เฉลิมชัย กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้โรคระบาดในนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396980?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เฉลิมชัย กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้โรคระบาดในนาข้าว

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 13:06 น.
กำชับกรมวิชการเกษตรฯ,โรคระบาดในนาข้าว,เฉลิมชัย,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

“เฉลิมชัย” กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาโรคระบาดในนาข้าว เตรียมสรุปผลเสียหายปลายเดือนนี้ ขณะที่ปัญหาแบน 3 สาร ตั้งคณะศึกษารอบด้าน

“เฉลิมชัย” กำชับกรมวิชาการเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาโรคระบาดในนาข้าว คาดเสียหายแน่ เหตุเจอทั้ง แล้ง ท่วม  เตรียมสรุปผลเสียหายปลายเดือนนี้  ขณะที่ปัญหา แบน 3 สารเคมี เบื้องต้น ตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบให้ข้อมูลก่อนวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ยัน ก.เกษตรฯ ยึดผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 62 – นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงการระบาดของโรคคอรวงอ่อนนาข้าว ว่า ก่อนหน้านี้หลังจากมีข้อมูลว่า มีการระบาดในนาข้าว ตนได้สั่งการให้ทางกรมวิชาการเกษตรลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทางด้านวิชาการ โดยได้ดำเนินการป้องกันและแก้ปัญหามาตั้งแต่ต้นในระยะหนึ่งแล้ว จากปัญหาที่เกิดขึ้นคาดว่าน่าจะมีผลผลิตข้าวเสียหายบ้างบางส่วน ซึ่งโดยรวมผลผลิตข้าวในปีนี้อาจมีปริมาณลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากก่อนนี้พื้นที่ผลิตข้าวของไทยในปีนี้เจอทั้งภัย แล้ง น้ำท่วม และมีการระบาดของโรคในนาข้าวด้วย

อย่างไรก็ตามเบื้องต้น ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในกระทรวงเกษตรฯ เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนอีกครั้ง คาดว่าจะสรุปปริมาณตัวเลขความเสียหาย และปริมาณข้าวในประเทศไทยทั้งหมด ภายในเดือน  พฤศจิกายนนี้ เนื่องจาก กำลังจะสิ้นสุดการฤดูการผลิตนาปีแล้ว หากพบว่ามีปัญหาผลผลิตตกต่ำ และส่งผลราคาข้าวสูงขึ้นต่อเนื่องจนกระทบต่อผู้บริโภค ก็คงจะต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ปัญหา โดยอาจจะต้องมีโครงการจำหน่ายข้าวถุงราคาถูกให้กับประชาชนต่อไป

“จะบอกว่าไม่มีผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ต้องมีบ้าง ต้องรอให้สสรุปรวบยอดอีกที เพราะตอนนี้พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรวบรวมเข้ามาแล้ว บางส่วนต้องดูจากนี้ไปว่าพื้นที่ที่เหลือจะได้รับผลผลิตเต็มที่หรือไม่ ซึ่งตอนนี้รอบของการผลิตข้าวนาปีเกือบจบ คาดว่าสิ้นเดือนนี้จะสรุปตัวเลขปริมาณผลผลิตข้าวทั้งหมดได้ ถ้าราคาข้าวสูงขึ้นรัฐบาลคงต้องเข้าไปดูแล เช่นกรณีราคาข้าวเหนียวที่สูงขึ้นรัฐก็จะเข้าไปช่วยเหลือจัดโครงการธงฟ้า ขายข้าวราคาถูกกว่าท้องตลาดเพื่อช่วยประชาชน ไม่ต้องห่วงหากได้รับผลกระทบจริงกับผู้บริโภค รัฐบาลก็พร้อมจะช่วยลดหย่อนที่เป็นภาระให้ โดยในฤดูการผลิตต่อไปอาจจะต้องลดต้นทุนให้กับเกษตรกรด้วยการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติการแบน 3 สารเคมีและมีกระแสข่าวว่าจะมีการพิจารณายกเลิกการแบนสารเคมีบางตัวว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ตนไม่ทราบทุกอย่าง เป็นเรื่องของคณะกรรมการวัตตุอันตรายจะพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และถือว่าการทำงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ซึ่งจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯ จะต้องเดินหน้าศึกษาสิ่งทดแทน 3สารเคมีที่โดนแบน เบื้องต้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาผลกระทบ และพิจารณาหาสิ่งทดแทน โดยมีปลัดกระทรวงเกษตฯ เป็นประธานคณะกรรมการ และประกอบด้วยตัวแทน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งตัวแทนจากเกษตรกร มาให้ข้อมูล เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการหาสิ่งทดแทน 3 สารเคมี ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร คาดว่าจะสรุปเรื่องได้ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ตนยืนยันว่าทุกอย่างเป็นการทำเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องเกษตรกรและ ผู้บริโภคทั้งหมด ขณะเดียวกันก็จะต้องคำนึงถึงผลกระทบและต้องดูและในส่วนที่มีผลกระทบด้วย จากนี้ไปคงต้องรอคณะกรรมการศึกษาฯสรุป ข้อมูลอีกครั้งว่า จะมีมาตรการอย่างไร และไม่ใช่เรื่องสารทดแทนเท่านั้น เพราะในระยะยาวหากต้องการให้เกษตรกรมยั่งยืน ต้องเน้นเรื่องการลดต้นทุนให้เกษตรกร เพื่อให้สามารถเดินหน้าแก้ปัญหาไปได้

อลงกรณ์ ยันรัฐบาลห่วงใยชาวประมง เร่งแก้กม.ล้าหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396812?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อลงกรณ์ ยันรัฐบาลห่วงใยชาวประมง เร่งแก้กม.ล้าหลัง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 12:14 น.
อลงกรณ์,รัฐบาลห่วงใยชาวประมง,เร่งแก้ไขปัญหา,สินเชื่อประมง,การซื้อเรือออกนอกระบบ,แก้ไขกฎหมายล้าหลัง
เปิดอ่าน 138 ครั้ง

“อลงกรณ์” เผยเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาประมงทั้งระบบ ปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องทุ่มงบกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าเต็มสูบพร้อมแก้กฎหมายล้าหลังไม่เป็นธรรม

“อลงกรณ์” ยืนยันรัฐบาลห่วงใยชาวประมง เร่งรัดแก้ไขปัญหาประมงคืบหน้า ทั้งเรื่องสินเชื่อประมงและการซื้อเรือออกนอกระบบใช้งบเกือบ 2 หมื่นล้าน รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายล้าหลังไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 62 – นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยระบุว่า รัฐบาลไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือและไม่ได้รับการเหลียวแลและมีการดำเนินการที่ล่าช้ามาก ว่า นายกสมาคมการประมงได้ร่วมประชุมกับทุกสมาคมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอด 3 เดือนถึง 8 ครั้งและมีการประชุมย่อยอื่นๆ กว่า 10 ครั้ง ย่อมทราบถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อชาวประมงและความก้าวหน้าในแต่ละข้อเรียกร้องซึ่งมีถึง 34 เรื่อง จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงออกมาพูดราวกับว่ารัฐบาลไม่เหลียวแล

จึงต้องชี้แจงว่าปัญหาประมงที่สะสมหมักหมมมานานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการร่วมกับสมาคมประมงทุกสมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหาและฟื้นฟูศักยภาพประมง เช่น โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องและฟื้นฟูศักยภาพทั้งประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ และประมงนอกน่านน้ำ 1 หมื่นล้าน โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยกว่า 2 พันล้าน และโครงการซื้อเรือที่ประสงค์จะนำออกนอกระบบกว่า 2 พันลำ วงเงิน 7 พันล้าน เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนเป็นวงเงินรวมกันกว่า 17,000 ล้าน ซึ่งรัฐมนตรีเกษตรฯได้ลงนามไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อจากธกส.นั้น ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ ธกส.จะให้สินเชื่ออาชีพประมงและไม่เคยมีรัฐบาลใดเคยดำเนินการมาก่อน

สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องการแก้ไขกฎระเบียบและกฎหมายประมงนั้น กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานทั้งยกร่างกฎหมายใหม่เช่น พ.ร.บ.กองทุนประมง และพ.ร.บ.สภาการประมงแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จใน 90 วัน รวมทั้งแก้ไขกฎระเบียบ กฎหมายที่มีบทบัญญัติโทษรุนแรงเกินมาตรฐานสากลและกฎไอยูยู (IUU) ซึ่งหลายฉบับอยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกาและเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ส่วนการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานตามมาตรา 83 ของ พ.ร.ก.ประมงนั้น กรมประมงได้ส่งเรื่องให้กระทรวงแรงงานแล้วเพื่อนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว เพื่อดำเนินการจัดหาแรงงานประมงต่อไป

“หลังจากประชุมร่วมกับทุกสมาคมประมง 6 ครั้งใน 6 สัปดาห์แรกจนมีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทยและคณะอนุกรรมการ 4 คณะได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน 2.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้าไทย 3.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า และ 4.คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประมงตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาการประมงของไทยแบบยั่งยืน โดยมีการประชุมทันทีหลังมีการแต่งตั้งอย่างน้อย 2 ครั้งในเดือนตุลาคม รวมทั้งสร้างโอกาสให้กับชาวประมงและผู้ประกอบการประมงด้วยการขยายความร่วมมือไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนกลุ่มประเทศแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งองค์การสากลเช่นยูเอ็นและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำ เป็นผลเนื่องมาจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศนั้น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายและมีมาตรการในการควบคุมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำให้เป็นไปตามมาตรฐานการแก้ไขการทำการประมงผิดกฎหมาย รวมถึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเข้มข้นและจับกุมไปแล้วหลายกรณีเพื่อป้องกันการทะลักเข้ามาของสินค้าสัตว์น้ำที่ผิดสุขอนามัยสัตว์น้ำและได้จากการทำการประมงผิดกฎหมาย

แผ่นดินไหว อ.แม่อาย ไม่กระทบเขื่อน 9 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396767?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

แผ่นดินไหว อ.แม่อาย ไม่กระทบเขื่อน 9 แห่ง

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:35 น.
อธิบดีกรมชล,สั่งตรวจสอบ,แผ่นดินไหว,อแม่อาย,เขื่อน 9 แห่ง
เปิดอ่าน 418 ครั้ง

อธิบดีกรมชล สั่งตรวจสอบหลังเกิดแผ่นดินไหว อ.แม่อาย ระบุไม่กระทบเขื่อน 9 แห่ง ในจ.เชียงใหม่-เชียงราย

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อเวลา 19.26 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ วัดขนาดแรงสั่นสะเทือนได้ 3.2 ความลึก 3 กิโลเมตร นั้น

กรมชลประทานได้ทำการตรวจสอบข้อมูลค่าความเร่งสูงสุดของพื้นดิน บริเวณที่ตั้งเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่แหลงหลวง เขื่อนแม่ทะลบหลวง เขื่อนห้วยแม่ออน เขื่อนแม่จอกหลวง เขื่อนห้วยมะนาว จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนแม่สรวย เขื่อนดอยงู จังหวัดเชียราย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานแล้ว พบว่าค่าอัตราเร่งสูงสุดของพื้นดินที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้มีค่าน้อย (0.0000813g) เมื่อเทียบค่าให้เป็นค่า seismic coefficient (K) ที่ใช้ในการออกแบบเขื่อนเพื่อรองรับแผ่นดินไหว แล้วมีค่าประมาณครึ่งหนึ่งของค่าความเร่งสูงสุดที่ตรวจวัดได้ (K=0.00004) โดยค่า K ที่กรมชลประทานได้ออกแบบไว้ สามารถรองรับแผ่นดินไหวในพื้นที่ได้ประมาณ K=0.1 ซึ่งค่าที่ตรวจวัดได้ดังกล่าวเป็นค่าที่น้อยมากไม่ส่งผลกระทบต่อเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ออกแบบเขื่อนทุกแห่ง ให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวไว้ด้วยค่าที่สูงสุดของความเสี่ยงในพื้นที่ประเทศไทย ดังนั้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลทางสถิติของค่าความเร่งสูงสุดที่เกิดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อประเมินเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น และแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเขื่อน เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อน มีความมั่นใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยแข็งแรงของเขื่อนตลอดเวลา.

ภัยแล้งลามหนัก กรมชลฯสั่งเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396766?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ภัยแล้งลามหนัก กรมชลฯสั่งเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยนาข้าว

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:20 น.
ภัยแล้งลามนาข้าว,กรมชลฯ,เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ,ระดมช่วยนาข้าว
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

ภัยแล้งลามนาข้าวหลายจังหวัด กรมชลฯ สั่งเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำระดมช่วยนาข้าวกำลังตั้งท้อง

 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปีนี้มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ทำให้เขื่อนหลายแห่งมีปริมาณน้ำเก็บกักน้อย จึงสั่งการดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำให้กับพื้นที่การเกษตร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง โดยขณะนี้รับรายงานจาก นายอดุลย์ จุมพิศ ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 3 ว่า จังหวัดพิจิตร หมวดปฏิบัติการสูบน้ำพิจิตร ฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ และ ฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลและยานพาหนะ ลำเลียงเครื่องสูบน้ำ ขนาด 12 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 2 เครื่อง เข้าติดตั้งในพื้นที่ บริเวณ หมู่ 2 และ หมู่ 5 ตำบลหนองหญ้าไทร อำเภอสากเหล็ก เพื่อทำการสูบน้ำส่งให้พื้นที่การเกษตรจำนวนกว่า 7,000 ไร่ ที่กำลังขาดแคลนน้ำ

รวมทั้งจังหวัดพิษณุโลก หมวดปฏิบัติการสูบน้ำพิษณุโลก ฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ และ ฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลและยานพาหนะ ลำเลียงเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 2 เครื่อง  เข้าทำการติดตั้งเพิ่มเติมจากเดิมที่ติดตั้งก่อนหน้านี้แล้ว จำนวน 2 เครื่อง รวมเป็น 4 เครื่อง เพื่อเพิ่มระยะการส่งน้ำจากสระน้ำบ้านหัวเมือง ส่งน้าเข้าสู่ระบบคลองจ่ายน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าว ที่ข้าวอยู่ในช่วงตั้งท้อง ในพื้นที่บ้านหัวเมือง หมู่ 9 ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย

ส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ หมวดปฏิบัติการสูบน้ำอุตรดิตถ์ ฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ และ ฝ่ายปฏิบัติการเครื่องจักรกลและยานพาหนะ ลำเลียงเครื่องสูบน้ำ ขนาด 6 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์ จำนวน 1 เครื่อง เพื่อทำการสูบน้ำส่งให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี จำนวนกว่า 109 ไร่ ในพื้นที่บริเวณบ้านวังแดง หมู่ 5 ตำบลหาดงิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนี้ ได้ติดตั้ง พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำ ให้กับพื้นที่ประสบปัญหาเรียบร้อยแล้ว

กรมชลฯมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวัง และจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ ให้พร้อมสำหรับเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือจะต้องดำเนินการตามแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิบัติงานตามแผนฯ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” นายทวีศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย หากทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่กรมชลประทานกำหนดขึ้นนั้น ยืนยันว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563 ได้อย่างแน่นอน

ธรรมนัส สั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396765?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ธรรมนัส สั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:10 น.
กรมฝนหลวงฯ,ธรรมนัส,แก้ภัยแล้งหนัก,เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร,เติมน้ำเขื่อนใหญ่
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

“ธรรมนัส” สั่งกรมฝนหลวงฯ แก้ภัยแล้งหนัก เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร เติมน้ำเขื่อนใหญ่ – อธิบดีกรมฝนหลวงฯเร่งปฏิบัติการโค้งสุดท้าย ก่อนปิดปฏิบัติการฝนหลวง

“ธรรมนัส” สั่งกรมฝนหลวงฯ แก้ภัยแล้งหนักหลายพื้นที่ เร่งทำฝนช่วยพื้นที่เกษตร เติมน้ำเขื่อนใหญ่ ด้านอธิบดีกรมฝนหลวงฯเร่งปฏิบัติการโค้งสุดท้าย ก่อนปิดปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ 6 พ.ย. เตรียมเปิดหน่วยฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 หน่วยไว้ทำฝนช่วงฤดูแล้ง 

 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯได้สั่งเร่งปฏิบัติการฝนหลวงช่วยพื้นที่ประสบภัยแล้งโดยพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบแล้วหลายพื้นที่ในช่วงนี้ พร้อมกับเติมน้ำเขื่อนใหญ่มีน้ำน้อยต่ำกว่าร้อยละ 30 จำนวน 9 แห่ง เขื่อนขนาดกลาง 71 แห่ง โดยมีหน่วยบินปฏิบัติการฯ ที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคทั้งหมด 10 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ ภาคเหนือ 3 หน่วยปฏิบัติการ จ.เชียงใหม่ จ.ตาก และ จ.พิษณุโลก ภาคกลาง 2 หน่วยปฏิบัติการ จ.กาญจนบุรี และ จ.ลพบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 หน่วยปฏิบัติการ จ.ขอนแก่น จ.สุรินทร์ และ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออก 1 หน่วยปฏิบัติการ อยู่ที่ จ.ระยอง และ ภาคใต้ 1 หน่วยปฏิบัติการ จ.สุราษฎร์ธานี

  นายสุรสีห์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไปเป็นช่วงที่มีโอกาสในการทำฝนสำเร็จได้น้อย จึงเป็นช่วงที่กรมฝนหลวงฯจะนำอากาศยานเข้าซ่อมบำรุง ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ 2563 จึงเร่งปฏิบัติการโดยหน่วยฝนหลวง 11 หน่วย จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ในระหว่างการซ่อมบำรุงอากาศยาน พร้อมเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้ 3 ชุด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ยังมีความต้องการน้ำ เช่นเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย พื้นที่เกษตร

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ในขณะนี้บริเวณพื้นที่ภาคใต้ได้เริ่มมีฝนตกลงมามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำคลองกระทะ จ.ภูเก็ต ยังคงมีปริมาณน้ำฝนสะสมที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจึงเร่งปฏิบัติการเติมน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำของ จ.ภูเก็ต อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 อ่าง เป็นแหล่งน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของชาวบ้าน จ.ภูเก็ต​

ทั้งนี้ได้วางแผนปฏิบัติการเติมน้ำให้เขื่อนใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 9 แห่ง และขนาดกลาง 71 แห่ง สำหรับแผนปฏิบัติการวันนี้หน่วยปฏิบัติการฯ จ.เชียงใหม่ จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.พะเยาบางส่วน และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จ.เชียงใหม่ จ.พะเยา ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.ตาก จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.พิษณุโลก จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.เพชรบูรณ์ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และอ่างเก็บน้ำ จ.เพชรบูรณ์

 หน่วยปฏิบัติการฯ จ.กาญจนบุรี จะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.สุพรรณบุรี (ดอนเจดีย์ ด่านช้าง) และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำกระเสียว อ่างเก็บน้ำห้วยท่าเดื่อ จ.สุพรรณบุรี ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯจ.ลพบุรี จะวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.นครสวรรค์ จ.ลพบุรี      จ.ชัยนาท และ จ.สระบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี ​

  หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ขอนแก่น จะวางแผนขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ของ จ.เลย จ.ขอนแก่น ชัยภูมิ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น สำหรับหน่วยปฏิบัติการฯ จ.สุรินทร์ จะวางแผนขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรของ จ.ศรีสะเกศ จ.บุรีรัมย์ และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์ ส่วนหน่วยปฏิบัติการฯ จ.นครราชสีมา จะวางแผนขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณ จ.นครราชสีมา และ เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำ จ.นครราชสีมา

หน่วยปฏิบัติการฯ จ.ระยอง ขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากสภาพอากาศเหมาะสมต่อการปฏิบัติการ หน่วยปฏิบัติการฯ ระยอง จะขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณ จ.ชลบุรี และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา และอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง

ปลูกข้าวไม่ได้ผลไม่ต้องกังวล มะม่วงน้ำดอกไม้ ส้มโออีกทางเลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396625?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ปลูกข้าวไม่ได้ผลไม่ต้องกังวล มะม่วงน้ำดอกไม้ ส้มโออีกทางเลือ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ส้มโอ,มะม่วงน้ำดอกไม้,นาข้าว,เพชรบูรณ์
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

สศก.แนะ มะม่วงน้ำดอกไม้ ส้มโอ พืชทางเลือกทดแทนนาข้าวไม่เหมาะสม รวมทั้งพืชตระกูลถั่ว ชี้เกษตรผสมผสานลดความเสี่ยงราคาผันผวน ปริมาณการผลิต

3 พฤศจิกายน 2562 นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลการปลูกข้าวนาปี ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map)

ทั้งนี้พบว่า เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 828 บาท/ไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) จะได้รับผลตอบแทนสุทธิเพียง 347 บาท/ไร่ โดยพื้นที่ปลูกข้าวของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม มีจำนวน 3.4 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด

ไม้ผล ที่น่าสนใจนำมาปรับเปลี่ยนในพื้นที่นาที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม คือ มะม่วงน้ำดอกไม้ โดยมีต้นทุนการผลิต 14,934 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,123 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 47.96 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 38,922 บาท/ไร่/ปี

ผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ขายให้แก่ผู้รวบรวมจากต่างจังหวัด (กรุงเทพฯ อยุธยา และนครปฐม) เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ และผลผลิตร้อยละ 35 ขายให้แก่ ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (เชียงราย และสุราษฎร์ธานี) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด ซึ่งนอกจากจะขายให้กับตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ยังสามารถนำมาแปรรูปทำข้าวเกรียบมะม่วงซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตจากมะม่วงในพื้นที่

อีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน คือ ส้มโอ ต้นทุนการผลิต 12,580 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4 – 5 ผลผลิต 1,487 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 25.65 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 25,562 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ขายให้แก่ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (นครปฐม และพิจิตร) และที่เหลืออีกร้อยละ 10 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีพืชตระกูลถั่วที่เป็นพืชทางเลือกเพื่อปลูกทดแทนในช่วงฤดูนาปรังเพื่อเพิ่มรายได้ และลดการใช้น้ำเหมาะกับช่วงที่ประสบปัญหาน้ำในการเพาะปลูก คือ ถั่วเขียว ต้นทุนการผลิต 2,408 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในเดือนที่ 2 – 3  ผลผลิต 137 กก./ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรขายได้ในราคา 21.7 บาท/กก. คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 565 บาท/ไร่/รอบการผลิต

โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ร้อยละ 75 ขายให้แก่ บริษัท สมชายพาณิชย์ 88 จำกัด จ.เจริญ 95  จตุรพรสุพานิช และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ซึ่งรวบรวมผลผลิตขายไปต่างจังหวัดเพื่อแปรรูปเป็นถั่วเขียว ผ่าซีกสำหรับใช้ทำแป้ง ไส้ขนม และเต้าส่วน ผลิตวุ้นเส้น ถั่วงอก รวมไปถึงบรรจุถุงจำหน่ายเพื่อการบริโภคและเมล็ดพันธุ์ ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 ขายให้แก่ผู้รวบรวมเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (กัมพูชา จีน) ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ทั้งนี้ รูปแบบการเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของราคาและปริมาณผลผลิตของพืชสำหรับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยสามารถรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและการต่อรองราคา รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งท่านที่สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญในจังหวัดนครสวรรค์  กำแพงเพชร  พิจิตร เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12  โทร. 0 56803 525 หรือ zone12@oae.go.th

เจาะแผนฟื้นฟูเกษตรกร 5 โครงการเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เจาะแผนฟื้นฟูเกษตรกร 5 โครงการเงินหมุนเวียนกว่า 4 หมื่นล้าน

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฟื้นฟูน้ำท่วม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,สศก
เปิดอ่าน 73 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เจาะแผนฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกร 5 โครงการเกิดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้าน

3 สิงหาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยช่วงปี 2562 งบประมาณ จำนวน 3,120 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อสร้างรายได้และลดรายจ่ายในครัวเรือนให้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 จากพายุ “โพดุล” และ “คาจิกิ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) ได้มอบหมายให้ สศก. วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจการเกษตร จากการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว

สศก. พบว่า การดำเนินงานตามแผนปฎิบัติการทั้ง 5 โครงการ จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร จำนวน 1.08 ล้านครัวเรือน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 36,881 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1,282 % ของงบประมาณที่ใช้ไป ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 40,002 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการดำเนินงานของแต่ละโครงการ จะส่งผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ ดังนี้

1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ , ถั่วเขียว) จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 6,429 ล้านบาท จากการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,147 ล้านบาท เฉลี่ย 51,471 บาท/ครัวเรือน และถั่วเขียว 1,282 ล้านบาท เฉลี่ย 25,654 บาท/ครัวเรือน

โดยโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิง ช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ ของพื้นที่เสียหาย อัตราช่วยเหลือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ เกษตรกรจะได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ เฉลี่ยครัวเรือนละ 2,450 บาท ส่วนถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ เกษตรกรได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการฯ เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,600 บาท จากพื้นที่เป้าหมายโครงการฯ เกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่

2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมจากการผลิตข้าวในโครงการฯ 27,894 ล้านบาท จากการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน เฉลี่ยไร่ละ 10 กก. เพื่อรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว รวมทั้งเพื่อคงความสามารถในการค้าและการส่งออกข้าวของประเทศไทย แก่เกษตรกรผู้ประสบฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย 827,000 ครัวเรือน 6.32 ล้านไร่  เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 1,223 บาท/ครัวเรือน

3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อ ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 1,073 ล้านบาท หรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 21,480 บาท จากการสนับสนุนพันธุ์ ปลานิลแปลงเพศ ขนาด 5 – 7 เซนติเมตร จำนวน 800 ตัว/ราย และอาหารสัตว์น้ำนำร่องให้เกษตรกร จำนวน 120 กิโลกรัม/ราย เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 50,000 ราย

4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน ส่งผลเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต รวม 4,216 ล้านบาท หรือเฉลี่ยชุมชนละ 21,080 บาท  จากการสนับสนุนปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม ตามประมาณการแหล่งน้ำชุมชน มีเป้าหมายในการดำเนินการ 1,436 แห่ง จำนวน 200,000 ตัว/แห่ง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ปี 2562 รวมทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในด้านผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก ส่งผลให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการผลิต ใน 3 กรณี คือ  ไก่ไข่  387 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 8,081 บาท  เป็ดไข่ 361 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 7,526 บาท และ ไก่พื้นเมือง 80 ล้านบาท เฉลี่ยครัวเรือนละ 1,669 บาท  โดยสนับสนุนสัตว์ปีก และปัจจัยการผลิต รายการละ 4,850 บาท เลือกได้ครัวเรือนละ 1 รายการ รวม 48,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว์ปีกเป็นอาชีพเสริมลดรายจ่าย

นายระพีภัทร์ กล่าวว่า การดำเนินงานทั้ง 5 โครงการฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการการทำงาน 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว ซึ่งเริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมถึง 10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า โครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง และอุทกภัย ปี 2562  ทั้ง 5 โครงการ เมื่อสิ้นสุดโครงการจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ซึ่ง สศก. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งผลักดันให้การดำเนินโครงการเกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

“ดิฟเฟนบาเกีย”ไม่ใช่มีแค่สาวน้อยประแป้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396125?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

“ดิฟเฟนบาเกีย”ไม่ใช่มีแค่สาวน้อยประแป้ง

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 05:39 น.
ดิฟเฟนบาเกีย,ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้มใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล   udomgarden1@gmail.com  

ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia) ไม้ประดับสกุลใหญ่ที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ แต่กลับไม่มีชื่อเรียกขานเป็นภาษาไทยในไม้สกุลนี้โดยเฉพาะ เพียงแค่รู้จักกันดีสำหรับชื่อที่เรียกกันจนติดปากว่า“สาวน้อยประแป้ง”อันอาจเนื่องมาจากไม้ชนิดนี้มีการนำเข้าสู่ประเทศไทยมาเป็นช่วงระยะเวลายาวนานแล้ว ซึ่งเคยมีการจัดแสดงและจำหน่ายในช่วงก่อนยุคไม้ประดับจะเฟื่องฟูเสียอีก

และด้วยชื่อที่ฟังแล้วสะดุดหูถึงความน่ารักน่าเอ็นดู อ่อนด้วยเดียงสา ของเด็กสาวที่ถูกประโปรยด้วยแป้งประทินผิว ที่นิยมประพรมกันในยุคสมัยหนึ่งให้ถูกเปรียบเปรยกับไม้ประดับใบเขียวปลายใบเรียวมนที่มีสีขาวประกระจายดูเกือบเป็นระเบียบอยู่บนแผ่นใบ แบบไม่มีในพืชชนิดอื่นใดที่จะมีลักษณะเหมือนพืชดังกล่าว จนเป็นที่เลื่องลือถึงความสวยและแปลกใหม่ในหมู่นักสะสมและผู้ได้พบเห็นทั่วไปในช่วงเวลานั้น และต่อมาได้กลายเป็นเอกลักษณ์โดยชื่อของพืชสกุลนี้ให้กล่าวเทียบเคียงจนถึงปัจจุบัน

สาวน้อยประแป้งนั้นแท้จริงคงเป็นเพียงชื่อในชนิดพันธุ์หนึ่งของไม้สกุลนี้ที่มีลักษณะเฉพาะ ถึงแม้จะมีลักษณะบางส่วนที่ดูคล้ายกับพืชในสกุล“เขียวหมื่นปี”(Aglaonema)แต่ก็มีใบที่โตกว่ามาก และยังมีอวัยวะอื่นๆอีกหลายส่วนให้ดูแตกต่างกันออกไป ซึ่งพืชสกุลนี้โดยส่วนใหญ่มีการค้นพบในธรรมชาติบนหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน และอีกหลายๆพื้นที่ในเขตอเมริกาใต้

โดยมีทั้งพันธุ์แท้และพันธุ์ลูกผสมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และมีการนำมาปลูกเลี้ยงนอกเขตกำเนิดมาหลายยุคสมัยแล้ว ทั้งยังมีการขยายและพัฒนาพันธุ์ลูกผสมขึ้นใหม่อีกหลายชนิด แต่เฉพาะที่ผ่านมาในบ้านเราคงไม่ค่อยรู้จักไม้สกุลนี้ดีสักเท่าไรนัก จะมีก็เพียงไม่กี่ชนิดที่โดดเด่นขนาดเรียกกันติดปากอย่างคุ้นชินและใช้ปลูกประดับทั่วไปมาอย่างยาวนานในชื่อสาวน้อยประแป้งนั่นเอง

โดยที่หากมีการเอ่ยชื่อดังกล่าวแล้วก็พอจะให้เข้าใจในทิศทางถึงความหมายที่กล่าวถึงได้ไม่ยาก โดยยังมีไม้ในสกุลนี้อีกหลายชนิดที่ละม้ายและต่างกันไปด้วยลักษณะ ขนาด ลวดลายและสีของใบอย่างเห็นถึงความต่างในแต่ละชนิดพันธุ์แบบยากที่จะหาได้จากไม้ชนิดอื่นมาเทียบเคียงให้เหมือนกัน

ไม้สกุลนี้ในอดีตยังมีเรื่องราวความลี้ลับอย่างน่าอัศจรรย์ และคงมีการเก็บสะสมเพื่อปลูกตามความเชื่ออีกหลายประการ รวมถึงมีการปลูกเพื่อการปัดเป่าเสนียดจัญไร หรือใช้ป้องกันภูติผีสิ่งชั่วร้ายให้กลับกลายเป็นดี กระทั่งความเชื่อเรื่องคงกระพันชาตรีที่มีอยู่ใน ว่านพญาช้างเผือก และ ว่านพญาหงสาวดี ก็ต่างเป็นดิฟเฟนบาเกียด้วยเช่นกัน โดยการเรียกขานคำนำหน้าชื่อว่าว่านก็เพื่อเป็นการสื่อถึงความเป็นสิริมงคล หรือมักใช้ในทางเสน่ห์เมตตามหานิยม เสริมบุญบารมี และในบางครั้งการใช้ว่านหลายๆชนิดก็เพื่อเชื่อมไปถึงเรื่องและสรรพคุณทางยาที่พบตามภูมิปัญญาอีกด้วย

แต่ในส่วนของพืชจากกลุ่มดิฟเฟนบาเกียแล้ว กลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ โดยไม้สกุลนี้มักมีชื่อเสียงในส่วนของเรื่องพิษ ที่มีผลจนเกิดการระคายเคืองในบริเวณที่สัมผัสให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนขนาดทำให้หลายต่อหลายคนต้องครั่นคร้ามสพรึงกลัวด้วยฤทธิ์ของยางจากต้นไม้ชนิดนี้ จนมีการสร้างข้อมูลให้ดูน่ากลัวเข้าไว้ เพื่อคนที่ไม่รู้จักจะได้ยำเกรงหรือควรระแวดระวังไม่ให้ไปสัมผัสอย่างไม่ถูกวิธีเข้าโดยตรง หรือเป็นการนำเข้าปาก จนกลายเป็นเรื่องเกินจริงไปมากก็มี

จากแพปูสู่โต๊ะอาหาร อานิงสงค์โครงการ คืนปูม้าสู่ทะเลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395928?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

จากแพปูสู่โต๊ะอาหาร อานิงสงค์โครงการ คืนปูม้าสู่ทะเลไทย

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 04:41 น.
ปูม้า,ทะเลไทย
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

จากแพปู สู่ โต๊ะอาหาร อานิงสงค์โครงการ คืนปูม้าสู่ทะเลไทย

อานิสงค์จากโครงการ“คืนปูม้าสู่ทะเลไทย”ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ที่เห็นชอบให้ขยายผลธนาคารปูม้าในชุมชนชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามันให้ได้ 500 ชุมชนภายใน 2 ปี โดยมอบหมายห้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)ร่วมกับหนว่ยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงากรดังกล่าว ถึงวันนี้ได้มีการดำเนินการไปแล้วกว่า 380 ชุมชนครอบคลุม 20 จังหวัดและอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มอีก 94 แห่ง ในเวลาแค่จขวบปีสามารถเพิ่มปริมาณปูม้าในท้องทะเลไทยให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

                                               สุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ

      “ท่องโลกเกษตร”เสาร์นี้ตามคณะผู้บริหารสำนักงานการวิจตัยแห่งชาตื(วช.)นำโดย“สุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ” ประธานโครงการ”คืนปูม้าสู่ทะเลไทย”เยี่ยมชมความสำเร็จของธนาคารปูม้าในพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในจ.สุราษฎรณ์ธานีและนครศรีธรรมราช ตามโครงการสื่อมวลชนสัญจร ภายใต้หัวข้อ“ปูม้าสัตว์เศรษฐกิจ สร้างรอยยิ้มให้กับชุมชน” ที่ปัจจุบันมีธนาคารปูม้าในสองจังหวัดนี้มีจำนวน 60 กลุ่ม

สุกัญญาเผยผลการดำเนินงานของโครงการฯในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมแพปูเพชรปิยะ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช โดยระบุว่าวช.ได้ร่วมกับกรมประมง  มหาวิทยาลัยในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการดำเนินงาน ถอดบทเรียนและเผยแพร่องค์ความรู้การจัดทำธนาคารปูม้าในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของชาวประมงในการกำหนดแนวทางการเพิ่มผลผลิตปูม้าและฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าในท้องทะเลไทย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการจับปูม้าของกรมประมงตั้งแต่ตุลาคม 2561 ถึงเมาายน 2562 พบว่ามีปริมาณสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน เฉพาะเดือนเมษายน 2562 มีปริมาณการจับ 2,183 ตัน มากกว่าเดือนเมษายน 2561 ซึ่งยังไม่มีโครงการถึง 276 ตันคิดเป็นมูลค่า 55,200,000 บา หากจำหน่ายปูม้าในราคา 200 บาทต่อกิโลกรัม

จากนั้น ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยคืนปูม้าสู่ทะเลไทยในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชกล่าวเสริมว่าที่ผ่านมาชาวประมงชายฝั่งในบางพื้นที่ได้มีการทำธนาคารปูม้าอยู่แล้ว เพียงแต่การดำเนินการแบบชาวบ้านไม่มีความชัดเจนในเรื่องข้อมูลองค์ความรู้ แต่หลังจากมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐข้าไปส่งเสริมสนับสนุนผ่านโครงการวิจัย ทำให้การดำเนินการเป็นระบบมากขึ้น มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเห็นผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

เขายอมรับว่าจากการสำรวจข้อมูลหลังมีโครงการคืนปูม้าสู่ทะเลไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาพบว่า มีปริมาณปูม้าในท้องทะเลสองจังหวัดนี้เพิ่มมากขึ้น โดยเห็นได้จากปริมาณการจับของชาวประมงพื้นบ้าน จากเมื่อก่อนออกทะเลจับได้วันละ 5-10 กิโลกรัมเท่านั้น มาวันนี้จับได้เฉลี่ยวันละ 20-30 กิโลกรัม ซึ่งเป็นรายได้ที่มากพอสำหรับการดำรงชีพขงอสมาชิกในครอบครัวและสิ่งที่ต้องดำเนินการจากนี้ไปจะเร่งปลูกสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กเยาวชน ลูกหลานชาวประมงให้เห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ปูม้าและธนาคารปูเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

“สิ่งที่จะต้องทำจากนี้ไปก็คือการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ปูม้า เพื่อป้องกันการถูกกดราคาจากพ่อค้า โดยจะรวมสมาชิกธนาคารปูในพื้นที่ 4-5 ชุมชนเป็นหนึ่งสหกรณ์ เมื่อกลุ่มสหกรณ์เกิดขึ้นจะสามารถต่อรองราคาหรือกำหนดราคาเองได้  ซึ่งเฟสหน้าผมจะทำตรงนี้เพื่อเป็นกลไกด้านราคาให้ชาวบ้านมีอำนาจต่อรอง”หัวหน้าโครงการวิจัยธนาคารปูม้าคนเดิมกล่าวย้ำ

    ศิริน่า แขกพงศ์หรือนีน่า เจ้าของแพปูเพชรปิยะ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในแพรปูเอกชนที่ร่วมโครงการคืนปูม้าสู่ทะเลไทยกล่าวยอมรับว่าหลังจากมีโครงการดังกล่าวทำให้ปริมาณปูม้าในทะเลมีเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากการจับปูในแต่ละวัน จากเดิมได้วันละ 70-80 กิโลกรัมต่อลำ ทุกวันนี้จับได้เพิ่มเป็น 200-300 กิโลกรัมต่อลำ  หลังจากนำปูที่จับได้มาขึ้นฝั่งก้จะทำการคัดแยกแม่ปูไข่นอกกระดองออกแล้วนำมาขังไว้เพื่อให้มันสลัดไข่ ก่อนนำไปจำหน่าย ส่วนไข่ที่สลัดก็จะเลี้ยงไว้ 1-2 วันก่อนำไปปล่อยในท้องทะเลต่อไป

“เราจะคัดแยกแม่ปูไข่ทุกวันแล้วก็นำไปปล่อยทุกวัน เรือเรามีทั้งหมด 9 ลำมีการออกทะเลทุกวัน ส่วนปูที่จับได้จะส่งโรงงานและบางส่วนก็ขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าทีมารับซื้อที่หน้าแพ ไซตืจัมโบ้กฺิดลละ 450-550 บาท สนใจโทร.083-6453239 หรือทักที่มาFB ปูม้านา มีบริการส่งด้วยค่ะ”

ด้าน  เจริญ โต๊ะอีแตหรือบังมุ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2561 สาขาการอนุรักษ์ทรัพย์กรสัตว์น้ำ ในฐานะประธานกลุ่มอนุรักษ์ประมงพื้นบ้าน บ้านในถุ้ง ม.5 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชกล่าวยอมรับว่าเมื่อก่อนปูม้า ในพื้นที่บริเวณนี้มีจำนวนมาก แต่หลังจากปี 2548 ปริมาณปูม้าลดลงอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือประมงมีมากจนเกินไป ทำให้ชาวบ้านเริ่มคิดหาทางจะทำอย่างไรให้จำนวนปูม้ากลับคืนมาเหมือนในอดีต และมีโอกาสไปดูงานธนาคารปูที่จ.จันทบุรีแล้วนำมาปรับใช้ที่หน้าบ้านของตัวเอง

“ผลพวงจากที่มีเครื่องมือประมงมากเกินไป พวกเราคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้อนาคตทะเลจะไม่มีปูม้าให้กินอย่างแน่อน ก็มาช่วยคิดกันว่าทำอย่างไรมาเติมเต้มปูม้าให้ทะเลได้ ก็ไปดูงานธนาคารปูที่จันทบุรีแล้วกลับมาทำ ทำสักพักชาวบ้านก็ไม่เอาปูม้ามาฝาก แต่ด้วยความคิดอุดมการณ์ของพวกเราที่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน อยากจะให้ปูม้ากลับมาให้ได้ พอดีทางม.วลัยลักษณ์โดยอาจารย์อมรศักดิ์(สวัสดี)เข้ามาบอกว่าจะมาช่วยดูแลธนาคารปูม้า ปลายปี58 ก็สร้างอาคารหลังนี้ขึ้นมา พอปีปี59 มีชาวบ้านเอาแม่ปูม้ามาฝากเยอะมาก แล้วก็มีหลายกลุ่มองค์กรเข้ามาช่วย ทางรัฐบาลเองก็เห็นคงวามสำคัญก็มีโครงการคืนปูม้าสู่ท้องทะเลไทยเข้ามาในปี 61 จึงทำให้เห็นผลสำเร็จในวันนี้”บังมุกล่าว พร้อมย้ำว่า

จากผลสำเร็จของโครงการฯทำให้ชาวบ้านในถุ้งวันนี้ มีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มปริมาณของปูม้าในทะเล ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนดีขึ้นและที่สำคัญทำให้สมาชิกในครอบครัวกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างมีความสุข

รู้ทันโรคหวัดแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395930?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รู้ทันโรคหวัดแมว

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 03:40 น.
หวัดแมว,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ วันนี้หมอยังเอาใจคนรักแมวโดยขอพูดถึงโรคหวัดแมวที่เป็นการเรียกโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเพราะมีอาการเหมือนเป็นหวัดนะครับ โดยมักเกิดในแหล่งที่เลี้ยงแมวรวมกันจำนวนมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เลี้ยงแมวหลายตัว ฟาร์ม บ้านพักสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

ลักษณะอาการเหมือนเป็นหวัดแท้จริงแล้วเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจมีสาเหตุจากการติดเชื้อโรคหลายชนิดโดยที่พบบ่อยในบ้านเรา คือ ไวรัส และแบคทีเรีย โดยแต่ละเชื้อโรคก็มีสายพันธุ์แตกต่างกันไป หากมองอาการหวัดแมวแล้วจะพบว่าอาการที่พบจะขึ้นอยู่กับชนิด และสายพันธุ์ของเชื้อโรครวมทั้งปริมาณเชื้อที่ได้รับ

ดังนั้นการฉีดวัคซีนอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันของตัวแมวเป็นสิ่งดีที่ทำให้แมวมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น นอกจากนี้ความเครียดก็ทำให้ภูมิคุ้มกันของแมวลดลงได้ ซึ่งแมวเครียดง่ายกว่าสัตว์อื่นตามธรรมชาติอยู่แล้วไม่ว่าจะมีสมาชิกใหม่เข้ามาในฝูง การทะเลาะขัดแย้งกันในหมู่แมว ภาวะคลอดลูก เป็นต้น ส่วนการแออัดหนาแน่นในฝูงแมวก็ทำให้แมวเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้เกิดการแพร่เชื้อในกรณีแมวติดเชื้อโรคโดยตรงอีกด้วย

เพราะนอกเหนือจากสภาวะสิ่งแวดล้อมที่สร้างความเครียดลดภูมิคุ้มกันในแมวแล้วก็ยังมีการติดเชื้อโรคโดยตรงไม่ว่าจะเป็นเชื้อที่เรียกกันว่าเอดส์แมว และหากมีการติดเชื้อร่วมกันหลายชนิดก็ยิ่งทำให้เกิดการรุนแรงขึ้นโดยอาจเป็นอาการเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอาการวมกันที่ทำให้ดูรวม ๆ แล้วทำให้มีอาการคล้ายแมวเป็นหวัด เช่น เบื่ออาหาร เซื่องซึม มีน้ำมูก ไอ จาม มีไข้ แต่จริงแล้วหลายครั้งอาการเหล่านี้ก็อาจเกิดจากไวรัสตัวอื่นได้ด้วยและเป็นอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น เยื่อบุจมูกอักเสบแบบเฉียบพลันร่วมกับอาการเยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งหากเกิดในลูกแมวแล้วอาจทำให้ลูกแมวตาบอดได้เพราะอาการจะรุนแรงกว่าในแมวโต โดยเชื้อโรคบางตัวก็ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาอักเสบชัดเจนกว่าระบบทางเดินหายใจ

เชื้อโรคอื่นก็สามารถทำให้เกิดอาการระบบทางเดินหายใจส่วนต้นแบบเฉียบพลันร่วมกับการอักเสบในช่องปากได้ด้วย ซึ่งจะเห็นลักษณะแผลหลุมที่ลิ้น หรือในช่องปาก อยู่ดี ๆ ก็เดินกระเผลก ซึ่งหากเป็นเชื้อชนิดรุนแรงก็จะทำให้แมวโตแสดงอาการรุนแรงกว่าลูกแมว ไม่ว่าจะมีการอักเสบหลายระบบในร่างกาย พบแผลหลุมที่อุ้งเท้า ฝ่าเท้า ผิวหนัง ริมฝีปาก ตา ใบหู จมูก จนถึงขั้นปอดบวมน้ำ หายใจลำบาก เลือดกำเดาไหล ถ่ายเป็นเลือด และมีจุดเลือดออกตามตัว แต่อย่างที่กล่าวเชื้อโรคแต่ละตัวก็ก่อให้เกิดอาการไม่เหมือนกัน โดยการแสดงออกของอาการอื่น ๆ คือ ไปกระทบต่อเซลส์เยื่อบุตาทำให้มีอาการตาเจ็บ เยื่อตาบวม จากตาข้างเดียวที่ลุกลามไปตาทั้งสองขางได้ หรือส่งผลให้เกิดอาการไอทั้งแบบเฉียบ พลัน และเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต โดยอาการอาจหายไปได้เอง หรือรุนแรงจนเสียชีวิตก็เป็นได้

ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ การป้องกัน ฉีดวัคซีน รีบพาน้องแมวของท่านมาพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการต่าง ๆ เพราะการรักษาหวัดแมวเป็นการรักษาตามอาการ และพยุงอาการ เช่น ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาต้านไวรัส ยากระตุ้นภูมิ ยาปฏิชีวนะ เพราะไม่มียาที่ฆ่าเชื้อรักษาหวัดแมวได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เมื่อแมวมีอาการหวัดมักจะไม่อยากอาหารเพราะเจ็บปาก ไม่ได้กลิ่น ไม่สบายตัว จึงต้องไม่ให้แมวอดอาหารนานเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอักเสบของตับ ตับอ่อน และลำไส้เล็กแทรกซ้อนขึ้นมาได้

ในกรณีที่พบแมวมีน้ำลายยืดไม่ยอมให้จับปากเพราะมีการอักเสบหรือแผลหลุมในช่องปากควรอุ่นอาหารให้เกิดกลิ่นกระตุ้นน้องแมวแล้วป้อนโดยควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย หากเจ้าของไม่สามารถป้อนได้ก็สามารถพาไปให้แพทย์ใส่ท่ออาหารได้นะครับ

หากแมวของใครเป็นหวัด เจ้าของอย่าเพิ่งท้อนะครับ เพียงแค่พาแมวที่รักของท่านไปพบสัตวแพทย์ใกล้บ้านก็สามารถรักษาอาการ และป้องกันสภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจนทำให้ลุกลามใหญ่โตได้