เดินหน้าเต็มสูบตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398478?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เดินหน้าเต็มสูบตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,เกษตรอินทรีย์,สถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

เดินหน้าตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ หนุนพรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน  ต้านเคมีแทน 3 สารที่ถูกแบน วอนนักวิจัยนำผลงานเสนอทางเลือก

12 พฤศจิกายน 2562  นายอลงกรณ์ พลบุตร  ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เปิดเผยว่า  เพื่อเป็นการสนับสนับแนวนโยบายเกษตรอินทรีย์ และ เกษตรกรรมยั่งยืน  นายเฉลิมชับ ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ ได้สั่งการให้มีการดำเนินการ จัดตั้ง สถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติขึ้น

โดยหน่วยงานดังกล่าว จะเป็นหน่วยงานสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ  เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคต อย่างเต็มรูปแบบ  ขณะเดียวกันยังมีการขับเคลื่อนในการเสนอร่างกฎหมาย พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของกฤษฎีกา

โดยทิศทางเรื่องเกษตรกรยั่งยืนในอนาคต ถือเป็นทิศทางในการส่งเสริมการผลิตสินค้าด้านการเกษตรไทย ให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น  เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้า เกษตรกรเพื่อการส่งออกรายใหญ่ ของโลก ต้องเน้นหนักเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อการส่งออกเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ประเทศไทย ส่งออก อาหารเป็นอันดับ 12 ของโลก แซง อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาแล้ว การสร้างให้เราเป็นแหล่งอาหารของโลก และเป็นนแหล่งอาหารปลอดภัย ของโลกจึงเป็นนโยบายหลัก  ซึ่งที่ผ่านมา จากที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ แบนสารเคมี จึงเป็นโอกาสดีที่ คงต้องใส่เกียร์ 5 หาทางเลือกสารมาทดแทน และไม่ควร เป็นสารเคมี

เมื่อเรายกเลิกสารเคมี และจะเอาสารเคมีอีกมันก็ไม่ใช่วิสัยของกระทรวงเกษตรฯที่ควรกระทำ เพียงแต่ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่ามีเพียงสารเคมี เท่านั้นที่จะเอามาแทนสารเคมีที่ถูกแบน และตนคิดว่า ไม่ใช่ทางเลือกที่ควรทำ เพราะกระทรวงเกษตรอธิบายกับสังคมไม่ได้ จึงสั่งให้มีการทบทวน และต้องไปดู ว่ามีสิ่งทดแทนอะไรบ้างเพื่อ เสนอเป็นทางเลือก ให้กับเกษรตกรที่จะต้องไม่เป็นสารเคมี

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า  ในส่วนของการแบน 3  สารเคมี อย่างฉับพลัน ขณะนี้ยอมรับว่าค่อนข้างเป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยมีเรื่องการเตรียมพร้อมในสารใดทดแทนที่ชัดเจน  โดยขณะนี้ มีการนำเสนอ เรื่องชีวภัณฑ์ ขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกแต่ก็ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนและยังไม่ผ่านการทดสอบ และการรับรองอย่างเป็นทางการ

จึงอยากให้ทางกลุ่มนักวิจัยที่มีทั้งหมด หากคิดค้นว่า มีสิ่งใดที่สามารถทดแทนสารเคมีที่ถูกแบน ไม่ว่าจะเป็น ชีวภัณฑ์ หรือสารทดแทนอื่น  ขอให้เสนอ มายังกระทรวงได้ทันที เพื่อพิจารณาส่งเสริมเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร ในอนาคต เมื่อกระทรวงสาธารณสุข บอกว่าต้องการดูแลเรื่องสุขภาพเกษตรกร มาเป็นข้อเหตุผล  ก็ต้องทำจริง วันนี้การดำเนินการต้องชัดเจน ไม่ใช่เสนอ ทางเลือกโดยใช้สารเคมีตัวอื่นมาเป็นทางเลือกซึ่งก็ร้ายพอกัน กระทรวงเกษตรต้องรับผิดชอบเกษตรกร 30 ล้านคนต้องมีเหตุผลที่ดีเช่นกันและ ต้องดูแลเกษตรกรให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องต้นทุน และสารทางเลือกที่เป็นชีวภัณฑ์ ที่ไม่ใช่เคมีให้ดีที่สุด

ส่วนที่ ยังติดขัดในอุปสรรคปัญหาที่ไม่สามารถ ขึ้นทะเบียนได้เป็นหน้าที่ของทางกรมวิชาการที่ต้องชี้แจง และเสนอมายังกระทรวงเกษตรเพื่อ แก้ปัญหาต่อไป ซึ่งกระทรวงพร้อมที่จะแก้ปัญหา ทุกกรณี โดยสารทดแทนทั้งหมดที่เป็นทางเลือกทุกชนิดที่จะนำมาทดแทนสารเคมี ที่ถูกแบนก่อนใช้จริงต้องผ่านการทดลอง ชัดเจนว่าปลอดภัย ก่อนขึ้นทะเบียน ให้เกษตรกรใช้จริง

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องเกษตรกร

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 21:52 น.
เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องเกษตรกร

รัฐมนตรีเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนและพี่น้องเกษตรกร หวังให้มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

11 พ.ย.62 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการแก้ปัญหาภัยแล้ง ณ บริเวณลานวัฒนธรรมวัดอินทาราม (วัดหนองขาว) ต.หนองขาว อ.ท่าม่วง และบริเวณฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงราษฎรทุกภาคส่วน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันโดยคำนึงถึงประโยชน์สุขของราษฎรเป็นสำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนและพี่น้องเกษตรกร และต้องการให้มีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคและใช้ในการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินการคือการเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำให้มากที่สุด เช่น ฝาย แก้มลิง และอ่างเก็บน้ำ หากมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป จะให้ดำเนินการขุดลอกเพื่อเพิ่มความจุของน้ำ นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมประมงนำพันธุ์สัตว์น้ำต่าง ๆ มาปล่อยตามแหล่งน้ำ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถประกอบอาชีพเสริมได้อีกทางหนึ่งด้วย

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า อย่างหนึ่งในภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือการมอบหมายกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำหนองขาว-หนองโรง พร้อมระบบส่งน้ำ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำ จำนวน 2 แห่ง และคลองส่งน้ำความยาว 7 กิโลเมตร ที่สามารถส่งน้ำให้ราษฎรกว่า 1,591 ครัวเรือน และพื้นที่การเกษตรกว่า 11,000 ไร่ ในพื้นที่ ต.หนองขาว แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้นตามไปด้วย กรมชลประทานจึงมีแผนการดำเนินโครงการสนับสนุนแหล่งน้ำในพื้นที่ ต.หนองขาว จำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการแก้มลิงบ้านหลุมลำพัน 2) โครงการปรับปรุงสถานีสูบน้ำหนองขาว-หนองโรง จุดที่ 2 พร้อมระบบส่งน้ำ 3) โครงการฝายห้วยหนองเกตุ 4) โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำบ้านหนองขาว 1 และ 5) โครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบบ้านหนองขาว 2 ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จทั้ง 5 โครงการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 3,000 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์กว่า 1,010 ไร่ และยังสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 80,000 ลูกบาศก์เมตร

