิจารณารับงานต่อ ตกใจผัก ผลไม้นำเข้า 13 ชนิดพบสารพิษปนเปื้อนเกินมาตรฐาน

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการพิจารณาว่า กมธ.ฯ ได้เตรียมนำเสนอรายงานให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาหลังจากศึกษาและพิจารณารายละเอียดครบตามกำหนดเวลาที่สภาฯ​ ให้ทำงาน 60 วัน แล้ว โดยในสาระสำคัญของรายงานที่เตรียมเสนอต่อสภาฯ จะมีทั้งการผลักดันการทำเกษตรอินทรีย์

โดยเตรียมเสนอให้ตั้งกมธ.วิสามัญพิจารณาประเด็นเกษตรอินทรีย์ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีกฎหมายและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเรียน การสอนต่อการทำเกษตรอินทรีย์ และการส่งต่อแนวคิดไปยังกมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ผลักดันการใช้บิ๊กดาต้าเพื่อขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นต้น ส่วนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนสารเคมีเกินมาตรฐานและการเอาผิดนั้น กมธ.ฯ ระบุให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัดและเอาจริงด้านการตรวจสอบ

นายชวลิต  กล่าวด้วยว่า หลังจากที่กมธ.ไปตรวจสอบผักผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และได้ส่งผักผลไม้30 ตัวอย่าง ไปยังห้องแลปต่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือตรวจสอบหาสารเคมีอันตราย ล่าสุดกมธ.ได้รับผลตรวจสอบผัก ผลไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ จำนวน  15 ตัวอย่าง พบว่า 13 ตัวอย่างมีค่าสารเคมีปนเปื้อนเกินมาตรฐาน อาทิ องุ่น ลูกพลับ บล็อกเคอรี่

“สารพิษปนเปื้อนเกินมาตรฐาน ถือเป็นภัยเงียบจ่อปะทุทุกครัวเรือน ดังนั้นกระทรวงที่เกี่ยวข้องควรมีห้องแลปตรวจสอบคอยสุ่มตรวจผักผลไม้จากต่างประเทศที่มารวมกันอยู่ที่ตลาดสี่มุมเมืองจะกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆสุ่มเสี่ยงต่อการมีสารเคมีปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งกมธ.พยายามผลักดันให้เกษตรกรเดินหน้าใช้เกษตรอินทรีย์แทนสารเคมี จะผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ”นายชวลิต กล่าว

ขณะที่นางพรรณี กุลนาถศิริ กล่าวถึงข้อเสนอของกมธ. ด้วยว่า การทำงานเพื่อขับเคลื่อนเกษตรปลอดภัยต้องเดินหน้าต่อ โดยเตรียมจะเสนอให้สภาฯ พิจารณาตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาเกษตรอินทรีย์เพื่อประโยชน์ประชาชนและเกษตรกร เพื่อผลักดันการเรียนรู้ของเยาวชน นักศึกษารวมถึงกระบวนการวิจัย นำองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านเผยแพร่เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์

ส่วนนายดำรง พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย กล่าวว่าข้อเสนอของกมธ.ฯ ส่วนหนึ่งกำหนดให้พิจารณาออกกฎหมายเพื่อขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อตรวจสอบในกรณีที่ตรวจพบการปนเปื้อนของสารเคมีที่เกินค่ามาตรฐาน และเอาผิดผู้ประกอบการ หรือเกษตรกรที่ทำผิดกฎหมาย รวมถึงต้องมีบทลงโทษ ที่รุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่า เพราะสารเคมีมีอันตรายต่อชีวิตประชาชน ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องพิจารณาในสภา.

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

ส.ป.ก.งง ฟาร์มไก่ ปารีณา ทำไมรอดม.44

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398638?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ส.ป.ก.งง ฟาร์มไก่ ปารีณา ทำไมรอดม.44

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 14:56 น.
สปก,ธรรมนัส,ม44,เอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์
เปิดอ่าน 2,356 ครั้ง

ส.ป.ก.งง ฟาร์มไก่ ปารีณา ทำไมรอดม.44 ระบุตรวจสอบฟาร์มไก่ ปารีณา รุกที่ส.ป.ก.1,454ไร่ สั่งส.ป.ก.ราชบุรี เร่งเชิญตัวมาสอบปากคำก่อน ถ้าฟังไม่ขึ้น ต้องคืนยึดหลวงตาม

12 พฤศจิกายน 2562 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินส.ป.ก.

กรณีฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์มของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ พบว่าอยู่เขตส.ป.ก.กว่า1,454 ไร่ จากที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ได้ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวในแผนที่แสดงตำแหน่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณพื้นที่ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี ซึ่งยังเป็นชื่อนายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี บิดาของน.ส.ปารีณา เป็นผู้ถือครอง

โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้ากระบวนการกระจายสิทธิ ประกอบด้วยแปลงเลขที่ 43 เนื้อที่ประมาณ 486 ไร่ ยังไม่เข้าร่วมจัดพื้นที่ แปลงเลขที่ 75 เนื้อที่ประมาณ 300ไร่ ไม่เข้าร่วม แปลงเลขที่ 81 เนื้อที่ 290 ไร่ แปลงเลขที่ 82 เนื้อที่ประมาณ 170 ไร่ แปลงเลขที่ 83 เนื้อที่ประมาณ 47 ไร่ ไม่เข้าร่วมจัดพื้นที่ และแปลงเลขที่ 402 เนื้อที่ประมาณ 161 ไร่ ยังไม่มีการรังวัด ทั้งนี้ได้รายงานข้อเท็จจริงให้ร.อ.ธรรมนัส ทราบแล้วในการตรวจสอบเชิงพื้นที่

“ผมรายงาน รมช.ธรรมนัส แล้วท่านมีนโยบาย ยึดความโปร่งใสตรงไปตรงมาทำทุกแปลง ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ได้ให้สำนักกฎหมายส่วนกลางลงพื้นที่ ร่วมกับส.ป.ก.จังหวัดราชบุรี ตรวจสอบพิกัดขอบเขต ตรงไหนอย่างละเอียด และสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ เชิญน.ส.ปารีณา มาสอบถาม การเข้าอยู่พื้นที่นี้ มาอยู่ตั้งแต่ปีไหน ดูข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ใช้เวลาเก็บรายละเอียด 2วัน หากน.ส.ปารีณา บอกอยู่มาก่อน ฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ขึ้นต้องคืนพื้นที่ตามหลักกฎหมายส.ป.ก.”นายวิณะโรจน์ กล่าว

เลขาธิการส.ป.ก.กล่าวว่าตอนนี้ได้ไล่ถามทุกจังหวัด เมื่อเกิดเหตุนี้ขึ้น จังหวัดอื่นมีแบบนี้อีกหรือไม่ เพราะมีข้อสังเกตว่าเมื่อปี 60 ส.ป.ก.ได้บังคับใช้ตามมาตรา 44 ที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่36/60 ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.แปลงใหญ่ถือครองเกินกว่า500ไร่โดยมิชอบด้วยกฎหมายทั่วประเทศ ทำไมแปลงนี้จึงรอดมาได้ หลุดหูหลุดตาหรือเปล่า ตนสันนิฐานด้วยใจตัวเองและในช่วงนั้นตนยังไม่เข้ามาเป็นเลขาธิการส.ป.ก.ซึ่งตนยืนยันว่าทำทุกอย่างไม่มีนอกใน ตั้งแต่รมช.ธรรมนัส เข้ามาเป็นรมช.เกษตรฯได้แจกที่ดินให้คนยากจนไปแล้วเกือบทุกจังหวัด

“รมช.ธรรมนัส สั่งเป็นเรื่องเร่งด่วนทำสแกนรายละเอียดทุกจังหวัด เจอตรงไหน เคาะออกมาเข้าสู่การฟ้องร้องยึดคืนหลวงทั้งหมด ซึ่งเหตุครั้งนี้ ทำให้ต้องไปดูปัญหาว่ามีอย่างไร ทำไมส.ป.ก.จังหวัดไม่ดู ให้ทำรายงานเหตุและผล ถ้ามีปัญหาแบบนี้เยอะ จะต้องมีการบริหารจัดคนลงไปดูให้เต็มที่ พบครอบครองผิดกฎหมาย ต้องเอาคืนมา แจกให้พี่น้องประชาชน ผู้ยากไร้ที่ดินทำกิน แก้ปัญหาความยากจนเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล”นายวิณะโรจน์ กล่าว

