ส่อวุ่น ฝ่ายหนุน 3 สารชงคกก.วัตถุอันตรายชะลอยกเลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394352

ส่อวุ่น ฝ่ายหนุน 3 สารชงคกก.วัตถุอันตรายชะลอยกเลิก

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 19:54 น.
มนัญญา,สารเคมี,พาราควอต,เกษตรกร
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

ฮือค้าน มนัญญา สั่งยุติอบรมเกษตรกรใช้ 3 สารเคมี ปธ.ศพก.เผยยังจำเป็นต้องใช้ หวั่นขัดแย้งขยายวง ชงคกก.วัตถุอันตราย ชะลอยกเลิก

19 ตุลาคม 2562 นายเชิดชัย จิณะแสน กรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและประธานคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับประเทศ กระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือส่วนตัวถึงประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย 

โดยระบุว่า ได้รับการประสานจากเกษตรกรทั่วประเทศว่า สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดมีความจำเป็นต้องใช้ในการทำเกษตรต่อไปเนื่องจากยังไม่มีสารทดแทนที่มีประสิทธิภาพเท่า อีกทั้งมีราคาถูก ช่วยลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเกษตรกรเห็นด้วยที่จะเข้ารับการฝึกอบรมการใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ

จึงขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายชะลอการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดไปก่อน แล้วดำเนินการตามแผนปฏิบัติการจำกัดการใช้ที่กำหนดไว้ระหว่างปี 2562 – 2564 ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมีเวลาในการหาสารและวิธีการทดแทน หรือส่งเสริมมาตรการอื่นแก่เกษตรกร ที่สำคัญจะเป็นการลดความขัดแย้งของสังคมซึ่งมีแนวคิดเป็น 2 ขั้วอยู่ในขณะนี้

นายเชิดชัย กล่าวด้วยว่า การพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาคการเกษตรของไทย  ความขัดแย้งจะลุกลามขยายวงกว้าง กระทบไปยังประชาชนหลายกลุ่ม หลายองค์กร หลายหน่วยงาน ที่สำคัญที่สุดอาจกระทบกับรัฐบาล หากยังไม่มีทางออกให้เกษตรกรในการป้องกันกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชโดยไม่เพิ่มต้นทุนการผลิตจากค่าสารเคมีชนิดใหม่ที่ราคาแพงกว่า และประสิทธิภาพต่ำกว่า ค่าแรงงานที่แพงมาก

รวมทั้งหาแรงงานไม่ได้ด้วย การเร่งยกเลิกโดยไม่มีมาตรการรองรับและช่วยเหลือใด ๆ แก่เกษตรกรจะเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนไทยหรือจะเป็นการทำลายโครงสร้างปัจจัยทางการผลิต รายได้ของเกษตรกร ตลอดจนความอยู่รอดของภาคการเกษตรของไทยกันแน่

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตรซึ่งมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานได้ประชุมพิจารณาความก้าวหน้าในการดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ในวาระการประชุมมีการพิจารณาบัญชาของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้กรมวิชาการเกษตรแจ้งเกษตรกรให้ยุติการสมัครเข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการอบรมเกษตรกรผู้ปลูกพืชที่ต้องใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 62 

ทั้งนี้ที่ประชุมได้แสดงความเห็นอย่างกว้างขวางและมีมติให้ดำเนินการอบรมเกษตรกรต่อไปเนื่องจากประกาศกระทรวงเกษตรฯ 5 ฉบับเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ในการจำกัดใช้สารคลอร์ไพริฟอส พาราควอต และไกลโฟเสต จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม แล้ว

สาระสำคัญประการหนึ่งของประกาศกระทรวงเกษตรฯ คือ การกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้แก่ ผู้จำหน่าย ผู้ครอบครอง เกษตรกร และผู้รับจ้างพ่นสารเคมีต้องอบรมจากกรมวิชาการเกษตรเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ดังนั้นหากยุติการให้เกษตรกรยุติการสมัครเข้ารับการฝึกอบรมอาจขัดต่อข้อกฎหมาย นอกจากนี้ยังสรุปมติดังกล่าวเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ด้วย

ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ต้นแบบลุยตลาดต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394292

ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ต้นแบบลุยตลาดต่างประเทศ

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 13:46 น.
ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง,ลุยตลาดต่างประเทศ
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

“วีรศักดิ์” เดินหน้าเฟ้นหา GI ตัวใหม่ ยกโมเดล “ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง” ต้นแบบลุยตลาดต่างประเทศ

19 ต.ค.2562-รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมกรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยงานเชิงรุก เฟ้นหาสินค้าท้องถิ่นของจังหวัดพัทลุงเพื่อผลักดันให้เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ โดยพบสินค้าหลายรายการที่น่าสนใจและมีศักยภาพจะนำมาพิจารณาว่าจะสามารถนำมาขึ้นทะเบียนเป็น GI ได้หรือไม่ อาทิ  กุ้งแก้ว อำเภอปากพะยูน ปลาดุกสวรรค์ หาดไข่เต่า และไข่ในหิน เกาะโคบ พร้อมชูโมเดล GI ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงเป็นต้นแบบลุยตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้คนในจังหวัดอย่างยั่งยืน

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมกับผู้ บริหารกรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงพบปะพี่น้องประชาชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานภายในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงแนวทางการส่งเสริมและผลักดันของดีในชุมชนให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI รายการใหม่

โดยในพื้นที่ได้นำเสนอสินค้าที่น่าสนใจ 3 รายการ ประกอบด้วย (1) กุ้งแก้ว อำเภอปากพะยูน (2) ปลาดุกสวรรค์ หาดไข่เต่า และ (3) ไข่ในหิน เกาะโคบ ในโอกาสนี้ได้เดินทางไปเยี่ยมชมสินค้าดังกล่าวถึงแหล่งผลิต เพื่อสอบถามข้อมูลกระบวนการผลิตและให้แนวทางในการพัฒนาสินค้า โดยเฉพาะหากจะนำมาคุ้มครองเป็นสินค้า GI ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะสามารถขึ้นทะเบียนได้ด้วย ซึ่งต้องเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง มีประวัติความเป็นมายาวนาน มีความพิเศษเฉพาะตัวที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ รวมถึงต้องมีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป”


นายวีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ได้มอบนโยบายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาประสานงานร่วมกับผู้ประกอบการและหน่วยงานภายในจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำแนะนำด้านการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนและแนะแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของสินค้า GI อันจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่น นำไปสู่การสร้างรายได้และความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน ตอบรับนโยบายของรัฐบาลที่จะส่งเสริมให้แต่ละจังหวัด ค้นหาสินค้าที่มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพ เพื่อนำมาขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ต่อไป”