จากนั้นได้เดินทางไปยังฝายบ้านมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบฝายบ้านมะขามเฒ่า ที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมใช้งานให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ โดยได้ส่งมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโด อำเภอด่านมะขามเตี้ยรับไปดูแล บำรุงรักษา และบริหารจัดการน้ำ ตามภารกิจถ่ายโอนงานชลประทานขนาดเล็กให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ด้าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการฝายบ้านทุ่งมะขามเฒ่า ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย ดำเนินการก่อสร้างโดยโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 13 มีลักษณะเป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง 15 เมตร ยาว 39 เมตร สูง 5.50 เมตร ความสูงสันฝาย 3 เมตร พร้อมกับขุดลอกลำห้วยหน้าฝาย ความยาว 800 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 30,000 ลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 450 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 119 ครัวเรือน กรมชลประทานได้สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำของราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว จึงได้ทำการส่งมอบฝายแห่งนี้ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลกลอนโดเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการต่อไป ภายใต้คำแนะนำของเจ้าหน้าที่ชลประทาน เพื่อให้ฝายแห่งนี้สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด

ขยายพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์สุพรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398474?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ขยายพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์สุพรรณ

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 19:54 น.
แปลงเกษตรอัจฉริยะ,สุพรรณ,เกษตรแปลงใหญ่,ประภัตร โพธสุธน
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

ประภัตร สั่งเร่งขยายพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ นำร่อง อ.ศรีประจันต์ เมืองสุพรรณ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพดีตั้งเป้า 3 แสนตันต่อปี

11 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จ.สุพรรณบุรี ติดตามและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวพร้อมกับตรวจเยี่ยมกลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณ บ้านวังพลับใต้ ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

นายประภัตร  เปิดเผยว่า กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณบุรีเกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ที่มีความตั้งใจผลิตข้าวคุณภาพด้วยกระบวนการทำนาอินทรีย์ ปัจจุบันมีสมาชิก 14 รายที่ขอรับรองมาตรฐาน Organic Thailand โดยทำการผลิตข้าวในรูปแบบกลุ่ม มีพื้นที่เพาะปลูก 136 ไร่ ปริมาณผลผลิตรวมของกลุ่ม 90,700 กิโลกรัม หรือเฉลี่ยประมาณ 500 กิโลกรัม/ไร่ ข้าวอินทรีย์ที่สมาชิกผลิตได้นำไปสีเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นข้าวอินทรีย์แก่ผู้บริโภคในชุมชนและร้านค้าที่รับไปจำหน่าย

สำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์นั้นเกษตรกรต้องไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด ทำให้ข้าวมีผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน กลุ่มข้าวอินทรีย์ศรีสุพรรณถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำไปเป็นแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้กับกลุ่มอื่นๆ โดยมีแปลงผลิตข้าวอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองขอบข่ายแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ (T1) ปี 2561 จากกรมการข้าว

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกร สามารถผลิตข้าวคุณภาพได้ คือ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีในจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้มอบนโยบายให้มีการขยายพื้นที่แปลงใหญ่เกษตรอินทรีย์โดยนำร่องใน อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ตำบลละ 500 ไร่ โดยกรมการข้าวจัดหาเมล็ดพันธุ์และประกันรับซื้อคืนในราคาตันละ 20,000 บาท พร้อมสนับสนุนเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรระบบโซลาเซลล์ โดย 1 บ่อ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ 500 ไร่

นอกจากนี้มอบหมายให้นายอำเภอศรีประจันต์ จัดประชุมสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรทุกตำบล พร้อมทั้งมีวิทยากรให้ความรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพดี ทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพิ่มปริมาณให้ได้ 200,000 – 300,000 ตัน/ปี ให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

จากนั้นนายประภัตรได้เดินทางไปยังพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวสวนแตง ของนายพิชิต เกียรติสมพร ต.สวนแตง อ.เมืองสุพรรณ จ.สุพรรณ เพื่อเยี่ยมชมแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะข้าว ของกรมการข้าว โดยประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 83 ราย ดำเนินการปลูกข้าว 3 พันธุ์ ได้แก่ กข41 กข43 และปทุมธานี 1 มีพื้นที่ 970 ไร่ มีการให้บริการสมาชิก อาทิ จัดทำแปลงสาธิตเพื่อการเรียนรู้  บริการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี  บริการปุ๋ยเคมีราคาถูก

โดยแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ได้ดำเนินการเมื่อปี 2562 ได้มีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจสภาพต้นข้าว กล้องดักจับแมลง ท่อวัดระดับน้ำอัจฉริยะ ซึ่งเกษตรสามารถเรียกดูข้อมูลได้จาก โทรศัพท์มือถือ การบริหารจัดการ การฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์โดยใช้โดรน พบว่า สามารถลดแรงงานในการดำเนินงาน ลดปริมาณน้ำในการฉีดพ่นสาร และลดปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดแมลง เนื่องจากมีเซนเซอร์ในการตรวจจับแมลง และมีการสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ  นอกจากนี้ในอนาคตจะขยายผลการดำเนินงานแปลงเกษตรอัจฉริยะ กับสมาชิกนาแปลงใหญ่ข้าว ต.สวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี  จำนวน พื้นที่ 1,800 ไร่ ต่อไป

ขณะเดียวกันยังเดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปน้ำนมดิบ สหกรณ์การเกษตรเมืองสุพรรณบุรี ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณ มีสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จำนวน 14 ราย ปริมาณโคนม จำนวน 1,121 ตัว ปริมาณน้ำนมดิบ จำนวน 6.211 ตัน /วัน และปริมาณที่ส่งนมพาสเจอร์ไรซ์(โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน จำนวน  34,000 ถุง/วัน โดยสหกรณ์มีแผนธุรกิจในการรวบรวมน้ำนมดิบ จำนวน 2,000 ตัน เดือนกันยายน 2562 สหกรณ์รวบรวมน้ำนมดิบได้ 1,649.41 ตัน เป็นเงิน 32,273,287.15 บาท นำไปแปรรูป 884.03 ตัน เป็นเงิน 15,807,363.96 บาท

รับมืออหิวาต์สุกรประชิดไทยทุกด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รับมืออหิวาต์สุกรประชิดไทยทุกด้าน

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 15:29 น.
อหิวาต์หมู,เฉลิมชัย,ระบาด,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์,โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร,กรมปศุสัตว์
เปิดอ่าน 337 ครั้ง

