ประภัตร โยน เผือกร้อนกรมวิชาการเกษตรเร่งขึ้นทะเบียนสารชีวภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394989

ประภัตร โยน เผือกร้อนกรมวิชาการเกษตรเร่งขึ้นทะเบียนสารชีวภาพ

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 17:56 น.
ประภัตร,สารเคมี,พาราควอต,ปุ๋ยอินทรีย์
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

ประภัตร ออกโรง หาสารทางเลือกทดแทนช่วยชาวนา จี้กรมวิชาการเกษตรเร่งขึ้นทะเบียน ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภาพกำจัดศัตรูพืช สูตรโครงการหลวง และสูตรให้จบ 3-7วัน

23 ตุลาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการยกเลิก 3 สารเคมี คลอร์ไพรีฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4

โดยห้าม จำหน่าย ผลิต ครอบครอง นำเข้า ส่งออก ให้มีผลวันที่ 1 ธันวาคมนี้ทันทีว่า คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าสาร 3 ตัวมีอันตรายต่อร่างกาย ตนเห็นด้วยที่ยุติการใช้สารเคมี โดยกระทรวงเกษตรฯทุกคนเห็นด้วยเราสนับสนุนการแบนสารครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯจะร่วมมือกับทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเพราะต้องยอมรับว่าเกษตรกรบางส่วน ยังเคยชินกับการใช้สารเคมี ดังนั้นการปรับเปลี่ยนให้มาใช้สารทางเลือกในการทำเกษตรปลอดภัย จะต้องทำให้เกษตรกรเกิดความเชื่อถือในสารชีวภัณฑ์ตัวใหม่ ที่เป็นอินทรีย์ มาทดแทน โดยจะไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นไม่ให้เป็นภาระกับชาวไร่ชาวนา

ชาวไร่ ชาวนา บางส่วนยังติดการใช้สารเคมี เพราะเคยใช้อะไร ที่หาง่าย ฉีดแล้วหญ้า แมลง ตายทันที ถ้ามาใช้ตัวใหม่ศัตรูพืชตายช้าลง ก็ยังอยากใช้ตัวเดิม ซึ่งการแบน 3 สารในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศ ขอให้ทุกฝ่ายจะต้องมาพูดกันช่วยกัน หันหน้ามาช่วยกัน ทำให้เกษตรกรฐานราก ให้อยู่ได้ เพราะเกษตรกรเป็นฐานใหญ่ของประเทศ ใครมีข้อคิดเห็นดี ๆ มาเสนอได้ ซึ่งสารทดแทน มีมากหลายอย่าง

สิ่งสำคัญต้องทำให้เกษตรกร เชื่อถือ ในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ที่อาจกำจัดศัตรูพืชได้ช้ากว่า 3 สาร ซึ่งต้องหาทางเลือก ทางออกทำเกษตรที่มีความปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องคิดทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนไทย ไม่ให้แผ่นดินไทย เต็มไปด้วยสารพิษ เป็นที่ทิ้งสารเคมีที่ต่างประเทศ แต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวได้ผลประโยชนมหาศาลจากการเอาเปรียบคนไทยมาตลอด

จากนี้กรมวิชาการเกษตร ต้องเปิดรับการขึ้นทะเบียน ให้กับสารทดแทน สารชีวภัณฑ์ ที่คิดค้นโดยคนไทย นำภูมิปัญญาชาวบ้าน มาขึ้นทะเบียนสูตรต่างๆไว้ ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภาพ วีธีการทำเกษตรปลอดสาร ที่ใช้ทำในโครงการหลวง ของในหลวงรัชกาลที่9 พระองค์ทรงทำต้นแบบไว้มากมายให้คนไทย

นายประภัตร กล่าวว่ากรมวิชาการเกษตร ต้องเปิดรับการขอจดขึ้นทะเบียน สูตรปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช ที่เป็นอินทรีย์ ทำในประเทศได้ผลดี ทุกวันนี้ทำใช้กันในชุมชนมีเป็นจำนวนมาก และต้องให้รู้ผลโดยเร็วภายใน 3 – 7 วัน เพื่อมาเป็นสารทางเลือกให้กับเกษตรกร รวมทั้งควรเปิดโอกาส ผู้ประกอบการ ผู้คิดค้น ที่มีสารทดแทน ใครมีของดี นำมาเข้าสู่ขั้นตอนทางวิชาการ และกรมวิชาการเกษตร

ต้องบอกมาว่าไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพราะอะไรใน 3 – 7 วัน หากเครื่องมือตรวจสอบไม่พอ ตนจะขอให้เอกชน มาช่วยเพื่อการทดสอบจะได้รวดเร็วขึ้น เพราะชาวไร่ ชาวนา ต้องมีทางเลือกให้เขาโดยไม่กระทบต้นทุน ซึ่งตนเห็นว่าโครงการหลวง ทั่วประเทศ มีสารอินทรีย์ สูตรกำจัดวัชพืช แมลง ที่เกษตรกรสามารถทำได้เอง ให้หน่วยงานเข้าไปดู นำมาขึ้นทะเบียนโดยเร็วเพื่อให้นำทำเองใช้ได้อย่างแพร่หลาย ทั้งมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกษตรกรอีกด้วย

เคอพลัส เรดิโอร่วมสร้าง”สตาร์ทอัพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394809

 เคอพลัส เรดิโอร่วมสร้าง”สตาร์ทอัพ”

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 04:28 น.
เคอพลัส KurPlus,วิทยุมก
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

 เคอพลัส เรดิโอร่วมสร้าง”สตาร์ทอัพ” นำเสนอผลงานนิสิตผ่าน”สื่อออนไลน์”

มิติใหม่ด้านการเรียนสอน ยุค 4.0 เปิดโลกกว้างด้านการศึกษา เพื่อก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพของนักศึกษาในอนาคต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) โดยสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือสถานีวิทยุ ม.ก. ที่ปัจจุบันได้ยกระดับเป็นเคอพลัส (KurPlus) สื่อสารสู่ผู้ชมผู้ฟังในทุกแพลตฟอร์มร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ นำร่องโครงการสื่อการสอนออนไลน์แบบเรียลไทม์ผ่านสื่อผสมของ “เคอพลัส” (KurPlus) ภายใต้โครงการนำร่องรูปแบบการผสมผสาน การเรียนการสอนและงานบริการวิชาการ

“มันเป็นยุคของคอนเทนต์ที่ทุกคนต้องนำเนื้อหาออกมาให้น่าสนใจ ด้วยความเป็นวิทยุ ม.ก. เราก็มองว่าที่ผ่านมาเราเน้นเนื้อหาด้านเกษตรมาโดยตลอด จนวันหนึ่งเราไปทำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทางอื่นมากขึ้น อย่างเช่น ด้านภาษาและวัฒนธรรม เราทำงานร่วมกับราชบัณฑิต ปีนี้ก็เป็นปีที่ 4 แล้ว ตอนนี้เรามีคอนเทนต์อยู่ในมือพอสมควร น่าจะถึงเวลากลับมามองบ้านตัวเองบ้าง”

            ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือสถานีวิทยุม.ก. เกริ่นกับ “คม ชัด ลึก” ถึงแนวนโยบายการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา หลังจากมีความพร้อมในเรื่องของแพลตฟอร์มการสื่อสารทุกช่องทางทั้งออลไลน์และออฟไลน์ในขณะนี้ จึงมีแนวคิดที่จะนำศักยภาพของสถานีวิทยุที่มีอยู่ในขณะนี้เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขึ้น โดยมองว่าสื่อปัจจุบันน่าจะทำหน้าที่ให้กว้างขวางมากขึ้นและมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้อยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัยอีกต่อไปแล้ว และด้วยองค์ความรู้มหาศาลที่อยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย จึงอยากทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำองค์ความรู้สู่นอกมหาวิทยาลัยด้วย

“วิทยุคือสื่อให้การเรียนรู้ตามอัธยาศัย ทุกคนรับรู้ข้อมูลจากการรับฟังรับชม สามารถนำเอาความรู้ติดตัวไปประกอบอาชีพได้ ก็มองว่าถ้าอย่างนั้นน่าจะมองถึงบางวิชาที่นอกจากนิสิตพรีเซนต์งานในวิชาเหล่านั้นแล้วยังส่งผลแก่คนภายนอกได้ด้วย เราจึงมองไปที่คณเศรษฐศาสตร์ มองการทำเรื่องสตาร์ทอัพ และมีผลงานหรือโปรเจกท์ที่น่าสนใจที่นิสิตได้นำเสนอในชั้นเรียน เหตุที่มุ่งไปที่สตาร์ทอัพ ก็เพราะเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสอดรับกับนโยบายรัฐบาลด้วย” ผศ.อนุพรเผย

ส่วนวิธีการนำเสนอผลงานนั้น จะแบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อนำเสนอผลงานหรือโปรเจกท์ที่จัดทำขึ้นก่อนจบหลักสูตรในวิชา “แผนธุรกิจและโครงการลงทุนทางธุรกิจการเกษตร” และวิชา “ธุรกิจการเกษตรทันสมัย” ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยผ่านทางเครือข่ายสถานีวิทยุ ม.ก. ทั้ง 4 ภูมิภาค และในระบบสื่อดิจิทัลในทุกช่องทาง ทั้งยูทูบและเฟซบุ๊กไลฟ์

ในระหว่างการนำเสนอผลงานของนิสิตก็จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการคอยให้คำเสนอแนะ จุดเด่น จุดด้อยต่างๆ เพื่อนิสิตจะได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปปรับปรุงแก้ไขผลงานให้ดีขึ้น รวมถึงข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นของผู้ชมและผู้ฟังมาประกอบการพิจารณาด้วย ซึ่งการนำเสนอผลงานนั้นจะเป็นไปแบบเรียลไทม์และยังสามารถดูย้อนหลังได้อีกด้วย ซึ่งโครงการนำร่องดังกล่าวจะใช้ระยะเวลาดำเนินงานทั้งหมด 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน โดยนำเสนอผลงานในทุกวันพุธ เวลา 16.00-19.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 2-23 ตุลาคม 2562

“เป็นโครงการนำร่องครั้งแรก ยังไม่มีใครทำมาก่อนและเป็นการทดลองระบบของเราไปด้วย เป็นครั้งแรกที่เราออกอากาศผ่านทุกแพลตฟอร์มของสถานีที่ส่งผ่านระบบสตรีมมิ่ง ใช้กล้องวิดีโอในการทำงานทุกขั้นตอนและยังสามารถขึ้นพรีเซนเตชั่นที่เป็นเพาเวอร์พอยต์ออกทางหน้าจอ เหมือนการยกห้องเรียนมาไว้บนโทรศัพท์มือถือ หรือในคอมพิวเตอร์ให้คนภายนอกได้รับรู้ จากการนำเสนอแต่ละครั้งปรากฏว่ามีผู้สนใจเปิดเข้ามาดูสูงสุดไม่ต่ำกว่าประมาณ 5 พันครั้ง ยังไม่นับรวมที่มีการแชร์ออกไปอีก  ซึ่งเป็นสถิติที่ทางสถานีสุดแฮปปี้ ถือเป็นมิติที่ดีมากๆ หลังจากนี้จะนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลและประเมินผลด้วยฟอร์แมท “เคอพลัสโมเดล” เพื่อนำเสนอต่อทางมหาวิทยาลัยต่อไป” ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุม.ก. กล่าว

        ดร.มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการนำร่องรูปแบบการผสมผสาน การเรียนการสอนและงานบริการวิชาการ เผยต่อ “คม ชัด ลึก” ถึงการนำสองหลักสูตรวิชาประกอบด้วยวิชา “แผนธุรกิจและโครงการลงทุนทางธุรกิจการเกษตร” และวิชา “ธุรกิจการเกษตรทันสมัย” มานำเสนอผลงานผ่านแพลตฟอร์มทางสื่อออนไลน์ โดยสถานีวิทยุม.ก. เนื่องจากว่าเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของนิสิตก่อนจบการศึกษา เป็นการนำองค์ความรู้จากการเรียนมาตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 3 มาประมวลเป็นผลงานหรือโปรเจกต์ออกมา

“เราอยากให้เด็กอยู่ในโลกของความเป็นจริง  จากการนำเสนอ 3 ครั้งที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ทั้งในแง่ตัวเด็กเองที่มีความกระตือรือร้น เอาจริงเอาจังมากขึ้น ในแง่สาธารณะก็ได้รับความชื่นชมจากบุคคลภายนอกจำนวนมากที่ติดตามรับชมรับฟัง ยังทึ่งในผลงานของเด็กๆ กลุ่มนี้ มีบางบริษัทติดต่อมาที่ผมเพื่อขอตัวเข้าทำงานหลังจบการศึกษาก็มี” อาจารย์หัวหน้าโครงการเผย พร้อมยืนยันว่าโครงการความร่วมมือดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไปและเตรียมเฟ้นหาหลักสูตรวิชาใหม่ๆ ในการนำเสนอผลงานผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย

สำหรับรูปแบบของการออกอากาศ คือ ให้นิสิตที่ลงเรียนรหัสวิชา 120463 มานำเสนอโครงการแผนธุรกิจของกลุ่ม โดยให้ใช้เวลาการนำเสนอกลุ่มละไม่เกิน 15 นาที ซึ่งจะมีอาจารย์ประจำวิชา คณะกรรมการ และผู้ชม เป็นผู้โหวตให้คะแนนผ่านหน้าเฟซบุ๊กไลฟ์ของสถานีวิทยุ ม.ก. และจะประกาศผลหลังจากรวมทีมแข่งในรอบ Battle of the Camps = 4 ทีม สำหรับทีมชนะเลิศจะได้รับมอบโล่รางวัลจากสถานีวิทยุ ม.ก. เพื่อให้เป็นต้นแบบในการสร้างแรงจูงใจให้แก่นิสิต ตลอดจนเป็นการส่งเสริมความรู้ให้นิสิตได้รู้จักการวางแผนธุรกิจด้านการเกษตร ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมในชุมชน

นับเป็นอีกก้าวของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสถานีวิทยุ ม.ก. ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการนำเสนอผลงานผ่านทางสื่อออนไลน์เพื่อการก้าวไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพในอนาคต สอดรับกับนโยบาย 4.0 ของรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้

กรมชลฯ ลงดาบ ผู้รับเหมาไ่ม่ปฏิบัติตามสัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394868

กรมชลฯ ลงดาบ ผู้รับเหมาไ่ม่ปฏิบัติตามสัญญา

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 00:03 น.
กรมชลประทาน,ทิ้งงาน,เอกชน,ปรับปรุงคลองระบายน้ำ
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

กรมชลฯ ลงดาบ เอกชนไม่ปฎิบัติตามสัญญาเร่งหารือสำนักงบประมาณ ขออนุมัติกระทรวงเกษตรฯดำเนินการเอง

23 ตุลาคม 2562 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายก่อสร้าง เปิดเผยว่า กรมได้มีการบอกเลิกสัญญาเอกชนที่ก่อสร้างโครงการของกรมชลประทานใน 4 โครงการ

ทั้งนี้เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งกรมบอกเลิกสัญญาแล้วเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา และได้ขอหารือสำนักงบประมาณ เพื่อขอเปลี่ยนแปลงจากการจ้างเหมา มาให้กรมดำเนินการเอง ตามมาตรา 23 ของพรบ.งบประมาณ เช่นกรณีโครงการปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สำนักงบประมาณได้อนุมัติให้ดำเนินการเองแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้รมว.เกษตรฯ อนุมัติให้ดำเนินการตามกฎหมาย

กรณีงานปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร. 1 ซึ่งเป็นโครงการบรรเทาอุทกภัยหาดใหญ่ ที่กรมยกเลิกนั้น ได้บริหารและเร่งรัดงานตามเงื่อนเวลาถึงที่สุด จนเมื่อครบกำหนดจึงบอกเลิกสัญญา แต่ทั้งนี้แม้จะก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ขณะนี้สามารถที่จะระบายน้ำได้ในอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตร(ลม.บ.)ตอวินาที จากศักยภาพคลองตามเป้าหมายโครงการ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที สามารถบรรเทาอุทกภัยได้กรณีเกิดน้ำหลาก

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ทันทีที่รมว.เกษตรฯอนุมัติขยายเวลาออกไปถึงปี 2563 แล้ว กรมจะเร่งดำเนินการให้เสร็จในกรอบเวลาที่กำหนด เพราะเครื่องมือ เครื่องจักรพร้อม ทั้งนี้ยืนยันว่าการดำเนินการไม่ว่าจะเป็นงานจ้างเหมา หรืองานกรมดำเนินการเอง ถือปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มติ ครม.ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

สำหรับ 4 โครงการที่กรมยกเลิกสัญญาประกอบด้วย 

1. งานปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร 1 พร้อมอาคารประกอบสัญญาที่ 1 โครงการบรรเทาอุทกภัยอ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จ.สงขลา วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลอง ร.1จากเดิม 465 ลบ.ม./วินาที เป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

2. โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขต อ.เมือง จ.ตรัง พื้นที่ประมาณ 10,525 ไร่ และเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค ประมาณ 3.2 ล้าน ลบ.ม.

3. โครงการอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน จ.ตาก เป็นการจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษตากและบรรเทาอุทกภัยให้กับประชาชนในเขตเทศบาลนครแม่สอด

4. งานก่อสร้างอาคารบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำปลายคลองระพีพัฒน์ (ปตร.พระธรรมราชา)เป็นอาคารที่ใช้ควบคุมการบริหารจัดการน้ำในคลองระพีพัฒน์

สำหรับโครงการทั้งหมดเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนงานของกรมชลประทาน ในการพัฒนาแหล่งน้ำและการป้องกันบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยรูปแบบการดำเนินงานก่อสร้างโครงการของกรม มี 2 ประเภท คืองานกรมดำเนินการเอง โดยใช้บุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือของกรมชลประทาน และงานจ้างเหมา ซึ่งได้ให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนกรม กรณีงานล่าช้ากว่าแผน ผู้รับจ้างเหมาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญา หากล่าช้าไม่ตามแผนงานจะให้คณะกรรมการจ้างงานพิจารณาและบอกเลิกสัญญา แต่สำหรับงานที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนจะมีการปรับแผนมาเป็นงานกรมดำเนินการเองเนื่องจากมีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์เพียงพอและสามารถเร่งรัดงานให้แล้วเสร็จทันเวลา

แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ใน 4 สัญญาที่ยกเลิก เป็นของเอกชนรายเดียว 3 สัญญา คือ  บริษัทสยามพันธุ์วัฒนาฯคือ โครงการอุทกภัยหาดใหญ่ (ปี 58-62) งานคงเหลือประมาณ 20% โครงการระบบระบายน้ำตรัง(59-62) งานคงเหลือ 60% โครงการอ่างแม่สอดตอนบน กำหนดเสร็จปี 62 งานคงเหลือ 2%

อย่างไรก็ตามบริษัทดังกล่าว ยังมีสัญญาที่กำลังก่อสร้างโครงการขุดอุโมงค์ส่งน้ำแม่กวง แม่งัด จ.เชียงใหม่ โดยมีปัญหางานล่าช้ากว่าแผนไปมากเช่นกัน ซึ่งกรมชลฯอยู่ระหว่างเรียกบริษัท มาเจรจาหาทางออก แก้ปัญหาโครงการขุดอุโมงค์ ที่ไม่แล้วเสร็จตามแผน โดยโครงการต่างๆ ที่บริษัทนี้ประมูลงานได้ในราคาต่ำสุด ทำให้งานของกรมชลฯหลายพื้นที่ไม่คืบหน้าตามแผนบูรณาการน้ำและส่งผลเกิดปัญหาทิ้งงาน

กยท.จ่อเปิดบริษัทลูกดันราคายางยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394854

กยท.จ่อเปิดบริษัทลูกดันราคายางยั่งยืน

วันที่ 23 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ยางพารา,การยางแห่งประเทศไทย,บริษัทลูก
เปิดอ่าน 52 ครั้ง

กยท.จ่อเปิดตัวบริษัทลูกร่วมสถาบันชาวสวนยาง หวังดันราคายางยั่งยืน เจาะตลาดสินค้า ISO ย้ำประกันราคายางพารา ระยะที่ 1 พร้อมจ่ายส่วนต่าง 1 พ.ย.

23 ตุลาคม 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. เตรียมจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกับสถาบันเกษตรกร

ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำ TOR เพื่อการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา และจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งหลังจากผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว จะเร่งจดทะเบียนบริษัทให้เร็วที่สุด

ในส่วนของการจัดตั้งโรงงานจะเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วเช่นกัน ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาโรงงานผลิตยางของกยท. ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง ให้มีศักยภาพในการดำเนินงานเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยที่ผ่านมาโรงงานของกยท.ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015 ซึ่งจะสามารถรองรับความต้องการของตลาดที่กยท.ได้เปิดตลาดไว้ได้มากขึ้น และโรงงานของกยท.ก็สามารถรองรับผลผลิตของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ในทุกชนิดยาง ไม่ว่าจะเป็นน้ำยางสด ยางแผ่น และยางก้อนถ้วย โดย กยท. ให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีตลาดในการซื้อขาย

ส่วนนโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562

เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 1,711,252 ราย (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย) คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่ โดยให้มีการประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563)

ทั้งนี้แบ่งตามประเภทยาง ดังนี้ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม โดยอ้างอิงจากราคากลางที่ประกาศทุก 2 เดือน และจ่ายเงินประกันรายได้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการรอบแรก ในวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562  โอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง งบประมาณในโครงการรวมทั้งสิ้น 24,278,626,534 บาท

เกษตรฯรับศึกหนักอีกระลอก ดักจับผู้ลักลอบขาย 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394851