ปัญหาบุคคลากรของส.ป.ก.มีน้อย มีนิติกรจังหวัดละ 2 คน ตอนนี้ได้จัดตั้งทีมส่วนกลาง ลงไปช่วยจังหวัดที่มีปัญหาบุกรุกมาก เพราะพื้นที่มีข้อจำกัดในการทำงาน ได้จัดทีมไปลุย ช่างนิติกร ช่างรังวัด ขณะนี้เข้าไปทำมาหลายพื้นที่ เช่นสวนปาล์ม จ.กระบี่ จะยึดคืนมาจัดสรรให้กับคนในพื้นที่ ได้ให้เวลาต้องเสร็จภายใน30ไร่ ส่วนสวนปาล์มจ.สุราษฏร์ธานี กำลังฟ้องยึดคืน และพื้นที่ส.ป.ก.จังหวัดภูเก็ต รีสอร์ทบุกรุกที่ส.ป.ก.กระจายไปหลายพื้นที่ล้วนทำเลทอง ทั้งอ.กระทู้ อ.กำมะลา อ.ป่าตอง ซึ่งผู้ว่าฯจ.ภูเก็ต เป็นเจ้าภาพไล่ตรวจสอบเริ่มมีทิศทางชัดเจน พื้นที่เป็นของใครกันแน่ ตั้งโต๊ะคุยกัน ทับซ้อนหน่วยงานไหน ใช้กฎหมายของหน่วยงานนั้นดำเนินคดีเข้ากระบวนการยึดคืน

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่าเมื่อยึดรีสอร์ทมาแล้วจะเข้ากองทุนส.ป.ก.ไปบริหารและปรับปรุง จัดเป็นพื้นที่อบรมให้เช่าราคาถูก ได้เงินรายได้เข้ากองทุน จะนำมาจัดทำสาธารณูปโภคในแปลงส.ป.ก.ให้สมบูรณ์ โดยจากนี้ในการจัดแปลงพื้นที่ส.ป.ก.ที่จะแจกให้คนยากจน ทุกแปลงจะต้องทำถนนสายหลัก ราดยาง หรือ คอนกรีต มีไฟ้ฟ้าใช้ ทำแหล่งน้ำ ไม่ใช่เป็นถนนลูกรังเละเทะ  แหล่งน้ำก็ไม่มี คนได้ที่ดินไปยังไม่รู้ทำอะไรกิน ตนสั่งทุกพื้นที่ก่อนแจกที่ดินโครงสร้างพื้นฐานต้องให้เสร็จสมบูรณ์ มีอาชีพและหาตลาดให้ด้วย

ส่วนรีสอร์ทวังน้ำเขียว 124 แห่ง ได้แต่งตั้งปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา คนใหม่ให้นโยบายว่าต้องรื้อมาดูเอามาให้ทั้งหมด ยังค้างคดีไหนบ้าง สั่งให้ฟ้องยึดคืนทุกแปลงแล้ว ทั้งนี้แปลงใดที่ฟ้องไปนานแล้ว ไม่เดินหน้า ไปสะดุดตรงไหน ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มขึ้นหรือไม่ ให้เร่งดำเนินการอย่าปล่อยเรื้อรังแบบเดิมไม่ได้

รวมทั้งจะแก้กฎหมายส.ป.ก.ทำให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น บางพื้นที่เป็นประโยชน์การเกษตรก บางพื้นที่ทำเกษตรไม่ได้ เช่นเชิงผา เชิงเขา ต้องไปดูทำให้เกิดประโยชน์ทางสังคม ตอบสนองคนในพื้นที่ให้ได้  ต้องไม่อยู่อย่างผิดกฎหมายทุกที่เป็นไปตามกฎหมาย