ด้านกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขานรับแนวนโยบายดังกล่าว และพร้อมให้การสนับสนุนส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ๆ อย่างเต็มที่ อันจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งตั้งแต่ระดับฐานราก ทั้งนี้ ปัจจุบันจังหวัดพัทลุงมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง และปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง ซึ่งถือเป็นสินค้าประจำจังหวัดที่มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ถือเป็นสินค้า GI ในลำดับต้นๆ ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นข้าวชนิดพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งหาที่อื่นไม่ได้ต้องมาจากพื้นที่จังหวัดพัทลุงเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในประเทศไทยแล้ว ยังเป็น 1 ใน 4 สินค้าไทยที่ได้รับ

การขึ้นทะเบียน GI ในสหภาพยุโรป รวมทั้งมีการส่งออกไปขายในประเทศต่างๆ เช่น จีน สิงคโปร์ อินเดีย มาเลเซีย เป็นต้น ถือเป็นการยกระดับสินค้า GI ของชุมชนและของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีชื่อเสียง ควบคู่ไปกับการสร้างความคุ้มครองให้แก่สินค้าและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยระบบของ GI

 

“กวักมรกต” ไม้ประดับสกุลใหม่ ตอน2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394254

“กวักมรกต” ไม้ประดับสกุลใหม่ ตอน2

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 09:42 น.
ไม้ใบทำเงิน,กวักมรกต
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com 

      ต่อจากเสาร์ที่แล้ว 

เสาร์ที่แล้วพูดความเป็นมาของ “กวักมรกต” หรือที่เรียกกันในแวดวงไม้ประดับว่า “ซามิโอ” หรือ “ซามิโอคัลคัส” (ZAMIO CULCUS) ซึ่งถูกจัดจำแนกเป็นไม้ประดับสกุลใหม่ที่ในระบบการค้าใช้เรียกชื่อ กวักมรกต ให้มีความเป็นมงคล เสาร์นี้มาว่าต่อกันในเรื่องคุณประโยชน์ของไม้สายพันธุ์นี้

ไม้ชนิดนี้เลี้ยงง่ายก็ไม่แสดงอาการให้เป็นที่วิตกแก่ผู้ปลูกเลี้ยงแต่ประการใด แต่ยังคงกลับให้ความสวยงาม พร้อมคงคุณประโยชน์ให้สภาพแวดล้อมที่ประดับอยู่ ทั้งยังช่วยดูดซับสารระเหยที่เกิดจากสารประกอบอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี เหมือนกับพืชประดับอื่นๆ อีกหลายชนิดซึ่งมีผลทางการศึกษา จากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศและมีการตีพิมพ์สู่สาธารณะมาแล้ว

กวักมรกต แต่ก่อนหน้านี้แม้จะไม่ใช่ไม้ประดับที่อยู่ในวิถีการใช้ของเหล่าบรรดาสถาปนิกและนักออกแบบจัดสวนที่จะกำหนดนำต้นกวักมรกตเข้าไปร่วมจัดกับไม้ชนิดอื่นสักเท่าไรนัก แต่ด้วยชื่อที่ถูกเรียกขานให้ดูกลมกลืนกับวิถีและความรู้สึกของคนไทยจึงเป็นโอกาสให้ไม้ที่มีชื่อจากคำนำหน้าว่า “กวัก” ที่จะช่วยเพิ่มความรู้สึกเหมือนมีเทพี (เพศหญิง) ตามความเชื่อที่นับถือเพศหญิงเป็นสำคัญ จนเรียกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ด้วยคำว่า “แม่” นำหน้า และมีการสืบสานความเชื่อนี้มาอย่างยาวนาน อันมีปรากฏให้เห็นในยุครุ่งเรืองสมัยกรุงศรีอยุธยาสืบต่อกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน

และยังมีการต่อเชื่อมสิ่งทดแทนอันมีการเรียกไม้ประดับที่มีใบกลม ปลายใบเรียวแหลมจนดูคล้ายใบโพธิ์ และใบที่มีอายุมากจะโค้งงองุ้มเข้าหาต้น เหมือนลักษณะมือที่กวักเรียก โดยเรียกชื่อไม้ชนิดนั้นว่า “นางกวัก” ซึ่งเป็นไม้ในสกุล “อโลคาเซีย” เป็นชนิด อโลคาเซียคูคัลลาตา (Alocasia cullata) ซึ่งแตกต่างไปจากกวักมรกตที่มีทั้งใบและลำต้นผิดแผกกันไปโดยสิ้นเชิง

ด้วยมีคำว่า “มรกต” ต่อท้ายให้เป็นคำคล้องจองคำเดิมที่มีความหมายเป็นอัญมณีสีเขียวดูมีคุณค่าเปี่ยมไปด้วยความเป็นมงคลอีกนัยหนึ่ง ไม้ชนิดนี้จึงดูไม่ธรรมดาจนหลายคนคิดจะหามาปลูกเลี้ยงเพื่อใช้ประดับตามคตินิยมและความเชื่อที่มีผลต่อความรู้สึกดีๆ อีกทั้งยังปลูกเลี้ยงค่อนข้างง่าย และยังให้ประโยชน์ทางเชิงกว้างได้อีกมากจากไม้ประดับสกุลใหม่นี้จนค่อยๆ เข้ามาครองใจในคนที่นิยมปลูกเลี้ยงไม้ประดับแบบไม้ต้องดูแลมาก และให้ความสวยงามยาวนาน พร้อมกับการขยายพันธุ์ที่ทำได้ไม่ยาก ซึ่งจะมีขั้นตอนและรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างไร..?

        โปรดติดตามในตอนต่อไปนะครับ..

ตามปตท.ไป ยลประดู่ป่าทรงปลูกที่”ปักธงชัย”ต้นที่100ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394246

 ตามปตท.ไป ยลประดู่ป่าทรงปลูกที่”ปักธงชัย”ต้นที่100ล้าน

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 08:59 น.
ปักธงชัย,ประดู่ทรงปลูก,ปตท
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

 ตามปตท.ไปร่วมกิจกรรมจิตอาสา ยลประดู่ป่าทรงปลูกที่”ปักธงชัย”ต้นที่100ล้าน

            “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำพระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2525 ณ บ้านถ้ำติ้ว อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ก่อนจะถูกถ่ายทอดสู่โครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า(รสทป.) หรือ “ธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต” ที่ร่วมดำเนินการจัดทำโดยกองทัพภาค กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อสนองพระราโชบายของพระองค์ท่านที่มีพระราชประสงค์เปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของราษฎรจากผู้บุกรุกทำลายป่า มาเป็นผู้ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน

ประดู่ป่าทรงปลูกต้นที่100ล้าน

      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามผู้บริหารบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ไปยัง แปลงปลูกป่า “FPT 49” เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาภูหลวง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา นำโดย ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมเปิดเส้นทางจักรยานศึกษาธรรมชาติในแปลงปลูกป่า “FPT 49” เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 โดยกลุ่ม ปตท.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่สานต่อพระราชปณิธานและเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากแรงบันดาลใจต้นประดู่ป่าทรงปลูกต้นที่ 100 ล้าน สู่กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “เทิดไท้องค์ราชัน น้อมเกล้าศิระกราน” มุ่งส่งเสริมจิตอาสาการมีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคม

หลังร่วมพิธีเปิดเส้นทางจักรยานระยะทาง 7.1 กิโลเมตรเสร็จ จากนั้นฟังเสวนาจากวิทยากรจิตอาสาที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ในกิจกรรม “จิตอาสา ฟื้นฟู พิทักษ์ป่า ถวายองค์ราชัน” ครั้งนี้ เริ่มต้นด้วย กฤณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เล่าถึงที่มาของโครงการปลูกป่าปตท.แปลงปลูกป่า “FPT 49” ว่าหลังกรมป่าไม้รับพระราชดำริในยุคนั้นก็นำมาทำโครงการร่วมกับทางกลุ่มปตท.เพื่อถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 50 ปีในปี 2539 จากนั้นได้ดำเนินกิจกรรมปลูกป่ามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันปตท.มีพื้นที่ปลูกแล้วทั้งสิ้น 5 ล้านไร่

กฤณ์ เล่าต่อว่า หากย้อนหลังไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขาหัวโล้นเต็มไปด้วยไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพดของชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำมาหากิน แต่ด้วยเป็นพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทำให้ปลูกพืชไม่ได้ผล ชาวบ้านจึงปล่อยให้เป็นที่รกร้าง จากนั้นกรมป่าไม้ จึงได้กันเขตพื้นที่บริเวณนี้รวม 2.6 หมื่นไร่ ไว้สำหรับโครงการปลูกป่าเแลิมพระเกียรติร่วมกับปตท.และราษฎรจิตอาสา ภายใต้ชื่อว่า FPTแปลงที่ 49 และที่นี่ยังเป็นกล้าไม้ต้นที่ 100 ล้าน จึงเป็นที่มาของชื่อต้นประดู่ป่า ทรงปลูกต้นที่ 100 ล้าน

“ถ้าย้อนกลับไป 20 ปีที่ผ่านมาที่นี่มันคือภูเขาหัวโล้น มีแต่ป่าหญ้าไร่ข้าวโพดไร่มันที่รกร้างเพราะปลูกไปก็ไม่ได้ผลเนื่องจากว่าฝนไม่ตกไม่มีน้ำเป็นปัญหาอุปสรรค วันนั้นเกษตรกรรู้สึกว่าไม่ได้ผลผลิตที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เขาก็ทำทิ้งทำขว้าง พอช่วงหน้าแล้งเพื่อเตรียมดินปลูกในรอบต่อไปก็จะมีการเผาไร่ ก่อให้เกิดมลภาวะ นี่คือภาพในอดีตที่เห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนกับปัจจุบัน” รองกจก.ใหญ่ปตท.ฉายภาพแปลงปลูกป่า “FPT 49”

มาที่ เช็ค สุทธิพงษ์  ธรรมวุฒิ ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ในฐานะตัวแทนคนมันพันธุ์อาสา มองกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ว่าเป็นพลังของคนที่รังสรรค์สิ่งที่ดีกับโลกใบนี้ เพราะเมื่อ 20 กว่าปีก่อนเป็นภูเขาหัวโล้น แต่วันนี้ได้แปรเปลี่ยนสภาพเป็นป่าที่เขียวชะอุ่ม มีต้นไม้นับชนิดไม่ถ้วน  จึงรู้สึกมีความภาคภูมิใจด้วยความหวังไม่ว่าปัญหาอะไรที่เกิดขึ้น มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างน้อยที่สุดคือความเปลี่ยนแปลงของแปลงปลูกป่า “FPT 49” จากโครงการปลูกป่าของปตท.

“มันไม่ใช่เปลี่ยนแปลงแค่จากทุ่งหญ้ามาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่มันทำให้ผมอยากรู้มากว่าในการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือว่าปลูกป่า 2 หมื่นกว่าไร่มันต้องอาศัยการจัดการองค์ความรู้วิธีการอย่างไรถึงทำได้ผลสำเร็จ ผมเองก็ทำ แต่สิ่งที่ผมทำล้มเหลวมันไม่สำเร็จ เมื่อปีที่แล้วผมไปปลูกป่าที่ทับลานประมาณสองสามร้อยไร่ โดนไฟป่าเข้าไม่เหลือแม้แต่ต้นเดียว” สุทธิพงษ์เผยความรู้สึก

ด้าน ผู้ใหญ่กอบชัย จวงตะขบ ประธานราษฎรอาสาพิทักษ์ป่า ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการฟื้นฟูป่าแห่งนี้ว่าหลังจากทราบว่าทางกรมป่าไม้ได้ร่วมกับปตท.มีการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี 2539 จึงตั้งใจเข้าร่วมอย่างแน่นอน  ครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10 ทรงปลูกต้นประดู่ป่าต้นที่ 100 ล้านในพื้นที่แห่งนี้ ชาวบ้านใน อ.ปักธงชัย ยิ่งต้องตระหนักมากขึ้นว่าจะต้องดูแลผืนป่าแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารของชุมชนรายรอบแล้วยังจะให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงประโยชน์ของผืนป่าแห่งนี้สืบไปด้วย

ปัจจุบันแปลงปลูกป่า FPT 49 เป็นส่วนหนึ่งของป่าต้นน้ำให้กับแม่น้ำสายหลักที่สำคัญหลายสาย มีความหลากหลายของสัตว์ป่าได้มากกว่า 150 ชนิดจนได้รับการผนวกเป็นส่วนหนึ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาภูหลวงในปัจจุบัน  ที่สำคัญยังมีต้นประดู่ป่าทรงปลูก “ต้นไม้ต้นที่ 100 ล้าน” เป็นศูนย์กลางของพื้นที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์เพื่อเป็นมรดกตกทอดให้กับลูกหลานไทย ใต้ร่มพระบารมีสืบไป

แฉฝ่ายต้านแบน 3 สาร ปล่อยข่าวนักการเมืองนำเข้ากลูโฟซิเนต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394233

แฉฝ่ายต้านแบน 3 สาร ปล่อยข่าวนักการเมืองนำเข้ากลูโฟซิเนต

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
พาราควอต,ยกเลิกนำเข้า 3 สาร
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

แฉฝ่ายต้านแบน 3 สาร ปั่นกระแสสังคม ปล่อยข่าวนักการเมืองนำเข้ากลูโฟซิเนตเก็งกำไร ชี้เป็นฝีมืออีกกลุ่มขั้วเจ้าใหญ่นำเข้าสาร นั่งคกก.วัตถุอันตราย

19 ตุลาคม 2562 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิไบโอไทย เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่ว่า มีนักการเมืองต้องการแบน สารพาราควอตและไกลโฟเสต แล้วนำเข้าสาร “กลูโฟซิเนตแอมโมเนียม” ซึ่งเป็นสารเคมีควบคุมวัชพืชอีกชนิดมาแทนเพื่อเก็งกำไรนั้น

โดยบอกว่าจากการตรวจสอบสต็อกล่าสุดของสารกลูโฟซิเนตที่มีการนำเข้ายังน้อยกว่าไกลโฟเซตประมาณ 10 เท่า หากมีการแบนสารไกลโฟเซตและพาราควอตจริง คาดว่า จะมีหลายบริษัทที่ขอนำเข้าทั้งจากจีนและมาเลเซียซึ่งจะส่งผลให้ราคาจะลดต่ำอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริหารหน่วยงานระดับสถาบันในกรมวิชาการเกษตร ได้ให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎว่า ราคาของสารกลูโฟซิเนตซึ่งนำมาใช้ทดแทนนั้นจะลดต่ำเหลือเพียง 150 บาทต่อลิตรซึ่งต่ำกว่าพาราควอต ด้วยที่ขณะนี้อยู่ที่ 170 – 180 บาทต่อลิตร

เมื่อพิจารณาถึงการเก็งกำไรของบริษัทสารเคมีกำจัดทางการเกษตรนั้น จากสถิติที่เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการนำเข้าพาราควอตเพื่อกักตุนในปี 2560 หลังกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้มีการแบนสารดังกล่าว โดยการนำเข้ากระโดดสูงเพิ่มขึ้นจาก 31,525,596 กิโลกรัม เป็น  44,501,340  กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นกว่า 41% และคลอร์ไพริฟอส  เพิ่มขึ้นจาก 2,071,128 เป็น  3,324,806 กิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 61%

จึงเห็นว่า การปั้นข่าวนักการเมืองเก็งกำไร สารกลูโฟซิเนตเป็นการพยายามปั่นกระแสเพื่อสร้างความชอบธรรมจากกลุ่มการเมืองอีกกลุ่มในการต่อต้านการแบนพาราควอตและไกลโฟเซต ทั้งนี้มูลนิธิไบโอไทยไม่เห็นด้วยต่อแนวทางการแบนสารพิษ 2 ชนิดและนำเข้าสารพิษอีกตัวเพิ่มขึ้น แต่ควรเสนอทางเลือกในการควบคุมจำกัดวัชพืชโดยใช้ เครื่องกลเครื่องจักรกล พืชคลุมดิน และการจัดระบบการปลูกพืชแทน

ธุรกิจสารเคมีวัตถุอันตรายมีผลประโยชน์มหาศาล แต่ละปีมีการนำเข้าหลายหมื่นล้านบาท ในปี 61 มีการนำเข้า 36,000 ล้านบาท เมื่อคิดเป็นมูลค่าการตลาดจะเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว และเป็นการนำเข้าสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท และเป็นการนำเข้าโดยเอกชนรายใหญ่ ขณะที่โครงสร้างกฎหมายไทยเอื้ออำนวย

เนื่องจากมีกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาเป็นคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งแตกต่างจากในต่างประเทศหน่วยงานที่เป็นผู้เสนอให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย ซึ่งยกเลิกไปแล้วกว่า 50 ประเทศ เป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลโดยตรงถึงผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ในประเทศไทยกลับไม่เป็นอย่างนั้น ส่งผลให้ไทย ยกเลิกใช้สารเคมีทำได้ยากมาก

โดยเฉพาะเอกชนที่นำเข้าสารเคมีเหล่านี้ได้รับการยกเว้นทั้งภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม คิดเป็นมูลค่าภาษีที่รัฐต้องสูญเสียรวมกว่า 10,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และบริษัทกลับส่งออกไปขายต่างประเทศ ผลประโยชน์จึงไม่ตกที่เกษตรกร แต่ไปอยู่ที่เจ้าของบริษัท

กรมวิชาการเกษตร ขึ้นทะเบียนให้หลายบริษัท นำเข้าสารกูลโฟซิเนต มีอายุปี 61 -67 ถึง 37ทะเบียน ทดแทน พาราควอต ไกลโฟเซต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อมูลการขึ้นทะเบียนสารเคมีตัวใหม่ คือสารกลูโฟซิเนต เพื่อทดแทนสารพาราควอต ไกลโฟเซต วัตถุอันตรายทางการเกษตร พบว่าในช่วงปี 2554-2560 มีการขึ้นทะเบียนสารกลูโฟซิเนตปีละ 4-7 ทะเบียน มีทั้งทะเบียนการนำเข้า ส่งออก และทะเบียนผลิต ต่อมาในปี 2561

หลังจากที่มีมาตรการห้ามนำเข้าและขึ้นทะเบียน พาราควอต และไกลโฟเซต ปรากฏว่า มีสารกลูโฟซิเนตมาขึ้นทะเบียนนำเข้า และผลิตรวม 37 ทะเบียน เพิ่มขึ้น 5-6 เท่าตัว ส่วนใหญ่ทะเบียนจะหมดอายุในปี 2567
ในปี 2554 บริษัทที่ขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตคือ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด แหล่งผลิตมาจากเยอรมนี และมาเลเซีย ขึ้นทะเบียนประเภทส่งออก และมีอีก 2 บริษัท ขึ้นทะเบียนนำเข้า และ ผลิต แหล่งผลิตมาจากมาเลเซีย มาในระยะหลังมีบริษัทขึ้นทะเบียนกลูโฟซิเนตหลายบริษัท และแหล่งผลิตส่วนใหญ่มาจากจีนโดยเฉพาะในปี 2561 ในจำนวน 37 ทะเบียน เป็นทะเบียนนำเข้า15 ทะเบียน ที่เหลือเป็นทะเบียนผลิต มีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 16 บริษัท และมีแหล่งผลิตสารมาจากจีนถึง 34 ทะเบียน

ทั้งนี้ปีนี้ปริมาณนำเข้าพาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส ในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีปริมาณนำเข้า 36,066 ตัน และปริมาณคงเหลือ 34,688 ตัน และรายละเอียดเกี่ยวกับการนำเข้าสารเคมีทดแทนที่ชื่อ กลูโฟซิเนต แอมโมเนีย ในช่วง 8 เดือนแรก มีปริมาณ 1,308 ตัน 

