ซีพีเอฟ ใช้เทคโนโลยีเลี้ยงกุ้งครบวงจรสู่การทำฟาร์มแบบยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394644

ซีพีเอฟ ใช้เทคโนโลยีเลี้ยงกุ้งครบวงจรสู่การทำฟาร์มแบบยั่งยืน

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 18:20 น.
กุ้ง,ซีพี
เปิดอ่าน 37 ครั้ง

ซีพีเอฟ นำระบบการเลี้ยงกุ้งด้วยเทคโนโลยี บริหารจัดการแบบครบวงจรต้นแบบเปลี่ยนแปลงการทำฟาร์มกุ้งสู่ความยั่งยืนทั่วโลกผลกระทบสิ่งแวดล้อม

21 ตุลาคม 2562 ในปี 2555 การระบาดของอาการกุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของประเทศผู้เลี้ยงกุ้งและเกษตรกรในหลายประเทศ

นับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของการทำฟาร์มกุ้ง รวมถึงธุรกิจฟาร์มกุ้งของ ซีพีเอฟ ในต่างประเทศเช่นเดียวกัน

ซีพีเอฟ ได้ให้ทุนกับห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา มหาวิทยาลัยอริโซน่า เพื่อหาต้นเหตุของโรค EMS และแนวทางป้องกันโรค ขณะเดียวกันศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทฯยังได้พัฒนาบ่ออนุบาลลูกกุ้ง และปรับปรุงการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อป้องกันกุ้งจากการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จากธรรมชาติ

จากการศึกษาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯค้นพบแนวทาง ทางชีวภาพและสามารถพัฒนาสายพันธุ์กุ้งใหม่ที่มีพันธุกรรมต้านทานโรคสูง กุ้งแข็งแรง ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการปรับรูปแบบการทำฟาร์มกุ้งและบ่อเลี้ยงใหม่ ที่ช่วยลดความเสี่ยงและการสูญเสีย

มร.โรบินส์ แมคอินทอช รองประธานกรรมการบริหาร – สายการพัฒนาพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งแบบยั่งยืน ด้วยวิธีการเลี้ยงแบบครบวงจรซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงปัจจัยการทำฟาร์มที่สำคัญได้อย่างครบถ้วน เช่น บ่ออนุบาลพ่อแม่พันธุ์กุ้ง บ่ออนุบาลกุ้งตัวอ่อนและลูกกุ้ง ตลอดจนเทคโนโลยีในการทำฟาร์มจนเข้าสู่กระบวนการผลิต ส่งผลดีต่อเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิต

“เราพูดได้ว่า ซีพีเอฟ เป็นบริษัทเดียวในโลกที่ตอบสนองเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ครบวงจร ทำให้เกษตรกรและบริษัทฯสามารถตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตได้ เราไม่เคยหยุดพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบัน เราเป็นผู้ผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่ดีที่สุดในโลก” มร.โรบินส์ ย้ำ

มร.โรบินส์ กล่าวต่อไปว่า จุดแข็งของธุรกิจกุ้งของ ซีพีเอฟ เกิดจาก 4 ปัจจัยสนับสนุน คือ 1. สายพันธุ์กุ้งต้านทานโรคสูงโดยเฉพาะเชื้อไวรัสทอร่า (Taura Virus) อาการติดเชื้อ EMS และโรคไวรัสจุดขาว (White Spot Virus) นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้แนะนำวิธีการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมปลอดเชื้อให้เกษตรกรในเอเซีย ทั้งยังประยุกต์เทคนิคการผสมพันธุ์กุ้งเพื่อเพิ่มอัตราการโตของกุ้ง กุ้งมีความแข็งแรงต้านทานโรคหลักที่เกิดกับกุ้งได้สำเร็จ ลดความสูญเสียของเกษตรกรและฟาร์ม

2. การพัฒนาบ่ออนุบาลสำหรับกุ้งช่วงอายุต่างๆ ให้มีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะการผลิตกุ้งขาวแวนนาไมปลอดโรค ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กระตุ้นให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในเอเซียเติบโตสูงสุดระหว่างปี 2547-2554 และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในช่วงต่อมาโดยเริ่มจากตัวอ่อนกุ้งที่แข็งแรงจากสายพันธุ์ที่ดี โตเร็วและอัตรารอดสูงในบ่อเลี้ยงตามธรรมชาติ

3. การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอาหารสัตว์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน ปัจจุบันอาหารกุ้งของ ซีพีเอฟ ไม่ใช้ปลาป่นที่ได้จากการจับจากทะเลแต่ใช้ปลาป่นที่มาจากผลพลอยได้ในอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบอาหารกุ้งที่มาจากการจัดหาและแหล่งผลิตที่ได้รับรองความยั่งยืนเท่านั้น ซึ่งยังคงสนับสนุนให้กุ้งแข็งแรงดีและโตเร็ว

ซีพีเอฟ ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงระบบการเลี้ยงกุ้งแบบชีวภาพเพื่อป้องกันโรคต่างๆจากธรรมชาติ เช่น EMS โรคไมโครสปอริเดีย (Enterocytozoon hepatopenaei : EHP) และโรคไวรัสจุดขาว (White Spot Syndrome Virus) สำหรับเทคโนโลยีใหม่นี้มีหลักการเดียวกับระบบเพาะเลี้ยงสัตว์ในระบบน้ำหมุนเวียน (recirculating aquaculture systems : RAS) ควบคู่กับการบริหารจัดการฟาร์มขนาดเล็ก  ระบบ RAS เป็นระบบที่นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้น้ำ ที่สำคัญยังเป็นเทคโนโลยีที่ดักจับของเสียจากกุ้งไม่ก่อให้เกิดมลภาวะในบ่อเลี้ยง ช่วยลดเสี่ยงจากการติดโรคได้ดี

ผลจากการดำเนินงานตามปัจจัยทั้ง 4 ข้อ จากบ่อเลี้ยงที่มีขนาดเล็กลงทำให้ควบคุมพื้นที่ได้ดีขึ้นขณะเดียวกันมีน้ำสะอาดตลอดเวลาทำให้ได้ผลผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น ซึ่งเป็นการผสมผสานกับพันธุ์กุ้งโตเร็วของ ซีพีเอฟ ที่ให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงกุ้งดีกว่าและผลผลิตดีกว่าการเลี้ยงแบบดั้งเดิมถึง 25 เท่า

การเลี้ยงกุ้งด้วยเทคโนโลยีและการเลี้ยงแบบผสมผสานแบบครบวงจร ของ ซีพีเอฟ หรือที่เรียกว่า “เทคนิค 3 สะอาด” เป็นการให้ความสำคัญกับความสะอาดในการเตรียมบ่อกุ้ง ลูกกุ้งสะอาด และน้ำสะอาด ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคนิค 3 สะอาด ควบคู่กับการเลี้ยงแบบชีวภาพ หรือ ซีพีเอฟ คอมบายด์ โมเดล (CPF Combined Model)ให้เหมาะกับการเลี้ยงกุ้งในประเทศอินเดีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

