แนะรัฐบาลอย่าอ่อนข้อสหรัฐ แก้ปัญหาไม่ตรงจุดเกิดผลกระทบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396012

แนะรัฐบาลอย่าอ่อนข้อสหรัฐ แก้ปัญหาไม่ตรงจุดเกิดผลกระทบ

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 19:18 น.
สมาคมประมง,ตัดสิทธิ์จีเอสพี,สหรัฐ,อาหารทะเล
เปิดอ่าน 12 ครั้ง

ตัดจีเอสพีประมงกระทบน้อย แนะรัฐบาลอย่าอ่อนข้อสหรัฐ แก้ปัญหาไม่ตรงจุดเกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ

29 ตุลาคม 2562 นายชินชัย สถิรยากร เลขาธิการสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่สหรัฐอเมริกาประกาศระงับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสินค้า (GSP) ของไทย 571 รายการ

โดยรวมสินค้าอาหารทะเลด้วยนั้น อาจส่งผลกระทบทางตรงแก่ผู้ประกอบการประมงน้อยเนื่องจากสินค้าอาหารทะเลที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่าไม่มากนัก แต่ตามเรื่องที่กังวลคือ ข้ออ้างของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ระบุว่า เป็นเพราะไทยยังไม่สามารถยกระดับสิทธิและสวัสดิการแรงงานให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลนั้น หากโอนอ่อนตามข้ออ้างของสหรัฐจะส่งผลกระทบทางอ้อมที่รุนแรงต่อภาคการประมงเนื่องจากแรงงานประมงเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานต่างด้าว ที่ผ่านมาผู้ประกอบการประมงร่วมมือกับรัฐบาลในการคุ้มครองแรงงานแล้ว

กระทรวงแรงงานได้รายงานผลการคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากลว่า ไทยขจัดการใช้แรงงานเด็กสำเร็จระดับสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งกระทรวงแรงงานของประเทศสหรัฐอเมริกาเผยแพร่ผลการประเมินสถานการณ์การขจัดการใช้แรงงานเด็กใน 132 ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561 ส่วนการปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทย กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์  (TiP Report) ประจำปี 2561

โดยสหรัฐปรับสถานการณ์ปราบปรามการค้ามนุษย์ของประเทศไทยจาก Tier 2 Watch List มาเป็นระดับ Tier 2 ซึ่งหมายถึงประเทศที่ดำเนินการยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำโดยสมบูรณ์ แต่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขปัญหา โดยประเทศไทยเคยถูกจัดอันดับอยู่ใน Tier 2 ครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี 2552 หรือเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา

การที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับที่สูงขึ้นดังกล่าวเป็นสิ่งยืนยันความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อทิศทางความพยายามในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไทยในการป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ นอกจากนี้สหภาพยุโรป (EU) ยังประกาศปลดใบเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ของประเทศไทยเนื่องจากเห็นผลในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน

ทั้งด้านอายุแรงงานที่เหมาะสมในการทำประมง เวลาพักในขณะทำงาน การกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรม ให้แรงงานประมงได้เข้าถึงสวัสดิการทั้งประกันสังคมและประกันสุขภาพ การปรับปรุงกฎหมาย พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เก็บเงินแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนและเป็นประเทศที่ 14 ของโลกที่ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 188 ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานภาคประมง ค.ศ.2007 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 โดยตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานในงานประมง พ.ศ.2562 เพื่อคุ้มครองแรงงานประมงให้ได้รับสิทธิด้านสุขภาพ ประกันสังคม และความปลอดภัยในการทำงาน โดยจะมีผลบังคับใช่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562

นายชินชัยกล่าวต่อว่า แรงงานประมงได้ค่าแรงตั้งแต่ 300 บาทต่อวันตามค่าแรงงานขั้นต่ำ แล้วเพิ่มขึ้นตามฝีมือแรงงาน ผู้ประกอบการจ่ายให้เป็นรายเดือนโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารและจ่ายตลอดทั้งปี แม้เรือส่วนใหญ่จะออกทำประมงได้เพียงปีละ 220-244 วันแล้วแต่ชนิดเครื่องมือ หากเพิ่มสิทธิและสวัสดิการแรงงานประมงมากขึ้นอีก แรงงานต่างด้าวจะได้รับสิทธิและสวัสดิการมากกว่าแรงงานไทย ที่สำคัญจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการทำประมงเนื่องจากปัจจุบันนี้เฉพาะค่าแรงงานและค่าเชื้อเพลิงรวมกันเท่ากับร้อยละ 75 ของต้นทุนการทำประมงแล้ว จึงหวังว่า รัฐบาลจะไม่โอนอ่อนตามอ้างของสหรัฐและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

จากข้อมูลของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สินค้าประมงที่สหรัฐนำเข้าจากไทยและได้รับสิทธิ GSP ในปี 2560 มี 22 รายการได้แก่ เนื้อปูแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง เนื้อปลาแช่แข็ง หอยต้มบรรจุกระป๋อง ปูอัด เป็นต้น มูลค่า 13.47 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือ 400 ล้านบาท

เฉลิมชัย ชี้ ตัด GSP กระทบสินค้าเกษตรราคาสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/396007

เฉลิมชัย ชี้ ตัด GSP กระทบสินค้าเกษตรราคาสูงขึ้น

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 19:10 น.
จีเอสพี,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,กระทรวงเกษตร,เฉลิมชัย,สหรัฐ
เปิดอ่าน 9 ครั้ง

เฉลิมชัย สั่งสศก.ติดตามผลกระทบจากการที่สหรัฐตัด GSPกระทบสินค้าเกษตรบางรายการราคาขายที่สูงขึ้น

29  ตุลาคม  2562 รมว.เกษตรย้ำพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ให้ทุกหน่วยงานส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ด้านรักษาการเลขาธิการสศก. เร่งหารือผู้แทน USDA และ FAO ด่วน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) วิเคราะห์และติดตามผลกระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารจากกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งระงับสิทธิพิเศษทางภาษีสินค้า(GSP) จากไทย โดยสศก. ยืนยันว่า สินค้าเกษตรและอาหารหลักของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้ผลกระทบมากนัก

ทั้งนี้จากการประกาศตัดสิทธิ GSP สินค้า 573 รายการ เป็นสินค้าเกษตร 157 รายการ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้า ผักแปรรูป ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ชาเขียว ขิงป่น หูฉลาม เส้นพาสต้า ผลไม้แปรรูป จึงอาจมีผลทำให้สินค้าเกษตรข้างต้นของไทยมีราคาขายสูงขึ้นเช่น สินค้าผลไม้แปรรูปซึ่งมีมูลค่าส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 45 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 4%-14% เส้นพาสต้าซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในปี 2561 ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐจะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก 0% เป็น 6.4%

สำหรับกลุ่มประมงแปรรูปอื่นที่อาจจะถูกตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้ ไม่ใช่กลุ่มพิกัดสินค้าประมงหลักที่ไทยส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาคือ กุ้งและปลาทูน่ากระป๋องซึ่งยังมีการนำเข้าอย่างต่อเนื่องและเป็นจำนวนมากจึงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อไทยในการให้ความร่วมมือต่อต้านประมงผิดกฎหมาย (IUU fishing) ระหว่างอาเซียนและแปซิฟิก อีกทั้งจะผลักดันให้จัดทำนโยบายประมงอาเซียนและการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมายในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 35 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 4 พฤศจิกายนนี้ด้วย

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า รมว เกษตรฯ สั่งการให้หารือกับกับอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม ประเทศอิตาลีผ่านระบบประชุมทางไกล อีกทั้งจะเชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) และ FAO ประจำประเทศไทยเข้าพบหารือเพื่อแสวงความร่วมมือกันภายในสัปดาห์หน้า

นายระพีภัทร์ กล่าวต่อว่า ในคราวเดียวกันนี้สหรัฐอเมริกาประกาศคืนสิทธิ GSP ให้ไทยบางรายการซึ่งมีสินค้าเกษตรสำคัญได้แก่ ดอกกล้วยไม้ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ใหม่เข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้นและโกโก้ซึ่งเป็นสินค้าเศรษฐกิจใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯ มีแผนผลักดันให้เป็นสินค้าสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดสูง และประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายการผลิตสินค้าดังกล่าว

“รมว. เกษตรฯ กำชับให้ใช้หลักตลาดนำการเกษตร โดยให้ทุกหน่วยงาน​สังกัด​กระทรวง​เกษตร​ฯ​ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ตลาดโลกต้องการ อีกทั้งให้ปรับวิกฤตเป็นโอกาส เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารของไทยต้องเร่งปรับตัวเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นที่เชื่อถือของตลาดต่างประเทศ จึงจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายระพีพัฒนากล่าว

สำหรับหลักสิทธิ GSP ถือเป็น “การให้ฝ่ายเดียว” ของประเทศที่พัฒนาแล้วต่อประเทศกำลังพัฒนา/ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ซึ่งการทบทวนสิทธิ GSP ครั้งนี้เนื่องจากการไทยยกระดับการพัฒนา ซึ่งการทบทวนมีทั้งแบบรายสินค้าโดยพิจารณาจากส่วนแบ่งการตลาดและรายประเทศซึ่งพิจารณาจากระดับการเปิดตลาดให้แก่สหรัฐอเมริกา การปฏิบัติด้านแรงงาน การปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

สกัดสินค้าไม่มีคุณภาพเข้ม GAP ตลาดสดเกษตรค้าส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395958

สกัดสินค้าไม่มีคุณภาพเข้ม GAP ตลาดสดเกษตรค้าส่ง

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 16:07 น.
มกอช,ปลอดภัย,จีเอพี,ตลาดสินค้าเกษตร
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

มกอช.จับมือปทุมธานี งัดมาตรการตรวจรับรองมาตรฐานGAPเข้มตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศ 7 แห่งในพื้นที่สกัดสินค้าไม่ได้คุณภาพกระจายสู่ผู้บริโภค

29 ตุลาคม 2562 “มกอช.”มอบป้ายรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q รายเดิมและและตรวจประเมินร้านค้าใหม่ 352 แผง เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรของประเทศให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์  เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวในมอบป้ายรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทตลาดสดจังหวัดปทุมธานีว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดยุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรของประเทศให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค โดยได้มอบหมายให้มกอช.ดำเนินงานตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพมาตรฐานปลอดภัยภายใต้สัญลักษณ์ Q เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รู้จักสินค้า Q และหาซื้อสินค้า Q ได้อย่างสะดวก

มกอช.สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จังหวัดปทุมธานีได้ร่วมกันตรวจรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย(Q) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554   ด้วยการตรวจรับรองและติดตามสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน ตามเกณฑ์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด  พร้อมมอบป้ายรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทตลาดสดจังหวัดปทุมธานีเป็นประจำทุกปี

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารในส่วนต้นทางของห่วงโซ่อาหาร   เพื่อให้ได้เป็นสินค้าQ ที่มีความปลอดภัยก่อนบริโภค โดยการตรวจรับรองระบบการผลิต   เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีความปลอดภัยตามระบบการผลิตเกษตรที่ดีและเหมาะสม(GAP : Good Agricultural Practice)ลดการใช้สารเคมี ฮอร์โมนหรือสารเร่งการเจริญเติบโต และสารเคมีอื่นๆ  ขณะเดียวกันการรับรองแหล่งจำหน่ายสินค้าที่ผลิตจากแหล่งผลิตที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน GAP ก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการควบคู่กันไป

“จังหวัดปทุมธานี เป็นที่ตั้งตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศ ที่มีสินค้ากระจายไปเกือบทั่วประเทศ   มกอช.และจังหวัดปทุมธานีได้ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการตรวจรับรองตลาดสดให้ได้คุณภาพมาตรฐานปลอดภัยภายใต้สัญลักษณ์ Q เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรของประเทศให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดสดแหล่งค้าส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศมีคุณภาพมาตรฐานก่อนที่จะกระจายไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ” นางสาวจูอะดี กล่าว

นางละออง ชื่นฉอด เกษตรและสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี  กล่าวว่า  ในปี 2562 จังหวัดปทุมธานี มีตลาดเป้าหมายจำนวน 7 แห่ง ประกอบด้วย ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไอยรา  ตลาดรังสิต ตลาดสะพานแดง ตลาดพระยาสมาน และตลาดอินเตอร์มาร์ท  มีผู้ประกอบการแผงค้าเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 352 แผงค้า แบ่งเป็น 3 กิจกรรม ดังนี้   1. กิจกรรมตรวจประเมินร้านค้าใหม่ จำนวน 35 แผงค้า ได้แก่  ตลาดไท 27 แผงค้า ตลาดไอยรา 4 แผงค้า และตลาดสี่มุมเมือง  4 แผงค้า

2. กิจกรรมตรวจติดตามร้านค้าเดิม จำนวน 258 แผงค้า ได้แก่  ตลาดรังสิต 22 แผงค้า ตลาดไอยรา 7 แผงค้า ตลาดสะพานแดง  6 แผงค้า ตลาดพระยาสมาน 13 แผงค้า ตลาดสี่มุมเมือง 68 แผงค้า และตลาดไท 142 แผงค้า   3. กิจกรรมตรวจต่ออายุร้านค้าเดิมที่ป้ายรับรองค รบ 3 ปีจำนวน59 แผงค้า ได้แก่ ตลาดอินเตอร์มาร์ท 10 แผงค้าตลาดไอยรา 13 แผงค้า และตลาดสี่มุมเมือง 36 แผงค้า

เกษตรอินทรีย์สดใสมกอช.ปั้นพ่อค้า แม่ค้าดิจิทัลเพิ่มช่องตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395921

เกษตรอินทรีย์สดใสมกอช.ปั้นพ่อค้า แม่ค้าดิจิทัลเพิ่มช่องตลาด

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 14:11 น.
มกอช,เกษตรอินทรีย์,สุขภาพ
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

มกอช.ขานรับเกษตรอินทรีย์ ปั้นพ่อค้า แม่ค้าดิจิทัลมืออาชีพ เพิ่มช่องซื้อ ขายของเกษตร ยกระดับตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยไทยเป็นที่ยอมรับใน ต่างประเทศ

29 ตุลาคม 2562 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)กล่าวว่า เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ20ปี(พ.ศ. 2561–2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12

