หนุนชาวนาพิจิตรปลูกข้าว กข79 ทำ MOU ส่งจีนล็อตแรก 1 หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395316

หนุนชาวนาพิจิตรปลูกข้าว กข79 ทำ MOU ส่งจีนล็อตแรก 1 หมื่นตัน

วันที่ 25 ตุลาคม 2562 – 14:40 น.
ธรรมนัส,ชาวนาพิจิตร,หนี้นอกระบบ,ปลูกข้าว กข79
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

ธรรมนัสจับมือ ธกส.เร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ หนุนชาวนาพิจิตรปลูกข้าว กข79 ทำ MOU ส่งจีนล็อตแรก 1หมื่นตัน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมตามโครงการยกระดับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ  ซึ่งจัดขึ้นโดย ธกส.พิจิตร โดยมี  นายสิริรัฐ  ชุมอุปการ  ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร, นายราชันย์  นครจินดา  ผู้อำนายการสำนักงาน ธกส.จังหวัดพิจิตร , นายพรชัย  อินทร์สุข สส.พิจิตร เขต 1 , นายภูดิท  อินสุวรรณ์  สส.พิจิตร เขต 2 , นายสุรชาติ  ศรีบุศกร “สส.ไก่” สส.พิจิตร เขต 3 ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่หอประชุมห้างแฮปปี้พลาซ่า อ.เมืองพิจิตร โดยมีเกษตรกรพร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการเกือบ 1 พันคน มาร่วมในครั้งนี้

ภายในงานเป็นการแถลงผลงานของ ธกส.พิจิตร ที่ได้สนับสนุนสินเชื่อเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับเกษตรกรไปแล้วจำนวน 4,761 ราย เป็นเงิน 386 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ยังมีการทำ MOU ข้อตกลง ในการซื้อขายข้าวขาว ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์กข 79 ที่มีกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ 15 ชุมชน รวมตัวกันปลูกบนพื้นที่ 1 หมื่นไร่ โดยมี นายศิริพงษ์ วรอภิญญาภรณ์ หรือ “เสี่ยโอ๊ค”กรรมการผู้จัดการบริษัท ทีบีเอสไรซ์มิลล์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงสีขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตสูง ตั้งอยู่ที่หมู่ 18 ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม  จังหวัดพิจิตร ริมทางหลวงหมายเลข 117  และ Mr.Yang Jaisheng ซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้ซื้อข้าวจากบริษัท Shengzhen   Zhongcheng   Food  Import  And Export  จากประเทศจีน มาร่วมลงนามทำสัญญารับซื้อข้าวสารที่แปรรูปมาจากข้าวพันธุ์ กข 79 ในล็อตแรกจำนวน 1 หมื่นตันที่เป็นข้าวสาร ซึ่ง บริษัท ทีบีเอสไรซ์มิลล์ จะรับซื้อข้าวเปลือก กข 79 จากชาวนา ในราคาตันละ 7,500 บาท ที่เป็นข้าวเปลือกประมาณ 2 หมื่นตัน   ซึ่งเป็นราคารับซื้อที่สูงกว่าข้าวขาวทั่วไปตันละ 1,200 บาท ( ราคาข้าวขาวทั่วไปปัจจุบันตันละ 6,300 บาท ) โดยการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาพิจิตร จะเปิดรับซื้อในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2563 ซึ่งถือเป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรทางตรงอีกด้วย

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรมีนโยบายจับมือกับกระทรวงพลังงานที่จะให้ตั้งโรงงานไฟฟ้าชุมชน มีกำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรลดพื้นที่การทำนา แล้วให้หันมาปลูกหญ้าเนเปียเพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้ได้ใช้ในชุมชนที่จะได้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตรและด้านพลังงานอีกด้วย ซึ่งขณะพบปะกับประชาชน ได้มี นายประเสริฐ  ศรีปัญญา ประธานสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ได้เป็นตัวแทนชาวนาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำน่านของ อ.เมืองพิจิตร  อ.ตะพานหิน  อ.บางมูลนาก  ได้เข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือ ว่า จะขอสูบน้ำจากแม่น้ำน่านที่มีสถานีสูบน้ำจำนวน 40 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 1 แสนไร่

เพื่อจะขอน้ำในการทำนาฤดูกาลปลูกข้าว 62/63 รอบที่ 1 ซึ่ง ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับปากว่าจะหาแนวทางช่วยเหลือ นอกจากนี้ก็มีเกษตรกรชาวนาจากลุ่มน้ำยมก็มาขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาฝายยางสามง่าม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านจระเข้ผอม ต.รังนก อ.สามง่าม ที่ใช้กั้นขวางกักเก็บน้ำในแม่น้ำยม แต่ทุกวันนี้ชำรุดเสียหายไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ทำให้ชาวนาลุ่มน้ำยมได้รับผลกระทบ ซึ่ง ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ก็ได้รับปากว่าจะเร่งช่วยเหลือ ทั้งนี้โดยยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาให้กับราษฎรในทุกเรื่องและจะไม่ทิ้งให้ใครต้องเดือดร้อนอยู่ข้างหลังอย่างเด็ดขาด

สิทธิพจน์ เกบุ้ย จ.พิจิตร

2ปีสทนช.กับเป้าหมายบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395201

 2ปีสทนช.กับเป้าหมายบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

วันที่ 25 ตุลาคม 2562 – 03:54 น.
สทนช
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

 2ปีสทนช.กับการเติบโตที่ท้าทาย สู่เป้าหมายบริหารจัดการน้ำยั่งยืน

เดินทางมาครบ 2 ปีแล้วในวันนี้(25 ต.ค.)สำหรับหน่วยงานนโยบายบริหารจัดการน้ำของประเทศ”สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือสทนช.”ที่จัดตั้งขึ้น ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 46/2560 ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อต้องการให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน โดยจะทำหน้าที่ในการบูรณาการงาน ข้อมูล แผนงาน โครงการ งบประมาณ ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการควบคุมการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน

     ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช.

“ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สทนช.ได้ดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาและวางรากฐานงานด้าน “ น้ำ ” ของประเทศอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนในทุกมิติ โดยได้มีการน้อมนำศาสตร์พระราชา ตลอดจนแนวทางตามพระราชดำริที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการการดำเนินงานของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับและทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกันเพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริงและขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ”

     ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช.เผยถึงผลการดำเนินงานตามภารกิจของสทนช.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ตามมติคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 โดยได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ประกอบด้วย

แผนแม่บทด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค เพื่อให้ทุกหมู่บ้านและชุนชนเมืองมีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคครบทุกหมู่บ้านภายในปี 2573 โดยขณะนี้ได้จัดทำประปาหมู่บ้านแล้วเสร็จ 7,320 หมู่บ้าน ที่เหลืออีก 170 หมู่บ้าน จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2562 เพิ่มเพิ่มประสิทธิภาพระบบประปาหมู่บ้าน 1,837 หมู่บ้าน จากเป้าหมาย 14,534 หมู่บ้าน ส่วนการขยายเขตประปาเมืองดำเนินการไปแล้ว 453 แห่ง จากเป้าหมาย 10,070 แห่ง

แผนแม่บทด้านที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ในปี 2562 ได้มีการก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ ในเขตชลประทานเพิ่มขึ้น 166 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ทำให้มีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 150,793 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรน้ำฝนเพิ่มขึ้น 233 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 22,920 ไร่

แผนแม่บทด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ในปี 2562 ได้มีการปรับปรุงลำน้ำธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 8 แห่ง เขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำภายในประเทศ 12 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง แผนแม่บทด้านที่ 4 การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 100 แห่ง คงเหลือ 641 แห่ง

แผนแม่บทด้านที่ 5การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน ในปัจจุบันได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าต้นทุนที่เสื่อมโทรมคิดเป็นพื้นที่ 60,000 ไร่ จากเป้าหมาย 3.52 ล้านไร่และแผนแม่บทด้านที่ 6 การบริหารจัดการ ในปัจจุบันได้ออกกฎหมายที่สำคัญมาแล้วหลายฉบับ สำหรับใช้กำหนดขอบเขตการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พ.ศ.2561 พร้อมทั้งได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และการจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ 22 ลุ่มน้ำ(ใหม่) สำเร็จ

เลขาธิการสทนช.เผยต่อว่านอกจากนี้ สทนช.ยังได้ผลักดันพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ. ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศ โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ในการบูรณาการเกี่ยวกับการจัดสรร การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และสิทธิในน้ำเพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างมีความเป็นเอกภาพ ประสานสอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน

ในขณะที่งานด้านนวัตกรรมและองค์ความรู้ 2 ปีที่ผ่านมา สทนช. ได้ขยายความร่วมมือด้านการต่างประเทศ พร้อมจัดทำฐานข้อมูลแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในระดับชุมชนเพื่อแสวงหาบริบทการพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานของไทยให้กับต่างประเทศ และเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงนามบันทึกความร่วมมือในเวทีนานาชาติ

“การทำงานของ สทนช. ได้ตั้งปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อนำพาประเทศไปสู่การมีภูมิคุ้มกันและความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด” ดร.สมเกียรติกล่าวย้ำในหลักการทำงานที่สทนช.ยึดมั่นตลอด 2 ปีที่ผ่านมาและตลอดไป

  สทนช.เดินหน้าร่วมมือกับต่างชาติด้านน้ำ 

สทนช.เดินหน้าขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือ (Hub) ของแม่น้ำโขง

     ดร.สมเกียรติิ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีในการก่อตั้ง สทนช. ที่ผ่านมา สทนช.ได้ขยายความร่วมมือด้านการต่างประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานของไทยให้กับต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา สทนช.ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงนามบันทึกความร่วมมือในเวทีนานาชาติ อาทิ การลงนามบันทึกความเข้าใจกับประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 2561 ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องน้ำและมีการติดต่อสัมพันธ์กับไทยมาโดยตลอด

นอกจากนี้รัฐบาลฮังการีได้ร่วมหารือกับ สทนช. ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางน้ำของภูมิภาค โดยได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำดานูบร่วมกับ 10 ชาติสมาชิกของฮังการี ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับความร่วมมือในการบริหารลุ่มน้ำโขงระหว่างไทยกับ 5 ชาติสมาชิก ตลอดจนได้นำความรู้การบริหารจัดการน้ำเสียที่นำบางส่วนมาบำบัดแล้วใช้ต่อ และสามารถนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ มาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการน้ำเสียของไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนภูมิภาคเอเชีย สทนช. ยังมีบทบาทสำคัญในเวทีสภาน้ำเอเชีย (Asia Water Council) ซึ่งเป็นองค์กรระดับภูมิภาคของสภาน้ำโลก (World Water Council) มีสมาชิก 130 องค์กรทั่วโลกโดย AWC เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมด้านน้ำ โดยมี เลขาธิการ สทนช. เป็นกรรมการ AWC ระหว่างปี 2559 – 2561 และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ AWC

นอกจากนี้ สทนช. เข้าไปมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย 6 ชาติสมาชิก ไดแก่ จีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย โดยมีรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สทนช. เป็นประธาน เลขาธิการ สทนช. เป็นรองประธาน และให้ สทนช. ทำหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย

4 พืชทางเลือกทดแทนปลูกยางพื้นที่ไม่เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395192

4 พืชทางเลือกทดแทนปลูกยางพื้นที่ไม่เหมาะสม

วันที่ 25 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ยางพารา,ปลูกพืชทดแทน,มะพร้าว,หมาก,สละ
เปิดอ่าน 162 ครั้ง

สศก.แนะ 4 พืชทางเลือก ภาคใต้ตอนบน ทดแทนปลูกยางในพื้นที่ไม่เหมาะสม รายได้ดี ตลาดต้องการ

25 ตุลาคม 2562 นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต)

ตามการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning  by Agri – Map) พบว่า มีพื้นที่ปลูกยางพาราในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) มีจำนวน 7.14 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกยางพารา 5.95 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 2,850 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกยางพารา มีจำนวน 1.19 ล้านไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,683 บาท/ไร่

หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกยางพาราเขตพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่ สละ ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และหมาก

โดย สละ เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 22,214 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 30 ปี) ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,901 กก./ไร่ เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 91,720 บาท/ไร่/ปี ส่วนใหญ่มีพ่อค้ารายย่อยมารับซื้อที่สวน และสามารถจัดการให้เก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน

ทุเรียน เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 21,719 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,080 กก./ไร่  เกษตรกรขายได้ราคา 60-70 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 48,446 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 70 นิยมขายผลผลิตแบบเหมาสวนให้พ่อค้ารวบรวมส่งออก ซึ่งมีแหล่งรวบรวมหลักของภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร

มะพร้าวน้ำหอม เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 5,522 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,410 กก./ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี รอบตัดเก็บผลผลิตประมาณ 20-30 วัน/ครั้ง เกษตรกรขายได้ราคา 20-25 บาท/ผล ผลตอบแทนสุทธิ 28,686 บาท/ไร่/ปี แหล่งจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่บริเวณเส้นทางท่องเที่ยวและมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายต่อในชุมชนเมืองและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในรูปผลสดและแปรรูปทำวุ้นมะพร้าวอ่อน

หมาก เกษตรกรมีต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตเฉลี่ย 7,639 บาท/ไร่ เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 4 – 5     ได้ผลผลิตเฉลี่ย 458 กก./ไร่ เกษตรกรขายหมากแห้งได้ราคา 40 – 45 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ 27,013 บาท/ไร่/ปี ซึ่งตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี และมีจุดรับซื้อในท้องถิ่นตามฤดูกาล