ชาวไร่อ้อยนับล้านเตรียมลุกฮือต้านยกเลิกพาราควอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394232

ชาวไร่อ้อยนับล้านเตรียมลุกฮือต้านยกเลิกพาราควอต

วันที่ 19 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
พาราควอต,ยกเลิก 3 สารเคมี,ไร่อ้อย,วัชพืช
เปิดอ่าน 140 ครั้ง

เกษตรกรอ้อยและแรงงาน 1.2 ล้านราย เตรียมลุกฮือแบนพาราควอตไร้เหตุผล ปูดเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า5.7แสนล้านพื้นที่ปลูกอ้อย 11 ล้านไร่ไม่มีสารกำจัดวัชพืช

19 ตุลาคม 2562 นายทองคำ เชิงกลัด ประธานสหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบสำคัญหากบกเลิกพาราควอต ว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าสารเคมี ค่าแรงงาน

รวมทั้งยังเป็นข้อสงสัยเรื่อง สารทดแทนนั้นมีราคาสูงแต่คุณสมบัติไม่แน่ใจว่าทดแทนกันได้ และเครื่องจักรไม่สามารถใช้ได้ในไร่อ้อย โดยเฉพาะวัชพืชที่อยู่ในแถวหรือโคนอ้อย ที่สำคัญหากมีการตกค้างของพาราควอตจริง วัชพืชคงไม่สามารถเติบโตขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยฉีดได้ ดังนั้น ในนามของ 4 องค์กรชาวไร่อ้อย เห็นควรให้ใช้สารดังกล่าวต่อไปอย่างมีขอบเขตตามที่ได้จัดอบรมไปก่อนหน้านี้

สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนสมาชิกชาวไร่อ้อยรวม 37 สถาบันในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กว่า 4 แสนครัวเรือน รวม 1.2 ล้านราย ร่วมประกาศจุดยืนค้านการแบนพาราควอตและไกลโฟเซต เนื่องจากอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สร้างแรงงาน รายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น การยกเลิกสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก

ขณะเดียวกันชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยลุ่มน้ำป่าสัก สมาคมชาวไร่อ้อยเพชรบูรณ์ สมาคมชาวไร่อ้อยเขื่อนป่าสัก สระบุรี สมาคมชาวไร่อ้อยพิจิตร พิษณุโลก สมาคมชาวไร่อ้อยบึงสามพัน นำโดยนายวิชัย เปาวิมาน นายกสมาคมชาวไร่อ้อยลพบุรีกล่าวว่า ปัจจุบัน ไม่สามารถใช้แรงงานได้เหมือนเมื่อก่อน การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ในทางปฏิบัติ เห็นควรให้อนุญาตใช้สารต่อไปภายใต้การจำกัดการใช้จนกว่าจะหาสารทดแทนอันเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรได้

ดร.กิตติ ชุณหวงศ์ นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเพาะปลูกอ้อยของไทยในพื้นที่กว่า 11 ล้านไร่ สร้างรายได้สูงกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถผลิตอ้อยได้ตามเป้าหมาย กระทบเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลขาดวัตถุดิบ ต้นทุนผลิตสูงขึ้น กระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดิบ ผลเลวร้ายที่สุด โรงงานน้ำตาลคงต้องทยอยปิดตัวลงในไม่ช้า เหตุเพราะขาดทุน

“สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นผลกระทบกับมูลค่า GDP ภาคการเกษตรจะกระทบมหาศาลเป็นมูลค่าความเสียหายในการส่งออกเฉพาะน้ำตาลและผลิตภัณฑ์กว่า 94,618 ล้านบาท จากมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 570,000 ล้านบาท และถ้ารัฐคิดจะจ่ายค่าชดเชยให้ผู้ปลูกอ้อยต้องใช้วงเงินอย่างน้อย 270,000 ล้าน โดยยังไม่รวมค่าชดเชยในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอาจใช้ระยะเวลาในการชดเชยมากกว่า 1 ปีแน่นอน”

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวว่า การใช้สารเคมีเกษตร ทำให้ประเทศไทยพัฒนาเกษตรกรรมมาหลายสิบปีจนผลิตได้เกินบริโภคมากมาย ถ้าไม่ใช้สารเคมีเกษตร คือ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้เคมีเกษตร ไทยจะผลิตอาหารไม่พอกิน ถ้าไม่ใช้เคมีเกษตร แต่ใช้ปุ๋ยเคมีอาจพอกินในภาพรวม แต่บางกลุ่มจะลำบากเช่น อาจต้องใช้แรงงานใช้จอบเสียมแทน แต่แรงงานมีราคาแพงกว่า

รัฐบาลจะจัดการปัญหาตามกระแส ตามความรู้สึก ตามการเมือง ไม่ใช้ข้อมูลวิชาการไม่ได้ การแบน DDT ในอดีตคนจะใช้ก็ไปแอบนำเข้าในสหรัฐฯ เมื่อมีปัญหาสารกำจัดวัชพืช เขามีวิธีควบคุมแก้ปัญหาแบบวิทยาศาสตร์และทำการค้าขายได้ ท้ายสุดเรื่องเหล่านี้จะมีผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเลือกใช้หรือแบน แต่จะชดเชยความเสียหายให้เกษตรกร และอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างไร

เฉลิมชัย สั่งแก้โรคระบาดใบร่วงยางพารารุนแรงขั้นทำน้ำยางลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394221

เฉลิมชัย สั่งแก้โรคระบาดใบร่วงยางพารารุนแรงขั้นทำน้ำยางลด

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 20:44 น.
โรคใบด่าง,ชานแดนใต้,ยางพารา,น้ำยางลด,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

รมว.เกษตรฯ สั่งแก้โรคระบาดใบร่วงในยางพารา พบเกิดโรคแล้ว 3 จังหวัดชายแดนใต้ กยท.ระบุรุนแรงทำน้ำยางลด คาดเสียหายไม่ต่ำกว่า 100,000 ไร่

18 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคใบร่วงในยางพาราบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี

ทั้งนี้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รายงานว่า เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในไทย โดยก่อนหน้านี้ระบาดเป็นวงกว้างในอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสถาบันวิจัยยางของกยท. ตรวจสอบพบว่า เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. คาดว่า เมื่อเกิดไฟป่าในอินโดนีเซีย กระแสลมได้พัดพาสปอร์ของเชื้อรามาถึงไทยและเมื่อฝนตกจึงชะลงสู่สวนยาง