“เมื่อปี 2529 ซีพีเอฟ เป็นผู้นำในปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเพื่ออนาคตในรูปแบบใหม่ ซึ่งส่งผลให้กุ้งเป็นอาหารที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในราคาเหมาะสม และเป็นอีกครั้งที่บริษัทฯเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงการทำฟาร์มกุ้งทุกๆแห่งทั่วโลกให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” มร.โรบินส์ กล่าว

ปัจจุบัน การทำฟาร์มกุ้งในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นับวันจะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากคุณภาพน้ำไม่ดีเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน ส่งผลกระทบต่ออนาคตของธุรกิจการเลี้ยงกุ้ง ในขณะที่อเมริกายังมีที่ดินที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ทำให้เห็นแนวโน้มธุรกิจการเลี้ยงกุ้งในสหรัฐฯ จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ซีพีเอฟ ยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบการเลี้ยงกุ้งในระบบน้ำหมุนเวียน (RAS) เพื่อให้เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งที่สหรัฐฯในพื้นที่ที่อยู่ไกลจากมหาสมุทรและในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอากาศตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ธุรกิจกุ้งครบวงจร (สายพันธุ์กุ้ง ตัวอ่อน ลูกกุ้ง อาหารกุ้ง การบริหารจัดการฟาร์มที่ดีและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนการเป็นผู้นำธุรกิจเพาะเลี้ยงกุ้งในสหรัฐฯได้เป็นอย่างดีในทุกที่ทุกเวลา ซึ่งฟาร์มเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำทะเลแต่อยู่ได้ด้วยระบบน้ำแบบหมุนเวียน และไม่มีการปล่อยของเสียหรือขยะสู่สิ่งแวดล้อม

“ซีพีเอฟ คาดว่าจะเป็นผู้นำการเลี้ยงกุ้งของโลกในอนาคต ซึ่งเทคโนโลยีของเราถูกพัฒนาให้สอดคล้องและเหมาะสมกับทุกประเทศในโลกนี้” มร.โรบินส์ กล่าว

รมว.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนงาน 6 ด้านมุ่งสร้างรากฐานภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394573

รมว.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนงาน 6 ด้านมุ่งสร้างรากฐานภาคเกษตร

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 14:26 น.
เฉลิมชัย,กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

รมว.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนงาน 6 ด้านมุ่งสร้างรากฐานภาคเกษตร

21 ตุลาคม 2562   รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าวแสดงความยินดีและมอบนโยบายเนื่องในวันครบรอบ 52 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ชูนโยบายขับเคลื่อนงาน 6 ด้านมุ่งสร้างรากฐานภาคการเกษตรอย่างเข้มแข็ง นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายภายในงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ณ กรมส่งเสริมการเกษตร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการช่วยเหลือดูแลและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยมุ่งเน้นนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร” ซึ่งจะมีการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน อีกทั้งจะต้องสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรในระดับฐานราก ด้วยการส่งเสริมการผลิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมการเกษตรได้มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 6 ประเด็น คือ 1. ขยายผลโครงการพระราชดำริให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสืบสานศาสตร์พระราชา โดยการส่งเสริมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการหลวง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงและสืบสานศาสตร์พระราชา ยึดแนวทางสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี มีภูมิคุ้มกัน และมีความมั่นคงในอาชีพ รวมทั้งการส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลของระบบการผลิตทางการเกษตร ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

2. บริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักการตลาดนำการเกษตรและสร้างราย ได้แก่ เกษตรกร เน้นพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อเข้าสู่เกษตรอุตสาหกรรม โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และการผลิตสินค้าเกษตรที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ ใช้สารชีวภัณฑ์ลดการใช้สารเคมี การสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และการส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร พัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งการตลาดออนไลน์ และการพัฒนาโลจิสติกส์สินค้าเกษตร

3.พัฒนาองค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และงานเคหกิจเกษตร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนให้ดีขึ้น การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการ สร้าง Young Smart Farmer ให้มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้นำพัฒนาการเกษตรของชุมชน การส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรรวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนเกษตรและชุมชน

4.สร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการทำงาน พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย ให้มีความเข้มแข็งทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนและเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ชุมชน และบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยพัฒนาต่อยอดจากฐานการพัฒนาที่มีอยู่แล้วและให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา

5. ช่วยเหลือดูแลและให้บริการแก่เกษตรกร ที่ประสบภัยพิบัติ (ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคพืช) และ 6.พัฒนาองค์กร ระบบการทำงาน และบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร โดยพัฒนาระบบข้อมูล Big Data ระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารต่าง ๆ ที่ทันสมัย เพื่อให้บริการเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงยึดหลักการทำงานอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมทำงานตามหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ปฏิบัติงานอยู่เคียงคู่กับพี่น้องเกษตรกรมาด้วยความมุ่งมั่น ซึ่งแนวทางการดำเนินงานกรมส่งเสริมการเกษตรตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กล่าวมานั้น จะทำให้การทำงานส่งเสริมการเกษตรมีทิศทางที่ชัดเจน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการดูแลช่วยเหลือในการประกอบอาชีพการเกษตร และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกษตรกรจะมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีรายได้ที่มั่นคง

สำหรับกิจกรรมภายในงานได้มีการจัดพิธีสงฆ์ พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์พิเศษ ทำนอง สิงคาลวณิช ผู้ก่อตั้งกรมส่งเสริมการเกษตร หน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแสดงความยินดีและมอบเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์แก่มูลนิธิธรรมรักษ์ (วัดพระบาทน้ำพุ) การมอบรางวัลบุคคล หน่วยงานดีเด่น และผู้ทำคุณประโยชน์กับกรมส่งเสริมการเกษตร การมอบทุนการศึกษา และมอบแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแก่ข้าราชการและบุคลากรกรมส่งเสริมการเกษตร

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร นำเสนอผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการให้บริการเกษตรกร นิทรรศการกลไกขับเคลื่อนงานในพื้นที่ และตัวอย่างผลสำเร็จของงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ ต.น้ำชุม อ.ศรีนคร จ.สุโขทัย การคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2562 ประกอบด้วย เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ นักส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ดีเด่น จำนวน 24 รางวัล รวมทั้งเกษตรกร บุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรดีเด่น จำนวน 57 รางวัล เพื่อสนับสนุนให้บุคคลและหน่วยงานสามารถทำงานตามบทบาทหน้าที่ บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาเกษตรกร อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานให้บุคคลและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นได้รับการยกย่อง เผยแพร่เกียรติคุณ ตลอดจนเกิดความภาคภูมิใจในการปฏิบัติงานส่งเสริมการเกษตรด้วย

สทบ. ผนึกภาคีเครือข่าย เปิดโครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394547

สทบ. ผนึกภาคีเครือข่าย เปิดโครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 12:24 น.
สทบ
เปิดอ่าน 10 ครั้ง

สทบ. ผนึกภาคีเครือข่าย เปิดโครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา

สํานักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ผนึกภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ประกอบด้วย กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจ
จากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อนเปิดโครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา “เปิดปฏิบัติการกองทุนกล้าไม้” ภายใต้แนวคิด ต้นไม้ยั่งยืน กองทุนมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง หวังสร้างพลิกฟื้นผืนป่า หนุนสมาชิกกองทุนฯ ทั่วประเทศเป็นกำลังสำคัญ

นายกอบศักดิ์  ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และประธานการจัดงาน กล่าวว่า ประเทศไทยในอดีตมีความสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติในเรื่องของต้นไม้ป่าไม้ แต่จะเห็นได้ว่าในช่วงหลังพื้นที่ป่าไม้ลดลงและมีจำนวนที่จำกัด จนก่อให้เกิดปัญหาดินถล่ม ภัยแล้ง น้ำท่วม ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคอีสานในจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งนี้เป็นผลมาจากต้นไม้และป่าไม้ของประเทศลดลงทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้นเพราะในหลายประเทศก็อยู่ในภาวะการณ์เดียวกัน ภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของป่าไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญ ผลักดันนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าขึ้น โดยการขับเคลื่อน “โครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา ภายใต้แนวคิด “ต้นไม้ยั่งยืน กองทุนมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง” ร่วมกัน ซึ่งสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติที่มีกว่า 13 ล้านคนทั่วประเทศ ถือเป็นกำลังและพลังสำคัญ ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสุข สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับสมาชิกกองทุนฯ โดยการขับเคลื่อน “โครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา ภายใต้แนวคิด “ต้นไม้ยั่งยืน กองทุนมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง” ร่วมกัน
“สำหรับ “โครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา” เป็นโครงการที่ให้สมาชิกกองทุนฯ มาร่วมเปลี่ยนแปลงพลิกฟื้นพื้นป่าประเทศไทยให้มีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งนี้ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ไต้ฝุ่น ดินถล่ม ซึ่งเกิดจากทรัพยากรธรรชาติ นั่นคือ ป่าไม้ และต้นไม้จากที่เคยอุดมสมบูรณ์สูญเสียไป ส่งผลต่อการดำรงชีวิต จึงเกิดการร่วมระดมความคิดเห็นก่อเกิดเป็นแนวทางในแก้ไขปัญหา ด้วยทาง สทบ. มีสมาชิกกองทุนฯทั่วประเทศ ที่จะเป็นกำลังในการปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า และยังนำมาใช้สอย สร้างอาชีพได้อีกด้วย

พร้อมยังได้เตรียมการปลูกต้นกล้าเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ นับเป็นการนำพระราชดำริล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสเสมอว่า “ต้นไม้” เราปลูกไม้ 3 อย่างมีประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ ไม้ใช้สอย ไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ การนำไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ นำไปใช้ทำฟื้น ผลไม้ใช้กิน ทำมาหากินโดยนำไปขาย และสุดท้ายเป็นการอนุรักษ์ดินอนุรักษ์ป่า ซึ่งการปลูกต้นไม้ในครั้งนี้เป็นร่วมพลัง ความรักและน้อมนำพระราชดำรัสสร้างป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีต” นายกอบศักดิ์  ภูตระกูล  รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายนที  ขลิบทอง ผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)  กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ก่อตั้งมา 18 ปี มีการตั้งกองทุนฯ รวมกว่า 79,000 กองทุนทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญเดินหน้าขับเคลื่อนการปลูกต้นไม้ให้เต็มแผ่นดินให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา ภายใต้แนวคิด ต้นไม้ยั่งยืน กองทุนมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนปลูกเป็นรายบุคคลทำให้ขาดกำลังในการสนับสนุน
แต่วันนี้สมาชิกกองทุนฯ ที่มีพลังผู้ปลูกจะมีกองทุนหมู่บ้านเป็นพลังองค์กรที่จะเข้ามาสนับสนุนให้ประสบความสำเร็จและทำให้การปลูกต้นไม้ได้เต็มแผ่นดินเกิดขึ้นได้จริง
นอกเหนือจากการปลูกต้นไม้เป็นประโยชน์กับส่วนรวม และเป็นการสร้างสินทรัพย์แผ่นดิน คือ ต้นไม้ แล้ว “ต้นไม้” ยังสามารถเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ ซึ่งขยายสู่การเป็นสินทรัพย์ และยังสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน นอกจากนี้แล้วยังเป็นการส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ อาทิ อาชีพในการเพาะกล้าไม้ ทำเรือนเพาะชำ นับเป็นการส่งเสริมอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้กับสมาชิกกองทุนฯ ซึ่งมองว่าโครงการฯ นี้จะทำให้สมาชิกกองทุนฯ ได้รับประโยชน์จากมูลค่าของผลผลิตต้นไม้ และการขยายสินเชื่อ และกองทุนฯ จะได้หลักทรัพย์ และโครงการส่งเสริมอาชีพ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา อันนำไปสู่การใช้งบประมาณของกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดรับกับแนวคิด ต้นไม้ยั่งยืน กองทุนมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ของโครงการฯ ทั้งนี้ประเทศยังได้สินทรัพย์คือ ทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดิน และสภาพแวดล้อมที่จะก่อความสุขให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน สำหรับชื่อโครงการกองทุนต้นไม้ร่วมพัฒนา มาจากสมาชิกและกองทุนฯ ทั่วประเทศ ที่จะร่วมกันพัฒนาสินทรัพย์ คือ “ต้นไม้” ให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านและชุมชน
สำหรับแผนการเตรียมความพร้อมหลังการเปิดโครงการฯ ในวันนี้ (วันที่ 19 ตุลาคม 2562) ทาง สทบ. จะมอบต้นไม้กล้ารวม 1,000 ต้น แบ่งเป็นยางนา 200 ต้น พะยอม 200 ต้น มะค่า 200 ต้น พะยูง 150 ต้น สัก 100 ต้น กระถินเทพา 100 ต้น และประดู่ 50 ต้น แก่สมาชิกกองทุนเป็นกรณีตัวอย่าง โดยนอกจากจะมอบต้นกล้าให้สมาชิกกองทุนฯ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษแล้ว แล้วยังจะเปิดรับข้อมูลความต้องการของสมาชิกกองทุนฯ โดยสามารถเข้ามาลงทะเบียนได้ที่ http://smartiotdevice.ddns.net:1234/Web/register.htm ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ผู้ต้องการปลูกต้นไม้ สามารถระบุ
ความต้องการกล้าไม้ เพื่อทางกองทุนฯ จะได้จัดเตรียม และ 2. ผู้ทำกล้าไม้ ที่สร้างเป็นศูนย์เพาะชำกล้าไม้ เพื่อบริการแก่สมาชิกต่อไป และในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 จะเป็นวันส่งเสริมการปลูกต้นกล้าเพื่อน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปลูกต้นไม้พร้อมกันของกองทุนโดยกำหนดไว้ในวันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติในวันที่ 25 กรกฎาคม
ซึ่งในปี 2563 จะเป็นวันครบรอบ 19 ปีกองทุนฯ และก้าวสู่ปี 20 จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเปิดโอกาสให้ทุกกองทุนได้ร่วมกัน
สร้างสินทรัพย์ให้กับแผ่นดิน โดยการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกต้นไม้ร่วมกัน
“กระบวนการเตรียมความพร้อม 3 เรื่อง คือ หนึ่งการจัดเตรียมกล้าไม้ ซึ่งได้สนับสนุนและจัดซื้อจากสมาชิกกองทุนฯ ที่ปลูกต้นกล้า เรื่องที่สอง คือ การอบรมให้ความรู้ โดยได้ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมป่าไม้ จะเข้ามาช่วยด้านการอบรม การสอนเรื่องการวัดมูลค่าไม้ และให้ความรู้ตั้งแต่การปลูกดูแลกล้าไม้จนถึงระยะที่สร้างมูลค่าได้ และยังมีความร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ที่จะมาให้ความรู้ด้านการสร้าง Carbon Credit (คาร์บอนเครดิต) และการประเมิน Less พร้อมยังมี มสธ. เข้ามาร่วมติดอาวุธทางปัญญาให้กับสมาชิกกองทุนฯ
เรื่องที่สาม คือ การสนับสนุนโครงการจากภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น ธกส. จะเข้ามาให้ความรู้ในการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ หรือภาคเอกชนที่จะเข้ามาช่วยเรื่องการตลาดหรือการแปรรูปไม้ เป็นต้น

