อดีตบิ๊กกรมวิชาการเกษตรแฉขั้นตอนแบนสารเคมีไม่โปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396195

อดีตบิ๊กกรมวิชาการเกษตรแฉขั้นตอนแบนสารเคมีไม่โปร่งใส

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 17:27 น.
อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร,แบน 3 สาร,อนันต์ ดาโลดม,อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

2​ อดีตอธิบดี​กรมวิชา​การเกษตร​ เป็นพยานไต่สวนฉุกเฉิน​ศาลปกครอง หลังเกษตรกร ยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำสั่งแบน​ 3​ สารเคมี แฉขั้นตอนไม่โปร่งใส ไร้ตัวแทนเกษตรกร

30  ตุลาคม 2562 นายอนันต์​ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย​ อดีตอธิบดี​กรมวิชา​การเกษตร​ ที่ลาออกจากตำแหน่งไปลงสมัครเป็น​ สว.สุราษฎร์ธานี​ เมื่อปี​ 2544 เปิดเผยว่า​ ผลกระทบจากการมีมติแบนสารเคมี​การเกษตร​ ของคณะกรรมการ​วัตถุอันตราย​ เมื่อวันที่​ 22​ ตุลาคม​ ที่ผ่านมา​ ทำให้ไม่อาจนิ่งเฉยเห็นเกษตรกรเดือดร้อน​

ทั้งนี้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น​ สารทดแทนก็เป็นสารเคมีที่มีราคาสูงกว่า จึงตัดสินใจมาเป็นพยานในการไต่สวนฉุกเฉินของศาลปกครอง​ กรณีคำสั่งแบนสารเคมี​ หลังกลุ่มเกษตรกร​ 6​ จังหวัด​ 1,011  คน​ ยื่นร้องต่อศาลไปเมื่อวันที่​ 28​ ตุลาคม​ ที่ผ่านมา​

นายอนันต์​ บอกว่า​ เหตุผลและขั้นตอนการแบนสารเคมี​ของคณะกรรม​การวัตถุอันตราย​ ไม่โปร่งใส​ โดยเห็นว่า​ 1. สารเคมีดังกล่าวไม่ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง​ต่อสังคม​ ตามที่กลุ่มเอ็นจีโอกล่าวอ้าง​ 2.​กรรมาธิการ​ปัญหาสารเคมี​ภาคการเกษตร​ ของสภาผู้แทนราษฎร​ ไม่มีตัวแทนเกษตร​กรร่วมเป็นกรรมการ​ และ​ 3. คณะกรรมการ​ 4​ ฝ่าย​ ที่ตั้งขึ้นตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี​ ไม่มีตัวแทนเกษตร​ที่ใช้สารเคมี​  มีแต่นักวิชาการ​ และกลุ่มเกษตรอินทรีย์​

“จะเห็นได้ว่า​ไม่มีตัวแทนเกษตรกร​ ในคณะกรรมการใดๆเลยที่ตั้งขึ้นเพื่อพิจารณา​แบน​ จนต้องพึ่งอำนาจศาล​ ซึ่งศาลก็เมตตาไต่สวน​ ให้ผู้ถูกร้อง​มาพบด้วย​ ให้ผู้ร้องได้พูดถึงผลกระทบ​ ศาลจึงเป็นเวทีเดียวที่เกษตรกรได้พูด”

มติของคณะกรรมการ​วัตถุ​อันตราย​ เป็นการประชุมที่รวบรัดตัดความไม่มีข้อมูลใหม่  การเอาผลการมติ​ 4​ ฝ่าย​ กระทรวง​เกษตรฯ​ ที่มี​ นส.มนัญญา​ ไทย​เศรษฐ์​ รมช.เกษตร​ฯ​ เป็นประธาน​ เป็นการชี้นำจากฝ่ายการเมือง โดยคณะกรรมการ​วัตถุ​อันตราย​ อ้างเหตุผลการแบนจากมติที่ประชุม​ 4​ ฝ่าย​ กระทรวง​เกษตรฯ เข้าไปประกอบการพิจารณา นับว่าขาดความชอบธรรม​ เพราะไม่มีอะไรใหม่เลย​ เป็นเพียงการรวมเล่ม​เอกสารเท่านั้น

ตนสงสัยว่าทำไมไม่แบน​ กลูโฟสิเนต​ ซึ่งกำลังกล่าวถึงในฐานะสารทดแทนพารา​ควอต​ ซึ่งสารตัวนี้​ สภาพยุโรปก็แบนไปแล้ว​ นอกจากจะเพิ่มต้นทุนเกษตร​กร​แล้ว ยังอาจทำมีการลักลอบซื้อสารเคใต้ดิน​ ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน​ และมียาปลอมระบาดมากขึ้น​

การแบนสารเคมีเกษตรไม่เพียงจะส่งผลกระทบ เกษตรกรเท่านั้น​ แต่ยังส่งผลกระทบต่อการนำเข้า​ เนื่องจากหากมีการแบนสารเคมี สินค้านำเข้าที่ใช้สารเคมีก็จะถูกแบนไปด้วย​ ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก​ คือการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวสาลี​ จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรมที่ใช้สารเคมีในการปลูก ก็จะไม่สามารถนำเข้าประเทศไทยได้ ปัญหาจะยิ่งบานปลาย จากการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ

“รัฐมนตรีบางคน สร้างกระแส ใช้สื่อช่วยกระพือ​ กำหนดนโยบายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ จึงอยากขอวอนสื่อว่าอย่าไปสอนให้เกษตรกรถอนหญ้า เพราะคำนวณเรื่องค่าแรงแล้วไม่คุ้มทุน” นายอนันต์​ กล่าว
นาย​อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดี​กรมวิชาการเกษตร​  ที่เกษียณ​ไปเมื่อปี​ 2550​ บอกว่ากระบวนการแบนสารเคมี​ ไร้สาเหตุที่มาเพียงพอ​ โดยหากอ้างการตรวจพบสารเคมีตกค้างในพืชผักของไทยแพน  ก็จะพบแต่เพียงยาฆ่าแมลง​ คลอไพลิฟอส​ แต่ไม่พบยาฆ่าหญ้า ที่เป็นไกลโฟเสต และพาราควอต  จะพบก็แต่อาทาซีน​ ไม่เห็นด้วยกับการแบน​ ไกลโฟเซต​ และพาราควอตซึ่งเป็นสารเคมีจำเป็นที่เกษตรกร​จำเป็นต้องใช้ ซึ่งก็ไม่พบการตกค้างในพืชผักที่กินเป็นอาหารด้วย

อย่างไรก็ตามสำหรับการยื่นคำฟ้องศาลปกครอง ของกลุ่มเครือข่ายคนรักแม่กลอง ในคำขอท้ายฟ้องนั้นผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฯ ที่สั่งระงับ การผลิต – จำหน่าย -นำเข้า-ครอบครอง หรือการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด ให้กลับไปเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 และขอให้ รมว.เกษตรฯ สั่งกรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานในสังกัด กำหนดแผนรองรับแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกษตรกร ได้รับผลกระทบจากการออกมติดังกล่าว เช่น การกำหนดสารทดแทน ที่มีราคาใกล้เคียง กับสารเคมีทั้ง 3 , ขอให้ผู้ถูกฟ้องทั้งหมดกำหนดแนวทางบริหารจัดการสารเคมีทั้ง 3 ชนิดในทางการเกษตร ในประเทศไทยเพื่อไม่ก่อให้เกิด ผลกระทบ ต่อเกษตรกร และผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม

เฉลิมชัย ยืนยันไม่มีการแสดงความยินดีหรือชัยชนะแบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396118

เฉลิมชัย ยืนยันไม่มีการแสดงความยินดีหรือชัยชนะแบน3สาร

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 13:09 น.
เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

 เฉลิมชัย ยืนยันไม่มีการแสดงความยินดีหรือชัยชนะแบน3สาร

“เฉลิมชัย” โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแจงหลังมีกระแสข่าวลือว่าตนเองจะไปงานประชุมวิชาการพร้อมแสดงความยินดี และฉลองชัยชนะ ในกรณีแบน 3 สารนั้นไม่เป็นความจริง  โดยนาย เฉลิมชัย ศรีอ่อนได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว”ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์”ชี้แจงว่า

“ผมไม่มีโปรแกรมจะไปร่วมงานดังกล่าว ตามที่มีการกล่าวอ้าง ข่าวนี้ไม่เป็นความจริง ที่สำคัญไม่มีการแสดงความยินดี หรือฉลองชัยชนะอะไรทั้งนั้น เราต้องร่วมกันหาทางแก้ไขกันต่อไปครับ”

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ตนเองได้ออกคำสั่ง เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ในโดยได้กำชับนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานให้เร่งประชุมกรรมการซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 17 คนเพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูล นวัตกรรม เครื่องจักรกล เทคโนโลยีทางการเกษตร และสารเคมีทดแทน และกำหนดแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามที่คณะกรรมการวัตถอันตรายประกาศมติให้สารเคมีดังกล่าวเป็นวัตถุเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลให้ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามครอบครอง

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญเนื่องจากส่งผลกระทบต่อวิถีการทำเกษตรของเกษตรกรจำนวนมาก โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดคือ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล จึงสั่งการให้คณะทำงานเชิญผู้แทนเกษตรกรมาให้ความคิดเห็นถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนและสิ่งที่ต้องการให้รัฐช่วยสนับสนุนทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่อาจสูงขึ้น เครื่องจักรกล และเทคโนโลยีการเกษตรซึ่งจะนำมาทดแทน กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด

โดยมอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรมว. เกษตรฯ เป็นที่ปรึกษา โดยให้รายงานผลการดำเนินการต่อรมว. เกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คณะทำงานยังต้องกำหนดวิธีการสื่อสารแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่จัดทำเพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

“ได้แต่งตั้งผู้บริหารทุกกรมที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรรมการเพื่อจะได้แนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างรอบด้าน ต้องได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 1 ธันวาคมซึ่งการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ยังคงมอบหมายรมช. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรในการเตรียมสารชีวภัณฑ์ สารเคมีอื่น และวิธีการต่างๆ รองรับไว้ด้วยเพื่อให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายเฉลิมชัยกล่าว

เฉลิมชัย สั่งแจงเกษตรกร 6 พืชเศรษฐกิจ เหตุผลแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396109

เฉลิมชัย สั่งแจงเกษตรกร 6 พืชเศรษฐกิจ เหตุผลแบน 3 สาร

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 12:41 น.
พืชเศรษฐกิจ,แบน 3 สารพิษ
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

รมว.เกษตรฯ สั่งหน่วยงานเร่งตอบข้อซักถามของผู้แทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดถึงเหตุผลที่ส่งหนังสือสรุปมติคณะทำงาน 4 ฝ่ายซึ่งปรับสถานะสารเคมีการเกษตร 3 ชนิด

30 ต.ค.2562-รมว.เกษตรฯ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตอบข้อซักถามของผู้แทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดถึงเหตุผลที่ส่งหนังสือสรุปมติคณะทำงาน 4 ฝ่ายซึ่งปรับสถานะสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย จนนำไปสู่การยกเลิกใช้ รวมทั้งแจงมาตรการรองรับและช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานทำหนังสือตอบข้อซักถามของกลุ่มเกษตรกรพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล

ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรได้ยื่นข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรเปิดเผยเอกสารฉบับเต็มของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ลงนามโดยรมว. เกษตรฯ ใช้ประกอบวาระการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 จนนำไปสู่การลงมติยกเลิกการใช้สารเคมี ตามคำแถลงของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่าได้มีการพิจารณาข้อมูลวิธีการและสารทางเลือกในการจัดการวัชพืช ต้นทุนของวิธีการและสารทางเลือก ข้อมูลสารทดแทนคลอร์ไพริฟอส ปริมาณสารที่คงเหลือ ณ ปัจจุบัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าสามารถบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติได้ หากยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ”

สำหรับหนังสือดังกล่าวเป็นมติของคณะทำงาน 4 ฝ่ายที่แต่งตั้งตามบัญชาของนายกรัฐมนตรีที่ให้ผู้แทนภาครัฐ เกษตรกร ผู้บริโภค และผู้นำเข้าสารเคมี ซึ่งนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช. เกษตรฯ เป็นประธานในการประชุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ซึ่งนางสาวมนัญญาได้เสนอมติให้รมว. เฉลิมชัยรับทราบเพื่อส่งไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดต้องการให้กระทรวงเกษตรฯ แสดงความโปร่งใสในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวโดยเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการวัตถุอันตรายที่อยู่ที่เกษตรกรหลังวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มาตรการและรายละเอียดเกี่ยวกับสารทดแทนวิธีการทดแทน วิธีการทางเลือก ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอให้เกษตรกรไทยปฏิบัติตาม เมื่อมีการยกเลิกการใช้สารเคมี ตลอดจนรายละเอียด ค่าชดเชย หรือมาตรการการเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมี แนวทางการรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ตลอดจนวิธีการและช่องทางที่เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึงเนื่องจากเกษตรกรหลายรายไม่สามารถเข้าถึงการรับฟังความเห็นโดยผ่านช่องทางเว็บไซต์