นอกจากนี้ยังแพร่กระจายเข้ามาตามชายแดนไทย-มาเลเซีย เมื่อต้นยางติดโรคจะทำให้ใบร่วงถึงร้อยละ 90 น้ำยางลดลงร้อยละ 30 – 50 จึงสั่งการให้กยท.และกรมวิชาการเกษตรร่วมกันหามาตรการแก้ไขและควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด ได้ประสานกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Gisda) ถ่ายภาพจากดาวเทียมเพื่อจะได้ทราบพื้นที่การระบาดที่แน่ชัดว่า อยู่ในอำเภอใดและรวมพื้นที่ระบาดทั้งสิ้นเท่าไรใช้ประกอบการเฝ้าระวังและควบคุมโรค

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท. เปิดเผยว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านโรคพืชเข้าไปให้คำแนะนำแก่เกษตรกรถึงสารที่ทดสอบแล้วว่า มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อราได้แก่ Hexaconazole Benomyl และ Thiophanate Methyl รวมทั้งแปลงที่อยู่ใกล้เคียงกับแปลงที่เกิดโรคสามารถฉีดพ่นป้องกันได้ โดยเชื้อราชนิดนี้ทำลายต้นยางพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่นั้น ได้แก่ พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และ พันธุ์ PB 311

ลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบยางแก่ เมื่อเริ่มแสดงอาการจะมีรอยช้ำเป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะกลายเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง (Chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (Necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล ต่อมาใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน ต้นยางอายุมากขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก

นายกฤษดากล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศที่พบโรคใบร่วงชนิดนี้มี 5 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซียซึ่งระบาดประมาณ 2 ล้านไร่ มาเลเซียหลายแสนไร่ ส่วนอินเดียและศรีลังการะบาดเป็นวงกว้าง สำหรับประเทศไทยเบื้องต้นคาดว่า ระบาดแล้ว 100,000 ไร่ โดยกำลังรอผลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาประเมินความแม่นยำอีกครั้ง

สำหรับการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัดนั้น ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรงดเคลื่อนย้ายทั้งยางชำถุง กิ่งตา และใบออกนอกพื้นที่ระบาด โดยกำลังเร่งประสานความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้ซึ่งจะมีการประชุมที่มาเลเซียในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้เพื่อนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้ผลแล้วมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้กยท. ย้ำว่า ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมากและจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการป้องกัน กำจัด รวมถึงควบคุมไม่ให้โรคแพร่กระจายมากขึ้น

ฟักทองอินทรีย์ ไร่ทองก้อน อร่อยได้หมดทั้งสดและสุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394033

ฟักทองอินทรีย์ ไร่ทองก้อน อร่อยได้หมดทั้งสดและสุก

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 04:05 น.
ฟักทอง,กินสด
เปิดอ่าน 70 ครั้ง

 “ฟักทองอินทรีย์”ไร่ทองก้อน อร่อยได้หมดทั้งสดและสุก

ก้าวไปอีกขั้นสำหรับผักที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการอย่าง “ฟักทอง” ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จนสามารถนำมารับประทานสดได้ หลังเจ้าของไร่ทองก้อน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ประสบความสำเร็จในการผลิตฟักทองรับประทานสดได้เป็นรายแรกของโลก ภายใต้ชื่อ “ฟักทองแบบอำพันชาด” ซึ่งมีกลิ่นหอม เนื้อแน่น มัน หนึบ มีเบต้าแคโรทีนสูง

“เป็นครั้งแรกที่จะบอกกับชาวโลกให้รู้ว่า ฟักทองสามารถกินสดได้ เรียกว่า ฟักทองแบบอำพันชาด ปกติการกินฟักทองเราจะต้องทำให้สุก ซึ่งจะทำให้สารอาหารที่ให้ประโยชน์ทางโภชนาการหายไป แต่การกินฟักทองแบบสดจะให้คุณค่าทางอาหารสูงมาก”

         ดร.ดำรงศักดิ์ แก้ววงษ์ไหม เจ้าของไร่นายทองก้อนเผยผลงานเด่น โดยฟักทองน้ำหนัก 100 กรัม มีวิตามินเอสูงถึง 476 ไมโครกรัม และมีเบต้าแคโรทีน 3,100 ไมโครกรัม เมื่อเทียบกับ อโวคาโดน้ำหนัก 100 กรัม มีวิตามินเอเพียง 7 ไมโครกรัม และมีเบต้าแคโรทีน 42 ไมโครกรัม โดยประโยชน์ของเบต้าแคโรทีน เนื่องจากฟักทอง เป็นหนึ่งในผักที่มีสีเหลืองออกส้ม ที่ช่วยบำรุงและรักษาสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ชุ่มชื่น ชะลอรอยเหี่ยวย่น เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก ป้องกันโรคหลอดเลือด และหัวใจ, ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างเป็นปกติ จากกากใยอาหารที่มีอยู่สูง ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย ป้องกันการเกิดโรคนิ่ว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ก็คือ มีฟักทองชนิดที่สามารถรับประทานสดได้ด้วย

“การปลูกฟักทองแบบอำพันชาด ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน การเตรียมดิน เตรียมแปลงปลูก ไม่ต้องฉีดอะไรเพื่อปรับปรุงดินเป็นพิเศษ เพราะส่วนผสมในการปรับปรุงดินอยู่ในปุ๋ย ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของเราเองอยู่แล้ว โดยฉีดพ่นให้อาหารทางใบ ไถดินเตรียมไว้ ขึ้นร่องกันน้ำท่วม ถ้าพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่น้ำไม่ขัง ไม่ต้องขึ้นร่อง หยอดเมล็ด ซึ่งเมล็ดพันธุ์ให้อาหารเป็นเชื้ออาบัสคูร่า 3 สายพันธุ์ เชื้อราทั้งหมด 7 สายพันธุ์ โดยเอาจุลินทรีย์สายพันธุ์เฉพาะไปคลุกกับเมล็ดพันธุ์เพื่อเป็นเชื้อที่ระบบราก เมื่อคลุกเมล็ดพันธุ์แล้วต้องลงปลูกทันที” ดร.ดำรงศักดิ์กล่าว

ส่วนขั้นตอนการปลูกนั้นจะปลูกหลุมละ 2 เมล็ด ระยะห่างหลุม 2 เมตร ระยะห่างร่อง 5 เมตร ระบบการให้น้ำเป็นแบบระบบน้ำหยด ข้อดีคือ ประหยัด ต้นทุนต่อไร่ประมาณ 5,000 บาท ไม่รวมปั๊มน้ำ กรณีที่รวมปั๊มน้ำก็ไม่เกิน 10,000 บาทต่อไร่ การปล่อยน้ำหยดจะซึมลงดินไปได้ 15-30 เซนติเมตร แต่การให้น้ำสปริงเกลอร์ให้น้ำในวงกว้างแต่จะให้แค่ผิวดิน หลังจากเมล็ดลงหลุม แล้วรอจนขึ้นใบ 4 ใบ 5 เริ่มให้อาหารทางใบให้ทุก 3 วัน แต่ต้องดูเรื่องยกร่องเพราะเป็นพืชที่ทนแล้ง ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว 60 วันหลังจากลงเมล็ด ส่วนพันธุ์ฟักทองที่นำมาปลูกจะต้องเป็นพันธุ์บึงกาฬเท่านั้น เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลง่ายที่สุด

