สามพรานโมเดล ผสานพลังเกษตรอินทรีย์”ช้อปเปลี่ยนโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398110?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สามพรานโมเดล ผสานพลังเกษตรอินทรีย์”ช้อปเปลี่ยนโลก”

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 05:49 น.
สามพรานโมเดล,ตลาดสุขใจ
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

สามพรานโมเดล ผสานพลังเกษตรอินทรีย์”ช้อปเปลี่ยนโลก”

สามพรานโมเดล  จ.นครปฐม-ททท.-ทีเส็บ-สสส.-เซนทรัล-กรมการค้าภายใน
ผสานพลังขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์  จัดงานสังคมสุขใจ 13-15  ธันวาคม  ที่สวนสามพราน
ชูคอนเซปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก”  ได้ครบทั้งความรู้ เครือข่าย สินค้า และช่วยโลก
เผยไฮไลท์เปิดแอพลิเคชั่น Thai Organic Platform เชื่อมห่วงโซ่อินทรีย์ ครั้งแรกในไทย

   นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ  

10 พ.ย. 62 สามพรานโมเดล ร่วมกับ จ.นครปฐม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(องค์การมหาชน)หรือทีเส็บ  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล กรมการค้าภายใน บริษัทแล็ปอาหารยั่งยืน ประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกลุ่มภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา เกษตรกรอินทรีย์ และเครือข่ายส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จากทั่วประเทศ    จะได้ร่วมกันจัดงานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6   ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ สู่ชีวิตที่สมดุล  ภายใต้คอนเซปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก”  ขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม พ.ศ. 2562  ที่ สวนสามพราน จ.นครปฐม

งาน สังคมสุขใจ ครั้งที่ 6   ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ สู่ชีวิตที่สมดุล  เป็นงานประจำปี ที่จะบอกเล่าผลประสบการณ์การขับเคลื่อนของสามพรานโมเดลในปีที่ผ่านมา และเครือข่าย ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้จากการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ไอเดีย เทคนิค เครือข่ายและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงเป็นโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของคนทั้งห่วงโซ่ ถึงวิธีแก้ปัญหา แนวทางการพัฒนา เพื่อยกระดับห่วงโซ่อาหารอินทรีย์สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยผู้ร่วมงานจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ  ได้มาเรียนรู้ ได้เครือข่ายต่างๆ  เพื่อยกระดับตนเองเป็นผู้บริโภคที่มีความรอบรู้ด้านอาหารและสุขภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมอินทรีย์ และให้กับโลก ดังคอนเชปต์ของงานปีนี้ ที่มุ่งให้ทุกคนที่มาได้มากกว่าการช้อปผลผลิตอินทรีย์  แต่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ด้วย

นายอรุษ นวราช เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ  ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และประธานจัดงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6  เปิดเผยว่า ไฮไลท์สำคัญ ของงานสังคมสุขใจ ในปีนี้คือ จะมีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Thai Organic Platform   เชื่อมโยงห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกรอินทรีย์ กลางน้ำคือผู้ประกอบการ และปลายน้ำคือ ผู้บริโภค   โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ   ซึ่งจะมีการเริ่มเปิดใช้เป็นครั้งแรกในงาน  เพื่อให้ผู้บริโภคได้เริ่มเข้าถึงเกษตรกรอินทรีย์  ทราบถึงกิจกรรมทั้งการท่องเที่ยว การประชุมกลุ่ม การตรวจแปลง เข้าถึงความรู้การทำเกษตรอินทรีย์  และการมีส่วนร่วมขับเคลื่อน  ฯลฯ

ด้านร้อยตรี พงศธร ศิริสาคร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม  กล่าวว่า  จังหวัดนครปฐม มีการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมภาคการเกษตรมาอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองและอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยในช่วงที่ผ่านทางจังหวัดได้มีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และส่งเสริมการบริโภคในหลากหลายรูปแบบ  อาทิการเปิดตลาดอินทรีย์ในพื้นที่ต่างๆของจังหวัด เช่น โรงพยาบาล รวมถึงสนับสนุนให้มีการสื่อสารสร้างความรู้ให้ผู้บริโภคให้มีความรอบรู้ด้านอาหารและสุขภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางมีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงนิเวศอย่างมีจิตสำนึก

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6  ปีนี้มีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในหลายจังหวัด รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการ  มาร่วมอย่างคึกคัก  โดยเกษตรกรอินทรีย์ในเครือข่ายสามพรานโมเดล  ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 16 กลุ่ม  ในปีนี้ นอกจะนำผลผลิต  ผัก ผลไม้ และข้าวอินทรีย์ ยังมี ปศุสัตว์อินทรีย์ เช่นหมูหลุม ไก่โคราช และยังมีสินค้าแปรรูปต่างๆ  เครื่องปรุงรส  รวมถึงองค์ความรู้ในการทำปัจจัยการผลิต การทำเกษตรอินทรีย์ มาเผยแพร่ และนำพันธุ์ไม้มาจำหน่ายด้วย

ในงานสังคมสุขใจ ยังเป็นโอกาสที่ ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร จะได้มาช้อปหาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการจัดหาวัตถุดิบอินทรีย์ ซึ่งในงานนี้ สามพรานโมเดลอะคาเดมี (Sampran Model Academy)  ที่มีการเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในงานนี้ด้วย จะมีทีมเจ้าหน้าที่ส่งเสริม พร้อมให้คำปรึกษา ให้ข้อมูล ประสานเชื่อมโยงการขับเคลื่อน เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้ประโยชน์จากการมาร่วมงานมากที่สุด

ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช้อปเปลี่ยนโลก” และกลยุทธ์การตลาดการขับเคลื่อนซึ่งประกอบด้วย INSPIRE -LEARN- ACT-Share  นอกจากผู้ชมงานสังคมสุขใจ จะได้เลือกซื้อผลผลิตอินทรีย์ จากกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ที่มั่นใจได้ของสามพรานโมเดลและเครือข่ายรวมกว่า 200 บูธแล้ว ในงานนี้ยังมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขับเคลื่อนสามพรานโมเดล  ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจเกื้อกูลสังคมที่สวนสามพรานได้ใช้เป็นโมเดลในการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน   และยังมีการเล่าประสบการณ์การขับเคลื่อน Organic Tourism

ภายในงานปีนี้ ยังมีเกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่    ศิลปินรักสุขภาพรักโลก คนเมืองกับสวนอินทรีย์หลังบ้าน   อีกทั้งยังมีWorkshop กิจกรรมดี ไอเดียเด็ดๆ มาให้ทุกคนได้เรียนรู้ เช่น กิจกรรม “เส้นผักออร์แกนิก” จาก ภาคีเครือข่ายปันอยู่ ปันกิน    เมนูอินทรีย์ใช้พลังงานน้อย  เทคนิคการลดขยะอาหารด้วยตนเอง Food Waste Management     รวมถึงให้ผู้บริโภคได้ทดลองสวมบทบาท เกษตรกร ผู้ประกอบการ ฯลฯ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มกับเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง     ขณะที่ในส่วนของเด็กๆ ก็มี กิจกรรม วาดศิลป์ เล่นสี Eco Printing และขยะมหาสนุก จากสาขานิเทศศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม  และกิจกรรม เส้นทางอาหารอินทรีย์ ในปฐมออร์แกนิกวิลเลจ  ซึ่งเด็กๆ จะได้เรียนรู้การดำนา การทำปัจจัยการผลิต การเลี้ยงไส้เดือนดิน การสีข้าว การแปรรูปผลผลิตอินทรีย์ เช่น การทำน้ำส้มสายชูกล้วย สครับข้าว สบู่ข้าว การย้อมผ้าสีธรรมชาติ เป็นต้น

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมโลก ในงานสังคมสุขใจครั้งที่ 6  ยังมีการจัดฐานสาธิตสู่การปฏิบัติ เศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ณ ปฐม ออร์แกนิก วิลเลจ เพื่อให้ประชาชนที่มาได้เรียนรู้สู่การวางแผนจัดการขยะในครัวเรือนอย่างเป็นระบบได้ง่ายๆ  และเริ่มได้ทันที  โดยจะมีทำตัวอย่างสถานีปุ๋ยหมัก  ที่สามารถทำใช้ในครัวเรือน รวมถึงมีการสอนวิธีทำ ให้คำแนะนำส่วนผสม อัตราส่วน ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อเปลี่ยนขยะเศษอาหารในครัวให้เกิดประโยชน์ ดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนำมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตอาหารได้อย่างดีด้วย

งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6 ขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์สู่ชีวิตที่สมดุล “ช้อปเปลี่ยนโลก” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15  ธันวาคมนี้ ที่ สวนสามพราน จ.นครปฐม ตั้งแต่  เวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ และมีจุดจอดรถเพิ่มในโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ (เฉพาะวันที่ 14-15 ธ.ค. ห่างจากสวนสามพราน 2 กม. พร้อมบริการรถรับ-ส่งเข้างานฟรี)  สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 034 322 588-93
หรือติดตามกิจกรรมของงานที่ Facebook/งานสังคมสุขใจ ครั้งที่ 6

73 สารชีวภัณฑ์ฉลุยขึ้นทะเบียนกำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398061?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

73 สารชีวภัณฑ์ฉลุยขึ้นทะเบียนกำจัดศัตรูพืช

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:28 น.
กรมวิชาการเกษตร,แบน 3 สาร,สารชีวภัณฑ์,อินทรีย์,ขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เผย 3 ขั้นตอนขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช 73 ทะเบียน ผ่านประเมินคุณสมบัติไม่มีสารพิษตกค้างในอาหารและสิ่งแวดล้อม

10 พฤศจิกายน 2562 นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง การขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ว่า มีหลักเกณฑ์พิจารณา 3 ขั้นตอน

ทั้งนี้คือ ขั้นตอนการประเมินข้อมูลพิษวิทยาซึ่งคณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืชจะประเมินข้อมูลพิษวิทยาที่สำคัญประกอบด้วย คุณสมบัติทางกายภาพ  เคมี  และด้านเทคนิคของชีวภัณฑ์  พิษวิทยาและข้อมูลการรับสัมผัส  สารพิษตกค้างใน/บนผลิตภัณฑ์อาหารและสิ่งแวดล้อม  ผลของชีวภัณฑ์ต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย  กรรมวิธีการผลิตและแหล่งที่มาของเชื้อ

ขั้นตอนต่อมาคือ การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตรายซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนเพื่อวิเคราะห์ตามข้อกำหนดของวัตถุอันตรายและเพื่อทดสอบประสิทธิภาพเมื่อผลวิเคราะห์ตรงตามมาตรฐานผู้ประกอบการต้องนำตัวอย่างไปทดลองประสิทธิภาพภายใต้การควบคุมของนักวิชาการกรมวิชาการเกษตร

ขั้นตอนสุดท้ายคือ การทดลองประสิทธิภาพซึ่งผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตทำการทดลองประสิทธิภาพวัตถุอันตรายขั้นการทดลองเบื้องต้นและแผนการทดสอบประสิทธิภาพ เมื่อการทดลองสิ้นสุดให้ส่งรายงานผลการทดลองประสิทธิภาพ พร้อมข้อความที่ขอระบุในฉลากที่ได้รับความเห็นชอบแล้วหากการดำเนินการดังกล่าวผ่านการพิจารณาผู้ประกอบการทำต้องหนังสือส่งผลการประเมินข้อมูลพิษวิทยาผลการทดลองประสิทธิภาพและผลวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยื่นที่กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย  กรมวิชาการเกษตร  เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร  หากคณะอนุกรรมการฯ เห็นควรให้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพนักงานเจ้าหน้าที่จะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ ให้ความสำคัญต่อการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัยในทุกด้านได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  เป็นลำดับแรก  ปัจจุบันมีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว 73 ทะเบียนดังนี้คือ Bacillus thuringiensis  57 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้  หนอนเจาะฝักลายจุด  และหนอนหัวดำ

Bacillus amyloliquefaciens 1 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก Bacillus subtilis 8 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคกาบใบแห้งในข้าว และโรคแอนแทรคโนสในพริก Beauveria bassiana 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว Metarhiziumanisopliae  2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นฝ้ายในมะเขือเปราะ Nuclear Polyhedrosis Virus (NPV) 1 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอม และ Trichoderma harzianum 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก

ทั้งนี้ผู้ขอขึ้นทะเบียนทุกรายจะต้องทดลองประสิทธิภาพกับพืชและศัตรูพืชตามที่ระบุไว้ในฉลากเพื่อพิสูจน์ว่า วัตถุอันตรายที่ขอขึ้นทะเบียนสามารถใช้ได้ผลจริงในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ที่สำคัญจะต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร  ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้จะเป็นสารชีวภัณฑ์จากจุลินทรีย์หรือสารสกัดจากพืชก็ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายตามกฎหมาย

ขีดเส้นสรุปแนวทางช่วยผลกระทบยกเลิก 3 สารสัปดาห์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398056?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ขีดเส้นสรุปแนวทางช่วยผลกระทบยกเลิก 3 สารสัปดาห์นี้

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:05 น.
วัตถุอันตราย,แบนสารเคมี,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

เฉลิมชัย เร่งสรุปแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร ภายในสัปดาห์นี้ ก่อนแบนวันที่1ธ.ค.

10 พฤศจิกายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ของกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาทุกมาตรการอย่างรอบคอบเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ในสัปดาห์นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลมารายงานต่อที่ประชุม และกำหนดให้มาตรการต่างๆ ต้องเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ธันวาคม นี้ซึ่งการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้

โดยจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลสารตกค้างในสินค้าเกษตรที่นำเข้าเนื่องจากวัตถุดิบหลายอย่างไทยนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอยู่นั้น กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมมาตรการรองรับกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ด้วย

ส่วนกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นที่เกษตรกรต้องใช้แทน รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการป้องกันการโฆษณาหลอกลวงขายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปลอมปนสารเคมี

พร้อมกับหาสารชีวภัณฑ์ต่างๆ เมื่อผ่านทดสอบประสิทธิภาพแล้ว ใช้ได้ผลจริง ให้เปิดกว้างในการขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกร นอกจากนี้เร่งศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล เมื่อไม่สามารถใช้พาราควอต-ไกลโฟเซตในการป้องกันกำจัดวัชพืช และคลอร์ไพริฟอส ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม

เบื้องต้นเกษตรกรรายย่อยอาจต้องใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช ส่วนเกษตรกรที่รวมตัวเป็นแปลงใหญ่และสหกรณ์การเกษตรสามารถสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรได้ จากนั้นเมื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ต้องเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดรูปแปลงให้สามารถรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรได้ สำหรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต้องของบประมาณมาช่วยเหลือ

“มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนการติดตามเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัย”นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาในเว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร ได้เปิดฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป  ต่อร่าง ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่.. ) พ.ศ…. รับฟังถึงวันที่  8 พ.ย.โดยการรับฟังดังกล่าวเป็นไปตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อ  22 ต.ค. ได้มีมติแบน  3 สารเคมีอันตราย พาราควอต ไกลโฟเซส คลอร์ไพริฟอส  ในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 และให้กรมวิชาการเกษตร มายกร่างประกาศและรับฟังความเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาต่อไป

สำหรับร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … หลังจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง ภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เมื่อร่างประกาศบังคับใช้  ได้กำหนดให้ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามประกาศนี้ที่ได้ดำเนินการก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วันนับแต่ประกาศมีผลบังคับใช้

แล้งหนัก เขื่อนอุบลรัตน์ ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398052?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แล้งหนัก เขื่อนอุบลรัตน์ ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
เขื่อนสิรินทร,น้ำแห้ง,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

แล้งหนัก เขื่อนอุบลรัตน์ ขอดน้ำก้นอ่างมาใช้ 190 ล้านลบ.ม.ช่วงหน้าแล้งยาว 7 เดือน

10 พฤศจิกายน 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังได้รับรายงานสถานการณ์น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จากนายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6

โดยกล่าวว่า สืบเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตลอดในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ ส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ น้อยที่สุดในรอบ 53 ปี นับตั้งแต่มีการก่อสร้างเขื่อน โดยปัจจุบันเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก เพียง 574 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ในขณะที่ยังคงต้องระบายน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ วันละประมาณ 0.65 ล้าน ลบ.ม.

ในการนี้ คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น ได้ร่วมหารือกันถึงแนวทางในการนำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ โดยในช่วงฤดูแล้งปี 2562 ต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า (1 พ.ย. 62 – 31 พ.ค. 63) ได้เตรียมนำน้ำกันอ่างฯมาใช้ ตามแผนการระบายน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ คาดว่าจะต้องใช้น้ำก้นอ่างประมาณ 190 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะต้องติดตามการบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปริมาณน้ำที่เหลือในเขื่อนอุบลรัตน์ สามารถสนับสนุนได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ซึ่งการนำน้ำก้นอ่างฯมาใช้ จะไม่กระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 ได้ทำการประเมินน้ำต้นทุนเขื่อนขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด ภาคอีสานกลาง ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งด้านการอุปโภคบริโภค โดยได้เชิญภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมหารือกัน เพื่อให้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงได้สั่งการให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่ จัดการประชุมคณะกรรมการจัดการชลประทาน (JMC) เพื่อให้ผู้ใช้น้ำได้หารือแนวทางบริหารจัดการน้ำร่วมกัน พร้อมกับเน้นย้ำให้ทำการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ รวมทั้งต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563

ชาวสวนยาง เฮ รับเงินถ้วนหน้าเทจ่ายงวดแรก 8 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398042?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ชาวสวนยาง เฮ รับเงินถ้วนหน้าเทจ่ายงวดแรก 8 พันล้าน

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สวนยาง,เงินชดเชย,ประกันรายได้
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

เกษตรกรสวนยาง เฮ รับเงินถ้วนหน้าจ่ายงวดแรกเท 8 พันล้านบาทแล้วประกันราคายาง 17 ล้านไร่ กว่า 1.7ล้านราย

10 พฤศจิกายน 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่าเกษตรกรชาวสวนยาง(เจ้าของ ผู้เช่าทำ และคนกรีดยาง)ที่ขึ้นทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 12 ส.ค.จะได้รับเงินจากโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง

ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่เกิน 25 ไร่ต่อราย ได้เริ่มจ่ายงวดแรกกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่

นายสุนันท์  กล่าวว่า สำหรับเงินประกันรายได้แต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.2562) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

“กยท.กำหนดหลักเกณฑ์ของโครงการ โดยผู้มีสิทธิ์ร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องมีสวนยางเปิดกรีดแล้ว อายุไม่ต่ำกว่า 7 ปี กำหนดให้ประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ ณ กยท. ทุกสาขา” นายสุนันท์ กล่าว

Green Market แหล่งช้อปสายคลีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398085?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Green Market แหล่งช้อปสายคลีน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 18:48 น.
สปก,อตก,โครงการตลาด Green Market
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เปิดตัวเรียบร้อย โครงการ Green Market แหล่งช้อปสายคลีน อนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม พบร้านค้าเกษตรอินทรีย์ งานฝีมือ ร่วมลดใช้ถุงพลาสติก

9 พฤศจิกายน 2562 เปิดตัวไปเรียบร้อยสำหรับโครงการ Green Market โดยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในฐานะประธานกรรมการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก. ) เป็นประธาน

ซึ่งมีนายนายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก. ) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการช่วยกันรณรงค์ ลดการใช้ถุงพลาสติก โดยการนำวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม มาทดแทน เปลี่ยนการใช้ถุงพลาสติกเป็นการใช้ถุงผ้าในการซื้อสินค้า

ในการนี้ผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก. ) นำชมร้านค้าบริเวณตลาดน้ำ อ.ต.ก. ซึ่งมีสินค้าหลากหลายประเภทจำหน่าย อาทิ สินค้าเกษตรอินทรีย์ งานทำมือ ผลิตภัณฑ์จักสาน ต้นไม้นานาพันธุ์ และอาหารคาวหวาน ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

เดินหน้าโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบนำร่อง กทม. ปริมณฑล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398076?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เดินหน้าโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบนำร่อง กทม. ปริมณฑล

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 18:26 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,มนัญญา ไทยเศรษฐ,สหกรณ์โรงเรียน,สันนิบาตสหกรณ์ฯ
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เดินหน้าโครงการโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบ นำร่อง กทม.  ปริมณฑล ทดลองจัดตั้ง 2 ประเภท ออมทรัพย์ การเกษตร 

9 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร

โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนจากชุมนุมสหกรณ์ต่างๆ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

การประชุมครั้งนี้ ได้มีการแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ…. และร่างประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่องการประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ…. และมีการนำเสนอความคืบหน้าการจัดทำโครงการโรงเรียนสหกรณ์ต้นแบบ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการสหกรณ์แบบ Actives Learning โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑล

พร้อมทั้งได้กำหนดการส่งเสริมการทดลองจัดตั้งสหกรณ์ 2 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์การเกษตร โดยมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนกับครูหรือโรงเรียนเพื่อนำฝากไว้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูในจังหวัดที่มีครูในโรงเรียนเป็นสมาชิก ส่งเสริมให้นักเรียนรวมทุน เพื่อเป็นทุนของสหกรณ์ทดลอง และส่งเสริมการวางแผนการเพาะปลูกทางการเกษตร โดยครูหรือโรงเรียนนำผลผลิตออกจำหน่าย ซึ่งสันนิบาตสหกรณ์ฯ จะดำเนินการประสานสหกรณ์ออมทรัพย์ในพื้นที่เสนอรายชื่อโรงเรียนให้สันนิบาตสหกรณ์ฯ พิจารณาคัดเลือกต่อไป รวมทั้งมีการพิจารณาและให้คำวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ของสหกรณ์ ในการกำกับและส่งเสริมสหกรณ์อีกด้วย

ใช้งานเพียงปีเศษผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทานยุบตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398048?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ใช้งานเพียงปีเศษผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทานยุบตัว

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 15:45 น.
กรมชลประทาน,ตลิ่งทรุด,ดินสไลด์,ริมคลองชลประทาน,ยุบตัว
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

กรมชลประทาน เร่งแก้ปัญหาผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทาน 21 ประสานผู้รับเหมาเร่งดำเนินหวั่นคลองพัง

9 พฤศจิกายน 2562 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากกรณี ผนังปูนกันดินสไลด์ริมคลองชลประทาน 21 ที่แยกจากคลองชลประทานสายชัยนาท-ป่าสักพัง หลังจากดำเนินการก่อสร้างมาได้เพียงปีเศษ

ล่าสุดจากที่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่าคอนกรีตดาดคลองส่ง น้ำ 21 ขวา  บริเวณ กม.0+300 ถึง กม.0+345  และกม.0+600 ถึง 0+780 เกิดการชำรุดแตกและยุบตัวลง  เบื้องต้นได้มีหนังสือแจ้งผู้รับจ้างให้มาดำเนินการซ่อมแซมคอนกรีตดาดคลอง 21 ขวา ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่าน  แต่ยังไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมได้  เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูกาลส่งน้ำให้เกษตรกรตลอดระยะเวลาการทำนา ซึ่งระดับน้ำในคลองจะมีระดับสูง

ทั้งนี้กรมชลประทาน  โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโคกกะเทียม  ได้นัดประชุมเพื่อชี้แจงถึงปัญหาพร้อมขอความร่วมมือจากผู้ปกครองท้องที่  ประชาสัมพันธ์แจ้ง เกษตรกรงดทำนาต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเริ่มลดระดับน้ำปากคลอง 21 ขวา ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป  และประสานไปยังผู้รับจ้างให้เร่งเข้าดำเนินการซ่อมแซมคอนกรีตดาดคลองที่แตกชำรุด ตั้งแต่วันพุธที่  13 พฤศจิกายน 2562 เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป

ดูความสำเร็จของโครงการหลวงขุนสถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397434?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ดูความสำเร็จของโครงการหลวงขุนสถาน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 05:01 น.
โครงการหลวงขุนสถาน
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

 เลิกพืชเชิงเดี่ยวสู่”เกษตรผสมผสาน”ความสำเร็จโครงการหลวงขุนสถาน

การทำเกษตรบนพื้นที่สูงใน จ.น่าน จากปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอดีต โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มหันมาปลูกพืชผสมผสานและหลากหลายมากขึ้น โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลเรื่องปัจจัยการผลิต การดูแลพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และเชื่อมโยงกับมูลนิธิโครงการหลวง ในการรวบรวมผลผลิตและส่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

             “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้พาไปตะลุยเมืองน่าน ดูการขยายผลโครงการพัฒนาพื้นที่สูงของสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด ที่ปัจจุบันมีการผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาวคุณภาพดีหลายชนิด ภายใต้โครงการเกษตรปลอดภัยส่งตรงสู่ผู้บริโภค

        เชี่ยวชาญ เลาย่า หัวหน้าศูนย์โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน และในฐานะที่ปรึกษาของสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย จ.น่าน เล่าว่า สหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกเป็นชาวเขาเผ่าม้งประมาณ 74 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ปลูกกระหล่ำปลี ฟักทอง อาโวคาโด ข้าวไร่ พริกหวาน ทั้งสีแดง สีเหลือง และสีเขียว มะเขือเทศและองุ่น ผลผลิตที่ได้เกษตรกรจะรวบรวมเพื่อนำมาจำหน่ายให้สหกรณ์และบางส่วนขายให้พ่อค้าท้องถิ่น

ซึ่งจากการใช้หลักการตลาดนำการผลิตทำให้ผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องราคา เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืชผักทุกชนิดได้ตรงต่อคุณภาพและปริมาณที่ตลาดมีความต้องการ ผลผลิตที่ขายดี คือองุ่นและเมล่อน ซึ่งมีความหวานกำลังพอดี เฉลี่ย 13 บริกซ์ขึ้นไป

ก่อนเริ่มลงมือผลิตสหกรณ์จะร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่โครงการหลวง เพื่อรับทราบเป้าหมายการผลิตสินค้าและการตลาดในแต่ละปี เป็นการวางแผนล่วงหน้าข้ามปี หรืออย่างเร็วสุดคือ 4 เดือน ซึ่งโครงการหลวงจะทำแผนการตลาดล่วงหน้าและจัดสรรโควตาพืชรายตัวให้แก่สหกรณ์นำไปวางแผนการผลิตกับสมาชิกสหกรณ์ เช่น แต่ละปีจะรับซื้อพริกหวาน 2,000 กิโลกรัม เมล่อน 800 กิโลกรัม อาโวคาโด 300 กิโลกรัม โดยราคารับซื้อจะกำหนดจากโครงการหลวงทุกสัปดาห์และจะมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาด

จากนั้นสหกรณ์จะแจ้งราคารับซื้อผลผลิตให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ทราบว่าราคาพืชผักผลไม้แต่ละชนิดจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ เช่น เมล่อนรับซื้อที่ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสายพันธุ์ที่นิยมคือพันธุ์กรีนเนท

ทั้งนี้เกษตรกรสมาชิกสามารถปลูกพืชได้ตามความพร้อมของแต่ละคน แต่สหกรณ์จะมีโควตารับซื้อตามที่ได้รับจัดสรรมาจากโครงการหลวงซึ่งในบางปีมีความต้องการมากแต่ผลิตไม่ทัน ซึ่งการทำข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับสหกรณ์ทำให้การรับซื้อผลผลิตมีความแน่นอนทั้งในเรื่องปริมาณและราคา ฉะนั้นสมาชิกจะนำผลผลิตมาขายให้สหกรณ์ก่อน ที่เหลือจึงจะไปขายให้พ่อค้าคนกลาง โดยสหกรณ์จะกำหนดคุณภาพผลผลิตที่จะรับซื้อเป็นเกรด เอ เกรด บี และคละเกรด

ปัจจุบันโรงเรือนตัดแต่งและบรรจุผลผลิตสหกรณ์ ได้รับงบอุดหนุนจากโครงการหลวง 2.3 ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อีกจำนวนกว่า 8 แสนบาท เพื่อจัดสร้างโรงเรือนสำหรับรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่เพื่อคัดบรรจุผักและผลไม้ก่อนจัดส่งให้โครงการหลวง

          คมสันต์ ยั่งยืนสกุล ประธานสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถาน เผยว่า ปลูกองุ่นบนเนื้อที่ประมาณ 518 ตารางวา หรือไร่เศษ กู้เงินจากสหกรณ์ 5 หมื่นบาท มาทำแปลงปลูกขนาดยาว 30 เมตร กว้าง 17 เมตร ซึ่งองุ่นที่ปลูกเป็นพันธุ์บิวตี้ ผลจะเป็นสีม่วงเข้ม และพันธุ์เฟรม ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์ไร้เมล็ดทั้งสองพันธุ์ การลงทุนปลูกองุ่นทั้งหมดใช้เงินไปประมาณ 120,000 บาท เก็บผลผลิตรอบแรกจำหน่ายได้ประมาณ 1 ตันเศษ ได้เงินมา 1 แสนกว่าบาท และอีกรุ่นจะเก็บเกี่ยวประมาณปลายปี คาดว่าจะได้ผลผลิตอีกประมาณ 2 ตัน ซึ่งผลองุ่นที่สวยและได้คุณภาพจะถูกรวบรวมส่งขายให้โครงการหลวงทั้งหมด

“ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่ขุนสถานจำนวนมาก นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดแปลงองุ่นรองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวชมและชิมผลองุ่นสดๆ ในไร่ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เกือบ 3 แสนบาท”

ขณะที่ นพลักษณ์ นันตะ อายุ 36 ปี สมาชิกสหกรณ์ เล่าว่า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 10 ไร่มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ภายหลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ได้ขอกู้เงินเพื่อทำโครงการปลูกเมล่อนและพืชผสมผสานหลากหลายชนิด ทั้งผัก เมล่อน และองุ่น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยในปีที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกเมล่อน 1 ไร่ สามารถเก็บขายได้ 2 รอบใน 1 ปี ระยะเวลาในการปลูกแต่ละรอบประมาณ 3 เดือน เก็บผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ได้ประมาณรอบละ 5 หมื่นบาท

“ขณะนี้ได้แบ่งแปลงสำหรับปลูกองุ่นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก เพราะรายได้น้อยและต้องใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รวมถึงความปลอดภัยด้วย”

การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรพื้นที่ขุนสถานนี้น่าจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จให้เกษตรกรพื้นที่สูงอื่นๆ ซึ่งในอนาคตก็หวังว่าหากเกษตรกรลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดการใช้สารเคมีลง จะส่งผลทำให้พื้นที่และสภาพดินมีความปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตราย สภาพแวดล้อมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญให้แก่ประเทศไทยได้อีกครั้ง

ประกาศเขตโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397430?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ประกาศเขตโรคระบาด

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 04:25 น.
พิชิตปัญหาสัตว์
เปิดอ่าน 61 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก  viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้หมอขอคุยเรื่องการประกาศเขตโรคระบาดกันหน่อยครับ เพราะช่วงนี้เราจะเห็นว่ากรมปศุสัตว์มีการประกาศเรื่อง โรคพิษสุนัขบ้าระบาด ในบางพื้นที่ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว และต้องระวังตัวเราด้วยครับ ไม่ใช่ระวังเฉพาะสัตว์เลี้ยงเท่านั้น

พูดถึงโรคพิษสุนัขบ้าหลายคนคิดว่าถ้าโดนสัตว์ที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าข่วน เลีย หรือกัดแล้วจะไม่มีทางรักษา เป็นความคิดที่ผิดอย่างที่เราเคยคุยกันนะครับ เพราะทันทีที่เราถูกสัตว์ที่คิดว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าเลีย ข่วนหรือกัดก็ตาม ให้รีบไปพบแพทย์ไม่ใช่พบสัตวแพทย์นะครับ แต่ถ้ารอจนเกิดอาการแล้วทีนี้ก็จะรักษาไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าเสียใจครับ

ทีนี้กลับมาเรื่องที่เราเกริ่นไว้กันครับ คือเมื่อไม่นานมานี้มีการแชร์ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการประกาศเขตโรคระบาดสัตว์ชั่วคราว นี่ล่ะครับคือสิ่งที่หมอขอคุยถึงเรื่องการประกาศเขตโรคระบาดให้คนรักสัตว์ได้ทราบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยที่คนรักสัตว์ควรเข้าใจครับ

โดยเราจะทำความเข้าใจกับเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำว่าเขตโรคระบาดชั่วคราวนั้น สัตวแพทย์ที่รับผิดชอบในพื้นที่เห็นว่าโรคระบาดที่ตรวจพบจะระบาดออกไป หรือท้องที่อื่นที่ติดต่อกับท้องที่นั้นจะระบาดเข้ามา สัตวแพทย์มีอำนาจประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราวหรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาดในท้องที่รับผิดชอบรัศมีไม่เกินห้ากิโลเมตร จากจุดที่ตรวจพบโรคระบาด บังคับใช้ได้สามสิบวันนับแต่วันประกาศโดยระบุชนิดสัตว์รวมถึงซาก และโรคระบาด ปิดไว้ที่ สํานักงานเขต ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการองค์การบริหารส่วนตําบล สํานักงานเทศบาล ที่ทําการกํานัน ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน และที่ชุมนุมชนภายในท้องที่นั้น

คราวนี้มาดูว่าสัตวแพทย์ในที่นี้หมายถึงใคร ก็หมายถึงนายสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์ หรือผู้ที่รัฐมนตรีที่ดูแล พ.ร.บ.นี้ แต่งตั้งโดยมีคุณสมบัติตามกำหนด ไม่ใช่หมอหรือสัตวแพทย์ทั่วไปจะประกาศกันเองได้

ส่วนการประกาศเขตโรคระบาด จะเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำหนดเขตบางพื้นที่หรือทั้งจังหวัด ปิดไว้ที่ศาลากลางจังหวัด ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ศาลาว่าการเมืองพัทยา สํานักงานเขต ที่ว่าการอําเภอ ที่ทําการองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ทําการ องค์การบริหารส่วนตําบล สํานักงานเทศบาล ที่ทําการกํานัน ที่ทําการผู้ใหญ่บ้าน ที่ชุมนุมชนภายใน ท้องที่นั้น และที่ทําการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง สองคำนี้แตกต่างกันตรง ผู้มีอำนาจประกาศกำหนดเขตโรคระบาด รวมถึงรัศมีที่สามารถประกาศเขตและระยะเวลา ดังนั้นเมื่อควบคุมโรคได้แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งยกเลิกประกาศเขตโรคระบาด

ในกรณีที่มีการประกาศเขตโรคระบาดเราต้องทำอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเลยครับ ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ตามที่ระบุในประกาศเข้าหรือออกพื้นที่ รวมถึงการผ่านในเขตพื้นที่นั้น ยกเว้นว่าจะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย รวมถึงการทำตามคำแนะนำต่างๆ เช่น การทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ การแจ้งสัตว์ป่วยหรือตาย ที่สงสัยว่าเป็นโรคระบาดเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ และการทำวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็น

พ.ร.บ.นี้มีเพื่อป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่เกี่ยวกับสัตว์ คุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชน เนื้อหาฉบับนี้อาจเข้าใจยากเนื่องจากต้องอ้างอิงกฎหมาย และมีการประกาศใช้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ปศุสัตว์และเป็นสัตว์เลี้ยงที่เราคุ้นเคย ดังนั้นจึงพูดคุยเพื่อให้เข้าใจในเบื้องต้นและสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องครับ

ตอนนี้หมอฝากติดตามข่าวเกี่ยวกับเรื่องพิษสุนัขบ้าไว้ด้วยนะครับ!