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่าสำหรับปัญหาความล่าช้าเกิดข้อพิพาทในการเพิกถอนพื้นที่สวนปาล์มจ.กระบี่ จากผู้ถือครอบครองเดิมโดยบริษัทอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม กว่า1หมื่นไร่ และปัจจุบันบางส่วนบริษัทยังเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์ม รวมทั้งมีม็อบ กลุ่มมวลชนจากนอกพื้นที่เข้าไปจับจองสวนปาล์มด้วย โดยล่าสุด รมช.ธรรมนัส สั่งการทำให้พื้นที่ให้เป็นที่ว่าง ทุกคนถอยออกมาหมด และจัดคนลงใหม่ จะต้องเสร็จใน 30 วัน ส่วนบางแปลงเอกชนไปร้องคัดค้าน ม.44 แต่ฟังไม่ขึ้น ได้จัดคนลงและปักแนวเขตส.ป.ก. ประเมินค่าความเสียหายฟ้องดำเนินคดีผู้บุกรุกที่รัฐ ซึ่งต้องทำให้พื้นที่ว่าง โดยผู้ว่าฯและคทช.มีมติ ขอจัดแปลงพื้นที่ให้คนกระบี่ก่อน ตามคุณสมบัติ

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

สวนยางเดือดร้อนหนักโรคใบร่วงระบาดกว่า 330,000 ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398620?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สวนยางเดือดร้อนหนักโรคใบร่วงระบาดกว่า 330,000 ไร่

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 14:29 น.
เกษตร,เฉลิมชัย,กยท,สวนยางพารา,ชดเชย
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่ง กยท.รวบรวมพื้นที่สวนยางพาราโรคใบร่วงระบาด คาดกว่า 330,000 ไร่ เตรียมใช้โดรนฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรานำร่องนราฯ

12 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำรวจพื้นที่เสียหายจากโรคใบร่วงในยางพาราซึ่งพบที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และตรังรวมพื้นที่กว่า 330,000 ไร่แล้ว

ทั้งนี้โรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ซึ่งไม่เคยเกิดในยางพารา ต้นยางที่ติดโรคจะใบร่วง ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และน้ำยางลดลงร้อยละ 30 – 50 ตั้งแต่พบการระบาดในเดือนกันยายน ประมาณการณ์ว่า ผลผลิตยางลดลงกว่า 40,000 ตันแล้ว จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไข โรคนี้เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. แพร่กระจายโดยลมและฝน หากมีมรสุมและฝนตกชุกในภาคใต้อีกครั้งจะทำให้ควบคุมการแพร่ระบาดได้ยาก จึงเน้นย้ำให้หาแนวทางป้องกันไม่ให้ลุกลามในพื้นที่ปลูกยางทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้
นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ร่วมกับกยท. ส่งเจ้าหน้าที่แนะนำเกษตรกรให้หมั่นสำรวจต้นยาง หากสังเกตเห็นทรงพุ่มไม่สดชื่น ใบเหลืองแจ้งกยท. พื้นที่เพื่อตรวจสอบอาการ ซึ่งหากเป็นโรคใบร่วงต้องใส่ปุ๋ยบำรุงดินเพื่อให้ต้นยางพาราสมบูรณ์แข็งแรงและใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราได้แก่  Benomyl Hexaconazole Thiophanate Methyl Triadimefon และ Difenoconazole พ่นบริเวณทรงพุ่มยาง นอกจากนี้ยังพบเชื้อราชนิดเดียวกันในวัชพืชใต้ต้นยางจึงจำเป็นต้องฉีดพ่นสาร Thiophanate Methyl ลงพื้นดินด้วย

ขณะนี้กำลังประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสซึ่งมีพื้นที่เกิดโรคมากที่สุดเพื่อขออนุญาตฝ่ายความมั่นคงในการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราในแปลงใหญ่ยางที่อำเภอแว้งเป็นพื้นที่นำร่องเนื่องจากระดับทรงพุ่มต้นยางสูงถึง 15-20 เมตร รวมทั้งจะจัดหาเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูงมาเสริม

นอกจากพื้นที่ที่พบการระบาดแล้ว ยังจำเป็นต้องฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราในพื้นที่โดยรอบที่มีความเสี่ยงติดเชื้อด้วย หากสปอร์เชื้อราถูกลมพัดพาไปจะเกิดโรคในพื้นที่ใหม่ได้

