เจ๋ง ไอเดียคนไทย จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทนพาราควอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394036

เจ๋ง ไอเดียคนไทย จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทนพาราควอต

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
พาราควอต,จุรินทรีย์,สารเคมี
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

คนไทยคิดค้น จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ทดแทน พาราควอต ขนาด เยอรมันยังสนใจ เร่งเสนอปลัดกระทรวงเกษตรฯร่วมทดสอบแปลงจริง จ.ปทุมธานี”

18 ตุลาคม 2562 นายฐปนรมย์ แจ่มใส กรรมการบริหารบริษัมวอน ซิสเต็มส์ ได้ ทำหนังสือถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เรื่องการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาขีพทางการเกษตรกรรม

ทั้งนี้ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพื่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี กำจัดศัตรูพืชทางการเกษตร เช่น คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต

“ได้ทำการศึกษาการใช้จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปี2547จนถึงปัจจุบัน สามารถใช้ทดแทนสารเคมีอันตรายที่กำลังผลักดันให้ยกเลิกใช้อยู่ในขณะนี้ โดยได้นำจุลินทรีย์ไปใช้ในแปลงจริงของเกษตรกรที่ ต.ดอนกล่ำ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท  ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรและภาคเกษตรโดยรวมเกิดความมั่นใจในประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ จึงขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯพิจารณาด้วย”นายฐปนรมย์ กล่าว

ทั้งนี้เพื่อให้เห็นผลงานของจุลินทรีย์ ทั้งในผลงานเอกสารและผลงานปฏิบัติในพื้นที่ปฏิบัติจริง ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯส่งกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมทดสอบการใช้จุลินทรีย์กำจัดวัชพืช ตามระยะเวลาที่กำหนด ในพื้นที่จริงจังหวัดปทุมธานี

“ก่อนหน้านี้ได้ไปขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้จดขึ้นทะเบียน  จึงได้ทำหนังสือมาถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งจุลินทรีย์กำจัดวัชพืชที่มีคอร์โรฟิลและไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตในดินและในน้ำ สามารถทดแทนสารพาราควอต ได้ดีกว่า ไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศเยอรมัน ยังสนใจมาก ขอนำไปทดสอบการใช้จุลินทรีย์กำจัดวัชพืชด้วย”นายปฐมรมย์ กล่าว

เฉลิมชัยลั่นระฆัง ประกันรายได้ยางมาแล้ว เริ่มรับเงิน 1 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/394217

เฉลิมชัยลั่นระฆัง ประกันรายได้ยางมาแล้ว เริ่มรับเงิน 1 พ.ย.

วันที่ 18 ตุลาคม 2562 – 20:36 น.
ยางพารา,ประกันรายได้
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

เฉลิมชัยลั่นระฆัง ประกันรายได้ยางมาแล้วเกษตรกรชาวสวนยางเฮ เริ่มรับเงิน 1 พ.ย.

“เฉลิมชัย” เดินหน้าประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง หลังครมต.มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา เฟสแรก 24,000 ล้านบาท กำหนดราคาประกันยางแผ่นดิน กก.ละ 60 บาท น้ำยางสด กก.ละ 57 บาทและยางก้อนถ้วน กก.ละ 23 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ต.ค.62 – มี.ค.63 ชาวสวนยาง 1.4 ล้านคนได้อานิสงส์ เตรียมเฮ  เริ่มรับเงินงวดแรก 1 พ.ย. 62 นี้


นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขอให้เกษตรกรชาวสวนยางเตรียมรับเงินประกันรายได้ยางพารา โดยจะเริ่มจ่ายงวดแรกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 นี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562  ตามมติคณะกรรมนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.4 ล้านคน พื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่              ได้มีรายได้ที่แน่นอน

โดยจะให้สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และต้องเป็นสวนยางที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว โดยจะได้รับเงินรายละไม่เกิน 25 ไร่ และมีเงื่อนไขว่าปริมาณผลผลิตยางที่ประกันรายได้อยู่ที่  240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน โดยให้แบ่งสัดส่วนรายได้เจ้าของสวน 60 %และคนกรีดยาง 40%

ทั้งนี้ โครงการได้กำหนดราคาประกันยาง 3 ชนิด คือ 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา กก.ละ 60 บาท  2.น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา กก.ละ 57 บาท และ 3.ยางก้อนถ้วย (DRC 50%)  ราคา กก.ละ 23 บาท ซึ่งจะดำเนินการเป็นเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึง มีนาคม 2563 โดยโครงการประกันรายได้จะเริ่มจ่ายเงิน