“กลุ่มเกษตรกรขอให้กระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวภายใน 7 วันตามสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 59 ที่ว่า รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวโดยสะดวก เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากไม่เห็นด้วยต่อมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดเพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ผลผลิตตกต่ำ และรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ” นายสุกรรณ์กล่าว

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรโดยใช้สถานที่ราชการทั่วประเทศจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงและชะลอกระบวนการร่างประกาศกระทรวงว่าด้วยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายออกไป จนกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสามารถชี้แจงได้ว่า มีมาตรการรองรับเพื่อเยียวยาเกษตรกร โดยต้องเป็นมาตราการที่เกษตรกรยอมรับ

เจียไต๋ลุยโครงการพริกปลอดภัยเมืองดอกลำดวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396100

เจียไต๋ลุยโครงการพริกปลอดภัยเมืองดอกลำดวน

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 12:15 น.
เจียไต๋
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

เจียไต๋ลุยโครงการพริกปลอดภัยเมืองดอกลำดวน

30 ตุลาคม 2562  เจียไต๋ บริษัทเกษตรกรรมชั้นนำของไทยตอกย้ำพันธกิจในการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรไทยผ่านการส่งเสริมอาชีพเพาะปลูกให้มีความมั่นคงและยั่งยืน  โดยนายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เข้าพบนายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษคนใหม่ พร้อมหารือแนวทางในการส่งเสริมการปลูกพริกปลอดภัย ผ่านนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ในจังหวัดศรีสะเกษ และได้บริจาคเมล็ดพันธุ์คุณภาพเจียไต๋กว่า 3.5 ตัน เพื่อส่งเสริมอาชีพการเพาะปลูกให้กับเกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ

นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัดกล่าวว่าเจียไต๋ได้ริเริ่มโครงการพริกปลอดภัยขึ้น ที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรต่างๆ เช่น การวางระบบให้น้ำ การวิเคราะห์ข้อมูลสภาพดินและสภาพอากาศ ตลอดจนการส่งนวัตกรผู้มีความเชี่ยวชาญการเกษตร หรือ Chia Tai Agronomist ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อผลักดันให้เกิดการทำเกษตรกรรมในรูปแบบ “เกษตรแปลงใหญ่” ซึ่งจะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สามารถนำมาต่อยอดในกำหนดนโยบายการตลาดได้อย่างครบวงจร และเพื่อส่งเสริมการปลูกพริกให้ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ  ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ผลักดันให้เกิดผลผลิตที่ได้รับการรับรองตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAPs) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในการบริโภคพริกที่ปลอดภัย ในราคาสมเหตุสมผล ซึ่งในอนาคตผู้บริโภคจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาของผลิตผลได้อีกด้วย
นายมนัสกล่าวถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโครงการพริกปลอดภัยในจังหวัดศรีสะเกษว่า “เจียไต๋มีความมุ่งมั่นในการยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนไทยโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วน  ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้บริโภค ชุมชน ตลอดจนประเทศชาติให้ดีขึ้น โครงการพริกปลอดภัยที่จังหวัดศรีสะเกษนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการนำร่อง ที่ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบริษัทในการส่งมอบนวัตกรรมการเกษตรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

โดยเล็งเห็นถึงวิสัยทัศน์ของจังหวัดศรีสะเกษในการเป็น “ดินแดนเกษตรปลอดภัย” และเป็นแหล่งเพาะปลูกพริกดั้งเดิม ที่เกษตรกรมีองค์ความรู้ในการปลูกพริกอยู่ก่อนแล้ว เมื่อผสานกับองค์ความรู้ของนวัตกรเจียไต๋หรือ Chia Tai Agronomist ที่จะแนะนำเทคโนโลยีในการเพาะปลูกต่างๆให้กับเกษตรกร ก็จะสามารถยกระดับการปลูกพริกของไทยให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันกับเวทีโลกได้ โครงการพริกปลอดภัยนี้นับเป็นอีกแรงขับเคลื่อนหนึ่งของการอนุรักษ์อาชีพดั้งเดิมในการปลูกพริกของชาวศรีสะเกษ อันจะนำมาซึ่งการสร้างรายได้ที่มั่นคงในระดับครัวเรือน  นำไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจภายในชุมชนให้มีความแข็งแกร่งต่อไป”

ในโอกาสนี้ นายมนัส เจียรวนนท์พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้บริจาคเมล็ดพันธุ์คุณภาพกว่า 3.5 ตัน ให้กับนายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและนายสว่าง กาลพัฒน์ เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูก และส่งเสริมอาชีพการเพาะปลูกให้ชาวจังหวัดศรีสะเกษต่อไป

สำหรับบริษัท เจียไต๋ จำกัด ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2464 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัทเกษตรกรรมชั้นนำของเอเชีย ธุรกิจของเจียไต๋ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปสู่ปลายน้ำ โดยมีผลิตภัณฑ์และบริการที่เริ่มต้นตั้งแต่เมล็ดพันธุ์คุณภาพ ปุ๋ย ผลิตภัณท์อารักขาพืช  เทคโนโลยีเพื่อการเพาะปลูก ไปจนถึงการส่งมอบผลผลิตที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ
ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เจียไต๋เป็นหนึ่งในบริษัทรายแรกของไทยที่คิดค้นวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ไฮบริด  และยังมีศักยภาพในการค้นคว้าวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร และมอบความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยมีสำนักวิจัยและพัฒนาธุรกิจเมล็ดพันธุ์ 3 แห่ง มีสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช 3 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดสุพรรณบุรี และมีบริษัทสาขาอีก 6 แห่งกระจายอยูทั่วภูมิภาคเอเชียโดยมีพนักงานกว่า 1,300 คน

ถั่วเหลืองไทยปลอดภัยGMOเร่งปรับปรุงมาตรฐานรับความต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396042

