ชวนชง-ชิม-ชาที่”สิงห์ปาร์ค เชียงราย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393097

 ชวนชง-ชิม-ชาที่”สิงห์ปาร์ค เชียงราย”

วันที่ 12 ตุลาคม 2562 – 06:13 น.
สิงห์ปาร์คเชียงราย
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

 แอ่วเหนือสัมผัสไอหนาวปลายฝน ชวนชง-ชิม-ชาที่”สิงห์ปาร์ค เชียงราย”

“ไปไปเต๊อะไปแอ่ว ไปเต๊อะไปแอ่ว จังหวัดเจียงฮาย…” ฟังเพลงสาวเจียงฮาย ชวนให้อยากไปเที่ยวเมืองเหนือสุดแดนสยามมีนามว่า “เชียงราย” ในฤดูที่ย่างเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาว ช่วงนี้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งได้เตรียมพร้อมเปิดรับผู้มาเยือนในฤดูเหมันต์ หนึ่งในนั้นคือ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ที่มีหลายกิจกรรมทั้งเล็กและใหญ่ แต่ที่ตื่นตาตื่นใจคืองานแข่งขันบอลลูนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

พงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ

                  “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้พาไปเหยียบถิ่นเมืองเหนือไปฟังเรื่องราวดีๆ จากบอสใหญ่สิงห์ปาร์ค เชียงราย “พงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ” มาโชว์วิสัยทัศน์ในการพัฒนา “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ภายใต้การดำเนินงานตามหลักการทำกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ของการท่องเที่ยวใหม่ของ จ.เชียงราย

พงษ์รัตน์บอกว่า ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก และช่วยยกระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม เสริมสร้างรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนใน จ.เชียงราย เป็นอย่างดี ทั้งนี้ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ยังเดินหน้าร่วมมือกับภาคประชาชนเพื่อสร้าง “เชียงราย โมเดล” เป็นต้นแบบของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายความสุข ความกินดีอยู่ดีไปยังพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งทุกจังหวัดสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาโครงการในพื้นที่ของตัวเองได้ ล่าสุดบริษัทมุ่งมั่นยกระดับ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ให้เป็นจุดหมายปลายทางการเที่ยวระดับโลก หรือ “World-Class Destination”

นอกจากนี้ สิงห์ปาร์คยังมีการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งเล็กและใหญ่อีกมากมาย อย่างเช่น งานสิงห์ปาร์ค เชียงราย อินเตอร์เนชั่นแนล บอลลูน เฟียสต้า ถือเป็นงานแข่งขันบอลลูนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน, งานฟาร์ม เฟสติวัล ออน เดอะ ฮิลส์ มหกรรมคอนเสิร์ตเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาวของเชียงราย ซึ่งสองงานดังกล่าวเป็นงานใหญ่ที่เป็นไฮไลท์ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติจำนวนมากให้ไปเยือนทุกปี

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ล่าสุด “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ครั้งที่ 12 ประจำปี 2562 ในประเภทแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่มีหลักเกณฑ์ยอดเยี่ยมของสินค้าและบริการ ผ่านการพิจารณา ครอบคลุมด้านการตลาด ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

สำหรับ “สิงห์ปาร์ค เชียงราย” ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ 8,000 ไร่ ภายในโครงการมีทั้งไร่ชา พืชพรรณดอกไม้นานาชนิด ผลไม้หลากหลายประเภท และได้มีการต่อยอดไปสู่กิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เสริมการท่องเที่ยวอีกด้านหนึ่งด้วย เช่น กิจกรรมฟาร์มทัวร์ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดร่วมสมทบทุนอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนใน จ.เชียงราย

ไม่เพียงเท่านั้นสิงห์ปาร์คยังมีกิจกรรมบริเวณจุดชงชิมชา (Personalize Your Own Tea Workshop) ซึ่งเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกชาและสมุนไพร กรรมวิธีในการเก็บ การแปรรูปแบบง่ายๆ อย่างครบวงจร ซึ่งกิจกรรมนี้นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้ปฏิบัติจริงด้วย

สิงห์ปาร์ค เชียงราย ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งการพัฒนาโครงการของเราให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สร้างงานให้แก่ผู้คนในชุมชนเพื่อทุกภาคส่วนมีความแข็งแรง