เกษตร ระดมรับมือโรคอหิวาต์สุกร นัดถกทุกฝ่าย 15 พ.ย.นี้ เตรียมแนวทางป้องกันโรคระบาดข้ามพรหมแดน

11 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้เตรียมประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแห่งชาติตามที่ครม. เห็นชอบให้เป็นวาระแห่งชาติ

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อกำหนดนโยบายและเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) มาตรการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะบูรณาการทุกภาคส่วน โดยกรมปศุสัตว์ ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรร่วมมือในการป้องกันโรคอย่างเข้มแข็งมาตลอด

“ขณะนี้ไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ยังไม่เกิดโรค ดังนั้นจะต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องโรคให้เข้มงวดขึ้น ตลอดจนเตรียมแผนรับสถานการณ์ และแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ “รมว.เกษตรฯกล่าว

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดประเทศไทยประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังการระบาดของโรค ASF แล้ว 27 จังหวัดซึ่งส่วนใหญ่เป็นจังหวัดตามแนวชายแดนและจังหวัดเชื่อมต่อรวม 22 จังหวัดได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด ราชบุรี ระนอง และประจวบคีรีขันธ์

ส่วนอีก 5 จังหวัดที่ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังบางส่วน ได้แก่ จังหวัดตากมี 5 อำเภอคือ อุ้มผาง แม่สอด ท่าสองยาง แม่ระมาด และพบพระ จังหวัดพิษณุโลกมี 2 อำเภอคือ ชาติตระการ และนครไทย จังหวัดเพชรบุรีมี 2 อำเภอคือ หนองหญ้าปล้อง และแก่งกระจาน จังหวัดกาญจนบุรีมี 5 อำเภอคือ สังขละบุรี ทองผาภูมิ ไทรโยค เมืองกาญจนบุรี และด่านมะขามเตี้ย และจังหวัดชุมพรมี 1 อำเภอคือ ท่าแซะ

แม้จะไม่ได้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่ก็เป็นโรคระบาดร้ายแรงในสุกร หากสุกรติดเชื้อไวรัสก่อโรคมีอัตราการตายสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เชื้อ ASF มีความคงทนสิ่งแวดล้อม เชื้อมาสามารถอยู่ในเลือด เนื้อ กระดูก สารคัดหลั่ง และของเสียที่ขับออกจากสุกร แม้นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แล้วก็ยังพบการปนเปื้อนของเชื้อโรค ซึ่งยังไม่มีวัคซีนป้องกันและยารักษา โดยกำลังระบาดในจีน เวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา ล่าสุดที่ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ ดังนั้นไทยต้องมีแนวทางป้องกันที่ให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจ ร่วมมือป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ เพื่อไม่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศและการส่งออกสุกร

ครบรอบ 9 ปีตลาดสุขใจเริ่มเปิดโซนวันธรรมดา 11 พ.ย.เป็นต้นไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398270?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ครบรอบ 9  ปีตลาดสุขใจเริ่มเปิดโซนวันธรรมดา 11 พ.ย.เป็นต้นไป

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 08:21 น.
ตลาดสุขใจ
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

ครบรอบ 9  ปี ตลาดสุขใจเริ่มเปิดโซนวันธรรมดา 11 พ.ย.เป็นต้นไป

ตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน ภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ  จัดงาน”ครบรอบ 9 ปี ตลาดสุขใจ”  พร้อมเปิดแนวคิดการยกระดับตลาดสะท้อนการรวมกลุ่มของเกษตรกรอินทรีย์อย่างเข้มแข็งภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม (PGS)  การบริหารจัดการตลาดอย่างมีระบบและมีส่วนร่วม และสะท้อนการเติบโตของสังคมอินทรีย์โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการวัตถุดิบอินทรีย์และการเรียนรู้มากขึ้น  รวมถึงสะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการ องค์กร ที่ต้องการมาเรียนรู้วิถีการดำเนินธุรกิจเกื้อกูลสังคม หรือสามพรานโมเดล ที่มีการเชื่อมโยงห่วงโซ่ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของสวนสามพราน ที่นำไปสู่การเปิดตลาดสุขใจ การขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมถึงการพัฒนาแอพพลิเคชั่น  Thai  Organic Platformเชื่อมโยงห่วงโซ่อินทรีย์ทั้งระบบ และให้ผู้บริโภคเข้าถึงสังคมอินทรีย์ และเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น

ในงานครบรอบ 9  ปี ตลาดสุขใจ ที่จัดขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ได้รับเกียรติจาก  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์และราษฎรอาวุโส มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษ  โดยมีคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิสังคมสุขใจ  รายงานถึงความเป็นมาและก้าวสำคัญของตลาดสุขใจ

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล เปิดเผยว่า ตลาดสุขใจเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2553 จนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 9 ปี  แล้ว มีจำนวนผู้บริโภค มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดสุขใจมากขึ้นทุกปี  โดยรวมระยะเวลา9 ปี จำนวนกว่า   833,000 คน สร้างรายได้ให้เกษตรกรอินทรีย์  ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 16 กลุ่ม 180 ครอบครัว และชุมชนที่ได้เปิดพื้นที่เข้ามาจำหน่ายอาหารอย่างต่อเนื่อง  รวมเป็นเงิน หมุนเวียนในตลาดและเป็นรายได้ตรงถึงเกษตรกรอินทรีย์และชุมชนตลอดระยะเวลา 9 ปี รวมมูลค่าประมาณ 214  ล้านบาท

เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ยังได้ เล่า ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดสุขใจ  ในปี 2562 ซึ่งมีการปรับพื้นที่ตลาดสุขใจใหม่ และดำเนินการจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว  ว่านอกจากการปรับพื้นที่แล้ว ในส่วนคุณภาพมีการยกระดับความเป็นอินทรีย์ และการจัดพื้นที่เพื่อสะท้อนการทำงานร่วมกันของกลุ่มเกษตรกรภายใต้ระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม

“เราปรับพื้นที่บริเวณตลาดสุขใจใหม่ ให้เชื่อมโยงกับโซน Patom  Organic Village  และกิจกรรมในสวนสามพราน ซึ่งมีการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล เพื่อให้ทุกคนเห็นความเชื่อมโยงของเส้นทางวัตถุดิบและอาหารตั้งแต่ต้นทางการผลิต การแปรรูป และมาสู่ผู้บริโภคที่ตลาดสุขใจ  โดยจากการปรับปรุงนี้ทำให้ผู้บริโภค ได้รับความสะดวกในการซื้อสินค้า รวมถึงได้เห็นการขับเคลื่อนเกษตรกรอินทรีย์ ที่แต่ละร้านจะมีป้ายชื่อกลุ่มเกษตรกร รวมถึงใบประกาศข้อตกลงร่วม (PGS) ของทั้งตลาดสุขใจและของกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนร้านค้าทั้งสิ้นจำนวน 53 ร้าน และมีการกำหนดให้อาหารที่จำหน่ายในตลาดให้มีวัตถุดิบอินทรีย์อย่างน้อย 70%   ขึ้นไป”

ตลาดสุขใจยังมีนโยบายGo Green  มีการจัดการขยะอย่างครบวงจร  และงดการใช้ถุงหิ้วพลาสติด หลอดพลาสติก           ขวดพลาสติก พร้อมส่งเสริมให้ผู้บริโภคนำถุงผ้า ตะกร้า มาช้อปด้วย  โดยตลาดสุขใจเปิดทุกวันเสาร์ – อาทิตย์           เวลา 8.30 – 16.00 น. อย่างไรก็ตามในโอกาสครบรอบ 9 ปี และจากความต้องการผลผลิตอินทรีย์ของตลาดที่มีมากขึ้น

นายอรุษ  นวราช  เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จะมีการเปิดตลาดสุขใจในวันธรรมดาด้วย  เริ่มตั้งแต่วันที่ 11  พฤศจิกายน เป็นต้นไป โดยในช่วงแรก จะเป็นการเปิดในส่วนของศูนย์อาหาร ส่วนขนม ของฝาก เสื้อผ้า และผลผลิตของกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ที่มีความพร้อม   และร้านวิสาหกิจเพื่อสังคมสุขใจออร์แกนิกโดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลาเวลา 10.00– 16.00 น.

ทั้งนี้ยังมีการเปิดร้านจำหน่ายสินค้า Patom Shop บริเวณตลาดสุขใจ เพื่อให้ผู้บริโภค และนักท่องเที่ยว ได้มีแหล่งซื้อผลิตภัณฑ์และขนมของฝาก ที่ใช้วัตถุดิบอินทรีย์จากการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์

สร้าง GovTech สู่เกษตร 4.0 เชื่อม”บิ๊กดาต้า”สู่การค้าโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398267?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สร้าง GovTech สู่เกษตร 4.0 เชื่อม”บิ๊กดาต้า”สู่การค้าโลก

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 05:34 น.
อลงกรณ์ พลบุตร
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

สร้าง GovTech สู่เกษตร 4.0 เชื่อม”บิ๊กดาต้า”สู่การค้าโลก

นับเป็นก้าวย่างสำคัญของภาคการเกษตรไทย เมื่อรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งเดินหน้าภาคเกษตรไทยก้าวไปสู่ผู้นำเกษตรโลก โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ พร้อมวางระบบบิ๊กดาต้าในการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วนทั้งภาคการผลิต การแปรรูปและการตลาดเข้าด้วยกันเพื่อง่ายต่อการวางนโยบายการเกษตรประเทศไทย

บางช่วงบางตอนในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “สร้าง GovTech สู่เกษตร 4.0” โดย อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ “12 ปีสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย (สกท.)” และ “20 ปีรวมพลคนข่าวเกษตร” ณ อาคารจักรพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อเร็วๆ นี้

โดยเขากล่าวว่าสิ่งที่จะพูดในวันนี้เป็นเรื่องอนาคตข้างหน้าของภาคการเกษตรไทย มีเป้าหมายสำคัญก็คือการทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้คนไทยมีรายได้ต่อหัว 5 พันดอลลาร์ต่อคนต่อปี หรือ 4.5 แสนบาทต่อคนต่อปีนั้น เป็นเป้าหมายที่เราจะต้องนำพาประเทศไปสู่จุดนั้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีภารกิจหน้าที่โดยตรงในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไปสู่มิติใหม่ เป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทันสมัยสามารถสร้างรายได้ให้เป็นเศรษฐกิจฐานหลักของประเทศ

ไม่ว่าจะในรูปของไบโอเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ไม่ว่าในรูปของเศรษฐกิจดิจิทัลหรือการผสมผสานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งสามประเภทดังกล่าวเป็นแนวทางของกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงที่ทันสมัยล้ำหน้ามากที่สุดภายใน 6 เดือนจากนี้ไปและจะทำให้กระทรวงเกษตรฯ สามารถเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของประเทศเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มีชีวิตที่มีความมั่งคั่ง มั่นคงอย่างยั่งยืน

ภารกิจที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการในขณะนี้คือการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้ครบทั้ง 77 จังหวัด โดยจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทุกแห่งทั้งประเทศ ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถือเป็นสถาบันการศึกษาหลักของภาคการเกษตรกรรมมาโดยตลอด จะเป็นครั้งแรกในประเทศที่เราจะมีศูนย์เทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมในทุกจังหวัดและจะเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี ศูนย์กลางต้นแบบสตาร์ทอัพทางการเกษตร จะเป็นศูนย์กลางความร่วมมือการถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ของส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในทุกจังหวัด รวมทั้งภาคีเครื่อข่ายต่างๆ นี่เป็นการเริ่มต้นวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่อนำประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศเกษตร 4.0

นโยบายของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีการเกษตรนั้น  ท่านรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ที่ตนเองเป็นประธาน โดยได้วางแนวทางไว้ 3 แนวทาง แนวทางแรก คือ การทำให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงเทคโนโลยีที่ทันสมัยภายในอีก 2 เดือนข้างหน้าหรือในวันที่ 1 มกราคม 2563 กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นกระทรวงแรกใน 20 กระทรวง มีหน่วยงาน 20 กว่าหน่วยงานจะให้บริการทางออนไลน์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยหลังจากได้ดำเนินการมาอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลาสองเดือนเศษที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70-80%

และเพื่อให้มั่นใจว่ากรมต่างๆ สำนักงานต่างๆ องค์การมหาชน ตลอดจนรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งหมดจะเริ่มต้นอย่างน้อย “1 โครงการ 1 ควิกวิน” ที่จะนำเทคโนโลยีมาให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกร นั่นคือก้าวแรกที่สำคัญที่ให้ทุกคนตระหนักว่าบัดนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังก้าวสู่มิติใหม่ของยุคแห่งดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่น

แนวทางที่สองคือการปฏิรูปกระทรวงเกษตรฯ โดยใช้บิ๊กดาต้าและปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ในการรวบรวมข้อมูลทางด้านการเกษตรทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การบริหารงานของกระทรวงที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด  สำนักงานเกษตรในต่างประเทศ 11 แห่ง 8 ประเทศเชื่อมโยงกับกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีสถานทูตและสำนักงานพาณิชย์ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก  โดยใช้ฐานข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์โดยปัญญาประดิษฐ์ในการวางแผนโครงการและงบประมาณตลอดจนการส่งเสริมเกษตรกรในการผลิตพืชเกษตรหรืิอปศุสัตว์หรือการประมง โดยการเชื่อมโยงของบิ๊กดาต้ากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการคลัง โดยกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะต้นน้ำทางการผลิตไปสู่การแปรรูปกลางน้ำของกระทรวงอุตสาหกรรมไปสู่ปลายน้ำคือกระทรวงพาณิชย์ทั้งการค้าในประเทศและการส่งออกภายใต้การสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณและสินเชื่อทางการเงินและการลงทุนโดยกระทรวงการคลังที่คล้องกันเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นเกษตร 4.0

ซึ่งโมเดลที่ขับเคลื่อนในขณะนี้ยังไม่เคยมีการเชื่อมโยงในการบูรณาการขับเคลื่อนภายใต้การใช้เทคโนโลยีของการสื่อสารและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลให้เป็นประโยชน์จากการวางแผนทั้งการตลาด การผลิตมาก่อน โดยจุดเปลี่ยนที่กำลังสร้างขึ้นนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แน่นอนที่สุดว่าภายใต้พื้นที่ 149 ล้านไร่ อันเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีพื้นที่ชลประทานที่มีศักยภาพ 60 ล้านไร่ มีแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตร 10 กว่าล้านคน มีครอบครัวเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 7 ล้านครอบครัว มีประชากรที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม 38 ล้านคน ทำให้สัดส่วนภาคเกษตรอุตสาหกรรมมี 10% ของจีดีพี แต่สิ่งที่ต้องให้เครดิตในทุกรัฐบาล ทุกพรรคการเมือง ตลอดจนสื่อสารมวชน นั่นคือการที่ทำให้ประเทศไทยวันนี้ก้าวสู่การเป็นประเทศส่งออกอาหารเป็นอันดับ 12 ของโลก

อลงกรณ์กล่าวต่อว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยแซงอินเดียที่มีขนาดใหญ่กว่าทั้งพื้นที่และประชาชกรจากผลการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้การส่งออกอาหารของประเทศไทยเป็นอันดับสองของเอเชีย เป็นรองแต่เฉพาะจีนเท่านั้นใน 20 อันดับของประเทศผู้ส่งออกอาหารทั่วโลก มีเพียงสองประเทศเท่านั้นที่โตแบบก้าวกระโดดขึ้นไปสองอันดับได้ภายในปีเดียวคือเม็กซิโกและประเทศไทย

สิ่งสำคัญคือประเทศไทยนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่ใครๆ คิิด เพราะประเทศไทยผลิตยางพาราและส่งออกยางพาราอันดับหนึ่งของโลก แม้แต่น้ำตาลและอ้อยประเทศไทยก็ส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับสองของโลกรองจากบราซิล ส่วนมันสำปะหลังก็เป็นอันดับหนึ่งอันดับสองของโลกมาโดยตลอด เช่นเดียวกับปาล์มน้ำมัน แม้แต่สินค้าแปรรูปอย่างสับปะรดกระป๋องก็ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก หรือปลาทูน่ากระป๋องก็เป็นอันดับหนึ่งของโลก แม้จะไม่มีปลาทูน่าแม้แต่ตัวเดียว

หรือผลไม้เมืองร้อนก็อันอันดับหนึ่งของโลก อย่างทุเรียนปีนี้ส่งออกเป็นมูลค่ากว่าสองหมื่นสี่พันล้านบาท การก้าวกระโดดของการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรไม่ใช่เกิดจากความฟลุกเหมือนการซื้อหวย แต่เกิดจากฝีมือของเกษตรกรไทยและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นี่คือศักยภาพที่เรามี ขีดความสามารถในการแข่งขันที่เรามีภายใต้นโยบายปฏิรูปกระทรวงเกษตรฯและภาคเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยี เราจะก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำของโลกเร็วกว่า 20 ปีที่วางเป้าหมายไว้อย่างแน่นอน

และแนวทางสุดท้ายคือการนำเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะมาดำเนินการกับโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กฟาร์มหรือเกษตรแปลงใหญ่ วันนี้เกษตรแปลงใหญ่ได้รับการยกระดับขึ้นสู่เกษตรแปลงใหญ่ 4.0 เรามีเกษตรแปลงใหญ่ทั่วประเทศกว่า 6,000 แปลง มีตั้งแต่ 200 ไร่ ไปจนถึง 3,000 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดทั่วประเทศกว่า 6 ล้านไร่ มีระบบบริหารจัดการโดยเกษตรกรและเพื่อนเกษตรกร วันนี้มีการนำเทคโนโลยีเข้าไปสู่การผลิตอย่างเต็มรูปแบบ  เกษตรกรยุคใหม่จะบริหารฟาร์มของตัวเองด้วยมือถือ นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่เราแสดงให้เห็น

             นี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้กับภาคการเกษตรไทยผ่านมุมมองของที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “อลงกรณ์ พลบุตร”     

เฉลิมชัย เร่ง กรมวิชาการเกษตรสรุปสต็อก 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย เร่ง กรมวิชาการเกษตรสรุปสต็อก 3 สารเคมี

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
3 สาร,พาราควอต,มนัญญา,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตร
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

เฉลิมชัย เร่ง กรมวิชาการเกษตร สรุปสต็อก 3 สารเคมีพรุ่งนี้ มนัญญา งัดพรบ.วัตถุอันตราย ม.52 ระบุ ค่าทำลายอยู่ในความรับผิดชอบผู้ครอบครองอย่าผลักภาระให้รัฐ

11 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด เร่งประชุมกำหนดมาตรการต่างๆ ให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด

อ่านข่าว –  ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะทำงานได้นัดหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรได้รับผลกระทบ รวมทั้งการเตรียมเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัยในการประชุมครั้งที่ 2 ในสัปดาห์นี้

กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร  (สคว.)ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานแก่ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) 8 แห่งทั่วประเทศเร่งรัดสต็อกล่าสุดของสารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสภายในพื้นที่ส่งให้สคว. ภายในวันพรุ่งนี้ (11 พฤศจิกายน) รวมทั้งให้จัดทำแผนการรับแจ้งและเก็บรวบรวมเพื่อจะนำเสนอคณะทำงานของกระทรวงฯ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีที่เป็นวัตถุอันตรายเป็นความรับผิดชอบของผู้ครอบครอง ตามพ.ร.บ. วัตถุอันตราย มาตรา 52 วรรคท้าย ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตร เตรียมส่งสารวัตรเกษตรและสารวัตรเกษตรอาสาจัดทำมาตรการตรวจสอบสต็อกอย่างเข้มงวด รวมทั้งป้องกันการลักลอบนำเข้าและจำหน่าย โดยก่อนที่การยกเลิกจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคม ต้องไปให้คำแนะนำแก่ร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรให้ส่งคืนบริษัท แล้วบริษัทต้องรับผิดชอบค่าทำลาย ไม่ใช่ใช้งบประมาณรัฐ

รมช. เกษตรฯกล่าวว่า ยังมีกำหนดการมอบหมายนโยบายแก่สารวัตรเกษตรทั่วประเทศซึ่งมีอยู่ประมาณ 300 คน ในวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 10.00 นาฬิกาเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่อง ข้อควรปฏิบัติหลังการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด โดยมอบหมายให้นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเรียกสารวัตรเกษตรเข้าร่วมประชุม ตลอดจนจัดสถานที่ให้ด้วย

ก่อนหน้านี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำสั่งกรมวิชาการเกษตร เรื่อง การดำเนินการกับวัตถุอันตราย ชนิดที่ 4 ประกอบด้วย กลุ่มไกลโฟเซตได้แก่ เซสควิโซเดียม ไกลโฟเซต โซเดียม ไกลโฟเซต ไดแอมโมเนียม ไกลโฟเซต ไตรมีเซียม ไกลโฟเซต โพแทสเซียม ไกลโฟเซต โมโนเอทิลแอมโมเนียม ไกลโฟเซต และโมโนแอมโมเนียม ไกลโฟเซต กลุ่มคลอร์ไพริฟอสได้แก่ ไอโซโพรพิลแอมโมเนียม คลอร์ไพริฟอส และคลอร์ไพริฟอส-เมทิล

ส่วนกลุ่มพาราควอตได้แก่ พาราควอตคลอไรด์และพาราควอตไดคลอไรด์ ซึ่งผู้ครอบครองต้องแจ้งปริมาณที่มีไว้ในครอบครองภายใน 15 วัน นับแต่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้วัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลบังคับใช้ โดยผู้ครอบครองที่อยู่ในกรุงเทพมหานครแจ้งได้ที่ สำนักงานควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร

ส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร 8 เขตในจังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยนาท จันทบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา จากนั้นต้องส่งมอบแก่หน่วยงานที่กำหนดหลังแจ้งการครอบครองภายใน 15 วัน ซึ่งคำสั่งนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562

งดส่งน้ำทำนาปรังลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

งดส่งน้ำทำนาปรังลุ่มเจ้าพระยา

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำแล้ง,ภัยแล้ง,เขื่อน
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

กรมชลฯงดส่งน้ำทำนาปรังลุ่มเจ้าพระยา เตือนเขื่อนน้ำน้อยวิกฤต อุบลรัตน์ -0.41% จุฬาภรณ์ 10.28%

11 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์  ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

โดยจัดทำแผนการจัดสรรน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนให้มากที่สุด นั้น ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย กรมชลประทาน

ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปการแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ร่วมถึงหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำโดยทั่วกัน
โดยในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเจ้าเจ็ด-บางยี่หน ได้รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอบางไทร ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำเดือนพฤศจิกายน ให้รับทราบ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่หันมาเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง

เช่นเดียวกันกับที่จ.อ่างทอง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายางมณี เข้าร่วมการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ โดยมีผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ได้รายงานถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบันในพื้นที่ การใช้น้ำเพื่อการเกษตร และการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของกรมชลประทาน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือไม่ทำนาต่อเนื่อง และนาปรังในฤดูแล้ง ปี 62/63 แต่ให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน
ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะเน้นส่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย จึงต้องขอความร่วมมือเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง(ต่อเนื่อง) เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน และมีน้ำสำรองไว้ใช้จนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าอย่างเพียงพอ

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ระบุสภาพน้ําในอางเก็บน้ําขนาดใหญและขนาดกลาง ปริมาตรน้ําในอ่างฯ 50,267 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 66 (ปริมาตรน้ําใช้การได้ 26,346 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51) ปริมาตรน้ําในอ่างฯ เทียบกับปี 2561 (61,158 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 80) น้อยกว่าปี2561 จํานวน 10,891 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ําไหลลงอ่างฯ 74.32 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ํา ระบาย จํานวน 91.18 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ําได้อีก 25,800 ล้าน ลบ.ม.

สภาพน้ําในอางเก็บน้ําขนาดใหญ่ ปริมาตรน้ําในอ่างฯ 47,119 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 66 (ปริมาตรน้ํา ใช้การได้23,583 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50) ปริมาตรน้ําในอ่างฯ เทียบกับปี2561 (57,550 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น ร้อยละ 81) น้อยกว่าปี 2561 จํานวน 10,431 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ําไหลลงอ่างฯจํานวน 59.06 ลบ.ม ปริมาณน้ําระบาย จํานวน 75.05 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ําได้อีก 23,808 ล้าน ลบ.ม.

ส่วน 4 เขื่อนใหญ่ ลุ่มเจ้าพระยา คือเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ5.8พันล้านลบ.ม.เป็นน้ำใช้การได้ 2พันล้านลบ.ม. หรือ22% เขื่อนสิริกิติ์ 5.2พันล้านลบ.ม.ใช้การได้2.4พันล้านลบ.ม.หรือ36% เขื่อนแควน้อย 490ล้านลบ.ม.ใช้การได้470ล้านลบ.ม.หรือ50% เขื่อนป่าสักฯ331ล้านลบ.ม.ใช้การได้328 ล้านลบ.ม.หรือ34% ระบายวันละ25ล้านลบ.ม. รวมทั้งหมด1.1หมื่นล้านลบ.ม. รวมน้ำใช้การได้5.2พันล้านลบ.ม.หรือ29%

ส่วนเขื่อนอุบรัตน์ เหลือน้ำก้นอ่าง 574ล้านลบ.ม.ปล่อยระบายวันละ6.5แสนลบ.ม.เพื่ออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เหลือน้ำ50ล้านลบ.ม.งดระบาย

ด้านสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์กรมหาชน (สสน.)ระบุสถานการณ์น้ำที่มีเขื่อนน้ำน้อยวิกฤต มีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่าร้อยละ 30 เช่น เขื่อนอุบลรัตน์-0.41% เขื่อนจุฬาภรณ์10.28 %

ส่วนเขื่อนน้ำมากวิกฤตเช่น เขื่อนสิรินธร(93.55%),เขื่อนศรีนครินทร์(87.61%),เขื่อนวชิราลงกรณ(86.44%)

พิสูจน์ ไร่อ้อยสุพรรณ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ปราบวัชพืชได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398247?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

พิสูจน์ ไร่อ้อยสุพรรณ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ปราบวัชพืชได้ผล

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 19:08 น.
เกษตรอินทรีย์,สารชีวภัณฑ์,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตร,แบน 3 สาร,พาราควอต
เปิดอ่าน 150 ครั้ง

พิสูจน์ แล้ว ไร่อ้อยวสุพรรณ ใช้จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์กำชัดวัชพืช ได้ผลจริง หลังก่อนหน้านี้ขอขึ้นทะเบียนกรมวิชาการไม่ได้

10 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร  ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ พร้อมด้วยนายวรยุทธ บุญมี  ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนและ เจ้าหน้าที่ กนท.กกส.และกษ.สุพรรณบุรี

ตัวแทนนักวิจัย  เอกชน ที่ร่วมกันศึกษา“จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  ร่วมกับ ม. แม่โจ้ ได้ ร่วมกันเข้า ตรวจสอบ แปลงอ้อยอินทรีย์ของ นายสุรินทร์ ขันทอง  บ้านหนองมะค่าโหม่ง ต.หนองมะค่าโหม่ง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งมีการปลูกอ้อยอินทรีย์ 600ไ ร่  โดยใช้จุลินทรีย์ในการกำจัดวัชพืช เพื่อเป็นการพิสูจน์ ว่าสามารถใช้ได้ผลจริงหรือไม่ หลังจากพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการกำจัดวัชพืชที่ใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์” และไม่มีการใช้สารเคมี

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ ให้ตนพร้อมตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ลงตรวจสอบข้อมูลหลังจากที่ผ่านมา มีการเสนอข้อมูลจากนักวิจัยเอกชน บางกลุ่มที่ทำงานวิจัยร่วมกับ ม. เกษตรแม่โจ้  แจ้งว่ามีการศึกษาวิจัย เรื่องการ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  ที่นำมาใช้ในการทำการเกษตรทั้งระบบและสามารถใช้ได้ผลจริง ตั้งแต่การปรับปรุงบำรังดินที่เคยใช้สารเคมี ให้กับมาเป็นดินที่ไม่มีสารเคมีตกค้าง

ขณะเดียวกันยังมีการศึกษา เรื่องการใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “ ในการกำจัดวัชพืช ได้จริง  โดยก่อนหน้านี้ นาย เฉลิมชัย  รมว. เกษตรฯ ได้สั่งให้มีการตั้งคณะทำงานได้ศึกษา ในการหาสิ่งทดแทน ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรหลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้แบน 3 สารเคมี ที่เป็นสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดวัชพืชและแมลง ซึ่งหากไม่มีสิ่งทดแทนที่ชัดเจน อาจสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรได้ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและหาทางออก กับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งระบบ

โดยหลังจากมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้นำข้อมูลที่มีการศึกษาวิจัยมาให้กระทรวงเกษตร พิจารณาส่งเสริมให้มีการผลิต “ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  และมีการใช้ จริงในพื้นที่ สุพรรณบุรี  จึงลงตรวจสอบในพื้นที่   และจาการสอบถามข้อมูลทั้งจาก  กลุ่มนักวิจัย และ ผู้ใช้ จริงก็ พบว่าที่ผ่านมา จุลินทรีย์ และชีวภัณฑ์ ที่มีการผลิต มีการใช้ ในกลุ่มคนบางกลุ่ม เพราะมีปัญหาเรื่องการขึ้นที่ทะเบียนของทางกรมวิชาการเพราะ กรมวิชาการจะมี การขึ้นทะเบียนให้เฉพาะชีวภัณฑ์เชิงเดี่ยว  เท่านั้น  จึงติดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน ทั้งหมด เพราะจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่ทดลองใช้ เป็นเชิงอนุพันธ์   จึงมีปัญหา เพราะตามกฎหมายในการขึ้นทะเบียน และ  ชีวภัณฑ์ ทางเลือกทุกชนิดที่จะสามารถจำหน่ายได้  ต้องการผ่านการรับรองจากกรมวิชาการทั้งหมด เพื่อให้การคุ้มครองเกษตรกร เช่นเดียวกับสารเคมีทั้งหมดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามการประชุมคณะกรรมการศึกษาผลกระทบหลังยกเลิก 3 สาร  ที่มีการประชุมครั้งแรกก็ พบว่าหลังมีการแบน สารเคมี 3 ชนิด  ที่ผ่านมา ยังไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องสิ่งทดแทน ในส่วนสารเคมีที่ถูกแบน จึงได้สั่งการ ให้ทางกรมวิชาการเสนอทางเลือก เข้ามา ปรากฏว่า ในส่วนของกรมวิชการการเสนอมา ส่วนใหญ่เป็นสารเคมี  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเหมาะสม เมื่อแบน สารเคมี และต้องการยกเลิกการใช้สารเคมี ก็ไม่ควรนำสารเคมีมาทดแทน

หลังจากการตรวจสอบก็พบว่า มีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่ เป็น ทางเลือกอีกทางไม่มีการเสนอมา จึงได้มีการสอบถาม ก็ พบว่า ยังไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนรับรอง จึงไม่สามารถเสนอต่อที่ประชุมได้  แต่ในที่ประชุม ก็ ด้มีการนำเสนอข้อมูลจาก ทางนายวรยุทธ บุญมี  ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน หรือกนท.ว่ามีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่มีการใช้จริง ตนจึงเข้ามาตรวจสอบ เพื่อสรุปข้อมูลต่อที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุม ในวันที่ 14 พฤศจิกายน นี้  โดยจากข้อมูลที่มีการสอบถาม นักวิจัย และเกษตรกรที่ใช้จริง พบว่า มีต้นทุนการผลิต โดย เฉลี่ย พอกับ ต้นทุน ของสารเคมีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่แบนก่อนหน้านี้ แต่มีข้อดีคือ  ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์ ทั้งหมด ซึ่งปลอดภัย สามารถพิสูจน์ได้

ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังหาทางที่จะช่วยเกษตรกร ทั้งหมด ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีทั้ง 3 สาร   วันนี้มีข้อเสนอที่ดี ไม่ใช่เฉพาะชีวภัณฑ์ ก็เสนอและมาให้ข้อมูลที่กระทรวงเกษตรได้ เพื่อเราจะนำเสนอต่อที่ประชุม เมื่อต้องการ จะยกเลิกการใช้สารเคมี ก็ไม่ควรจะใช้เคมีเข้ามาทดแทน อีกหากยังเสนอ สารเคมีมาเป็นทางเลือกอีก กระทรวงเกษตรจะตอบสังคมได้อย่างไร  หากจุลินทรีย์ ได้ได้ผลจริง และมีการตรวจสอบรับรองได้ ก็ น่าจะเป็นทางเลือกได้อีกทาง ซึ่งนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการประทรวงเกษตรก็ชัดเจนว่า ต่อการส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์ เป็นหลัก ซึ่งต้องสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งหมด

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วน แนวคิดที่จะมีการจัดตั้งองค์ขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องเกษตรอินทรีย์ ให้ชัดเจน ในส่วนตนเห็นว่าดี และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เนื่องต้องการส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรกรอินทรีย์ ที่ยั่งยืน ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย

นายสุรินทร์ ขันทอง เกษตรกร เจ้าของแปลงไร่อ้อย กล่าวว่า เดิมตนใช้เคมี และมีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตค่อนข้างเยอะ  ขณะเดียวกันก็ มีวัชพืช จำนวนมาก ก็พยายามแก้ปัญหามาหลายวิธี จน มาพบชีวภัณฑ์ทางเลือก   ตามที่มีการแนะนำ  จึงลองใช้ดู  หลังจากใช้มานานกว่า 7 ปี ก็ พบว่า การกำจัดวัชพืช สามารถ แก้ปัญหาได้ทั้งระบบ และมีสุขภาพแข็งแรง ระบบนิเวศ กลับมาดีเหมือนเดิม จึงเลือกใช้มาตลอด  แต่ขณะนี้ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการใช้แพร่หลาย เนื่องจาก ยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากภาครัฐ มีการขึ้นทะเบียน ให้คาดว่าน่าจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกร ได้มากขึ้นด้วย จึงอยากของให้ภาครัฐพิจารณา ในเรื่องนี้ด้วย

ยนายฐปนรมย์ แจ่มใส   นักวิจัยอิสระ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้เปิดเผยว่า ตนได้ทำหนังสือ ถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลจากทางกระทรวงเกษตรฯ  เรื่องการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรม ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี  ทั้งหมดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร หากต้องการ ยกเลิกการใช้สารเคมีจริง ก็ ควรจะใช้ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ไม่ใช่สารเคมีมาทดแทน

ตนได้ศึกษาวิจัย ร่วมกับ ม.แม่โจ้ และใช้ในแปลงทดลอง และท้าพิสูจน์ ว่าได้ผลจริง ตนจึงพาตัวแทนจากกระทรวงเกษตรมาดู แปลงทดลอง เพื่อให้เห็นชัดเจนจากนี้ไปคงขึ้นอยู่กับทางกระทรวงเกษตรว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร หากมีข้อสงสัยตนพร้อมจะให้ความร่วมหรือทดลอง ในทุกด้าน

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ตนได้ขอขึ้นทะเบียน กับกรมวิชาการมาโดยตลอดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร แต่ได้รับการปฎิเสธ ว่าไม่สามารถ ขึ้นทะเบียนได้ ทั้งที่ต่างประเทศ สามารถ ขึ้นทะเบียนได้ทั้งหมด รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อจำหน่าย และสร้างรายได้มหาศาล และที่ผ่านมา ตนก็เป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มเกษตรกรและผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ หลายประเทศ จึงไม่อยากเกษตรกรไทยเสียโอกาส

เจียไต๋ผนึกจ.ศรีสะเกษ ขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398112?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เจียไต๋ผนึกจ.ศรีสะเกษ ขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 06:20 น.
เจียไต๋
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

เจียไต๋ ลงนามความร่วมมือกับจังหวัดศรีสะเกษ ขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัยอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และนายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัย โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง จังหวัดศรีสะเกษ

บันทึกข้อตกลงฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงการผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนเกษตรกรที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมเกษตรผ่านโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัย ในจังหวัดศรีสะเกษ

นายมนัส เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัยครั้งนี้ว่า “พริกถือเป็นหนึ่งในพืชผักที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาช้านาน เพราะคนไทยนิยมบริโภคอาหารรสจัด เราทานพริกกันมาก แต่พริกก็เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีสารเคมีตกค้างมากที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันการปลูกพริกของไทยยังเป็นการเพาะปลูกตามฤดูกาล ทำให้ได้ผลผลิตไม่ต่อเนื่อง จึงเกิดความขาดแคลนพริกในบางช่วง จนต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน พม่า เวียดนาม ซึ่งมีราคาถูกกว่า ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่อาจจะเจอพริกที่ไม่ปลอดภัยแล้ว การนำเข้าพริกยังส่งผลกระทบกับอาชีพเกษตรกรของไทยเป็นอย่างมาก เพราะหากมีการนำเข้าพริกอย่างต่อเนื่องแล้ว เป็นไปได้ว่า สักวันหนึ่งเกษตรกรไทยจำนวนหลายแสนรายอาจจะสูญเสียอาชีพนี้ไปก็ได้ ดังนั้น เจียไต๋จึงต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับวงการเกษตรกรรมของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ สามารถปลูกพริกที่มีความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องได้ในทุกฤดูกาล และมีปริมาณเพียงพอกับการบริโภคของคนไทย ในราคาที่สมเหตุสมผล ลดการนำเข้าพริกและทำให้เกษตรกรมีความเชี่ยวชาญในการปลูกพริก จนสามารถแข่งขันด้านการตลาดกับประเทศอื่นๆได้ต่อไป”

เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพหลายประการของจังหวัดศรีสะเกษในการมุ่งสู่การเป็น “ดินแดนเกษตรปลอดภัย” และความต้องการในการผลักดันให้พริกเป็นหนึ่งในพืชประจำจังหวัด ผ่านโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อยกระดับเศรษฐกิจภายในจังหวัดให้มีความเข้มแข็ง อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์อาชีพดั้งเดิมในการปลูกพริกของจังหวัดศรีสะเกษให้ยังคงอยู่ เจียไต๋จึงได้ริเริ่มโครงการพริกปลอดภัยขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรต่างๆ เช่น การวางระบบให้น้ำ การวิเคราะห์ข้อมูลสภาพดินและสภาพอากาศ ตลอดจนการส่งนวัตกรผู้มีความเชี่ยวชาญการเกษตร หรือ Chia Tai Agronomist ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อผลักดันให้เกิดการทำเกษตรกรรมในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน ที่สามารถนำมาต่อยอดในการกำหนดนโยบายการตลาดได้อย่างครบวงจร และยังเป็นการส่งเสริมการปลูกพริกให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ยังผลักดันให้เกิดผลผลิตที่ได้รับการรับรองตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในการบริโภคพริกที่ปลอดภัย ในราคาสมเหตุสมผล ซึ่งในอนาคตผู้บริโภคจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาของผลิตผลได้อีกด้วย

นายมนัส เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ปิดท้ายว่า “กว่า 98 ปีของการดำเนินธุรกิจ เจียไต๋ยึดมั่นในคุณธรรมและความซื่อสัตย์ ซึ่งเราถือเป็นรากแก้วที่สำคัญของบริษัท ธุรกิจของเราเริ่มตั้งแต่การส่งมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ปุ๋ย ผลิตภัณท์อารักขาพืช เทคโนโลยีเพื่อการเพาะปลูก ไปจนถึงการส่งมอบผลผลิตสดใหม่ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ  เราจึงตระหนักดีว่าธุรกิจของเรามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่เจียไต๋ เรายึดมั่นในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วน ดังนั้น การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อการปลูกพริกปลอดภัย ร่วมกับจังหวัดศรีสะเกษในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจียไต๋ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 อย่างมั่นคง เพื่อสามารถบรรลุพันธกิจในการนำนวัตกรรมการเกษตรมาช่วยยกระดับวงการเกษตรกรรมของไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมส่งเสริมให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง”