“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเสริมบารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397426?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”ปลูกเสริมบารมี

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 03:35 น.
ไม้ใบทำเงิน,ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com  

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

คราวที่แล้วพูดถึง  ดิฟเฟนบาเกีย (Dieffenbachia) ไม้ประดับสกุลใหญ่ที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ที่ไม่ใช่มีแค่ “สาวน้อยประแป้ง และพืชสกุลนี้โดยส่วนใหญ่มีการค้นพบในธรรมชาติบนหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน และอีกหลายๆ พื้นที่ในเขตอเมริกาใต้ ซึ่งในอดีตยังมีเรื่องราวความลี้ลับอย่างน่าอัศจรรย์และคงมีการเก็บสะสมเพื่อปลูกตามความเชื่ออีกหลายประการ รวมถึงมีการปลูกเพื่อการปัดเป่าเสนียดจัญไร หรือใช้ป้องกันภูติผีสิ่งชั่วร้ายให้กลับกลายเป็นดี

กระทั่งความเชื่อเรื่องคงกระพันชาตรีที่มีอยู่ในว่านพญาช้างเผือก และ ว่านพญาหงสาวดี ก็ต่างเป็นดิฟเฟนบาเกียด้วยเช่นกัน โดยการเรียกขานคำนำหน้าชื่อว่าว่านก็เพื่อเป็นการสื่อถึงความเป็นสิริมงคล หรือมักใช้ในทางเสน่ห์เมตตามหานิยม เสริมบุญบารมี

เพื่อความกระจ่างของพันธุ์ไม้ชนิดนี้ วันนี้มาเล่าต่อกันถึงมหันตภัยร้ายจากการนำไม้ประดับสกุลดังกล่าวนี้มาปลูกของคนในสายอาชีพเกษตรที่มักรู้จักและมีประสบการณ์ดีที่จะต้องมีการระวังมิให้สัมผัสกับน้ำยางโดยตรง เนื่องเพราะในส่วนของน้ำยางของพืชสกุลนี้จะมีสารที่เป็นพิษเรียกว่า แคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ที่มีผลึกรูปเข็มอยู่อย่างมากมาย โดยมีขนาดเล็กมากซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นกระจายอยู่ทั่วทุกส่วนของพืชชนิดนี้แม้ในชิ้นส่วนที่ขาดความสดแล้วก็ตามก็ยังคงสามารถทำอันตรายด้วยการไปสัมผัสด้วยเช่นกัน

ไม้ชนิดนี้จึงมีการกล่าวขานถึงเรื่องพิษภัยต่างๆ นานาเพิ่มขึ้น จนเป็นกระแสตามสื่อโซเชียลถึงผลอันรุนแรงจากการสัมผัสตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือแม้กระทั่งเป็นการนำเข้าสู่ปากจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ปฏิกิริยาจากสารดังกล่าวก็จะส่งผลโดยตรงต่อการระคายเคืองทันที ซึ่งจะมีผลมากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับบริเวณจุดที่สัมผัส ปริมาณที่ได้รับ และการมีภูมิป้องกันที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละคนอีกด้วย

ซึ่งการแก้ไขในเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการล้างน้ำสะอาดแบบให้ไหลผ่านตรงจุดนั้นโดยทันที อาการดังกล่าวก็จะทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้นอาจรับประทานยาแก้แพ้หรือยาสมุนไพรจำพวกรางจืดอย่างถูกวิธีก็จะช่วยได้มาก หากมีอาการหนักมากก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตามหลักวิชาการก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจและคลายความกังวลจากกรณีดังกล่าวได้ดี

อย่างไรก็ตามเราคงเห็นและมีการใช้ไม้ประดับชนิดนี้อยู่อย่างแพร่หลายมาแล้ว แต่หากอยากจะใช้ให้ถูกวิธีและเกิดประโยชน์ตามสถานะไม้ประดับให้มีมูลค่าได้อย่างไร..? โปรดติดตามตอนต่อไปครับ!

แกนนำเกษตรกรส่งความคิดเห็นไม่ยอมรับแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397945?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แกนนำเกษตรกรส่งความคิดเห็นไม่ยอมรับแบน 3 สาร

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,กรมวิชาการเกษตร,มนัญญา,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สุกรรณ์ สังข์วรรณะ
เปิดอ่าน 90 ครั้ง

แกนนำเกษตรกร ส่งผลรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิกใช้ 3 สาร กว่าหมื่นสามคน ไม่เห็นด้วย

9 พฤศจิกายน 2562 อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้ ส่งเค้ายุ่ง หากผลรับฟังความคิดเห็นที่กรมวิชาการเกษตรรวบรวมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไป มีผู้ไม่เห็นด้วยมากกว่า รัฐมนตรีอุตสาหกรรมจะลงนามร่างประกาศยกเลิกหรือไม่

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ได้รวบรวมแบบแสดงความเห็นของเกษตรกรส่งที่สำนักนิติการ กรมวิชาการเกษตรแล้ว ปรากฏว่า มีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่…) พ.ศ. … จำนวน 13,441 คน โดยวานนี้(8พ.ย.)เป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเกษตรกรต้องการทราบจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ อีกทั้งผลสรุปทั้งหมดว่า สัดส่วนของผู้ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วยเป็นอย่างไร แต่ไม่แน่ใจว่า กรมวิชาการเกษตรจะเปิดเผยข้อมูลอันเป็นสาธารณะหรือไม่

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า หากผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดออกมาว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างประกาศยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดมากกว่าผู้เห็นด้วย คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ซึ่งมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานจะทำอย่างไรและนายสุริยะยังยืนยันเช่นเดิมที่จะลงนามให้ประกาศกระทรวงฯ ดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ธันวาคมนี้หรือไม่

โดยหากดึงดันที่จะออกประกาศ เกษตรกรทั้งประเทศที่ซื้อสาร 3 ชนิดมาไว้ใช้จะนำทั้งพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสไปส่งยังห้องของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นายอุนทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในวันที่ 1 ธันวาคมทันทีตามข้อบังคับของกฎหมายที่ห้ามครอบครอง

นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ตามมารยาทกรมวิชาการเกษตรไม่ควรเปิดเผยผลรับฟังความคิดเห็น แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ต้องให้ข้อมูลจริงต่อสังคมเนื่องจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมให้กรมวิชาการเกษตรไปยกร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในการปรับสถานะสารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากบัญชีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ซึ่งต้องห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง และให้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อร่างประกาศดังกล่าว

นายอดิศักดิ์กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นนั้นสมควรทำก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติเพื่อจะได้ทราบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไร หลังจากนี้กรมวิชาการเกษตรจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไป ซึ่งหากผลปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการยกเลิก นายสุริยะก็มีเหตุผลในการลงนามออกประกาศ แต่หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหม่ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานจะทบทวนมติหรือไม่ ถ้ายังคงยืนยันตามมติเดิม ก็เกิดข้อกังขาว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่ออะไร

“ทันทีที่ประกาศกระทรวงฯ ยกเลิกใช้ 3 สารมีผลบังคับใช้ ทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการจะร้องศาลปกครองแน่นอน อีกทั้งยังจะมีผลต่อการค้าระหว่างประเทศ ขณะนี้บราซิลเตรียมหารือต่อองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะไทยไม่สามารถจะนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ใช้สารเคมี  3 ชนิดนี้ได้ทันทีที่ประกาศมีผลบังคับใช้และเชื่อว่า อีกหลายประเทศจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ทางการค้าเช่นกัน” นายอดิศักดิ์กล่าว

หวั่นปัญหาราคาสศก.รับมือกระเทียมทยอยออกปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397941?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หวั่นปัญหาราคาสศก.รับมือกระเทียมทยอยออกปลายปี

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,กระเทียม
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

สศก.รับมือผลผลิตกระเทียมกว่า 85,000 ตัน ทยอยออกสู่ตลาดปลายปี เตรียมแนวทางการบริหารจัดการรองรับหวั่นมีปัญหาราคา

9 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลพยากรณ์การผลิตกระเทียม ปี 2563 หรือปีเพาะปลูก 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ 25 กันยายน 2562)  นอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้คาดว่า มีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 80,254 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 80,183 ไร่ ผลผลิตรวม 85,285 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,064 กก./ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกกคาดว่าลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคากระเทียมแห้งคละที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาลดลงจาก ปี 2561 เกษตรกรในบางพื้นที่จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น พืชผัก หอมแบ่ง มันแกว อย่างไรก็ตามจากสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น มีน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโต และไม่มีฝนช่วงใกล้เก็บเกี่ยว จะส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตทั้งประเทศเพิ่มขึ้นแต่ไม่มากนัก

สำหรับสถานการณ์ราคากระเทียมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาที่เกษตรกรขายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุพ่อค้ารับซื้อผลผลิตน้อยลงเพราะตลาดปลายทางชะลอตัว ประกอบกับมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศที่มีราคาที่ต่ำกว่าเข้ามาขายแข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยราคากระเทียมแห้งคละเฉลี่ย ปี 2562 อยู่ที่ 36.44 บาท/กก. และราคากระเทียมสดคละเฉลี่ยปี 2562 อยู่ที่ 8.11 บาท/กก. ดังนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงแขวนไว้เพื่อรอราคายังไม่นำออกมาจำหน่าย และส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำพันธุ์ โดยค่าพันธุ์กระเทียม ปี 2562 ได้ปรับตัวลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 บาท/กก.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ราคากระเทียมและค่าพันธุ์กระเทียมที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตกระเทียมลดลงไปด้วย โดยพบว่า ปี 2562  ต้นทุนการผลิตกระเทียม เฉลี่ย 29.84 บาท/กก. หรือคิดเป็น 31,422 บาท/ไร่

โดยเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงาน ได้แก่ ค่าเตรียมดิน ค่าปลูก ค่าดูแลรักษา และค่าเก็บเกี่ยว ประมาณ ร้อยละ 40 ค่าวัสดุอื่นๆ ได้แก่ ค่าพันธุ์  ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืชและวัชพืช ร้อยละ 53 ค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนร้อยละ 2 และ ค่าต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าที่ดิน ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ประมาณร้อยละ 5

ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมในปีเพาะปลูก 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม 2562 โดยจะออกมากที่สุดในเดือนมีนาคม 2563 ถึงร้อยละ 68  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมในปี 2563 เพื่อรองรับในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางด้านราคา

โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ และมีการปรับราคาประเมินเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบสต็อกกระเทียมของผู้ประกอบการ ให้มีการนำเข้าอย่างถูกต้อง ป้องกันไม่ให้มีการกักตุนกระเทียมเพื่อเก็งกำไร และดำเนินมาตรการช่วยกระจายผลผลิตกระเทียมออกนอกแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง

โรงสีข้าวพระราชทาน ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน สายธารแห่งพระเมตตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โรงสีข้าวพระราชทาน  ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน สายธารแห่งพระเมตตา

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
โรงสีพระราชทาน,น่าน,น้ำท่วม,สมเด็จพระเทพ
เปิดอ่าน 77 ครั้ง

โรงสีข้าวพระราชทาน  ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน สายธารแห่งพระเมตตา ยึดหลักสหกรณ์ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน

9 พฤศจิกายน 2562 โรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ตั้งอยู่ในตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ภายหลังจากปี 2549 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่การเกษตรส่งผลทำให้ผลผลิตเสียหาย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระยศ ในขณะนั้น รับสั่งให้กองงานราชเลขาธิการมาตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่อำเภอท่าวังผา และเห็นว่าประชาชนประสบปัญหาและได้รับเดือดร้อนเนื่องจากขาดแคลนอาหารเพื่อการบริโภค จึงได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนข้าวขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ หันมาปลูกข้าวเพื่อเป็นแหล่งอาหารให้ชุมชน และพัฒนามาสู่แนวคิด  “ข้าวน่าน เพื่อชาวน่าน “

นายสำเนียง ส่างคำ ประธานคณะกรรมการโรงสีข้าวพระราชทาน เล่าว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ข้าวสาร และเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป็นกองทุนข้าวพระราชทานในช่วงแรกเริ่ม  เพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นทุนในการสร้างความมั่นคงของอำเภอท่าวังผาให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในพื้นที่  เมื่อกองทุนข้าวพัฒนาและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังได้ทรงพระราชทานเครื่องจักรโรงสีข้าวชุมชน สำหรับตั้งเป็นโรงสีข้าวพระราชทานให้กับราษฎร และทรงเสด็จมาเปิดด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552

คนที่นี่ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ ไม่เคยละทิ้งประชาชนเลย สายตาพระองค์ท่านมองเห็นและนึกถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งหมด“ โรงสีพระราชทานแห่งนี้ยังได้นำหลักการสหกรณ์ มาปรับใช้ในการบริหารงาน ดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวมรวมและรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อแปรรูปและบริการสีข้าว ธุรกิจจัดหาปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายแก่สมาชิก ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจบริการรถไถนาและเครื่องจักรกลการเกษตรและธุรกิจร้านกาแฟ

โดยกิจกรรมรวบรวมและรับซื้อข้าวมาแปรรูป โรงสีจะคิดค่าบริการสีข้าว สำหรับสมาชิกคิด อัตราบริการกิโลกรัมละ 1 บาท  สีข้าวกล้องกิโลกรัมละ 1.50 ส่วนบุคคลทั่วไปจะคิดค่าบริการสีข้าวกิโลกรัมละ 1.50 บาทและสีข้าวกล้อง กิโลกรัมละ 2 บาท  ส่วนของแกลบที่ได้จากการสีข้าว สหกรณ์จะบรรจุใส่ถุงขายกิโลกรัมละ 45 สตางค์ ขายให้ชาวบ้านเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยหมัก หรือรองพื้นโรงเลี้ยงสัตว์  ส่วนรำข้าว เกษตรกรบางรายซื้อไปผสมอาหารให้แพะกิน ซึ่งผลพลอยได้จากการสีข้าว ทั้งแกลบและรำข้าว ช่วยสร้างรายได้อีกทางหนี่งให้กับที่นี่ด้วย

เมื่อกิจการของโรงสีข้าวได้ขยายเพิ่มขึ้น ทางบริษัทเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) มาช่วยปรับปรุงโรงสีให้มีกำลังการผลิตที่สามารถรองรับปริมาณข้าวเปลือกจากเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันโรงสีข้าวแห่งนี้สามารถสีข้าวได้ 6 ตันต่อวัน และผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรการผลิตที่ดี หรือ GMP  ซึ่งทางโรงสีได้รับซื้อข้าวจากสมาชิกเป็นหลักและได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวปลอดภัยและข้าวอินทรีย์

ทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวกข 6  ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ภายหลังจากที่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง ทำให้ข้าวของโรงสีข้าวพระราชทานนี้มีคุณภาพดีและได้รับความนิยมมาก ปัจจุบันได้มีการแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายสู่ตลาดภายใต้ตราสินค้า “ข้าวน่าน”  โดยจะเน้นจำหน่ายตลาดภายในพื้นที่เป็นหลัก เพื่อให้คนน่านได้บริโภคข้าวสารที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งทางโรงสีได้ส่ง “ข้าวน่าน” ไปวางจำหน่ายที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าน  โรงเรียนและหน่วยงานทหารในพื้นที่

การนำวิธีการและรูปแบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทานซึ่งมีสมาชิกประมาณ 1,400 กว่าคน ทำให้สมาชิกยึดในหลักการร่วมกันคิด  ร่วมกันทำ และมีการอบรมให้ความรู้ในการพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ ช่วยลดต้นทุนการทำนาต่อไร่เหลือเพียง 2,000 บาท เพราะเราได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำปุ๋ยอินทรีย์ ไว้ใช้เอง ผลประกอบการโรงสีในปีที่ผ่านมามีกำไรประมาณ 560,000 – 600,000 บาทต่อปี

“เมื่อถึงสิ้นปีจะมีการจ่ายปันผลคืนให้สมาชิก แม้ผลกำไรอาจจะเป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่สมาชิกทุกคนมีความสุขมาก เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีที่ดินทำกินไม่เกิน  10 ไร่ ดังนั้น ข้าวที่ปลูกได้ส่วนมากจะเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน ที่เหลือเล็กน้อยจึงนำมาขาย และโรงสีฯเราตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เดินทางไม่ไกล ไปมาได้สะดวก อีกทั้งราคาข้าวที่รับซื้อก็จะมีการปิดประกาศให้สมาชิกทราบโดยตลอด และจะอิงกับราคาตลาด“นายสำเนียง กล่าว

ปัจจุบันสหกรณ์ส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าวอินทรีย์ในกลุ่มของข้าวเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เช่นข้าวหอมนิล  ข้าวหอมทับทิมชุมแพ   ข้าวก่ำ  ข้าวไรซ์เบอร์รี่  และข้าวหอมมะลิ  และรับซื้อมาเพื่อป้อนเข้าโรงสีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้อง    วางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านเลมอนฟาร์มและร้านสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“อีกสิ่งสำคัญที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงฝากไว้ คือการทำอย่างไรที่จะส่งเสริมเด็กและเยาวชนในพื้นที่เรียนรู้  สืบสานการทำนา  สืบสานอาชีพด้านการเกษตร จากโจทย์นี้ ทางโรงสีจึงได้ร่วมมือกับโรงเรียน  บ้าน และวัดในอำเภอท่าวังผา เพื่อพัฒนาหลักสูตรการสอนและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชน ได้มีประสบการณ์วิชาชีพการทำเกษตร โดยอิงกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและการทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา ปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เป็นต้น”

นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าโรงสีข้าวพระราชทานท่าวังผา ยังเป็นที่ตั้งของร้านกาแฟภูพยัคฆ์ ซึ่งมีการตกแต่งสวยงาม รูปแบบของร้านยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะชาวจังหวัดน่าน  ซึ่งร้านกาแฟภูพยัคฆ์แห่งนี้เกิดจากการที่สมเด็จพระเทพรัตน์ ฯ รับสั่งว่าให้ทำโรงสีข้าวฯเป็นประโยชน์มากที่สุด ดังนั้น ในช่วงเทศกาลจึงเปิดให้เป็นจุดพักรถ และเริ่มนำกาแฟสดมาจำหน่าย ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากจากนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่

“คนส่วนมากไม่รู้จักโรงสีข้าว แต่เพราะแวะมาดื่มกาแฟ  มานั่งพักและเดินชมดอกไม้ภายในบริเวณโดยรอบร้านกาแฟภูพยัคฆ์  ทำให้ได้รู้จักโรงสีข้าวของที่นี่ไปด้วย และยิ่งเมื่อทราบว่าเป็นโรงสีข้าวพระราชทาน ก็ยิ่งสนใจมากขึ้น  เข้ามาสอบถามข้อมูลและเดินมาเยี่ยมชมกระบวนการทำงานภายในโรงสี รวมถึงซื้อข้าวสารของที่นี่ไปทดลองบริโภคด้วย นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานและผู้นำเกษตรกรจากชุมชนต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดน่านและนอกพื้นที่ ติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมงานที่โรงสีข้าวแห่งนี้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี”

โรงสีข้าวพระราชทานแห่งนี้ จึงเปรียบเสมือนสายธารแห่งพระเมตตาที่ช่วยโอบอุ้มราษฎรชาวท่าวังผาในยามที่ได้รับความทุกข์ร้อนให้สามารถลุกขึ้นยืนและเดินต่อได้ ด้วยอาศัยแนวทางของสหกรณ์ที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ส่งเสริมความรักสามัคคีของคนในชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และสร้างอาชีพและรายได้จากการใช้ประโยชน์ของทรัพย์ในดิน ผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “ข้าวน่าน  เพื่อชาวน่าน”

กรมชลฯโชว์สุดยอดนวัตกรรมเรือกำจัดวัชพืชจากยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397893?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

กรมชลฯโชว์สุดยอดนวัตกรรมเรือกำจัดวัชพืชจากยางพารา

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 16:38 น.
กรมชลประทาน,นวัตกรรมการผลิตจากยางพารา,เครื่องจักรกล,เรือกำจัดวัชพืช
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

กรมชลฯโชว์สุดยอดนวัตกรรมเรือกำจัดวัชพืช ทำจากยางพารา เฉลิมชัย สั่งเดินหน้าทำถนนยางทั่วประเทศ ดึงราคายางช่วยเหลือชาวสวนยาง

8 พฤศจิกายน 2562 ที่บริเวณสำนักเครื่องจักรกล และสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์  ได้เยี่ยมชมผลงานวิจัย นวัตกรรมการผลิตจากยางพารา

ทั้งนี้เช่น เรือกำจัดวัชพืช ทุ่นพลาสติกปูด้วยแผ่นยางกันลื่น ทุ่นยางพาราดักผักตบชวาและรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา ซึ่งรมว.เกษตรฯมีความสนใจมากที่หน่วยงานรัฐ มีการพัฒนาส่งเสริมการใช้ยางพารา โดยให้ขยายผลการวิจัยผลิตวัสดุ อุปกรณ์ ทางการเกษตร จากยางพาราในหน่วยอื่น ๆ และเน้นย้ำให้เดินหน้าโครงการทำถนนพาราซอยซีเมนต์ ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ  เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน ยกระดับราคายางพาราให้มีเสถียรภาพในระยะยาว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดยการนำยางพารามาใช้ในกิจกรรมของงานชลประทาน คือการคิดค้นนวัตกรรม ทุ่นพลาสติก HDPE ปูด้วยแผ่นยางกันลื่น โดยเนื้อวัสดุของทุ่นเป็น High Density Polyethylene ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทพอลิเอทิลีน ที่มีค่าความหนาแน่นสูง

ส่วนแผ่นสังเคราะห์ยางปูพื้นประกอบด้วย ยางธรรมชาติ 85% ยางสังเคราะห์ 5% และอื่นๆ 10% ใช้เป็นโป๊ะลอยน้ำจากทุ่น HDPE สำหรับเทียบเรือเพื่อใช้สัญจรในการปฏิบัติงาน ในอ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน หรือเขื่อนต่างๆ
เรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก มีคุณลักษณะเฉพาะและรูปแบบของเรือกำจัดวัชพืชขนาดเล็ก โครงสร้างและเปลือกเรือ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมขึ้นรูปและเชื่อมประกอบ ขนาดความกว้าง 1.70 เมตร ความยาว 4.80 เมตร และความสูง 0.50 เมตร

บุ้งกี๋สำหรับตักเก็บวัชพืช เป็นแบบตะแกรง ทำจากอลูมิเนียมผสม ขนาดความกว้าง 105 เซนติเมตร ความยาว 200 เซนติเมตร และความสูง 55 เซนติเมตร  ล้อระหัด สำหรับขับเคลื่อนเรือให้เดินหน้า ถอยหลัง แบบเป็นอิสระต่อกัน เครื่องยนต์ต้นกำลังใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 13 แรงม้า สตาร์ทด้วยมอเตอร์ (มีแบตเตอรี่) และเชือกสตาร์ท ความเร็วในการเดินเรือ ไปได้ทั้งเดินหน้าและถอยหลังในน้ำ ประมาณ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราความสิ้นเปลืองนำมันเชื้อเพลิง(เบนชิน) ประมาณ  2 ลิตร/ชั่วโมง หรือประมาณ 60 บาท ต่อชั่วโมง ใช้พนักงานควบคุมบนเรือ จำนวน 1 คน ความสามารถในการเก็บวัชพืช (ผักตบชวา) ประมาณ 60 ตัน/วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัชพืชและความชำนาญของพนักงานควบคุมเรือ

ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (Para.-Log Boom) เป็นผลงานศึกษา วิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้วางกั้นคลองชลประทานดักผักตบชวา โดยออกแบบให้ใช้เนื้อยางธรรมชาติ 30 กก.ต่อทุ่น มีความยาว 2 เมตร สามารถลอยตัวอยู่ที่ร้อยละ 50 ของเส้นผ่านศูนย์กลาง แผนการดำเนินงานในปี พ.ศ.2562 ติดตั้งในเขต ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (พื้นทีสำนักงานชลประทานที่ 10 11และ12) และมีเป้าหมายขยายผลจัดทำทุ่นและติดตั้งทั่วประเทศ ในโครงการชลประทาน 200 โครงการๆ ละ 100 จุด เป็นจำนวน 340,000 ทุ่น หรือคิดเป็นน้ำหนักยางพาราทั้งสิ้น 10,200 ตัน

อีกหนึ่งนวัตกรรม เป็นรางวัดปริมาณน้ำชลประทานจากยางพารา (Para.- Cutthroat flume)  ใช้สำหรับวัดปริมาณน้ำของการเกษตรกรรมในเขตจัดรูปที่ดิน ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอุปกรณ์มีขนาดความกว้างราง 0.20 เมตร ยาว 0.90 เมตร สูง 0.25 เมตร และมีแผนการผลิตจำนวน 1,000 ชุด คิดเป็นปริมาณยางที่ใช้ 10 ตัน

“ทั้ง 4 ผลงานนวัตกรรมล้วนเป็นผลงานการคิดค้นและพัฒนาจากกรมชลประทาน ที่คิดค้นขึ้นมาสำหรับสนับสนุนการดำเนินงานในภารกิจของกรมชลประทานด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายทองเปลว กล่าว

หวั่นซ้ำรอยวิกฤติแย่งน้ำจี้ภาครัฐบอกความจริงปริมาณน้ำคงเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397740?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

หวั่นซ้ำรอยวิกฤติแย่งน้ำจี้ภาครัฐบอกความจริงปริมาณน้ำคงเหลือ

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ปริมาณน้ำ,สภาเกษตรกร,ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์
เปิดอ่าน 81 ครั้ง

ประธานสภาเกษตรกรฯ วอนภาครัฐ เปิดเผยปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จริง บอกความจริงเพาะปลูกได้หรือไม่ในวิกฤติน้ำครั้งนี้ 

8 พฤศจิกายน 2562 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวด้วยความเป็นห่วงเกษตรกรว่า ต้องขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ในปีนี้เป็นปีที่สถานการณ์น้ำวิกฤติมากกว่าปีที่แล้ว โดยดูจากตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำโดยเฉลี่ยเหลือ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ บางอ่างเก็บน้ำต้องใช้ Dead Storage หรือน้ำก้นอ่างแล้ว เชื่อว่าฤดูแล้งปีนี้จะส่งผลทำให้เกิดปัญหาตามมาเยอะมาก อยากให้ผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่าง ๆ รีบทำแผนรองรับวิกฤตินี้โดยด่วนซึ่งยังพอมีเวลาเหลืออีก 2-3 เดือน และต้องบอกความจริงกับเกษตรกรที่ได้เตรียมการเพาะปลูกอยู่ว่าสถานการณ์น้ำวิกฤติแบบนี้ยังจะสามารถเพาะปลูกต่อไปได้หรือไม่ ยังพอแบ่งปันน้ำลงในพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรได้หรือไม่  เพื่อเกษตรกรจะได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์วิกฤตินี้ด้วยตนเองได้

“อย่าปล่อยให้สถานการณ์น้ำวิกฤติลุกลาม เกษตรกรไม่มีข้อมูลลงมือเพาะปลูก หว่านไถ แล้วจึงรู้ว่าไม่ได้น้ำเพื่อการเพาะปลูก หรือบางคนลงทุนลงแรงไปแล้วก็จะมีปัญหาทำให้เสียทรัพย์ ที่สุดจะเกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจตามมาแน่นอน” นายประพัฒน์ กล่าว

ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า พื้นที่ชลประทานเชื่อมั่นว่าต้องมีปัญหาการจัดการน้ำแน่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานขณะนี้แล้งจริงจัง โดยเฉพาะไร่นาเริ่มแห้งขอด ขณะนี้อยู่ในช่วงนี้ปลายฝนยังพอมีน้ำตามผิวดินเก็บอยู่ แต่หากถึงเดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม อาจจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ น้ำในพื้นที่ต่าง ๆ จะเริ่มแห้งขอด หากมีการเพาะปลูกไปแล้วไม่มีน้ำผลผลิตก็จะเสียหาย

เกษตรกรต้องตั้งสติ ตั้งรับ ทำแผน วิธีการในสถานการณ์อย่างนี้คือต้องไม่ลงทุน อย่าเสี่ยงลงทุนเพาะปลูกโดยที่ไม่เห็นอนาคต ใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรนำเม็ดเงินที่เหลืออยู่น้อยไปลงทุนเพิ่มจนกว่าจะมั่นใจว่ามีน้ำให้กิจกรรมเพาะปลูกได้ หรือหากิจกรรมอื่นที่ไม่ใช้น้ำหรือใช้น้ำน้อยที่สุด กิจกรรมเดิมที่ต้องใช้น้ำเยอะควรระงับ เช่น การทำนาปรังในพื้นที่ปลายท้ายน้ำเพราะการส่งน้ำอาจมาไม่ถึง ท้ายที่สุดชาวนาก็ต้องแย่งน้ำกันเอง

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรฯ ได้เรียกร้องและเสนอไปยังรัฐบาลนานแล้วว่าควรมีกองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนการผลิตปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำมาก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเอาเม็ดเงินต่าง ๆ ที่ต้นทุนต่ำมาเริ่มปรับโครงสร้างการผลิต เช่น การปลูกไผ่ การทำปศุสัตว์ การปลูกไม้ยืนต้นอายุยืนยาว การทำสวนผลไม้ ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ปี จึงจะได้เม็ดเงินคืนมา หากเกษตรกรรายใดมีขีดความสามารถจะปรับเปลี่ยนการผลิตของตัวเองได้ให้ลงมือทำได้เลย

ปรับใหญ่ฝนหลวงแก้วิกฤติขาดแคลนนักบินซบสายการบินพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397735?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปรับใหญ่ฝนหลวงแก้วิกฤติขาดแคลนนักบินซบสายการบินพาณิชย์

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
กรมฝนหลวง,ปรับโครงสร้าง,วันบิดานหลวง,ร9,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

เดินหน้าปรับโครงสร้างกรมฝนหลวง แก้นักบินขาดแคลน หนีซบสายการบินพาณิชย์ ชงครม.เพิ่มบุคลากรรองรับภัยธรรมชาติ

8 พฤศจิกายน 2562  ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้เร่งหารือกับคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ(คปร.)ที่มีนายวิษุณ เครืองาม รองนายกฯเป็นประธานคพร.

อ่านข่าว –  ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับภัยแล้ง

โดยได้ชี้แจงให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องขาดแคลนกำลังคน ทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งนักบิน หากไม่ได้ดำเนินการแก้ไขภายใน 5 ปีนี้จะมีปัญหาเรื่องบุคคลากร กระทบการปฏิบัติการฝนหลวง

เนื่องจากนักบินฝนหลวงที่ปฏิบัติการหลักๆทุกวันนี้ส่วนมากจะเกษียณไป  อีกทั้งปัจจุบันนี้มีภารกิจเพิ่มมามากขึ้นจากสภาวะอากาศแปรปรวน ที่ต้องจัดหาทั้งยุทโธปกรณ์และบุคคลากรเพิ่มขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือการขาดแคลนนักบิน โดยยังเป็นพนักงานราชการ ไม่มีความมั่นคงด้านสถานะ อัตราค่าตอบแทนไม่จูงใจ ทำให้นักบินเมื่อได้ชั่วโมงบินแล้วจะไม่อยู่กับกรมฝนหลวง ออกไปอยู่สายการบินพาณิชย์

“จึงเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญมากที่ต้องปรับโครงสร้างกรมฝนหลวงใหม่ให้สอดรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น ภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบการผลิตของภาคเกษตรกรรม เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำ การเกษตรเสียหาย ประชาชนขาดน้ำกินใช้ในพื้นที่นอกเขตชลประทานกว่า 130 ล้านไร่ ที่ผ่านมาใครจะทำหรือไม่ทำ ผมไม่รู้ แต่ในยุคผมจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้ได้เพราะงานเพิ่ม กำลังคนก็ต้องเพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้ ท่านนายกฯ กับ ท่านวิษณุ รับปากจะดูแลให้เป็นเรื่องวาระเร่งด่วน เมื่อคปร. ดูแผนปรับโครงสร้างเสร็จจะนำเข้าครม.เพื่ออนุมัติ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯมีอัตรากำลังข้าราชการ 205 คน ลูกจ้าง 144 คน พนักงานราชการ144 คน แบ่งเป็นนักบิน 75 คน สำหรับโครงสร้างใหม่ที่เสนอครม. คือเพิ่มข้าราชการอีก 321 คน พนักงานราชการ 475 คนโดยเป็นนักบิน 58 คน ซึ่งนักบินแบ่งเป็นระยะแรกปี 63 มี 44 คน ระยะที่สอง ปี 63-65 มี 14 คน ส่วนเครื่องบินปัจจุบันมี 45 ลำ เป็นเฮลิคอปเตอร์ 9 ลำ เครื่องบินปีกตรึง 36 ลำ ส่วนจะซื้ออะไรเพิ่มเป็นนโยบายของนายกฯ และรัฐมนตรีเกษตรฯ

ทั้งนี้ได้มีแผนจัดซื้อเครื่องบินเพิ่ม 2 ลำ ในงบปี 63 นอกจากนี้กำลังหารือมาตรการจูงใจนักบิน ให้ค่าตอบแทนดีขึ้น จะปรับสวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วยในส่วนค่าชั่วโมงบินต่อเที่ยวจาก 500 บาท และค่าเสี่ยงภัย 500 บาทและตำแหน่งพนักงานราชการ เปลี่ยนเป็นข้าราชการ

นายสุรสีห์ กล่าวถึงผลสรุปในการสอบสวนข้อเท็จจริงหาสาเหตุจากเหตุการณ์เครื่องบินฝนหลวงตก นักบินสองรายเสียชีวิต ที่จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมาว่าสาเหตุจากสภาพอากาศ หมอกลงหนักมาก ทัศนวิสัยไม่ดี รวมทั้งสภาพภูมิประเทศเป็นเนินเขา ทำให้นักบินพยายามจะบินหลบเพื่อไม่ไปชนแท่งหิน จึงเสียการทรงตัว เครื่องบินหมดกำลังตกลงไป

อย่างไรก็ตามจะมีการจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ครบรอบ 64ปี แห่งการก่อเกิดโครงการพระราชดำริ  โดยจัดงานระหว่างวันที่11-14 พ.ย. ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ภายใต้แนวคิด สืบสาน รักษา ต่อยอด Digi Fonlung

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในหลวง ร.9 ทรงเสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวไทยหลายพื้นที่ทรงรับทราบผลกระทบเรื่องน้ำ จากภัยแล้ง ฝนไม่ตกทำให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย พระองค์ทรงศึกษามา14ปี ท้ายสุดพระองค์ท่านสำเร็จ ตำราฝนหลวง จัดตั้งหน่วยฝนหลวง กระทรวงเกษตร ขึ้นในปี2518 หลังจากนั้นมีการตั้งกรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการทำฝนหลวงตอบโจทย์แก้ภัยแล้งเติมน้ำในเขื่อนและชลประทาน

ในวันพระบิดาฝนหลวง เชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระราชทานตำราฝนหลวงไว้ให้กับชาวไทยและเป็นมรดกโลก พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่าประเทศไทยจะมั่นคงได้ขึ้นกับภาคการเกษตร พระองค์จึงเห็นความสำคัญ เน้นเรื่องน้ำ ป่า ดิน เพื่อให้ความเป็นอยู่คนไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ระดมโดรนฉีดพ่นโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดเสียหายแล้วกว่า 5 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397732?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ระดมโดรนฉีดพ่นโรคไหม้คอรวงข้าวระบาดเสียหายแล้วกว่า 5 แสนไร่

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
นาข้าว,ระบาด,โรคไหม้คอรวงข้าว,ประภัตร,สุรินทร์
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

ระดมโดรนฉีดพ่นโรคระบาดไหม้คอรวงข้าวเสียหายแล้วกว่า 5 แสนไร่ ชงกนข.ขอเงินช่วยเหลือพันล้าน ก่อนเสนอครม ชดเชยพื้นที่เสียหายลัง

8 พฤศจิกายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปยังบ้านหนองบัว หมู่ที่ 3 ต.ชุมพลบุรี อ.ชุมพลบุรี  จ.สุรินทร์ และ บ้านขาม ต.หนองบัวบาน อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์

ทั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยม  พื้นที่การแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว และกล่าวว่า นาข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นรอยต่อ หลายจังหวัดเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิขณะนี้ นาข้าวเสียหายแล้วประมาณ 5 แสนไร่ บางส่วนที่ยังไม่เสียหายผู้ว่าราชการ จ.สุรินทร์ ได้ขอให้กระทรวงเกษตร. ประสานงานเพื่อขอโดรนจากเอกชนช่วยฉีดพ่น เข้าช่วยฉีดพ่นไตรโคเดอร์มาท่าที่ยังสามารถช่วยได้

ทั้งนี้เนื่องจากเหลือเวลาอึกเพียง 20 วัน ข้าวก็จะสุกที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ซึ่งไม่ทันต่อการใช้อย่างอื่นมาแก้ปัญหาโดยเฉพาะสารเคมีอาจทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างได้จึงเลือกจะใช้วิธีการฉีดพ่น ไตรโคเดอร์มา เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ที่สุดแล้ว โดยขณะนี้ได้ประสานงานเอกชนใจบุญและพร้อมที่จะส่งโดรนเข้ามาช่วยเหลือฟรี ส่วนไตรโคเดอร์มาก็มีการแจกฟรีจึงไม่กระทบต่อต้นทุนของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ได้สั่งการผู้ว่าราชการจ.สุรินทร์ ตั้งคณะกรรมการ เข้ามาสรุปข้อมูลความเสียหายทั้งหมด พร้อมตรวจสอบรายละเอียด ปริมาณ ข้าวที่ลดลง เพราะบางส่วนไม่ได้มีการเสียหายสิ้นเชิง เพียงแต่ผลผลิตลดน้อยลง ข้อมูลโดยเฉลี่ยประมาณ มาณร้อยละ 70 ในส่วนปริมาณผลผลิตที่เคยได้เพราะข้าวลีบซึ่งรัฐบาลอาจจะช่วยเหลือและเติมในส่วนที่ขาดหายไป ในเรื่องของราคา ส่วนการชดเชยพื้นที่เสียหาย จะชดเชยให้ไร่ละ1,113 ต่อไร่ ไม่เกินไม่เกิน 20 ไร่ ตามกรอบการให้การช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ

คาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นน่าจะใช้งบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวประมาณกว่า 1,000  ล้านบาท จากนี้ไปคงต้องรอทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำงานเพื่อสรุปรายละเอียดความเสียหายทั้งหมดและมีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ให้กระทรวงเกษตรฯ ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าว(กนข.) หากเห็นด้วยก็จะเสนอต่อครม.เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

ส่วนการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นมาอีก ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าทำความเข้าใจและฝึกอบรมให้กับเกษตกรป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว โดยจะฝึกอบรมให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพร้อมเรื่องการ เตรียมการเพาะปลูกข้าวในฤดูต่อไป เกษตรกรจะต้องมีการคลุกเม็ดพันธุ์ข้าวกับไตรโคเดอร์มาก่อนหว่านข้าวในฤดูกาลต่อไป  ขณะเดียวกันจะต้องรู้หลักการใช้ปุ๋ยให้ถูกวิธ๊ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย ซึ่งการใช้ปุ๋ยที่ผิดหลักเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคระบาดด้วย

วันนี้เท่าที่ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่าเหลืออีกไม่ถึง 20 วัน ก็จะสิ้นสุดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวทั้งหมด คงจะต้องปล่อย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ร้องขอให้ช่วยระดมฉีดพ่นไตรโคเดอร์มา โดยใช้โดรนเข้ามาช่วย เบื้องตนได้มีการประสานไปยังกลุ่มเอกชน และรับปากจะเข้ามาช่วยฟรี เท่าที่จะช่วยได้เพราะหากฉีดพ่นเคมีคงจะไม่ดี เพราะอาจเกิดปัญหาสารตกค้างได้วิธีการนี้น่าจะดีที่สุด

ในส่วนความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งฝนแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาดที่เกิดขึ้น ตนยอมรับว่า อาจเสียหายจริงแต่ไม่น่าถึงขั้นขาดแคลน และขออย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่าปริมาณผลผลิตยังเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศอย่างแน่นอนส่วนเรื่องราคา ที่อาจสูงขึ้นเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ จะต้องเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องการบริหารจัดการ
นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  กล่าวว่า จากการดำเนินการในเรื่องการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าว จังหวัดได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่  โดยจากการฉีดพ่นไตรโคเดอร์มา ที่ผ่านมาสามารถชะลอการระบาดได้จริง เมื่อเทียบกับพื้นที่ ที่ไม่ได้มีการฉีดพ่น จากนี้ไปคงจะต้องทำความเข้าใจถึงวิธีป้องกันการแพร่ระบาดและเร่งดำเนินการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้เร็วที่สุด  และจากการตรวจสอบยังพบด้วยว่าพื้นที่ มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ใช้สารเคมี ส่วนพื้นที่การส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ ไม่มีการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวแม้แต่พื้นที่เดียว

ธรรมนัส ห่วงสภาพเศรษฐกิจทรุดเร่งหาตลาดช่วยคนฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397723?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส ห่วงสภาพเศรษฐกิจทรุดเร่งหาตลาดช่วยคนฐานราก

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 19:24 น.
ธรรมนัส,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

ธรรมนัส ห่วงสภาพเศรษฐกิจทรุด ม็อบมาเต็มกรุงเทพ ชี้แก้ปากท้องไม่ได้ เร่งหาตลาดช่วยคนฐานราก ลั่นดึงราคาข้าวหอมมะลิ1.8หมื่นต่อตัน

7 พฤศจิกายน 2562 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจตกต่ำจะกระทบเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ในเรื่องมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านยังเป็นจุดอ่อนแอมากที่สุด

โดยมองว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพเพราะเข้าระบบแล้ว ได้มอบคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิป)แต่ละพรรครับผิดชอบ และส.ส.กลุ่มพรรคเล็ก ก็มีตัวแทนคุยกัน จะสังเกตงบประมาณผ่านเที่ยวที่แล้วไม่มีใครแตกแถว แม้เสียงปริ่มน้ำถึงเวลามี 253-254 เสียง

ปัญหาหลักของรัฐบาล น่าเป็นห่วงที่สุดคือปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองในสภาไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้ ถ้าสภาวะเศรษฐกิจแย่กว่านี้ ชาวบ้านจะมาเต็มกรุงเทพ ถามว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี กระทบไทย ก็กระทบ แต่ประเทศไทยรายได้หลัก จากภาคการเกษตร ท่องเที่ยว ส่วนอุตสาหกรรม เป็นเรื่องคนกลุ่มน้อย ซึ่งคนกลุ่มใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคเกษตร

ถ้าฐานรากของประเทศอยู่กันไม่ได้ ความมั่นคงของรัฐ ไม่สามารถมีเสถียรภาพได้ รัฐบาลก็ไม่สามารถไปฟื้นอะไรได้มากกว่านี้ ถ้าฐานรากยังแย่ เศรษฐกิจฐานรากไปไม่รอดในฐานะเราเป็นรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่มากที่สุด การแก้ปัญหายั่งยืนได้การให้อาชีพชาวบ้าน มีรายได้เพิ่มขึ้นทุกพื้นที่ให้ได้จะเกิดแรงกระตุ้นไปได้ทั่วประเทศ

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ทุกวันนี้เดินหน้าเอาจริงเอาจังกับแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาคการเกษตร ซี่งต้องยกระดับรายได้เกษตรกร โดยการจับมือภาคเอกชน นำตลาดไปให้ถึงเกษตรกร กำลังเร่งขับเคลื่อนหลายจังหวัด เช่น พะเยา พิจิตร เชียงราย ดึงภาคเอกชน เข้าไปสนับสนุนพยุงราคาสินค้าเกษตรให้ชาวบ้านอยู่ได้ ข้าว ยาง มัน ข้าวโพด เช่นตั้งราคาข้าวหอมมะลิ 1.8 หมื่นบาทต่อตัน หักความชื้น 25% ชาวนามีกำไร 7-8 พันบาทต่อตัน ก็อยู่ได้แล้ว สมมุติราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน หักความชื้นอีก จะได้เหลือไม่มาก

รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯมีงบปีละแสนกว่าล้าน รายจ่ายประจำกว่าครึ่ง เหลือเงินไปช่วยเกษตกรจริงๆเพียง5หมื่นกว่าล้านบาท ส่วนปีหน้าที่กลัวกันว่าเป็นปีเผาหลอก เผาจริง จะรับม็อบกันอย่างไร มองว่าม็อบมาเพราะเขาเดือดร้อน หากแก้ปากท้องไม่ได้ รัฐบาลอยู่ไม่ได้เป็นอย่างนี้มาทุกยุค ดังนั้นสิ่งที่สำคัญต้องเร่งหาตลาดไปให้ถึงชาวบ้าน จะสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ทุกชุมชนได้

ยึดเรียบ..รีสอร์ตหรูภูเก็ต สวนปาล์มรุกส.ป.ก.รมต.ถือหุ้นใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397720?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ยึดเรียบ..รีสอร์ตหรูภูเก็ต สวนปาล์มรุกส.ป.ก.รมต.ถือหุ้นใหญ่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 19:03 น.
สปก,ธรรมนัส,ภูเก็ต,วังน้ำเขียว,ฟ้องอาญา
เปิดอ่าน 428 ครั้ง

ยึดเรียบ…ส.ป.ก.สวนปาล์ม สนธิกำลังทุกจังหวัดจัดคนยากจนเข้าพื้นที่ด่วน รีสอร์ตหรูภูเก็ต ป่าตอง วังน้ำเขียวฟ้องอาญาเจ้าของดังอ่วม รมต.ถือหุ้นใหญ่

7 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการส.ป.ก.จ.สุราษฏร์ธานี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช เร่งเข้ายึดคืนพื้นที่สวนปาล์มจากเอกชน ที่หมดอายุสัมปทานและไม่ยอมคืนพื้นที่หลายหมื่นไร่

ทั้งนี้มีการบังคับใช้ตามคำสั่งคสช.ที่36/60 ใช้มาตรา 44 ยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.จากผู้ถือครองรายใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อนำไปจัดสรรสิทธิเข้าทำกินให้กับเกษตรกรคนยากจน ผู้ยากไร้  ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เป็นนโยบายเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานคทช. ซึ่งต้องการให้ฟ้องร้องขับไล่ผู้ครอบครองที่ดินรัฐโดยผิดวัตถุประสงค์ออกจากพื้นที่โดยเร็ว นอกจากนี้สำหรับสวนส้มธนาธร สวนส้มทรายแก้ว กว่า 5 พันไร่ จ.เชียงใหม่ ยึดคืนมาแล้วตามมาตรา44 ได้สั่งให้จัดสรรสิทธิแบบแปลงรวม รูปแบบสหกรณ์ โดยไม่ให้มีนอมินีของนายทุนเข้ามาได้รับจัดสรรสิทธิในที่ดิน

แหล่งข่าวจากสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรรม (ส.ป.ก.)เปิดเผยว่าบริษัทแห่งหนึ่งที่ครอบครองพื้นที่ส.ป.ก.กว่า 1 หมื่นไร่ ในสองจังหวัดเชื่อมต่อกันแปลงใหญ่ คือสุราษฏ์รธานี และกระบี่ มีรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่งเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทนี้

โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ หลังการเพิกถอนเพราะถูกขัดขวางมาโดยตลอด จากหลายฝ่ายที่ร่วมกันหาผลประโยชน์จากผลผลิตปาล์ม ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่ และมีม็อบจัดตั้ง ชาวบ้านเข้าไปยึดเอง และยังมีชาวบ้านที่เป็นนอมินีของบริษัท และนายทุน เข้าไปแย่งกันยึดที่สวนปาล์มแบ่งโซนกันเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกขาย รอบละ20วัน รับรายได้กันหลายล้านบาทต่อรอบ

ทั้งยังเกิดความขัดแย้งมายิงกันเกือบทุกวัน ระหว่างกลุ่มเหล่านี้เพราะต่างต้องการขยายพื้นที่ยึดครองทำให้เพิกถอน พื้นที่สวนปาล์ม สุราษฏร์-กระบี่ ไม่มีความคืบหน้าในยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.เพราะกลุ่มต่างๆในท้องถิ่น ต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไป แม้มีมาตรา44 ออกมาเรียกคืนพื้นที่ตั้งแต่ปี 60 ซี่งร.อ.ธรรมนัส จึงลงไปทุบโต๊ะให้ทุกฝ่ายถอยออกมาจากพื้นที่ทั้งหมด และหยุดเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์ม ระดมสรรพกำลังลงไปจัดสรรแปลงให้คนยากจนลงเร็วที่สุด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ตามรายชื่อผู้ขึ้นทะเบียนผู้ไร้ที่ทำกินไว้กับจังหวัด

“ผลปาล์มได้เก็บเกี่ยวรอบละเป็นแสนกิโลกรัม รอบละ15-20วัน แบ่งประโยชน์กันในท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ม็อบ จัดสรรปันส่วน แปลงไหนนายทุน ตั้งตัวทัน เข้ากับ กำนัน ผู้ใหญ่ เข้าเก็บเกี่ยว เดือนละหลายล้าน สุราษฏร์- กระบี่ 4 หมื่นไร่ แบ่งกันเป็นล๊อค มีแต่เจ้าหน้าที่ส.ป.ก.กับหมา ที่ไม่ได้ประโยชน์  ท่านธรรมนัส สั่งยึดทั้งหมด จัดคนลงด่วนตามคุณสมบัติผู้ยากไร้ เพื่อให้การเข้าใช้ที่ดินถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ม็อบ ปกครอง ตำรวจ นายทุน มาขโมยผลปาล์ม”แหล่งข่าวระบุ

ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นายทุนบุกรุกเผาป่าพุ ในเขตส.ป.ก.ปลูกปาล์ม เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยขณะนี้ร.อ.ธรรมนัส ได้สั่งให้ผู้ถือครองผิดกฎหมายถอยออกจากพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเซทซีโร่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการ ทุกพื้นที่ยึดจากนายทุน นำมาจัดสรรให้กับผู้ยากไร้

สำหรับนายทุนบุกรุกส.ป.ก.วังน้ำเขียว ผู้ว่าราชการจ.นครราชสีมา ในฐานะประธานคปจ.สั่งฟ้องดำเนินคดีอาญาข้อบุกรุก กับเจ้าของห้างดัง ที่เข้าบุกรุกที่ส.ป.ก.ทำแหล่งท่องเที่ยว ฟอร์ล่าพาร์คมากว่า10ปี ส่งฟ้องอาญาแพ่ง พร้อม ไฟเขียว ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยึดตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม บุกรุกที่ดินของรัฐ รวมทั้งจ.ภูเก็ต ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้ดำเนินคดีรีสอร์ท ในพื้นที่ที่เป็นส.ป.ก.อ.ป่าตอง เกือบทั้งหมด และอ.กมลา อ.กระทู้ ใช้ที่ดินผิดวัถตุประสงค์ ต้องยึดกลับมาก่อน ซึ่งมีปัญหาเดียวกับพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ที่โดนบุกรุกทั้งอำเภอ