งวดแรกได้ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 นี้ และทยอยจ่ายเงินงวดต่อไปทุก 15 วัน ซึ่งทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง ดังนี้ 1.ประกันรายได้เดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2562 จ่ายงวดที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562  2.ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563 จ่ายงวดที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 – 15 มกราคม 2563 3.ประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2563 จ่ายงวดที่ 3 ระหว่างวันที่ 1- 15 มีนาคม 2563
นอกจากโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการในการผลักดันให้มีการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นราคายางให้ได้ตามเป้าหมาย 3 แสน – 5 แสนตัน ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการโดยเร็ว

กรมปศุสัตว์รับมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393791

กรมปศุสัตว์รับมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 – 15:59 น.
ปศุสัตว์
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

กรมปศุสัตว์รับมอบผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้รับมอบการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อชนิดผง เวอร์คอนTM เอส จำนวน 500 กก.และชนิดน้ำ เวอร์คอนTM แอลเอสพี จำนวน 450 ลิตร  จากบริษัท แลนเซสส์ ไทย จำกัด

   นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์(ขวา)

โดยนายไมเคิล เชฟเฟอร์  รองประธานกรรมการอาวุโสหน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์เพื่อการป้องกันและดร.นันทวัฒน์ เกิดชื่น หัวหน้าสายผลิตภัณฑ์ออกฤทธิ์และฆ่าเชื้อประจำภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ผอ.กองสารวัตรและกักกัน ผอ.กองการเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับมอบ ทั้งนี้เพื่อลดระดับความเสี่ยงและช่วยยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในประเทศไทย

รมว.กษ.นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนแหล่งกักเก็บน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393785

รมว.กษ.นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนแหล่งกักเก็บน้ำ

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 – 15:52 น.
รมวเกษตร,แก้มลิง,เกาะยวน
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

รมว.กษ.นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนแหล่งกักเก็บน้ำ

รมว.กษ. ลุยลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี นำร่องโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ราษฎรกว่า 523 ครัวเรือน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวน ณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า จากการที่ราษฎรในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี กว่า 523 ครัวเรือน ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ซึ่งราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่การเกษตรกว่า 16,289 ไร่

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ดังกล่าว โดยการขุดลอกแก้มลิง พร้อมสร้างอาคารประกอบ รวมถึงระบบส่งน้ำกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งโครงการแก้มลิงบ้านเกาะยวนนี้สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 550,000 ลูกบาศก์เมตร มีสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า และหอถังพร้อมระบบส่งน้ำความยาวประมาณ 6,330 เมตร

นับว่าเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง ที่สามารถเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวจำนวนกว่า 150 ครัวเรือน ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรกว่า 1,000 ไร่ แบ่งเป็น เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน 600 ไร่ สวนยางพารา 220 ไร่ ไม้ผล ทุเรียน มังคุด พืช ผักตามแนวโครงการเศรษฐกิจพอเพียง 140 ไร่ และทำนา 40 ไร่ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ชะลอน้ำขนาดเล็ก เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด เป็นแหล่งท่องเที่ยว และยังสามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำคลองพุมดวงได้อีกด้วย

จากนั้นได้เดินทางไปหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านนาดง ม.7 โดยได้รับฟังปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินจากนายก อบต.บางงอน และกำนัน ต.บางงอน และพบปะเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ได้ตรวจเยี่ยมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผัก ต.บางท่าขาม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการฯ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิต ลดการใช้สารเคมีที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม มีการปลูกพืชผักที่หมุนเวียนหลากหลาย อีกทั้งยังมีการพัฒนาโรงคัดแยกให้ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งการดำเนินโครงการแปลงใหญ่ผักนี้ มีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับเทสโกโลตัส และมีการบริหารจัดการด้านการตลาดอย่างเป็นระบบ เช่น การสร้างแบรนด์ “กลุ่มแปลงใหญ่ผักบางท่าข้าม” พัฒนาคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ พัฒนาคุณภาพผักตามหลักสากล เพิ่มระบบค้าส่ง มีการตกลงราคาซื้อขายล่วงหน้า สินค้าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นต้น

ถั่วหรั่ง…แซมสวนยางรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393645

ถั่วหรั่ง…แซมสวนยางรายได้งาม

วันที่ 16 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ถั่วหรั่ง,มนัญญา,กรมส่งเสริมสหกรณ์,ยางพารา
เปิดอ่าน 126 ครั้ง

ส่งเสริมปลูก ถั่วหรั่ง แซมในสวนยางพารา สร้างรายได้อย่างงามให้สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด จังหวัดพัทลุง

16 ตุลาคม 2562 “กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด” นับเป็นสถาบันเกษตรกรแห่งความภาคภูมิใจของชาวตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งก่อตั้งมานานตั้งแต่ปี 2517  มีสมาชิกแรกตั้ง 67 คน ด้วยทุน 3,350 บาท ผ่านไป 45 ปี