นายกฤษดากล่าวต่อว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ร่วมประชุมทางวิชาการกับประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ที่มาเลเซีย ขณะนี้ประเทศอื่นที่พบโรคใบร่วงได้แก่ อินโดนีเซียเสียหาย 2.3 ล้านไร่ มาเลเซีย 16,000 ไร่ อินเดีย ศรีลังกา 6,000 ไร่ นอกจากนี้ยังพบอาการใบร่วงของสวนยางในอินเดีย แต่ทางอินเดียระบุว่า เกิดจากเชื้อราสายพันธุ์อื่น ขณะนี้ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดเคลื่อนย้ายทั้งยางชำถุง กิ่งตา และใบออกนอกพื้นที่ระบาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ทางกยท. กำลังหาแนวทางที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นการจ่ายค่าชดเชยตามพ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย มาตรา 49 (5) ใช้งบประมาณของกยท. จ่ายให้เกษตรกร 3,000 บาทต่อราย  ส่วนอีกแนวทางหนึ่งที่กำลังพิจารณาคือ ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการประกาศเขตภัยพิบัติซึ่งจะทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรของบกลางจากรัฐบาลช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง หรืออาจสนับสนุนเป็นค่าสารป้องกันกำจัดเชื้อราและปุ๋ยบำรุงต้นยาง โดยอยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาด่วนที่สุด

ข่าวเกี่ยวข้องในเครือ

จีดีพีเกษตรไตรมาส 3 ขยายตัว 1.1%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398486?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จีดีพีเกษตรไตรมาส 3 ขยายตัว 1.1%

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 00:14 น.
สำนักงานเศรษฐกิจ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ขยายตัว,พืชเศรษฐกิจ,ยางพารา,ปาล์ม,มันสำปะหลัง
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

สศก.เคาะตัวเลข GDP เกษตร ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.1% พืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง เตือนปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของอากาศ ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

12 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2562 (กรกฎาคม – กันยายน 2562)

โดยพบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี 2561 เนื่องจากสาขาพืชซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักของภาคเกษตรกลับมาขยายตัว หลังจากที่หดตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา โดยผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด เงาะ และมันสำปะหลัง สำหรับสาขาบริการทางการเกษตรและสาขาป่าไม้ยังขยายตัวได้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาประมงหดตัวลง

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงรายละเอียดว่า สาขาพืช ไตรมาส 3 ปี 2562 สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากเนื้อที่กรีดได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2556 ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง

ทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายพื้นที่ปลูกในปี 2557 ที่เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ทำให้มีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น มังคุด มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น และปีที่ผ่านมาต้นมังคุดมีการพักสะสมอาหารทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ เงาะ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรมีการบำรุงและดูแลต้นให้มีความสมบูรณ์ และมันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น และเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนด ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น

สำหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี มีผลผลิตลดลง เนื่องจากฝนที่มาล่าช้าในช่วงต้นฤดูการเพาะปลูก ทำให้บางพื้นที่ขาดน้ำในการเพาะปลูกและปล่อยพื้นที่ให้ว่าง นอกจากนี้ ภาวะฝนทิ้งช่วงและผลกระทบจากพายุโพดุล ทำให้ต้นข้าวได้รับความเสียหาย ข้าวนาปรัง มีผลผลิตลดลง เนื่องจากภาวะภัยแล้ง และปริมาณน้ำที่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เมล็ดข้าวไม่สมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่ลดลง

สับปะรดโรงงาน มีผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตลดลง เนื่องจากการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และภาวะฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ต้นข้าวโพดเจริญเติบโตไม่เต็มที่ รวมทั้งพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และลำไย มีผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและฝนแล้ง ทำให้การติดผลไม่ดีเท่าที่ควร และบางพื้นที่ประสบวาตภัยและพายุฤดูร้อน ทำให้ผลอ่อนร่วงเสียหาย

ด้านราคาสินค้าพืช ราคาข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง แต่ยังมีความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังมีอย่างต่อเนื่อง ราคาสับปะรดโรงงานเพิ่มขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้น

เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ประกอบกับเกษตรกรมีการควบคุมคุณภาพทุเรียนให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด และราคาลำไยเพิ่มขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ในด้านราคามันสำปะหลังลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก และปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกษตรกรเร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนด ราคายางพาราลดลง เนื่องจากผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากพื้นที่เปิดกรีดยางใหม่ ราคาปาล์มน้ำมันลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและสต็อกน้ำมันปาล์มยังคงมีปริมาณที่สูงกว่าสต็อกเพื่อความมั่นคงที่ประเมินไว้ ส่วนราคามังคุดและเงาะลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สาขาปศุสัตว์ ไตรมาส 3 ปี 2562 หดตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากผลผลิตสุกรซึ่งเป็นสินค้าสำคัญลดลง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยลดการเลี้ยงจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการมีการควบคุมการเลี้ยงและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่มีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน

ในขณะที่ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และน้ำนมดิบมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี และความต้องการบริโภคของตลาดเพิ่มขึ้น ด้านราคาสินค้าปศุสัตว์ ราคาไก่เนื้อเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาสุกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง และราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากการปรับการผลิตไข่ไก่ทั้งระบบให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภค ทำให้ภาวะไข่ไก่ล้นตลาดลดลงและเริ่มกลับสู่สมดุล สำหรับราคาน้ำนมดิบลดลงเล็กน้อยตามปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยยังมีระดับราคาใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สาขาประมง ไตรมาส 3 ปี 2562 หดตัวร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้ลดลง และผลผลิตประมงน้ำจืด ได้แก่ ปลานิลและปลาดุกลดลง เนื่องจากแหล่งผลิตสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับความเสียหายจากพายุโพดุล ในขณะที่ปริมาณกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ด้านราคาสินค้าประมง ราคากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัว/กก.) ที่เกษตรกรขายได้ลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาปลานิลขนาดกลางและปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2-4 ตัว/กก.) เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคยังมีอย่างต่อเนื่อง

สาขาบริการทางการเกษตร ไตรมาส 3 ปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากมีการจ้างบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรในการเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวมากขึ้น โดยเนื้อที่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้น และการเร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีการจ้างบริการเครื่องขุดมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น

รวมทั้งมีการใช้บริการเครื่องตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพ ประกอบกับภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ทำให้เกษตรกรบางพื้นที่เลื่อนมาทำการเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม นอกจากนี้ เกษตรกรบางส่วนมีการใช้บริการโดรนสำหรับฉีดพ่นในพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น

สาขาป่าไม้ ไตรมาส 3 ปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากปริมาณไม้ยูคาลิปตัสและครั่งเพิ่มขึ้น โดยไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลของตลาดในประเทศและต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนผลผลิตครั่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากครั่งมีการเจริญเติบโตและฟื้นตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศในช่วงที่ครั่งขยายพันธุ์เอื้ออำนวยกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับอินเดียซึ่งเป็นคู่ค้าหลักมีความต้องการเพิ่มขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยสาขาพืช สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากผลผลิตพืชสำคัญหลายชนิดและกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีทิศทางเพิ่มขึ้น

ส่วนสาขาปศุสัตว์มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลผลิตสุกรที่ลดลง โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การบริหารการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการส่งเสริมการใช้สินค้าเกษตรในประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทั้งภาวะแห้งแล้งและการเกิดพายุฝนที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

ม.44 ยึดทันที ฟาร์มไก่ปารีณา รุกที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398485?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ม.44 ยึดทันที ฟาร์มไก่ปารีณา รุกที่ส.ป.ก.

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เอ๋ ปารีณา,ฟาร์มไก่,รุกที่สปก
เปิดอ่าน 19,930 ครั้ง

ส.ป.ก.ใช้คำสั่งม.44 ยึดคืนทันที ฟาร์มไก่ ปารีณายึดครองกว่า 1 พันไร่ ขาดคุณสมบัติความเป็นเกษตรกร

12 พฤศจิกายน 2562 รายงานข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าส.ป.ก.จ.ราชบุรี ตรวจสอบแปลงที่ดิน ฟาร์มไก่ เขาสน ที่น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ  โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ กว่า1.7พันไร่ ได้สิทธิเข้าทำกินมากว่า10 ปี โดยเสียภาษีบำรุงท้องที่ หรือ ใบ ภบท.5 หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเสียภาษีดอกหญ้า นั้น

ส.ป.ก. จ.ราชบุรี รายงานว่าพื้นที่ฟาร์มไก่ อยู่ในเขตส.ป.ก.ประมาณ 1 พันไร่ และพบว่านายทวี ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี เป็นบิดาของน.ส.ปารีณา  มีชื่อเป็นผู้ถือครองจากปี 54 จนถึงปัจจุบันยังไม่ยอมส่งมอบคืนพื้นที่ให้ส.ป.ก.

นอกจากนี้เร่งตรวจสอบรายละเอียดว่ามีการกระจายพื้นที่ให้ผู้อื่นเป็นนอมินีถือแทนด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามนายทวี ไม่มีคุณสมบัติความเป็นเกษตรกรและคนยากจน จะต้องยึดคืนทั้งหมดทันทีตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่36/60 ประกาศใช้มาตรา44 ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.จากผู้ถือครองรายใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยเลขาธิการส.ป.ก.เป็นเจ้าพนักงานทำหน้าที่ไปปฏิบัติตามคำสั่งมาตรา44

ลงจับพิกัดแปลงฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม กว่า 58 แปลง ของพ่อปารีณา ไกรคุปต์ พบรุกที่ส.ป.ก.1พันไร่ รายงานข้อเท็จจริง ธรรมนัส  

รายงานข่าวจากปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)จ.ราชบุรี เปิดเผยว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานส.ป.ก.เร่งให้เจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ราชบุรี เข้าตรวจสอบที่ดินฟาร์มไก่ เขาสน ของนายทวี ไกรคุปต์ พอของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่าได้สิทธิทำกินในพื้นที่ป่าของกรมป่าไม้ กว่า1.7พันไร่ เสียภาษีดอกหญ้า

โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ราชบุรี ได้เข้าพื้นที่จับพิกัด ตำแหน่งของพื้นกว่า58แปลง พบว่าอยู่ในเขตส.ป.ก.กว่า 1 พันไร่ ทั้งนี้ในบริเวณพื้นที่ฟาร์มไก่ ยังมีภูเขาในเขตป่าสงวนอีกด้วย ซึ่งจะรายงานข้อเท็จจริงทั้งหมดให้กับรมช.เกษตรฯและเลขาฯส.ป.ก.  ซึ่งเป็นแปลงใหญ่ถือครองมิชอบด้วยกฏหมาย ผู้ถือครองไม่มีคุณสมบัติเกษตรกร ต้องยึดคืนตามมาตรา44 รวมทั้งร.อ.ธรรมนัส ได้มีนโยบายให้คืนที่ส.ป.ก.ที่ถือครองผิดกฎหมายยึดคืนหลวงก่อนทุกเแปลงทั่วประเทศ

ชัด พ่อเอ๋ ปารีณา รุกที่ส.ป.ก.ราชบุรี กว่า1,454ไร่ เดินพิกัดวงรอบทุกแปลง-แนวเขต 

โดยสรุปผลเข้าตรวจสอบพิกัดแนวเขตส.ป.ก.ที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม บุกรุกพบว่าเป็นพื้นที่ส.ป.ก.รวมเนื้อที่ประมาณ 1,454 ไร่  ประกอบด้วยแปลงเลขที่ 43 เนื้อที่ประมาณ 486 ไร่ ยังไม่เข้าร่วมจัดสรรพื้นที่ แปลงเลขที่ 75 เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ ไม่เข้าร่วม แปลงเลขที่ 81 เนื้อที่ 290 ไร่ แปลงเลขที่ 82 เนื้อที่ประมาณ 170 ไร่

แปลงเลขที่ 83 เนื้อที่ประมาณ 47 ไร่ ไม่เข้าร่วมจัดสรรพื้นที่ และแปลงเลขที่ 402 เนื้อที่ประมาณ161ไร่ ยังไม่มีการรังวัด แต่แบ่งแปลงๆละ 50 ไร่โดยมีการกระจายสิทธิใส่ชื่อบุคคลอื่น หรืออาจเป็นนอมินี ถือครองแทน ซี่งผลสรุปนี้ได้ส่งรายงานให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรมหมเผ่า รมช.เกษตรฯทราบแล้ว เพื่อดำเนินการยึดคืนตามมาตรา 44 จากผู้ถือครองส.ป.ก.รายใหญ่เกินกว่า 500 ไร่ มีผลบังคับใช้

จ่อร้องศาลปกครองอีกหลังประกาศยกเลิก 3 สารบังคับใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จ่อร้องศาลปกครองอีกหลังประกาศยกเลิก 3 สารบังคับใช้

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สารชีวภัณฑ์,แบน 3สาร,กรมวิชาการเกษตร,ร้องศาลปกครอง
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

เกษตรกรลงขันสมทบทุนร้องศาลปกครองอีกหลังประกาศยกเลิก 3 สารบังคับใช้ ขู่วุ่นแน่ไม่มีมาตรการมารองรับ ไม่เชื่อสารชีวภัณฑ์ แปลงอ้อยสุพรรณ

12 พฤศจิกายน 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า เตรียมจะร้องศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราวอีกครั้ง ทันทีที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้เกษตรกรจำนวนมากไม่สบายใจในการปฏิบัติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เนื่องจากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้นทุนจะสูงขึ้นจากการห้ามใช้สารเคมี 3 ชนิดเลย แต่กรมวิชาการเกษตรออกคำสั่งกำหนดแผนแจ้งการครอบครองและส่งมอบสารเคมีแล้ว จึงเห็นว่าการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นเพียงการทำให้ครบตามขั้นตอนเท่านั้น​ แต่ไม่ได้มีเจตนา​รมณ์ที่จะนำความคิดเห็นของประชาชนและเกษตรกรไปพิจารณาเพื่อตัดสินใจแต่อย่างใด

นอกจากนี้นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังระบุว่า ค่าทำลายสารเคมีเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง เกษตรกรทั่วประเทศที่ซื้อสารเคมี 3 ชนิดมาไว้ใช้นั้น ต้องจ่ายค่าทำลายที่มีอัตราสูงมากอีก หากสารวัตรเกษตรมาไล่จับเกษตรกรเชื่อว่า จะทำให้เกิดความวุ่นวายแน่นอน

ล่าสุดสมาพันธ์​เกษตร​ปลอดภัย​เปิดบัญชีให้เกษตรกรส่งเงินมาสนับสนุนค่าจ้างทนายความเพื่อร้องต่อศาลปกครอง ทนายความที่รับว่าความแจ้งค่าใช้จ่ายมา 800,000 บาท จึงขอให้เกษตรกรร่วมสมทบตามกำลัง อีกทั้งกำลังเตรียมเอกสารให้เกษตรกรที่เดือดร้อนเป็นโจทย์ร่วม

นายสุกรรณ์ยังแสดงความเห็นถึงกรณีที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ ไปตรวจเยี่ยมแปลงอ้อยของเกษตรกรรายหนึ่งในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยระบุว่า เป็นแปลงอ้อยอินทรีย์ ใช้สารชีวภัณฑ์ของผู้ผลิตรายหนึ่งเพื่อกำจัดวัชพืชมา 7 ปีซึ่งได้ผลดีนั้น

ทั้งนี้ต้องการทราบผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการว่า จุลินทรีย์ที่กล่าวอ้างว่า กำจัดวัชพืชได้นั้นเป็นชนิดใด หากกำจัดวัชพืชได้จริงส่งผลต่อพืชประธานหรือไม่ หากได้ผลดีจริง ตนจะได้นำมาใช้ในแปลงอ้อย 420 ไร่ในอำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย

ขอให้กรมวิชาการเกษตรเร่งทดสอบประสิทธิภาพ แต่ก่อนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์ดังกล่าว ขอให้ตรวจให้แน่ชัดว่า ไม่มีสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชอื่นใดผสมอยู่เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากถูกหลอกให้ซื้อสารชีวภัณฑ์​หลายยี่ห้อ​มาใช้ แต่เมื่อตรวจสอบในห้องปฏิบัติการพบว่า ผสมพาราควอตและไกลไฟเซตลงไป แล้วขายในราคาแพงอีกด้วย