ยังแล้ง ธรรมนัส ลงพื้นที่กำชับเร่งแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395457

ยังแล้ง ธรรมนัส ลงพื้นที่กำชับเร่งแก้ปัญหา

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 14:51 น.
ธรรมนัส,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ฝนหลวง
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

ธรรมนัส ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการฝนหลวงพื้นที่ภาคเหนือ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปี 2563

26  ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการฝนหลวงพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ

รวมทั้งพื้นที่ประสบภัยแล้ง ณ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการรายงานภารกิจในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนกักเก็บน้ำ บรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ ตามแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2562

โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาคทั้ง 5 ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 24 ตุลาคม 2562 มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวนทั้งสิ้น 226 วัน โดยมีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฯ คิดเป็นร้อยละ 89 และขึ้นบินปฏิบัติงาน จำนวน 6,139 เที่ยวบิน (8,707 ชั่วโมงบิน)

โดยมีผลการปฏิบัติการฝนหลวง คือ 1) มีจังหวัดที่มีการรายงานฝนตกรวม 59 จังหวัด 2) พื้นที่ประสบภัยแล้งที่ได้รับการช่วยเหลือ คิดเป็นร้อยละ 78.04 และ 3) มีการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนขนาดใหญ่ จำนวน 2,923.22 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 43.21 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น จึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมทั้งหมด 2,966.43 ล้าน ลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งและปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ ทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

อีกทั้งยังได้หารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) และนำเรียนนายกรัฐมนตรีถึงแนวทางการการแก้ไขปัญหาในเรื่องบุคคลากรของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นควรให้มีการปรับโครงสร้างกำลังคน และมีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทดแทนที่เสื่อมสภาพไปแล้ว อีกทั้งจะมีการซ่อมแซมยุทโธปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้มอบหมายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปปฏิบัติการ

สำหรับภาพรวมของปัญหาภัยแล้งในปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนในแต่ละที่มีปริมาณน้อย แต่กระทรวงเกษตรฯ มีการเตรียมการรับมือสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งโครงการต่าง ๆ ที่กรมชลประทานดูแลอยู่นั้น มีการขับเคลื่อนโดยตลอด อีกทั้งในขณะนี้รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2563 ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนให้ความรู้แก่เกษตรกร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคและเกษตรกร หากปริมาณน้ำมีจำนวนจำกัด ต้องช่วยกันรักษาและใช้น้ำอย่างประหยัด หรือการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เป็นต้น

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงมีการตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 18 หน่วยปฏิบัติการกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ตาก ลพบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น สุรินทร์ ระยอง สุราษฎร์ธานี และสงขลา อีกทั้งยังมีฐานเติมสารฝนหลวง จำนวน 3 ฐาน ได้แก่ สระแก้ว บุรีรัมย์ และนครสวรรค์ มีอากาศยาน จำนวน 28 ลำ

ทั้งนี้ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 20 ล้า (Caravan จำนวน 10 ลำ Casa จำนวน 6 ลำ Super King Air จำนวน 2 ลำ และ CN-235 จำนวน 2 ลำ) อากาศยานของกองทัพอากาศ จำนวน 7 ลำ (BT-67 จำนวน 3 ลำ และ AU-23 จำนวน 4 ลำ) และอากาศยานของกองทัพบก จำนวน 1 ลำ (Casa จำนวน 1 ลำ) เพื่อเดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำด้านการเกษตรในช่วงปลายฤดูฝน

รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ จำนวน 20 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนกระเสียว เขื่อนทับเสลา เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำแชะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนมูลบน อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำบางวาด อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ อ่างเก็บน้ำป่าพะยอม และอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง

เตรียมร้องศาลปกครองชะลอยกเลิก 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395404

เตรียมร้องศาลปกครองชะลอยกเลิก 3 สาร

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 09:11 น.
พาราควอต,สารเคมี,ยกเลิก,คณะกรรมการวัตุอันตราย
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

กลุ่มเกษตรกรคัดค้านแบน 3 สารเคมี เตรียมร้องศาลปกครองจันทร์นึ้ให้ไต่สวนฉุกเฉินพิจารณาคุ้มครองชั่วคราว ชะลอยกเลิก

26 ตุลาคม 2562 กลุ่มเกษตรกรคัดค้านการยกเลิก 3 สารเคมี ขู่งัดหลักฐาน คณะกรรมการวัตถุอันตรายลงมติโดยผิดขั้นตอนกระบวนการส่งผลกระทบทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

นายสุกรรณ์ สังข์วรรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยกล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคมนี้ ผู้แทนเกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด และไม้ผลจะไปร้องต่อศาลปกครองให้ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อพิจารณาคุ้มครองชั่วคราว

เนื่องจากเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือ คลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเซตเดือดร้อนจากต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น อีกทั้งยังไม่มีมาตรการรองรับทั้งการหาสารทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน การสนับสนุนด้านเครื่องจักรกลกำจัดวัชพืช และแรงงานที่จะใช้จัดการแปลง

ทั้งนี้กลุ่มเกษตรกรจะนำเสนอหลักฐานต่อศาลปกครองว่า การลงมติยกเลิกใช้สารเคมี 3 ชนิดของคณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้นผิดขั้นตอนกระบวนการ โดยนำมติของคณะทำงาน 4 ฝ่ายซึ่งมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมมาพิจารณา ทั้งที่กระบวนการทำงานของคณะทำงานชุดดังกล่าวขัดต่อบัญชานายกรัฐมนตรีที่ให้มีการหารือกันจาก 4 ภาคส่วน

คือ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค ซึ่งให้แสดงความคิดเห็นถึงปัญหา วิธีการ และผลกระทบเพื่อสร้างความเข้าใจกันและหาวิธีได้ แต่ในการประชุมคณะทำงานดังกล่าวมีองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบคือ ขาดผู้แทนผู้นำเข้า ส่วนผู้แทนเกษตรกรนั้นเป็นเกษตรกรอินทรีย์ แต่ไม่มีเกษตรกรพืชเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องใช้สารเคมี 3 ชนิดร่วมให้ความเห็น

นอกจากนี้ยังต้องข้อสังเกตว่า การประชุมใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงแล้วคณะทำงานจึงมีมติให้ปรับสารเคมี 3 ชนิดจากวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่ 4 ต่อมาคณะกรรมการวัตถุอันตรายใช้ข้อเสนอจากคณะทำงาน 4 ฝ่ายมาลงมติตามข้อเสนอดังกล่าวจึงขัดกับบัญชานายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจน ดังนั้นศาลปกครองเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเกษตรกรซึ่งหวังว่า จะมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินให้ชะลอการยกเลิกออกไป จนกว่าจะมีการนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างรอบด้าน กำหนดมาตรการรองรับที่เหมาะสม

นายสุกรรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า จะทำหนังสือขอเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรมว่า หากไม่ให้มีการใช้สารเคมี 3 ชนิดในประเทศไทยก็ต้องห้ามนำเข้าผักผลไม้จากประเทศใช้สารเคมีดังกล่าวด้วยเช่น ผักจากจีนซึ่งยังคงใช้พาราควอตเฉพาะที่ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงรายมีการนำเข้ามูลค่า 2,500 ล้านบาท โดยไม่มีห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารตกค้าง ผลไม้จากญี่ปุ่นซึ่งใช้พาราควอตเช่นกัน ตลอดจนถั่วเหลืองและข้าวสาลีจากสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ไกลโฟเซต ไม่เช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรและเป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

นายอดิศักดิ์  ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่กรรมการในคณะกรรมการวัตถุอันตรายซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของกรมและกระทรวงต่าง ๆ ลงความเห็นในให้ยกเลิกใช้สารเคมีการเกษตร 3 ชนิดโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่ลงความเห็นเพราะถูกอำนาจที่เหนือกว่าครอบงำ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเกษตรกร แต่อาจทำให้เกิดความล่มสลายของภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากภาคเกษตรเช่น การผลิตน้ำตาล การแปรรูปมันสำปะหลัง การผลิตอาหารสัตว์ เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียหายอย่างร้ายแรง

แหล่งข่าวจากกรมวิชาการเกษตรรายงานว่า กรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาความเหมาะสมในการบริหารจัดการที่ยังคงเหลืออยู่ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งจากการสำรวจปริมาณคงเหลือของสาร 3 ชนิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 62 พบว่า พาราควอตยังมีมีในประเทศไทย 13,063.69 ตัน ไกลโฟเซต 15,110.93 ตัน และคลอร์ไพริฟอส 1,694.86 ตัน รวมทั้งสิ้น 29,869.58 ตัน โดยรัฐต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการทำลายตันละ 100,000 บาท ดังนั้นจะต้องใช้งบประมาณในการทำลายเกือบ 3,000 ล้านบาท

วช. จัดงานยิ่งใหญ่ 60 ปี “พัฒนาไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395399

วช. จัดงานยิ่งใหญ่ 60 ปี “พัฒนาไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 07:45 น.
วช
เปิดอ่าน 28 ครั้ง

วช. จัดงานยิ่งใหญ่ 60 ปี “พัฒนาไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 60 ปี ภายใต้หัวข้อ “60 ปี วช. พัฒนาไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ระหว่างวันที่ 25 – 26 ตุลาคม 2562 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ถ.พหลโยธิน พร้อมจัดแสดงผลงานวิจัยในรอบ 60 ปี ที่ผ่านมา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะครบรอบ 60 ปี วันสถาปนา วช. ในวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ดังนั้น เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลการดำเนินงานที่สำคัญของ วช. ตลอด 60 ปี ที่ผ่านมา และเพื่อสร้างความเข้าใจ
ต่อภารกิจใหม่ของ วช. ในฐานะหน่วยงานให้ทุนวิจัยหลักของประเทศภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 60 ปี ภายใต้แนวคิด “60 ปี วช. พัฒนาไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9


ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” และ “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นิทรรศการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ 60 ปี การเสวนาทางวิชาการ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
ซึ่งเป็นผลผลิตจากงานวิจัยในราคาย่อมเยา และยังมีการนำปูม้าสด ๆ ผลผลิตจากธนาคารปูม้า และอาหารทะเลต่าง ๆ มาร่วมจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรม สาธิต ถ่ายทอดความรู้จากงานวิจัย ในหัวข้อ “เทคนิคการบินโดรนแปรอักษร” และหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจ ณ ชั้น 1 อาคาร วช. 4 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
โดยวันที่ 25 ตุลาคม 2562 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมปาฐกถา เรื่อง “Enhancing the Next : พัฒนาไทย พัฒนาวิจัย เพื่ออนาคต” เวลา 08.30 น. หลังจากพิธีเปิดได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาระบบบริหารจัดการทุนและนวัตกรรมของประเทศและการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัย 3 กระทรวง ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, และ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กระทรวงสาธารณสุข และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การร่วมจัดกิจกรรมการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม โครงการ “Thailand New Gen Inventors Award” (I – New Gen Award) ระหว่าง 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ฮาตาริ อิเลคทรค จำกัด,
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
นอกจากนี้ยังมี พิธีมอบรางวัลเกียรติคุณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ครบรอบ 60 ปี ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับนักวิจัย และนักประดิษฐ์ผู้ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ และสร้างคุณูประการ เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเข้มแข็งทางวิชาการ

ตามไปดูกลุ่มทำนาตะโหมด ปลูก”ถั่วหรั่ง”แซมยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395205

 ตามไปดูกลุ่มทำนาตะโหมด ปลูก”ถั่วหรั่ง”แซมยางพารา

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 07:28 น.
ถั่วหรั่ง
เปิดอ่าน 11 ครั้ง

 ตามไปดูกลุ่มทำนาตะโหมด ปลูก”ถั่วหรั่ง”แซมยางพารา         

จากโครงการ“เปลี่ยนนาร้างเป็นนาข้าว” ภายใต้กลุ่ม “กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด” เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้วก่อนหันมาปลูกถั่วหรั่งแซมยางพาราสร้างรายได้เสริม ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่อ.ตะโหมด จ.พัทลุงสามารถพลิกฟื้นชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้มั่นคงและสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งของเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างดี จนได้รับการยกย่องให้เป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่าง และได้รับรางวัลรางวัลระดับชาติถึง 5 ครั้ง เริ่มจากปี 2526 ปี 2529 ปี 2535 ปี2548 และปี 2555 โดยเข้ารับพระราชทานโล่่ในพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

   “ท่องโลกเกษตร”ล่องใต้ตามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ“มนัญญา ไทยเศรษฐ์”และคณะผู้ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์นำโดยอธิบดี”พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ”ดูความสำเร็จในการดำเนินงานของ“กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด” ต.ตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง นับเป็นสถาบันเกษตรกรแห่งความภาคภูมิใจของชาวตะโหมด ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2517 โดยมีสมาชิกแรกตั้ง 67 คน ด้วยทุน 3,350 บาท ผ่านไป 45 ปี ปัจจุบันมีสมาชิก 1,857 คน ทุนเรือนหุ้น 47 ล้านบาท และทุนสำรอง 26 ล้านบาท

จากนั้น มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯและพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของ กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ประกาศตัวเองว่าจะไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายและมีโครงการรณรงค์ให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีทุกชนิด พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวไว้กินเอง โดยเฉพาะข้าวพันธุ์สังข์หยด ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองจีไอ(GI)ที่มีชื่อเสียงของจ.พัทลุง

นอกจากนี้รัฐมนตรีมนัญญายังสนับสนุนเกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้การปลูกพืช ด้วยตระหนักถึงปลอดภัยทั้งตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดยังสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องราคาผลผลิตการเกษตรได้เกือบ 100% ทั้งผลผลิตข้าว ผลไม้ ทุเรียน มังคุดและลองกอง โดยทางกลุ่มฯได้มีการส่งเสริมการผลิตอย่างครบวงจร เน้นเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพเป็นสำคัญ  เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเปิดจุดรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งทางกลุ่มฯมีทั้งโรงสีข้าว และโรงรมยางแผ่นรมควัน และยังได้จัดหาตลาดรองรับผลผลิตของสมาชิกในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก เพื่อบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำ

นอกจากนี้กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดยังได้มีโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชแซมในสวนยาง อาทิเช่น ถั่วลิสง ถั่วหรั่ง มะละกอ เพื่อเสริมสร้างรายได้เพิ่มจากการกรีดยาง ซึ่งการปลูกถั่วหรั่งในอำภอตะโหมด ปลูกมานานหลายสิบปีแรกเริ่มปลูกพันธุ์พื้นเมือง แต่ให้ผลผลิตน้อยต่อมาในปี 2542 เกษตรอำเภอตะโหมดได้ริเริ่มให้เกษตรกรรวมตัวกันปลูกถั่วหรั่งและจัดหาพันธุ์ถั่ว “สงขลา 1” ซึ่งพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพ มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแซมยางพารา เพราะเกษตรกรบางรายได้โค่นยางพาราที่อายุมาแล้ว เพื่อปลูกใหม่ กว่าเกษตรกรจะได้เปิดกรีดอีกครั้งต้องรอไปอีก 5-6 ปี ทำให้เกษตรกรขาดรายได้

โดยส่งเสริมให้สมาชิกได้รวมกลุ่มกันปลูกถั่วหรังแซมในสวนยางระหว่างที่ยางยังไม่ได้เปิดกรีด ส่วนเกษตรกรบางรายที่เปิดกรีดยางแล้ว ก็สามารถปลูกถั่วหรั่งแซมในแปลงยางได้เช่นกัน ซึ่งถั่วหรั่ง(Bambara groundnut)เป็นพืชตระกูลถั่วที่พบปลูกมากในภาคใต้ เมล็ดถั่วหรั่งนำมาต้มเพื่อรับประทาน หรือใช้ทำอาหารคาว และขนมหวาน และแปรรูปเป็นอาหารกระป๋อง มีรสชาติคล้ายถั่วลิสง ปัจจุบันกลายเป็นถั่วเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งในทางภาคใต้ มีพื้นที่ปลูกมากในแถบจ.พัทลุง สงขลาและปัตตานี

สำหรับการปลูกถั่วหรั่งในอำเภอตะโหมด ปัจจุบันมีพื้นที่โดยรวมประมาณ 800 ไร่ แบ่งเป็นตำบลตะโหมด 500 ไร่ ตำบลคลองใหญ่ 200 ไร่ ตำบลแม่ขรี 100 ไร่ ซึ่งสภาพดินบริเวณนี้มีความเหมาะสมในการปลูกถั่วหรั่งได้ดี โดยการปลูกถั่วหรั่ง จะปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงฤดูฝนที่กรีดยางไม่ได้ ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน และจะเริ่มเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม ซึ่งวิธีการเก็บเกี่ยวจะเก็บแบบขุดถอนทั้งต้นเมล็ดถั่วหรั่งจะฝังอยู่ในดินบริเวณรากของต้นถั่วผลผลิตโดยเฉลี่ยไร่ละ 450 – 600 กิโลกรัม เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกถั่วหรั่งเฉลี่ยไร่ละ 10,000-15,000 บาท

จากการปลูกพืชดังกล่าวทำให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี โดยใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 3 – 4 เดือน ซึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดจะเปิดจุดรวบรวมถั่วหรั่งจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งประสานงานกับพ่อค้า เข้ามารับซื้อ และต่อรองราคาเพื่อให้เกษตรกรได้จำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม  นอกจากจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้วต้นถั่วหรั่งเมื่อปลูกแซมกับพืชอื่นจะเป็นพืชที่คลุมดินและช่วยบำรุงดินให้มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ด้วย

การปลูกถั่วหรั่งแซมยางพารา นับเป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรในพื้นที่อ.ตะโหมดในช่วงที่ยางยังไม่เปิดกรีดหรือช่วงที่กรีดไม่ได้สามารถสร้างอาชีพเสริมรายได้เป็นอย่างดี

สั่งสหกรณ์เตรียมจัดเครื่องจักรช่วยเหลือสมาชิกหลังแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395396

สั่งสหกรณ์เตรียมจัดเครื่องจักรช่วยเหลือสมาชิกหลังแบน 3 สาร

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 07:25 น.
สหกรณ์,แบน3สาร
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

สั่งสหกรณ์เตรียมจัดเครื่องจักรช่วยเหลือสมาชิกหลังแบน 3 สาร

รมช.มนัญญา ให้กสส. เตรียมมาตรการหนุนสหกรณ์ 700 แห่งทั่วประเทศ จัดเครื่องมือ เครื่องจักรช่วยเหลือเกษตรกร หลังแบน 3 สาร

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำรวจสหกรณ์การเกษตรว่าต้องการให้มีการช่วยเหลืออย่างไรหลังมีการแบน3สารเคมี เพื่อจะได้นำมาเป็นชุดช่วยเหลือเกษตรกรสำหรับการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเบื้องต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ รายงานว่า เตรียมผลักดันให้สหกรณ์จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อให้บริการสมาชิกในราคาถูก ซึ่งจะทำรายละเอียดเพื่อเสนอ รมว.เกษตรฯพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี

“ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด เดี๋ยวดิฉันจะเร่งดู แล้วเสนอรมว.เกษตรฯทันที ว่าจะใช้งบจากไหน เท่าไหร่  โดยยอมรับว่าการเลิกใช้ 3 สาร เกษตรกรอาจมองว่าเป็นเรื่องยาก แต่สามารถทำได้และจะต้องเริ่มทำเพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภคและลดการป่วยของคนไทย”รมช.มนัญญากล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่าก่อนหน้าที่จะมีการลงมติแบน3สารเคมี 1 เดือน ได้ให้ทีมเจ้าหน้าที่กสส.ลงสอบถามสหกรณ์ถึงความต้องการของสมาชิกสหกรณ์ หากมีการแบน3สาร ซึ่งต้องเตรียมล่วงหน้า ไม่ว่าผลการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะออกมาอย่างไรก็ตาม จะได้มีการช่วยเกษตรกรทันที เพราะช้าไม่ได้ แม้ขณะนั้นไม่มีใครคาดว่าจะแบนสารเคมีทั้ง3ตัวได้

ทั้งนี้ในการลงพื้นที่ปลูก อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา  พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องมีการปรับรูปแบบการปลูกเรื่องระยะห่างเพื่อให้ใช้เครื่องจักรได้ และขณะนี้เกษตรกรหลายพื้นที่เริ่มมีการเตรียมปรับเปลี่ยนแล้ว

“มาตรการที่สำคัญที่เสนอให้ รมช.เกษตรฯพิจารณา คือการสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตร700 อำเภอ จัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรไปบริการเกษตรกรในราคาถูก โดยกรมสนับสนุนเงินจ่ายขาดให้สหกรณ์ในการจัดหา  ในเงื่อนไขที่กรมกำหนดคือราคาบริการต่อไร่ต้องถูก เพื่อลดการใช้แรงงานคน ทั้งนี้ในหลักการคือให้แต่ละสหกรณ์แจ้งความจำนงเข้ามา เพราะสหกรณ์จะทราบว่าสมาชิกแต่ละแห่งต้องใช้เครื่องจักรอะไรบ้าง เมื่อรมช.เห็นชอบจะเร่งทำรายละเอียดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา” นายพิเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้กรมยังได้เตรียมประชาสัมพันธ์ให้ร้านค้าสหกรณ์เตรียมนำสารเคมีออกจากร้านค้าตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

“กวักมรกต” ไม้ประดับสกุลใหม่ ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395204

“กวักมรกต” ไม้ประดับสกุลใหม่ ตอนจบ

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 06:20 น.
กวักมรกต
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

กวักมรกต พืชสกุลใหม่ที่ได้กล่าวไว้ถึงความเป็นพืชที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ได้ไม่ยากนั้น ตามความเป็นจริงงานทุกสิ่งย่อมมีแนวทางปฏิบัติอันเป็นแนวทางเฉพาะตัว มีความเหมือนหรือแตกต่างกันไปบ้างตามความเหมาะสม โดยเฉพาะข้อมูลถึงแหล่งที่มาของพืชแต่ละชนิด แม้กระทั่งถิ่นฐานกำเนิด สภาพแวดล้อม รวมถึงลักษณะทางกายภาพ และความสามารถในการปรับตัว อันเป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีในสิ่งมีชีวิติและในพืชแต่ละสกุลด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญอันได้จากการสังเกตด้วยความตั้งใจหรือพบจากด้วยเหตุบังเอิญก็ตาม จนเกิดเป็นความรู้และประสบการณ์ให้ได้มาใช้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงเวลาต่อมา

เดิมที ต้นกวักมรกต ที่มีจำหน่ายในระบบการค้าคงยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก ชนิดพันธุ์ที่มีให้เห็นโดยส่วนมากจะมีเพียงต้นใบสีเขียวที่เห็นเป็นพันธุ์ปกติทั่วไปเท่านั้น ปริมาณก็ยังมีไม่มากเท่าไร ส่วนการขยายพันธุ์ก็มักใช้วิธีแยกลำต้นที่เป็นหัวอยู่ใต้ดิน หรือใช้วิธีการตัดลำต้นที่โตเหนือวัสดุปลูกเป็นท่อนมาปักชำก็เป็นการขยายเพิ่มจำนวนได้ดี ณ ช่วงเวลานั้น

ซึ่งในส่วนการขยายพันธุ์วิธีอื่นอีกรูปแบบที่น่าทึ่ง โดยการชำใบนั้นเป็นการพบโดยบังเอิญ เมื่อครั้งที่มีการสอนนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานที่สวนเมื่อเกือบราว20ปีที่ผ่านมาถึงขั้นตอนที่มีการตัดลำต้นกวักมรกตให้เป็นท่อนเพื่อการปักชำ และด้วยความไม่พอดีที่โคนก้านของกิ่งปักชำดังกล่าวมีใบติดอยู่ ให้มีความยากที่ต้องปักและกลบในระดับหนึ่ง จึงต้องมีการตัดแต่งใบออกบางส่วนเพื่อเป็นการลดการคายน้ำและง่ายต่อการปักชำ

ส่วนใบที่ไม่ได้ใช้และต้องเก็บทิ้ง คงมีบางส่วนเหลือตกค้างในพื้นที่ ต่อมาก็มีพัฒนาการเกิดรากใหม่ที่โคนก้านจากใบที่เหลืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และกลายเป็นตุ่มคล้ายกับลำต้นตรงจุดที่เกิดรากพร้อมกับเกิดกิ่งลำต้นและใบขึ้นใหม่ในเวลาต่อมา ซึ่งจากครั้งนั้นเหมือนเป็นการพบแนวทางการขยายพันธุ์อีกรูปแบบหนึ่งโดยบังเอิญ ทำให้เป็นอีกโอกาสแก่นักศึกษาที่มาฝึกงานในชุดแรกๆพร้อมกับประสบการณ์การขยายพันธุ์ไปต่อยอดทางธุรกิจภายหลังจบการศึกษา ณ ช่วงเวลานั้นด้วยเลย

ช่วงต่อๆมา กวักมรกต จึงได้มีการผลิตเชิงปริมาณมากขึ้น ทั้งยังเกิดการกลายพันธุ์จากระบบการขยายในขั้นตอนต่างๆ จนได้พันธุ์ที่แปลกแตกต่างไปจากเดิมที่เคยมีเพียงชนิดต้นใบเขียว และพันธุ์กลายที่มีลักษณะต่างออกไปได้ดูสวยแปลกตา ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าขึ้นได้มาก กลายเป็นไม้สะสมราคาสูงไปโดยแทบจะทันทีเลยทีเดียว ทำให้กระแสการใช้และมีการนำเข้าพันธุ์แท้ที่มีลักษณะคล้ายกับต้นพันธุ์ที่มีอยู่ จะแตกต่างไปบ้างก็ตรงที่มีการแตกกอแน่นกว่ามากและดูสูงชลูดกว่า ที่มาจากพื้นที่เฉพาะเขตใกล้เคียงกันกับพื้นที่ที่ถือเป็นแหล่งกำเนิดพืชสกุลใหม่นี้

และโมซัมบิก ก็ดูเหมือนจะมีพืชที่เป็นสกุลเดียวกันแต่ดูต่างไป โดยอาจจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกันออกไปบ้างจากประเทศข้างเคียง ที่มีการค้นพบพันธุ์นี้ที่นี่เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอีกบางชนิดพันธุ์ที่กลายจนดูลักษณะเห็นเป็นต้นแคระเตี้ย ข้อใบถี่ มีลำต้นเหนือดินเป็นทรงกระชับดูต่างจากเดิมอีกรูปแบบหนึ่ง และนับเป็นชนิดพันธุ์ใหม่ที่ตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความสนใจมิใช่น้อยเลย และจากที่กล่าวมาแล้วก็ยังมีชนิดพันธุ์ใบดำที่มีกระแสไม่แพ้ชนิดพันธุ์ก่อนๆอยู่อีก ที่หากปลูกในสภาพแวดล้อมที่มีความเข้มของแสงมาก รงควัตถุที่มีสีดำกระจายอยู่ภายในต้นจะยิ่งดูชัดเจนขึ้นมากกว่าต้นที่วางประดับในสภาพรำไรไปมากราวกับเป็นคนละชนิดกันเลย

กระแสการใช้ไม้ชนิดนี้ประดับ เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังจากที่เกษตรกรเริ่มผลิตให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมีบางส่วนที่โตและมีขนาดพอเหมาะต่อการใช้เพื่อจัดตกแต่ง รวมถึงการนำไปใช้ประดับภายในอาคารที่ภาวะการณ์แตกต่างไปจากปกติพืชชนิดนี้ก็ยังสามารถปรับตัวได้ดี จนเริ่มเห็นเป็นที่แพร่หลายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีการใช้งานอีกบางรูปแบบที่มีการพัฒนาไปตามโอกาสด้วยการตัดต้นที่ดูเป็นช่อ ซึ่งดูคล้ายกับเป็นช่อใบไม้เพื่อใช้ตกแต่งอย่างไม้ตัดใบชนิดอื่นๆ โดยมีรูปแบบและลักษณะเฉพาะตัวจนดูแตกต่างออกไป และนับเป็นรูปแบบใหม่จากการใช้ช่อกวักมรกตเป็นไม้ตัดใบเพิ่มมูลค่าและโอกาสการใช้อีกทางหนึ่ง

ส่วนการปลูกเพื่อไว้ใช้ประดับตกแต่งเองก็สามารถหาพันธุ์ที่ชอบชนิดที่ใช่ไว้ใช้ปลูกสร้างความสวยงามได้โดยทันที ส่วนหากต้องการจะปลูกเพื่อทำการขยายให้เป็นส่วนต่อเชื่อมของธุรกิจการเกษตรก็คงทำได้แบบไม่ยาก และคงต้องศึกษาข้อมูลอื่นๆประกอบให้รอบด้าน ทั้งชนิดพันธุ์ที่มีความต้องการยังตลาดปลายทาง หรือสภาพแวดล้อมการปลูกเลี้ยง และวิธีการขยายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงวัสดุที่เหมาะสมต่อการปลูก ที่มีความเหมาะสมทนทาน เก็บความชื้นได้ ระบายน้ำดี และมีราคาไม่สูงจนเกินไป กระทั่งต้องเรียนรู้เรื่องตลาดที่สามารถกระจายต้นพันธุ์ดีไปสู่ผู้ใช้ทั้งในและต่างประเทศที่เกิดประโยชน์และลงตัวในที่สุด

ตามติดชีวิต”สุนัขจรจัด”นครชัยบุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395203

ตามติดชีวิต”สุนัขจรจัด”นครชัยบุรินทร์

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 05:13 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

ตามติดชีวิต”สุนัขจรจัด”นครชัยบุรินทร์

จากชีวิตสุนัขริมทางที่แสนทรหด เหนื่อยยากในการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยในโลกกว้างที่ไร้ขอบเขตทั้งการหาอาหารเพื่อประทังชีวิต ที่นอนหรือหลบเร้นจากการถูกทำร้าย วันนี้สุนัขจรจัดจำนวนนับพันตัวได้มีโอกาสอันดีในบ้านหลังใหม่ที่แสนอบอุ่นและปลอดภัย ณ ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนครชัยบุรินทร์ จ.นครราชสีมา “บ้าน” ที่เพียบพร้อมด้วยความรัก ความห่วงใย และความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ช่วยกันโอบอุ้ม เยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงมอบชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้แก่น้องหมาเหล่านี้

        สีตลา จุฑะรพ ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนครชัยบุรินทร์ หรือที่เจ้าหน้าที่ในศูนย์เรียกกันว่า พี่น้ำเกลือ เล่าถึงการดูแลของศูนย์ว่า ปัจจุบันที่นี่มีน้องหมาจรจัดพักอยู่ 1,200 ตัว ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่จะมีตารางการดูแลอย่างชัดเจน มีการประเมินอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค รวมถึงกำหนดเจ้าหน้าที่ที่ดูแลให้เหมาะสมกับจำนวนของสุนัข โดยทำกันเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และรายไตรมาส เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ศูนย์ รักและดูแลน้องหมาอย่างเข้าใจ

“สุนัขจรจัดหลายตัวจะมีแผลตามร่างกายจากการต่อสู้กับกลุ่มสุนัขเอง หรือจากการทำร้ายของผู้คนที่ไม่ต้องการให้พวกเขาอยู่ใกล้ๆ การที่ถูกทิ้งแบบไม่ไยดี ทำให้น้องหมาส่วนใหญ่มีบาดแผลในใจ บางตัวแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อปกป้องตัวเองให้ปลอดภัย ซึ่งเราสามารถใช้ความรัก ความเข้าใจ ความใส่ใจ ฝึกฝนให้สุนัขจรเป็นน้องหมาที่น่ารักได้” พี่น้ำเกลือกล่าว

กิจวัตรประจำวันของน้องหมาภายในศูนย์พักพิงฯ จะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ประมาณตีห้าครึ่งเจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดคอก เก็บมูลสัตว์ทิ้งเพื่อสุขอนามัยที่ดี จากนั้นในช่วงสายจะมีทีมสัตวแพทย์ จากโรงพยาบาลสัตว์ทิพย์พิมานมาตรวจสุขภาพ หากพบว่าน้องหมาตัวไหนมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย หรือเริ่มมีอาการบ่งบอกก็จะถูกคัดแยกออกไปรักษาทันที

ในส่วนของอาหารที่ศูนย์พักพิงแห่งนี้ พี่น้ำเกลือบอกว่า สัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากทางศูนย์ดูแลโภชนาการสำหรับสุนัขได้กำหนดอาหารหลักเป็น “อาหารเม็ด 20 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน” ให้วันละ 1 มื้อ ปริมาณ 350-500 กรัม ขึ้นกับขนาดและน้ำหนักตัวของสุนัข ตั้งแต่เวลา 14.30–15.30 น. ซึ่งหลังจากให้อาหารไม่เกิน 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จะเก็บภาชนะออก เพื่อฝึกการกินอาหารให้เป็นเวลา และยังควบคุมคุณภาพอาหาร สุขอนามัย รวมถึงป้องกันการเกิดโรคได้ด้วย ส่วนน้ำดื่ม เจ้าหน้าที่จะบรรจุในภาชนะ สะอาดวางตามจุดต่างๆ ให้เพียงพอ โดยจะคอยเปลี่ยนให้วันละ 3 รอบ คือช่วงเช้า บ่ายและค่ำ นอกจากนี้ น้องหมาที่นี่จะถูกฝึกฝนให้เข้านอนไม่เกิน 22.00 น. ตามเวลาปิดไฟคอกอีกด้วย

เมื่อกินดี อยู่ดี มีสุข แล้วทางศูนย์ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายของสุนัขที่อยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ได้มีโอกาสปลดปล่อยพลัง และผ่อนคลายความเครียด ในแต่ละวันเจ้าหน้าที่ทหาร 1 คน จะต้องพาสุนัขออกกำลังกายรอบละ 3 ตัว อย่างน้อย 20 นาที ซึ่งการวิ่งก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างความคุ้นเคยกับสายจูงให้น้องหมาที่จำเป็นมากในการฝึกระเบียบวินัย โดยทางศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนครชัยบุรินทร์ให้ความสำคัญกับการฝึกฝนระเบียบวินัยของสุนัขจรจัด ให้สามารถรับฟังคำสั่งพื้นฐานต่างๆ ได้ และคุ้นเคยกับสายจูง ซึ่งทางศูนย์พักพิงจะมีทั้งสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญคอยประเมินความพร้อมของสุนัขแต่ละตัวว่า พร้อมให้ผู้ที่สนใจรับไปเลี้ยงได้หรือไม่

พี่น้ำเกลือเล่าว่า “น้องหมาที่อยู่ที่นี่มีความสุขและอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้านมากๆ บางตัวเก่งขนาดที่ว่าแอบปีนรั้วคอก ออกมาข้างนอก แต่ไม่ได้หนีไปไหนไกล ก็แค่เดินอยู่รอบๆ ให้เพื่อนๆ อิจฉา พอถึงเวลาก็กลับเข้าคอกไป มีน้องหมาอีกคู่หนึ่งที่เป็นเพื่อนกัน กินด้วยกัน นอนคอกเดียวกัน ถ้าอีกตัวไม่อยู่ก็ไม่ยอม กินข้าว แล้วก็จะร้องหา”

ปัจจุบันศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนครชัยบุรินทร์ เปิดทำการมาได้ประมาณ 8 เดือน สุนัขที่ผ่านการตรวจสุขภาพ ได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคระบาดครบ ผ่านการฝึกระเบียบวินัยแล้วจำนวนหนึ่ง จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจแวะมาเยี่ยมเยียน และรับเลี้ยงสุนัขเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวได้

หรือร่วมบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือและพัฒนาสุนัขจรจัดได้ที่ ธนาคารทหารไทย บัญชีออมทรัพย์ชื่อ “พอว์ อิท ฟอร์เวิร์ด เพื่อศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนครชัยบุรินทร์” เลขที่ 236-2-15206-4 หรือร่วมบริจาคอุปกรณ์ของใช้ในการดูแลสุนัข ทั้งของใหม่และของใช้แล้วที่ยังมีสภาพดี ได้ที่ “ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนครชัยบุรินทร์” เลขที่ 906 หมู่ 14 ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 044-300731

เล็บ… เรื่องเล็กที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395202

 เล็บ… เรื่องเล็กที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 04:09 น.
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,เล็บ
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก   viruch_dvm@yahoo.com

สวัสดีครับ… ถ้าพูดเรื่องของเล็บสัตว์เลี้ยงหลายท่านอาจจะคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรคุยกันมาก แต่ในความจริงแล้ว เป็นเรื่องที่คุยกันได้ยาวมากครับ

ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าสุนัขของเรามีเล็บยาว เวลาเดินสุนัขจะต้องเกร็งขา และจิกเท้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้ม ขณะเดียวกันเล็บที่ยาวก็จะเป็นตัวที่ต้องรับน้ำหนักของสุนัข ซึ่งต่างจากการที่สุนัขใช้อุ้งเท้ารับน้ำหนัก ผลกระทบที่ตามมามีตั้งแต่ปัญหาที่แก้ไขแล้วจบ เช่นเล็บยาวจนจิกเข้าเนื้อ หรือเล็บแตก กับปัญหาที่ส่งผลกระทบระยะยาว เช่นส่งผลต่อรูปทรงของขา ข้อต่อสะโพก เป็นต้น แต่จะเป็นผลกระทบระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม สุนัขย่อมมีความเจ็บปวดมาก

ทีนี้เรามาดูกันนะครับว่าลักษณะเล็บของสุนัขเป็นอย่างไร

เล็บของสุนัขนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นเล็บและส่วนที่เป็นเนื้อ ส่วนที่เราต้องตัดทิ้งคือ เล็บ ครับ แต่ส่วนที่เป็นเนื้อคือส่วนที่เราต้องระมัดระวังไม่ตัดโดน เพราะสุนัขจะเจ็บมาก เนื่องจากเป็นส่วนที่มีเลือดไปเลี้ยง เราจะสังเกตเห็นได้ชัดในสุนัขที่มีเล็บสีขาวใส ส่วนที่เห็นเป็นสีชมพูอ่อน นั่นล่ะครับคือเนื้อ ถ้าสุนัขมีเล็บดำจะมองเห็นยาก ถ้าไม่มีความชำนาญอาจจะตัดถูกเนื้อได้ ควรให้คนที่มีความชำนาญเป็นคนตัดให้สุนัข

อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดเล็บให้สุนัขควรเลือกกรรไกรที่สะดวกใช้ง่ายถนัดมือ ที่สำคัญควรจะมีขนาดที่เหมาะสมกับขนาดของเล็บสุนัขด้วยเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ โดยตัดจากด้านล่างเล็บและไม่ควรตัดจนติดเนื้อเล็บเด็ดขาด แต่ควรเหลือไว้เล็กน้อย และลบคมด้วยการตะไบอย่างเบามือ และพยายามให้สุนัขไม่ต่อต้านการตัดเล็บเพราะจะเป็นปัญหาเหนื่อยใจสำหรับเจ้าของครับ

ในกรณีที่สุนัขเล็บยาวมากๆ ควรนำไปให้สัตวแพทย์ตัดให้ และการตัดเล็บสุนัขที่ยาวมากๆ เจ้าของต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ตัดทีละน้อย ทำไปเรื่อยๆ ในที่สุดเล็บของสุนัขจะกลับมาเป็นปกติได้ครับ

และอย่าลืมนิ้วติ่งนะครับ เพราะเล็บนี้เวลายาวจะม้วนจิกเข้าเนื้อทำให้สุนัขเจ็บมาก และอาจจะอักเสบเป็นหนองได้

พูดถึงเรื่องของเล็บแล้ว อยากจะฝากเรื่องขนบริเวณอุ้งเท้าด้วยนะครับ เพราะขนอุ้งเท้าที่ยาวจะทำให้รบกวนการเดินของสุนัขและส่งผลกระทบต่อสุนัขได้ไม่น้อยไปกว่าเล็บยาวเลยครับ

เราคุยกันในภาพรวมให้เห็นถึงความสำคัญในการเอาใจใส่เรื่องของเล็บสุนัขว่าสำคัญอย่างไร และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร โอกาสหน้าเราค่อยมาคุยเรื่องเล็บจากเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อกันต่อนะครับ

อย่าลืมกลับไปสำรวจเล็บของสุนัขที่เลี้ยงกันนะครับ

ขีดเส้นทำลาย 3 สารใน 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395390

ขีดเส้นทำลาย 3 สารใน 6 เดือน

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ทำลายสารเคมี,พาราควอต,กรมวิชาการเกษตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแบน 3 สาร ขีดเส้นทำลายใน 6 เดือน เผยยังเหลือเกือบสามหมื่น ตัน

26 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดแล้ว

ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการปรับเปลี่ยน จากเดิมที่เคยใช้พาราควอตและไกลโฟเซตเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืช ส่วนคลอร์ไพริฟอสนั้นใช้เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  คณะทำงานจะต้องสำรวจจำนวนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ สอบถามถึงสิ่งที่ต้องการให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือ ตลอดจนหาสารทางเลือกที่เป็นทั้งสารเคมีอื่น สารชีวภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนเรื่องแรงงานและเครื่องจักรกลการเกษตรในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช  หากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น รัฐจะกำหนดมาตรการเยียวยาในอัตราที่เหมาะสม โดยจะเสนอให้ครม.เห็นชอบ

สำหรับการกำจัดสารเคมี 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอไพริฟอสซึ่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ปรับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย และครอบครอง เมื่อกรมวิชาการเกษตรสำรวจปริมาณคงเหลือให้ชัดเจนแล้ว เมื่อประกาศการยกเลิกใช้ตามพ.ร.บ. วัตถุอันตรายมีผลบังคับใช้

กรมวิชาการเกษตรต้องอายัดทั้งหมดเพื่อทำลายต่อไป ทั้งนี้การทำลายวัตถุอันตราย 3 ชนิดซึ่งเบื้องต้นพบว่า มีปริมาณคงค้างรวม 29,869.58 ตัน จะต้องหาวิธีทำลายที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีการทำลายสารเคมีวัตถุอันตรายจำนวนมากเช่นนี้ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรคาดว่า กว่าจะทำลายได้หมดจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน

มนัญญา โต้แรง สหรัฐควรถามคนไทยต้องการอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395389

มนัญญา โต้แรง สหรัฐควรถามคนไทยต้องการอะไร

วันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา,สารเคมี,สหรัฐ,พาราควอต
เปิดอ่าน 139 ครั้ง

กระทรวงเกษตรฯเตรียมแจงสหรัฐเหตุผลแบน 3 สาร มนัญญา โต้แรงควรถามคนไทยต้องการอะไร อย่ายัดเยียดให้ใช้ เร่งช่วยเกษตรกรปรับเปลี่ยนปลอดสาร

26 ตุลาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรฯเตรียมทำหนังสือชี้แจงสถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ในเร็ว ๆ นี้ถึงเหตุผลการยกเลิก 3 สาร

ทั้งนี้ต่อกรณีที่สอท.สหรัฐฯส่งหนังสือทวงติงการยกเลิกใช้ 3 สาร โดยเฉพาะไกลโฟเซต จะส่งผลกระทบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นนโยบายในประเทศของรัฐบาลไทย ที่ต้องการยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายทางการเกษตร เพื่อประโยชน์สุขภาพของคน ไทย ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ให้ได้มากที่สุด

“ชูโมเดล “เมืองหลวงเกษตรปลอดภัยอุทัยธานี”ซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดดิฉัน เพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบและขยายผลไปทุกจังหวัดแบบเครือข่ายใยแมงมุม ในการส่งเสริมปลูกพืชอินทรีย์ ทำเกษตรปลอดภัย คนที่มาเที่ยวจังหวัดนี้จะได้กินน้ำ อาหาร อากาศ ปลอดภัย ซึ่งประชาชนทุกคนต้องการ ดิน น้ำ ลม ไฟ อาหารที่บริสุทธิ์”

สหรัฐฯควรมาถามคนไทยทุกคนว่าต้องการอะไร ไม่ใช่จะมายัดเยียดให้ใช้สารอะไรต่ออะไร ที่จริงประเทศไทยจะพยายามแบน 3 สารมาหลายปีแล้ว มีใครถาม หรือใครทราบไหมว่ากว่าที่ดิฉันจะสามารถแบน 3 สารนี้ได้ ดิฉันต้องเจอต้องต่อสู้กับอะไรมาบ้าง เพื่อคนไทย ซึ่งความต้องการของเกษตรกรเองอยากเลิกใช้สารเคมี เพราะทุกคนก็รู้พิษภัยต่อสุขภาพร่างกาย จริง ๆ ไม่อยากใช้สารเคมีมาทำลายชีวิตคนไทย ผู้บริโภค ที่เราต้องอยู่กันต่อไปบนแผ่นดินนี้

รมช.เกษตรฯกล่าวว่าในการแบน 3 สาร เป็นเรื่องกฏหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งดิฉันคงไม่ตอบโต้มากกว่านี้ ส่วนกระทบเรื่องการค้าหรือไม่ เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะดูแลแก้ไขกันต่อไป อย่าคาดการณ์ล่วงหน้า

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลไทยหรือไม่ รมช.เกษตรฯกล่าวว่า จะแทรกแซงหรือไม่นั้นขอให้เป็นท่าทีของรัฐบาลต่อรัฐบาล เพราะเราทำในฐานะหน้าที่ของเราที่ทำได้ และต้องทำ ขณะนี้เรามุ่งรักษาสุขภาพและชีวิตของคนไทย หากสารเคมี มีแต่เรื่องดี ๆ ทำไมกว่า 50 ประเทศจึงยกเลิกการใช้ รวมทั้งเกษตรกรไทย เตรียมพร้อม ลด ละ เลิก มา 3 ปีแล้ว ดังนั้นสหรัฐฯต้องไปถาม ประเทศเวียดนาม ขณะนี้ห้ามใช้สารเคมีแล้วกระทบการค้าระหว่างสองประเทศหรือไม่  ซึ่งปริมาณส่งออกสินค้าเกษตรจากเวียดนามไปสหรัฐฯมีปริมาณมากกว่าประเทศไทยมาก

จะบูรณาการทุกหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เชื่อมโยงตลาดโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยทุกอำเภอ โครงการอาหารปลอดภัยในโรงเรียน ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยในจังหวัด พัฒนาเป็นร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย หรือกรีนช็อป การสร้างและพัฒนาตลาดเพื่อให้เกิด ซูเปอร์สหกรณ์ในทุกจังหวัดขึ้น

ทั้งนี้สินค้าเกษตรปลอดภัยได้มีการส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิต จากทุกอำเภอ เชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแปลงใหญ่และเกษตรกรในพื้นที่แปลงคทช.เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและอินทรีย์ สร้างร้านค้าจำหน่ายสารชีวภันฑ์ หรือ กรีนช็อป ในท้องถิ่น โดยปลายทางสินค้าปลอดภัยเหล่านี้เชื่อมโยงกับตลาดและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายไปทั่วประเทศ

การขับเคลื่อนครั้งนี้มุ่งหวังให้คนไทยบริโภคอาหารปลอดภัย ดิฉันทุ่มเทการทำงานอย่างมากนับเป็นโอกาสดีกับก้าวแรกได้ทำเกิดขึ้นอย่างจริงจัง การแบน3สาร ทุกภาคส่วนต่างๆเห็นด้วย ประชาชนก็ลุกขึ้นมาไม่เอา 3 สารด้วย ไม่ใช่ดิฉันนึกมโนเอง ทุกหน่วยงานมีเหตุผลประจักษ์ถึงพิษภัยจากสารเคมี จริง ๆ ประเทศไทยมีการส่งออกมากมาย ดิฉันได้นำจ.อุทัยธานี เป็นจังหวัดแรก พร้อมไปสู่จังหวัดต่างๆ ถ้าดินน้ำลมไฟ ไม่สะอาด จะไปดูแลใครได้

เราทำไมไม่ทำให้ไทยเป็นครัวโลกแท้จริง ทำไมออกมาต่อต้านกัน การปกป้องคนของประเทศเรา ผิดตรงไหน ไม่ให้คนไทยใช้สิ่งมีพิษ เราผิดหรือ หันมาใช้สรรพสิ่งในประเทศ สารเคมีเหล่านี้นำเข้า ส่งออก ไม่ได้ภาษี อยู่ดีๆเอาอะไรมาให้เราใช้ เอาเงินไป แล้วเอายาส่งมาขายคนไทยให้รักษาโรค ซึ่งการถามหาสารอะไรทดแทน เพื่อไปเข้าทางร้านขายยา ที่เป็นคนบอกเกษตรกรต้องใช้อะไร

เมื่อรัฐยกเลิก 3 ตัวนี้ ร้านขายยา เชลล์ขาย ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อเกษตรกร แจกยาฟรีเพื่อให้มาลงชื่อ ส่งสำเนาบัตรประชาชนที่จะใช้สารต่อ ถามว่าหน่วยงานที่เป็นต้นทาง ไปไหน  ส่วนเกษตรกรไปฟ้องร้องศาลปกครอง ถามว่าใครล่ารายชื่อ ใครไปร้อง ใช่เกษตรกรหรือไม่ ดิฉันขอให้เกษตรกรที่มีปัญหามาหาเรา ไม่ใช่เอาเซลล์ขายยาไปขึ้นศาล จะสั่งให้กรมวิชาการเกษตร ไปตรวจสอบร้ายขายยา ที่จ.จันทรบุรี จ.ตราด ทำไมตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ เป็นร้านที่มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่

ที่ผ่านมามีที่ไหนต้องใช้เงินหลวงเป็น 100 ล้านบาท เพื่ออบรมการใช้ยาพิษ ที่จ.อุทัยธานี เกษตรกรมารับการอบรมใช้สารเคมี 400 คน ถอนตัวไป 100 กว่าคน พอเปิดอบรมใช้ชีวภาพ เกษตรอินทรีย์ มาอบรมกว่า 2 หมื่นคน นอกจากนี้สั่งให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำรวจสหกรณ์การเกษตร 800 แห่ง เพื่อมีมาตรการสนับสนุนปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรกล กำจัดวัชพืช ช่วยเหลือเกษตรกรให้เร็วที่สุด โดยจะเสนอเร่งด่วนขอใช้งบกลาง เสนอนายกรัฐมนตรี อุดหนุนสหกรณ์การเกษตร

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่าได้เตรียมเกษตรกร สหกรณ์ ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย สนับสนุนเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ กรมได้ออกมาตรการมีเงินทุนให้สหกรณ์กู้ร้อยละ 1 ปล่อยให้สมาชิก กู้ไปทำแหล่งน้ำ ปรับปรุงการผลิต ทางกรมหาตลาดที่จะส่งออกจากจังหวัด ทั้งนี้หลังจากยกเลิก 3 สาร กรมส่งทีมงานไปเตรียมพร้อมทุกจังหวัด สนับสนุนเครื่องจักรกลให้สหกรณ์ ไปบริการเกษตรกร ลดต้นทุนถูกลง ในการกำจัดศัตรูพืช ดูแล  อ้อย ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ดูแลปรับดิน เสนอรมช.เกษตรฯเห็นชอบนำเสนอครม.โดยเร็ว