เกษตรฯรับศึกหนักอีกระลอก ดักจับผู้ลักลอบขาย 3 สาร

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 – 19:39 น.
สารเคมี,ยกเลิก 3 สาร,พาราควอต,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 0 ครั้ง

ยังไม่จบ เกษตรฯรับศึกหนักอีกระลอก ดักจับผู้ลักลอบขาย 3 สารถูกแบนขายทางลับแพงเกินจริง ซ้ำต้องชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น แถมสารทดแทนหากยังอันตรายจ่อยกเลิกอีก 

23 ตุลาคม  2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ที่ประชุมได้ถกเถียงกันอย่างอย่างกว้างขวาง

ในเรื่องรายละเอียดของการพิจารณายกเลิกสารเคมี 3 ชนิด ที่อาจมีผลกระทบต่อการยกเลิก เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น 2 – 3 เท่า ที่ประชุมจึงได้มอบหมาย ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมวางกรอบในการจ่ายค่าชดเชย ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการถกเถียงทางด้านวิชาการถึงสารเคมีที่เกษตรกรจะจัดหาเพื่อนำมาทดแทนสารทั้ง 3 ชนิดว่ามีอันตรายหรือไม่ โดยที่ประชุมเห็นว่าจากนี้ไปหากมีสารชนิดใดที่ส่อไปในทางสารเคมีที่มีอันตราย หากมีการนำมาใช้กรมวิชาการเกษตร ต้องศึกษาอย่างละเอียด ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูเรื่องสารเคมี หากมีอันตรายต่อสุขภาพ ต้องยกเลิกสารเคมีตัวนั้นต่อไป

ต่อไปนี้กระทรวงเกษตรจะรับบทหนักหลังจากยกเลิกเพราะมีข้อกังวลเรื่องการลักลอบจำหน่าย โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบในการปราบปรามการลักลอบสารที่ถูกยกเลิกไป จะต้องตรวจจับอย่างเข้มงวดไม่ให้มีการจำหน่าย เพราะทราบว่ามีขบวนการกักตุนสินค้าจำหน่ายในทางลับ ๆ เพราะหากลักลอบนำมาใช้จะทำให้สาร 3 ชนิดมีราคาสูงกว่าสารที่ถูกต้องตามกฏหมายที่ไม่ได้มีการยกเลิก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องเอาจริงจังอย่าลูบหน้าปะจมูก

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการฯที่โหวตเห็นชอบและไม่เห็นชอบในการยกเลิกมีทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นชอบให้ยกเลิกสารเคมีเป็นส่วนใหญ่และไปในทิศทางเดียวกัน มีเพียงผู้ทรงคุณวุฒิบางส่วนไม่เห็นด้วย

การประชุมวันนี้มีผู้เสนอให้ลงคะแนนอย่างเปิดเผย แต่ที่ประชุมเห็นว่าหากเปิดเผยรายชื่อคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะมีผลกระทบตามมา เนื่องจากสื่อโซเชียลมีความรุนแรงในเรื่องการเปิดเผยผู้เกี่ยวข้อง คณะกรรมการจึงขอสงวนสิทธิ์ไม่เปิดเผยรายชื่อดังกล่าว

มนัญญา น้อมคารวะ คกก.วัตถุอันตราย แบน3สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394810

 มนัญญา น้อมคารวะ คกก.วัตถุอันตราย แบน3สาร

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 – 16:37 น.
แบนสารเคมี
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

 มนัญญา น้อมคารวะ คกก.วัตถุอันตราย แบน3สาร

มนัญญา น้อมคารวะ คกก.วัตถุอันตราย แบน3สาร มีผลทันที 1 ธ.ค.นี้ ไม่ใช่ชัยชนะของใคร ขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้ง ทุกหน่วยงานร่วมกันสนับสนุนการแบนสาร ลั่นเดินหน้าดูแลเยียวยาเกษตรกรได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังรับทราบมติยกเลิกการใช้ 3 สาร ให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.62ว่าขอน้อมคารวะ คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีมติตามความเห็นของ 3 กระทรวงให้แบน3สาร ขอขอบคุณที่มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไทย ซึ่งเรื่องนี้ไม่อยากให้พูดว่าเป็นชัยชนะของใคร มองว่าทุกฝ่ายเป็นคนไทยด้วย ต้องทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดกับประเทศไทยและปลอดภัยทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค

หลังจากนี้กระทรวงเกษตรฯจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ว่าต้องการให้ช่วยเหลืออย่างไร จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาดูว่า ปุ๋ยอินทรีย สารชีวะภัณฑ์ ที่ปัจจุบันยังมีปัญหาการขึ้นทะเบียนไม่ได้ จะมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฏหมายได้ รวมถึงมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และเกษตรกร เช่นควรมีการเก็บตัวอย่าง พืชสมุนไพรไทย ที่มีฤทธิ์จำกัดศัตรูพืช ในแต่ละช่วงของพืชสมุนไพร ดูว่าช่วงไหนให้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำมากำหนดเงื่อนเวลา มาตรฐานการผลิต มาตรฐานการใช้ได้ ซึ่งจะเป็นการเปิดกว้างให้เกษตรกร ได้มีทางเลือกใช้ทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้แม้จะไม่มีสาร3ตัว แต่ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร ได้อนุญาตให้นำเข้าตามกฏหมาย อยู่แล้วหลายร้อยชนิด ซึ่งเกษตรกรใช้อยู่กันเป็นประจำ

“ใครต้องการเสนอสิ่งที่ดีในการทำเกษตร มาหาพี่ได้ ให้มาร่วมมือกันทุกอย่างเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ประเทศ พร้อมดูแลเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าชนิดพืชใด จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแลเกษตรกร เพื่อให้ตรงกับความต้องการ ส่งไปตรวจสอบความเป็นอยู่เกษตรกร ให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่เกษตรกรต้องการให้ช่วยเหลือ นอกจากนี้จะเปิดกว้างให้ขึ้นทะเบียน ปุ๋ยอินทรีย์ สารทดแทน สารชีวภาพ ยังมีหลายตัวให้มาขึ้นทะเบียน จากที่ไม่เคยผ่านการอนุญาตให้จดทะเบียน โดยจะมาหารือกันทำอย่างไรให้สูตรต่างๆถึงเกษตรกร สามารถนำไปทำเองใช้ได้แพร่หลายด้วย”น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่าถ้าถามความรู้สึกวันนี้ ไม่เป็นชัยชนะฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด ซึ่งจะให้บอกความรู้สึกบอกไม่ถูก  จริงๆแล้วพี่เป็นคนของพี่น้องประชาชน จะดีใจ หรือเสียใจ คงไม่ได้ ถ้าถามว่ามาตรการเดินหน้าต่อไปคือดูแลผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด

“วันนี้พี่ชาดา ห่วงสถานการณ์ไม่ค่อยปกติ ได้เรียกตัวให้กลับบ้านจ.อุทัยธานี ท่านอยากดูแล”น.ส.มนัญญา กล่าว
รมช.เกษตรฯกล่าวอีกว่าวันนี้ประชุมครม. ไม่ได้ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องประชุมคก.วัถตุอันตราย ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้ คงไม่ใช่ตัวเราคนเดียว มาจากพี่น้องประชาชนทุกคนทุกฝ่าย ใครๆก็อยากทานอาหารปลอดสารปลอดภัย ไม่ใช่ชัยชนะของใคร ขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้ง ทุกหน่วยงานร่วมกันสนับสนุนการแบนสาร

แหล่งข่าวในกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่าที่ผ่านมาในการขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรมาเข้ารับอบรมการใช้สารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้ มีเพียง4-5แสนคนเท่านั้น หากเทียบเคียงกับเกษตรกร ผู้ปลูกสวนยาง 1.4 ล้านราย มีพื้นที่ปลูกยาง 17ล้านไร่  ผู้ปลูกอ้อย 8แสนราย พื้นที่ปลูก8ล้านไร่ และเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง  1.8 ล้านไร่ ปลูกข้าวโพด 4ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน7ล้านไร่ แต่การที่มีเกษตรกรมาขอขึ้นทะเบียนอบรมใช้สาร เพียงเท่านี้ หมายถึงว่าเกษตรกรส่วนใหญ่กว่า30ล้านราย ไม่จำเป็นต้องใช้สาร3ตัวนี้

นอกจากนั้นในการใช้พาราควอตกำจัดหญ้า จะใช้เริ่มปลูกต้นยางในช่วงอายุต้นยาง 1-4 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่ใช่ เมื่อเปิดกรีดได้  และผู้ปลูกยางรายใหม่ ถ้าพิจารณาจากโครงการส่งเสริมของรัฐปลูกยางใหม่ ทดแทนสวนยางเก่า มีพื้นที่ปีละ 4 แสนไร่ ทำให้เห็นว่าปริมาณนำเข้าสารเคมีที่ผ่านมามากเกินกว่าจำนวนพืชไร่ พืชสวน ที่จะใช้สาร ที่มีความจำเป็นต้องใช้

เจียไต๋โฮมการ์เด้น ชวนไปช้อปงานบ้านและสวนแฟร์ 2019

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394789

  เจียไต๋โฮมการ์เด้น ชวนไปช้อปงานบ้านและสวนแฟร์ 2019

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 – 15:50 น.
บ้านและสวนแฟร์
เปิดอ่าน 11 ครั้ง

  เจียไต๋โฮมการ์เด้น ชวนไปช้อปงานบ้านและสวนแฟร์ 2019

22 ตุลาคม 2562 – เจียไต๋โฮมการ์เด้น ชวนไปช้อปสินค้าเกษตรคุณภาพในบ้านและสวนแฟร์ 2019 “Living Transformed” พบกับมหกรรมแห่งความสุขที่บูทเจียไต๋โฮมการ์เด้น พร้อมด้วยเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวหลากหลายชนิด ผลเมล่อนหวานๆ ฟักทองหอม มัน อร่อย และไอศกรีมเย็นชื่นใจ ที่ได้ผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในงานบ้านและสวนแฟร์เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา

และได้กลับมาจัดจำหน่ายอีกครั้งในครั้งนี้ พร้อมด้วยไฮไลท์เด็ด แตงโมซอนญ่า พลัส  ที่หวาน กรอบ ซึ่งมีผลสดมาให้ชิมกันในงาน นอกจากนั้น เจียไต๋ยังขนสินค้านวัตกรรมเกษตรมากมายเพื่อทำให้การปลูกผักของคนเมืองเป็นเรื่องง่ายขึ้น

เช่น พีทมอสอัดก้อน วัสดุปลูกแบบใหม่ทันสมัย และสเปรย์ฉีดบำรุงผักสวนครัวที่มีสารอาหารที่พืชต้องการช่วยให้ผักงอกงามอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย พบกับสินค้าเกษตรจากเจียไต๋ที่พร้อมสร้างความสุขให้กับทุกคนได้ ณ บูทเจียไต๋ U79-80, U113-114 เสาที่ 9 โซนของแต่งสวน (Garden Zone) ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 18-27 ตุลาคม 2562

สำหรับงานบ้านและสวนแฟร์ 2019 ปีนี้มาในธีม”เก่าในใหม่ ใหม่ในเก่า”หรือ Living Transfomed

ไม่เบี้ยวประชุม 5 กก.กระทรวงเกษตรฯร่วมชี้ชะตา 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394670

ไม่เบี้ยวประชุม 5 กก.กระทรวงเกษตรฯร่วมชี้ชะตา 3 สาร

วันที่ 22 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

เฉลิมชัย ยัน กก. 5 คนของกระทรวงเกษตรฯไม่มีใครยื่นลาป่วย ลากิจ  ลาพักร้อน เข้าประชุมครบ ลั่นมีสารทดแทนทำบัญชีไว้แล้วทำทุกอย่างเพื่อผู้บริโภค

22 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลัง รับหนังสือจากสมาคมเกษตรปลอดภัยและเครือข่ายเกษตรกร ผู้แทนสมาคมเกษตรกร แกนนำเกษตรกร และตัวแทนเกษตรกร 5 ล้านครัวเรือน

ได้ยื่นหนังสือชี้แจงข้อจริงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯคัดค้านการยกเลิก 3 สารเคมี โดยขอให้มีสารทดแทนก่อนเพราะหากแบนทันทีจะทำให้เสียหาย 8.2 แสนล้านบาท

นายเฉลิมชัย กล่าวว่าเป็นการรับฟังความเห็นอีกด้านของเกษตรกรที่ต้องการใช้สารเคมี ในฐานะรมว.เกษตรฯต้องฟังเหตุผลทั้งสองฝ่ายเพราะคนไทยด้วยกัน ซึ่งไม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะออกมาอย่างไร ต้องเตรียมมาตรการดูแลรองรับทั้งสองด้าน โดยมติของกระทรวงเกษตรฯให้ยกเลิก 3 สาร ซึ่งมีความชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้สั่งให้กรมวิชาการเกษตร ทำบัญชีรายชื่อสารทดแทน ล่าสุดส่งมาให้แล้วมีความหนาเป็นนิ้วแต่ยังไม่ได้เปิดอ่าน และมั่นใจข้าราชการระดับผู้บริหาร 5 คน ไปร่วมประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย แน่นอนเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครยื่นใบลาพักร้อน ใบลาราชการ มาที่ตน

ท่าทีกระทรวงเกษตรฯแสดงชัดเจนมานานแล้วและความคิดของผมมีในใจไว้อยู่แล้วหลังจากมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ออกมาจึงจะพูด เพราะขณะนี้แสดงความเห็นซ้ายก็ผิด ขวาก็ผิด ตรงกลางยังผิดเลย ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่แก้ปัญหา ไม่หนีปัญหา ถ้าผลออกมาซ้ายหรือขวา ก็ต้องแก้ทั้งหมด เพราะไม่ว่า แนวทางใดมีผลกระทบทั้งสิ้น ต้องเอาความจริงมาคุยกัน

ส่วนในเรื่องสารทดแทน เกษตรกรไม่ต้องกังวล ต้นทุนไม่สูงขึ้น  ผมให้กรมวิชาการเกษตร รวบรวมไว้ทั้งหมด มีทุกอย่าง สารชีวะภัณฑ์ สาร เคมี ส่งมาให้ผมแล้ว ขณะนี้มีหลายมาตรการที่เตรียมไว้แก้ไข ไม่ว่าอย่างไร สองกลุ่มคือคนไทย ทั้งหมด ผมชัดเจนมีเป้าหมายให้ผู้บริโภค และ เกษตรกร ต้องปลอดภัย

“รอฟังผลที่ประชุม ถ้าแบนต้องแก้ไขปัญหาให้เป็นสิ่งต้องทำเพื่อคนไทย ไม่ได้คิดว่าจะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือมีผลต่อการเมืองอย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้นั่งคุยกับ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้คุยเรื่องเดินหน้านโยบายต่อไป ที่จะให้สหกรณ์ทำเมล็ดพันธุ์ข้าว ผลิตอย่างไรให้ทันกับความต้องการของเกษตรกรที่ยังประสบทั้งภัยแล้งน้ำท่วม ทุกวันนี้ปัญหาประเทศมีอีกมากที่ต้องช่วยกันแก้ไขให้ประชาชนทั่วประเทศ ผมจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แก้ปัญหาให้เกษตรกรอย่างดีที่สุด “นายเฉลิมชัย กล่าว

เกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าค้านแบน 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394663

เกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าค้านแบน 3 สาร

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 20:53 น.
แบนสารเคมี,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

กลุ่มตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจหลัก เดินหน้าคัดค้านการแบน 3 สารเคมี ยืนยันเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ รวมตัวบุกกระทรวงอุตสาหกรรมพรุ่งนี้ ลุ้นผลมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย

21 ตุลาคม 2562 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า วันประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย ทางตัวแทนเกษตรกรพืชเศรษฐกิจกว่า 1,000 ราย จะไปรวมตัวกัน

ทั้งนี้เพื่อรอฟังคำตัดสินที่กระทรวงอุตสาหกรรม และไปให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขอให้มีการลงมติและตัดสินอย่างเที่ยงตรง ยุติธรรม บนพื้นฐานข้อมูลที่เท็จจริงและถูกต้องมากที่สุด ทั้งนี้อยากให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน

เพราะการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง และจะขอเข้าพบนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอความชัดเจนว่ามีการสั่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยกมือแบน 3 สารเคมีจริงหรือไม่ เพราะหากจริงแสดงว่าท่านมีการก้าวล้ำการทำหน้าที่ของคณะกรรมการฯ

ขณะเดียวกันยังจะยื่นหนังสือ ขอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการกลาง วิจัยศึกษาถึงผลกระทบที่แท้จริงก่อนการแบน 3 สารเคมี เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง แล้วให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้น และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบน 3 สารเคมีจริง ทางกลุ่มฯจะเดินหน้ายื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองทันที ให้คุ้มครองชั่วคราวทันที

ฝ่ายหนุนแบน 3 สาร ให้กำลังใจ มนัญญา กล้าหาญประกาศจุดยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394662

ฝ่ายหนุนแบน 3 สาร ให้กำลังใจ มนัญญา กล้าหาญประกาศจุดยืน

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 20:37 น.
มนัญญา,แบน 3 สาร,สารเคมี,กรรมการวัตถุอันตราย
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

ฝ่ายหนุนแบน 3 สาร ให้กำลังใจ มนัญญา กล้าหาญประกาศจุดยืนลุยสู้เพื่อคนไทย ถามผู้ใหญ่ในคกก.วัตถุอันตราย ทำไมยังขโมยชีวิตเด็กไทยให้อยู่กับสารเคมี

21 ตุลาคม 2562 เครือข่ายสตรีมุสลิม 4 ภาค ได้มอบดอกไม้ให้กำลังน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้เดินหน้าแบน 3 สาร นำโดยดร.กิ่งแก้ว ช่วยกาญจน์ นายกสมาคมสตรีมุสลิมจ.กระบี่

พร้อมกล่าวว่าเราพร้อมต่อสู้เคียงข้าง รมช.เกษตรฯซึ่งเป็นสตรีที่มีความกล้าหาญที่กล้าประกาศยกเลิกใช้สารเคมี จนทำให้ในสังคมไทยหันมามองเรื่องนี้และในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข รู้สึกช็อกดีใจที่มีรัฐมนตรีมาประกาศจุดยืนแบนสารเคมีทันที เพราะอยู่ในวงการสาธารณสุข มาตลอดพบว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นจากผลของสารเคมีเกษตร ทั้งในพืชผักผลไม้ ดินและน้ำ มองมาตลอดว่าเมื่อไหร่กระทรวงเกษตรฯเป็นต้นทางที่จะไม่ใช่สารเคมีเหล่านี้ และจะเอาจริงเอาจังกับการควบคุมหรือไม่ให้มีสารเคมีใช้ในประเทศ

ที่ผ่านมาแม้จะมีมาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร แนะนำวิธีใช้ เข้มงวดการซื้อขาย สุดท้ายยังพบว่าการปนเปื้อนของสาร 3 ตัวนี้ในพืชผักผลไม้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มาถึงวันนี้เป็นจุดถึงเวลาแล้วคนไทยทุกคนในฐานะแม่ และฐานะครู มองว่าไม่อยากให้ผู้ใหญ่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย ขโมยชีวิตเด็กไทยไป ทุกคนก็รู้ว่าสารเคมีมีโทษ แต่ทำไมยังให้ใช้อยู่

“ดีใจมากที่มีนักการเมืองระดับประเทศต่อสู้เพื่อคนไทย ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมีวันนี้ เราทำฐานข้อมูลเรื่องโรคจำนวนมากของเกษตรกรมาจากสารเคมี ปีๆหนึ่งประเทศไทยจ่ายค่าสาธารณสุขไปมากมาย และที่เห็นอยู่คือเกษตรกรไทยมีหนี้สินกับคนไทยเป็นโรคมากขึ้น”ดร.กิ่งแก้ว กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ทุกอย่างรอมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย วันที่ 22 ต.ค. ว่าจะมีความเห็นอย่างไร ตนพร้อมสู้ไปกับทุกคนเพราะวันนี้แม้มีกฏกระทรวงกำจัดการใช้สารเคมี แต่ถามว่าเกษตรกรไทยจะมีสักกี่คนที่จะแยกออกว่า ให้สารอะไรใช้สำหรับวัชพืชใบแคบ หรือวัชพืชใบกว้าง เพราะว่าเมื่อเกษตรกรปลูกพืชอะไร และมีต้นที่ไม่ต้องการมองว่าเป็นวัชพืชก็ซื้อยามาฉีดเพราะหาได้ง่าย

ฉะนั้นหลังจากนี้จะหยิบปัญหาเรื่องการขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตร สารชีวะภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี มาพูดคุยกันหาจุดที่เหมาะสมกับปัจจุบันที่ต้องการพืชอินทรีย์ ปลอดสาร ในขณะเดียวกันต้องมีประสิทธิภาพเพียงพอกำจัดศัตรูพืชได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม และเปิดกว้างข้อกำหนดต่าง ๆ ในการขึ้นทะเบียนให้กับสูตรสมุนไพรที่มีฤทธิ์กำจัดศัตรูพืช ที่คิดค้นโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช่ใครทำอะไรก็ไปจับกุมหมด ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำหมักสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ผ่านมาจึงไม่ได้เกิด

จากนี้ให้กรมวิชาการเกษตร นำมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ได้ ซึ่งสรรพสิ่งบนแผ่นดินไทยใช้ประโยชน์ได้มากมาย รวมถึงวิธีการทำเกษตรของโครงการหลวง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้พืชแข็งแรง แมลงจะไม่มากิน แมลงจะกินพืชที่อ่อนแอ  ขอให้หน่วยงานเปิดใจกว้างมากขึ้นด้วย