ถั่วเหลืองไทยปลอดภัยGMOเร่งปรับปรุงมาตรฐานรับความต้องการ

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 08:27 น.
มกอช,ถั่วเหลือง,ระดมความเห็น
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

มกอช.เร่งปรับปรุงร่างมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมอาหารทั้งในและต่างประเทศ  

30 ตุลาคม 2562 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า  ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย

โดยเป็นวัตถุดิบอาหารที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้หลากหลาย นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วเหลืองยังมีลู่ทางในการตลาดและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ มกอช.ได้ระดมความเห็นต่อร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง

ทั้งนี้เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างมาตรฐานสินค้าสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และแนวทางการปฏิบัติต่างๆ จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำมาใช้ประกอบการปรับปรุงร่างมาตรฐานฯให้มีความสมบูรณ์และสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้และกระตุ้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ประโยชน์ และการนำไปปฏิบัติเพื่อปรับปรุงระบบการผลิตของตนเอง

นางสาวจูอะดี  กล่าวด้วยว่า  ปัจจุบันถั่วเหลืองประเทศไทยมีจุดแข็งคือไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพซึ่งมีราคาสูง และมีความต้องการถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น แต่พื้นที่ปลูกและผลผลิตถั่วเหลืองกลับลดลง ซึ่งสาเหตุมาจากเกษตรกรมีปัญหาที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่มีคุณภาพดี เพราะปัจจุบันยังไม่มีภาคเอกชนที่พัฒนาพันธุ์ถั่วเหลืองเพื่อจำหน่าย และภาคราชการไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้เพียงพอ

“จากข้อมูลของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร พบว่าในปี 2561 มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองปริมาณถึง 37,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 4,939,146 บาทเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจึงทำให้มีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น” นางสาวจูอะดี กล่าว

เลขาธิการ มกอช.กล่าวต่อว่า มกอช.เร่งเดินหน้าในการสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองปฏิบัติตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตถั่วเหลืองเพื่อนำมาจำหน่าย สามารถเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่มีคุณภาพง่ายขึ้น การระดมความเห็นครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก  เพราะจะทำให้ไทยมีมาตรฐานการผลิตที่มีความเหมาะสมก่อนที่จะนำมาตรฐานเสนอคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบ และประกาศเป็นมาตรฐานภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตรต่อไป

ก้าวต่อไป”หญิงแกร่งแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395934

ก้าวต่อไป”หญิงแกร่งแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง”

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 03:03 น.
มนัญญา ไทยเศรษฐ์,แบน3สาร
เปิดอ่าน 114 ครั้ง

 “สารเคมีที่เราไม่เอา เราก็ไม่ให้คนอื่นเอาเข้ามาเช่นกัน ดิฉันจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป ถ้ารัฐมนตรีคนนี้ยังอยู่จำไว้เลยว่าจะดูแลเกษตรกรให้ถึงที่สุด”

เรียบร้อยโรงเรียนภูมิใจไทยไปแล้วสำหรับการแบน 3 สารเคมีอันตรายที่ใช้ในภาคการเกษตรอันประกอบด้วย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หลังที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติยกเลิกไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป จากนี้จะไม่มี 3 สารนี้นำมาใช้ในภาคการเกษตรอีกต่อไป ส่วนที่เหลือค้างสต๊อกอยู่ก็จะต้องทำลายทิ้ง                   

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ

ความสำเร็จครั้งนี้ต้องยกให้หญิงแกร่งแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง“มนัญญา ไทยเศรษฐ์”รมช.เกษตรฯ โต้โผใหญ่ หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการต่อสู้เรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

ว่ากันว่าเมื่อครั้งเธอเข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ ถึงกับเอ่ยปากขอเสนาบดีกระทรวงพระพิรุณทรงนาค“เฉลิมชัย ศรีอ่อน”ว่าจะขอคุมกรมวิชาการเกษตรเอง เพราะเป็นหน่วยงานต้นตอที่คุมสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้

อันที่จริงมาตรการแบน 3 สาร ไม่ใช่นโยบายพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่คำสั่งของหัวหน้าพรรค“อนุทิน ชาญวีระกุล”รมว.สาธาณสุขหรือมีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นแนวคิดของมนัญญาล้วน ๆ ที่มีความตั้งใจแบน 3 สารเคมีอันตรายนี้ทันที เมื่อเข้ารับตำแหน่ง หลังที่ทนเห็นสภาพคนงานไร่อ้อยของเธอและเครือข่ายไม่ไหวที่ทะยอยเสียชีวิตกันไปทีละคนสองคนอันเป็นผลมาจากโรคมะเร็งและโรคที่เป็นผลมาจากการใช้ยาฆ่าหญ้าและยาปราบศัตรูพืช

“ตอนนั้นก็มีหลายคนมาพูดกับดิฉันเหมือนกันว่าไม่กลัวเหรอ มันอันตรายนะ เพราะไปกระทบผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มแล้วยังเป็นสารเคมีที่เกษตรกรใช้มายาวนาน แต่ดิฉันก็ไม่สนใจก็บอกไปว่าครอบครัวดิฉันก็เป็นเกษตรกรไม่ใช่เทวดาเหิรฟ้ามาจากที่ไหน จึงเข้าใจวิถีชีวิตของเกษตรกรดี ดิฉันต้องเอาชีวิตเกษตรกรไว้ก่อน หลายปีมานี่ดิฉันเห็นคนงานไร่อ้อยของดิฉันที่จ.อุทัยฯเสียชีวิตทุกเดือน บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว มีอีกหลายชีวิตที่เขาต้องดูแล บริษัทค้าสารเคมีก็ร่ำรวยมามากพอแล้ว มันถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องหันมาดูแลสุขภาพตัวเอง”

บางช่วงบางตอนที่“มนัญญา ไทยเศรษฐ์”รมช.เกษตรฯกล่าวกับพี่น้องเกษตรกร เมื่อครั้งนำคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานและเป็นประธานเปิดโรงผสมปุ๋ยสั่งตัดลดต้นทุนของสหกรณ์การเกษตรตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ต้องแบน 3 สารดังกล่าว เพราะเป็นสารเคมีอันตรายที่มีพิษร้ายแรง แต่ไม่ได้คิดแบนปุ๋ยเคมี เพราะยังเป็นสารเคมีที่มีประโยชนฺ์ต่อพืชและเกษตรกรยังจำเป็นต้องใช้ แต่ก็พยายามรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้นด้วย

แม้ 3 สารเคมีอันตรายจะถูกห้ามใช้ไปแล้ว แต่ในความคิดมนัญญา เป็นเพียงแค่เริ่มต้น เพราะยังมีอีกหลายมาตรการที่ต้องดำเนินการระหว่างการที่มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 โดยในส่วนหน่วยงานรับผิดชอบกรมวิชาการเกษตรได้สั่งการให้ตรวจสอบสต๊อกของสารเคมีทั้ง 3 ชนิดแล้วจัดการนำไปทำลายทิ้ง ขณะเดียวกันก็เข้มงวดการนำเข้าพืชผักจากต่างประเทศในทุกช่องทางตามแนวชายแดน เพื่อไม่ให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ปนเปื้อนสารเคมีเกิตมาตรฐานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยด้วย

“เมื่อเราไม่เอาสารเคมี เราก็ไม่ให้คนอื่นเอาเข้ามาเช่นกัน ต่อไปเราจะตรวจสอบให้เข้มเลย นอกจากป้องปรามไม่ให้คนอื่นนำเข้ามาแล้ว เราจะส่งออกด้วย  เพราะเป็นผลผลิตที่ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ดิฉันจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป เราต้องรักษาเกษตรกรของเรา ถ้ารัฐมนตรีคนนี้ยังอยู่จำไว้เลยว่าจะดูแลเกษตรกรให้ถึงที่สุด”

อย่างไรก็ตามนอกจากไทยแล้วมาเลเซีียก็มีมติให้ยกเลิกการใช้สารพาราควอตด้วยเช่นกัน โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 1 เดือน หลังมีการจำกัดการใช้มาระยะหนึ่ง

สำหรับแนวทางการช่วยเกษตรกรจากนี้ไปเธอย้ำว่าจะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำการสำรวจความต้องการช่วยเหลือของเกษตรกรหลังมีการแบน 3 สารเคมี เบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานว่า เตรียมผลักดันให้สหกรณ์จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อให้บริการสมาชิกในราคาถูก ซึ่งจะทำรายละเอียดเพื่อเสนอรมว.เกษตรฯพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ขณะเดียวกันมนัญญายังมีแนวคิดจัดตั้ง”ซูปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์“ใจกลางกรุงสำหรับวางจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรเกรดพรีเมี่ยมทั่วประเทศเพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้กับสินค้าของสหกรณ์ โดยใช้สถานที่สหกรณ์ร้านค้าพระนคร จำกัด ตรงปากซอยอารีย์ ถ.พหลโยธิน เป็นโครงการนำร่องแห่งแรก ก่อนขยายสู่จังหวัดอื่น ๆ ต่อไป

ซึ่งในเวลา 13.30 น.วันนี้(30 ต.ค.)รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการด้วย

                      อย่าบังคับเกษตรกรใช้“กลูโฟซิเนต” 

หลังจากที่มีการแบน 3 สารเคมีอันตราย โดยเฉพาะพาราควอต สารกำจัดวัชพืชที่ได้ชื่อว่า“ถูกและดี” เป็นที่นิยมของเกษตรกร มาอย่างยาวนาน มาวันนี้ชื่อของสารเคมีอย่าง“กลูโฟซิเนต”กลับถูกพูดถึงอีกครั้งที่จะนำมาใช้ทดแทนสารพาราควอต เนื่องจากเป็นสารที่ออกฤทธิ์ได้ใกล้เคียงกัน แ่ตที่เป็นปัญหาราคาแพงกว่าหลายเท่า จึงไม่เป็นที่นิยมของเกษตรกร

“เมื่อแบนพาราควอตแล้วจะให้เกษตรกรใช้อะไร โดยเฉพาะชาวสวนปาล์ม ชาวสวนยางอย่างพวกผม มันจำเป็นต้องใช้ เพราะเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุด ที่ในการกำจัดวัชพืช ถ้าไม่มีพาราควอตแล้วในตลาดตอนนี้ก็มีตัวเดียวที่พอจะทดแทนกันได้คือ กลูโฟซิเนต แต่ราคาสู้ไม่ไหวแพงกว่าพาราควอตเกือบ 2 เท่าและปริมาณการใช้ต่อไร่ก็มากกว่า ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเป็นเท่าตัว”

มุมมองของ“ดร.เอนก ลิ่มศรีวิไล” เกษตรกรชาวสวนปาล์ม จ.กระบี่กล่าวถึงปัญหาของเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่เกิดขึ้นหลังมีการแบน 3 สารเคมีอันตรายในเวทีเสวนาทางวิชาการเรื่อง “แบน 3 สาร อะไรจะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรมไทย” จัดโดยคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ ห้องประชุมสุธรรม อารีกุล อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน วันก่อน โดยเฉพาะพาราควอตนั้นปัจจุบันยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรไทย โดยเฉพาะสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันในภาคใต้ที่มีการใช้สารตัวนี้มาอย่างยาวนานในการกำจัดวัชพืช

“ขอบอกเลยว่าขณะนี้ยังไม่มีสารเคมีกำจัดวัชพืชตัวใดที่จะมาทดแทนพาราควอตได้ และข้อมูลในต่างประเทศที่ว่าแบนกันหลาย ๆ ที่ เขาไม่ได้แบนแต่เป็นการควบคุมการใช้  เพราะในการทำเกษตรอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ พาราควอตยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้”เกษตรกรชาวสวนปาล์มคนเดิมกล่าวยืนยัน

อย่างไรก็ตามในเวลา 10.00 น.วันนี้(30 ต.ค.)ศาลปกครองกลางกำหนดนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว กรณีมีมติยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิดที่ตัวแทนเกษตรกรปลูกไม้ผลและพืชไร่ นำโดย อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสารักแม่กลองยื่นฟ้องคณะกรรมการวัตถุอันตราย คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง รมว.เกษตรและสหกรณ์  หลังศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ ส.26/2562 เมื่อวันก่อน

สทนช. จับมือทุกหน่วยน้ำรับมือท่วมใต้-บริหารน้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396023

สทนช. จับมือทุกหน่วยน้ำรับมือท่วมใต้-บริหารน้ำแล้ง

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 00:20 น.
สทนช,ไฟเขียวมาตรการรับมือท่วมใต้,ครม,บริหารน้ำแล้ง,พื้นที่เสี่ยง,ขาดน้ำอุปโภค,บริโภค
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

ครม.เห็นชอบมาตรการรับมือใต้เสี่ยงท่วมจากฝนตกหนัก ต.ค.-พ.ย. 62 และ 15 มาตรการบริหารน้ำฤดูแล้ง หลัง สทนช. ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำอุปโภค-บริโภคและการเกษตร

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 5 มาตรการ รับมือใต้เสี่ยงท่วมจากฝนตกหนัก ต.ค. – พ.ย. 62 และ 15 มาตรการบริหารน้ำฤดูแล้ง 62/63 หลัง สทนช. ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำอุปโภค-บริโภคและการเกษตร เตรียมพร้อมรอบด้านจัดการแล้ง-ท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ 5 มาตรการหลักป้องกันผลกระทบจากสถานการณ์น้ำหลากและอุทกภัยจะเริ่มเกิดขึ้นบริเวณทางภาคใต้ ในช่วงเดือน ต.ค. 62 – ธ.ค. 62 ตามที่ สทนช. เสนอ ได้แก่ 1.ตรวจสอบสภาพอาคารบังคับน้ำ ระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบระบายน้ำ ตลอดจนสถานีโทรมาตร ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ให้มีความพร้อมใช้งาน 2.ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ และบริหารจัดการน้ำหลากของอ่างเก็บน้ำ โดยใช้เกณฑ์ปฏิบัติการ (Rule Curve) ที่ได้ปรับปรุงใหม่ เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบน้ำท่วม 3.สำรวจแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤติ พร้อมทั้งจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำหลากเป็นไปอย่างเหมาะสม และมีการปรับเปลี่ยนไปตามแนวโน้มสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น 4.วางแผนด้านเครื่องจักรและเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือ พร้อมจัดทำแผนการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร เครื่องมือ สนับสนุนในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย และ 5.ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ครม. ยังเห็นชอบให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการเชิงป้องกันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้ง 62/63 ตามที่ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า ประกอบด้วย 15 มาตรการหลัก ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่

ด้านน้ำต้นทุน 4 มาตรการ คือ 1.จัดทำแผนสำรองน้ำ/แหล่งน้ำสำรอง/ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบ ทำนบดินชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำในพื้นที่เหมาะสม ขุดลอกลำน้ำที่มีสภาพตื้นเขิน รวมถึงดึงน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียง 2.ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร 3.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริหารจัดการน้ำกำหนดปริมาณน้ำจัดสรรในฤดูแล้งให้ชัดเจน และแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบแผน 4.จัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำ เพื่อตรวจสอบข้อมูลแหล่งน้ำ และเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง

ด้านความต้องการใช้น้ำ 7 มาตรการ แบ่งออกเป็น อุปโภค-บริโภค คือ 1.ทุกภาคส่วนควบคุมการใช้น้ำของพื้นที่ตอนบนให้เป็นไปตามแผนไม่ให้กระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภคของพื้นที่ตอนล่าง 2.ควบคุมการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างให้เป็นไปตามแผน เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในด้านอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ คือ 1) การควบคุมการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย 2) ติดตามเฝ้า ระวังคุณภาพน้ำที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล ปทุมธานี อย่างใกล้ชิด 3) ควบคุมและขึ้นทะเบียนการเลี้ยงปลากระชังในแหล่งน้ำและลำน้ำ 4) สำรวจ ตรวจสอบ ถนนที่เชื่อมต่อกับทางน้ำในพื้นที่อ่อนไหวต่อการทรุดตัวของคันคลองเนื่องจากระดับน้ำลดต่ำกว่าปกติเพื่อการเกษตร และ การเกษตร โดยวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จัดทำทะเบียนผู้ปลูกพืช โดยระบุพื้นที่เพาะปลูก และแหล่งน้ำที่นำมาใช้ให้ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน

 ด้านการติดตามประเมินผล 3 มาตรการ คือ 1.ติดตาม ควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผน 2.สทนช. ติดตาม วิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์และกิจกรรมการใช้น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด 3.หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทุกกิจกรรม ติดตาม เฝ้าระวัง และรายงานเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และ ด้านการเตรียมการและสร้างการรับรู้ สทนช. รับหน้าที่ประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้หน่วยงาน คณะกรรมการลุ่มน้ำ และประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค แบ่งเป็น ในเขตพื้นที่ให้บริการของ กปภ. ซึ่งประเมินพบ 42 สาขา 56 อำเภอ ใน 22 จังหวัด เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ประกอบด้วย เหนือ 7 จังหวัด 19 อำเภอ 12 สาขา ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เชียงราย นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ อีสาน 10 จังหวัด 32 อำเภอ 25 สาขา ได้แก่ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย สกลนคร บุรีรัมย์ ตะวันออก 1 จังหวัด 1 อำเภอ 1 สาขา ได้แก่ ชลบุรี  ใต้ 4 จังหวัด 4 อำเภอ 4 สาขา ได้แก่ พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี โดยขณะนี้ กปภ. ได้เตรียมมาตรการรับมือแล้ว อาทิ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ พร้อมวางท่อเพื่อเข้าสู่ระบบผลิต เจาะบ่อบาดาล ฯลฯ ขณะที่พื้นที่นอกเขตบริการ ซึ่งอาจประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 38 จังหวัด แบ่งเป็น เหนือ 16 จังหวัด อีสาน 7 จังหวัด กลาง 10 จังหวัด ตะวันออก 3 จังหวัด ตะวันตก 2 จังหวัด

ขณะที่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร แบ่งเป็น ในเขตชลประทานและนอกเขตชลปะทาน ซึ่งจากการประเมินสภาพอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ พบว่า มี 25 แห่ง คาดว่าปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร ได้แก่ 1) อ่างฯ มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนการเพาะปลูก 5 แห่ง อาทิ กระเสียว ทับเสลา อุบลรัตน์ ลำนางรอง และจุฬาภรณ์ 2) ปริมาณน้ำเพียงพอเพื่อการเกษตรต่อเนื่อง ได้แก่ พืชไร่ พืชผัก ไม้ผล  ไม้ยืนต้น จำนวน 9 แห่ง อาทิ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ แม่กวงฯ แม่มอก มูลบน ลำพระเพลิง คลองสียัด 3) ปริมาณน้ำเพียงพอเพื่อการเกษตรนาข้าวรอบที่ 2 บางพื้นที่ 9 แห่ง อาทิ แม่งัดฯ กิ่วลม กิ่วคอหมา น้ำอูนน้ำพุง ลำตะคอง ลำแชะ บางพระ ประแสร์ และอ่างฯ ขนาดกลางมีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ กระทบต่อพื้นที่การเกษตร จำนวน 50 แห่ง อยู่ในภาคเหนือ 17 แห่ง อีสาน 28 แห่ง กลาง 1 แห่ง ตะวันออก 3 แห่ง ตะวันตก 1 แห่ง ใต้ 4 แห่ง

ขณะที่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรนอกเขตชลประทาน ฤดูแล้ง 62/63 โดยกรมทรัพยากรน้ำ พบ 20 จังหวัด 109 ตำบล ประกอบด้วย เหนือ 9 จังหวัด 84 ตำบล อาทิ เชียงราย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิษณุโลก พิจิตร อีสาน 8 จังหวัด 16 ตำบล อาทิ ยโสธร ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา กลาง 2 จังหวัด 7 ตำบล ได้แก่ ลพบุรี สุพรรณบุรี ตะวันตก 1 จังหวัด 2 ตำบล ได้แก่ กาญจนบุรี ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับทราบข้อมูลปริมาณน้ำที่สามารถจัดสรรได้เพื่อนำไปใช้วางแผนการเพาะปลูกพืช ฤดูแล้งปี 62/63 และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกษตรกรโดยเร่งด่วนแล้ว

“สทนช. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยอย่างเต็มที่ โดยกำหนดมาตรการครอบคลุมรอบด้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ ทั้งอุทกภัยจากฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงปลายปีนี้ และฤดูแล้งปี 62/63 ที่กำลังจะมาถึง โดยขณะนี้ ครม. ได้มีมติเห็นชอบต่อมาตรการที่เสนอพิจารณาแล้ว ซึ่ง สทนช. จะดำเนินการขับเคลื่อนทุกมาตรการอย่างเร่งด่วนในทันที เพื่อสามารถช่วยป้องกันปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายแก่ประชาชนจากภัยแล้งและน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ยึดอีกเกือบ 1 แสนไร่ นายทุนรุกที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396027

ยึดอีกเกือบ 1 แสนไร่ นายทุนรุกที่ส.ป.ก.

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สปก,ธรรมนัส,โบนันซ่า,ยึดคืนหลวง
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

ยึดอีกเกือบ 1 แสนไร่ นายทุนรุกที่ส.ป.ก. เร่งฟ้องบังคับคดีทันที รีสอร์ท โฮมสเตย์ ร้านอาหาร วังน้ำเขียว ภูเก็ต เมืองกาญจน์ สนามแข่งรถโบนันซ่า

30 ตุลาคม 2562 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้สแกนตรวจสอบการใช้ที่ดินส.ป.ก.ทั่วประเทศ

ทั้งนี้กรณีพบการใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะดำเนินกระบวนการทางกฏหมายบังคับคดีทันที ซึ่งได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ขับเคลื่อนมาโดยตลอด เรียกผู้ถือครองมาตรวจสอบพิสูจน์สิทธิหากพบผิดผู้ถือครองขาดคุณสมบัติตามกฏหมายส.ป.ก.ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องบังคับคดียึดคืนหลวง

“ได้รับนโยบายท่านรมช.ธรรมนัส ทยอยตรวจสอบ ไปแล้วในพื้นที่ส.ป.ก.สแกนทั่วประเทศ กรณีการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ที่มีนายทุนบุกรุกเข้าถือครอง เช่น วังน้ำเขียว ภูเก็ต กาญจนบุรี เป็นต้น หากพบไม่ถูกต้องเข้ากระบวนการฟ้องยึดคืน เป็นไปตามกระบวนการทางกฏหมายให้เร็วที่สุด เมื่อเจอแล้วทำทันที เข้าดำเนินการฟ้องบังคับคดี รวมทั้งเร่งรัดคดีที่กำลังฟ้องร้องยึดคืน เช่นสนามแข่งรถโบนันซ่า รุกพื้นที่ส.ป.ก.กว่า 90 ไร่และรีสอร์ท โฮมสเตย์ ร้านอาหาร กิจการอื่นๆในพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว 124 แห่ง เป็นกิจการที่ไม่สามารถอนุญาตได้ภายใต้กฏหมายส.ป.ก. ซึ่งขณะนี้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการตามกฏหมายแล้ว “นายวิณะโรจน์ กล่าว

เลขาธิการสำนักงานส.ป.ก.กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้เรียกผู้ถือครองพื้นที่ส.ป.ก.ทั่วประเทศมาแจงสิทธิในพื้นที่ส.ป.ก.มี 40 ล้านไร่ เท่าที่รับทราบเบื้องต้นพบการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ประมาณ 1 แสนไร่ ที่มีนายทุนบุกรุกครอบครองเข้าทำประโยชน์โดยมิชอบ โดยนโยบายของท่านรมช.ธรรมนัส สั่งการให้ยึดคืนหลวงทั้งหมดเพื่อนำมาจัดสรรสิทธิตามกฏหมายส.ป.ก.และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)

สำหรับพื้นที่ส.ป.ก.หลายจังหวัดที่เอกชนเช่าขุดเจาะทำแหล่งปิโตรเลียม ทำเหมืองแร่ เหมืองทองคำ ตั้งกังหันลม บางส่วนต้องหยุดดำเนินการและบางส่วนสามารถดำเนินการได้จนหมดอายุใบอนุญาต เนื่องจากติดล็อคคำสั่งคสช.36/60 มาตรา44 โดยเอกชนกลุ่มใหม่ ที่เข้าขอเช่าพื้นที่หลังจากมีคำสั่งมาตรา 44 ยังไม่มีกฏหมายรองรับ ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาในเรื่องอัตราค่าเช่า และดูแนวทางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการใช้พื้นที่ส.ป.ก.ระหว่างทำเกษตรกรรม และกิจการประกอบธุรกิจ โดยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้วย รวมทั้งคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ได้วินิจฉัยว่ากิจการเหล่านี้ไม่ใช่กิจกรรมภายใต้กฏหมาย ส.ป.ก.

แหล่งข่าวจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)กล่าวว่าความคืบหน้าคดีสนามแข่งรถโบนันซ่า รุกที่ป่าและส.ป.ก.รวมกว่า 300 ไร่ โดยล่าสุด อัยการฟ้องคดีอาญากับนายภูผา เตชะณรงค์ แล้วในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ และคดีแพ่งฟ้องก่อนหน้านี้ ส่วนโครงการมูนแดนส์ ที่มีบ้านพักของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง อยู่ในโครงการนี้ เป็นที่ดินมีโฉนด แต่ออกโฉนดโดยไม่ชอบทั้งแปลง ซึ่งพื้นที่ตีนเขาใหญ่ ได้ออกโฉนดโดยไม่ชอบเกือบทั้งหมด และที่ดินที่สร้างวัดพระธรรมกาย สาขาปากช่อง เป็นที่ดินของนิคมสหกรณ์ เป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ของนิคมสหกรณ์ที่ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น

ติดปีกอ.ต.ก.สู่สากลส่งผลิตภัณฑ์บริการบินไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396022

ติดปีกอ.ต.ก.สู่สากลส่งผลิตภัณฑ์บริการบินไทย

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
อตก,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ธรรมนัส,การบินไทย
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

บินไทย อ.ต.ก.ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรไทยสู่สากล ให้บริการบนเครื่องและสายการบินลูกค้ากว่า 60 แห่ง

30  ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  

โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และกระทรวงคมนาคม โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ณ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ว่า องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก) เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมสร้างช่องทางการตลาดให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร นำผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มาจัดจำหน่ายโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการตลาด นำการผลิต

โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานการคัดสรรผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในแต่ละจังหวัดมาบริหารจัดการแบบครบวงจร ทั้งนี้เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถ ของเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร ให้สามารถผลิตและส่งมอบได้ตรงตามความต้องการของผู้ซื้อ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรและต่อยอดสู่ความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

สำหรับในวันนี้ เป็นการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กับ กระทรวงคมนาคม โดย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอื่น ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร ในรูปแบบการบริหารจัดการ

ทั้งนี้คือตามแนวทาง “การตลาดนำการผลิต” ให้ผู้รับบริการของบริษัท ได้รับการดูแลด้านสุขภาพ บริโภคผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัยจากสารพิษและสิ่งปนเปื้อน ที่ได้รับใบรับรองการผลิต (จีเอพี/ออร์แกนิคไทยแลนค์)ตลอดจนผลิตภัณฑ์และสินค้าที่ได้การรับรองเครื่องหมายฮาลาล โดยยกระดับผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรไทย บนเครื่องบินของการบินไทยและสายการบินลูกค้ามากกว่า 60 สายการบิน โดยอาศัยตราสินค้าของ “ครัวการบินไทย” ที่มีความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือ ในระดับนานาชาติ

กระทรวงเกษตรฯ โดย อ.ต.ก. จัดให้มีแคมเปญ ด้านข้อมูลส่วนประกอบผลผลิตที่นำมาประกอบอาหาร สำหรับให้บริการลูกค้า ตลอดจนผู้บริโภค และยังสามารถสแกน QR code เพื่อทราบข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) จากแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศ ในการบริการให้กับลูกค้า และผู้โดยสารบนเครื่องบิน สายการบินต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

การดำเนินงานที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม ในการเพิ่มช่องทางการตลาดในการจำหน่ายผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ ยกระดับมาตรฐานสินค้าและการบริการแบบไทยโดนคนไทยด้วยอาหารจากวัตถุดิบคุณภาพ ปลอดสารพิษ ส่วนผู้บริโภคมีโอกาสในการเข้าสู่ช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพมากขึ้น และได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐานปลอดภัย ขยายตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ การบริโภคสินค้าเกษตรคุณภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย

กษ.เกลี่ยงบ 62 ใช้ไปพลางก่อนพ.ร.บ.งบ 63 ประกาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396020

กษ.เกลี่ยงบ 62 ใช้ไปพลางก่อนพ.ร.บ.งบ 63 ประกาศ

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,งบประาณ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 173 ครั้ง

กษ.เกลี่ยงบปี 62 กว่า 2.9 หมื่นล้านบาท ใช้ไปพลางก่อนพ.ร.บ.งบปี 63 ประกาศใช้ หวั่นการขับเคลื่นภารกิจเกษตรมีปัญหา

30 ตุลาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่งบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ปี 2563 ได้ผ่านหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 วาระที่ 1 วงเงินรวม 110,874  ล้านบาท และจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี (สภาผู้แทนราษฎร)

จากนี้การขับเคลื่อนงบประมาณในปี 2563 ของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อให้ “ภาคเกษตรมั่นคง เกษตรกรมั่งคั่ง ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน” ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 4 ด้าน คือ 1) ด้านความมั่นคง ด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

อาทิ พัฒนาฐานทรัพยากรทางการเกษตร (ดิน,น้ำ) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ส่งเสริมการจัดการผลผลิตอย่างเป็นระบบครบวงจร ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น 3) ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพื่อลดปัญหาความยากจนของเกษตรกร อาทิ การบริหารจัดการที่ดินทำกิน การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาด และการช่วยเหลือด้านหนี้สิน และ 4) ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 เป็นไปอย่างต่อเนื่อง กระทรวงเกษตรฯ ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายตาม พ.ร.บ. งบประมาณปี 2562 ไปพลางก่อน เพื่อนำมาดำเนินการในช่วงก่อนที่พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 จะประกาศใช้ จำนวน 29,831.71 ล้านบาท จำแนกเป็น รายจ่ายลงทุน จำนวน 9,200.18 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 20,631.53 ล้านบาท

โดยจำแนกเป็นกลุ่มงบประมาณ สามารถจำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน 12,710.31 ล้านบาท  2) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) จำนวน 4,726.95 ล้านบาท 3) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 11,416.54 ล้านบาท และ 4) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) จำนวน 977.91 ล้านบา

สำหรับการใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 (ตุลาคม – ธันวาคม 2562 ) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 15,747.61 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 52.79 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,786 ล้านบาท รายจ่ายประจำ จำนวน 10,961.60 ล้านบาท และ ไตรมาสที่ 2 (มกราคม – มีนาคม 2563) มีแผนการใช้จ่าย จำนวน 14,084.10 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 47.21 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร แบ่งเป็นรายจ่ายลงทุน จำนวน 4,414.17 ล้านบาท และรายจ่ายประจำ จำนวน 9,669.92 ล้านบาท