ปัจจุบันมีสมาชิก 1,857 คน ทุนเรือนหุ้น 47 ล้านบาท และทุนสำรอง 26 ล้านบาท  ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดมีการดำเนินงาน ที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรที่ช่วยเหลือและส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างดี จากโครงการ “เปลี่ยนนาร้างเป็นนาข้าว” ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถพลิกฟื้นความเป็นอยู่ มีรายได้มั่นคง

ขณะเดียวกันทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดก็มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน สามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งของเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างดี จนได้รับการยกย่องให้เป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่าง และได้รับรางวัลรางวัลระดับชาติถึง 5 ครั้ง โดยในปี พ.ศ. 2526 เป็นกลุ่มเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นระดับประเทศ ปี พ.ศ. 2535 ได้รับรางวัลทำนาดีเด่นระดับชาติ และในปี พ.ศ. 2529, พ.ศ. 2548 และพ.ศ. 2555 ได้รับรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ  เข้ารับพระราชทานโล่ในพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง มีโอกาสได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของ  กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด ที่เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ประกาศตัวว่าจะไม่จำหน่ายวัตถุอันตรายและมีโครงการรณรงค์ให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีทุกชนิด พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทำนาอินทรีย์ ปลูกข้าวไว้กินเอง โดยเฉพาะข้าวพันธุ์สังข์หยด  ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของจังหวัดพัทลุง

สนับสนุนเกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้การปลูกพืช ด้วยตระหนักถึงปลอดภัยทั้งตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ซึ่งทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดยังสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องราคาผลผลิตการเกษตรได้เกือบ 100% ทั้งผลผลิตข้าว ผลไม้ ทุเรียน มังคุดและลองกอง ทางกลุ่มฯได้ส่งเสริมการผลิตอย่างครบวงจร เน้นเรื่องความปลอดภัยและคุณภาพเป็นสำคัญ โดยเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเปิดจุดรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งทางกลุ่มฯมีทั้งโรงสีข้าว และโรงรมยางแผ่นรมควัน และยังได้จัดหาตลาดรองรับผลผลิตของสมาชิกในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก เพื่อบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำ  

นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดยังได้มีโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชแซมในสวนยาง อาทิเช่น ถั่วลิสง ถั่วหรั่ง มะละกอ เพื่อเสริมสร้างรายได้เพิ่มจากการกรีดยาง ซึ่งการปลูกถั่วหรั่งในอำภอตะโหมด ปลูกมานานหลายสิบปี แรกเริ่มปลูกพันธุ์พื้นเมือง แต่ให้ผลผลิตน้อยต่อมาในปี 2542 เกษตรอำเภอตะโหมดได้ริเริ่มให้เกษตรกรรวมตัวกันปลูกถั่วหรั่ง และจัดหาพันธุ์ถั่ว “สงขลา 1” ซึ่งพันธุ์ที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพ มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแซมยางพารา เพราะเกษตรกรบางรายได้โค่นยางพาราที่อายุมาแล้ว เพื่อปลูกใหม่

ทั้งนี้กว่าเกษตรกรจะได้เปิดกรีดอีกครั้งต้องรอไปอีก 5-6 ปี ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดจึงส่งเสริมให้สมาชิกได้รวมกลุ่มกันปลูกถั่วหรังแซมในสวนยาง  ระหว่างที่ยางยังไม่ได้เปิดกรีด  ส่วนเกษตรกรบางรายที่เปิดกรีดยางแล้ว ก็สามารถปลูกถั่วหรั่งแซมในแปลงยางได้เช่นกัน   ซึ่งถั่วหรั่ง (Bambara groundnut) เป็นพืชตระกูลถั่วที่พบปลูกมากในภาคใต้ เมล็ดถั่วหรั่งนำมาต้มหรือเผาไฟรับประทาน หรือใช้ทำอาหารคาว และขนมหวาน และแปรรูปเป็นอาหารกระป๋อง มีรสชาติคล้ายถั่วลิสง  ปัจจุบันกลายเป็นถั่วเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งในทางภาคใต้ มีพื้นที่ปลูกมากในแถบจังหวัดสงขลา พัทลุง ปัตตานี

สำหรับการปลูกถั่วหรั่งในอำเภอตะโหมด มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 800 ไร่  แบ่งเป็นตำบลตะโหมด 500 ไร่ ตำบลคลองใหญ่ 200 ไร่   ตำบลแม่ขรี 100 ไร่  ซึ่งสภาพดินบริเวณนี้มีความเหมาะสมในการปลูกถั่วหรั่งได้ดี  การปลูกถั่วหรั่ง  จะปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง  ในช่วงฤดูฝนที่กรีดยางไม่ได้ ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน และจะเริ่มเก็บเกี่ยวในเดือนตุลาคม  ซึ่งวิธีการเก็บเกี่ยวจะเก็บแบบขุดถอนทั้งต้น เมล็ดถั่วหรั่งจะฝังอยู่ในดินบริเวณรากของต้นถั่ว

