มนัญญา บุกตรวจด่านพืชเชียงแสน ผงะสารตกค้างเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396435

มนัญญา บุกตรวจด่านพืชเชียงแสน ผงะสารตกค้างเพียบ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,สารเคมี,ด่านเชียงแสน,เชียงราย,สารตกค้าง
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

มนัญญา บุกตรวจด่านพืชเชียงแสน อึ้งสถิติเจอตรวจสารพิษตกค้าง วัถตุอันตรายประเภท 4 ในผัก

1 พฤศจิกายน 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจด่านตรวจพืชเชียงแสน ท่าเรือห้าเชียง ท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย โดยไม่ได้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่ล่วงหน้า

ซึ่งได้เข้าดูห้องแล็ปที่ด่านใช้ตรวจหาสารพิษตกค้างในกลุ่มยาฆ่าแมลง 3 กลุ่ม คือ ออการ์โนคลอรีน ออการ์โนฟอสเฟส(คลอร์ไพรีฟอส) ไพรีทรอยด์ แบ่งเป็น 32ชนิดสาร  ของกรมวิชาการเกษตร ในผักผลไม้ สินค้าเกษตร นำเข้าจากจีนและเมียนมา

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าด่านพืชฯสุ่มตัวอย่างปีละ 1.5 พันชนิด ตรวจสารพิษตกค้างในสินค้าเกษตร จากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมาตรการเฝ้าระวังหากเจอสารตกค้างเกินมาตรฐาน ก็ส่งรายงานเข้าส่วนกลางเพื่อเจรจากับประเทศต้นทางมาวันนี้ตรวจด่าน ให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานขอให้ช่วยกันทำสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเพื่อเกษตรกรไทย แผ่นดินไทย เราบอบช้ำมามากแล้ว เพราะจุดนี้มีความสำคัญมาก ในการดูแลสินค้านำเข้า และส่งออก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่เกษตรปลอดภัย

ภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ คือการเฝ้าระวัง เมื่อด่านพืชตรวจเจอสารตกค้าง ไม่มีอำนาจกัก ต้องแจ้ อย.ซึ่งมีอำนาจตรวจกักสินค้านำเข้า เพื่อการบริโภค ส่วนด่านพืช ตรวจดูเรื่องโรคแมลง ศัตรูพืช โดยจะหารือกับนายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯและรมว.กระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่วมมือกันระหว่างกรมวิชาการเกษตร และอย.ในการตรวจสารพิษตกค้างให้เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะตั้งแล็ปที่สมบูรณ์ขึ้นด่านเชียงของ และเจ้าหน้าที่ด่านพืช จะร่วมทำงานเจ้าหน้าที่อย. ซึ่งแล็ปที่ทันสมัยมีศักยภาพตรวจสารพิษได้100กว่าสาร เพื่อป้องกันอันตรายคนไทย ต้องไม่บริโภคพืชผักมีสารตกค้าง และป้องกันผลกระทบเกิดกับเกษตรกรไทย โดนผักผลไม้เข้ามาตีตลาดปีละหลายแสนตัน

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า สารพิษตกค้างจากสาร 4 กลุ่ม มีสารเป็น 100 ชนิด เป็นยาฆ่าแมลงในพืช ผักผลไม้ ล้วนเป็นอันตรายกับคนไทย ทั้งสองกระทรวงจะเริ่มช่วยกันตรวจสอบ ทุกตู้คอนเทรนเนอร์ ผ่านด่านเชียงของ มีผลไม้ ผักปีละหลายแสนตัน เข้ามาไปตลาดไทและตลาดทั่วประเทศ ทั้งนี้การดำเนินการต้องให้ครบวงจร ตรวจสารตกค้าง ตรวจโรคพืช โรคแมลง พืช ผัก ผลไม้ เป็นหลักการสำคัญ ซึ่งประเทศไทยแบน 3 สาร จะต้องตรวจสารต่างๆไม่เกินมาตรฐาน ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ต้องตรวจสอบผักผลไม้ ทำไมไม่เสียหายสดอยู่ได้นาน วิ่งมา 400 – 500 กม.ต้องเอาข้อมูลมาดู ปล่อยต่อไป คนไทยกินสารอะไรเข้าไป

สำหรับสถิติการสุ่มตรวจสินค้าจากจีนและเมียนมา หาสารพิษตกค้าง จาก 1.5 พันตัวอย่างในปีนี้ พบ 14 ตัวอย่าง มีสารพิษตกค้าง ยาฆ่าแมลงวัตถอันตราย ต้องห้ามประเภท ว 4 ในกลุ่มสารไดโลโทรฟอส เมวินฟอส เมทามิโดฟอส อยู่ในกลุ่มออการ์โนฟอสเฟส จากเมียนมา เช่นพริก พริกหยวก มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน และส้ม มีสารตกค้างเกิน 100 % เป็นชนิดเดียวที่มีสารตกค้างมากทึ่สุด ส่วนจากจีน มี คึ่นช่าย ซาลารี กระหล่ำปลีม่วง พริก บล็อคเคอร์รี่ แรดิช มีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานเช่นกัน

ชูสหกรณ์ประมงแม่กลอง โมเดลสวัสดิการแรงงานประมงทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396428

ชูสหกรณ์ประมงแม่กลอง โมเดลสวัสดิการแรงงานประมงทะเล

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ประมง,จีเอสพี,แรงงาน,ต่างด้าว,สหภาพแรงงาน
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

ส.ประมง ชู สหกรณ์ประมงแม่กลองโมเดล ต้นแบบสวัสดิการแรงงานประมงทะเล สนองนโยบายรัฐอยู่ในระดับมาตรฐานสากล แก้ข้อกล่าวอ้างของสหรัฐอเมริกาที่ตัด GSP สินค้าไทย

1 พฤศจิกายน 2562 นายมงคล เจริญสุขคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการประมงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการคุ้มครองแรงงานประมงทะเลให้อยู่ในมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง

โดยร่วมกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสหภาพแรงงานประมงทะเลในสถานประกอบการร่วมกับสมาคมประมงทะเลใน 22 จังหวัดมาตั้งแต่พ.ศ. 2557 จนกระทั่งวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ได้จัดตั้ง “คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานประมงทะเล” ขึ้นที่สหกรณ์ประมงแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงครามเป็นโครงการนำร่อง

ทั้งนี้คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานสหกรณ์ประมงแม่กลองมีองค์ประกอบคือ ผู้แทนจากเจ้าของเรือประมง ลูกเรือประมง และหน่วยงานวิชาการ มีการประชุมของคณะกรรมการสวัสดิการแรงงานจัดขึ้นทุก 2 เดือนที่สหกรณ์ประมงแม่กลอง โดยศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นได้รับอาสาเป็นฝ่ายเลขานุการของที่ประชุมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างในการจัดทำวาระการประชุมและจดบันทึกการประชุมแต่ละครั้ง

การประชุมก้าวหน้าเป็นอย่างดียิ่ง ฝ่ายลูกจ้างทั้งที่เป็นไต๋เรือและลูกเรือประมงชาวต่างชาติได้ให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการคุ้มครองแรงงาน เช่น เรื่องลูกเรือสูญหายขณะออกทำการประมงและการแจ้งการสูญหายต่อทางการเพื่อให้ครอบครัวของแรงงานได้รับประโยชน์สูงสุดที่พึงได้ตามกฎหมาย และเรื่องภาวะสุขภาพและการใช้ยาเสพติดบนเรือประมง ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการได้รับฟังเสียงของลูกเรืออย่างเต็มที่และช่วยกันพิจารณาแก้ไขปัญหา

ขณะที่ฝ่ายนายจ้างได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้างเช่นความก้าวหน้าในการจัดให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายใหม่และการชดเชยที่จะได้รับ ตลอดจนความก้าวหน้าในการหารือกับภาคเอกชนเพื่อจัดให้มีการประกันอุบัติเหตุนอกการทำงานและประกันสุขภาพให้แก่แรงงานประมงทะเล ซึ่งจะเป็นต้นแบบการจัดทำในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

นายมงคล กล่าวว่า การเจรจากับสหรัฐอเมริกาเพื่อขอคืนสิทธิ GSP นั้นจำเป็นต้องชี้แจงให้เข้าใจบริบทประเทศไทยที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมาก แม้จะยังไปไม่ถึงขั้นให้แรงงานต่างด้าวมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต่างด้าว ได้เหมือนแรงงานไทยได้ แต่การจัดตั้งคณะกรรมการสวัดิการ ให้คนงานมีสิทธิมีเสียงได้ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินการตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และการคุ้มครองแรงงานประมงทะเลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานทำให้การคุ้มครองแรงงานประมงทะเลของประเทศไทยอยู่ในระดับมาตรฐานสากล

เรื่องที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของภาครัฐคือ กรณีการให้แรงงานต่างด้าวสามารถตั้งสหภาพแรงงานในประเทศไทยได้ การให้ลูกจ้างเหมาสามารถตั้งสหภาพแรงงานในไทยได้เช่นกัน และการให้สิทธิคุ้มครองแก่ลูกจ้างในการที่จะไม่ถูกฟ้องกลับจากนายจ้าง ซึ่งตนเห็นว่า เรื่องเหล่านี้มีผลกระทบจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายก่อน แต่ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกไปแล้ว เมื่อทุกภาคส่วนพร้อมก็สามารถพัฒนาไปตามขั้นตอน หากทำเร็วไปอาจมีผลกระทบในหลายด้าน จึงต้องชี้แจงให้สหรัฐเข้าใจว่า ไทยไม่ได้ละเลย แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามบริบทของประเทศ

เกษตรสร้างความมั่นใจเดินหน้าสู่ความท้าทายหลายด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396423

เกษตรสร้างความมั่นใจเดินหน้าสู่ความท้าทายหลายด้าน

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 19:28 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,อลงกรณ์ พลบุตร
เปิดอ่าน 41 ครั้ง

สร้างความมั่นใจภาคเกษตรไทย เดินหน้าสู่ความท้าทายหลายด้านด้วยการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ บริหารจัดการสินค้าครบวงจร

31  ตุลาคม  2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร” ภายในงานสัมมนา “ไม้ผลพารวย ยุค 5 G”

โดยกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เป็นประเทศผู้นำด้านการเกษตร ส่งออกอาหารอันดับ 12 ของโลก เป้าหมายภายใน 5 ปี คือขึ้นติดอันดับ Topten ให้ได้ อย่างไรก็ดีในยุคที่ความต้องการอาหารมีเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือตัวแปรสำคัญแต่ประเทศไทยมีพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี จึงเป็นแหล่งอาหารของโลก ทั้งยังมีปัจจัยด้านการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้า ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายทั้งสิ้น ทั้งนี้สามารถก้าวผ่านไปได้โดยนำนโยบายบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจรมาใช้

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กระทรวงเกษตร จะเป็นกระทรวงแรกที่เข้าสู่ยุค 5 G เริ่มใช้ Big data สมบูรณ์ อย่างโครงการ 1 กระทรวง 1 Application ที่รวมทุกหน่วยงานไว้ใน App เดียว นำระบบออนไลน์มาใช้ปฏิบัติคลอบคลุมการบริหารจัดการฟาร์ม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงการออกใบรับรองต่าง ๆ ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ยังมีกองทัพคนรุ่นใหม่ภาคเกษตรกรรม หรือ Young Smart Farmer มากกว่า 12,000 คน ตลอดจนนำกลไกการตลาดมานำการผลิต หรือเรียกว่านโยบายเกษตรพาณิชย์ นับเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีที่แท้จริง

เตรียบพบนายกฯช่วยเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลังยกเลิก 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396411

เตรียบพบนายกฯช่วยเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลังยกเลิก 3 สาร

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 18:05 น.
แบน 3 สาร,นายกฯ,พิชเศรษฐกิจ,สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย,พบนายกฯ
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จี้รัฐบาลทบทวนการยกเลิกใช้ 3 สาร ขอพบนายกฯช่วยเหลือก่อนถึงฤดูเพาะปลูก

31 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดขอเข้าพบพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพื่อหารือถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรพืชเศรษฐกิจไม่ให้เกิดผลกระทบจากการยกเลิกสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดให้ทันก่อนฤดูกาลปลูกใหม่ที่จะมาถึง

พร้อมกันนี้ขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เนื่องจากเห็นว่า ขัดบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ให้คณะทำงาน 4 ฝ่ายหารือและรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารเคมี 3 ชนิด แต่กระทรวงเกษตรฯ ไม่เปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ใช้สารพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสเข้าให้ข้อมูลแม้แต่รายเดียว

สำหรับการลงมติยกเลิกของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ไม่มีความชัดเจนว่า ข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาครบถ้วนตามหลักวิชาการหรือไม่ อีกทั้งผลการพิจารณาลงมติแตกต่างจากครั้งก่อนหน้าที่ให้จำกัดการใช้ โดยที่ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น อีกมีข้อสงสัยว่า การดำเนินการดังกล่าวถูกต้องตามหลักกระบวนการอันควรแห่งกฎหมายหรือไม่เนื่องจากตั้งแต่การนำเสนอข้อมูลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย จากนั้นมีการประชุมเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น แล้วลงมติยกเลิกสาร 3 สารทันที จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอนุญาตให้เข้าพบเพื่อหารือโดยเร็ว

นอกจากนี้ยังทำหนังสือถึงนายภานุวัฒน์ ตรียางกูรศรี รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า เกษตรกรพืชเศรษฐกิจได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ผลสับสนในมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ที่ให้เปลี่ยนสถานะของสาร 3 ชนิด จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งต่างไปจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 ที่ให้ดำเนินการมาตรการจำกัดการใช้ โดยมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งเกษตรกรเห็นว่า ยังไม่มีการจัดเตรียมมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนที่จะเกิดขึ้นอย่างกระทันหันในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ในแถลงการณ์ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ครั้งที่ 41-9/2562 เรื่อง “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ปรับวัตถุอันตรายพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4” ก็มีเนื้อหาเพียงแค่ 1 หน้ากระดาษ ไม่ได้นำเสนอถึงเหตุผลที่ใช้ประกอบในการพิจารณาลงมติอย่างรอบด้านและครบถ้วน จึงเรียกร้องให้เปิดเผยรายงานและเอกสารประกอบการประชุมในวันที่ 22 ตุลาคมทั้งหมดภายใน 7 วัน

“หากไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่แตกต่างออกไปจากเดิม ด้วยเหตุใดประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายจึงวินิจฉัยให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายดำเนินการลงมติ หรือหากมีหลักฐานทางวิชาการที่แตกต่างจากเดิม เพราะเหตุใดจึงเร่งรัดในการลงมติในวันดังกล่าว โดยไม่มีขั้นตอนการพิจารณาหลักฐานเหล่านั้นโดยผู้เชี่ยวชาญ” นายสุกรรณ์กล่าว

นายสุกรรณ์ กล่าวว่า ยังทำหนังสือถึงนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งได้กล่าวต่อกลุ่มเกษตรกรหลังการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีความห่วงใยต่อกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมติดังกล่าวและสั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาถึงผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง นำเสนอเพื่อกำหนดมาตรการรองรับ โดยจะรับฟังเกษตรกรด้วย

จึงขอให้ชี้แจงว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีขอบเขตการดำเนินงาน และอำนาจหน้าที่อย่างไร มีขั้นตอนการดำเนินงาน และกรอบระยะเวลาการดำเนินงานเท่าไร ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานใดบ้าง ประสงค์ที่จะให้สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เข้าชี้แจงข้อมูลในวัน เวลา และสถานที่ใด

นายสุกรรณ์ยังกล่าวถึง งานประชุมวิชาการที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจะจัดขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ซึ่งในกำหนดการระบุว่า จะมีพิธีแสดงความยินดีต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีมติยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด โดยส่งหนังสือเชิญมายังสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรให้ส่งผู้แทนเข้าร่วมงาน 3 คน แต่ทางสมาคมฯ แจ้งกลับไปว่า ผู้แทนเกษตรกรขอเข้าร่วมงาน 500 คนเพื่อสังเกตการณ์ในพิธีแสดงความยินดีดังกล่าว แต่ตนไม่ทราบว่า กรมควบคุมโรคยกเลิกการจัดงานไปแล้วหรือไม่ ซึ่งหากยังคงจัดงานอยู่ ผู้แทนเกษตรกรจะยกขบวนไปร่วมงานแน่นอน

ปศุสัตว์บุกโรงฆ่าสัตว์ปากน้ำสั่งอายัดสุกรใช้สารเร่งเนื้อแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396292

ปศุสัตว์บุกโรงฆ่าสัตว์ปากน้ำสั่งอายัดสุกรใช้สารเร่งเนื้อแดง

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 12:35 น.
ปศุสัตว์,สารเร่งเนื้อแดง
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

ปศุสัตว์บุกโรงฆ่าสัตว์สมุทรปราการ สั่งอายัดสุกรใช้สารเร่งเนื้อแดงลักลอบเข้ามาเชือด

กรมปศุสัตว์ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบสุกร   มีสารเร่งเนื้อแดง สั่งระงับการฆ่าสุกร 14 ตัว มูลค่ากว่า หนึ่งแสนบาท พร้อมเก็บและส่งตัวอย่างปัสสาวะสุกรและอาหารสัตว์เพื่อตรวจยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ หากผลตรวจยืนยันจะดำเนินคดีทันที

  นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท กรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กองสารวัตรและกักกัน และกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ เข้าตรวจสอบโรงฆ่าสุกรแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบมีสุกรรอเข้าฆ่าจำนวน 116 ตัว จึงได้ใช้ชุดทดสอบภาคสนาม (strip test) ตรวจปัสสาวะสุกร ผลการตรวจสอบปัสสาวะ พบผลบวกต่อสารเร่งเนื้อแดง 14 ตัว จึงได้กักสุกรไว้ที่โรงฆ่าสัตว์ โดยปัสสาวะที่ให้ผลบวกได้นำส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ และหากผลตรวจยืนยันว่าพบสารเร่งเนื้อแดงจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“นอกจากการตรวจสอบที่โรงฆ่าสัตว์ กรมปศุสัตว์จะตรวจสอบย้อนกลับที่มาของฟาร์มต้นทางที่ส่งสุกรมายังโรงฆ่าแห่งนี้  เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายและเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์ที่มาจากฟาร์มที่ลักลอบใช้   สารเร่งเนื้อแดง มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคเนื้อและผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ยังคงเร่งดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และคุมเข้มอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับผู้ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงที่โรงฆ่าสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสัตว์

“หากกรมปศุสัตว์ตรวจพบลักลอบผลิตหรือใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์ก็จะมีโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่โรงฆ่าสัตว์หากฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานตรวจโรคสัตว์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 จะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท” นายสัตวแพทย์สรวิศกล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารเร่งเนื้อแดงมีหลายชนิดมีความอันตรายมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ความไวต่อยาของผู้ได้รับสารนี้ ในอดีตสารที่นิยมใช้กันมากคือ เคลนบิวเทรอล แต่ในปัจจุบันเป็น ซัลบูทามอล และแร็คโตพามีน อีกทั้งยังมีชนิดใหม่ที่เริ่มมีใช้กันคือ ซิปพาเทอรอล โดยนำสารชนิดนี้ไปผสมอาหารสำหรับเลี้ยงสุกรและโคขุน เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานจากไขมัน ลดการสะสมของไขมัน แต่เพิ่มการสะสมโปรตีนในกล้ามเนื้อ ในซากสุกรและโคขุน เป็นผลให้มีเนื้อแดงเพิ่มขึ้น ไขมันน้อย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่จูงใจให้เกษตรกรใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรและโคขุน ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และเมื่อรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างอยู่ อาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้อสั่น กระตุ้นการเต้นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนปวดศีรษะ ซึ่งในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคลมชัก โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ตลอดจนหญิง มีครรภ์จะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับอันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงที่ตกค้างในเนื้อสัตว์

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด โปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

แจกต่อเนื่องที่ดินส.ป.ก.ผู้ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396222

แจกต่อเนื่องที่ดินส.ป.ก.ผู้ยากไร้

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 80 ครั้ง

ธรรมนัส ลุยน่าน ตรวจเยี่ยมโครงการส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ทำกินของเกษตรกรตามนโยบาย คทช. พร้อมแจก ส.ป.ก. 4-01 ผู้ยากไร้

31 ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งเป็นประธานในพิธีส่งมอบแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โครงการคลองส่งน้ำบ้านดู่พงษ์ หมู่ที่ 2 ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน

โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยยึดหลักแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

นอกจากนั้นยังได้มีพิธีมอบสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. ปีงบประมาณ 2562 แก่เกษตรกรจำนวน 8 ราย มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร อำเภอสันติสุข จำนวน 20 ราย และมอบปัจจัยการผลิตให้แก่กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านดอนอภัย หมู่ที่ 3 ตำบลป่าแลวหลวง อำเภอสันติสุข ได้แก่ เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดกากน้ำตาล สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และ ซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 20 ราย พร้อมกับมอบหนังสือการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 30 รายและยังได้เยี่ยมชมพื้นที่แปลง คทช. พบปะเกษตรกร และให้ข้อเสนอแนะการพัฒนาด้านเกษตรกรรมด้วย

อย่างไรก็ตามสำหรับพื้นที่ที่นำมาจัดที่ดินทำกินโดยการดำเนินงานของ คทช. ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป.ส. 23) ให้แก่ราษฎรอำเภอสันติสุข จังหวัดน่านนั้น เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย ตำบลป่าแลวหลวง 10,452 ไร่ ตำบลพงษ์ 5,256 ไร่ และตำบลดู่พงษ์ 7.126 ไร่.

นางสาวเบญจพร  ชาครานนท์  อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเสริมว่า“โครงการส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ทำกินของเกษตรกรตามนโยบาย คทช. เป็นโครงการที่กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรการพัฒนาคุณภาพดินในพื้นที่จัดการปัญหาที่ดินทำกินเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนการใช้สารอินทรีย์ ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร การผลิตปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตรวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ดินและน้ำ

ทั้งวิธีกลและวิธีพืช ในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินตามคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีความตั้งใจในการจัดสรรพื้นที่ทำกินให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการปรับพื้นที่ให้เหมาะสมอย่างเป็นธรรมและถูกกฎหมาย เป็นพื้นที่ของการอยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ พื้นที่ป่าชุมชน และพื้นที่ป่าอนุรักษ์

โดยที่ผ่านมาสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปให้ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินพัฒนาที่ดินให้มีความสมบูรณ์เหมาะสมในการปลูกพืช ให้เกษตรกรผู้ได้รับสิทธิ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการต่อยอดสำหรับประกอบอาชีพอื่นๆ เนื่องจากดินในแต่ละพื้นที่มีคุณสมบัติและคุณภาพที่แตกต่างกัน เพื่อให้ปลูกพืชผลทางการเกษตรตามความเหมาะสมต่อไป

ภัยแล้งประชิด ภาคเกษตรระทึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396220

ภัยแล้งประชิด ภาคเกษตรระทึก

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำในเขื่อนน้อย,ฤดูแล้ง
เปิดอ่าน 51 ครั้ง

กรมชลวางแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง 62/63 ให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งหน้าต่อเนื่องไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า ย้ำน้ำในเขื่อนน้อย ไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตร

31  ตุลาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้จะเข้าสู่ฤดูแล้งซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะทำงานวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

รวมทั้งได้วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ หลายแห่งอยู่ในเกณฑ์น้อย

ทั้งนี้กรมชลประทานคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศในวันที่ 1 พ.ย. 62 ว่า จะมีน้ำใช้การได้ประมาณ 30,126 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) แบ่งเป็นการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 62 – 30 เมษายน 63 ประมาณ   17,587 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 5,934 ล้าน ลบ.ม.  ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 12,539 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 ระหว่างเดือนพฤษภาคม .- กรกฎาคม 63

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่มีอยู่ขณะนี้ เพียงพอที่จะสนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้นเท่านั้น จึงกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้ประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำต่างๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เปิดรับน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค เป็นครั้งคราว

สำหรับลำน้ำหรือคลองส่งน้ำ ให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำเท่าที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งขอความร่วมมือไม่ให้ปิดกั้นหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก โดยให้ยึดตามปฏิทินการสูบน้ำที่กรมชลประทานวางแผนรอบเวรการสูบน้ำไว้แล้ว ส่วนสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่นสามารถสูบน้ำได้ตามปกติตามแผนการสูบน้ำที่ได้เสนอกรมชลประทานไว้แล้วก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือให้ลดการเพาะเลี้ยงในบ่อปลา บ่อกุ้ง เขตโครงการชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงการเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง ในแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน และในระบบชลประทาน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 30 เมษายน 2563 พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการระบายน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย

ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่ต้องสำรองไว้ให้เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศตลอดฤดูแล้งนี้และต้นฤดูฝนหน้า ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง ปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 ได้ และสำรองน้ำไว้เพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปีฤดูกาลผลิต ปี 2563 ได้อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ยังมีพื้นที่ด้านท้ายของอ่างเก็บน้ำอีกหลายแห่ง ที่สนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้นได้แก่ เขื่อนแม่มอก จังหวัดลำปาง เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เขื่อนลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา และเขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย ไม่สามารถจัดสรรเพื่อการเพาะปลูกได้

นายทองเปลวกล่าวเพิ่มเติมว่า อ่างเก็บน้ำที่มีน้ำน้อย แต่ยังพอที่จะสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อย (พืชไร่-พืชผักและพืชอื่นๆ) ได้แก่ เขื่อนแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี เขื่อนสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และเขื่อนประแสร์ จังหวัดระยองทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ทั้งประเทศได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกไว้ทั้งสิ้น 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง(นารอบที่ 2) 4.54 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 2.67 ล้านไร่ โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในเขตชลประทานไม่ส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเนื่องจากน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อยต้องคงไว้สนับสนุนการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน กำหนดไว้ 1.64 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าว 1.05 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 0.59 ล้านไร่

ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง 1.12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 0.86 ล้านไร่ และพืชไรพืชผัก 0.26 ล้านไร่ ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในพื้นที่ พร้อมทั้งขอให้ติดตามข่าวจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่เกิดผลเสียหายต่อเกษตรกร รวมทั้งขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้

ขึ้นทะเบียนแล้ว 73 สารชีวภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396211

ขึ้นทะเบียนแล้ว 73 สารชีวภัณฑ์

วันที่ 31 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
แบน 3 สาร,ขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์,อธิบดีกรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 79 ครั้ง

73 สารชีวภัณฑ์ขึ้นทะเบียน กรมวิชาการ แจงยิบขั้นตอน ต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา ขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่าง ทดลองประสิทธิภาพ ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อมปลอดภัย

31 ตุลาคม  2562 นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  ว่า  มีการพิจารณาจากหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ การประเมินข้อมูลพิษวิทยา

การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์  และการทำการทดลองประสิทธิภาพ ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตามขั้นตอนดังกล่าวเพื่อให้เกษตรกรได้ใช้สารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกำจัดศัตรูพืช ป้องกันไม่ให้ผลผลิตเสียหาย และที่สำคัญต้องเป็นสารที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

โดยขั้นตอนที่ 1 การประเมินข้อมูลพิษวิทยาคณะทำงานเพื่อพิจารณาชีวภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช จะประเมินข้อมูลพิษวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ คุณสมบัติทางกายภาพ  เคมี  และด้านเทคนิคของชีวภัณฑ์  พิษวิทยาและข้อมูลการรับสัมผัส  สารพิษตกค้างใน/บนผลิตภัณฑ์อาหารและสิ่งแวดล้อม ผลของชีวภัณฑ์ต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เป้าหมาย กรรมวิธีการผลิตและแหล่งที่มาของเชื้อ

ส่วนขั้นตอนที่ 2 การขอนำเข้าหรือผลิตตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตรายซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนเพื่อวิเคราะห์ตามข้อกำหนดของวัตถุอันตราย และเพื่อทดสอบประสิทธิภาพเมื่อผลวิเคราะห์ตรงตามมาตรฐานผู้ประกอบการต้องนำตัวอย่างไปทดลองประสิทธิภาพภายใต้การควบคุมของนักวิชาการกรมวิชาการเกษตร

ขั้นตอนที่ 3 การทดลองประสิทธิภาพผู้ประกอบการต้องยื่นคำขออนุญาตทำการทดลองประสิทธิภาพวัตถุอันตรายขั้นการทดลองเบื้องต้นและแผนการทดสอบประสิทธิภาพเมื่อการทดลองสิ้นสุด ให้ส่งรายงานผลการทดลองประสิทธิภาพ พร้อมข้อความที่ขอระบุในฉลากที่ได้รับความเห็นชอบแล้วหากการดำเนินการดังกล่าวผ่านการพิจารณาผู้ประกอบการทำต้องหนังสือส่งผลการประเมินข้อมูลพิษวิทยาผลการทดลองประสิทธิภาพและผลวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยื่นที่กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย  กรมวิชาการเกษตร  เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร  หากคณะอนุกรรมการฯ เห็นควรให้ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพนักงานเจ้าหน้าที่จะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้แก่ผู้ประกอบการต่อไป

ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพิจารณาขึ้นทะเบียนกลุ่มวัตถุอันตรายที่มีความปลอดภัยในทุกด้าน ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ  สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช  เป็นลำดับแรก  ซึ่งปัจจุบันมีสารชีวภัณฑ์ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรแล้วจำนวน 73 ทะเบียน ดังนี้ Bacillus thuringiensisจำนวน 57 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดหนอนใยผัก หนอนกระทู้  หนอนเจาะฝักลายจุด  และหนอนหัวดำBacillus amyloliquefaciensจำนวน 1 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริกBacillus subtilisจำนวน 8 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคกาบใบแห้งในข้าว  และโรคแอนแทรคโนสในพริกBeauveria bassianaจำนวน 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาว Metarhiziumanisopliae จำนวน 2 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นฝ้ายในมะเขือเปราะNuclear Polyhedrosis Virus (NPV) จำนวน 1 ทะเบียน  ใช้ป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอม และTrichoderma harzianumจำนวน 2 ทะเบียน ใช้ป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสในพริก

สำหรับการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย  การพิจารณาเพื่อเลือกที่จะใช้วัตถุอันตรายชนิดใดชนิดหนึ่งในประเทศ  จะมีการพิจารณาโดยการประเมินประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ซึ่งผู้ขอขึ้นทะเบียนทุกรายจะต้องทำการทดลองประสิทธิภาพกับพืชและศัตรูพืชตามที่ระบุไว้ในฉลาก  เพื่อพิสูจน์ว่าวัตถุอันตรายที่ขอขึ้นทะเบียนสามารถใช้ได้ผลจริงในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  ที่สำคัญจะต้องผ่านการประเมินข้อมูลพิษวิทยา  เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร  ผู้บริโภค  และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญด้วย

ที่นี่ที่เดียว…ซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกกลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396227

ที่นี่ที่เดียว…ซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกกลางกรุง

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 19:58 น.
มนัญญา,ซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์
เปิดอ่าน 9 ครั้ง

มนัญญา ปลื้มผลงาน ซุปเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรก ในเมืองหลวง ฟุ้งเพิ่มเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกร มีกำลังใจทำพืชผักผลไม้อินทรีย์ ป้อนผู้บริโภค

30 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานครที่ร้านสหกรณ์พระนคร ถ.พหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ซึ่งจะพัฒนาร้านสหกรณ์  ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายพืชผักและผลิตผลการเกษตรจากสหกรณ์ทั่วประเทศ

เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าทั้งของสดและของแห้ง ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยในราคายุติธรรม  ซึ่งผู้บริโภคสามารถตรวจสอบถึงที่มาของแหล่งผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสร้างความมั่นใจเมื่อเลือกซื้อสินค้าที่“ซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์”

ต้องการผลักดันให้สำเร็จเพราะหากทำได้ จะเป็นการนำสินค้าสหกรณ์ออกสู่ตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ดังนั้นประมาณ  3 เดือน จะประเมินได้ว่าการตอบรับเป็นอย่างไร ต้องปรับปรุงอะไรให้ตรงใจคนซื้อ  เพราะสินค้าที่นำมาจำหน่ายที่นี่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่รักสุขภาพ บริโภคพืชผักและสินค้าที่คุณภาพดี

หากเสียงตอบรับดีจะมีการขยายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพราะหากสินค้าขายได้ดี ก็จะเป็นผลให้เงินในกระเป๋าของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรมีเพิ่มขึ้น ดังนั้นการที่ประชาชนมาช่วยอุดหนุนสินค้าสหกรณ์ นอกจากได้สินค้าดีแล้ว อีกทางหนึ่ง คือเรากำลังช่วยกันเกื้อกูลพี่น้องประชาชนของเราในพื้นที่ต่างจังหวัด  ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้มีกำลังใจผลิตสินค้าดี สินค้าปลอดภัยมาจำหน่าย  และอนาคตจะส่งเสริมให้ค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าขอขอบคุณทกฝ่ายร่วมมือกันส่งเสริมเปิดตลาดเพิ่มช่องทางให้สินค้าเกษตร จากทั่วประเทศเข้าเมืองหลวงของอร่อยที่สุดของประเทศไทย มาที่สหกรณ์พระนคร เป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำให้คนไทย บริโภคผักผลไม้ปลอดสารเคมี ผักอินทรีย์ ราคาไม่แพง ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ขอเป็นกำลังใจให้สหกรณ์เครือข่ายผู้ผลิต ทำให้เกิดซูเปอร์สหกรณ์ เป็นผลงานไม่ใช่ของดิฉัน คนเดียวเป็นของทุกคนภาคภูมิใจวันนี้เรามีตลาดของเกษตรกรได้ช่วยชาวบ้าน

“ซุเปอร์มารเก็ตสหกรณ์ จะขยายไปทุกจังหวัด อำเภอ อบต.ต่างๆ เร็วๆนี้จะเปิดจ.นครปฐม ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์ รับรองจากต้นทางเป็นจีเอพี การผลิตสินค้า ไม่ใช่สารเคมี เป็นชีวภาพ และแก้ปัญหาเรื่องราคาที่ผ่านคนกลาง โยนกันไปกันมา ทำให้เกษตรกรไม่มีกำลังใจ เรามาทำตรงนี้ทำให้เกษตรกร มีรายได้มั่นคงขึ้น มีกำลังใจผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมาขาย เกิดผลดีทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค เปิดตลาดช่องทางให้คนรู้จักสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ จากฟาร์มสู่มือผู้บริโภค”น.ส.มนัญญา กล่าว

ศาลปกครองไม่นัดฟังคำพิพากษาแบน 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396201

ศาลปกครองไม่นัดฟังคำพิพากษาแบน 3 สารเคมี

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 17:55 น.
3 สารเคมี,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 240 ครั้ง

ศาลปกครองไม่นัดฟังคำพิพากษาแบน 3 สารเคมี หลังเกษตรกรยื่นร้องให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แบนสารเคมี​

30​ ตุลาคม 2562​ ​ ที่ศาลปกครอง​ นางอัญชุลี​ ลักษณ์​อำนวยพร ประธานเครือข่ายคนรักแม่กลอง บอกภายหลังออกจากห้องพิจารณาคดี 8 ศาลปกครอง ที่มีการไต่สวนฉุกเฉินกรณีแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร​ ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรได้ยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองไปก่อนหน้านี้

โดยระบุว่า ศาลไม่ได้มีการนัดฟังคำพิพากษา ทางกลุ่มเครือข่าย เคารพในกระบวนการศาลและรอขั้นตอนการพิจารณาหลังจากนี้​ หากศาลเรียกข้อมูลส่วนใดก็ยินดีที่จะนำส่งให้

ทั้งนี้ไม่กังวลว่า​ ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว​ คำสั่งแบน 3 สารเคมีทัน​ วันที่ 1 ธันวาคม​ นี้​ ซึ่งเป็นวันดีเดย์การแบนสารเคมีหรือไม่​ เพราะจะต้องต่อสู้กับกลุ่ม NGO และกลุ่มการเมือง​ ที่ออกมาขับเคลื่อนให้มีการแบนสารเคมีไปตลอดทั้งชาติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า​ ศาลมีคำถามเน้นหนักในเรื่องใด​ นางอัญชุลีไม่ขอตอบคำถามดังกล่าว​ เนื่องจากกลัวจะละเมิดอำนาจศาล แต่วันนี้มีพยานที่ได้ให้ข้อมูลกับศาลไปเพียงแค่ 4 ปากจาก 25 ปาก เมื่อถามต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไปหากศาลมีคำพิพากษาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร​ บอกว่าไม่ขอตอบอย่างชัดเจน เพราะจะเป็นการละเมิดดุลพินิจของศา​ ลหรือไปชี้นำศาล​

นางอัญชุลี บอกอีกว่าหลังจากนี้อาจจะมีอาฟเตอร์ช็อก​ ตามมาอีกหลายลูก​ หลังจากที่สหรัฐส่งหนังสือคัดค้านการแบนไกลโฟเสต​ จะมีการตัดสิทธิ gsp สินค้าไทย  ยังมีประเทศคู่ค้าอีกหลายประเทศ​ ที่จะมีผลกระทบตามมา​ หลังจากที่ไทยตัดสินใจแบน 3 สารเคมี​ ซึ่งเป็นผลกระทบวงกว้างที่รัฐบาลอาจคิดไม่ถึง