นายบรรจบ ซุ้นสุวรรณ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) กล่าวเสริมว่า สำหรับข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทนพืชทางเลือกข้างต้น เป็นข้อมูลที่ สศท.8 ได้ดำเนินการศึกษา ในปีเพาะปลูก 2560/61

นอกจากนี้ สศท.8 ยังลงพื้นที่ศึกษาเกษตรกรตัวอย่างที่มีการปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ปลูกยางไปปลูกพืชอื่นทดแทนหรือทำกิจกรรมเสริมรายได้ในสวนยางพารา พบว่า ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น การปลูกไผ่กิมซุง พริกไทย ผักเหมียง เห็ดนางฟ้า และการเลี้ยงแพะพื้นเมือง ซึ่งสินค้าดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่อเนื่อง อีกทั้งเกษตรกรยังสามารถแปรรูปผลผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าได้อีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน สามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 โทร. 077 311 373 หรืออีเมล zone8@oae.go.th

รีบสมัครร่วม 5 โครงการสุดติ่งฟื้นฟูน้ำท่วม ฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395191

รีบสมัครร่วม 5 โครงการสุดติ่งฟื้นฟูน้ำท่วม ฝนทิ้งช่วง

วันที่ 25 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ช่วยเหลือ,เกษตรกร,น้ำท่วม,โพดุล
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

บูรณาการหน่วยงานเร่งปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา ผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมชง 5 โครงการทางเลือกบรรเทาความเดือดร้อน สร้างรายได้ รับสมัคร 25 ต.ค. – 10 พ.ย. 

25 ตุลาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัยของพายุโพดุลและคาจิกิที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อนนั้น

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 จำนวน 5 โครงการ ภายในกรอบวงเงินกว่า 3,120 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว)

2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน 4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน และ 5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยเริ่มเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2562 ระยะเวลาดำเนินโครงการตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2563

หลักการให้ความช่วยเหลือต้องเป็นเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง/ฝนแล้ง หรืออุทกภัย ปี 2562 ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานในพื้นที่ร่วมกัน ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว์ ในแต่ละโครงการจะมีเจ้าภาพรับผิดชอบหลัก

โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถเลือกและสมัครเข้าร่วมโครงการได้เพียง 1 โครงการ จากทั้งหมด 5 โครงการ ข้อกำหนดเบื้องต้น คือ พื้นที่ต้องมีเอกสารสิทธิ์ สำหรับเกษตรกรที่สนใจปลูกพืชใช้น้ำน้อยพื้นที่ต้องมีความเหมาะสม มีแหล่งน้ำเพียงพอในการเพาะปลูก หากสนใจเลี้ยงปลาควรจะมีบ่อดิน หรือเลี้ยงสัตว์ปีกอาจจะต้องมีโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกด้วย

โดยแต่ละโครงการจะมีเป้าหมายและหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเขียว) หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยให้สามารถกลับมาเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ในฤดูแล้ง

โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ รายละไม่เกิน 20 ไร่ เป้าหมายเกษตรกร 150,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1.4 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 245 บาท ถั่วเขียว 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ 1 ครัวเรือน ต่อ 1 สิทธิ์ และเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร

2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64 หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมการข้าว เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 827,000 ครัวเรือน เมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ดัน พื้นที่ 6.32 ล้านไร่ โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรไร่ละ 10 กิโลกรัม ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ชนิดพันธุ์ข้าว 5 ชนิด ประกอบด้วย 1. ข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ กข15, ขาวดอกมะลิ 105)

2. ข้าวหอมปทุม (พันธุ์ปทุมธานี1) 3. ข้าวเจ้าไม่ไวแสง (พันธุ์ กข29, กข31, กข41, กข49, กข57, ชัยนาท 1, พิษณุโลก 2) 4. ข้าวเหนียวไม่ไวแสง (พันธุ์สันป่าตอง 1) 5. ข้าวเหนียวไวแสง (พันธุ์ กข6) ทั้งนี้ จะจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวกลุ่มไม่ไวแสงช่วงเดือนกลางเดือน พ.ย.-กลางเดือน ธ.ค.2562 สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกลุ่มข้าวไวแสงจะจัดส่งช่วงเดือน มี.ค.- เม.ย.2563

3. โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง : การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมประมง เป้าหมายเกษตรกรจำนวน 50,000 ราย โดยสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร (ได้รับพันธุ์ปลานิลแปลงเพศ จำนวน 800 ตัว/ราย พร้อมอาหารสัตว์น้ำนำร่องจำนวน 120 กิโลกรัม/ราย ซึ่งการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน เป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือลดรายจ่ายในครัวเรือน โดยพันธุ์ปลานิลแปลงเพศที่สนับสนุนจะมีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น

4. โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน หน่วยงานรับผิดชอบ คือ กรมประมง มีเป้าหมายแหล่งน้ำในชุมชนจำนวน 1,436 แห่ง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ (กุ้งก้ามกราม) ในแหล่งน้ำชุมชนขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแบบปิดโดยสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามขนาดตั้งแต่ 5-7 เซนติเมตรขึ้นไป จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ทั้งนี้ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและเป็นอาชีพเสริมที่ให้ผลตอบแทนสูง

5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีก เพื่อฟื้นฟูเกษตรกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย หน่วยงานรับผิดชอบ คือกรมปศุสัตว์ เป้าหมายเกษตรกร 48,000 ครัวเรือน ในพื้นที่ 17 จังหวัด โดยสนับสนุนเป็นเงินโอนเข้าบัญชี ธ.ก.ส.ของเกษตรกรเพื่อซื้อพันธุ์ไก่ไข่ เป็ดไข่ ครัวเรือนละ 10 ตัว ไก่พื้นเมืองคละเพศ อายุ 1 เดือนครัวเรือนละ 30 ตัว พร้อมค่าอาหารและค่าวัสดุในการเลี้ยง

สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบและเสียหายสิ้นเชิงจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

ธรรมนัส สั่งด่วนปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395186

ธรรมนัส สั่งด่วนปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 – 20:55 น.
ธรรมนัส,สปก,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,โคราช
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

ธรรมนัส สั่งด่วนปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ  รุกส.ป.ก.วังน้ำเขียว เขาใหญ่ เมืองกาญจน์ ภูเก็ต ลั่นยึดคืนหลวงก่อน ไม่รื้อทุบจ่อปรับรูปแบบ

24 ตุลาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.)ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.ทันทีที่มีนายทุนบุกรุกถือครองใช้ผิดวัตถุประสงค์ ของพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน

ทั้งนี้เช่น พื้นที่วังน้ำเขียว เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา จ.กาญจนบุรี จ.ภูเก็ต เป็นต้นโดยยึดคืนหลวงก่อนทุกพื้นที่ ในกิจการผิดระเบียบการใช้ที่ดินต้องดำเนินตามกฎหมายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปต้องเข้าสู่การฟ้องร้องอาญาและแพ่ง และให้ออกจากพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้ตนได้สั่งการให้ส.ป.ก.ทุกจังหวัดตรวจสอบสภาพปัญหาในทุกพื้นที่ไว้แล้ว ตนมาเป็นรมช.เกษตรฯ 3 เดือน ดูแลส.ป.ก.เห็นปัญหารื้อรังมีมากมายที่ต้องเร่งแก้ไขให้การใช้ที่ดินเกิดประโยชน์กับเกษตรกรและผู้ยากไร้ ให้มากที่สุดเพราะคนยากจนยังรอที่ดินทำกินอีกจำนวนมาก

“พี่จะต้องติดตามผลตลอด ให้ส.ป.ก.รายงานความคืบหน้ามาโดยตรงเพราะในการดำเนินการยึดคืนมีกรอบกฎหมาย ระบุเวลาชัดเจนในการเรียกคืนที่ดิน จะต้องยึดคืนจบภายในกี่วัน ส่งอัยการ ฟ้องอาญาและแพ่ง เรียกค่าเสียโอกาสในการใช้ที่ดินส.ป.ก. ราคาประเมินต่อไร่  6 – 9 หมื่นบาท” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวในส่วนสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ท ร้านอาหาร จะไม่รื้อถอนโดยปรับเปลี่ยนจัดทำรูปแบบรัฐวิสาหกิจชุมชน  ทั้งนี้ทุกแห่งที่ผิดกฎหมายการใช้ที่ดิน ต้องยึดมาก่อน ได้สั่งส.ป.ก.ทุกพื้นที่ให้รีบทำเรื่องนี้ ประกาศยึดก่อนและเข้าสู่ขั้นตอนการจัดสรรสิทธิ ให้กับเกษตรกรรายใหม่ จัดแปลงทำกินในรูปของสหกรณ์ ทำแปลงรวม ตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำหรับปัญหาพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จะเดินหน้าใช้แผนที่มาตราเดียว หรือ วันแม๊พ และดำเนินการตามคำสั่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่วินิจฉัยให้กรมอุทยานคืนพื้นที่ให้ส.ป.ก.

แหล่งข่าวจากส.ป.ก.เปิดเผยว่าร.อ.ธรรมนัส มีคำสั่งให้ยึดคืนรีสอร์ท สถานประกอบการอื่น บ้านพักตากอากาศ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และกิจการที่ประกอบการเป็นบริษัท เช่น สวนภูพฤกษา สวนฟลอร่า ปารค์ ไร่โรสการ์เดนท์ ไร่ฟ้าประทาน บุกรุกพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว รวมทั้งหมด 124 แห่ง

โดยมีแผนปฏิบัติการเข้าตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.62 และส่งอัยการฟ้องศาลขับไล่ยึดคืน ในเดือนม.ค.-ก.ย.63 ในระหว่างนี้ได้ส่งสำนักแผนที่ จากส.ป.ก.ส่วนกลาง ร่วมกับจังหวัด ตรวจสอบสถานกิจการทั้งหลาย อยู่ในพื้นที่ส.ป.ก.ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ในการเข้ารังวัดพื้นที่ ที่มีการเข้ามาครอบครองผิดวัตถุประสงค์ จำนวนกี่ไร่ กี่ราย จึงรวบรวมหลักฐานฟ้อง ส่งอัยการเพื่อเข้าสู่ศาล ซึ่งจะต้องรังวัดที่ให้ชัดเจนเพื่อกำหนดค่าเสียหาย ฟ้องแพ่งเรียกเสียค่าหายที่บุกรุก อัตราปัจจุบันคิดค่าเสียโอกาส ในการนำที่ดินมาปฏิรูปที่ดิน ต่อไร่ๆละเฉลี่ยจากราคาประเมินที่ดิน 6 – 9 หมื่นบาท ทุกพื้นที่ส.ป.ก.จะลงเดินแนวเขตวงรอบทั้งหมด ว่าครอบครองเท่าไหร่ กี่ไร่ แต่ละรายมีอาณาเขตเท่าไหร่ เพื่อปักหมุดทำรูปแผนที่แนบท้ายคำฟ้อง

แหล่งข่าวส.ป.ก. กล่าวว่าก่อนหน้านี้บริษัทฟลอร่า ปาร์ค ไร่ฟ้าประทาน ไร่โรสการ์เดนท์ เป็นเจ้าของรายเดียวกันได้ส่งหนังสือขอครอบครองที่ดิน 50 ไร่ต่อไป จากพื้นที่ทั้ง3แปลง รวมเนื้อที่เกือบ 500 ไร่ ซึ่งทางกรมมีหนังสือชี้แจงไปแล้ว ไม่อนุญาตในการขอมา 50ไร่ เพราะไม่อยู่ภายใต้ระเบียบกฎหมายส.ป.ก.และภายใต้กิจการดังกล่าว

ในส่วนพื้นที่ทับซ้อนส.ป.ก.วังน้ำเขียว กับอุทยานแห่งชาติทับลาน รมช.เกษตรฯได้ตั้งคณะทำงานร่วมกันทั้งสองกรมเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ให้กันพื้นที่คืนส.ป.ก.ภายใน120วันนับจากวันที่9ส.ค.ที่ผู้ตรวจการแผ่นเดิน มีคำวินิจฉัยออกมา และหากกรมอุทยานฯมอบให้ส.ป.ก.จะเข้าดำเนินการยึดรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ได้ทันที ที่ตำบลไทยสามัคคี กว่า 140 แห่ง

โดยบางแห่ง อุทยานได้ฟ้องขับไล่ส่งอัยการแล้ว รวมทั้งเป็นเขตปฏิรูปที่ดินไว้ทั้งอำเภอวังน้ำเขียว ตั้งแต่ปี 2521 โดยจะได้คืนพื้นที่จากอุทยานทับลานกว่า9,000 ไร่ ซึ่งในพื้นที่นี้ มี รีสอร์ท 88 การมองเต้ และมีรีสอร์ทของส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งแต่งงานกับอดีตนางงาม อยู่ด้วยติดกับรีสอร์ท 88 การ์มองเต้

สำหรับรีสอร์ท 124 แห่ง บุกรุกพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว โดยมี 24 แห่งที่ส่งดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2553 มาแล้ว ซึ่ง รมช.เกษตรฯสั่งการให้ดำเนินการเร่งรัดตามที่กฎหมายส.ป.ก.อย่างเข้มงวด ได้ระบุระยะเวลายึดคืนไว้ชัดเจน เช่น โกลเดนส์เมาเทนส์รีสอร์ท 8 แปลงจาก 10 แปลง (ของส.ส.พรรคประชารัฐ) เพชรภูหมอก(บ้านไทรทอง) เพชรภูหมอก (ศาลเจ้าพ่อ) ภูเคียงลมรีสอร์ท ภูผาหมอกรีสอร์ท 4 แปลง ภูวังทองรีสอร์ท มะฮอกกานีฮิลล์รีสอร์ท ไร่ภูศิริ8แปลง ลลิตาไปรเวทรีสอร์ท ครัวริมเขื่อน 2 แปลง ภูน้ำอิงฟ้า 2แปลง

มนัญญา ลุยดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มหลังแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395184

มนัญญา ลุยดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มหลังแบน 3 สาร

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 – 20:25 น.
มนัญญา,แบนสารเคมี,พาราควอต
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

มนัญญา ลุย ดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มหลังแบน 3 สาร ปูพรมช่วยแบบใยแมงมุม นำร่องพรุ่งนี้ อุทัยธานี เตือนบริษัทนำเข้ามีเหลือให้ทำลาย

24 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าในวันที่ 25 ตุลาคม จะจัดประชุมทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯที่ศาลากลาง จังหวัดอุทัยธานี

ทั้งนี้เพื่อรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนภายหลังการแบน 3 สารเคมี  คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต มีผลทันทีวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ที่ห้ามจำหน่าย ผลิต ครอบครอง นำเข้า ส่งออก โดยยกระดับเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4  ทุกหน่วยงานต้องดูแลช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งนำร่องที่จ.อุทัยธานีและจากนี้ตนจะลงไปรับฟังปัญหาทุกจังหวัด ทุกหน่วยงานต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ร่วมกันนำทางออก ทางเลือกทำไว้ทุกอย่างไปให้ถึงตัวเกษตรกรและมีมาตรการช่วยเหลือไว้พร้อมหมด โดยเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปหาเกษตรกร ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน และไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ในส่วนสารทางเลือก กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอ 16 ชนิดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มาอย่างต่อเนื่องและกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับรองไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2554 ไม่ใช่สารเคมีตัวใหม่แต่อย่างใด และขอยืนยันว่าอย่าใช้คำว่า สารทดแทน เพราะไม่มี

“ขอให้เข้าใจตรงกันว่าไม่มีการนำเข้าสารตัวใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนสาร 3 ตัวนี้ ที่ผ่านมาก็มีสารทางเลือกให้เกษตรกร ที่ใช้กันทั่วไปมีขายในท้องตลาดมีเป็นร้อยชนิด สารทางเลือก 16 ชนิดนี้กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้นำเข้ามาตั้งแต่ปี 54 โดยกระบวนการใช้สารเคมี เริ่มมีการปรับเปลี่ยนการเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว และสารทางเลือก 16 ชนิดนี้ กรมวิชาการเกษตร ก็ได้เสนอเข้า คกก.วัตถุอันตราย ไปแล้วก่อนหน้านี้นานแล้วทุกครั้งที่มีการประชุม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร กำลังทำร่างแนบท้ายประกาศกระทรวงแบน 3 สาร ที่จะออกมาเร็ว ๆ นี้ มีผลบังคับใช้ 1 ธ.ค.ให้เป็นตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ”น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ในส่วนประเด็นการกำจัดสารเคมี 3 ชนิดที่ยังคงเหลือ ขอถามว่าใครเป็นคนพูดเรื่องสารคงเหลือที่ต้องทำลายโดยขอใช้เงินหลวง ตนยืนยันไม่ใช้หน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และกรมวิชาการเกษตร แต่เป็นหน้าที่ของบริษัทที่นำเข้ามา ที่ต้องรับผิดชอบนำไปกำจัด เรียกคืนจากร้านค้า ซึ่งเป็นวิธีตามหลักสากลที่ประเทศต่าง ๆ เลิกใช้สารเคมี จากนี้จะมีคณะกรรมการจะติดตามตรวจสอบ การกำจัด 3 สาร แต่ขณะนี้ไม่ควรมีสารเคมีคงเหลือในประเทศ เพราะชะลอการนำเข้ามาตั้งแต่ปี  2559 เริ่มทยอยนำเข้าลดลงเรื่อยๆ และได้ห้ามนำเข้าเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้นเอกชน จะใช้มาเป็นข้ออ้างไม่ได้

“เจ้าของบริษัทนำเข้าสารเคมี มาพบพูดคุยกับพี่ได้ แต่ต้องแยกเซลล์ขายยา ร้านค้า ออกไปเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเจ้าของบริษัท ต้องรับผิดชอบโดยตรงซึ่งทางบริษัทได้นำเข้า สารเคมีหลายชนิดอยู่แล้ว ดังนั้นกระบวนการทำลาย ไม่ใช้หน้าที่ของรัฐบาล บริษัทนำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้เอง”น.ส.มนัญญา กล่าว
รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโรงงาน สารเคมี ปุ๋ยยา ทุกชนิดให้มีคุณภาพมาตรฐานรับรองที่เป็นระดับสากล โรงงานทุกแห่งต้องมีห้องแลปตรวจสอบสารที่นำเข้ามา เพื่อป้องกันการลักลอบนำมาขายในประเทศ จากนี้จะมีมาตรฐานการควบคุมวัตถุอันตรายสารเคมี ทุกประเภทจะนำเข้าแบบเดิมที่อะไรก็เอาส่งๆเข้ามาได้ เข้ามาแล้วขายที่ไหนก็ได้ ใครเอาไปทำอะไรก็ได้ อย่างนี้จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ต่อไป จะมีมาตรการควบคุมสต็อก โกดัง มีระบบควบคุมรู้ว่าทุกขวดทุกลิตรไปอยู่ที่ไหน มาจากใคร บริษัทต้นทาง ใครไปผลิต บรรจุยี่ห้ออะไร ซึ่งต้องควบคุมได้ตลอดสายการผลิต และเป็นโรงงานที่ถูกต้องตามมาตรฐาน จึงจะขอนำเข้าสารเคมีได้ ไม่ให้เหมือนที่ผ่านมาการอนุญาตนำเข้าได้ให้เป็นใบอนุญาตแต่ละสารเคมี ซึ่งเมื่ออนุญาตแล้วไปแตกบริษัทเครือข่าย บริษัทลูก มานำเข้าได้อีก ต่อไปต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด พร้อมจะหารือกับกรมสรรพากร เพื่อเก็บภาษีส่งออกสารเคมีทุกชนิด จากเดิมที่ไม่เก็บภาษีเลยทั้งนำเข้าและส่งออก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานผลิตสารเคมีอันตราย
“เกษตรกรไทยมีคุณค่าทั้งหมด ในฐานะรมช. เกษตรฯ พี่จะไปทุกจังหวัด ลงพื้นที่ประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปทำมาตรการปรับเปลี่ยนทำเกษตร จะได้รู้ปริมาณใช้สารหรือไม่ใช่ไปดูปัญหาช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่ม ซึ่งวันที่พรุ่งนี้ประชุมนำร่องที่ จ.อุทัยธานี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลเกษตรกรแบบใยแมงมุม ลงไปหาทุกพื้นที่เข้าถึงเกษตรกร รายใดต้องการช่วยเหลือ ให้เกิดความชัดเจน จะสามารถช่วยได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์กับตัวเกษตรกรเองอย่างดีที่สุด”น.ส.มนัญญา กล่าว

เฉลิมชัย ห่วงปัญหาสุนัข-แมวจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395179

    เฉลิมชัย ห่วงปัญหาสุนัข-แมวจรจัด

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 – 20:07 น.
ปศุสัตว์
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

    เฉลิมชัย ห่วงปัญหาสุนัข-แมวจรจัด สั่งกรมปศุสัตว์รณรงค์ผ่าตัดทำหมันทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 6 แสนตัว 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ สั่งการให้กรมปศุสัตว์เร่งรณรงค์ผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมวจรจัดหรือ  ด้อยโอกาส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมจำนวนสุนัข-แมวจรจัด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิด โรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ป้องกันและแก้ไขปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ ตั้งเป้าปีงบประมาณ 2563 ผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมวจรจัดหรือด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวน 6 แสนตัว

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ และเร่งรัดกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า โดยมีเป้าหมายจะทำให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งการควบคุมจำนวนสุนัข-แมวด้วยการผ่าตัดทำหมัน เป็นมาตรการหนึ่งในการลดความเสี่ยงของโรคพิษสุนัขบ้าไม่ให้แพร่กระจาย ตัดวงจรของโรคพิษสุนัขบ้าไม่ให้ก่ออันตรายสู่คน

ในปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ ได้บูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายสัตวแพทย์ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ สามารถผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมวจรจัดหรือด้อยโอกาส ได้ 282,845 ตัว แบ่งออกเป็น สุนัข 160,445 ตัว และแมว 122,400 ตัว ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจล่าสุด พบว่ามีสุนัขจรจัดหรือด้อยโอกาสประมาณ 2.6 ล้านตัว แมวจรจัดหรือด้อยโอกาสประมาณ 1 ล้านตัว รวมทั่วประเทศประมาณ 3.6 ล้านตัว

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์มีเป้าหมายการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมวจรจัดหรือด้อยโอกาส รวม 3 แสนตัว/ปี แต่ปริมาณสุนัข-แมวจรจัด ยังคงมีจำนวนมากและมีอัตราการเพิ่มจำนวนที่รวดเร็ว ดังนั้น เพื่อให้การควบคุมจำนวนสุนัข-แมวจรจัด มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์จัดทำโครงการรณรงค์และเพิ่มเป้าหมายการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมวจรจัดหรือด้อยโอกาส ในปีงบประมาณ 2563 จากเดิมเป้าหมาย 3 แสนตัว เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็น 6 แสนตัวทั่วประเทศ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงการให้บริการเพิ่มมากขึ้น และลดจำนวนสุนัข-แมวจรจัดได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สำหรับการดำเนินงานได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน เพื่อประชาชนจะได้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า และทำให้ประเทศไทยปลอดโรคนี้ในที่สุด ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ได้ทรงตั้งไว้

สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395100

สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถาน

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 – 14:29 น.
น่าน,โครงการหลวง,ขุนสถาน
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

สหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถาน

การทำเกษตรบนพื้นที่สูงในจังหวัดน่าน แต่เดิมเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวไม่ได้ช่วยให้รายได้ของเกษตรกรดีขึ้น

ในวันนี้เกษตรกรจึงเริ่มปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาพืชผสมผสานและหลากหลายมากขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่ม จากการขายพืชผักผลไม้เมืองหนาว ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้เกษตรกรมีโอกาสในการพัฒนาอาชีพและรายได้ที่มั่นคงแล้ว แปลงผักและผลไม้เมืองหนาวยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน  โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลงในการดูแลเรื่องปัจจัยการผลิต การดูแลพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการและเชื่อมโยงกับมูลนิธิโครงการหลวง ในการรวบรวมผลผลิตและส่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

นายเชี่ยวชาญ เลาย่า  หัวหน้าศูนย์โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครการหลวงขุนสถาน และในฐานะที่ปรึกษาของสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด  อ.นาน้อย จ.น่าน   เปิดเผยว่า สหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ประมาณ  74 ครัวเรือน  ส่วนใหญ่ปลูกกระหล่ำปลี ฟักทอง อโวคโด ข้าวไร่  พริกหวาน ทั้งสีแดง                  สีเหลือง และสีเขียว  มะเขือเทศ  และองุ่น  ผลผลิตที่ได้เกษตรกรจะรวบรวมเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์และบางส่วนขายให้กับพ่อค้าท้องถิ่น  ซึ่งจากการใช้หลักการตลาดนำการผลิต ทำให้ผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาผลผลิต  เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืชผักทุกชนิดได้ตรงกับคุณภาพและปริมาณที่ตลาดมีความต้องการ   ผลผลิตที่ขายดี คือ องุ่นและเมล่อน ซึ่งมีความหวานกำลังพอดี เฉลี่ย 13  บริกซ์ขึ้นไป


ก่อนเริ่มลงมือผลิต สหกรณ์จะร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่โครงการหลวง เพื่อรับทราบเป้าหมายผลิตสินค้าและการตลาดในแต่ละปี เป็นการวางแผนล่วงหน้าข้ามปี หรืออย่างเร็วสุดคือ  4 เดือน ซึ่งทางโครงการหลวงจะทำแผนการตลาดล่วงหน้าและจัดสรรโควต้าพืชรายตัวให้ทางสหกรณ์นำไปวางแผนการผลิตกับสมาชิกสหกรณ์ เช่น แต่ละปีจะรับซื้อพริกหวาน   2,000 กิโลกรัม เมล่อน  800 กิโลกรัม อโวคโด 300 กิโลกรัม โดยราคารับซื้อจะมีการกำหนดจากโครงการหลวงทุกสัปดาห์ และจะมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาด จากนั้นทางสหกรณ์จะแจ้งราคารับซื้อผลผลิตให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ทราบว่าราคาพืชผักผลไม้แต่ละชนิดจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ เช่น เมล่อนรับซื้อที่ราคา  50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสายพันธุ์ที่นิยมคือพันธุ์กรีนเนท
ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิกสามารถปลูกพืชได้ตามความพร้อมของแต่ละคน แต่สหกรณ์จะมีโควต้ารับซื้อตามที่ได้รับจัดสรรมาจากโครงการหลวง ซึ่งในบางปีมีความต้องการมาก แต่ผลิตได้ไม่ทัน ซึ่งการทำข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับสหกรณ์ ทำให้การรับซื้อผลผลิตมีความแน่นอนทั้งในเรื่องปริมาณและราคา ฉะนั้นสมาชิกจะนำผลผลิตมาขายให้กับสหกรณ์ก่อน ที่เหลือจึงจะไปขายให้กับพ่อค้าคนกลางภายนอก โดยสหกรณ์จะกำหนดคุณภาพผลผลิตที่จะรับซื้อเป็นเกรด A เกรด B และคละเกรด


ปัจจุบันโรงเรือนตัดแต่งและบรรจุผลผลิตสหกรณ์ ได้รับงบอุดหนุนจากโครงการหลวง  2.3  ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อีกจำนวนกว่า  8 แสนบาท เพื่อจัดสร้างโรงเรือนสำหรับรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อคัดบรรจุผักและผลไม้ ก่อนจัดส่งให้กับทางโครงการหลวง
ด้านนายคมสันต์ ยั่งยืนสกุล ประธานสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานฯ กล่าวว่า ตนเอง            ปลูกองุ่น พื้นที่ประมาณ 518 ตารางวา หรือไร่เศษ กู้เงินจากสหกรณ์ 5 หมื่นบาท มาทำแปลงปลูกขนาดยาว 30 เมตร กว้าง 17 เมตร  ซึ่งองุ่นที่ปลูกเป็นพันธุ์บิ้วตี้ ผลจะเป็นสีม่วงเข้ม และพันธุ์เฟรม ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์ไร้เมล็ดทั้งสองพันธุ์ การลงทุนปลูกองุ่นทั้งหมดใช้เงินไปประมาณ 120,000  บาท  สามารถเก็บผลผลิตรอบแรกจำหน่ายได้ ประมาณ  1  ตันเศษ ได้เงินมา 1 แสนกว่าบาท และอีกรุ่นจะเก็บเกี่ยวประมาณปลายปี คาดว่าจะได้ผลผลิตอีกประมาณ 2 ตัน  ซึ่งผลองุ่นที่สวยและได้คุณภาพ จะถูกรวบรวมส่งขายให้กับโครงการหลวงทั้งหมด และในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นฤดูหนาว จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่ขุนสถานจำนวนมาก นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดแปลงองุ่นรองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวชมและชิมผลองุ่นสด ๆ ในไร่  ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เกือบ  3 แสนบาท
นางนพลักษณ์ นันตะ อายุ  36 ปี สมาชิกสหกรณ์ เล่าว่าเธอปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า  10 ไร่มาเป็นเวลานานกว่าสิบปีแล้ว แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ภายหลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ ได้ขอกู้เงินเพื่อทำโครงการปลูกเมล่อนและพืชผสมผสานหลากหลายชนิด ทั้งผัก เมล่อน และองุ่น  ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม            โดยในปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกเมล่อน 1 ไร่ สามารถเก็บขายได้ 2 รอบใน 1 ปี  ในระยะเวลาในการปลูกแต่ละรอบประมาณ 3 เดือน เก็บผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ได้ประมาณรอบละ 5 หมื่นบาท และขณะนี้ยังได้แบ่งแปลงสำหรับปลูกองุ่นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในฤดูหนาว และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก เพราะรายได้น้อยและต้องใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วย

การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรที่สูงขุนสถานน่าจะเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรพื้นที่สูงอื่นๆ  ในอนาคตที่ได้เห็นตัวอย่างของการทำเกษตรที่ปลูกพืชหลากหลาย ใช้หลักการตลาดนำการผลิต และเรียนรู้ว่าการทำน้อยได้มากเป็นอย่างไร และอนาคตก็หวังว่า หากเกษตรกรลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดการใช้สารเคมีลง จะส่งผลทำให้พื้นที่และสภาพดินบนพื้นที่สูงมีความปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตราย สภาพแวดล้อมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์                เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญให้กับประเทศไทยได้อีกครั้ง

เงินดีกว่าปลูกพืช ประภัตร ลุยวัวล้านตัว เลี้ยงหลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395001

เงินดีกว่าปลูกพืช ประภัตร ลุยวัวล้านตัว เลี้ยงหลังน้ำลด

วันที่ 24 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ประภัตร,โคเนื้อ,แม่สอด,ส่งออก
เปิดอ่าน 91 ครั้ง

ประภัตร เปิดด่านแม่สอด หลังตลาดตอบรับราคาวัวในประเทศขยับตัวสูงขึ้น ลุยวัวล้านตัว เฟสแรก 5 แสนตัว ให้เกษตรกรเลี้ยงหลังน้ำลด จีนรับไม่อั้น เงินดีกว่าปลูกพืช

24 ตุลาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เปิดด่านแม่สอด จ.ตาก ชายแดนไทย-เมียนมา หลังจากสั่งปิดมาตลอด 4 สัปดาห์

จนขณะนี้ได้ส่งผลให้ราคาวัวของตลาดในประเทศขยับตัวสูงขึ้นแล้ว ซึ่งการค้าขายต่อไปนี้จะต้องดำเนินการอย่างเสมอภาค โดยการแบ่งปันอย่างเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงผู้บริโภค และเกษตรกรไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ได้รวบรวมกลุ่ม สมาคม ชมรม ผู้ค้าวัว รายใหญ่ทั่วประเทศ 24 ราย สั่งให้การซื้อขายวัวใช้ชั่งกิโลกรัมเป็นมาตรฐานของทุกตลาดชุมชน อย่าใช้เพียงสายตาของนายฮ้อย พ่อค้าวัว ท้องถิ่นมาประเมิน จากนี้จะไม่มีใครถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งให้ตั้งคอกกลาง เกษตรกรรายใด ยังมีความจำเป็นเดือดร้อนเรื่องที่เลี้ยง นำมาฝากวัวไว้ก่อน แล้วนำไปขุนต่อได้

ตนหาความร่วมมือจากทุกฝ่ายร่วมกันหาทางแนวแก้ไขไปทุกขั้นตอน ให้วัวมีคุณภาพตามที่กำหนด ทำให้คนจีนผู้ซื้อ มาซื้อจากเกษตรไทยได้ราคาที่เป็นธรรม ในขณะนี้ราคาวัวมีชีวิตขยับขึ้น 95 – 100 บาทต่อกก.แล้ว และได้ตามต้องการของเท่าไหร่มีซับพลายไว้รองรับหมด ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้เตรียมไว้สำหรับโครงการโคล้านตัว โคเนื้อสร้างชาติ เฟสแรกจะเริ่ม 5 แสนตัว ให้เกษตรกรเลี้ยงช่วยเสริมอาชีพใหม่หลังประสบอุทกภัย ภัยแล้ง ให้มีรายได้โดยเร็ว สามารถนำไปขุนใน 120 วัน ให้มีน้ำหนัก 400 กก.ขึ้นไปต่อตัว ส่งขายประเทศจีนมีความต้องการอีกจำนวนมาก

นายประภัตร กล่าวว่า ในช่วงแรกของโครงการใช้วัวจากเมียนมา นำเข้ามามีน้ำหนักตัวละ 200 กก.เกษตรกรนำไปขุน 3 – 4  เดือน ให้ได้น้ำหนักเพิ่ม 100 กก.วันนี้คนจีนให้ราคารับซื้อ 95 – 100 บาทต่อกก.ซึ่งกำหนดเป็นวัวขนาดโคขุนแล้ว 400 กก.ขึ้นไป ทุกวันนี้การค้าขายวัว นำเข้าจากเมียนมา คนเวียดนาม คนลาว มาซื้อที่ด่านแม่สอด ผ่านประเทศไทยไปขุนที่ลาว เวียดนาม และส่งประเทศจีน

“โดยคนไทยไม่ได้อะไรเลย เมื่อกระทรวงเกษตรฯมาเดินหน้าโครงการโคเนื้อสร้างชาติ เกษตรกรทุกคนแฮปปี้ สามารถทำรายได้ทดแทนปลูกพืช กำไรดี ไม่มีเสี่ยง ฝนแล้งน้ำท่วม เลี้ยง 120 วันขายได้ ระหว่างนี้กำลังของบจากนายกรัฐมนตรี และครม.เพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 4-500 ล้านบาท และเป็นงบค่าประกันชีวิตโคตัวละ 100 บาท ขอใช้วงเงินกู้ กว่า 1 หมื่นล้านบาท จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ให้เกษตรกรกู้ซื้อวัวตัวละ 2.5หมื่นบาท เฟสแรก 5 แสนตัว หากวัวเป็นอะไรตาย บริษัทประกันจ่ายเงินกู้แทนให้ชาวบ้าน ไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องหนี้สิน”

โพดุลเล่นงานภาคเกษตรเสียหายยับกว่าสองพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394997

โพดุลเล่นงานภาคเกษตรเสียหายยับกว่าสองพันล้าน

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 18:31 น.
เกษตร,น้ำท่วม,พายุ,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,นาปรัง,พืชอายุสั้น,โพดุล
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

สศก.ประเมินพิษโพดุลอุบลเสียหายกว่าสองพันล้าน เร่งส่งเสริมพืชอายุสั้นสร้างรายได้ ระหว่างรอนาปรัง ชี้ช่องมันสำปะหลังอินทรีย์ ตลาดต้องการ

24 ตุลาคม 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยพายุโพดุล (ช่วงเกิดภัยตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม – 3 กันยายน 2562)

ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยพบว่า (ข้อมูล ณ 21 ตุลาคม 2562) มีพื้นที่เสียหาย 23 อำเภอ โดย ด้านพืช ได้รับความเสียหายรวม 371,853 ไร่ ด้านปศุสัตว์ ได้รับความเสียหาย 25,425 ตัว และด้านประมง บ่อปลาและกระชัง ได้รับความเสียหาย 5,569.80 ไร่ 5,854 ตรม.

ผลการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบอุทกภัยของจังหวัดอุบลราชธานี ภาพรวมคิดเป็นมูลค่า 2,027.20 ล้านบาท จำแนกเป็น ด้านพืช ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว มันสำปะหลัง ยางพารา และอื่น ๆ คิดเป็นมูลค่า 1,885.53 ล้านบาท ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ สุกร ไก่ เป็ด และอื่นๆ 2.04 ล้านบาท และ ด้านประมง ได้แก่ ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นที่เลี้ยงในบ่อดินและสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง คิดเป็นมูลค่า 139.63 ล้านบาท

รัฐบาลได้เร่งให้ความช่วยเหลือ โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 ตามพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริงไม่เกินรายละ 30 ไร่ ในอัตรา ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท และดำเนินกิจกรรม “โครงการจิตอาสากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย”

โดยจัดหน่วยเคลื่อนที่สำรวจความเสียหาย ช่วยเหลือให้คำแนะนำ การฟื้นฟู แจกเมล็ดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 576.287 ล้านบาท ให้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี เพื่อนำไปช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก ขณะที่ ครม. ได้อนุมัติงบให้กระทรวงมหาดไทย ช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย 29 จังหวัด วงเงิน 7,642 ล้านบาท ครัวเรือนละ 5,000 บาท  รวมทั้งดำเนินการปรับปรุงอัตราการชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกร โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งส่งเสริมให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างรวดเร็ว โดยสนับสนุนให้ปลูกพืชสำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ระหว่างรอทำนาในฤดูนาปรังที่จะถึงในอีกประมาณ 2 เดือนพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวระยะสั้นประมาณ 45 วัน ที่ให้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) /ไร่/รอบการผลิต ค่อนข้างดีและมีตลาดรองรับแน่นอน คือ ขึ้นฉ่าย ผลตอบแทนสุทธิ 33,670 บาท/ไร่ คะน้า ผลตอบแทนสุทธิ 23,249 บาท/ไร่ และ ผักบุ้ง ผลตอบแทนสุทธิ 6,711 บาท/ไร่

สำหรับพืชทางเลือกอื่นที่ต้องใช้ระยะเวลาเพาะปลูกยาวขึ้น เหมาะสำหรับการเพาะปลูกก่อนฤดูทำนาปี (พฤษภาคม) และให้ผลตอบแทนสุทธิต่อไร่ต่อรอบดี คือ ถั่วฝักยาว 41,641 บาท/ไร่ แตงกวา 8,958 บาท/ไร่ พริก 117,549 บาท/ไร่ ผักชีฝรั่ง 10,883 บาท/ไร่ และ แคนตาลูป 36,030 บาท/ไร่  เกษตรกรสามารถขายสินค้าให้กับพ่อค้าในท้องถิ่นรับซื้อที่สวน หรือที่ตลาดวารินเจริญศรี (แหล่งขายส่งพืชผัก) และตลาดเทศบาลวารินชำราบ และสามารถขอคำปรึกษา คำแนะนำในการปลูกพืชเพื่อสร้างรายได้หลังน้ำลดที่สำนักงานเกษตรจังหวัด

ส่วนการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนของพืชทางเลือก เพื่อเป็นข้อมูล ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตตามนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) เช่น มันสำปะหลังอินทรีย์  ซึ่งเป็นสินค้าที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังสามารถใช้พื้นที่ทำนาปลูกได้ด้วย

ทั้งนี้ จากการสำรวจ พบว่า ภาคเอกชนต้องการรับซื้อผลผลิตจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ โดยภายในปี 2565 ภาคเอกชนต้องการขยายพื้นที่ปลูก มันสำปะหลังอินทรีย์ให้ได้ประมาณ 80,000 ไร่ แต่ปัจจุบัน ปี 2562 เกษตรกรมีความสามารถในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์เพียง 2,000 ไร่ เท่านั้น นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน เช่น  สร้างพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก และการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวเพื่อให้ชาวนาสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ก่อนน้ำจะท่วม