ผลผลิตโดยเฉลี่ยไร่ละ 450 – 600 กิโลกรัม เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกถั่วหรั่งเฉลี่ยไร่ละ 10,000-15,000 บาท  เกษตรกรบางรายสามารถสร้างรายได้จากการปลูกถั่วหรั่งประมาณ  50,000-150,000 บาท  ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 – 4 เดือน ซึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว  ทางกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมดเปิดจุดรวบรวมถั่วหรั่งจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งประสานงานกับพ่อค้า เข้ามารับซื้อ และต่อรองราคาเพื่อให้เกษตรกรได้จำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งการส่งเสริมปลูกถั่วหรั่งในสวนยางพารา นอกจากจะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ต้นถั่วหรั่งเมื่อปลูกแซมกับพืชอื่นจะเป็นพืชที่คลุมดินและช่วยบำรุงดินให้มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ด้วย

ปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือสัตว์ประสบอุทกภัยในจ.อุบลฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393652

ปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานช่วยเหลือสัตว์ประสบอุทกภัยในจ.อุบลฯ

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 – 21:04 น.
ปศุสัตว์,อุทกภัย,อุบลราชธานี
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือสัตว์ประสบอุทกภัยในจ.อุบลฯ

หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ ออกปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

นายวิสุทธิ์ สารพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดอุบลราชธานี

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 เวลา 08.00 น. นายวิสุทธิ์ สารพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำขบวนรถปฏิบัติงานหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่กรมปศุสัตว์ ออกให้บริการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมโดยอิทธิพลของพายุโซนร้อนโพดุลและคาจิกิ ส่งผลให้มีประชาชนและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีได้รับผลกระทบมาก ถึงแม้ว่าสถานการณ์ได้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตไปแล้ว แต่กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญในการฟื้นฟูสุขภาพสัตว์ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายลง ทั้งในเรื่องการรักษาพยาบาลสัตว์ การเฝ้าระวังการเกิดโรคระบาดสัตว์และการให้คำแนะเรื่องการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นระดมอัตรากำลังเจ้าหน้าปศุสัตว์จากกองสวัสดิภาพและสัตวแพทย์บริการ,กลุ่มด่านกักกันสัตว์,สำนักงานปศุสัตว์เขต 4 ,3, สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์,สำนักพัฒนาระบบและมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์,สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่เขต 3,4,ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ,กองสารวัตรและกักกัน,หน่วยพัฒนาสุขภาพและเพิ่มผลผลิตสัตว์ รวมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 150 คน
นายวิสุทธิ์กล่าวต่อว่าการออกปฏิบัติงานหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่ 7 อำเภอ ของจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 10-22 ตุลาคม 2562 ครั้งนี้ โดยได้ออกปฏิบัติงานในพื้นที่อำเภอเขื่องในวันที่ 2  ตำบลแดงหม้อและตำบลสร้างถ่อ รวม 8 หมู่บ้าน  วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2562 โดยให้การบริการ ดังนี้


1.สัตว์ใหญ่ โค กระบือให้บริการในพื้นที่ตำบลแดงหม้อ, ตำบลสร้างถ่อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 8 หมู่บ้าน ให้บริการตรวจสุขภาพสัตว์,ตรวจระบบสืบพันธุ์ ฉีดยาบำรุง โค  78 ตัว,ถ่ายพยาธิ 78 ตัว รักษาโรคสัตว์ 1 ตัว,กระบือ ฉีดยาบำรุง 98 ตัว,ถ่ายพยาธิ 85 ตัว และให้คำแนะนำการเลี้ยงสัตว์ แก่เกษตรกร จำนวน 88 ราย
2. สัตว์เล็ก สุนัข แมวให้บริการในพื้นที่ ตำบลแดงหม้อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 2 หมู่บ้าน ให้บริการตรวจสุขภาพสัตว์,รักษาสัตว์ป่วย,ผ่าตัดทำหมัน สุนัข 27 ตัว,แมว 27 ตัว,ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สุนัข 31 ตัว,แมว 22 ตัว เกษตรกร จำนวน 50 ราย
3. มอบเนื้อสุกร ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดนครปฐม แก่เกษตรกร
4. มอบถุงยังชีพของกรมปศุสัตว์,ยาถ่ายพยาธิ,แร่ธาตุ วิตามินและยาปฏิชีวะนะแก่เกษตรกร
5. มอบอาหารสุนัข แมวแก่เกษตรกรเจ้าของสัตว์
ในการปฏิบัติงานของหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนการปฏิบัติงานเป็นอย่างดีจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบล,กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการจิตอาสาของหมู่บ้านในพื้นที่และเจ้าของสัตว์ที่นำสัตว์มารับการบริการจำนวนมาก

สถาบันวิจัยยางพบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393528

สถาบันวิจัยยางพบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่

วันที่ 15 ตุลาคม 2562 – 11:54 น.
กยท
เปิดอ่าน 13 ครั้ง

สถาบันวิจัยยางพบการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่จ.นราธิวาส

พบการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หลังเคยพบการระบาดเป็นพื้นที่วงกว้างในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รุดลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายกฤษดา  สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)  เปิดเผยว่า กยท. ได้รับแจ้งจากเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่าน กยท. จังหวัดนราธิวาสว่าพบต้นยางมีอาการใบร่วงเป็นจำนวนมากแทบหมดทั้งต้น โดยพบเป็นแห่ง ๆ ในพื้นที่ 3 อำเภอได้แก่ อำเภอระแงะ อำเภอแว้ง และอำเภอรือเสาะ ตนและคณะนักวิชาการด้านโรคพืช จึงได้ลงไปตรวจสอบเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่าจากการดูลักษณะอาการที่ปรากฏบนใบ และการร่วงของใบมีลักษณะเช่นเดียวกับการรายงานของประเทศสมาชิก IRRDB (อินโดนีเซีย มาเลเซีย และศรีลังกา) ที่ผู้เชี่ยวชาญได้ลงความเห็นว่าเชื้อสาเหตุคือ เชื้อรา Pestalotiopsis sp.
นายกฤษดา กล่าวต่อว่า เป็นไปได้ที่เชื้อราตัวนี้มีการแพร่กระจายเข้ามาระบาดในพื้นที่ปลูกยางแถบชายแดนรอยต่อกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันคือร้อนชื้นและฝนตกชุก โดยพบลักษณะอาการปรากฏบนใบยางแก่ เมื่อเริ่มแสดงอาการปรากฏรอยช้ำๆ เป็นกลุ่มเห็นชัดเจนด้านหลังใบ หลังจากนั้นจะแสดงอาการเป็นวงค่อนข้างกลมสีเหลือง (chlorosis) ต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด โดยพบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการโรครุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วัน
ต้นยางอายุมากขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าต้นยางอายุน้อยขนาดเล็ก อาการใบร่วงจากเชื้อรานี้มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตน้ำยาง เนื่องจากมีใบร่วงมากกว่าร้อยละ 90 จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 30-50 และพบในทุกพันธุ์ยางที่ปลูกในพื้นที่นั้น ได้แก่พันธุ์ RRIM 600 พันธุ์ RRIT 251 และ พันธุ์ PB 311

“เชื้อรานี้มีพืชอาศัยหลายชนิด แพร่ระบาดโดยลมและฝน จึงค่อนข้างยากต่อการป้องกันควบคุม อย่างไรก็ตามแนวทางการป้องกันกำจัดการแพร่ระบาดของโรคนี้ ขณะนี้ กยท. มีโครงการสำรวจและติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคนี้ในเขตภาคใต้ตอนล่างอย่างเร่งด่วน พร้อมกับดำเนินการเก็บตัวอย่างใบเพื่อวินิจฉัยเชื้อสาเหตุที่แน่ชัด ทดสอบประสิทธิภาพสารเคมีเช่น hexaconazole, benomyl และ thiophanate methyl ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อรา หากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีในการกำจัด รวมถึงการร่วมมือทางวิชาการกับประเทศสมาชิก IRRDB ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้แล้วสำหรับการนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้ผลแล้วมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้ กยท. ขอย้ำว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่และให้ความสำคัญกับป้องกัน กำจัดโรคนี้ รวมถึงควบคุมไม่ให้แพร่กระจายมากขึ้น” นายกฤษดา กล่าวทิ้งท้าย

กยท.อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคายางผันผวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393319

กยท.อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคายางผันผวน

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 19:10 น.
กยท,ยางพารา,สวนยางพารา
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

รักษาการผู้ว่าการกยท. แจงมาตรการแก้ปัญหาราคายางผันผวนประกันรายได้ชาวสวนยาง พร้อมเดินหน้า 4 โครงการ ยกระดับราคายาง

13 ตุลาคม 2562 รักษาการผู้ว่าการ กยท. ชี้แจงมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาราคายางผันผวน เร่งเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ควบคู่กับมาตรการระยะยาว ขยายเวลาดำเนินการ 4 โครงการมุ่งยกระดับราคายาง

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคายางในช่วงนี้ที่มีผันผวน ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจาก ปัจจัยทางเศรษกิจ การเงิน และการลงทุนภายนอกประเทศ ได้แก่ การที่ธนาคารระมัดระวังการปล่อยเงินกู้และไม่ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทยาง เนื่องจากกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งขายยางในราคาไม่สูงมากนักเพื่อให้ได้สัญญาไปประกอบการกู้เงินสำหรับใช้หมุนเวียนในธุรกิจยาง

ประกอบกับเทศกาลวันชาติของประเทศจีน ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 7ตุลาคม (วันชาติจีน วันที่ 1 ตุลาคม) ทำให้กิจกรรมการซื้อขายยางหยุดลง ส่งผลต่อราคายางอ้างอิงจะมีเพียงตลาด TOCOM และ SICOM เท่านั้น ซึ่งพ่อค้ายางเกือบทุกเจ้ารอราคาอ้างอิงจากตลาดล่วงหน้าของจีน (ตลาดเซี่ยงไฮ้) ในการซื้อขาย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ในการซื้อขายยาง Chongqing บริษัทเทรดดิ้งใหญ่อันดับหนึ่งของจีนซึ่งนำเข้ายางประมาณปีละ 1,500,000 ตัน ประกาศหยุดกิจกรรมการซื้อขายยางเมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา และการเลิกกิจการของบริษัท Chongqing ซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่ของจีน จึงส่งผลต่อผู้ส่งออกยางของไทย ทำให้ราคายางปรับในทิศทางที่ลดลง อย่างไรก็ตามหลังจากตลาดซื้อขายล่วงหน้าของจีน (เซี่ยงไฮ้) กลับมาซื้อขาย ราคายางจะขยับตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้

การแก้ปัญหาราคายางผันผวนที่เกิดขึ้น เริ่มจากแนวทางระยะสั้น โดยการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 กำหนดให้มีการประกันรายได้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ และคนกรีดยาง) ที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 เบื้องต้นมีเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 1,711,252 ราย (เจ้าของสวน ผู้เช่า ผู้ทำ 1,412,017 ราย และคนกรีดยาง 299,235 ราย) คิดเป็นพื้นที่ 17,201,391 ไร่ โดยต้องเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่

โดยให้มีการประกันรายได้ รายละไม่เกิน 25 ไร่ ที่ปริมาณผลผลิตยาง (ยางแห้ง) 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก./ไร่/เดือน กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ 6 เดือน (เดือนตุลาคม 2562 – มีนาคม 2563) ซึ่งเงินประกันรายได้ในแต่ละเดือน จะถูกแบ่งระหว่างเกษตรกรเจ้าของสวนยางและคนกรีดยางในสัดส่วน 60 : 40  ราคายางที่ใช้ประกันรายได้ กำหนดจากราคาต้นทุนการผลิตยางแต่ละชนิด โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2561 และเพิ่มรายได้เป็นค่าครองชีพอีก ร้อยละ 7.39 แบ่งตามประเภทยาง

ทั้งนี้ดังนี้คือ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาท/กิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม โดยราคากลางจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิง ซึ่งประกาศทุก 2 เดือน และจะดำเนินการจ่ายเงินประกันรายได้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ 2 เดือนต่อ 1 ครั้ง โดยให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง โดยจะเร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับสิทธิ์ รอบแรก ในวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562

ในส่วนของมาตรการเพื่อยกระดับราคายาง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อนำไปสู่การดูดซับยางออกจากระบบ เกิดการขยายกำลังการผลิต การแปรรูปยาง ผลักดันราคายางให้สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ให้เกิดความผันผวน ผ่านการดำเนินงาน จำนวน 4 โครงการ ซึ่งขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการ และขยายวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมบางโครงการ

ทั้งนี้ได้แก่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิม หรือที่ตั้งใหม่ ให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำ มุ่งเน้นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม ฯลฯ ให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยที่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประกอบการร้อยละ 3 ตลอดระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2559 – 2569

ซึ่งประชุมกนย. เห็นชอบปรับวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 10,000 ล้านบาท จะทำให้มีปริมาณการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น จากเดิม ๖๐,๐๐๐ ตัน/ปี เป็น ๑๐๐,๐๐๐ ตัน/ปี  โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท เห็นชอบขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 – ธันวาคม 2564 (ระยะเวลาในการอนุมัติวงเงินสินเชื่อที่เข้าโครงการจนสิ้นสุดระยะเวลาการชดเชยดอกเบี้ยตามโครงการ 1 ปี แต่ไม่เกินเดือนธันวาคม 2563)

โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินหมุนเวียนในการรวบรวมยางจากเกษตรกร ขยายเวลาเพิ่มอีก 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 – 31 มีนาคม 2567 ระยะเวลาจ่ายเงินกู้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 – 31 ธันวาคม 2566 และกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้เป็นคราว ๆ คราวละไม่เกิน 12 เดือน นับแต่วันที่กู้ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม 2567

โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ที่ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการต่อไปจนถึงเดือนกันยายน 2565 เพื่อผลักดันการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์หรือที่ใช้เป็นส่วนผสมต่างๆ ใช้ในประเทศ ลดการพึ่งพาการส่งออก ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคายาง และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะดำเนินการหามาตรการอื่น ๆ เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวสาวนยาง ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และหน่วยงานภาครัฐ

(คลิป) ประภัตร พลิกวิกฤติเป็นโอกาสสั่งศึกษาแผนรับมือฮากิบิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393219

(คลิป) ประภัตร พลิกวิกฤติเป็นโอกาสสั่งศึกษาแผนรับมือฮากิบิส

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ประภัตร,ญี่ปุ่น,กรุงโตเกียว,ฮากิบิส,พายุฮากิบิส
เปิดอ่าน 108 ครั้ง

ประภัตร พลิกวิกฤติเป็นโอกาส สั่งศึกษาแผนรับมือ ฮากิบิส แนวทางแก้ปัญหาให้กับประชาชนหลังเผชิญภัยธรรมชาติที่รุนแรงของญี่ปุ่น ปรับใช้กับไทย

13 ตุลาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์ล่าสุดของเหตุการณ์พายุไต้ฝุ่น “ฮากิบิส” ว่า  ตนพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ 

ที่เดินทางไปประชุมความร่วมมือด้านการเกษตร และการศึกษาดูงานด้านการจัดตั้งตลาดปลา ขององค์การสะพานปลา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตน ณ ประเทศญี่ปุ่น ยังคงพักที่โรงแรม ณ กรุงโตเกียว เนื่องจากพายุฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้  เพราะอาจได้รับความเสี่ยงจากซุปเปอร์ไต้ฝุ่น “ฮากิบิส”  

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง ที่คล้ายกับสถานการณ์อุทกภัยในภาคอีสานของประเทศไทยที่ผ่านมา  ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ตนมีความพยายามที่จะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน ในการนี้ ตนได้สั่งการให้คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงคณะผู้ติดตามทุกคน ให้ศึกษาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือพายุไต้ฝุ่น “ฮากิบิส” ของประเทศญี่ปุ่น

รวมถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุที่เกิดขึ้น ทั้งในระยะเร่งด่วน และการช่วยเหลือหลังสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการให้ความช่วยเหลือภาคการเกษตรของประเทศญี่ปุ่นว่ามีแนวทางอย่างไร ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์เบื้องต้น  คาดว่านอกจากความเสียหายในด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ แล้ว ในส่วนของพืชผลทางการเกษตรอาจจะได้รับความเสียหายจำนวนมากไม่ต่างจากสถานการณ์อุทกภัยของประเทศไทย

ทั้งนี้จากการเฝ้าติดตามและสังเกตกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาคเอกชน สถานทูตต่าง ๆ  มีการบูรณาการทำงานที่ดีมาก มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือ ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น“ฮากิบิส”ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารยังชีพในช่วงที่เกิดพายุ มาตรการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำต่าง ๆ ของภาครัฐ

เนื่องจากชาวญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยอย่างมาก ทำให้สามารถประชาชนทุกคนสามารถรับมือกับภัยธรรมชาติต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยไม่มีความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์พายุที่เกิดขึ้นมากนัก  ซึ่งในส่วนของหน่วยงานราชการต่าง ๆ และ สถานทูตต่าง ๆ มีการติดต่อประสานงาน ดูแล และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ให้ความช่วยเหลือการติดต่อประสานงานด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยทำให้ประชาชนที่เดินทางทุกคนมีความอุ่นใจและเชื่อมั่นในมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “ฮากิบิส” ของประเทศญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

“ที่ไหนๆๆ ก็เดินทางมาแล้ว วันนี้ผมและคณะมาเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือด้านเกษตรและมาดูตลาดโทยูสุ ที่กรุงโตเกียว  ตอนนี้ผมและคณะทำงานฯ ติดพายุฮากิบิสอยู่ที่โรงแรมฯ  ผมจึงได้สั่งการให้คณะทำงานทุกคนติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการรับมือ การช่วยเหลือ ดูสิว่าญี่ปุ่นเขาทำอย่างไร เพื่อนำข้อมูล ความรู้มาเป็นแบบอย่างในการแก้ปัญหาและวางแผนรับมือภัยธรรมชาติที่ประเทศไทย”

เท่าที่ดู แม้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พบว่า ทางการญี่ปุ่นมีการแจ้งประชาชนให้รับทราบและรับมือในการเตรียมความพร้อมเรื่องต่าง ๆอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น อาหารในการยังชีพ การปฏิบัติตามข้อปฏิบัติต่าง ๆ ขณะนี้ผมได้ให้อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ประจำกรุงโตเกียว ตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการขาดแคลนอาหารเพื่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็น พืช ผัก ผลไม้ ข้าว เพราะหลังสถานการณ์พายุคลี่คลายลงอาหารจะแพงขึ้นมากน้อย  เพื่อที่จะมาพูดคุยหารือกันว่าประเทศไทยจะช่วยญี่ปุ่นได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน” นายประภัตร กล่าว

ขณะนี้ตนและคณะทำงานทุกคนยังคงพักที่โรงแรมในกรุงโตเกียวทุกคนปลอดภัยดี สุขภาพร่างกายแข็งแรงและสภาพจิตใจดีมาก เพราะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี และได้รับกำลังใจจากพี่น้องชาวไทยทุกคนอย่างต่อเนื่อง ตนและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันจันทร์ที่  14 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าสถานการณ์พายุน่าจะคลี่คลายลงแล้ว

พลิกที่ส.ป.ก.สู่พืชอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393218

พลิกที่ส.ป.ก.สู่พืชอินทรีย์

วันที่ 13 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
ธรรมนัส,เกษตรอินทรีย์,เศรษฐกิจพอเพียง,สปก
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

เกษตร เล็งขยายผลโครงการนำร่องบริหารจัดการที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงกระบี่ พลิกที่ส.ป.ก.สู่พืชอินทรีย์

13 ตุลาคม 2562 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวโครงการนำร่องการบริหารจัดการที่ดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพีย

ณ บ้านบางเจริญ หมู่ที่ 5 ตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ชื่อป่าเขาแก้ว และป่าควนยิงวัว ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 543 พ.ศ.2516 และพื้นที่บริเวณดังกล่าวกรมป่าไม้ได้ให้บริษัทจิตรธวัชสวนปาล์มจำกัด ใช้ประโยชน์ในการปลูกปาล์มน้ำมันและได้หมดอายุการอนุญาตเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ ตำบลเขาเขน ตำบลเขาต่อ อำเภอปลายพระยา และ ตำบลนาเหนือ ตำบลเขาใหญ่ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน

ทั้งนี้เมื่อปี พ.ศ.2557 ชาวชุมชนตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ มีความต้องการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตรและมีการทำประชาพิจารณ์ของชุมชนผ่านทางองค์การบริหารส่วนตำบลนาเหนือให้มีการของบประมาณจากกรมพัฒนาที่ดิน ผ่านสถานีพัฒนาที่ดินกระบี่และได้ขออนุญาตใช้พื้นที่กับสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ เพื่อก่อสร้างแหล่งน้ำขนาด 77,000 ลูกบาศก์เมตร ดำเนินการในปี 2558 และในปี 2560 ได้วางระบบท่อส่งน้ำความยาว 3,000 เมตร และจัดทำโครงการนำร่องการบริหารจัดการดินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยการปรับสภาพพื้นที่และแบ่งเป็นแปลงย่อยขนาด 2 ไร่ จำนวน 60 แปลง รวมพื้นที่ที่ขออนุญาตใช้จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ จำนวน 215-0-71 ไร่

ปัจจุบันเกษตรกรและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทำให้มีขวัญ และกำลังใจที่จะพัฒนา สั่งสมความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพของตนจนเกิดความชำนาญ เกษตรกรมีความสุขที่จะผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค เสริมสร้างประเพณีวัฒนธรรมการอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชน

ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของสังคมไทยให้กลับคืนมา เป็นแปลงต้นแบบการบริหารจัดการดินและน้ำตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ นำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต่อไป 

อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในระยะต่อไป จะขยายผลพื้นที่ต้นแบบดังกล่าว เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ร่วมโครงการ และส่งเสริมให้พื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นจุดเรียนรู้ ให้กับกลุ่มเกษตรกรและผู้สนใจมาศึกษาดูงาน โดยส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรวางระบบการปลูกพืช มีการกำหนดชนิดพืช ช่วงเวลาการเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวผลผลิต อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามความต้องการของตลาด ส่งเสริม/สนับสนุนและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มสมาชิกเกษตรกรผู้ร่วมโครงการด้านการผลิตพืชอาหารปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่การผลิตพืชอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบ

รวมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรในพื้นที่ต้นแบบฯ และพื้นที่อื่นๆ จัดทำเป็นสถานที่ศึกษาดูงาน “ต้นแบบการจัดการดินและน้ำตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อขยายผลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว