ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396623?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฝนหลวงเตรียมพร้อมรับภัยแล้ง

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:06 น.
ฝนหลวง,กระทรวงเกษตร,ภัยแล้ง,ภูเก็ต
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

ฝนหลวงเกษตรเตรียมรับภัยแล้ง จัดชุดปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้สามชุดพร้อมช่วยเหลือพื้นที่ขาดน้ำ เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนบรรเทาผลกระทบ

2  พฤศจิกายน 2562 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไปเป็นช่วงที่มีโอกาสในการทำฝนสำเร็จได้น้อย

ดังนั้นกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้นำอากาศยานเข้าซ่อมบำรุง ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ 2563 จึงจะเปิดปฏิบัติการหน่วยฝนหลวง 11 หน่วย จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ โดยระหว่างการซ่อมบำรุงอากาศยานจะเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วไว้ 3 ชุด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ยังมีความต้องการน้ำ เช่นเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย

ขณะที่นายปนิธิ เสมอวงษ์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้พายุโซนร้อน หรือ พายุแมตโม ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ และมีศูนย์กลางของพายุอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ในทิศทางตอนใต้ของ จ.สุรินทร์ และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปในทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ จ.บุรีรัมย์ ในช่วงนี้อาจจะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีปริมาณน้ำฝนสะสมที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้

ขณะที่เมื่อวานนี้ (31 ต.ค. 2562) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 1 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตร จ.ภูเก็ต และเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำบางวาด และอ่างเก็บน้ำคลองกะทะ จ.ภูเก็ต

ฉลุยผักผลไม้จากจีนเข้าด่านเชียงของ 1 คืนถึงตลาดไท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396620?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฉลุยผักผลไม้จากจีนเข้าด่านเชียงของ 1 คืนถึงตลาดไท

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,ด่านเชียงแสน,เชียงราย,สารตกค้าง
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

ผักผลไม้จากจีนกว่า 70% ผ่านฉลุย เข้าด่านเชียงของ วันละ 80 คอนเทนเนอร์ 1 คืนจากจีนถึงตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ส่วนผลตรวจสารตกค้างรอ 2 วันส่งตามหลัง

2 พฤศจิกายน 2562 นายวุฒิพงศ์ ท้าวฬา ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร ด่านเชียงของ จ.เชียงราย เปิดเผยขั้นตอนการนำเข้าผักผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้าน ว่าผู้นำเข้ามีใบรับรองตามกฏหมาย จากประเทศต้นทาง ทุกชิบเมนท์ ทุกตู้คอนเทนเนอร์ และใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรไทย

โดยผู้นำเข้าขอจากอย. และใบรับรองสุขอนามัย จากด่านตรวจพืช ผ่านด่านเข้าประเทศไทยได้ โดยด่านอย.และด่านพืช มีการเก็บตัวอย่างผักผลไม้ไว้ตรวจหาสารตกค้าง ที่ต้องใช้เวลา2วัน หากพบสารตกค้าง จึงแจ้งรายงานส่วนกลาง ดำเนินการทางกฏหมายต่อไป

อย่างไรก็ตามช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาว และเป็นหน้าการท่องเที่ยวของคนไทย มีการนำเข้าผักผลไม้จากจีน วันละ 70 – 80 ตู้คอนเทนเนอร์มีปริมาณมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเป็น ทับทิม องุ่น ลูกพลับ สลัดแก้ว บร็อคเคอรรี่ ถั่วรันเตา ผักคอส กระหล่ำปลี ผักกาดขาว กระหล่ำดอก ขึ้นช่าย มะเขือเทศ รวมผักผลไม้ 20 กว่าชนิด  ปริมาณนำเข้าสูงกว่า 70%

นายศุภโชค พรหมนุชานนท์ พนักงานบริษัทขนส่งผักผลไม้เคเอฟทรานสปอรต์ ขับรถพ่วงตู้คอนเทรนเนอร์ ตู้ละ 25 ตัน ขนผักผลไม้จากจีน เข้าตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท เดือนละ 4 เที่ยว ขับรถมา3-4ปี สำหรับปีนี้ผักจีนจากเข้ามาเยอะมาก ที่ผ่านมายังไม่เคยโดนสุ่มตรวจแล้วไม่ผ่านด่าน เพราะต้นทางทำของผักผลไม้ตัวอย่างใส่กล่องไว้เฉพาะมาให้ด่านตรวจแล้ว

โดยใช้เวลาในด่านประมาณ 30 นาที ตรวจเอ็กซเรย์ปริมาณของสินค้าและชิบปิ๊งเปิดตู้คอนเทนเนอร์ นำของผักผลไม้ตัวอย่างลงไว้ที่ด่าน ก็ผ่านเข้าไทยได้เลย รวมระยะเวลาเดินทางจากชายแดนจีน มาถึงตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ประมาณ 1 คืนเท่านั้น

ท้ามนัญญาห้ามนำเข้าสินค้าใช้ 3 สารที่ถูกแบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396554?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ท้ามนัญญาห้ามนำเข้าสินค้าใช้ 3 สารที่ถูกแบน

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
แบนสารเคมี,พาราควอต
เปิดอ่าน 100 ครั้ง

สุกรรณ์ หนุนมาตรการยกเลิกนำเข้าผลไม้ต่างชาติหลังพบสารเคมีตกค้าง ท้าถ้าจริงใจห่วงใยสุขภาพคนไทยจริงต้องเบรกสินค้าที่ยังใช้ 3 สารที่ถูกแบน

2 พฤศจิกายน 2562 สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ระบุ รัฐต้องระงับการนำเข้าพืชผักที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมี 3 ชนิดที่กก.วัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกใช้ ไม่นำเข้าจากอีกกว่า 100 ประเทศ เพื่อสุขภาพคนไทย เกษตรกรปลูกพืชผักปลอดภัยขายได้

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงเกษตรจะผลักดันห้ามมีการนำเข้าผลไม้ที่พบสารตกค้างจากต่างประเทศว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่นางสาวมนัญญาไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรฯ จะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขห้ามนำเข้าผักผลไม้ที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานทั้งเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและห่วงใยเกษตรกรที่ถูกผักผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้านมาตีตลาด

จากผลการตรวจสอบครั้งนี้ทำให้เห็นว่า สารเคมีที่ตกค้างในผักผลไม้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรู แต่ไม่มีรายงานการพบสารป้องกันกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะพาราควอตและไกลโฟเซตที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกใช้ โดยให้มีผลในวันที่ 1 ธันวาคม

ทั้งนี้เนื่องจากการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชอย่างพาราควอตออกฤทธิ์โดยการสัมผัสและเลือกทำลายคือ ทำให้ส่วนที่เป็นสีเขียวของพืชไหม้ เกษตรกรจึงใช้ฉีดพ่นหญ้าและวัชพืชเท่านั้น ไม่ได้ใช้ฉีดในผักผลไม้หรือข้าวอย่างที่เอ็นจีโอให้ข้อมูลเนื่องจากหากฉีดในพืชผัก ไม้ผล หรือต้นข้าวจะตายหมด ไม่มีผลผลิตออกมาจำหน่าย ส่วนไกลโฟเซตจะดูดซึมเข้าสู่ระบบส่วนขยายพันธุ์ของวัชพืชซึ่งอยู่ใต้ดิน เกษตรกรไม่ใช้ฉีดในพืชประธาน

ทั้งนี้เมื่อประกาศกระทรวงอุตสาหกรรรมเรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายซึ่งห้ามพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มีผลบังคับใช้ ทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยและสมาคมเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดจะเรียกร้องให้รัฐห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรทุกชนิดจากประเทศที่ยังใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้ซึ่งปรากฏตามข้อมูลของสมาคมวิทยาการจัดการวัชพืชแห่งประเทศไทยได้แก่ พาราควอตยังคงมีใช้ใน 86 ประเทศ ไกลโฟเซตมีใช้ใน 161 ประเทศ และคลอร์ไพริฟอสมีใช้ใน 89 ประเทศ

หากผู้บริหารทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม เห็นว่าสารเหล่านี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนไทยจนนำไปสู่การยกเลิกใช้ในไทยก็ต้องห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้อยู่ทั้งหมด อีกทั้งหากยังคงให้นำเข้าจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไทยเนื่องจากเมื่อยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรจะสูงขึ้น แต่ประเทศอื่นที่ยังใช้อยู่ ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

ดังนั้นต้องเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตผักผลไม้ปลอดภัยออกมาจำหน่ายภายในประเทศเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396639?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่ม

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 21:31 น.
ไก่,ส่งออก
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่มอีก 9 แห่ง คาดปี 63 ส่งออกจีนเพิ่มขึ้น มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท

ไก่เนื้อไทยฉลุย จีนให้การรับรองโรงงานส่งออกเพิ่มอีก 9 แห่ง คาดปี 63 ส่งออกจีนเพิ่มขึ้น มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลื้มสำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนหรือ
GACC ประกาศขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทย
เพิ่มอีกจำนวน 9 แห่ง ให้สามารถส่งไปจีนได้ คาดสร้างรายได้เข้าประเทศ 12,000 ล้านบาทต่อปี
ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานระบบการผลิตเนื้อไก่ของไทยที่ก้าวไกลระดับโลก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 สำนักงานการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of People’s Republic of China : GACC)  ได้ประกาศรายชื่อและขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกและผลพลอยได้ไก่แช่แข็งของไทยที่ได้รับการรับรอง เพิ่มอีก 9 แห่ง จากเดิมที่เคยได้รับรองไปแล้ว 7 แห่งเมื่อปี 2561 รวมเป็น 16 แห่ง ซึ่งการรับรองครั้งนี้ เป็นผลมาจากที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ได้ประสานงานกับ GACC อย่างต่อเนื่อง และได้เชิญคณะเจ้าหน้าที่จาก GACC มาตรวจรับรองโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ปีก เมื่อวันที่ 7 – 14 กันยายน 2562  นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่ GACC จะให้การรับรองโรงงานเพิ่มอีก 12 แห่ง ซึ่งขณะนี้ ทางกรมปศุสัตว์กำลังรวบรวมเอกสารชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมของโรงงานทั้ง 12 แห่งข้างต้น โดยกรมปศุสัตว์จะคอยให้คำปรึกษาแนะนำ และติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อเป้าหมายให้ทุกโรงงานในประเทศไทยที่มีความพร้อม สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรฐานของประเทศจีน ได้รับการรับรองครบทุกแห่งโดยเร็วต่อไป

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันตลาดส่งออกสินค้าเนื้อไก่ที่สำคัญของไทย คือ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และจีน โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนไว้ 7 โรงงาน การส่งออกเนื้อไก่สดจากไทยไปจีน ใน 10 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณ 45,834 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2561 ที่มีปริมาณการส่งออกเพียง 18,483 ตัน มูลค่า 1,769 ล้านบาท และคาดว่าการรับรองโรงงานเพิ่มขึ้นอีก 9 แห่งนี้ จะส่งผลให้ในปี 2563 ไทยจะสามารถส่งออกเนื้อไก่สดไปจีน มูลค่ามากกว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งโรงงานที่ได้รับการรับรองเพิ่มเติมทั้ง 9 แห่ง สามารถผลิตและส่งออกได้ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

เฉลิมชัย นำทัพจิตอาสา ก.เกษตรฯ เราทำความดีด้วยหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396613

เฉลิมชัย นำทัพจิตอาสา ก.เกษตรฯ เราทำความดีด้วยหัวใจ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 18:25 น.
นำทัพจิตอาสา,เฉลิมชัย,รมตเกษตรฯ,เราทำความดีด้วยหัวใจ
เปิดอ่าน 16 ครั้ง

“รัฐมนตรีเกษตรฯ” เตรียมนำทัพจิตอาสา ก.เกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม “เราทำความดีด้วยหัวใจ” พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก

 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ อาคารวายุภักดิ์ โรงแรมเซ็นทรา แจ้งวัฒนะ ว่า ศูนย์ประสานงานจิตอาสา 904 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดกิจกรรมจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาฟื้นฟูคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” โดยกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือร่วมใจประกอบกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขของชุมชนส่วนรวม ตามโครงการพระราชทานของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่ ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน จิตอาสาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งหน่วยงานในสังกัด, จิตอาสาจากกองทัพภาคที่ 1 กรุงเทพมหานคร, ผู้บริหาร ข้าราชการ และนักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย ตลอดจนจิตอาสาประชาชนในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะมีจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย พิธีเทิดพระเกียรติองค์ราชันพระบาทสมเด้จกระเจ้าอยู่หัวฯ กิจกรรมลงเรือเพื่อร่วมกันกำจัดผักตบชวา ณ บริเวณคลองสี่ตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและนิทรรศการที่น่าใจ อาทิ กองสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวา และการให้ความรู้เกี่ยวกับการนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ จากเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องที่มีการดูแลรักษากองผักตบชวาจนสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักผักตบชวาได้

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน มีการจัดเตรียมเรือผักตบชวา จำนวน 10 ลำ รถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน รถฉีดน้ำเพื่อชำระร่างกาย และรถแม็คโคร กรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดแสดงนิทรรศการใช้ประโยชน์จากผักตบชวา การพัฒนาอาชีพ โดยนำผักตบชวามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ กระเป๋าถือ แผ่นรองจาน วัสดุกันกระแทก เป็นต้น และกรมพัฒนาที่ดิน มีการจัดทำจุดสาธิตการทำกองปุ๋ยหมักจากผักตบชวา (ให้กับโรงเรียน) การจัดนิทรรศการแสดงการนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยหมัก ตลอดจนจัดเตรียมรถบรรทุกผักตบชวา 6 ล้อ จำนวน 5 คัน เป็นต้น

(คลิป) มนัญญา เดือดรอนับชั่วโมงไม่ยอมเปิดคอนเทนเนอร์ขนผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396600

(คลิป) มนัญญา เดือดรอนับชั่วโมงไม่ยอมเปิดคอนเทนเนอร์ขนผัก

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 14:39 น.
มนัญญา,เชียงแสน,คอนเทนเนอร์,ผัก,สารเคมี
เปิดอ่าน 121 ครั้ง

มนัญญา เดือดด่านเชียงแสน ให้รอเกือบชั่วโมง ไม่ยอมเปิดตู้คอนเทรนเนอร์ขนผักให้สุ่มตรวจ อ้างงรอชิปปิ้ง

1 พฤศจิกายน 2562 มนัญญา ลั่น 1 ธ.ค.นี้ ผักผลไม้นำเข้าจะต้องปลอดสารตกค้าง 3 ชนิดหลังแบนสาร ผงะพบสารพิษหลายรายการในผักผลไม้เพียบ กว่าจะรู้ผลคนไทยกินไปแล้ว ลั่นตั้งแล็บตรวจสารตกค้างร่วมกับอย.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจขั้นตอนการนำเข้าผักผลไม้ สินค้าเกษตร บริเวณด่านเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย พร้อมกับได้ซักถามเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร ด่านพืช ของกรมวิชาการเกษตร ด่านอย.ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เดินดูระบบการตรวจเอ็กเรย์รถขนส่งสินค้าทุกตู้คอนเทรนเนอร์ และระบบทดสอบสุ่มตรวจสอบสารตกค้างในผักผลไม้นำเข้า

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า ด่านแห่งนี้ มี 2 หน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ คือ ด่านพืช กรมวิชาการเกษตร แต่เมื่อสินค้ามาถึงจะต้องเก็บตัวอย่างส่งไปตรวจที่ด่านตรวจพืชเชียงแสน ซึ่งอยู่ห่างจากอ.เชียงของ 40 กิโลเมตร ทำให้เสียเวลาและใช้เวลา ไม่ทันกับปริมาณสินค้าเข้ามามีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีด่าน อย.ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสารตกค้าง แต่ทำได้เพียงตรวจเบื้องต้นผ่านชุดตรวจสอบ จีทีเทสคิดส์ ได้สุ่มตรวจแต่ปล่อยผ่านสินค้าไปก่อน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่เก็บจะใช้เวลาในการตรวจสอบ 2 วันจึงทราบผลซึ่งไม่ทันสถานการณ์และปริมาณสินค้าที่ผ่านเข้ามา

รวมทั้งปริมาณนำเข้าผักผลไม้จากจีนจำนวนมากโดยปี 2561 / นำเข้า 3-4แสนตัน มูลค่า 5 พันล้านบาท ปี62จนถึงขณะนี้ 170,000 ตัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท มีล้งชาวจีน 40-50 ราย ล้งจีนมีการเช่าพื้นที่ตลาดไท ทำห้องเย็นไว้รับสินค้าด้วย ในแต่ละวันมีผักผลไม้นำเข้าจากจีนกว่าวันละ 100 ตู้คอนเทนเนอร์ เพราะเส้นทางนี้ มีความสะดวกในการขนส่งสินค้าจากจีนตอนใต้ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงถึงด่านเชียงของ จึงทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งตรงตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง

ทั้งนี้ด่านเชียงของ ของกระทรวงเกษตรฯไม่มีแล็บตรวจสารตกค้างในผักผลไม้ มีเพียงตรวจโรคและแมลงศัตรูพืชเท่านั้น ส่วนการตรวจสารคกค้างเป็นหน้าที่อย.ที่ใช้ชุดตรวจสอบ จีทีเทสคิดส์ โดยตรวจ 3 กลุ่มสารคือ ออการ์โนฟอสเฟต กลุ่มคาบาเมต และจีพีโอ และชุดตรวจทีเอ็มสองตรวจสารกลุ่ม ไพรีทรอยด์ และกลุ่มออการ์โนคลอรีน ซึ่งชุดตรวจดังกล่าวตรวจได้เพียง 1-2 กลุ่มเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงมีการใช้สารเคมีเกษตร 4 กลุ่ม และมีมากถึง 400 สาร ทำให้ยังคงพบสารตกค้างในผักผลไม้จากการสุ่มตรวจทั่วไปทั้งตลาดทั่วไปและห้างสรรพสินค้า

มีนโยบายให้กรมวิชาการเกษตร เร่งตั้งห้องปฎิบัติการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างที่นำเข้าที่ด่านเชียงของ ซึ่งจะใช้งบปี 2563 ซึ่งจะเป็นห้องปฎิบัติการที่ทันสมัย ทราบผลรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์สารตกค้างได้มากกว่า 450 ชนิด ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยมากขึ้นและช่วยลดผลกระทบเกษตรกรไทย สามารถแข่งขันกับผักผลไม้ที่นำเข้าจากจีนได้ ซึ่งห้องปฎิบัติการนี้จะบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

“ดิฉันมาให้กำลังใจและสอบถามปัญหาและความต้องการเพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้สึกตกใจกับการตรวจสุ่มตัวอย่างแค่ 1500 ตัวอย่างทั้งที่มีสินค้าเข้ามามากมาย และพบสารตกค้าง ยาฆ่าแมลงที่เป็นวัตถุอันตราย วอ.4 ต้องห้าม ถึง 14 ตัวอย่าง โดยจะเรียกอธิบดีกรมวิชาการเกษตร มาถามว่าทำไมไม่รายงานให้ทราบ ดิฉันจะกลับไปทำการบ้าน มาตรการเฝ้าระวังสารตกค้างใหม่ทั้งหมดทุกด่าน เพิ่มเติมบุคคลากร ที่จะทำงานร่วมกับ อย.ให้มีประสิทธิภาพไม่ใชสินค้าถึงผู้บริโภคแล้ว เพิ่งรู้ผล ว่ามีสารตกค้าง ซึ่งการดำเนินการมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารไม่ใช่การกีดกันทางการค้า แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง ที่ไทยต้องเดินไปสู่เป้าหมายเป็นครัวของโลกให้ได้”น.ส.มนัญญา กล่าว

สำหรับการตรวจด่านครั้งนี้ น.ส.มนัญญา ต้องการเข้ามาสุ่มตรวจสินค้าเปิดตู้คอนเทรนเนอร์ แต่ถึงกับหงุดหงิดไม่พอใจอย่างมากกับกระบวนการเปิดตู้คอนเนอร์รถขนผัก 2คัน เพื่อตรวจสอบที่เกิดความล่าช้าอย่างมาก เพราะเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ด่านอย.ไม่สามารถเปิดตู้ได้ อ้างว่าจะต้องรอชิปปิ้งมาดำเนินการเอกสารให้แล้วเสร็จก่อน ทั้งที่ประเทศต้นทางได้ส่งเอกสารนำเข้ามาทางอีเมล์แจ้งล่วงหน้าแล้วเป็นสัปดาห์  แต่เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการอะไร ทำให้น.ส.มนัญญา ต้องนั่งรอเป็นชั่วโมง

รวมทั้งระหว่างนั้นมีรถเข้ามาให้ด่านตรวจเพียง 2 คันนั้น เมื่อชิปชิ้งมาเปิดตู้ น.ส.มนัญญา ได้ชี้ให้นำกล่องผักลงตรวจและเปิดรื้อผักดูด้วยตนเอง ขณะที่มีรถคอนเทรนเนอร์ จอดรอด้านนอกหน้าด่านเป็น 100 คัน จึงได้ถามนายฉกรรจ์ รักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นที่ปรึกษา รมช.ว่าทำไมต้องรอชิปปิ้ง ทั้งที่นำเสนอเอกสารสินค้ามาล่วงหน้าแล้ว นายฉกรรจ์ตอบว่าสิ่งที่ต้องรออาจเพราะรัฐมนตรีเกษตรฯมาตรวจ หรือในรถคอนเทรนเนอร์ ขนอะไรมาที่ไม่อยากให้ รมช.เกษตรฯตรวจ อีกทั้งนายฉกรรจ์ ยังต่อว่าเจ้าหน้าที่หัวหน้าด่านตรวจพืช ว่าชิปปิ้งไม่ใช่เจ้านายข้าราชการ ขอให้ไปดูหน้าที่การทำงานเสียใหม่ว่าด่านตรวจพืชสามารถเข้าเปิดตู้สุ่มตรวจได้ทันที เหตุที่ทำงานกันอย่างนี้เพราะชิปปิ้งครอบงำหรือไม่

ทั้งนี้ตั้งแต่เปิดด่านปี 2556 มีการตรวจพบสารตกค้าง ผิดกฎหมาย อย.ตามประกาศกระทรวงที่ 386 และมาตรฐาน ไอเอสโอ 17025 และมาตรฐาน อย ซึ่งจากการตรวจสอบโดยผลการดำเนินการพบ สะสมดำเนินคดี 1500คดี มีการส่งเรื่องให้ อย.ส่วนกลางดำเนินการ /บางกรณีพบบางบริษัทกระทำผิดซ้ำ จะขึ้นบัญชีดำ ส่วนมาก ที่พบสารตกค้าง สารคลอไพรีฟอส จากกระหล่ำปลีและบล็อคคอรี่ และสารคาเบนนาซินหรือสารกันเชื้อราในองุ่น. ทั้งนี้หลังจากมีการยกเลิกการใช้ 3 สาร จะเป็นผลให้สินค้านำเข้าจะต้องไม่มีสารตกค้างในกลุ่มนี้ มีผลบังคับวันที่1ธ.ค.ทันที โดยเร็วๆนี้ ไทยจะหารือทางการจีนเพื่อให้มีการรับรองสารตกค้างจากประเทศต้นทางมาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปัจจุบันนี้เอกสารนำเข้า ประกอบด้วย ต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช ใบรับรองยกเว้นภาษีตามข้อตกลงเอฟีเอ ใบอนุญาตนำหรือส่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร เอกสารตรวจพืชและแมลงจากด่านตรวจพืชทุกตู้คอนเทนเนอร์ มีการดำเนินการโดยบริษัทได้ยื่นขอเอกสารเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว พบว่าเอกสารบางรายการ มีการอนุญาตลงวันที่ 29 มี.ค.โดยสามารถนำมาใช้นำเข้าได้ตลอดปี

ลามหนัก โรคไหม้คอรวงข้าวระบาด ระดมไตรโคเดอร์มาป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396560

ลามหนัก โรคไหม้คอรวงข้าวระบาด ระดมไตรโคเดอร์มาป้องกัน

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 14:23 น.
กรมการข้าว,โรคไหม้คอรวงข้าว,สารไตรโคเดอร์มา
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งกรมการข้าวควบคุมโรคไหม้คอรวงข้าวระบาด สุรินทร์ ศรีสะเกษกว่า 360,000 ไร่ เร่งแจกสารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาป้องกันแปลงข้าวจะเก็บเกี่ยวปลายเดือน

1 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการข้าวควบคุมและแก้ไขการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ

โดยกรมการข้าวรายงานว่า พบการระบาดครั้งแรกในแปลงพยากรณ์ศัตรูพืช (ข้าว) จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2562 จากนั้นขยายวงกว้างไป 6 อำเภอได้แก่ อำเภอลำดวน สนม สำโรงทาบ ปราสาท โนนนารายณ์ และศรีณรงค์ ต่อมาพบการระบาดเพิ่มมากขึ้นเป็น 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกร 49,204 ราย พื้นที่ระบาด 283,454.75 ไร่

ส่วนสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค. 2562 พบการระบาดในพื้นที่ 15 อำเภอได้แก่ กันทรารมย์ ขุนหาญ ขุขันธ์ โนนคูณ ปรางค์กู่ พยุห์ โพธิ์ศรีสุวรรณ ไพรบึง ภูสิงห์ เมืองจันทร์ เมืองศรีสะเกษ วังหิน ศรีรัตนะ ห้วยทับทัน และอุทุมพรพิสัย ใน 89 ตำบล เกษตรกร 9,940 ครัวเรือน พื้นที่ระบาด 81,506 ไร่ รวมพื้นที่ระบาดทั้ง 2 จังหวัด 364,960 ไร่

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า มีความห่วงใยเกษตรกรอย่างยิ่งเนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิแหล่งใหญ่ของประเทศ ก่อนหน้านี้ประสบทั้งภาวะฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยซึ่งเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตข้าวได้ จึงให้เร่งควบคุมและแก้ไขการระบาด โดยรายงานต่อรมว. เกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกสำรวจติดตามสถานการณ์การระบาดและประเมินความเสียหาย ขณะนี้พบการระบาดในแปลงข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข 15 ในช่วงข้าวกำลังออกรวง ใกล้เก็บเกี่ยวได้

ทั้งนี้โรคไหม้ในข้าว (Rice Blast Disease) เกิดจากเชื้อรา Pyricularia oryzae. พบทุกภาคของไทย ทั้งในข้าวนาสวนและข้าวไร่ เกิดได้ทั้งในระยะกล้า ระยะแตกกอ และระยะออกรวง โดยหากเกิดในระยะออกรวงเรียก โรคไหม้คอรวงหรือโรคเน่าคอรวง เมื่อข้าวเพิ่งเริ่มให้รวง แล้วถูกเชื้อราเข้าทำลาย เมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นโรคตอนรวงข้าวแก่ใกล้เก็บเกี่ยวจะปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลที่บริเวณคอรวงทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหายมาก จากการสำรวจพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ผลผลิตเสียหายโดยสิ้นเชิง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สาเหตุที่มีการระบาดเกิดจากก่อนหน้านี้ พื้นที่ดังกล่าวประสบฝนทิ้งช่วง แล้วน้ำท่วมอย่างฉับพลันทำให้ข้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อน้ำลดเกษตรกรจึงใส่ปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยสูตรที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ประกอบกับในแปลงมีต้นข้าวหนาแน่นทำให้อับลม เมื่อเกิดความชื้น มีหมอก น้ำค้างจัด และอากาศเย็นในระยะต่อมาทำให้โรคไหม้พัฒนาอย่างรวดเร็ว หากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินกว่า 30 – 50 กิโลกรัมต่อไร่ โรคไหม้จะพัฒนาอย่างรวดเร็วกระแสลมแรงทำให้โรคแพร่กระจายเป็นวงกว้าง

กรมการข้าวได้สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาพร้อมใช้มอบให้ทุกอำเภอที่พบการระบาดไปแล้วกว่า 1,000 ถุงเพื่อให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวหอมพันธุ์ดอกมะลิ 105 ซึ่งอยู่ในระยะออกรวงและจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายนเป็นต้นไปใช้ฉีดพ่นในแปลงเพื่อป้องกันการระบาด โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปสาธิตและแนะนำวิธีการนำไปใช้ที่ถูกต้องเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคไหม้คอรวงข้าว

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า สารไตรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคจากเชื้อราได้ซึ่งรมว. เกษตรฯ สั่งการให้เพิ่มการผลิตสารไตรโคเดอร์มาเพื่อให้เพียงพอใช้ในการป้องกันโรคในนาที่กำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกทั้งเผื่อไว้สำหรับฤดูกาลเพาะปลูกหน้า โดยแนะนำให้เกษตรกรใช้สารไตรโคเดอร์มาคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนหว่าน หว่านเมล็ดพันธุ์ประมาณ 10 – 15 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับการใส่ปุ๋ยยูเรียซึ่งมีธาตุไนโตรเจนที่ช่วยให้ต้นข้าวเจริญเติบโตควรใส่แต่ละครั้งไม่เกิน 10 กิโลกรัมต่อไร่

คิกออฟจ่ายเงินประกันสวนยาง 1.7ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396533

คิกออฟจ่ายเงินประกันสวนยาง 1.7ล้านไร่

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 12:55 น.
คิกออฟ,จ่ายเงินประกันสวนยาง
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

เกษตรฯ KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง กว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ 

1 พ.ย.2562-เกษตรฯ KICK OFF จ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา ลดการบิดเบือนกลไกตลาดความผันผวนด้านราคา ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง KICK OFF เปิดโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 งบประมาณ 24,278.62 ล้านบาท

เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านคน ในพื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ ให้มีรายได้ที่แน่นอนสม่ำเสมอ สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยรัฐบาลจะประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา เพื่อลดการบิดเบือนกลไกตลาดและลดความผันผวนด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง โดยกำหนดราคาประกันรายได้จากการขายยางพารา 3 ชนิด ได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม

โดยมีหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ที่มีต้นยางอายุ 7 ปีขึ้นไป เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ กำหนดปริมาณผลผลิตยางประกันรายได้ (ยางแห้ง) ที่ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

สำหรับการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือนตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึงมีนาคม 2563 โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง 3 งวด ได้แก่ 1) ประกันรายได้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 จ่ายงวดที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 – 15 พฤศจิกายน 2562 2) ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 จ่ายงวดที่สอง ระหว่างวันที่ 1 – 15 มกราคม 2563 และ 3) ประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 จ่ายงวดที่สาม ระหว่างวันที่ 1 – 15 มีนาคม 2563 โดยค่าบริหารโครงการวงเงิน 234 ล้านบาท ให้ใช้จ่ายจากเงินกองทุนพัฒนายางพารา

ทั้งนี้ ค่าประกันรายได้คำนวณจากราคายางที่ประกันรายได้ ลบราคากลางอ้างอิงการขาย แล้วคูณด้วยปริมาณผลผลิตยางตามเนื้อที่กรีดยาง เป็นค่าประกันรายได้ในแต่ละเดือน โดยจะจ่ายเงินประกันชดเชยรายได้ส่วนต่างจากการขายยางพารา 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง เข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ผ่าน ธ.ก.ส. แบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนยาง 60% และคนกรีดยาง 40% ซึ่งในวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2562) เป็นวันแรกที่มีการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกร จึงมั่นใจได้ว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวนยางได้ตามหลักการ “ทำได้เร็ว ทำได้จริง” ตามที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ขณะที่นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่แจ้งและขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เริ่มจ่ายในงวดแรก จำนวนกว่า 8 พันล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 1,711,252 ราย แบ่งเป็นยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 17,201,391 ไร่

สำหรับเงินประกันรายได้ในแต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60:40 (ตามสัดส่วนการจ้างส่วนใหญ่ของข้อมูลขึ้นทะเบียน) โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงงวดแรก (ประกาศ ณ วันที่ 25 ต.ค.62) กำหนดราคายางแผ่นดิบ 38.97 บาท/กก. น้ำยางสด 37.72 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย 16.19 บาท/กก.

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้างรุกร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396517

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้างรุกร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 11:58 น.
สทนช,สมาชิกแม่โขง,ล้านช้าง,ร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ,6 ชาติร่วมถกแผนจัดการน้ำ,ครม
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

6 ชาติร่วมถกแผนจัดการน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง สทนช.เตรียมเสนอผลประชุมเข้า ครม.เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมระดับ รมต.ด้านน้ำที่จีนต้นธันวาคมนี้

6 ชาติร่วมถกแผนจัดการน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง สทนช.เตรียมเสนอผลประชุมเข้า ครม.เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรีด้านน้ำที่จีน ต้นธันวาคมนี้ เล็งชงโปรโจคงานวิจัยหาเหตุโขงลดภายใต้แผนปฏิบัติการ 5 ปี พร้อมยันเดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอุทกวิทยากับจีน-ลาวต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 62 – ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำสมัยวิสามัญ ครั้งที่ 3 ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจาก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และจีน ณ นครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า คณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำ (Joint Working Group on Water Resource Management) เป็นหนึ่งในคณะทำงาน 6 สาขาภายใต้ MLC โดยกรอบความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมากในฐานะที่เป็นเวทีในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงสามารถพบปะหารือกับประเทศต้นน้ำ คือ จีน ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือด้านน้ำทั้งในด้านเทคนิคและนโยบาย โดยสาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้เพื่อร่วมหารือใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1.การเตรียมการจัดประชุมหารือโต๊ะกลมสำหรับระดับรัฐมนตรีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ (MLC) ครั้งที่ 1 ช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ณ กรุงปังกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน  2.การพิจารณาถ้อยแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศให้เป็นรูปธรรมขึ้น ซึ่ง สทนช.จะสรุปผลการประชุมในครั้งนี้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบมอบหมายรัฐมนตรีด้านน้ำของไทยเข้าร่วมประชุม 6 รัฐมนตรีด้านน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือน้ำแม่โขงและล้านช้างที่ประเทศจีน และ 3.ที่ประชุมได้มีการพิจารณาลำดับความสำคัญของกิจกรรมโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการ 5 ปี สาขาทรัพยากรน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยได้นำเสนอโครงการที่จะดำเนินการในปี 2563 อาทิ การวิจัยร่วมเพื่อการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนด้านอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่แม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก ระหว่างไทยและเมียนมา รวมถึงไทยยังได้ผลักดันที่จะเสนอให้มีการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยร่วมกับประเทศสมาชิกเพื่อหาสาเหตุที่ส่งผลทำให้ระดับน้ำโขงลดลงด้วย

“การประชุมคณะทำงานฯ ภายใต้กรอบ MLC ถือเป็นเวทีที่สำคัญด้านยุทธศาสตร์ และมีความก้าวหน้ามากสำหรับไทยและประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะได้พบปะหารือกันในประเด็นความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านน้ำในมิติผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างครอบคลุม ซึ่งไทยได้สนับสนุนและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของคณะทำงานฯ และการจัดทำแผนปฏิบัติการ 5 ปี โดย สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้มุ่งเน้นผลักดัน ความร่วมมือด้านการบริหารทรัพยากรน้ำผ่านการวิจัยเพื่อหากลไกที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้งในกรณีภัยพิบัติที่รุนแรง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกวิทยาอย่างทันท่วงที สม่ำเสมอ และครอบคลุมตลอดทั้งปี ผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศท้ายน้ำในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปี 2560 ไทยได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก MLC เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจากการศึกษานี้ไทยสนับสนุนให้มีการจัดตั้งการจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญ หรือคณะที่ปรึกษา เพื่อกำหนดกรอบและหลักการในการแบ่งปันข้อมูลน้ำ รวมทั้งขั้นตอนในการแลกเปลี่ยนและการเสริมสร้างศักยภาพให้กับสมาชิก และพัฒนาให้เป็นระดับ Working Committee ต่อไป ซึ่งไทยจะนำเสนอผลการศึกษาต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีในเดือน ธ.ค. นี้ด้วย” ดร.สมเกียรติ กล่าว

   ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า นอกนี้ ยังได้ใช้โอกาสนี้ประชุมหารือร่วมกับจีนเพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์น้ำของจีนและไทยในช่วงฤดูแล้งเพิ่มเติม จากปัจจุบันจีนได้พิจารณาให้ข้อมูลสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนแล้ว เพื่อให้การวิเคราะห์คาดการณ์สถานการณ์น้ำโขงรวมถึงลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี แต่ต้นน้ำจากประเทศจีน อาทิ แผนการระบายน้ำตลอดฤดูแล้ง แนวทางการระบายน้ำเพิ่มหากท้ายน้ำอย่างไทยต้องการน้ำ เป็นต้น พร้อมทั้งได้ขอบคุณจีนที่สนับสนุนให้มีช่องทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ และทำแผนพัฒนาด้านวิชาการร่วมกันด้วย รวมถึงในต้นสัปดาห์หน้า สทนช.จะร่วมหารือกับลาวเพื่อทำความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำ  รวมถึงแผนบริหารจัดการน้ำโดยตรงเพื่อความรวดเร็ว และป้องกันปัญหาอย่างทันท่วงที

 อย่างไรก็ตาม สทนช.จะนำเสนอสถานการณ์น้ำโขง ประเด็นปัญหาภาวะภัยแล้งที่เกิดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้งจีน ลาว และไทย เข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  และคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบกับการประกอบอาชีพของประชาชน และผลกระทบโครงสร้างที่ติดกับลำน้ำโขงฝั่งไทย 8 จังหวัดโดยเร่งด่วนต่อไป.

53 ปี ธ.ก.ส. เดินหน้านโยบาย Go Green หนุนเกษตรปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396429

53 ปี ธ.ก.ส. เดินหน้านโยบาย Go Green หนุนเกษตรปลอดภัย

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 00:25 น.
ธกส,ครบรอบ 53 ปี,เดินหน้านโยบาย Go Green,หนุนเกษตรปลอดภัย,เศรษฐกิจฐานราก
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

ธ.ก.ส. ครบรอบ 53 ปี ชูนโยบาย Go Green หนุนเกษตรปลอดภัย ควบคู่ยกระดับธนาคารต้นไม้สู่ชุมชน พร้อมพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

53 ปี ธ.ก.ส. ชูนโยบาย Go Green เพื่อเกษตรยั่งยืน ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ดันการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์แล้ว 4,837 ราย พื้นที่กว่า 22,000 ไร่ ควบคู่ยกระดับธนาคารต้นไม้สู่ชุมชนไม้มีค่าเพิ่มพื้นที่ป่า และร่วมดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก หนุนสร้างธุรกิจชุมชน 928 ชุมชนภายในสิ้นปี เพื่อเป็นหัวขบวนในการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน นำสินค้าเกษตรกว่า 1,700 รายการ เปิดจำหน่ายสู่ตลาดออนไลน์ A-Farm Mart พร้อมขับเคลื่อนแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบปีที่ 53 ธ.ก.ส. มุ่งสานต่อนโยบาย Go Green ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีบัญชี 2562 โดยส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การปลูกสู่การแปรรูป และการจำหน่าย การเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้งผลักดันให้สินค้าเกษตรได้รับมาตรฐานรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่ทำการผลิตเกษตรปลอดภัย (GAP) จำนวน 774 ราย พื้นที่ 3,649 ไร่ เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองการผลิตแบบมีส่วนร่วม (PGS) จำนวน 2,569 ราย พื้นที่ 12,804 ไร่ และเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับมาตรฐาน Organic Thailand หรือ IFOAM และมาตรฐานอื่น ๆ จำนวน 1,494 ราย พื้นที่ 5,736 ไร่ รวมการทำเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยทั้งสิ้น จำนวน 4,837 ราย พื้นที่ 22,189 ไร่

ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์ไทย มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ Earth Safe และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการเกษตรลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ขับเคลื่อนการผลิตอาหารปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์สู่วงกว้าง ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ การรับรองมาตรฐาน GAP การรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม Participatory Guarantee System (PGS) และมาตรฐานอินทรีย์วิถีไทย Earth Safe Standard เป็นต้น เพื่อส่ง ผลผลิตให้กับ Modern Trade โดยมีแผนเชื่อมโยงชุมชน 9 แห่ง ในการผลิต และมีการนำร่องโครงการ 459 บ้านไร่ ตำบลบ้านไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.) ร้อยเอ็ด จำกัด ที่สนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิ GAP และอินทรีย์ โดยเชื่อมโยงกับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 352 ราย พื้นที่ 7,136 ไร่ โดย สกต. รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นข้าวสาร A-Rice เพื่อจำหน่าย

ขณะเดียวกันธ.ก.ส.ได้มอบหมายให้ ธ.ก.ส.ทุกจังหวัดดำเนินโครงการ Projected Based เพื่อสนับสนุนเกษตรอินทรีย์จำนวน 78 โครงการ พื้นที่การเกษตร 126,441 ไร่ พร้อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดย ธ.ก.ส. ได้กำหนดเครื่องหมาย A-Green เพื่อแสดงถึงผลผลิตที่ ธ.ก.ส.ให้การสนับสนุนแก่เกษตรกร ชุมชน ทั้งด้านการผลิต การตลาดและสินเชื่อ ในส่วนของ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ 459 อาคารบางเขน โดยจัดอบรมให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แก่พนักงาน ผู้ช่วยพนักงานและแม่บ้าน พร้อมใช้พื้นที่บริเวณโดยรอบสำนักงานปลูกพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อใช้บริโภค ส่วนที่เหลือแบ่งปันและจำหน่าย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายอภิรมย์ กล่าวต่อไปว่า ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการยกระดับธนาคารต้นไม้ จำนวน 6,836 ชุมชน สู่ชุมชนไม้มีค่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าแล้วกว่า 1,974 ชุมชน และร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme) หรือ LESS โดยปัจจุบันมีชุมชมเข้าร่วมแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ บ้านท่าลี่ จังหวัดขอนแก่น บ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี บ้านนาซำจวง จังหวัดหนองบัวลำภู และบ้านศรีเจริญ จังหวัดพิษณุโลก คิดเป็นจำนวนที่กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ด้านการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธ.ก.ส. มุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนในชุมชนประกอบด้วย กิจกรรมการผลิตโดยใช้ทรัพยากรภายในชุมชน การขายผลผลิต การซื้อและบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม เริ่มจากการค้นหาศักยภาพและความต้องการของชุมชน นำไปสู่พัฒนาการยกระดับเป็นธุรกิจชุมชน มีการบูรณาการความร่วมมือกับส่วนงานทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมให้การสนับสนุนสินเชื่อที่ตรงความต้องการ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสวัสดิการสังคม มีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น นำไปสู่ความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ กองทุนหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชน ลูกค้า ธ.ก.ส. ชุมชนต้นแบบฯ ชุมชนท่องเที่ยว และชุมชนอุดมสุข จำนวน 928 ชุมชนภายในสิ้นปีนี้

และเพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าของชุมชนสู่ผู้บริโภค ธ.ก.ส. ยังสนับสนุนช่องทางการตลาด ทั้งตลาด Offline ได้แก่ ตลาดชุมชน ตลาด อตก. Modern Trade ตลาดไทยเด็ดที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ร้านอาหาร โรงพยาบาล และตลาดประชารัฐที่ตั้งอยู่ในบริเวณ ธ.ก.ส. สาขาต่าง ๆ และตลาด Online ได้แก่ Platform A-Farm Mart ซึ่งมีสินค้าจากเกษตรกรที่ถูกคัดสรรคุณภาพกว่า 1,700 รายการ จากทั่วประเทศ ให้สามารถเลือกซื้อได้ง่าย ๆ ผ่านทางออนไลน์ ส่งตรงถึงบ้าน ซึ่งปัจจุบันมียอดจำหน่ายแล้วกว่า 56.9 ล้านบาท

นอกจากนี้ ธ.ก.ส.ยังมีความพร้อมในการขับเคลื่อนแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล ไปสู่เกษตรกรผ่านโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่จะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกร โดยปัจจุบัน ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปแล้วกว่า 34,600 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ในอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ วงเงิน 24,810 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านครัวเรือน ดำเนินการโอนเงินแล้ว จำนวน 3.99 ล้านครัวเรือน เป็นเงิน 23,929 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2562-2563 วงเงิน 13,000 ล้านบาทเป้าหมายเกษตรกร 263,107 ครัวเรือน ดำเนินการโอนเงิน รอบที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ไปแล้ว 254,667 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,351 ล้านบาท โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2562/63 วงเงิน 20,940 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 4.31 ล้านราย มีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องได้รับเงินในรอบที่ 1 ทั้งสิ้น 349,300 ครัวเรือน โดย ธ.ก.ส. โอนเงินเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ไปแล้วกว่า 9,411 ล้านบาท และโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งเจ้าของสวนและคนกรีดยางรวมกว่า จำนวน 1.7 ล้านราย ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลการปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย โดยเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณกว่า 23,472 ล้านบาท (เริ่มดำเนินการโอนเงินได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้)