เปิด6ยุทธศาสตร์น้ำ สนองพื้นที่”อีอีซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394495

 เปิด6ยุทธศาสตร์น้ำ สนองพื้นที่”อีอีซี”

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 05:04 น.
ยุทธศาสตร์น้ำ,อีอีซี
เปิดอ่าน 88 ครั้ง

 เปิด6ยุทธศาสตร์น้ำ สนองภาคเกษตร-อุตฯ พื้นที่”อีอีซี”         

หลังรัฐบาลได้กำหนดให้พื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออกประกอบด้วย ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงทรา เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการขยายตัวการลงทุนของประเทศ ความมั่นคงทางด้านน้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อรองรับการเติบโตภาคอุตสาหกรรม พร้อมๆ กับการขยายตัวภาคการผลิต การบริการ รวมทั้งความต้องการใช้น้ำสำหรับพื้นที่ภาคการเกษตร

แม่น้ำบางปะกง

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานหลักระดับปฏิบัติการ โดย อธิบดี “ทองเปลว กองจันทร์” สั่งการให้สำนักกองต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประสานความร่วมมือให้ดำเนินการขับเคลื่อนแผนการปฏิบัติงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมายความต้องการที่วางไว้ โดยมอบหมายให้สำนักงานชลประทานที่ 9 ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนให้สามารถขับเคลื่อนโครงการได้อย่างเหมาะสม

         สุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 ชี้แจงรายละเอียดถึงการดำเนินดังกล่าว โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 มีขอบเขตรับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัด ในภาคตะวันออก คือ  ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก และฉะเชิงเทรา มีพื้นที่การเกษตร 23 ล้านไร่ พื้นที่ชลประทาน 2.1 ล้านไร่ หรือ 9.1% ใน 4 ลุ่มน้ำหลัก คือ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ลุ่มน้ำบางประกง ลุ่มน้ำโตนเลสาบ และลุ่มน้ำชายทะเล ฝั่งตะวันออก ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่คือปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาคุณภาพน้ำ รวมทั้งปัญหาการแบ่งปันน้ำของภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

หลังจากรัฐบาลมีแผนพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้วางโครงการด้านการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยพิจารณาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีการคาดการณ์ว่าในปี 2579 จะพัฒนาแหล่งน้ำได้รวม 754 โครงการ เพิ่มปริมาณการเก็บน้ำได้อีก 1,621 ล้านลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 1.5 ล้านไร่ รวมใน 20 ปี ข้างหน้าพื้นที่ชลประทานในภาคตะวันออกเพิ่มเป็น 3.7 ล้านไร่

สำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจ (อีอีซี) ในพื้นที่ภาคตะวันออก สุชาติ ระบุว่า การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (อีสวอเตอร์) ได้ประเมินความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นจากเดิม 350 ล้านลบ.ม. เป็น 750 ล้านลบ.ม.ในปี 2569 และคาดว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำจะเป็น 1,000 ล้านลบ.ม.ในปี 2579 เพื่อรองรับการขยายตัวทั้งด้านการเกษตรในฐานะศูนย์กลางผลไม้ การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรมและการบิน กรมชลประทานจึงกำหนดยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคงด้านน้ำสำหรับอีอีซี ไว้ 6 ด้านประกอบด้วย 1.การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บน้ำ 2.พัฒนาแหล่งน้ำโดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 3.เชื่อมโยงแหล่งน้ำและระบบสูบน้ำให้เต็มศักยภาพ 4.การสูบน้ำกลับท้ายอ่างเก็บน้ำ 5.การป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และ 6.การจัดหาแหล่งน้ำโดยภาคเอกชน

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 ระบุอีกว่า พื้นที่ภาคตะวันออกในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ยังขาดความมั่นคงด้านน้ำซึ่งมักเกิดปัญหาการแย่งน้ำระหว่างภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเกือบทุกปี โดยเฉพาะในปี 2548 วิกฤติแล้งมากจนเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาคการเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจังหวัดระยองและชลบุรีต้องใช้น้ำจากระบบระบายน้ำจากฟาร์มปศุสัตว์มาช่วยสวนผลไม้ ในปีเดียวกันนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้บริษัทอีสวอเตอร์ ดำเนินการก่อสร้างระบบผันน้ำ 2 โครงการ คือ การวางท่อผันน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.40 เมตร จากแม่น้ำบางประกง จ.ฉะเชิงเทรา สูบน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำปีละประมาณ 35 ล้านลบ.ม. และวางท่อผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำ ประแสร์ จ.ระยอง มาลงอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จ.ระยอง ปีละประมาณ 70 ล้านลบ.ม.

นอกจากนั้น สำนักงานชลประทานที่ 9 ยังได้ดำเนินการโครงการสูบผันน้ำส่วนเกินจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่มาลงอ่างหนองปลาไหล จ.ระยอง เพื่อเชื่อมโครงข่ายน้ำอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำคลองใหญ่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาการใช้น้ำในจังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อหาแนวทางในการวางโครงข่ายน้ำจากแหล่งข้างเคียง โดยภาพรวมได้สรุปแนวทางการสูบน้ำจากลุ่มน้ำใกล้เคียง ได้แก่ 1.โครงการผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต จ.สมุทรปราการ มายังอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว

2.โครงการระบบผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มาลงอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว 3.โครงการระบบผันน้ำอ่างเก็บน้ำดอกกรายมาลงอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง ปัจจุบันอยู่ในแผนยังไม่ได้รับงบประมาณในการก่อสร้าง และโครงการเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำดอกกราย จ.ระยอง ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว และ 4.โครงการสถานีสูบน้ำพานทอง จ.ชลบุรี โดยการสูบน้ำจากคลองพานทองเติมเข้าเส้นท่อพระองค์ไชยานุชิต อ่างเก็บน้ำบางพระ ปีละประมาณ 50 ล้านลบ.ม. จะแล้วเสร็จในปี 2562

สำหรับโครงการสูบผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต อ่างเก็บน้ำบางพระ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 ให้กรมชลประทานดำเนินโครงการผันน้ำจากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกมาลงอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยการก่อสร้างสถานีสูบน้ำอัตราการสูบน้ำ 5.50 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมท่อส่งน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.80 เมตร ความยาว 58.251 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำในฤดูฝนจากคลองพระองค์ไชยานุชิต ได้ปีละประมาณ 70 ล้านลบ.ม. ซึ่งได้สร้างแล้วเสร็จในปี 2556

ขณะนี้การประปาส่วนภูมิภาคร่วมกับกรมชลประทานดำเนินการสูบผันน้ำ ภายใต้การควบคุมของกรมชลประทาน ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาครับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำทั้งหมด ประกอบด้วย ค่าไฟฟ้าสำหรับการสูบน้ำ ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบท่อ ค่าประกันความเสียหายกับบุคคลภายนอก และจัดเก็บค่าชลประทานในอัตราลบ.ม.ละ 50 สตางค์ ตามพ.ร.บ.การชลประทานหลวง นอกจากนี้การประปาส่วนภูมิภาคยังดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (ซีเอสอาร์) ในอัตราลบ.ม.ละ 10 สตางค์

อย่างไรก็ตามเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้ผันน้ำจะต้องไม่ทำให้เกิดปัญหากับพื้นที่ต้นน้ำ จึงกำหนดเกณฑ์ดังนี้ ระดับน้ำหน้าสถานีสูบน้ำ ต้องไม่น้อยกว่าระดับ 0.10 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่าความเค็มต้องไม่มากกว่า 0.50 กรัมต่อลิตร อัตราการไหลของน้ำหน้าสถานีไม่น้อยกว่า 1.00 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยสำนักงานชลประทานที่ 9 จะเป็นผู้วินิจฉัยสั่งการให้สูบหรือหยุดสูบน้ำ

ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนารูปแบบการบูรณาการโครงการและงบประมาณด้านน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันปี 2561 ในภาคตะวันออกสามารถเก็บน้ำได้ทั้งสิ้น 2,488 ล้านลบ.ม. ในอ่างเก็บน้ำ 62 แห่ง แบ่งเป็นขนาดใหญ่ 7 แห่ง และขนาดกลาง 55 แห่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มีน้ำใช้อย่างเพียงพอแน่นอน

นักวิชาการ ออกโรงหนุนยกเลิก 3 สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394463

นักวิชาการ ออกโรงหนุนยกเลิก 3 สาร

วันที่ 21 ตุลาคม 2562 – 00:13 น.
ยกเลิกสารเคมี,พาราควอต
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

นักวิชาการ ออกโรงหนุนยกเลิก 3 สาร เตือนกก.วัตถุอันตรายอย่ารับเงินแลกยื้อสารพิษ เจอถูกสอบแน่ อ.สุขุม เตือนรัฐอย่าเห็นชีวิตคนไทยมีราคาถูก

21 ตุลาคม 2562 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงการเสนอยกเลิก 3 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่พาราควอต ไกรโฟเซต คลอร์ไพรฟอส

โดยบอกว่า ตามข่าวคือคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะโหวตเรื่องดังกล่าวในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งส่วนผสมของคณะกรรมข้างต้น ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ก็น่าจะโหวตตามจุดยืนของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง แต่ถ้าโหวตสวนขึ้นมา ก็เป็นสิทธิ์ของท่าน คงจะไปโยกย้ายกันไม่ได้ เพราะจะขัดกฎหมาย เป็นการแทรกแซงข้าราชการ ยกเว้นว่า มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าพบหลักฐานสามารถสั่งสอบได้เลย

ส่วนการเกิดขึ้นของฝ่านหนุนสารเคมี ไม่มองว่าเป็นขบวนการ แต่เป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย ที่มันจะมีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่ขอให้สู้กันด้วยข้อมูล อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ สังคมได้เดินมาไกลแล้ว คนที่กลัวสารเคมี เป็นสิทธิ์ของเขา อย่าไปปรามาสว่ารู้น้อย ไม่หาข้อมูล เพราะหากจะเปลี่ยนใจ ก็ต้องให้ข้อมูลแก่อีกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผลการโหวตของคณะกรรมการวัตุอันตราย ออกมาว่าให้ใช้สารพิษต่อ จำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบหรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องให้ใครมารับผิดชอบ เพราะฝ่ายที่เขาสนับสนุนให้ยกเลิกก็ทำเต็มที่ และเหตุผลก็น่าฟัง เป็นเรื่องของสุขภาพคนไทย ทั้งนี้ ควรจะกลับมาหารือกัน ว่าทำไมถึงให้ใช้ต่อ รวมทั้งไปมองว่า ถ้าให้ใช้ต่อ จะใช้อย่างไร จึงจะปลอดภัยที่สุด

ขณะที่ รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ให้ความเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่หนุน และฝ่ายที่ต้องการแบนสารพิษทางการเกษตรว่าเรื่องแบนสารเคมี น่าจะแบนได้ วิเคราะห์จากการให้ข่าวของทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่ามีอันตรายต่อชีวิต ทำให้เกิดโรค ทำให้เกิดผลกระทบต่างๆ ต่อสุขภาพของผู้ใช้ และผู้บริโภค
ขณะที่อีกฝ่าย มาพูดเรื่องราคาถูก แต่ไม่ได้ประกันเรื่องสุขภาพให้กับประชาชนเลย

จะเห็นว่าข้อมูลของฝ่ายเสนอให้ยกเลิกมีเหตุผลดีกว่า เรื่องสุขภาพ มันไม่สมควรจะเอาอะไรมาต่อรองทั้งสิ้น ของบางอย่างต้องกลบฝังดินเลย ไม่ใช่ว่าเหลือแล้วต้องใช้ให้หมด เรื่องนี้ ถ้าภาครัฐไปโอนอ่อนผ่อนตาม กลับไปบอกว่าให้แบนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งจะโดนสั่งคมวิพากษ์วิจารณ์ โดนตั้งคำถามว่าเห็นชีวิตคนเป็นอะไรหรือชีวิตคนไทยมีราคาถูก

กลุ่มหนุน ต้าน 3 สารเคมีเตรียมประกาศจุดยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394462

กลุ่มหนุน ต้าน 3 สารเคมีเตรียมประกาศจุดยืน

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 17:09 น.
สารเคมี,พาราควอต,เกษตรกร
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

กลุ่มหนุน ต้าน การใช้ 3 สารเคมีเตรียมประกาศจุดยืน สองฝ่ายอ้างเหตุผลของตน

20 ตุลาคม 2562 นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีการเกษตรอันตราย 3 ชนิดกล่าวว่า พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอสมีพิษร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเกินกว่าที่จะยอมรับได้

ช่วงเช้าวันนี้ (21 ตุลาคม) จะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีความเห็นเป็นแนวทางเดียวกันประกาศจุดยืนให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยกเลิกการใช้ ทั้งนี้ไม่เชื่อว่า มาตรการจำกัดการใช้ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับใช้ได้ผล  จึงต้องการให้หมดจากประเทศไทยทันที จากนั้นให้รัฐหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้านต้นทุนที่จะสูงขึ้นทั้งค่าแรงงานในการกำจัดวัชพืช การจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตร และหานวัตกรรมที่เป็นสารชีวภัณฑ์ให้เกษตรกรใช้ทดแทน

นางสาวปรกชล กล่าวต่อว่า หากประเทศไทยไม่ปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรม โดยยังคงใช้สารเคมีจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกจากการกีดกันทางการค้าเนื่องจากกระแสโลกต้องการอาหารปลอดภัย ส่วนที่มีการระบุว่า หากยกเลิกไกลโฟเสตซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืช แล้วจะให้เกษตรกรใช้สารกลูโฟซิเนตแทนนั้นยืนยันว่า เป็นข้อมูลที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรให้ต่อมูลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจาณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เป็นข้อเสนอของทางเครือข่ายฯ ตามที่มีกระแสกล่าวหาว่า ทางเครือข่ายต้านการใช้สารเคมี 3 ชนิดเพื่อสนับสนุนการใช้สารเคมีชนิดใหม่แต่อย่างใด

นายสุกรรณ์ สังขวรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า วันพรุ่งนี้ช่วงเช้าจะร่วมกับผู้แทนสมาคมเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดคือ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผลแถลงจุดยืนที่โรงแรมเอเชียเพื่อให้รัฐชะลอการพิจารณายกเลิกสาร 3 ชนิดออกไป โดยหานวัตกรรมและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ก่อน

ที่สำคัญเห็นว่า การยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดจะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปริมาณและคุณภาพผลผลิตต่ำลง จากงานวิจัยของรศ.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระบุว่า แปลงมันสำปะหลังนั้น หากควบคุมวัชพืชไม่ได้ ภายใน 2 เดือน ผลผลิตจะเสียหายถึงร้อยละ 80 ส่วนตนเองนั้นปลูกอ้อย 400 กว่าไร่ หากไม่ป้องกันกำจัดหญ้า ผลผลิตจะลดน้อยลงเช่นกัน

นายสุกรรณ์กล่าวต่อว่า การยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไม่ใช่ทางออกเพราะมีความสุ่มเสี่ยงที่เกษตรกรบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้เนื่องจากยังไม่มีนวัตกรรมใดที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมมาทดแทนจะแอบซื้อแอบใช้ ตลอดจนหาสารเคมีชนิดอื่นมาใช้ แต่มาตรการจำกัดการใช้ที่สอนให้เกษตรกรรู้วิธีป้องกันตัวเองขณะฉีดพ่น ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวผลผลิตหลังฉีดพ่นสารเคมีตามข้อกำหนดจะทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย

ส่วนที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยระบุว่า หากยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดไม่ได้จะลาออกทั้งหมดนั้น กลุ่มเกษตกรต้องการให้ลาออกเสียก่อนที่จะมีการพิจารณา โดยเฉพาะนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่นำเสนอนโยบายอย่างไม่คำนึงถึงความมั่นคงในการประกอบอาชีพของเกษตรกร อีกทั้งทำลายโครงสร้างภาคการเกษตรซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องรับผิดชอบ

จากนั้นในช่วงบ่ายกลุ่มเกษตรกรจะไปพบกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะผู้บริหารสูงสุดให้รับทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร อีกทั้งจะเสนอทางออกจากปัญหาที่สังคมสับสนว่า ข้อมูลฝ่ายใดจริง ฝ่ายใดเท็จ รัฐสามารถให้มีการนำเสนอข้อมูลทางวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง หากยังมีประเด็นใดไม่ชัดเจนสามารถวิจัยใหม่ได้ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาแก้ปัญหาให้ตรงจุดเนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง แล้วให้ใช้สารเคมีชนิดใหม่ทดแทนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยขึ้น ผู้ได้ประโยชน์คือ ผู้ค้าสารเคมีซึ่งไม่ว่า จะใช้สารใดก็ขายได้ทั้งนั้น

“อย่ามองว่า เกษตรกรเป็นฆาตกรเพราะไม่มีใครต้องการใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็น เมื่อใช้ก็เป็นต้นทุนการผลิต จึงเรียกร้องให้รัฐทำวิจัยใหม่ โดยต้องไม่ใช่ทั้งกระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงสาธารณสุขทำ แต่ควรเป็นคณะนักวิจัยจากหลายหน่วยงานซึ่งผลนั้นจะเชื่อถือได้ว่า เป็นกลาง หากรัฐตัดสินใจกำจัดเครื่องมือในการประกอบอาชีพของเกษตรกรออกไป เกษตรกรจำเป็นต้องลุกฮือขึ้นเพื่อให้รัฐรับรู้และแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรซึ่งมีอยู่ประมาณ 7.5 ล้านคน” นายสุกรรณ์กล่าว

โรคหัดในแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394383

โรคหัดในแมว

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 09:49 น.
โรคหัดในแมว,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก  viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแมว หากจะดูแลแมวสักตัว หรือหลายตัว เราควรจะรู้ว่ามีโรคอะไรที่มารบกวนสุขภาพพวกเขากันได้บ้าง และมีการป้องกันรักษาได้อย่างไร เรามาดูในส่วนของโรคที่พบได้ คือ โรคหัดแมว เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ทำให้แมวมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อทางเดินอาหารโดยเฉพาะลำไส้แล้วยังทำความเสียหายต่อไขกระดูกด้วย เป็นโรคที่เกิดได้ในแมวทุกวัย

แต่ในลูกแมวที่อายุน้อยกว่า 6 เดือนมักจะพบว่าอาการจะรุนแรงมาก รวมไปถึงบ้าน หรือสถานเลี้ยงแมวที่มีจำนวนมากจะทำให้มีการสะสมของเชื้อในสิ่งแวดล้อมมาก และมีโอกาสแพร่กระจายได้ง่ายมากขึ้น โดยการติดต่อของโรคสามารถผ่านการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านการปนเปื้อนจากเสื้อผ้าเราก็เป็นได้

อาการของโรคแมว คือ อาการทางเดินอาหาร เช่น การอาเจียน ท้องเสียเป็นเลือด แห้งน้ำ เบื่ออาหาร และผอมโซ เพราะอาจสูญเสียแร่ธาตุไปกับการถ่ายมากทำให้อ่อนเพลียได้ อีกทั้ง ไวรัสยังไปทำลายระบบเลือดที่ไขกระดูกทำให้ไม่สามารถสร้างทั้งเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด เรียกว่าภาวะเม็ดเลือดต่ำในลูกสัตว์ นอกจากนี้ อาจพบการเดินไม่สัมพันธ์กันเนื่องจากสมองถูกทำลาย การวินิจฉัยโรคเนื่องจากอาการที่กล่าวมาอาจพบได้จากหลายสาเหตุ

ดังนั้น การตรวจหาไวรัสจริง ๆ นั้นจำเป็นที่จะต้องอาศัยชุดตรวจ ทางห้องปฎิบัติการร่วมกับการตรวจร่างกาย เพราะอาการที่สัตว์ป่วยแสดงออกอาจไม่สามารถวินิจฉัยแยกโรคได้เนื่องจากอาการอาจคล้ายคลึงกับโรคอื่น ๆ

ส่วนในเรื่องการรักษาจะเน้นเรื่องการให้ตัวสัตว์มีภูมิคุ้มกัน และลดการติดเชื้อแทรกซ้อนรวมถึงการรักษาตามอาการ การป้องกันโรคเราสามารถทำวัคซีนป้องกันโรค และการทำความสะอาดกรง หรือคอกรวมถึงกระบะทรายควรมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ หากมีการนำแมวตัวใหม่เข้ามาในบ้านแล้วยังไม่มีประวัติหรือการเคยทำวัคซีน ควรทำการกักโรคไว้ 1 สัปดาห์เนื่องจากโรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 1 สัปดาห์นั่นเอง และเป็นการให้สมาชิกใหม่ปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่อีกด้วย

ในกรณีมีแมวป่วยต้องแยกเลี้ยง และระมัดระวังการปนเปื้อนจากอุปกรณ์ และผู้เลี้ยงด้วยนะครับ ยังมีโรคอื่น ๆ ที่สามารถป้องกันได้จากการทำวัคซีน และโรคที่เราสามารถป้องกันได้ เช่น การถ่ายพยาธิ แม้ว่าการเลี้ยงแมวระบบปิดจะมีความปลอดภัยระดับหนึ่งแล้วก็ยังต้องระวังปัญหาต่าง ๆ ที่พบได้ เช่น การเป็นโรคติดต่อ เป็นต้น แล้วจะมาพูดถึงโรคแมวอื่น ๆ ในโอกาสต่อไปนะครับ

ตากฟ้า 7 ฝ้ายพันธุ์ใหม่ต้านโรค เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394335

ตากฟ้า 7 ฝ้ายพันธุ์ใหม่ต้านโรค เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 00:19 น.
ฝ้าย,ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

เปิดตัว ตากฟ้า 7 ฝ้ายใบขนพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตฝ้ายปุยสูง สมอใหญ่ เก็บเกี่ยวง่าย ทนทานเพลี้ยจักจั่น ต้านทานโรคใบหงิก คาดสร้างรายได้แบบครบวงจรยั่งยืน

20 ตุลาคม 2562 นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่ากรมวิชาการได้เปิดตัวฝ้ายพันธุ์ใหม่ เป็นฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7  หลังจากที่มีการวิจัยเป็นผลสำเร็จ  

เนื่องจากฝ้ายเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในชนบท อย่างไรก็ตาม วิถีการผลิตฝ้ายในปัจจุบันของเกษตรกรมีการเปลี่ยนแปลงจากการปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่ติดต่อกัน  ซึ่งทำให้การปฏิบัติ ดูแล รักษาไม่ทั่วถึงปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ขนาดเล็กไม่เกิน 1 ไร่ต่อครอบครัว รวมทั้งนิยมใช้พันธุ์ฝ้ายที่ทนทานต่อแมลงศัตรู เพื่อลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา และปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ผลิตและผู้บริโภค

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์  กรมวิชาการเกษตร  จึงทำการคัดเลือกสายพันธุ์ฝ้ายที่มีลักษณะทนทานต่อโรค และแมลงศัตรูฝ้ายสำคัญที่รวบรวมไว้ในแหล่งเชื้อพันธุกรรมมาทำการประเมินผลผลิตในสภาพการปลูกแบบปลอดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูฝ้าย เพื่อคัดเลือกให้ได้สายพันธุ์ฝ้ายใบขนพันธุ์ใหม่ ที่ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อเพลี้ยจักจั่น และต้านทานต่อโรคใบหงิก สำหรับเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสามารถปลูกในพื้นที่ขนาดเล็ก ปราศจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง เพื่อรองรับแนวความคิดในการผลิตฝ้ายที่ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลอดจนอนุรักษ์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดย ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7 ผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562  มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตฝ้ายปุยทั้งเมล็ดสูง 196 กิโลกรัมต่อไร่  สมอมีขนาดใหญ่โดยมีน้ำหนักปุยสูงถึง 4.91 กรัมต่อสมอ ซึ่งการที่สมอมีขนาดใหญ่ทำให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวได้สะดวก และง่ายกว่าการเก็บเกี่ยวฝ้ายที่มีสมอขนาดเล็ก เปอร์เซ็นต์หีบ ความยาว และความละเอียดอ่อนของเส้นใยดี โดยมีเปอร์เซ็นต์หีบ 36.4 % มีความยาวเส้นใย 1.02 นิ้ว ที่สำคัญเป็นพันธุ์ฝ้ายที่มีความทนทานต่อเพลี้ยจักจั่นฝ้ายและต้านทานต่อโรคใบหงิก  สามารถปลูกได้ในแหล่งผลิตฝ้ายของประเทศไทยทั่วไป

จากการประเมินการยอมรับพันธุ์ฝ้ายตากฟ้า 7 โดยจัดทำแบบสอบถามเกษตรกรในเขตจังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี เชียงใหม่ มุกดาหาร และเลย  สรุปได้ว่าเกษตรกรมากกว่า 95% มีความชอบมากในด้านผลผลิตสูง สมอมีขนาดใหญ่ ทรงต้นโปร่ง ต้านทานต่อโรคใบหงิก เมล็ดมีเปอร์เซ็นต์งอกที่ดี เจริญเติบโตดี ดูแลรักษาง่าย  ทนทานต่อโรคแมลงศัตรู  และเก็บเกี่ยวง่าย

ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7 ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสามารถนำไปปลูกได้ในพื้นที่ขนาดเล็กปราศจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง  โดยปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์มีความพร้อมของเมล็ดพันธุ์คัดของฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 7 จำนวน 50 กิโลกรัม ซึ่งเมล็ดพันธุ์คัดดังกล่าวสามารถที่จะใช้ปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์หลักได้ถึง 25 ไร่ ซึ่งจะผลิตเมล็ดพันธุ์หลักได้ประมาณ 2,500 กิโลกรัม

รวมทั้งยังรองรับแนวคิดการผลิตฝ้ายที่ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ผลิต ผู้บริโภค ตลอดจนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอรูปแบบใหม่ๆ เป็นการสร้างงานให้แก่ชนบทแบบพึ่งพาตนเอง เริ่มจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกไปจนถึงกลุ่มผู้แปรรูปผลผลิต  ตั้งแต่การปั่นด้าย การทอผ้า  การออกแบบ  และการตัดเย็บ  เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนแบบครบวงจรและยั่งยืน

จากชาวนาผันมาเลีี้ยงแพะรายได้งดงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394347

จากชาวนาผันมาเลีี้ยงแพะรายได้งดงาม

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 00:10 น.
เลี้ยงแพะ,กาญจนบุรี,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

สศก.แนะทางเลือกเกษตรกร เลี้ยงแพะ อาชีพเสริมด้านปศุสัตว์ สร้างกำไร 700 บาท/ตัว

20 ตุลาคม 2562 นางอัญชนา ตราโช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า อาชีพปศุสัตว์ทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีอีกอาชีพ คือ “การเลี้ยงแพะ”

โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงแพะเพื่อบริโภค และจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ  ปัจจุบันนิยมเลี้ยงสายพันธุ์บอร์ (Boer) ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ลูกค้ามักติดต่อขอซื้อถึงฟาร์ม ซึ่งจากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบว่า ปี 2561 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจังหวัดกาญจนบุรี 1,054 ครัวเรือน จำนวน 45,549 ตัว แยกเป็นแพะเนื้อเพศผู้ 10,245 ตัว เพศเมีย 34,953 ตัว รวมเกษตรกร 1,040 ครัวเรือน และแพะนมเพศผู้ 136 ตัว เพศเมีย 215 ตัว รวมเกษตรกร 14 ครัวเรือน

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) พบว่า เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,119 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 1,950 บาท ค่าแรงงาน 540 บาท และส่วนที่เหลือ 629 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอาหาร ยาป้องกันโรค และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะประมาณ 2 ตัว/คอก

ทั้งนี้ แพะเพศเมียเมื่อมีอายุประมาณ 8 เดือน จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ไปจนถึงอายุประมาณ 7 ปี  โดยแพะจะมีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 7 เดือน น้ำหนักประมาณ 25 – 30 กก.) ในราคา 3,825 บาท/ตัว (127 บาท/นน.ตัว 1กก.) คิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 706 บาท/ตัว ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการรับซื้อจากภาคใต้และความต้องการของประเทศมาเลเซียจำนวนมากจึงน่าจะเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ น่าจะสร้างรายได้ให้กับเกษตกรที่สนใจ

ขณะที่ นางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า จากการพูดคุยกับ นายเกษม เปรมปรีด์ หนึ่งในเกษตรกรตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน ซึ่งเป็นอำเภอที่นิยมเลี้ยงแพะ รองจากอำเภอเมืองและไทรโยค ได้บอกถึงผลสำเร็จว่า ตนเองปรับเปลี่ยนจากการทำนา และผันตัวทำเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงแพะขุน ซึ่งหลังจากลูกแพะหย่านมเมื่ออายุ 3 เดือน นำมาเลี้ยงต่อจนอายุประมาณ 7 เดือน จึงจำหน่ายเป็นแพะเนื้อให้กับผู้รับซื้อ และเป็นพ่อค้าส่งออกแพะทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายมูลแพะเพื่อใช้เป็นปุ๋ยในแปลงพืชได้อีกด้วย

การเลี้ยงจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก เน้นให้แพะอยู่บริเวณที่จัดไว้ พร้อมทั้งหาอาหารในท้องถิ่น ได้แก่ ใบกระถินสด หรือการปลูกหญ้าแพงโกล่าในพื้นที่ของเกษตรกรเองเพื่อใช้เป็นอาหารแพะประจำวัน โดยแพะเป็นสัตว์ที่กินอาหารไม่มาก ต้องการวันละ 1-2 กิโลกรัม/วันเท่านั้นจึงไม่สิ้นเปลือง สำหรับราคาที่ขายจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุ น้ำหนัก และ ความสวยงาม

นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันพยาธิและโรคปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำ สำหรับเกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงแพะสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นายเกษม เปรมปรีด์ อยู่บ้านเลขที่ 170/1 หมู่ที่ 18 บ้านนาทราย ตำบลรางหวาย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โทร 089 549 2045  ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรที่สนใจ

ปลูกผักหน้าหนาวต้องดูแลอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394330

ปลูกผักหน้าหนาวต้องดูแลอย่างไร

วันที่ 20 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ปลูกผัก,หน้าหนาว,กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะ 5 วิธีดูแลผักช่วงฤดูหนาวเพื่อให้เกษตรกรสามารถเตรียมการปลูกและดูแลรักษาพืชผักได้อย่างถูกวิธี

20 ตุลาคม 2562 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า แม้พืชผักจะเป็นพืชอายุสั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ดูแลรักษาง่าย แต่เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักวิธีจัดการแปลงผักของตนเอง

ทั้งนี้เพื่อป้องกันผลกระทบทั้งด้านคุณภาพ และปริมาณผลผลิต จากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงในหลายพื้นที่ ดังนั้น การปลูกพืชผักในช่วงนี้จึงต้องมีวางแผนการผลิตให้ดี และให้ความสำคัญกับการดูแลรักษา กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมีคำแนะนำ 5 วิธีการดูแลพืชผักในช่วงฤดูหนาว ให้เกษตรกรได้ปฏิบัติตามง่ายๆ ดังนี้

1. เลือกพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศ สภาพพื้นที่ และความต้องการของตลาด ควรใช้เมล็ดพันธุ์ดี จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและตรงตามพันธุ์ และควรเป็นพืชอายุสั้นเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว ดูแลรักษาง่าย

2. พื้นที่ปลูกควรมีแหล่งน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ระวังอย่าให้พืชขาดน้ำ และอย่าให้น้ำมากเกินไปจนแฉะ จะทำให้พืชเน่าตายได้ ควรให้น้ำในช่วงเช้าหรือเย็น และไม่ควรให้น้ำตอนแดดจัด

3. สภาพพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ห่างจากแหล่งที่มีสารปนเปื้อนและโรงงานอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดสารตกค้างในผลผลิต และควรมีวัสดุคลุมแปลงเพื่อรักษาความชื้นในแปลงปลูก

4. เกษตรกรควรป้องกันการเกิดโรคจากเชื้อราโดยการโชยน้ำ ชำระล้างใบในช่วงเช้า และการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคเน่าในพืชผักได้

5. หมั่นดูแลและสังเกตการเจริญเติบโตของพืชผักที่ปลูก หากพบศัตรูพืชเข้าทำลายให้รีบกำจัดก่อนที่จะเกิดความเสียหายมาก หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี หรือใช้ในปริมาณที่กำหนดตามคำแนะนำ

ทั้งนี้เกษตรกรควรหมั่นดูแลพืชสวนไร่นาของตนเองอยู่เสมอไม่ว่าในฤดูกาลใด เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ สะอาด และปลอดภัยต่อทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ปลูก หากเกษตรกรท่านใดต้องการคำแนะนำการปลูก/วิธีการดูแลรักษาพืช สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ใกล้บ้านท่าน จะมีนักส่งเสริมการเกษตรคอยให้ความช่วยเหลือ อย่างค่อเนื่องหากมีปัญสาทารถติดต่อสำนักง่นเกษตรใกล้ข้านได้ทันทีเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม