มติ คชก. เห็นชอบกรอบวงเงิน ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกพืช 10 ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395761

มติ คชก. เห็นชอบกรอบวงเงิน ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกพืช 10 ชนิด

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 19:30 น.
จุรินทร์,มติ คชก,เห็นชอบกรอบวงเงิน,ช่วยเกษตรกร,ผู้ปลูกพืช 10 ชนิด
เปิดอ่าน 23 ครั้ง

“จุรินทร์” เคาะมติ คชก. เห็นชอบกรอบวงเงิน 4,389.496 ล้าน ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกพืช 10 ชนิด

  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2562

โดยคณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงินรวม 4,389.496 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืช 10 ชนิด ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเป้าหมาย ดังนี้

1. รายได้ของเกษตรกรที่ควรจะได้รับในปีนั้นๆ โดยคำนึงถึงผลผลิตและรายได้รวมของเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิด พิจารณาจากต้นทุนการผลิตของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) บวกกำไรที่เกษตรกรพึงได้รับ

2.ราคาสินค้าเกษตร ที่เกษตรกรขายได้รายเดือนเฉลี่ยทั้งปี หรือช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ย้อนหลัง 3 ปี ไม่รวมราคาในปีที่สูงหรือต่ำผิดปกติหรือปีที่มีการแทรกแซงราคา ซึ่งไม่ใช่ราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ

3.ราคาเป้าหมายที่คณะกรรมการกำกับดูแลเฉพาะสินค้ากำหนด และยังเห็นชอบราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรประเภทต่างๆ ด้วย

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบผลการประเมินความสำเร็จของโครงการที่ได้รับการจัดสรรเงินกองทุน และรายงานสถานการณ์เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และสรุปผลดำเนินโครงการที่ได้รับจัดสรรเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในปีงบประมาณก่อนหน้านี้ ของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วย

ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395733

ตั้งทีมช่วยเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิก 3 สาร

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 15:10 น.
เฉลิมชัย,สารเคมี,ยกเลิก 3 สาร,คณะทำงานช่วยเหลือเกษตรกร
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

รมว.เกษตรฯเซ็นตั้งคณะทำงานช่วยเหลือเกษตรกร ได้รับผลกระทบยกเลิกใช้3สารพิษ”

28 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ 2300 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด

ทั้งนี้หลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติประกาศวัตถุอันตรายทางการเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ได้แก่พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส โดยกระทรวงเกษตรฯเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

คณะกรรมการดังกล่าวมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานคณะทำงาน นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน ประกอบด้วยอธิบดีกรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวม17คน มีอำนาจหน้าที่ศึกษา รวบรวมข้อมูล นวัตกรรม เครื่องจักรกล เทคโนโลยีทางการเกษตร และสารเคมีทดแทน และกำหนดแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบการยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิด กำหนดแนวทาง

รวมทั้งวิธีการสื่อสารตามแนวทางและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรต่างๆที่กำหนดเพื่อสร้างการรับรู้และทำความเข้าใจให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป กำกับดูแล และติดตามผลการปฏิบัติงานตามแนวทางและมาตรการที่กำหนด รายงานผลการดำเนินการต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเชิญหน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ความเห็น และข้อเสนอแนะ รวมทั้งจัดส่งเอกสาร และข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่คณะทำงานเห็นสมควร

ผงะ…โรคไหม้คอรวงข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395729

ผงะ…โรคไหม้คอรวงข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดหนัก

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 14:40 น.
มนัญญา
เปิดอ่าน 14 ครั้ง

มนัญญา ตามติดสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เตรียมมาตรการช่วยเหลือด่วน

28 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ณ ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์

โดยกล่าวว่า จากการรายงานสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าวของกรมส่งเสริมการเกษตร พบการระบาดของโรคไหม้คอรวงข้าวใน 7 จังหวัด ได้แก่ ลําพูน แพร่ จันทบุรี มุกดาหาร มหาสารคาม สุรินทร์ และสงขลา รวม 7,442 ไร่ และพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลใน 6 จังหวัด ได้แก่ ลําปาง แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร อ่างทอง และสุพรรณบุรี รวม 18,141 ไร่

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้รับรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จํานวน 77,777 ไร่ และการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่จังหวัดลําปางด้วยเช่นกัน กระทรวงเกษตรแชะสหกรณ์ โดยกรมการข้าวมีการแจ้งเตือนภัยการระบาดของศัตรูข้าวทั้ง 2 ชนิด ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก

สำหรับในปีการผลิต 2562/63 จังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าว 3.025 ล้านไร่ รายงานพบการระบาดโรคไหม้คอรวงข้าวครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ซึ่งในช่วงเวลาเพียง 10 วัน (ช่วงวันที่ 18 – 28 ตุลาคม 2562) มีการระบาดอย่างรวดเร็วครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 17 อำเภอ 140 ตำบล 1,331 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัย 49,204 ราย

รวมพื้นที่การระบาดทั้งสิ้น 283,454.75 ไร่ มีสาเหตุสำคัญเกิดจาก 1. เกษตรกรมีการใช้เมล็ดพันธุ์ในการหว่านข้าวในอัตราที่สูงเกินไป (30 – 50 กิโลกรัม/ไร่) 2. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15) เป็นพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงข้าว 3. มีการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราที่สูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง ส่งผลให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค และ 4. สภาพอากาศเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ข้าว

อย่างไรก็ตาม สำนักงานเกษตรจังหวัดสุรินทร์และสำนักงานเกษตรอำเภอได้เฝ้าระวัง แบ่งเป็น ก่อนเกิดการระบาด โดยมีศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนเป็นศูนย์เฝ้าระวังการระบาดศัตรูพืชในพื้นที่และรายงานข้อมูลให้หน่วยงานราชการ พร้อมประชาสัมพันธ์เตือนการระบาด และระหว่างเกิดการระบาด ได้สร้างการรับรู้การจัดการโรคไหม้คอรวงข้าวให้กับเกษตรกร 17 อำเภอ 26,124 ราย ลงพื้นที่สำรวจแปลง สนับสนุนเชื้อราไตรโครเดอร์มาเบื้องต้น เพื่อควบคุมโรค 10,341 กิโลกรัม สามารถฉีดพ่นได้ 31,023 ไร่ ทั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (โรคไหม้คอรวงข้าว) เพื่อเตรียมการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2562 ต่อไป

รอฟังเสียงนกหวีด ขายข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทต่อตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395673

รอฟังเสียงนกหวีด ขายข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทต่อตัน

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 10:10 น.
ธรรมนัส,ข้าวหอมมะลิ,พะเยาโมเดล
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

ธรรมนัส เป่านกหวีด ขอชาวพะเยา รอขายข้าวหอมมะลิ 18,000 บาทต่อตัน ขายยาง 65 บาทต่อกก.จ่อขยายผลยกระดับราคา พืช ปศุสัตว์ ประมง ทั่วประเทศ 

28 ตุลาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวช่วงหนึ่งระหว่างพบปะกับประชาชนที่มาร่วมประเพณีทำบุญสลากภัต ที่ วัดทุ่งกิ่ว อ.เมือง จ.พะเยาว่า ช่วงที่ยังไม่ได้เป็น ส.ส. ตนได้หาเสียงกับพี่น้องชาวพะเยาไว้

ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นลูกชาวนา มีเป้าหมายพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ชาวนาพะเยามีรายได้มากขึ้น ซึ่งโครงการพะเยาโมเดล ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิ ระหว่างสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่จังหวัดพะเยา กับบริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ภายใต้พะเยาโมเดล โดยให้ ซีพี รับซื้อข้าวหอมมะลิ ความชื้น 15 % ได้ในราคาที่ 18,000 บาทต่อตัน จำนวน 40,000 ตัน จากชาวนาในจังหวัดพะเยา ซึ่งสูงกว่าราคาประกันข้าวหอมมะลิของรัฐบาล 3,000 บาทต่อตัน หรือราคาสูงกว่าต้นทุนการผลิต 5,000-6,000 บาทต่อตัน

นอกจากนี้ ในวันที่ 15 พ.ย.จะจัดงาน “วันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก” ณ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา และในเร็วๆ นี้ จังหวัดพะเยาเตรียมจัดงานเจรจาซื้อขายข้าวหอมมะลิระหว่างคู่ค้าเอกชนรายอื่นๆ ดังนั้น ตนขอให้พี่น้องชาวพะเยา รอฟังเสียงนกหวีดเพื่อประกาศวันรับซื้อข้าวหอมมะลิ ในราคานี้ระหว่างรอขออย่าเพิ่งขาย อย่าให้พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบอีก

“พะเยาโมเดล เริ่มจากข้าวหอมมะลิ ยังจะขยายโครงการไปยังพืชอื่น อาทิ ยางพารา ลำใย ลิ้นจี่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง เลี้ยงสัตว์ ไข่ไก่ โดยเฉพาะราคายางพาราจะมีเป้าหมายร่วมเอกชนรับซื้อที่ราคา 65 บาทต่อกิโลกรัมด้วย เมื่อทำสำเร็จจะนำเป็นตัวอย่างขยายไปจังหวัดอื่นต่อไป” รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ล้มเขื่อนแก่งเสือเต้น ดัน สะเอียบโมเดลปัญหาลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395730

ล้มเขื่อนแก่งเสือเต้น ดัน สะเอียบโมเดลปัญหาลุ่มน้ำยม

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 09:48 น.
แก่งเสือเต้น,แพร่,สมเกียรติ ประจำวงษ์,สะเอียบโมเดล,ลุ่มน้ำยม
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

ล้มเขื่อนแก่งเสือเต้น ดัน สะเอียบโมเดล แก้แล้งท่วม ลุ่มน้ำยม ลดขัดแย้งในพื้นที่ยาวนานกว่า 25 ปี

28 ตุลาคม 2562 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)เปิดเผยว่าภาครัฐเตรียมผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำยม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน

จากก่อนหน้านี้มีความพยายามแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เพื่อกักน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสียที่ทำกิน ทำให้เกิดความขัดแย้งยืดเยื้อมานานกว่า 25 ปี

ทั้งนี้ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้คณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ศึกษาหาทางออกที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหาของลุ่มน้ำยมยั่งยืนและศึกษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำยมตอนบน กระทั่งได้“สะเอียบโมเดล” แนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างเหมาะสมยั่งยืนและสอดคล้องกับหลักวิชาการ

สำหรับ สะเอียบโมเดล จะพัฒนาแหล่งน้ำตามความต้องการของชุมชน สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ ทำนบ และกลุ่มบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน สอดคล้องยุทธศาสตร์น้ำ 5 ด้าน อีกทั้งยังแก้ปัญหาแบบใหม่ที่ให้ชุมชนร่วมกำหนดทิศทางพัฒนาพื้นที่ร่วมกับภาครัฐแบบสอดคล้องวิถีชีวิต ลดผลกระทบการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติจากการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่

“ยิ่งกว่านั้นคือพัฒนาแหล่งเก็บน้ำ เพื่อการเกษตรในลำน้ำสาขาย่อย นำไปสู่การสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต ลดใช้งบประมาณ สทนช. จึงพร้อมสนับสนุนแนวทางที่เหมาะสมเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อให้แนวทางแก้ภัยแล้ง-น้ำท่วมเกิดเป็นรูปธรรมมากภายในปี 2564 และสทนช.จะขยายผลใช้แก้ปัญหาพื้นที่อื่นควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาทั้งลุ่มน้ำเชิงพื้นที่ (Area Based) ซึ่งลุ่มน้ำยมแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการทำงาน”นายสมเกียรติ กล่าว

ชาวนาเฮ!รับเงินส่วนต่างโครงการ”ประกันรายได้”ข้าวครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395645

 ชาวนาเฮ!รับเงินส่วนต่างโครงการ”ประกันรายได้”ข้าวครบ

วันที่ 28 ตุลาคม 2562 – 03:09 น.
โครงการประกันรายได้ข้าว
เปิดอ่าน 16,724 ครั้ง

 ชาวนาเฮ!รับเงินส่วนต่างโครงการ”ประกันรายได้”ข้าวครบ 

เริ่มทยอยจ่ายเงินกันไปแล้วสำหรับโครงการประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรของรัฐบาล ที่มีต้นตอแนวคิดมาจากพรรคประชาธิปัตย์ โครงการนี้มุ่งเป้าใน 5 พืชเศรษฐกิจหลัก ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

              จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

  “ปาล์มน้ำมัน” นั้นเริ่มจ่ายเป็นพืชแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม และทยอยจ่ายทุก 45 วัน จากนั้นก็มาถึงคิว “ข้าว” เริ่มคิกออฟเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา และยางพาราจะเริ่มจ่ายเงินส่วนต่างงวดแรก 15 ธันวาคม ส่วนมันสำปะหลังและข้าวโพดรัฐบาลจะทยอยดำเนินการในระยะต่อไป

ในส่วนการประกันรายได้ข้าวนั้นได้มีการกำหนดข้าวเปลือกไว้ 5 ชนิด คือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเจ้า(ข้าวกข.) ข้าวหอมปทุมธานี1 และข้าวเหนียว โดยข้าวเปลือกหอมมะลิรับประกันที่ตันละ 15,000 บาท  ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน, ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน, ข้าวเปลือกเจ้าหรือข้าวกข. 10,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว 12,000 บาทต่อตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ชาวนาที่ยังตกสำรวจขอให้รีบไปขึ้นทะเบียนตรวจสอบสิทธิที่สำนักงานเกษตรอำเภอและเปิดบัญชีกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้สิทธิรับเงินประกันรายได้งวดต่อไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562

โดยงวดแรกนั้นจ่ายให้กษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสำหรับผู้ที่เก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 16 ตุลาคม 2562 ซึ่งจ่ายชดเชยรายได้ให้แก่ข้าวเปลือก 2 ชนิด คือ ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 2,469.64 บาท และข้าวเปลือกหอมปทุมธานีตันละ 783.45 บาท ส่วนอีก 3 ชนิด คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ และข้าวเปลือกเหนียว ไม่ชดเชย เนื่องจากราคาอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าเพดานของราคาประกัน ซึ่งในงวดแรกมีชาวนาที่ได้รับส่วนต่างราคากว่า 349,000 ครัวเรือน รวมเงินทั้งสิ้น 9,400 ล้านบาท

“พี่น้องชาวนาจะได้เงิน 2 กระเป๋า คือเงินจากการขายข้าวและเงินส่วนต่างหากราคาในตลาดไม่ถึงที่ประกันรายได้ไว้ และสำหรับชาวนาที่น้ำท่วมเจอภัยพิบัติก็ได้จะรับเงินชดเชยจากรัฐบาลตามสิทธิคู่กันไปด้วย”

คำยืนยันของ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวนาในระหว่างเป็นประธานกดปุ่มคิกออฟจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวนา งวดแรก ณ หอประชุมเทศบาลตำบลหลักชัย อ.ลาดบัวหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา

สหกรณ์การเกษตรบรรพตพิสัย หมู่ 2 ต.ท่างิ้ว อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ปัจจบุันมีสมาชิกกว่า 2,000 ราย ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการประกันรายได้ และขณะนี้สมาชิกของสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการทุกราย ได้รับเงินส่วนต่างงวดแรกทั้งหมดแล้ว

“สหกรณ์เรามีสมาชิกทั้งหมด 2,000 กว่าคน ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา บางรายก็ทำนาปี  ส่วนพื้นที่ไหนอยู่ในเขตชลประทานก็ทำนาปรังด้วย นอกนั้นก็ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำไร่มันสำปะหลัง สมาชิกส่วนใหญ่เข้าร่วมโครงการประกันรายได้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้รับเงินส่วนต่างจากโครงการทั้งหมดแล้ว และส่วนใหญ่จะได้รับสิทธิ์สูงสุดตามเกณฑ์ที่กำหนด”

       นิภา ไพโรจน์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบรรพตพิสัย เผยกับ “คม ชัด ลึก” ถึงผลสำเร็จจากการเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ของสมาชิก ซึ่งในพื้นที่บรรพตพิสัยส่วนใหญ่จะปลูกข้าวหอมปทุม 1 นอกนั้นเป็นข้าวพันธุ์กข.ทั่วไป แต่การเข้าร่วมโครงการครั้งนี้คนที่ปลูกข้าวหอมปทุมกลับได้ส่วนต่างน้อยกว่าข้าวพันธุ์กข.  ซึ่งก็เป็นไปตามราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงจากคณะอนุกรรมการกลางเป็นผู้กำหนด

“ข้าวหอมปทุมที่ขายอยู่ในตลาดตอนนี้อยู่ที่ 7,000 บาทต่อตันเท่านั้นเอง ปีนี้หอมปทุมราคาตกต่ำมากสู้ข้าวขาวไม่ได้” นิภาเผย พร้อมยอมรับว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจอย่างมากกับโครงการประกัยรายได้ของรัฐบาล เพราะทำให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างของราคาขายในท้องตลาด แต่สิ่งที่เป็นห่วงกังวลในอนาคตในแง่เสถียรภาพทางการเงินของประเทศหากรัฐบาลมีโครงการแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไปด้วย

ขณะที่  ลุงเล็ก เลี้ยงจำปา ชาวนาใน ต.คลองพระอุดม อ.ลาดบัวหลวง จ.ปทุมธานี กล่าวว่า รู้สึกดีใจไม่ต่างจากชาวนาใน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ที่รัฐบาลมีโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แม้จำนวนเงินจะไม่มากนัก แต่ก็สามารถเยียวยาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ โดยเฉพาะต้นทุนการปลูกข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีจากปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว

“ที่นาผมมีอยู่ 30 ไร่เศษ ข้าวที่ปลูกทั้งหมดเป็นพันธุ์กข.57 และกข.61 ได้เงินส่วนต่างจากการเข้าร่วมโครงการมา 5 หมื่นบาท ก็ช่วยเยียวยาได้ระดับหนึ่ง ไม่งั้นแย่แน่ๆ เพราะปีนี้ราคาข้าวถูกมาก ข้าวที่ส่งโรงสีตอนนี้ราคาอยู่ที่ 7,000-8,000 บาท หลังหักค่าความชื้นเหลือประมาณ ุ6,500-7,600 บาทต่อตันเท่านั้นเอง ขณะที่ต้นทุนทำนาปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 5,000 กว่าบาทต่อไร่” ลุงเล็กเผย พร้อมยืนยันว่า

จะไม่ยอมเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นอย่างแน่นอน เนื่องจากรักในอาชีพทำนาและยึดอาชีพนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่สำคัญมีโรงสีรับซื้อแน่นอน ส่วนพืชอื่นยังไม่แน่ใจในเรื่องตลาดรองรับที่ชัดเจน

“ข้าวของผมจะส่งให้แก่โรงสีที่ จ.ปทุมธานี แล้วก็เป็นตัวแทนรับซื้อข้าวจากชาวนาส่งโรงสีด้วย ก็พูดคุยกับเจ้าของโรงสีทุกวัน ซึ่งเขาเป็นประธานชมรมโรงสี จ.ปทุมธานีด้วย แกก็บอกกับผมนะว่าตอนนี้ข้าวขาดตลาดนะ แต่ทำไมราคายังไม่ขึ้น จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลให้เข้ามาดูกลไกตลาดในส่วนนี้ด้วย” ลุงเล็กกล่าวย้ำทิ้งท้าย

ทั้งนี้ จากข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีตามรายแปลงในฤดูกาลผลิตปี 2562/2563 ณ วันที่ 22 กันยายน 2562 มีจำนวน 4.22 ล้านครัวเรือน 7.976 ล้านแปลง รวมพื้นที่ 57.6 ล้านไร่ ขณะที่แผนการผลิตข้าวปีการผลิต 2562/2563 ตั้งไว้ที่ 72.0866 ล้านไร่ ผลผลิต 34.6213 ล้านตันข้าวเปลือก แยกไว้เป็นข้าวรอบที่ 1 พื้นที่ 58.9 ล้านไร่ ผลผลิต 25.4 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวรอบที่ 2 พื้นที่ 13.8 ล้านไร่ ผลผลิต 9.14 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2562/63 รอบที่ 1 กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเป็นเกษตรกรที่ปลูกข้าวระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 31 ตุลาคม 2562 (ยกเว้นภาคใต้ระหว่างวันที่ 16 มิถุนายน – 28 กุมภาพันธ์ 2563) และต้องแจ้งวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว เพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดส่งข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำแนกตามช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวและคำนวณปริมาณผลผลิต โดยใช้พื้นที่ทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวแต่ละชนิดคูณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ เป็นปริมาณผลผลิตที่ต้องชดเชย แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนดไว้ข้างต้น ส่งให้ ธ.ก.ส. เพื่อเป็นข้อมูลในการจ่ายเงิน จากนั้น ธ.ก.ส.จะดำเนินการจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ภายใน 3 วัน นับจากวันที่ได้รับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงในแต่ละรอบจากคณะอนุกรรมการฯ

วันเกษตรภาคเหนือ โชว์ผลงานวิจัย นวัตกรรมอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395635

วันเกษตรภาคเหนือ โชว์ผลงานวิจัย นวัตกรรมอัจฉริยะ

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 19:53 น.
วันเกษตรภาคเหนือ
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

วันเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9 จัดสุดยิ่งใหญ่ ยกทัพผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่น โชว์แนวคิดนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะสำหรับคนรุ่นใหม่

คณะเกษตรศาสตร์ มช. จัดงานวันเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9 สุดยิ่งใหญ่ พร้อมยกทัพผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นร่วมโชว์แนวคิด นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะสำหรับคนรุ่นใหม่ “Smart Agricultural Innovation for Next Generation”

คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 7-11 พฤศจิกายน 2562 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะสำหรับคนรุ่นใหม่ : Smart Agricultural Innovation for Next Generation” รวมพลังสร้างสรรค์องค์ความรู้สู่ชุมชน พร้อมยกทัพผลงานวิจัยและ นวัตกรรมเด่นที่มีความเชื่อมโยงกันทั้งทางด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง คุณภาพดิน เทคโนโลยีชีวภาพทาง การเกษตรและเทคโนโลยีอาหาร เทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีด้านพลังงาน นอกจากนั้นยังยกแปลงทิวลิป และพืชพันธุ์ไม้ดอกเมืองหนาวไว้ในงานด้วย

คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินการจัดงานเกษตรภาคเหนือร่วมกับหน่วยงาน ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระและกลุ่มเกษตรกร ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา โดยมีแนวปฏิบัติที่จะจัดงานดังกล่าวขึ้นทุกๆ สองปี

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครบรอบ 55 ปี เป็นการเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ การผลิต ด้านการเกษตร การพัฒนาเกษตรที่สูง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว ธุรกิจเกษตรการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้กับนักเรียน นักศึกษา เกษตรกร นักวิชาการและประชาชนทั่วไป

คณะเกษตรศาสตร์ จึงได้กำหนดจัดงาน เกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9 ขึ้น ในวันที่ 7-11 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ โดยคณะกรรมการผู้จัดงานจะได้เนรมิตพื้นที่ในฮอลล์ กว่า 34,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็นอุทยานการเกษตรที่สร้างสรรค์

ซึ่งผู้เข้าชมงานจะได้พบกับ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมทางการเกษตร ในรูปแบบเชิงสาธิตที่ผู้เข้าชมงานจะได้รับทางความรู้และตัวอย่างที่สามารถ สัมผัสได้จริง อาทิ การใช้พลาสมาในแปลงปลูกผัก-ผลไม้, ข้าวพันธุ์ก่ำเจ้า มช. 107

การประชุมเสวนาวิชาการ ตลอดจนการประกวดพืช-สัตว์ ตลาดต้นไม้และการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร การจัดแสดงเครื่องจักรกล การเกษตร นิทรรศการการเกษตรต่างประเทศที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย การฝึกอบรม วิชาชีพระยะสั้น การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักศึกษาและศิลปินพื้นบ้าน และการประกวดโชว์รำวงย้อนยุค เป็นต้น

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ http://www.Kasetfair.agri.cmu.ac.th หรือ Facebook งานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 9

ประชุมนานาชาติเชิญกูรูด้านระบาดวิทยาสัตว์น้ำเข้าร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395633

ประชุมนานาชาติเชิญกูรูด้านระบาดวิทยาสัตว์น้ำเข้าร่วม

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 19:18 น.
ประมง,ระบาดวิทยาในสัตว์น้ำ
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

ประมงเตรียมจัดประชุมนานาชาติ AquaEpi ll-2019 เชิญนักวิชาการด้านระบาดวิทยาในสัตว์น้ำ เสนอผลงาน แลกเปลี่ยน พัฒนาศักยภาพสร้างเครือข่ายร่วมมือ

27 ตุลาคม 2562 กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญท่านเข้าร่วม ประชุมวิชาการนานาชาติ The 2nd scientific conference in Aquatic Animal Epidemiology (AquaEpi II -2019)

ทั้งนี้การประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักวิชาการทางด้านระบาดวิทยาในสัตว์น้ำและผู้สนใจจากทั่วโลกมานำเสนอผลงาน พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เป็นการพัฒนาศักยภาพและความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ  รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ

อีกทั้งจะเป็นการแสดงท่าทีและบทบาทของประเทศไทยในการให้ความสำคัญต่อการควบคุมและป้องกันโรคระบาดสัตว์ข้ามพรหมแดนด้วย การจัดการประชุมนานาชาตินี้เป็นการประชุม 2 เรื่องต่อเนื่องกัน ได้แก่ (1) The2nd scientific conference in Aquatic Animal Epidemiology (AquaEpi II -2019)

การประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 4 – 6 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงแรมอมารี อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 250 ราย และ (2) Round Table Conference for Diagnostics and Risk Assessment in Aquatic Animals” ระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงแรมอมารี อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 35 ราย

เวทีประวัติศาสตร์ ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ร่วมแก้ที่ดินทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395600

เวทีประวัติศาสตร์ ส.ส.รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ร่วมแก้ที่ดินทับซ้อน

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 16:48 น.
เวทีประวัติศาสตร์,สสรัฐบาล,ฝ่ายค้าน,ร่วมแก้ที่ดินทับซ้อน,สว
เปิดอ่าน 320 ครั้ง

เวทีประวัติศาสตร์ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ว. ลงพื้นที่สุราษฎร์ รับฟังปัญหาที่ดินทับซ้อน วอนรัฐช่วยเหลือ

สถาบันธรรมาภิบาลไทย เปิดรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จ.สุราษฏร์ธานี เรื่องปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสัมปทาน เดือดร้อนยาวนานกว่า 16 ปี โดยมี ผู้ช่วยรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภาพร่วมรับเรื่องความเดือดร้อน

วันที่ 27 ต.ค.62 ที่ศาลาประชาคม ที่ว่าการอำเภอท่าชนะ จ.สุราษฏร์ธานี สถาบันธรรมาภิบาลไทยได้จัดเวทีเสวนา เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน เรื่อง “การปฏิรูปที่ดินป่าสัมปทาน 16 ปีที่รอคอย” มีวิทยากรที่มาให้ข้อมูลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรร่วมรับฟังและรับเรื่องความเดือดร้อน อาทิ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.พรรคพลังธรรมใหม่ (พรรคร่วมรัฐบาล) ,นายอารี ไกรนรา ส.ส.พรรคเพื่อชาติ (พรรคฝ่ายค้าน) ,รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกวุฒิสภา ,นายเสถียร จันทร์เดช รองปธ.สภาเกษตรกร จ.สุราษฎร์ธานี , นายสกุล นาคบำรุง ผู้นำกลุ่มเรียกร้องที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีพี่น้องประชาชนเกษตรกรจากอ.ท่าชนะ อ.คีรีรัฐนิคม อ.พนม อ.พระแสง อ.วิภาวดี อ.ท่าฉาง อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี และตัวแทนเกษตรกร อ.ละอุ่น จ.ระนอง  จ.ชุมพร จ.กระบี่ รวมกว่า 5,500 คน

นายธงชัย สุวรรณวิหค ที่ปรึกษาสถาบันธรรมาภิบาลไทย กล่าวถึงที่มาของการจัดเวทีว่าเสวนาว่า เราเคลื่อนงานภาคประชาสังคมมากว่า 10 ปี ผ่านอาสาสมัครพัฒนาชุมชน ปัญหาสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งพบว่ายังมีปัญหาความเดือดร้อนอยู่อีกมาก สถาบันธรรมาภิบาลไทยเชื่อว่า ที่ดินทำกินเป็นปัจจัยการอยู่รอดของภาคเกษตร ปัญหาคือ ที่ดินทำกินที่ถูกต้อง แต่เป็นปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ ถือเป็นปัญหามาก ซึ่งการแก้ปัญหาในเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องมานานตั้งแต่ พวกเรายังเป็นเด็ก เราเจอปัญหามาโดยตลอด การไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน เป็นไปได้ยากมาก

วันนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญ ทำไมสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐาน ทำไมถึงออกให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่ป่าสงวน ที่ครอบครองมานานกว่า 20 ปี ป่าอนุรักษ์ ที่ประกาศตอนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ก่อนแล้ว หรือป่าที่หมดอายุการเช่าแล้ว รัฐบาลมีมติจัดสรรให้พี่น้องประชาชน แต่ปัจจุบันนี้ ทำไมยังแก้ปัญหาไม่ได้ เกิดการปะทะกันบาดเจ็บล้มตาย ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ที่ผ่านมาจึงทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น รัฐให้เงินชดเชยผลผลิตเกษตรตกต่ำ ต้องใช้เอกสารสิทธิ แค่เงินชดเชย เกษตรกรก็ไม่สามารถได้รับ  นั่นก็ถือว่าเป็นความเดือดร้อน ความเลื่อมล้ำของเกษตรกรแล้ว

แต่รัฐบาลในอดีต รัฐบาลให้เอกชนเช่าที่ดินของรัฐแต่พอหมดสัญญาเช่าแล้ว กลับไม่ดำเนินการอะไร เมื่อชาวบ้านขอใช้สิทธิบ้าง บุกเข้าพื้นที่ก็เกิดการปะทะกัน เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการตามกฎหมาย มีปัญหาคาราคาซังมานานหลายปี ผ่านหลายรัฐบาล ก็ได้แค่รับหนังสือแล้วก็เงียบไป  แต่เราเชื่อว่า การจัดเสวนาในวันนี้ จะไม่สูญเปล่า เราต้องหาคำตอบ หาแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ ก็ขอผลักดันเต็มที่

ด้านนายเสถียร จันทร์เดช รองปธ.สภาเกษตรกร จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า วันนี้มีพี่น้องที่เดือดร้อนจากปัญหาที่ดินทำ ที่ผ่านมาเราได้สะท้อนความเดือดร้อน ยื่นกับมือให้นายกรัฐมนตรี ตอนมาที่สุราษฎร์ธานี ไปแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า และในการเสวนาในวันนี้ ขอพูดเรื่อง ปัญหาที่ดินทำกินอย่างเดียว

ปัญหาความเดือดร้อน เริ่มจากการการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่ามาตั้งแต่ปี 2522-2525 ต่อมาปี 2534 รัฐบาลได้มีการประกาศกฤษฎีกากำหนดพื้นที่เขตอุทยาน พื้นที่ป่าต้นน้ำ ต่อมาก็มีกฤษฎีกาประกาศเขตปฏิรูปที่ดินการเกษตร ทั้งอำเภอท่าชนะ เมื่อประกาศเสร็จ กรมป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ก็มาสำรวจพื้นที่ ซึ่งอยู่ติดกับ บริษัท กมลา ภูเก็ต ต่อมาได้มีบริษัท ประมงวิชิต มาขอใช้พื้นที่ ต่อมากองทัพอากาศ ก็ขอใช้พื้นที่ 19,200 ไร่ แปลงที่ 4 ตั้งแต่บ้านคลองรอก ก็มีกองทัพอากาศของใช้พื้นที่อีก 33,550 ไร่ รวมทั้ง 4 แปลง อยู่กว่า 6 หมื่นกว่าไร่เศษ

ต่อมาปี 2526 ได้มีบริษัท ประมงวิชิต เริ่มเอาเครื่องจักรเข้าพื้นที่เข้ามาปรับพื้นที่ในเขตการใช้พื้นที่ของ กองทัพอากาศ แต่ชาวบ้านได้รวมตัวกันต่อต้าน จนบริษัทยอมถอยออกจากพื้นที่ มันเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับประชาชนที่ถือครองที่ดินอยู่ก่อนแล้ว จนมีปัญหาคาราคาซังอยู่ ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ในพื้นที่หรือแม้แต่กระทั่งกองทัพอากาศก็ได้หยุดเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่

ข้อเท็จจริงพี่น้องประชาชนอยู่ในเขตอุทยานซึ่งเยอะมากทั้งหมู่บ้าน ปัจจุบันมีพี่น้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ประมาณ 4,600 กว่าครัวเรือน แต่เมื่อรัฐบาลออกคำสั่ง 66/57 ออกคำสั่งแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน แต่ปัญหาที่พี่น้องต้องการนี้ ปชช.ยังงงสับสน เพราะตอนนี้ มีป่าไม้ บอกรัฐจะเอาพื้นที่มาให้เกษตรกรที่สนใจเช่า แต่พวกเราไม่เอาแบบนี้ พวกเราอยากให้ที่ดินเอาที่คืนมาให้ สปก. เพื่อจัดสรรให้เกษตรกร ก็ถือเป็นการแก้ปัญหาง่ายจบเรื่องเลย

ด้านนายสกุล นาคบำรุง ผู้นำกลุ่มเรียกร้องที่ดิน จ.สุราษฏร์ธานี ที่ผ่านมาชาวบ้านดือดร้อน ตั้งแต่ปี 2546 เมื่อมติครม.ออกมาว่า บริษัทเอกชน ที่ถือครองที่ดินที่ไม่ถูกต้อง ปัจจุบันที่ดินที่ถือของมีอยู่ 3 หน่วยงาน คือ ที่ดินกรมที่ดิน ที่ดินปฏิรูป และที่ดินราชพัสดุ ที่ผ่านมาเราเคยยื่นเรื่องขอ MOU กับ นายอำเภอ เพื่อขอให้ประชาชนได้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่หมดสัญญา โดยปัญหานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยมีแนวทางแก้ไขมาแล้ว โดยออกมติคณะรัฐมนตรี ที่แจ้งว่า ที่ดินที่บริษัทเอกชนปลูกปาล์ม เมื่อหมดอายุแล้วก็ขอให้คืนพื้นที่แล้วจะให้รัฐเอาคืนมา แล้วแบ่งพื้นที่เป็น 50/50 จัดสรรให้เกษตรกรไร้ที่ดินทำกิน และบริษัทที่เช่าเดิม ได้เก็บอาสินในพื้นที่
ที่ผ่านมา เกษตรกรคนยากจนเราลำบากมาก บริษัทเอกชน เข้าใช้พื้นที่เป็นหมื่นๆไร่ ไม่มีเอกสารการเช่า ไม่เป็นไร แต่เกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่กลับถูกจับดำเนินคดี ดังนั้น วันนี้ถือเป็นโอกาสดี ที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ยื่นเรื่องไปยังท่านเพื่อขอให้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนด้วย

ขณะที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า การเสวนานำเสนอปัญหาในวันนี้จะไม่สูญเปล่า ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ จากปัญหาหลายอย่างเช่น ป่าสัมปทานนับตามอายุ วันที่มีมติครม. ก็นับได้ 16 ปี ที่มีปัญหาอยู่ ทั้งปัญหาชาวบ้านด้วยกันเองบุกรุกกันเอง นายทุนหมดสัญญาเช่าหมดเวลา แต่ไม่ย้ายออก จึงได้ให้คนของตัวเองเข้ามาบุกรุกยึดครอง เผชิญหน้ากับชาวบ้าน ปัญหารัฐประกาศพื้นที่ทับซ้อน นี่ก็เกิดปัญหาขึ้นมา ยาวนาน ซึ่งหลังจากรับเรื่องแล้ว นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผช.รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะนำเรื่องเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งจะนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการ

ปลายทางที่ต้องการคือ 1.มีที่ดินทำกินที่ชัดเจน มีสิทธิในที่ดินทำกินที่ชัดเจน 2.ผลักดันให้มีเอกสารที่ชัดเจน โดยสรุป ในพื้นที่ป่าไม้ ออกเขตป่าสงวน ปรากฏว่าไปทับที่ดินที่ครองครองกับชาวบ้าน ต้องไปพิสูจน์สิทธิโดยยึดกับการเพาะปลูกมาก่อน แต่พื้นที่ป่าต้นน้ำ ต้องย้ายพี่น้องออกแล้วจัดสรรพื้นที่ให้ใหม่ 3.พื้นที่ป่าสัมปทานหมดอายุ อยู่ในเขตป่าธรรมดา ต้องจัดสรรให้กับชาวบ้านตามมติครม. เมื่อจัดสรรเสร็จก็ต้องออกเอกสารสิทธิให้กับชาวบ้าน ถ้าออกเอกสารสิทธิช้า ก็ขอให้จัดสรรก่อน 4.กรณีสัมปทานที่หมดอายุ หรืออยู่ในพื้นที่ สปก. ก็ต้องให้สปก. ออกกฎหมาย 5.การใช้กฎหมายที่จะแก้ไขปัญหา

ส่วนเรื่องการนำพื้นที่มาจัดสรรต้องมีหลักเกณฑ์ ให้ชัดเจน 1.การจัดสรรต้องอยู่บนพื้นที่ฐานให้กับเกษตรกรที่ยากจน กรรมการต้องมีคำจำกัดความที่ชัดเจน 2.ต้องจัดสรรให้ผู้ที่เข้ามาทำกิน เช่น ที่ป่าท่าชนะ แต่บ้านเดิมอยู่สงขลา จะมีสิทธิเข้ามาจัดสรรหรือไม่ ถ้ามติครม.มีมติว่า การจัดสรรให้เฉพาะและพื้นที่ใกล้เคียง 3.จัดสรรให้เป็นไปตามพื้นที่สปก. กี่ไร่ ก็ต้องเอาตามประกาศนั้น การพิสูจน์สิทธิของคนที่ครอบครองก่อนป่าสงวน เมื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ แต่พี่น้องที่อยู่ในป่าต้นน้ำ คณะกรรมการต้องยอมจัดสรรพื้นที่ สำหรับคนที่ออกจากป่าต้นน้ำ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว
นายอารี ไกรนรา ส.ส.พรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเรียกร้องกันอย่างสะเปสะปะ ไม่มีรูปธรรม แต่ครั้งนี้ถือว่ามีแนวทางที่ถูกต้องมากที่สุด ตนเชื่อว่าครั้งนี้ไม่น่าจะผิดหวัง การรับฟังปัญหาในวันนี้ เราจะนำปัญหานี้ไปเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรีได้พิจารณา พร้อมทั้งจะเสนอกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ

รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ส.ว. กล่าวว่า ขออย่าได้กังวลใจ พวกเราจะทำเรื่องนี้ทันที ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ก็เห็นร่วมกันว่าการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
นอกจากปัญหาที่ อ.ท่าชนะ แล้ว ยังมีตัวแทนประชาชน จาก จ.กระบี่ ซึ่งมีปัญหาความรุนแรงกว่านี้ ก็ต้องจะไปติดตามรับฟังปัญหาในพื้นที่จ.กระบี่ ต่อไป

ขณะที่ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในวันนี้ มีทั้งส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และฝ่ายค้าน ก็จะได้นำเสนอปัญหานี้ผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร ถือเป็นเรื่องดีที่จะได้ช่วยกันผลักดันแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ตนจะรวบรวมทุกปัญหา แยกเป็นประเด็น สรุปนำเรียนนายกรัฐมนตรี ให้เร็วที่สุด และจะทำสำเนารายงานทุกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและแก้ปัญหานี้ต่อไป.

ผักผลไม้เมืองหนาว โครงการหลวง อวดโฉมรอรับนักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395493

ผักผลไม้เมืองหนาว โครงการหลวง อวดโฉมรอรับนักท่องเที่ยว

วันที่ 27 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
น่าน,โครงการหลวง
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หันมาปลูกผักผลไม้เมืองหนาวรับนักท่องเที่ยว

27 ตุลาคม 2562 การทำเกษตรบนพื้นที่สูงในจังหวัดน่าน แต่เดิมเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวไม่ได้ช่วยให้รายได้ของเกษตรกรดีขึ้น

ในวันนี้ เกษตรกรจึงเริ่มปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาพืชผสมผสานและหลากหลายมากขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่ม จากการขายพืชผักผลไม้เมืองหนาว ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้เกษตรกรมีโอกาสในการพัฒนาอาชีพและรายได้ที่มั่นคงแล้ว แปลงผักและผลไม้เมืองหนาวยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน  โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลงในการดูแลเรื่องปัจจัยการผลิต การดูแลพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และเชื่อมโยงกับมูลนิธิโครงการหลวง ในการรวบรวมผลผลิตและส่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

นายเชี่ยวชาญ เลาย่า หัวหน้าศูนย์โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครการหลวงขุนสถาน และในฐานะที่ปรึกษาของสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด  อ.นาน้อย จ.น่าน  เปิดเผยว่า สหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ประมาณ 74 ครัวเรือน  ส่วนใหญ่ปลูกกระหล่ำปลี ฟักทอง อโวคโด ข้าวไร่  พริกหวาน ทั้งสีแดง   สีเหลือง และสีเขียว  มะเขือเทศ  และองุ่น

ผลผลิตที่ได้เกษตรกรจะรวบรวมเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์และบางส่วนขายให้กับพ่อค้าท้องถิ่น ซึ่งจากการใช้หลักการตลาดนำการผลิต ทำให้ผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาผลผลิต  เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืชผักทุกชนิดได้ตรงกับคุณภาพและปริมาณที่ตลาดมีความต้องการ ผลผลิตที่ขายดี คือ องุ่นและเมล่อน ซึ่งมีความหวานกำลังพอดี เฉลี่ย 13 บริกซ์ขึ้นไป

ก่อนเริ่มลงมือผลิต สหกรณ์จะร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่โครงการหลวง เพื่อรับทราบเป้าหมายผลิตสินค้าและการตลาดในแต่ละปี เป็นการวางแผนล่วงหน้าข้ามปี หรืออย่างเร็วสุดคือ  4 เดือน ซึ่งทางโครงการหลวงจะทำแผนการตลาดล่วงหน้าและจัดสรรโควต้าพืชรายตัวให้ทางสหกรณ์นำไปวางแผนการผลิตกับสมาชิกสหกรณ์ เช่น แต่ละปีจะรับซื้อพริกหวาน 2,000 กิโลกรัม เมล่อน 800 กิโลกรัม อะโวคาโด 300 กิโลกรัม

โดยราคารับซื้อจะมีการกำหนดจากโครงการหลวงทุกสัปดาห์ และจะมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาด จากนั้นทางสหกรณ์จะแจ้งราคารับซื้อผลผลิตให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ทราบว่าราคาพืชผักผลไม้แต่ละชนิดจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ เช่น เมล่อนรับซื้อที่ราคา  50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสายพันธุ์ที่นิยมคือพันธุ์กรีนเนท

ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิกสามารถปลูกพืชได้ตามความพร้อมของแต่ละคน แต่สหกรณ์จะมีโควต้ารับซื้อตามที่ได้รับจัดสรรมาจากโครงการหลวง ซึ่งในบางปีมีความต้องการมาก แต่ผลิตได้ไม่ทัน ซึ่งการทำข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับสหกรณ์ ทำให้การรับซื้อผลผลิตมีความแน่นอนทั้งในเรื่องปริมาณและราคา ฉะนั้นสมาชิกจะนำผลผลิตมาขายให้กับสหกรณ์ก่อน ที่เหลือจึงจะไปขายให้กับพ่อค้าคนกลางภายนอก โดยสหกรณ์จะกำหนดคุณภาพผลผลิตที่จะรับซื้อเป็นเกรด A เกรด B และคละเกรด

ปัจจุบันโรงเรือนตัดแต่งและบรรจุผลผลิตสหกรณ์ ได้รับงบอุดหนุนจากโครงการหลวง  2.3  ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อีกจำนวนกว่า  8 แสนบาท เพื่อจัดสร้างโรงเรือนสำหรับรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อคัดบรรจุผักและผลไม้ ก่อนจัดส่งให้กับทางโครงการหลวง

นายคมสันต์ ยั่งยืนสกุล ประธานสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานฯ กล่าวว่า ตนเองปลูกองุ่น พื้นที่ประมาณ 518 ตารางวา หรือไร่เศษ กู้เงินจากสหกรณ์ 5 หมื่นบาท มาทำแปลงปลูกขนาดยาว 30 เมตร กว้าง 17 เมตร  ซึ่งองุ่นที่ปลูกเป็นพันธุ์บิ้วตี้ ผลจะเป็นสีม่วงเข้ม และพันธุ์เฟรม ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์ไร้เมล็ดทั้งสองพันธุ์ การลงทุนปลูกองุ่นทั้งหมดใช้เงินไปประมาณ 120,000  บาท  สามารถเก็บผลผลิตรอบแรกจำหน่ายได้ ประมาณ  1  ตันเศษ ได้เงินมา 1 แสนกว่าบาท และอีกรุ่นจะเก็บเกี่ยวประมาณปลายปี

ทั้งนี้คาดว่าจะได้ผลผลิตอีกประมาณ 2 ตัน ซึ่งผลองุ่นที่สวยและได้คุณภาพ จะถูกรวบรวมส่งขายให้กับโครงการหลวงทั้งหมด และในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูหนาว จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่ขุนสถานจำนวนมาก นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดแปลงองุ่นรองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวชมและชิมผลองุ่นสด ๆ ในไร่  ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เกือบ  3 แสนบาท

นางนพลักษณ์ นันตะ อายุ  36 ปี สมาชิกสหกรณ์ เล่าว่าเธอปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า  10 ไร่มาเป็นเวลานานกว่าสิบปีแล้ว แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ภายหลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ ได้ขอกู้เงินเพื่อทำโครงการปลูกเมล่อนและพืชผสมผสานหลากหลายชนิด ทั้งผัก เมล่อน และองุ่น  ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม

โดยในปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกเมล่อน 1 ไร่ สามารถเก็บขายได้ 2 รอบใน 1 ปี  ในระยะเวลาในการปลูกแต่ละรอบประมาณ 3 เดือน เก็บผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ได้ประมาณรอบละ 5 หมื่นบาท และขณะนี้ยังได้แบ่งแปลงสำหรับปลูกองุ่นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในฤดูหนาว และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก เพราะรายได้น้อยและต้องใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วย

การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรที่สูงขุนสถานน่าจะเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรพื้นที่สูงอื่นๆ  ในอนาคตที่ได้เห็นตัวอย่างของการทำเกษตรที่ปลูกพืชหลากหลาย ใช้หลักการตลาดนำการผลิต และเรียนรู้ว่าการทำน้อยได้มากเป็นอย่างไร และอนาคตก็หวังว่า หากเกษตรกรลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดการใช้สารเคมีลง จะส่งผลทำให้พื้นที่และสภาพดินบนพื้นที่สูงมีความปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตราย สภาพแวดล้อมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์  เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญให้กับประเทศไทยได้อีกครั้ง