ขณะเดียวกันที่นี่ยังมีการจัดกิจกรรมมากมายครอบคลุมทั้งด้านดนตรี กีฬา และศิลปวัฒนธรรม ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนได้ในทุกฤดูกาล ไม่เว้นแม้แต่ฤดูฝน (Green Season) ที่นักท่องเที่ยวจะได้มาสัมผัสความชุ่มชื้นในพื้นที่ สีเขียวของสิงห์ปาร์ค เชียงราย พร้อมกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไปตลอดจนฤดูหนาว ที่จะได้มาร่วมสนุกในมหกรรมดนตรี และชมเทศกาลบอลลูนนานาชาติ หรือมาเรียนรู้การการเพาะปลูก กรรมวิธีการผลิตชา เป็นต้น

ญี่ปุ่นดีใจสุด ๆ ประภัตรมอบม่อฮ่อม ผ้าขาวม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393096

ญี่ปุ่นดีใจสุด ๆ ประภัตรมอบม่อฮ่อม ผ้าขาวม้า

วันที่ 12 ตุลาคม 2562 – 00:03 น.
ประภัตร โพธสุธน,เสื้อม่อฮ่อม,ผ้าขาวม้า,สะพานปลา,ญี่ปุ่น
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

ประภัตร นำทีมผู้บริหารลุยญี่ปุ่น หารือ ส่งเสริมวิชาการแลกเปลี่ยนสินค้า มอบม่อฮ่อม ผ้าขาวม้าเป็นที่ระลึก

12 ตุลาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือร่วมกับ นายคันจิ คาโต้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น

โดยแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานด้านเกษตรและหารือร่วมกันถึงการส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร ของ ไทย – ญี่ปุ่น ตลอดจนความร่วมมือทางวิชาการ ณ กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง ญี่ปุ่น กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วย นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการองค์การสะพานปลา และ ดร.มณเฑียร อินทร์น้อย ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ร่วมคณะเดินทาง

ทั้งนี้ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น นายประภัตร และคณะได้มอบเสื้อม่อฮ่อม และผ้าขาวม้าชุดพิเศษเพื่อแสดงเอกลักษณ์สินค้าไทย แก่ รมช.เกษตร ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นที่ระลึก และสร้างความปลาบปลื้มประทับใจให้แก่คณะผู้บริหารประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง

กำชับชาวสวนยึด GAP ตอกย้ำเพิ่มเชื่อมั่น คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393088

กำชับชาวสวนยึด GAP ตอกย้ำเพิ่มเชื่อมั่น คุณภาพ

วันที่ 12 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
นราพัฒน์,ชาวสวนภาคตะวันออก,มาตรฐานจีเอพี
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

กำชับชาวสวนยึดมาตรฐาน GAP ช่วยตอกย้ำคุณภาพเพิ่มความมั่นใจคู่ค้าใน ต่างประเทศ พร้อมรับฟังปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่

12  ตุลาคม 2562 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมงาน “รวมพลังชาวสวนภาคตะวันออกเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP”

พร้อมย้ำมาตรฐาน GAP และ GMP จะส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ส่งออกไปขายต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศจีน

ทั้งนี้ภาคตะวันออกเป็นแหล่งผลิตไม้ผลส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วงและกล้วยไข่ โดยมีจีนเป็นคู่ค้าหลัก แต่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 จีนได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน่วยงานที่รับผิดชอบการตรวจสอบสินค้านำเข้า เป็นทบวงการศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ GACC ทำให้มีความเข้มงวดเรื่องการนำเข้าผลไม้จากประเทศไทยมากขึ้น โดยมีข้อตกลงให้ทั้งสองฝ่ายแจ้งข้อมูลสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออกตื่นตัวกับการยื่นคำร้องขอรับรองแหล่งผลิต GAP และผู้ประกอบการต้องยื่นคำร้องการขอมาตรฐาน GMP

ที่สำคัญกว่าการยื่นคำร้องเพื่อขอรับรองมาตรฐาน GAP ของเกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร คือความเข้าใจถึงการมีมาตรฐาน GAP ที่ประเทศคู่ค้าหลายประเทศให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย และประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตร เกษตรกรไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงถึงกฏระเบียบด้านการนำเข้าของต่างประเทศ

“นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร และรับรองมาตรฐานการผลิตพืชตามมาตรฐาน GAP โดยกำหนดรูปแบบการดำเนินงานแบบ Fast track เพราะเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรให้ได้รับมาตรฐานอย่างครบถ้วน” นายนราพัฒน์ กล่าว

นายนราพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พี่น้องเกษตรกรต้องมองการตลาดนำการเกษตร ปลูกอะไรต้องเป็นตามความต้องการของตลาด โดยกระทรวงเกษตรฯกำลังเร่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาฐานข้อมูลให้ทันสมัย เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ สังเคราะห์ พยากรณ์การพัฒนาภาคการเกษตรในอนาคตต และปัจจัยพื้นฐานด้านการผลิต ได้แก่ แหล่งน้ำ ที่ดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดิน องค์ความรู้ด้านการแปรรูป การตลาด ระบบขนส่งสินค้า เป็นต้น

ลูกมนัญญา ยันคุณแม่เดินหน้าแบน 3 สารมีผล 1 ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393093

ลูกมนัญญา ยันคุณแม่เดินหน้าแบน 3 สารมีผล 1 ธ.ค.

วันที่ 11 ตุลาคม 2562 – 21:58 น.
มนัญญา,สารเคมี,เจเศรษฐ
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

ลูกชาย มนัญญา ยันคุณแม่พร้อมเดินหน้าแบน 3 สารพิษ ให้มีผล1 ธ.ค.นี้ หลังออกจากรพ.สมิติเวช โชว์ฟิตลงใต้ลุยงานดูสหกรณ์ จ.พัทลุง ทันที

11 ตุลาคม 2562 นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และลูกชายน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯเปิดเผยว่าคุณแม่ออกจากรพ.สมิติเวช ตั้งแต่ช่วงบ่าย 10 ตุลาคม

ทั้งนี้เพื่อมาเร่งดูเอกสารข้อมูลในการแบน 3 สารเคมี คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต เสนอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พร้อมลงนามในมติแบน 3 สาร ให้มีผลวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ส่งไปยังคณะกรรมการวัถตุอันตราย แล้ว ซึ่งวานนี้คุณแม่เดินทางไปจ.พัทลุง เพื่อดูงานสหกรณ์การเกษตร ปากพะยูน ตรวจเยี่ยมโครงการฝึกอบรมเกษตรกรสมาชิก ผสมปุ๋ยใช้เอง

“ไปเยี่ยมคุณแม่ที่รพ.ผมดีใจเห็นหน้าตาท่านสดใสขึ้นแล้ว ท่านบอกพักสองวัน มีแรงลุยงานของกระทรวงเกษตรฯแก้ปัญหาเกษตรกรได้เต็มที่ โดยเฉพาะการเดินหน้าแบน3สารเคมี จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ”นายเจเศรษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่ามีคำสั่งให้เปลี่ยนตัวกรรมการวัตถุอันตราย ในส่วนของผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่าไม่ทราบว่าคุณแม่ทราบเรื่องนี้หรือไม่ว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามคุณแม่เป็นคนจริงจังมากทุกเรื่อง เมื่อลงมือทำอะไรแล้วต้องให้จบและสำเร็จ โดยไม่ยอมปล่อยเด็ดขาดในเรื่องที่ผิด

อย่างไรก็ตามางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรากฏตัวครั้งแรกหลังออกจากโรงพยาบาล โดยเดินทางเข้าร่วมงานสัมมนาสัญจรของคณะรัฐมนตรี และ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ โรงแรม ศิวา รอยัล จังหวัดพัทลุง

ธรรมนัส ผลักดัน วันแมป เข้าครม.แก้ที่ดินทับซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/393083

ธรรมนัส ผลักดัน วันแมป เข้าครม.แก้ที่ดินทับซ้อน

วันที่ 11 ตุลาคม 2562 – 21:31 น.
ธรรมนัส,ผลักดัน วันแมป,เข้าครม,ไล่ยึดคืนรีสอร์ทวังน้ำเขียว,กวาดเรียบนายทุน,บุกรุกสปก,เขมือบป่า
เปิดอ่าน 42 ครั้ง