โดยได้วางเป้าหมายให้มีการขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าเกษตรปลอดภัยอย่างจริงจัง ตลอดจนสร้างความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มผลิตภาพการผลิตทั้งเชิงปริมาณเพื่อสร้างมูลค่าหนึ่งในเป้าหมายที่จะทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของอาหารจูงใจและวางกรอบให้เกษตรกรและผู้ผลิตทำการผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับมาตรฐานประกอบกับกระแสความใส่ใจในสุขภาพกำลังเป็นทิศทางใหม่ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

มกอช.ได้ทำโครงการการเสริมสร้างองค์ความรู้และขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้น เพื่อมุ่งสร้างเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์รายใหม่และส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเพื่อผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ตอบสนองความต้องการของตลาด ตลอดจนสร้างโอกาสในการแข่งขันด้านเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12

โดยการอบรมจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาด 2. ช่องทางหลักคือ การส่งเสริมช่องทางการตลาดด้วยระบบดิจิทัล เช่น เว็บไซด์ DGTFarm.com,QR Tracec และการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ พร้อมจัดนิทรรศการนำเสนอผลผลิตของเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ที่ประสบความสำเร็จ นวัตกรรม การเกษตรสมัยใหม่

รวมทั้งช่องทางการจำหน่ายผลผลิตเกษตรอินทรีย์รูปแบบใหม่ โดยปี 2562 นี้วางเป้าหมายอบรมเกษตรรุ่นใหม่ (Yong Smart Farmer) และเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศจำนวน 189 คน

นางสาวจูอะดี กล่าวว่า มกอช.มั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะผลักดันให้ประเทศไทยมีพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุปัจจุบันมีเกษตรกร/กลุ่มเกษตรผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้ว จำนวน 40,774 ราย 119 กลุ่ม รวมพื้นที่ 521,826.56 ไร่

นอกจากนี้ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 900 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการส่งออกคิดเป็น 0.06% ของมูลค่าตลาดโลก ตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 3.55 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัวปีละ 20% โดยตลาดเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา ยุโรป จีน ออสเตรเลีย ซึ่งเห็นได้ว่าตลาดเกษตรอินทรีย์ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก

สทนช. ถกด่วนรับมือภัยแล้งภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395820

สทนช. ถกด่วนรับมือภัยแล้งภูเก็ต

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 00:20 น.
เมืองภูเก็ต,ภัยแล้ง,สทนช,หวั่นกระทบน้ำกินน้ำใช้,ใช้น้ำอย่างประหยัด
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

สทนช.ถกรับมือภัยแล้งภูเก็ตพบ 3 อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ มีปริมาณน้ำน้อยต่อเนื่อง หวั่นกระทบน้ำกินน้ำใช้ เสี่ยงแล้งลามกระทบน้ำในอนาคต วอนประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวภายหลังการประชุมจัดทำแผนจัดการน้ำต้นทุน และแผนปฏิบัติการปี 2563-2564 จังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ตหลังเก่า อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อห่วงใยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต รวมทั้งได้สั่งการในการลงพื้นที่ตรวจราชการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ให้ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการจัดหาแหล่งน้ำและแผนการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เมืองเศรษฐกิจที่สำคัญทั่วประเทศ พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญในจังหวัดต่างๆ เช่น ภูเก็ต ขอนแก่น และเชียงใหม่ เป็นต้น ทั้งในแผน ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ทั้งนี้ ให้บรรจุแผนปฏิบัติการโดยเร็ว

โดยสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พบว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2562) มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่ง รวมประมาณ 5 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำคลองกระทะ 1.75 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 40.5 ของความจุ 4.32 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำบางวาด 2.60 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 25.5 ของความจุ 10.20 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ 0.65 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 9 ของความจุ 7.20 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภคของจังหวัดภูเก็ต มีปริมาณน้ำในอ่างเหลือน้อย รวมทั้งน้ำในขุมเหมือง จำนวน 109 แห่ง มีความจุรวมเหลือเพียง 21.03 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง อีกทั้งปริมาณฝนมีน้อย

ถึงแม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีปริมาณฝนตกในหลายพื้นที่ แต่ปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างมีไม่มากนัก อาจจะไม่เพียงพอในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง เนื่องจากในพื้นที่มีความต้องการใช้น้ำอุปโภคบริโภคเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำอย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ปี 2563 และในอนาคต โดยประชากรในพื้นที่กว่าร้อยละ 80 ใช้น้ำจากประปา ทั้งนี้ในพื้นที่มีปริมาณความต้องการน้ำอุปโภคบริโภคเฉลี่ย 220,000 ลบ.ม.ต่อวัน 80 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี กำลังผลิตอยู่ที่ 188,000 ลบ.ม.ต่อวัน 65 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ซึ่งยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ จำเป็นต้องพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มเติมหรือซื้อน้ำประปาเอกชน

“จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่เป้าหมายที่คาดว่าจะเสี่ยงภัยแล้ง แม้ว่าจะมีปริมาณฝนตกมากก็ตาม โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้มีการเตรียมการป้องกันภัยแล้งในระยะยาว รวมทั้งฤดูแล้งที่จะถึงนี้ด้วย โดยการประชุมสรุป 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก จะแก้แล้งนี้ได้อย่างไร โดยเรามีน้ำต้นทุนที่คาดว่าจะเพียงพอในการผลิตน้ำประปา แต่ยังขาดโครงข่ายน้ำและความเชื่อมโยงที่จะนำน้ำมาใช้ จึงต้องกลับไปหาแนวทางที่จะดำเนินการ โดยมอบให้กปภ./เทศบาล/ประปาท้องถิ่นไปสำรวจเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีน้ำผิวดินหรือน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ลำห้วย คลอง สามารถนำมาใช้ได้ก่อน รวมทั้งการใช้น้ำจากแหล่งน้ำบาดาลมาเสริม ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำจะสำรองไว้ใช้ในกรณีที่เกิดเหตุจำเป็นจริงๆ และให้กปภ./เทศบาล/ชป.ดำเนินการตามแผนจัดการน้ำต้นทุนและการใช้น้ำรายเดือนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด และประเด็นที่ 2 ในการจัดทำแผนหลักตามพ.ร.บ.น้ำ ระบุว่าจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการ 5 ปี (พ.ศ.2561-2565) ซึ่งเราได้แผนงาน/โครงการจากหลายหน่วยงานแล้ว แต่ยังขาดอีกบางหน่วยงาน จึงต้องให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตบูรณาการแผนงานอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนเป็นรูปธรรมและตอบสนองต่อความต้องการการใช้น้ำของทุกภาคส่วนในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ต มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปี 450 ล้าน ต่อ ลบ.ม. มีแหล่งน้ำในพื้นที่ความจุรวม 43.5 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 3 แห่ง ความจุรวม 21.7 ล้าน ลบ.ม. แหล่งน้ำขนาดเล็ก 184 แห่ง ความจุรวม 20.4 ล้าน ลบ.ม. และขุมเหมือง 7 แห่ง ความจุรวม 1.44 ล้าน ลบ.ม. โดยปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำ 60.2 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและการท่องเที่ยวรวม 33.1 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อภาคอุตสาหกรรม 25.6 ล้าน ลบ.ม. และน้ำเพื่อการเกษตร 1.5 ล้าน ลบ.ม. โดยเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และปัญหาการระบายน้ำ

ในส่วนแผนงานและโครงการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งของจังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาพังงา-ภูเก็ต วงเงินรวม 3,870 ล้านบาท งบประมาณปี 64 โดยครม.มีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 62 ที่ผ่านมา แบ่งเป็น แผนงานก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ.สาขาพังงา-ภูเก็ต (ระยะที่1-2) วงเงิน 3,517.785 ล้านบาท งบประมาณปี 2564 และแผนการบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย กปภ.สาขาภูเก็ต วงเงิน 353.123 ล้านบาท งบประมาณปี 2567 โดยใช้แหล่งน้ำดิบจากคลองพังงา (กปภ. ขอรับจัดสรรน้ำ 49 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี) และสระพักน้ำดิบเดิมและสระใหม่ของ กปภ. (ความจุรวม 1.4 ล้าน ลบ.ม.) สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ 120,000 ลบ.ม./วัน (รวมเป็น 232,200 ลบ.ม./วัน) เฉลี่ย 84.75 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีแผนงานโครงการสำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต้องดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลมาใช้ประโยชน์ การบำบัดน้ำเสียผลิตน้ำประปา การพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ การพัฒนาแก้มลิง การพัฒนาแหล่งน้ำจากขุมเหมืองและแอ่งเก็บน้ำใต้ดิน เป็นต้น

ขีดเส้นมาตรการช่วยผลกระทบ 3 สารก่อน 1 ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395819

ขีดเส้นมาตรการช่วยผลกระทบ 3 สารก่อน 1 ธ.ค.

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,ยกเลิก 3 สาร,พาราควอต,มนัญญา ไทยเศรษฐ์
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

เฉลิมชัย กำชับทีมช่วยเกษตรกรหลังแบนสาร รับฟังผู้แทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่ต้นทุนสูงขึ้น กำหนดมาตรกรชดเชย ต้องเสร็จก่อน 1 ธ.ค.

29 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการที่ออกคำสั่งกระทรวงเกษตรฯ เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด

ได้กำชับ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นประธานคณะทำงานให้เร่งประชุมกรรมการซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 17 คนเพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูล นวัตกรรม เครื่องจักรกล เทคโนโลยีทางการเกษตร และสารเคมีทดแทน

กำหนดแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามที่คณะกรรมการวัตถอันตรายประกาศมติให้สารเคมีดังกล่าวเป็นวัตถุเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลให้ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่าย ห้ามครอบครอง

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญเนื่องจากส่งผลกระทบต่อวิถีการทำเกษตรของเกษตรกรจำนวนมาก โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดคือ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผล จึงสั่งการให้คณะทำงานเชิญผู้แทนเกษตรกรมาให้ความคิดเห็นถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนและสิ่งที่ต้องการให้รัฐช่วยสนับสนุนทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่อาจสูงขึ้น เครื่องจักรกล เทคโนโลยีการเกษตรซึ่งจะนำมาทดแทน กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด

โดยมอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรมว. เกษตรฯ เป็นที่ปรึกษา ให้รายงานผลการดำเนินการต่อรมว. เกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้คณะทำงานยังต้องกำหนดวิธีการสื่อสารแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่จัดทำเพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

“ได้แต่งตั้งผู้บริหารทุกกรมที่เกี่ยวข้องมาเป็นกรรมการเพื่อจะได้แนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างรอบด้าน ต้องได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 1 ธันวาคมซึ่งการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดจะมีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ยังคงมอบหมายรมช. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรในการเตรียมสารชีวภัณฑ์ สารเคมีอื่น และวิธีการต่างๆ รองรับไว้ด้วยเพื่อให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายเฉลิมชัยกล่าว

เปิดตัว ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์พระนคร แหล่งรวมผักผลไม้ปลอดสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395818

เปิดตัว ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์พระนคร แหล่งรวมผักผลไม้ปลอดสาร

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,กรมส่งเสริมสหกรณ์,ซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์,สหกรณ์พระนคร,ผักปลอดสาร
เปิดอ่าน 95 ครั้ง

เปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์พระนคร คัดสินค้าเกษตรคุณภาพ ผักผลไม้ปลอดสาร ทั่วประเทศมาไว้ใจกลางเมือง

29 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกในกรุงเทพมหานคร (ซูเปอร์พระนคร) ในวันที่ 30 ตุลาคม ที่ร้านสหกรณ์พระนคร ถ.พหลโยธิน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์

ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่จะพัฒนาร้านสหกรณ์ ให้เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายพืชผักปลอดสาร และผลิตผลการเกษตรจากสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าทั้งของสดและของแห้ง ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัย ในราคายุติธรรม  ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบที่มาของแหล่งผลิตสินค้าแต่ละชนิด เพื่อสร้างความมั่นใจเมื่อเลือกซื้อสินค้าที่“ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดสรรสินค้าของสหกรณ์จากจังหวัดต่าง ๆ มาจำหน่าย เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ จากสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด และ ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์จากสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา, นมอัดเม็ดจากสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด

นม UHT  สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) , ไข่ไก่จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา , ผักเมืองหนาว ทั้ง ฟักทองญี่ปุ่น พริกหวาน มะเขือเทศ กะหล่ำปลีสีม่วง และอะโวคาโดที่ได้มาตรฐาน GAP จากชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด จ.เชียงใหม่ , เนื้อโคขุนจากสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จ.มุกดาหาร และกาแฟสำเร็จรูป พันธุ์โรบัสต้าที่มีความเข้มข้นของรสชาติกาแฟจากสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร จำกัด

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้มากขึ้น  ซึ่งการเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์จะนำร่องที่ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด ในกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านชุมชน และใกล้รถไฟฟ้า BTS อารีย์ ซึ่งเป็นจุดที่ประชาชนเดินทางมาซื้อสินค้าได้สะดวก และในอนาคตจะสนับสนุนให้มีซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายผัก ผลไม้ เนื้อ นม ไข่ไก่ และสินค้าแปรรูป ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ต่อไป

เตือน ระวังโดนหลอกขายสารชีวภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395817

เตือน ระวังโดนหลอกขายสารชีวภัณฑ์

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สารชีวภัณฑ์,จุลินทรีย์
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

นักวิขาการเกษตร เตือนเกษตรกร ระวังโดนหลอกขายสารชีวภัณฑ์ กำจัดวัชพืช ยังไม่มีตัวใดรับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

29 ตุลาคม 2562 นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Chanya Maneechote”

โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากกรมวิชาการเกษตร จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อผู้ที่โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณบนโลกออนไลน์ ดังนี้คือ ระวังโดนหลอกอย่าหลงเชื่อโฆษณาชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่มีข่าวจะแบนพาราควอตและไกลโฟเซต มี fb โฆษณาขายชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืช แบบเผาไหม้ แบบดูดซีม บางรายโชว์ใข้ปากอมพ่นหญ้าตาย คนไม่ตายปลอดภัย สารวัตรเกษตรตามไปเก็บตัวอย่างมาตรวจ เจอทั้งพาราควอต ทั้งไกลโฟเซต พอรู้ว่าถูกจับได้ก็ปิด fb หนีกันเป็นแถว ตอนนี้ยังไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ได้ทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรเลย เพราะยังไม่ผ่านการทดสอบทั้งประสิทธิภาพ และความปลอดภัย”

จุลินทรีย์ หมายถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และไส้เดือนฝอย แต่ไม่ใช่จุลินทรีย์ทุกชนิดจะปลอดภัยกับคน อาจจะกำจัดวัชพืชได้แต่สร้างสารพิษ (toxins) ทำให้คนเป็นมะเร็ง หรือ ภูมิแพ้ หรือ ระคายเคืองตา ผิวหนัง เช่นเดียวกับสารเคมี เชื้อราหลายชนิด ในสกุล (genus) เช่น Aspergillus flavus สร้างสารอัลฟาทอกซิน ที่พบในพืชหลายชนิด ถั่วลิสง ข้าวโพด พริก กระเทียม เห็ดหอมแห้ง กินเข้าไปมะเร็งถามหาแน่ๆ หรือเชื้อราสกุล Myrothecium บางชนิด มีรายงานว่าสร้างสารก่อมะเร็งในคน EPA ของอเมริกา เลยไม่ให้ขึ้นทะเบียนใช้เป็นชีวภัณฑ์ บางตัวเป็นสาเหตุโรคพืชได้อีกด้วย

“นี่คือสาเหตุว่าทำไมชีวภัณฑ์ ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 2 (วอ. 2) ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551 ที่พูดๆกันว่ามีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชเยอะแยะ แต่ยังไม่มีใครกล้ามายื่นขึ้นทะเบียนเลย เพราะกลัวไม่ผ่านทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย เลยแอบขายกันไปตามสื่อออนไลน์ ระบบขายตรงถึงหน้าบ้าน”

เกษตรอินทรีย์เกิดแน่ เร่งขึ้นทะเบียน ไบโอกรีนเสท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395808

เกษตรอินทรีย์เกิดแน่ เร่งขึ้นทะเบียน ไบโอกรีนเสท

วันที่ 29 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
จุลินทรีย์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เกษตรอินทรีย์
เปิดอ่าน 129 ครั้ง

เกษตรอินทรีย์ได้เกิดแน่ เร่งขึ้นทะเบียน ไบโอกรีนเสท เปิดทางน้ำหมักจุลินทรีย์ จากสาหร่ายทะเลน้ำลึก กำจัดวัชพืชใช้ทดแทน

29 ตุลาคม 2562 นายวรยุทธ บุญมี ผอ.กองนโยบายและเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรกรรมยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าหลังจากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้ลงนามยกเลิกการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด คือตาราควอต ไกลโฟเซล คลอร์ไพริฟอส จึงให้หน่วยงานของกระทรวงเกษตร ที่เกี่ยวข้อง หรือภาคเอกชน ภาคเกษตรกร ดำเนินการทดสอบทางเลือก หรือจัดหาสาร ทดแทนสารเคมี วัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด โดยสั่งการปลัดกระทรวงเกษตรฯหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปตามหนังสือ กษ.1217 เรื่องรายงานผลการประชุมหารือการใช้จุลินทรีย์ เพื่อเป็นทางเลือกหรือทดแทนสารเคมีกำจัดวัชพืช

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงเกษตรฯผ่านหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง.ได้รับหนังสือนำเรียนปลัดกระทรวงเกษตรฯ จากบริษัทวอน ซิสเต็มส์ จำกัด ได้ขอโอกาสและมีข้อเสนอผลการวิจัย ตั้งแต่ปีพ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน ในเรื่องการใช้จุลินทรีย์  “ไบโอกรีนเสท “โดยใช้สาหร่ายทะเลน้ำลึกเป็นหลัก ในการหมักจุลินทรีย์ รวมทั้งมีผลงานเอกสาร และพื้นที่ปฏิบัติจริง ณ บ้านดอนกล่ำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

โดยนายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ สั่งการให้กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรกรรมยั่งยืน  ได้จัดประชุมหารือการใช้จุลินทรีย์ เพื่อเป็นทางเลือกหรือทดแทนสารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่งมีกรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.)ให้นายฐาปนรมย์ แจ่มใส กรรมการผู้จัดการบริษัทวอน ซิสเต็มส์ จำกัด ได้นำเสนอข้อมูล ชี้แจงผลวิจัยการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืช นำมาทดแทนสารเคมี 3 ชนิด ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ยกเลิกการใช้

ผลการประชุมได้ข้อสรุปจุลินทรีย์ ไบโอกรีนเสท เป็นผลิตภัณฑ์ ของบริษัทวอน มีต้นทุนการผลิตใกล้เคียงกับ สารเคมีอันตราย พาราควอต หากภาครัฐสนับสนุนการผลิต มั่นใจว่าจะมีต้นทุนถูกกว่าอย่างแน่นอน

สำหรับรายละเอียดของจุลินทรีย์ ไบโอกรีนเสท ของบริษัทที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวาง เพื่อให้มีความชัดเจนที่ชี้แจง ผลกระทบต่างๆ ที่มีที่ไป ระหว่างหน่วยงาน ยังมีข้อโต้แย้งที่ยังไม่ชัดเจนในบางประเด็นเพราะยังไม่มีแล็ปที่มาตรฐาน จึงใช้แล็ปต่างประเทศ อยู่ระหว่างตรวจวิเคราะห์

ข้อสรุปเป็นมติที่ประชุม หากได้ผลจริงตามที่เสนอจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรโดยรวมจึงให้บริษัท นำผลิตภัณฑ์ ไบโอกรีนเสท ไปยื่นต่อกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิชาการเกษตร เพื่อทำการตรวจสอบมีส่วนประกอบใดบ้างที่มีกระทบระบบนิเวศน์ เมื่อทราบวิเคราะห์จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิชาการเกษตร แล้วจึงนำไปยื่นจดทะเบียนพร้อมกับดำเนินการทดสอบในพื้นที่จริง ซึ่งกรมการข้าว ยินดีร่วมทดสอบในพื้นที่จริง หากกรมวิชาการเกษตร ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้ว

สำหรับการใช้สาหร่ายทะเลน้ำลึกหมักจุลินทรีย์ กรมประมง ยืนยันว่าไม่เป็นปัญหา หากดำเนินการกับกรมวิชาการเกษตร แล้วกรมประมง จะร่วมดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป

จากผลการนำเสนอผลวิชาการ ของบริษัท มติที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่าหากได้ผลและเป็นทางเลือกตามเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรโดยรวม จึงเห็นให้กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักร่วมวิเคราะห์ข้อมูล ผลงานทางวิชาการ วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งให้มีการทดสอบในพื้นที่จริง สรุปรายงานให้กระทรวงเกษตนฯทราบโดยเร็ว

ทุ่มกว่า 3 พันล้านฟื้นฟู 5 อาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395805

ทุ่มกว่า 3 พันล้านฟื้นฟู 5 อาชีพ

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 19:40 น.
น้ำแล้ง,ภัยแล้ง,เกษตรกร,กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

กษ.โอนไว เทงบกว่า 3.1 พันล้านบาท เข้ากระเป๋าเกษตรกรฟื้นฟูอาชีพ 5 โครงการเปิดแจ้งรับสิทธิ ครัวเรือนละ 1 โครงการ – 10พ.ย.นี้

28 ตุลาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังครม.อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการกรอบวงเงิน 3,120 ล้านบาท

ได้เริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. – 10 พ.ย. 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตุลาคม 2562 – 30 ก.ย. 2563 หลักการให้ความช่วยเหลือ ต้องเป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง/ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 2562

กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน โดยเกษตรกรเลือกและสมัครเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ข้อกำหนดเบื้องต้น คือ พื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยพื้นที่ต้องเหมาะสม มีแหล่งน้ำเพียงพอเพาะปลูก หากสนใจเลี้ยงปลาควรจะมีบ่อดิน หรือเลี้ยงสัตว์ปีกอาจต้องมีโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกด้วย

ทั้งนี้ แต่ละโครงการมีเป้าหมายและหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ รายละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร

2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 กรมการข้าวรับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ดัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ชนิดพันธุ์ข้าว 5 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ กข15, ขาวดอกมะลิ 105) 2. ข้าวหอมปทุม (พันธุ์ปทุมธานี1) 3. ข้าวเจ้าไม่ไวแสง (พันธุ์ กข29, กข31, กข41, กข49, กข57, ชัยนาท 1, พิษณุโลก 2) 4. ข้าวเหนียวไม่ไวแสง (พันธุ์สันป่าตอง 1) 5. ข้าวเหนียวไวแสง (พันธุ์ กข6)

3.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน กรมประมงรับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 50,000 ราย โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (ได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ 800 ตัว/ราย พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่อง 120 กิโลกรัม/ราย

4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน กรมประมงรับผิดชอบเป้าหมายแหล่งน้ำในชุมชน 1,436 แห่ง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิดโดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตรขึ้นไป 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ

5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์รับผิดชอบ เป้าหมายเกษตรกร 48,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่ เป็ดไข่ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศอายุ 1 เดือน ครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง

หลักเกณฑ์ 5 โครงการ คือ 1. เกษตรกรที่ประสบภัยเสียหายสิ้นเชิงตามประกาศเขตภัยพิบัติ 2. ช่วยเหลือไม่เกิน10- 20ไร่ของแต่ละพืชและพื้นที่เสียหายและเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ 3. อัตราช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 245 บาท/ไร่ และถั่วเขียว 200 บาท/ไร่ โดยเกษตรกรต้องมีคุณสมบัติร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1. เกษตรกรต้องมีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะ

2. เป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย (1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร) 3. เป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 เปิดบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส.โดยกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