“สำหรับการรับประทานแบบสดนั้น นำมาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ รับประทานได้เลย หรือรับประทานควบคู่กับน้ำสลัดก็อร่อยไปอีกแบบ ส่วนการรับประทานแบบสุก ให้หั่นเป็นชิ้นแล้วนำเข้าไมโครเวฟ 3.30 นาที โรยเกลือนิดหน่อย รสที่ได้คือ ความมันหวาน หอมกลิ่นอ่อนๆ คล้ายใบเตย เนื้อเหมือนบัตเตอร์ หรือหากอยากรับประทานแบบนึ่งสุก ก็สามารถนำมาหั่นเป็นชิ้น โรยเกลือเล็กน้อย ต้มน้ำในชุดนึ่งให้เดือดพล่าน ปิดซึ้ง รอเวลาฟักทองสุก 20 นาที”

ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการปลูกฟักทองแบบอำพันชาดในพื้นที่แปลงสาธิตการปลูกพืชผักสวนครัว เป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การสุนัขทหาร จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง ก่อนที่จะขยายให้เกษตรกรไปปลูก สาเหตุที่ใช้พื้นที่ของเขตทหารเพื่อสะดวกในการดูแลและควบคุมง่ายซึ่งเป็นโครงการร่วมกัน ผลผลิตโดยเฉลี่ย 2-3 ตันต่อไร่ ราคา 15-20 บาทต่อกิโลกรัม ประมาณรายได้รวมประมาณ 3-4 หมื่นบาทต่อไร่ ต้นทุนการเพาะปลูกต่อไร่ ประมาณ 1 หมื่นบาท ก็จะมีกำไรประมาณ 2-3 หมื่นบาทต่อไร่

สำหรับฟักทองบึงกาฬที่ใช้สำหรับปลูกเพื่อรับประทานสด เป็นฟักทองลูกผสมของบริษัท เจียไต๋ จำกัด  ผลเล็ก เจริญเติบโตดี ทรงต้นโป่ง ต้นแข็งแรง ขนาดใบเล็ก 1-1.5 กก. เนื้อสีเหลืองส้ม รสหวานมัน ติดผล 4-5 ผลต่อต้น เก็บเกี่ยวได้เร็ว อายุเก็บเกี่ยว 70-75 วัน

นับเป็นอีกก้าวของวงการเกษตรไทยในการผลิตฟักทองรับประทานสด โดยใช้ปุ๋ยสูตรเฉพาะในการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้ได้ฟักทองที่สามารถรับประทานสดๆ ได้ สนใจขั้นตอนการผลิตหรือสูตรปุ๋ยอินทรีย์สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.09-8598-8916 หรือ 09-5856-4878 ทุกวันไม่มีวันหยุด

สทนช.เตรียมเสนอครม. เคาะมาตรการแก้แล้ง’62 /63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394040

สทนช.เตรียมเสนอครม. เคาะมาตรการแก้แล้ง’62 /63

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 00:35 น.
สทนช,เสนอครม,เคาะมาตรการแก้แล้ง,เฝ้าระวังท่วมภาคใต้,ไม่มีสัญญาณพายุ,ลุ่มเจ้าพระยา
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

สทนช.เตรียมเสนอครม. เคาะมาตรการแก้แล้ง’62 /63 ย้ำยังเฝ้าระวังท่วมภาคใต้ช่วงปลายต.ค.-พ.ย.

สทนช.ย้ำยังต้องจับตาสถานการณ์ฝนภาคใต้แม้ยังคงไม่มีสัญญาณพายุในช่วง 7 ข้างหน้า พร้อมเตรียมสรุปมาตรการลดผลกระทบแล้ง นัดประชุมนอกรอบหน่วยเกี่ยวข้องอาทิตย์นี้เคาะเสนอครม.เห็นชอบ 22 ต.ค.นี้  โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเหตุน้ำต้นทุนน้อย

 ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจเพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 7/2562 ว่า ในระยะนี้บริเวณตอนบนของมีปริมาณฝนลดลง ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ซึ่งเข้าสู่ฤดูฝนแล้วนั้น แต่จากการติดตามสถานการณ์แนวโน้มฝนแม้จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่ในช่วง 1 สัปดาห์จากนี้ไปยังไม่มีสัญญาณพายุ หรือสถานการณ์ฝนตกหนักที่ใม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งยังคงเฝ้าระวังจุดเสี่ยงพื้นที่ท่วมซ้ำซาก หรือมีการตกซ้ำของฝนในพื้นที่ที่ทำให้ดินเกิดความชุ่มน้ำก็อาจจะมีความเสี่ยงสถานการณ์น้ำไหลหลากได้เช่นกัน ตั้งแต่บริเวณจังหวัดชุมพรลงไป

โดยในช่วงกลางเดือน ต.ค. และในเดือนพ.ย. จะมีปริมาณฝนตกมากในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีความเสี่ยงในเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากบางพื้นที่ ซึ่ง สทนช. ได้ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ พร้อมทั้งกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ ป้องกันผลกระทบล่วงหน้า ตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีความแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำ ซึ่งจากผลการสำรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำจำนวน 111 แห่ง ในภาคใต้ ได้รับรายงานว่าขณะนี้ดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จ 91 แห่ง และอยู่ในระหว่างการดำเนินการอีก 20 แห่ง

 นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้มีการซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในการเตรียมพร้อมรับมือกับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงแล้วเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต ขณะนี้ที่กังวลคือลุ่มเจ้าพระยาในบริเวณภาคกลาง เนื่องจากประเมินน้ำใช้การ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีปริมาณน้ำใช้การประมาณ 5,400 ล้าน ลบ.ม. แม้จะไม่ได้น้อยจนน่าเป็นห่วง แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างมีวินัย ซึ่ง สทนช. ได้ประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ลดการใช้น้ำในกิจกรรมอื่น โดยเน้นใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคเท่านั้น

 “สทนช. ได้คาดการณ์ปริมาณน้ำ ณ วันที่ 1 พ.ย. 62 จะมีปริมาณน้ำใช้การ 33,604 ล้าน ลบ.ม. ฤดูแล้ง ปี 2562/63 แบ่งออกเป็น ในเขตชลประทาน 25,031 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 8,573 ล้าน ลบ.ม. ใน 5 กิจกรรมหลักตามลำดับความสำคัญ คือ 1) เพื่อการอุปโภคบริโภค 2,703 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 8% 2) เพื่อรักษาระบบนิเวศ 7,161 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 21% 3) เพื่อสำรองน้ำใช้ช่วงต้นฤดูฝน ปี 2563 9,830 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29% 4) เพื่อเกษตรกรรม 13,351 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 40% แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 7,707 ล้าน ลบ.ม. นอกเขตชลประทาน 5,644 ล้าน ลบ.ม. และ 5) เพื่ออุตสาหกรรม 558 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%” ดร.สมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สทนช. ยังได้คาดการณ์การจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำใช้การ ณ วันที่ 1 พ.ย.62 ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง แบ่งเป็น อ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ  0-15% สามารถจัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำรองต้นฤดูฝน 63 เท่านั้น มีจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อุบลรัตน์ ลำนางรอง ขณะที่อ่างฯ 9 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 15-30% สามารถจัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง (เกษตรต่อเนื่อง) อุตสาหกรรม แบ่งเป็น อ่างฯ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 7 แห่ง ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสัก แม่กวงฯ แม่มอก กระเสียว ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 1 แห่ง ได้แก่ มูลบน ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 1 แห่ง ได้แก่ คลองสียัด

ส่วนอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 30-60% ที่จัดสรรได้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง(บางพื้นที่) อุตสาหกรรม มีทั้งสิ้น 14 แห่ง แบ่งเป็น ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ แม่งัดฯ กิ่วคอหมา กิ่วลม ทับเสลา ลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล 6 แห่ง ได้แก่ น้ำอูน น้ำพุง จุฬาภรณ์ ลำตะคอง ลำพระเพิง ลำแซะ ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 2 แห่ง ได้แก่ บางพระ ประแสร์ ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 แห่ง ได้แก่ รัชชาประภา บางลาง และอ่างฯ ที่มีปริมาณน้ำใช้การ 60-100% ซึ่งสามารถจัดสรรได้ในทุกกิจกรรม คือ เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ สำรองต้นฤดูฝน 63 การเกษตรฤดูแล้ง (ตามศักยภาพ) อุตสาหกรรม รวม 10 แห่ง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำโขงชีมูล 3 แห่ง ได้แก่ ห้วยหลวง ลำปาว สิรินธร ลุ่มน้ำภาคตะวันออก 3 แห่ง ได้แก่ ขุนด่านปราการชล หนองปลาไหล นฤบดินทรจินดา ลุ่มน้ำภาคตะวันตก 2 แห่ง ได้แก่ ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ และ ลุ่มน้ำภาคใต้ 2 แห่ง ได้แก่ แก่งกระจาน ปราณบุรี

ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค.นี้ สทนช. จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปมาตรการรับมือภัยแล้งที่มีความชัดเจนเป็นรูปแบบ สามารถป้องกันผลกระทบให้แก่พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เสนอเข้าที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 22 ต.ค.นี้

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงที่มีระดับลดลง พบว่าสาเหตุเกิดจากปริมาณฝน ทั้งในจีน ลาว และไทย มีปริมาณน้อย ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงลำน้ำสาขาน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำโขงลดต่ำลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา และน่าจะลดต่ำกว่าสถิติที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2535 เนื่องจากมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าเดิม ที่สำคัญและน่าเป็นห่วงคืออาจจะกระทบกับกิจกรรมริมแม่น้ำโขงด้วย โดย สทนช. จะนำประเด็นปัญหานี้ เข้าสู่เวทีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง ที่กรุงเวียงจันทร์อีกครั้ง เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเร็วต่อไป.

หนังสือยกเลิก 3 สารถึงมือนายกฯแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394038

หนังสือยกเลิก 3 สารถึงมือนายกฯแล้ว

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
มนัญญา ไทยเศรษฐ,สารเคมี,พาราควอต
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

มนัญญา ส่งหนังสือแบน3สาร ถึงมือ นายกฯแล้ว ยันข้อสรุปทุกฝ่ายเข้าคณะกก.วัตถุอันตราย 22 ต.ค.นี้

18 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าวันนี้ได้ยื่นหนังสือแบน3สารเคมี ให้มีผลวันที่1ธ.ค.ให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วซึ่งจากนี้ไปเข้าการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะประชุมวันที่22ต.ค.นี้

“หนังสือยกเลิก 3 สาร จากมติ 9 – 0 ของคณะทำงาน 4 ฝ่าย ไปถึงท่านนายกฯแล้วโดยทุกอย่างเดินตามขั้นตอนที่ท่านนายกฯบัญชามา ให้รับฟังทุกฝ่ายเพื่อนำข้อสรุปเข้าสู่คณะกรรมการวัตถุอันตราย” น.ส.มนัญญา กล่าว
อย่างไรก็ตามการส่งหนังสือถึงนายกฯ ดังกล่าวสืบเนื่องจาก คณะทำงานเพื่อพิจารณาความเห็นของส่วนรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค (4ฝ่าย)  โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุม มีมติ 9 ต่อ 0 ให้ยกเลิก 3 สารเคมี  โดยจะเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย พิจารณาให้สารทั้ง 3 ชนิดซึ่งอยู่ในบัญชีประเภทที่ 3 ไปเป็นบัญชีประเภทที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.62 ซึ่งจะเป็นผลให้ห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิต

สำหรับกรรมการ 4 ฝ่ายที่ร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย น.ส.มนัญญา ประธานคณะทำงาน นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงษ์ ประธานคณะที่ปรึกษารมช.เป็นกรรมการ น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายอัคคพล เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรวิศวะกรรม กรมวิชาการเกษตร

แพทย์หญิงสุมณี วัชรสินธุ์ รักษาการนายแพทย์เชี่ยวชาญกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงศุลีกร ธนธิติกร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมควบคุมโรค น.ส.บุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธุ์องค์กรผู้บริโภค น.ส.สุภาวดี ทับทิม ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ สังกัดนิคม ชะอำ เพชรบุรี

น.ส.เสาวลักษณ์ พรกุลวัฒน์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย นางวิไลวรรณ พรหมคำ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกรมวิชาการเกษตร นายมนตรี ปาป้อง นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.นัชชา ช่อมะลิ เลขานุการคณะที่ปรึกษารมช.เกษตรฯทั้งนี้ในการประชุม สมาคมอารักขาพืช ได้มีหนังสือแจ้งที่ประชุมว่าไม่ได้เข้าร่วม ติดภารกิจต่างประเทศ ไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมด้วย