จบด้วยดี…แม่ธนาธรยอมคืนที่ดินทำป่าชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397728?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จบด้วยดี…แม่ธนาธรยอมคืนที่ดินทำป่าชุมชน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 19:00 น.
คทช,สปก,แม่ธนาธร,ที่ดินแม่ธนาธร,ป่าชุมชน,คืนี่ดิน,ป่าสงวน
เปิดอ่าน 262 ครั้ง

จบด้วยดี…ที่ดินแม่ธนาธร รุกป่าสงวนและส.ป.ก.ราชบุรี กว่า 300 ไร่ ยินยอมคืนหลวง นำไปจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ตามนโยบายคทช.

8 พฤศจิกายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงที่ดินของแม่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กว่า 300 ไร่ รุกที่ป่าสงวนและพื้นที่ประกาศเขตส.ป.ก.จ.ราชบุรี

โดยบอกว่าทราบว่าแม่ของนายธนาธร จะมอบคืนที่ดินให้กับกรมป่าไม้ นำเป็นป่าชุมชนให้กับคนในพื้นที่ รวมทั้งที่เขตปฏิรูป โดยส.ป.ก.พื้นที่จะคืนป่าไม้นำไปใช้ชุมชนใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนร่วมกันต่อไปตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่าจากการส่งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมที่ดินร่วมเป็นคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินเพื่อจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตามคำสั่งจังหวัดราชบุรี แล้วได้รังวัดตรวจสอบแนวเขตที่ดินพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้งป่าชุมชนจำแนกได้ว่า มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ซึ่งชุมชนสามารถยื่นคำขอจัดตั้งป่าชุมชนได้ทันที

ส่วนที่ 2 พื้นที่ป่าไม้ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งผู้แทนสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีแจ้งว่า จะส่งมอบพื้นที่คืนให้แก่กรมป่าไม้เพื่อนำไปจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ส่วนพื้นที่ที่นางสมพรครอบครองมารดาของนายธนาธร และผู้แทนนางสมพร ระบุว่า มีเอกสารตามประมวลกฏหมายที่ดิน ผู้แทนนางสมพรแจ้งให้ที่ประชุมคณะทำงานฯ ว่า นางสมพรยินดีที่จะบริจาคที่ดินให้แก่หน่วยงานของรัฐในการนำไปจัดตั้งเป็นป่าชุนชนเพื่อให้ชุมชนดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ร่วมกัน

นายอรรพล กล่าวว่า การจำแนกพื้นที่เป็น 3 ส่วนดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น ซึ่งแต่ละหน่วยงานต้องรังวัดเพื่อชี้แนวเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยผลการรังวัดทั้งของกรมป่าไม้ ส.ป.ก. และกรมที่ดินต้องตรงกันจึงจะสามารถดำเนินการขั้นต่อไปในการจัดตั้งป่าชุมชนได้

สำหรับที่ดินของนางสมพรซึ่งระบุว่า มีเอกสารตามประมวลกฏหมายที่ดิน หรือนส.2 นั้น การที่ผู้ครอบครองยินดีสละสิทธิ์แล้วจะจัดตั้งป่าชุมชนได้ทันที ส่วนการตรวจสอบสิทธิ์ ความถูกต้องของเอกสาร และที่สำคัญคือ กำหนดขอบเขตที่ดินให้เจนก่อนจึงจะจัดตั้งป่าชุมชนได้ในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐโดยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

เปิดตัวเลขค่าทำลายสาร 3 ชนิดก่อนผลักดันออกนอกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดตัวเลขค่าทำลายสาร 3 ชนิดก่อนผลักดันออกนอกประเทศ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 00:15 น.
เฉลิมชัย,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งทีมพิจารณาผลกระทบยกเลิกสารถกด่วน เร่งกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรต่อเนื่อง

7 พฤศจิกายน 2562 รมว.เกษตรฯ สั่งกรมวิชาการเกษตรสำรวจสต็อกสารเคมี ใช้เวลาที่เหลืออยู่ก่อนแบน 3 สาร ผลักดันส่งออกเพื่อลดงบประมาณรัฐในการใช้ทำลายซึ่งตกลิตรละ 100,000 บาท

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้ประชุมครั้งแรก ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะทำงานมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบทั้งที่มีต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรต่อเนื่อง และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ตลอดจนการเตรียมเก็บสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเพื่อทำลายตามหลักวิชาการให้มีความปลอดภัย

ทั้งนี้นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรมว.เกษตรฯ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะทำงานฯ รายงานว่า ที่ประชุมได้ให้เร่งศึกษาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล เมื่อไม่สามารถใช้พาราควอต-ไกลโฟเซตในการป้องกันกำจัดวัชพืช และคลอร์ไพริฟอสในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้ว จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรม

ในเบื้องต้นเกษตรกรรายย่อยอาจต้องใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช ส่วนเกษตรกรที่รวมตัวเป็นแปลงใหญ่และสหกรณ์การเกษตรสามารถสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรได้ จากนั้นเมื่อเริ่มฤดูกาลผลิตใหม่ต้องเข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยในการจัดรูปแปลงให้สามารถรองรับเครื่องจักรกลการเกษตรได้ สำหรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต้องของบประมาณมาช่วยเหลือ

นอกจากนี้ยังให้กรมวิชาการเกษตรสำรวจสต็อกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดว่า ยังมีอยู่ในประเทศเท่าไร ในช่วงเวลาก่อนที่ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกเลิกจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม สามารถอนุญาตให้ส่งออกไปยังประเทศที่ยังใช้สารเหล่านี้อยู่ได้หรือไม่ เพื่อลดผลกระทบต่อผู้นำเข้าและผู้ค้า รวมถึงงบประมาณในการทำลายที่สูงถึงลิตรละ 100,000 บาท พร้อมกันนี้ให้เร่งศึกษาวิจัยสารชีวภัณฑ์ต่าง ๆ หากทดสอบประสิทธิภาพแล้ว ใช้ได้ผลจริง ให้เปิดกว้างในการขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกร

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า คณะทำงานฯ ยังจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลสารตกค้างในสินค้าเกษตรที่นำเข้าเนื่องจากวัตถุดิบหลายอย่างไทยนำเข้าจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดอยู่นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการรองรับกรณีที่ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้อย่างไรบ้างโดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ด้วย

ส่วนกระทรวงพาณิชย์นั้นจะช่วยดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสารป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชชนิดอื่นที่เกษตรกรต้องใช้แทน รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการป้องกันการโฆษณาหลอกลวงขายสารชีวภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนหรือปลอมปนสารเคมี

“คณะทำงานฯ ของกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณาทุกมาตรการอย่างรอบคอบเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในสัปดาห์หน้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อมูลมารายงานต่อที่ประชุม และกำหนดให้มาตรการต่างๆ ต้องเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ธันวาคมซึ่งการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้” นายเฉลิมชัยกล่าว

นาข้าวไม่ขาดทุนอีกต่อไป แนะปลูกพืชทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

นาข้าวไม่ขาดทุนอีกต่อไป แนะปลูกพืชทดแทน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
นาข้าว,เกษตร,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,พืชทดแทน
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

พื้นที่นาข้าวไม่เหมาะสม ทำการเกษตรขาดทุน สศก. แนะหันปลูกพืชทางเลือกทดแทน

7 พฤศจิกายน 2562 นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) จำนวน 5.67 ล้านไร่

ทั้งนี้แบ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว มีจำนวน 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี

หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสม ของดิน (Zoning) ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ในหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,454 บาท/ไร่ อายุการผลิต 12 เดือน

โดยเกษตรกรเริ่มปลูกในเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตในปีถัดไปช่วงโรงงานน้ำตาลเปิดหีบรับซื้อประมาณ ปลายเดือนพฤศจิกายน – เมษายนของทุกปี ได้ผลผลิตเฉลี่ย 9.37 ตัน/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 750 – 850 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 2,139 บาท/ไร่/ปี

มันสำปะหลังโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,283 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 9 – 12 เดือน โดยปลูกในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน และ สิงหาคม – กันยายน โดยเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนของปีถัดไป ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3,127 กก./ไร่  ราคาที่เกษตรกรขายได้ 1-2 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,592 บาท/ไร่/ปี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 (ฤดูฝน) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 4,075 บาท/ไร่ อายุการผลิต 4 – 5 เดือน โดยปลูกในเดือนเมษายน – มิถุนายน และเก็บเกี่ยวช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน ผลผลิตเฉลี่ย 1,166 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายผลผลิตเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฝักสดได้ในราคา 3 – 4 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ 451 บาท/ไร่/ปี

ถั่วลิสงรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 7,454 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 3 เดือน นิยมปลูกในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน – พฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 356 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 20-30 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,841 บาท/ไร่/ปี

ถั่วเหลืองรุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เฉลี่ย 2,107 บาท/ไร่ อายุการผลิตประมาณ 3 เดือน นิยมปลูกในเดือนธันวาคม – มกราคม เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน – พฤษภาคม  ผลผลิตเฉลี่ย 247 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา   10 – 20 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 1,622 บาท/ไร่/ปี

สำหรับสินค้าทางเลือกดังกล่าว เกษตรกรในจังหวัดมีตลาดรองรับแน่นอน โดยอ้อยโรงงาน มีโรงงานผลิตน้ำตาลในจังหวัด 2 แห่งเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร คือโรงงานน้ำตาลมิตรผล และโรงงานน้ำตาลขอนแก่น  มันสำปะหลังโรงงาน มีลานมันรับซื้อทั้งมันสดและมันเส้นจากเกษตรกร ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง และ ถั่วลิสง มีร้านค้าเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในท้องที่ อีกทั้งมีพ่อค้าไปรับซื้อผลผลิตที่ไร่นาเพื่อนำไปขายหรือนำไปแปรรูปต่ออีกทางนี้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพืชผักที่เป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อสร้างรายได้ อาทิ ผักกาดหัว (ฤดูหนาว) ผักบุ้งจีน ต้นหอม ผักกาดหอม และการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยเกษตรกรจะขายผักให้กับสหกรณ์การเกษตร หรือขายส่งให้กับพ่อค้าที่ตลาดค้าส่งผักในจังหวัด สำหรับจิ้งหรีด เกษตรกรขายปลีกและขายส่งให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อผลผลิตที่ฟาร์ม ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 โทร 043 261 513 หรือ zone4@oae.go.th

เตรียมยึดสวนปาล์มกระบี่รุกส.ป.ก.กว่า 1 หมื่นไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เตรียมยึดสวนปาล์มกระบี่รุกส.ป.ก.กว่า 1 หมื่นไร่

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สปกวังน้ำเขียว,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 66 ครั้ง

ธรรมนัส เตรียมลุยยึดสวนปาล์มกว่า 1 หมื่นไร่ จ.กระบี่ เร่งจัดสรรที่ดินคนยากจน ประกาศล้างกลุ่มอิทธิพล

7 พฤศจิกายน 2562 ธรรมนัส เตรียมลุยยึดสวนปาล์มกว่า 1 หมื่นไร่ จ.กระบี่ สั่งระงับเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่ทันที ยุติปัญหานอมินีเข้าถือครองที่ดินแทน ขู่เด้งส.ป.ก.ทุกจังหวัดหากล่าช้าไม่เข้ายึดที่คืนหลวง จากนายทุน บกรุกส.ป.ก.ทั่วประเทศหลายแสนไร่

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสัปดาห์หน้าตนจะลงตรวจยึดพื้นที่ส.ป.ก.จ.กระบี่ โดยขณะนี้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) มีคำสั่งไปยังที่ส.ป.ก.จ.กระบี่ เพื่อให้นายทุนที่ครอบครองที่ดินส.ป.ก.ทำสวนปาล์มน้ำมัน ระงับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินทันที พร้อมกับส่งทีมกฎหมายจากส่วนกลาง ลงพื้นที่ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง

ในการปฏิบัติการเร่งรัดเข้าฟ้องขับไล่ยึดคืนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1 หมื่นไร่ นำมาจัดสรรให้เกษตรกร และผู้ยากไร้ ที่เป็นคนในพื้นที่จริง ๆ ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ไม่ใช่นอมินีของบริษัท เพราะที่ผ่านมานายทุนได้ให้นอมินี ที่เป็นชาวบ้านจากพื้นที่อื่นเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่สวนปาล์ม

โดยนายทุนยังมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มออกจำหน่าย เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าไปจัดสรรพื้นที่ ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่เป็นนอมินี ทำให้มีปัญหาคาราคาซังมาหลายปี ทั้งมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดอาชญากรรมขึ้นในชุมชนมาต่อเนื่อง

“ผมทำเรื่องนี้เร่งด่วน และเอาจริงในเรื่องการยึดคืนพื้นที่จากนายทุน กลุ่มผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ที่บุกรุกส.ป.ก.หลายแสนไร่  ซึ่งเป็นปัญหารื้อรังมาตลอดเพราะเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ปล่อยปละละเลย จากนี้ถ้าสั่งแล้วไม่ดำเนินการจะย้ายออกจากจังหวัดทันที ให้มาประจำส่วนกลาง ผมให้ส.ป.ก.ทุกจังหวัด เร่งฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ถือครองผิดกฎหมาย ผิดวัตถุการใช้ที่ดินส.ป.ก.ที่ไม่เป็นกิจการเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม ต้องยึดคืนหลวงทั้งหมด ซึ่งปัญหาการบุกรุกพื้นที่ส.ป.ก.มีมากที่สุด โคราช วังน้ำเขียว ภูเก็ต และภาคใต้ ให้ทำแผนปฏิบัติการทุกพื้นที่เข้าดำเนินการทางกฎหมายทันที ผมสั่งไปแล้วเพราะเรื่องนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนจากท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว เป็นพื้นที่ถูกบุกรุกสร้างรีสอร์ต  มากที่สุด ขณะนี้ได้สั่งดำเนินคดีฟ้องร้องขับรีสอร์ต 124 แห่ง แล้วเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินคดีให้ส.ป.ก.ไปแจ้งความร้องทุกข์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งอัยการ ฟ้องศาล ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานฝ่ายกฎหมายส่วนกลางลงไปทำงานจะล่าช้าไม่ได้

“ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 “ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 11:18 น.
กรมการข้าว
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

 “ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา

 “ประภัตร” เดินเครื่องลุยอีสาน แจกเมล็ดพันธุ์ข้าวดีให้ชาวนา เพื่อใช้ปลูกในฤดูนาปรัง และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้ชุมชน หลังประสบภัยน้ำท่วมนาข้าวเสียหาย

 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2563 ณ บ้านโพธิ์ตาก อ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านข้าว ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมตัวกันเพื่อการผลิตและจำหน่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน สามารถลดต้นทุน โดยมีเป้าหมาย 18,800 กลุ่ม พื้นที่ 19.375 ล้านไร่ ใช้งบประมาณ 16,117.62 ล้านบาท โดยมีการส่งเสริมด้านการพัฒนาการผลิตข้าว เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตร โดยมีการถ่ายทอดความรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจรับรองตรวจคุณภาพ GAP แบบกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการ โดยการจัดจ้างผู้จัดการแปลงมืออาชีพเพื่อบริหารจัดการกลุ่ม พัฒนาด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายผลผลิตข้าว

พร้อมทั้งมีการจัดทำแผนการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการการซื้อข้าว มีการจัดเวทีเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างข้อตกลงด้านการตลาดข้าว ตลอดทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมุ่งหวังที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับชาวนาไทยให้สามารถต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคในการทำนา โดยการยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีมาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและการสร้างการเชื่อมโยงกับตลาดข้าวคุณภาพ จึงเป็นนโยบายที่สำคัญที่ภาครัฐได้เร่งผลักดัน เพื่อมุ่งหวังแก้ไขปัญหาด้านการผลิตและการตลาดข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ จากปัญหาภัยธรรมชาติในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ชาวนาหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน สร้างความเสียหายกับนาข้าวหลายล้านไร่ รัฐบาลจึงมีมติเห็นชอบอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 1,739.4290 ล้านบาท เพื่อจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา ซึ่งในวันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำเมล็ดพันธุ์ดีจำนวน 13 ตัน เป็นพันธุ์ กข.49…ซึ่งเป็นชั้นพันธ์ุหลัก นำไปเพาะปลูกฤดูนาปรัง ช่วยเหลือชาวนา โดยมอบให้ชาวนาผู้ประสบภัยและเลือกที่จะปลูกข้าวจำนาปรัง จำนวน 190 รายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจให้พี่น้องชาวนานำไปใช้ในการจัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในฤดูนาปรัง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้ในฤดูถัดไป อย่างไรก็ตาม สำหรับพี่น้องเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากภัยดังกล่าว สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาของภาครัฐ ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลือต่อไป

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวคุณภาพดี ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวนาได้ทราบถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรชาวนา ให้สามารถผลิตข้าวให้ได้คุณภาพดี โดยมีองค์ความรู้ต่างๆ ที่สำคัญในการผลิต ประกอบด้วย เทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว การใvช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี การผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ การจัดการดินและปุ๋ยในนาข้าว การปลูกพืชหลังนา การบริหารจัดการศัตรูข้าว การเฝ้าระวังและเตือนภัยการระบาดศัตรูข้าว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรชาวนาแล้ว ยังมีการมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรชาวนา นำไปใช้เพาะปลูกในฤดูนาปรัง เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของชุมชนสำหรับใช้ปลูกในฤดูถัดไป โดยมีสมาชิกเกษตรกรชาวนาโครงการนาแปลงใหญ่ ชาวนาผู้ประสบภัยฝนแล้ง น้ำท่วม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม รวมทั้งสิ้น 500 คน ตลอดจนภายในงานยังมีกิจกรรมการจัดนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการทำนาในระบบแปลงใหญ่

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือน พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือน พ.ย.

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
ศูนย์วิจัย ธกส,คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร,น้ำตาลทรายดิบ,มันสำปะหลัง,ปาล์มน้ำมัน,สุกร,ข้าวเปลือกเจ้า
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดราคาสินค้าเกษตรเดือนพ.ย. น้ำตาลทรายดิบ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน แนวโน้มราคาเพิ่มขี้น ข้าวเปลือกเจ้า หอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาลด

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร เดือนพฤศจิกายน ทั้งน้ำตาลทรายดิบ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพาราแผ่นดิบ มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

 นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่จัดทำโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม  ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทรายดิบ ตลาดนิวยอร์ก คาดว่าราคาขายอยู่ที่ 12.44-12.57 เซนต์/ปอนด์ (8.32-8.41 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.00-2.00 เนื่องจากการเข้าซื้อน้ำตาลทรายคืนจากตลาดของกลุ่มกองทุน (short-covering) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของจีนที่กำลังจะอนุญาตให้บริษัทเอกชนนำเข้าน้ำตาลที่มีอัตราภาษีต่ำ เพื่อจัดสรรโควตาให้กับบริษัทของรัฐบาลถึงร้อยละ 70 ซึ่งจะกระตุ้นให้ประเทศจีนยังคงโควตานำเข้าน้ำตาลในปี 2563

 มันสำปะหลัง ราคาขายอยู่ที่ 1.71 -1.79 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.18 – 5.92 เนื่องจากมีมาตรการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจากภาครัฐเพิ่มเติม อาทิ การส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในประเทศเพิ่มขึ้น เร่งรัดการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศจีน อินเดีย ตุรกี และนิวซีแลนด์ เป็นต้น มาตรการชะลอการขุดกรณีผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก และชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร มาตรการควบคุมการขนย้ายและคุมเข้มการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ราคามันสำปะหลัง

ปาล์มน้ำมัน ราคาขายอยู่ที่ 2.91-3.01 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 1.75 – 5.24 เนื่องจากมาตรการต่อเนื่องของภาครัฐในการส่งเสริมให้รถยนต์ใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 โดยสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการลดราคาน้ำมัน B10 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซล B7 และได้มีการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ในสถานีบริการ มาตรการดังกล่าวถือเป็นการปรับสมดุลปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน และช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในตลาดเพิ่มมากขึ้น

 สุกร ราคาขายอยู่ที่ 61.25 – 62.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.40 – 2.40 เนื่องจากเป็นช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งโดยปกติมีความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงยังมีความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จึงทำให้เกษตรกรบางส่วนเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

 กุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาขายอยู่ที่ 124.50 – 126.00 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.40 – 3.30 เนื่องจากอากาศเริ่มเย็นลง ทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้า และเกษตรกรมีการปรับตัวในการเลี้ยงกุ้ง โดยลดปริมาณการปล่อยลูกกุ้งและทยอยจับสลับกับการลงกุ้งก้ามกราม แต่ยังคงมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับจีน และค่าเงินบาทที่แข็งกว่าประเทศคู่แข่งขัน
ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% คาดว่าราคาขาย อยู่ที่ 7,868-7,920 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.10-0.76 เนื่องจากค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ปรับลดการนำเข้าข้าวจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาขายอยู่ที่ 16,087-16,172 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.77-1.29 เนื่องจากผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ 105 เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562

 ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาขายอยู่ที่ 14,050-14,158 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.58-1.34 เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาขายอยู่ที่ 7.32-7.36   บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.50-2.00 เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นสูง ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์จึงไม่นิยมซื้อเก็บสต็อกไว้ ส่งผลให้ความต้องการใช้ภายในประเทศทรงตัว

ยางพาราแผ่นดิบ ราคาขายอยู่ที่ 35.08-35.37 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.25-1.06 เนื่องจากค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และความต้องการจากประเทศจีนลดลง เนื่องจาก บริษัท ฉงชิ่ง จำกัด รัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้รับซื้อยางพารารายใหญ่ของประเทศจีนปิดกิจการ ประกอบกับบริษัทต่างประเทศเริ่มมีการเคลื่อนไหว หยุดใช้ยางพาราและไม้ยางพาราที่ไม่ผ่านมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เปิดแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397271?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 16:19 น.
กรมฝนหลวง
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

เปิดแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

​​                วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.30 น. นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและ        การบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศว่าทางตอนบนของประเทศไทย บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีอุณหภูมิลดลง 1-3 องศาเซลเซียส อีกประมาณ 3-4 วันข้างหน้าซึ่งจะมีผลให้ปริมาณฝนเริ่มลดลงและจะมีอากาศเย็นต่อเนื่อง ขณะที่เมื่อวานนี้ ( 4 พ.ย. 62) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นบินปฎิบัติการฝนหลวง จำนวน 3 หน่วยปฎิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี และเพิ่มประมาณน้ำเก็บกักบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล และอ่างเก็บน้ำทับเสลา
ด้านแผนการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ตามข้อมูลสถานการณ์ปริมาณน้ำ ในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของปริมาณน้ำเก็บกัก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 9 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 69 แห่ง การคาดการณ์พื้นที่ประกาศเสี่ยงฝนตกหนักจากกรมอุตุนิยมวิทยา
วันนี้คาดการณ์ว่าพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักอยู่บริเวณพื้นที่ตอนล่างภาคใต้บริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และนราธิวาส ด้านคุณภาพอากาศในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเรื่องของค่าฝุ่น PM 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็ก พบว่าค่าคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มีอยู่ในหลายพื้นที่หลักสี่ บางเขน วังทองหลาง บางซื่อ ปทุมธานี บางพลัด และพื้นที่ในสมุทรปราการ ด้านแผนที่ปริมาณน้ำฝนสะสม 1 สัปดาห์ (29 ต.ค.–4 พ.ย.62) พบว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีปริมาณน้ำฝนสะสมต่ำกว่า 10 มิลลิเมตร ทั้งนี้ ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม
ด้านการติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า ผลการตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ร้องกวาง มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 78% (อมก๋อย)
66% (ร้องกวาง) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 66% (อมก๋อย) 58% (ร้องกวาง) ค่าดัชนีการยกตัว
ของอากาศ 0.4 (อมก๋อย) 0.5 (ร้องกวาง) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 21 กม/ชม. (อมก๋อย) 11 กม/ชม.
(ร้องกวาง) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก และ ตาก ขอติดตามสภาพอากาศ หากสภาพอากาศเหมาะสม
ต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.พะเยา และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล อ่างเก็บน้ำแม่กวง อ่างเก็บน้ำแม่งัด จ.เชียงใหม่
ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ตาก เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.น่าน อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ เขื่อนสิริกิติ์ และอ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา จ.เพชรบูรณ์
พื้นที่ภาคกลาง ผลตรวจสภาพอากาศของสถานีเรดาร์ตาคลี จ.นครสวรรค์ พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 59% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 63% ค่าดัชนีการยกตัว
ของอากาศ 3.6 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 20 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี จ.ลพบุรี ขอติดตามสภาพหากสภาพอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.กาญจนบุรี จ.สุพรรณบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ อ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำห้วยเทียน และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ลพบุรี จะวางแผน
ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.อุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และอ่างเก็บน้ําทับเสลา

​พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการตรวจอากาศของสถานีเรดาร์ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ        สถานีเรดาร์พิมาย จ.นครราชสีมา และสถานีเรดาร์บ้านผือ จ.อุดรธานี พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 68% (ราษีไศล) 68% (พิมาย) 74% (บ้านผือ) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ
47% (ราษีไศล) 52% (พิมาย) 35% (บ้านผือ) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 3.2 (ราษีไศล) 5.2 (พิมาย) 5.2 (บ้านผือ) และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 20 กม./ชม. (ราษีไศล) 19 กม./ชม.(พิมาย) 12 กม./ชม.(บ้านผือ) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ขอนแก่น นครราชสีมา และสุรินทร์ ขอติดตามสภาพอากาศหากสภาพสักระยะ
หากอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ ขอนแก่น จึงวางแผนขึ้นบินปฎิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.ชัยภูมิ จ.ขอนแก่น และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น หน่วยปฏิบัติการฯจ.นครราชสีมา จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ นครราชสีมา และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำ จ.นครราชสีมา และหน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุรินทร์ จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.บุรีรัมย์ (ตอนล่าง) และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก และอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด จ.บุรีรัมย์
พื้นที่ภาคตะวันออก ผลการตรวจวัดอากาศของสถานีเรดาร์สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 71% ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 76% ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 1.4 และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 5 กม./ชม. หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง ขอติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากอากาศยังไม่เอื้อต่อการปฎิบัติการ หากสภาพอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ ระยอง จะปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา และอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง
และพื้นที่ภาคใต้ ผลการตรวจวัดอากาศขอสถานีเรดาร์พนม จ.สุราษฎร์ธานี และสถานีเรดาร์ปะทิว จ.ชุมพร พบว่า มีความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการเกิดเมฆ 90% (พนม) 82% (ปะทิว) ความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับการพัฒนาตัวของเมฆ 83% (พนม) 62% (ปะทิว) ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศ 0.6 (พนม) -1.1 (ปะทิว)            และความเร็วลมที่ระดับการเกิดเมฆ 18 กม./ชม. (พนม) 5 กม./ชม. (ปะทิว) หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี ขอติดตามสภาพอากาศเนื่องจากมีเมฆชั้นกลางและเมฆชั้นสูงปกคลุมเป็นส่วนมากอากาศท้องฟ้ายังไม่เปิด หากอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุราษฎร์ธานี เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางหลิวดำ อ่างเก็บน้ำคลองกะทะ
อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในทุกพื้นที่ทันทีเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม ทั้งนี้ สามารถแจ้งการขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงในทุกภูมิภาคของประเทศ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางเว็บไซต์/เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เฉลิมชัย โยนทบทวนแบนสารไกลโฟเซส ให้ รมว.อุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย โยนทบทวนแบนสารไกลโฟเซส ให้ รมว.อุตสาหกรรม

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
เฉลิมชัย,รมวเกษตรฯ,ทบทวนแบนสารไกลโฟเซส,รมวอุตสาหกรรม,แบน 3 สาร,โยนเผือกร้อน
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

“เฉลิมชัย” โยนเผือกร้อน ทบทวนแบนสารไกลโฟเซส ให้ “สุริยะ” รมว.อุตสาหกรรม ระบุหน้าที่ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการครบถ้วนหมดแล้วในการแบน 3 สาร

 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะทบทวนการแบนสารไกลโฟเซส อาจมีการพิจารณายกเลิกการแบน หลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน 3 สารเคมี คือ พาราควอต ไกลโฟเซส คลอร์ไพรีฟอส ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตรต้องห้ามประเภท 4 หรือ วอ.4 ห้ามซื้อขาย ผลิต ครอบครอง นำเข้า ส่งออก ให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.นี้ทันทีนั้น

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ทราบและเห็นว่าเป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตตุอันตรายจะพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งการทำงานในส่วนของกระทรวงเกษตรฯถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว โดยจากนี้ไป กระทรวงเกษตรฯ จะต้องเดินหน้าศึกษาสิ่งทดแทน 3 สารเคมีที่โดนแบน ในเบื้องต้นได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ และพิจารณาหาสิ่งทดแทน ได้ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าวทั้งหมด จะประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งตัวแทนจากเกษตรกร มาให้ข้อมูลเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการหาสิ่งทดแทน 3 สารเคมี ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร คาดว่าจะสรุปเรื่องได้ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน นี้

” ผมยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นการทำเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภคทั้งหมด ขณะเดียวกันก็จะต้องคำนึงถึงผลกระทบและต้องดูแลในส่วนที่มีผลกระทบด้วย จากนี้ไปต้องรอคณะกรรมการศึกษาฯ ของกระทรวงเกษตรฯ สรุปข้อมูลอีกครั้ง ว่าจะมีมาตรการอย่างไรบ้าง เพราะจะต้องมีการสรุปข้อมูลรอบด้าน ไม่ใช่เรื่องสารทดแทนอย่างเดียว ทั้งนี้ในระยะยาวหากต้องการให้ภาคเกษตรกรรมยั่งยืนจริงต้องเน้นหนักเรื่องการลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ได้ เพื่อให้สามารถเดินหน้าไปได้ ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

เปิดโครงการยกระดับส่งออกผลไม้-สินค้านวัตกรรมผลไม้สู่ตลาดจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/397001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เปิดโครงการยกระดับส่งออกผลไม้-สินค้านวัตกรรมผลไม้สู่ตลาดจีน

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 14:15 น.
โครงการยกระดับการส่งออกผลไม้,สินค้านวัตกรรมผลไม้,Nanning Thailand Fruit Festival 2019
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

การเปิดตัวโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้และสินค้านวัตกรรมผลไม้เข้าสู่ตลาดจีน ครั้งแรก Nanning Thailand Fruit Festival 2019

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง ได้จัดกิจกรรมเพื่อยกระดับการส่งออกผลไม้ และสินค้านวัตกรรมผลไม้เข้าสู่ตลาดจีนเมื่อเร็วๆนี้ ณ ลานหน้าห้างสรรพสินค้า Hangyang นครหนานหนิง ภายใต้ชื่องาน Nanning Thailand Fruit Festival 2019 โดยมีนายชัยรัตน์ พรทิพย์วรเวทย์ กงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง ให้เกียรติเป็นประธาน  และได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนผู้นำเข้ารายใหญ่จากบริษัท Guangxi Higreen International Argiculture Logistic Co., Ltd,. บริษัท Nanning Argiculture Products Trading Center บริษัท Guangxi TWT Supply Chain Manangement Co., Ltd และสมาคม China Vegetable and Fruit Marketing Association สมาคม China -ASEAN Import and Export Chamber และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีเปิด

ภายในงานมีการออกคูหาจำหน่ายผลไม้ไทยจากผู้นำเข้ารายใหญ่การแจกชิมผลไม้ การสาธิตแกะสลักผลไม้ นิทรรศการบอร์ดประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ข้อมูลผลไม้ไทยและการแสดงศิลปะวัฒนธรรมกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ขยายตลาดผลไม้ไทยและชูจุดเด่นของมะพร้าวน้ำหอมไทยสร้างภาพลักษณ์และกระแสความนิยมผลไม้ไทย และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคผลไม้ไทยและสินค้านวัตกรรมจากผลไม้ไทยให้เพิ่มมากขึ้น โดยได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างล้นหลาม

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในการเปิดตัวโครงการยกระดับการส่งออกผลไม้และสินค้านวัตกรรมผลไม้เข้าสู่ตลาดจีน ตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมายังจีนของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  อันเป็นผลต่อเนื่องจากการเจรจากับผู้นำเขตฯ กว่างซี

สำหรับกิจกรรมในเมืองหนาหนิงครั้งนี้ได้ชู “มะพร้าวน้ำหอม” เป็นสินค้าดาวเด่น ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค ชาวจีนเป็นอย่างดี สามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายปลีกให้กับผู้ออกคูหาได้มากกว่า 100,000 หยวน โดยการจัดงานในครั้งต่อไปจะมีขึ้นอีกครั้งในเมืองผิงเสียง ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่มีด่านสากลในการนำเข้าผลไม้ไทยเป็นอันดับ 1 ของจีน ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งจะเป็นการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าระหว่างผู้นำเข้าจีนและผู้ส่งออกไทย รวมทั้งมีการจัดคูหา Thailand Pavilion เพื่อส่งเสริมภาพลักณษ์ผลไม้พรีเมี่ยมไทย

“เฉลิมชัย” นำทัพใหญ่ รวมพลจิตอาสา”เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396995?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“เฉลิมชัย” นำทัพใหญ่ รวมพลจิตอาสา”เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 13:59 น.
เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 59 ครั้ง

“เฉลิมชัย” นำทัพใหญ่ รวมพลจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจิตอาสากว่า 1,500 คน เข้าร่วม ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ว่า

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เพื่อปลุกจิตสำนึกประชาชนคนไทย ให้รู้รักสามัคคี มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปันซึ่งกันและกัน โดยร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์  แก่สังคม ชุมชน และประเทศชาติ ด้วยพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด งานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อสนองพระราชปณิธานโดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” โดยมีจิตอาสาที่เป็นผู้บริหารข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งจิตอาสากองทัพภาคที่ 1 จิตอาสากรุงเทพมหานคร เกษตรกรจิตอาสา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจิตอาสาโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย รวมจำนวนกว่า 1,500 คน เข้าร่วมกิจกรรมการกำจัดผักตบชวา การนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนการพัฒนาแหล่งน้ำ การปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนในพื้นที่

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า กิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วย พิธีเทิดพระเกียรติองค์ราชันพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” จากนั้นร่วมทำกิจกรรมกำจัดผักตบชวา และปล่อยพันธุ์ปลา 50,000 ตัว พร้อมกับมอบพันธุ์ปลาให้ชุมชนพระยาสุเรนทร์ จำนวน 250,000 ตัว ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลาตะเพียนทอง ปลาหมอ ปลาสลิด ณ บริเวณคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ก่อนจะลงเรือเพื่อร่วมกันกำจัดผักตบชวา จากนั้นเยี่ยมชมกองสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา และการให้ความรู้เกี่ยวกับการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ที่แปรรูปจากผักตบชวา นำมาโชว์ภายในงานอีกด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน มีการจัดเตรียมเรือผักตบชวา จำนวน 10 ลำ รถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน  กรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดแสดงนิทรรศการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา และกรมพัฒนาที่ดิน มีการจัดทำจุดสาธิตการทำกองปุ๋ยหมักจากผักตบชวา (ให้กับโรงเรียน) การจัดนิทรรศการแสดงการนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มว่า” ทางกรมพัฒนาที่ดิน ได้เตรียมพื้นที่จุดสาธิตการทำปุ๋ยหมัก และให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา หลังจากเมื่อเราได้ทำการขุดลอกผักตบชวาออกมาจากลำคลองแล้ว จะทำให้น้ำในลำคลองส่งกลิ่นเหม็น สร้างความเดือดร้อนมลพิษทางอากาศให้กับประชาชน ทางกรมพัฒนาที่ดินได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล โดยการใช้สารเร่ง พด.6 เทใส่ลำคลอง เพื่อช่วยบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น และเมื่อผักตบชวากลายเป็นปุ๋ยแล้วนั้น ทางกรมพัฒนาที่ดินจะได้ประสานกรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงสำหรับใช้ในการปรับปรุงดินต่อไป” นางสาวเบญจพร กล่าวทิ้งท้าย