“ธรรมนัส” ดีเดย์ผลักดัน วันแมป เข้าครม.มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ไล่ยึดคืนรีสอร์ทวังน้ำเขียว กว่า100 แห่ง กวาดเรียบจากนายทุน เจ้าของห้างดัง

“ธรรมนัส” ดีเดย์ผลักดัน วันแมป เข้าครม.มีผลบังคับใช้ โดยเร็ว ไล่ยึดคืนรีสอร์ทวังน้ำเขียว กว่า100แห่ง กวาดเรียบจากนายทุน เจ้าของห้างดัง อดีตขรก.นักการเมือง2พรรคดัง บุกรุกส.ป.ก.ลั่นไม่คุยกับพวกเขมือบป่า ฮุบแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 11 ต.ค.62 – ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อมอบเอกสารสิทธิส.ป.ก.4-01 ให้กับเกษตรกรกว่า 200 ราย และจัดการที่ดินชุมชนตามนโยบายรัฐบาล(คทช.) เปิดเผยว่า พร้อมผลักดันนโยบายแผนที่หนึ่งเดียวหรือวันแมป (One map) นำมาแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน กับพื้นที่ป่าไม้ อุทยาน และหน่วยงานอื่นอ้างสิทธิในพื้นที่ส.ป.ก.ทั่วประเทศ โดยขณะนี้ตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และฝ่ายความมั่นคง กอ.รมน. เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเดินตามแผนที่วันแมป ของพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรมว.เกษตรฯและองคมนตรี ที่ดำเนินการทำไว้เสร็จสมบูรณ์ จะเร่งนำเสนอเข้าครม.อนุมัติแล้วสามารถนำมาใช้ได้ทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่าแนวทางแก้ปัญหารื้อรังในพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติทับลาน กับพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้ส่งผลนายทุน นักการเมือง บุกรุกสร้างรีสอร์ท เช่น 88 การ์มองเต้ สนามแข่งรถโบนันซ่า แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จำนวนมากเช่น สวนฟอล์ร่า ปาร์ก ไร่องุ่นฟ้าประทาน ไร่โรสการ์เดนส์ ที่มีหุ้นส่วนระหว่างอดีตข้าราชการระดับสูงและเจ้าของห้างดัง เตรียมเข้าเจรจากับผู้ใหญ่ในกระทรวงฯเพื่อสั่งให้ระงับ ส.ป.ก.โคราช กำลังฟ้องขับไล่ยึดคืนพื้นที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มาคุยกับตน ไม่ได้แน่นอน ใครทำผิดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินของส.ป.ก. ทั้งนายทุน ผู้มีอิทธิพล ยึดคืนทันที ทั้งนี้เมื่อแผนที่วันแมปผ่านครม.จะทำให้แก้ปัญหาที่ยืดเยื้อทุกพื้นที่ได้ รวมทั้งที่พิพาทชาวบ้านอยู่ก่อนป่า หรือป่าประกาศเขตก่อน ที่โดนขับไล่หลายพื้นที่จะได้จบปัญหาทั้งหมด

แหล่งข่าวสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ปัญหาพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่ปี 2521 แต่โดนแนวเขตประกาศของพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ทับซ้อนหลายหมื่นไร่ ในปี 2524 โดยชาวบ้าน อ.วังน้ำเขียว ที่แยกตัวออกจาก อ.ทับลาน และหลายอำเภอของจังหวันนครราชสีมา ได้ฟ้องร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน จนมีมติให้กรมอุทยานแห่งชาติฯต้องกันคืนพื้นที่ให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน ที่จะครบกำหนดเดือน ต.ค.นี้ ให้กับส.ป.ก.ตามแนวเขต อุทยานปี 2543 ที่มีมติครม.รองรับไว้ชัดเจน หากกรมอุทยานแห่งชาติ ไม่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความผิดข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และยื่นฟ้องทางอาญาต่อปปช.ด้วย

 “ประกาศพื้นที่ให้เป็นเขตอุทยาน โดยประกาศคร่อมทับชุมชนทั้งหมด และที่ผ่านมามีมติครม.ถึง 2 ครั้งให้ดำเนินการแก้ไขปรับแก้เส้นแนวเขตอุทยานทับลานให้ตรงสภาพพื้นที่จริง ซึ่งได้แก้ไขแล้วเสร็จ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินแนวเขตเส้นอุทยานใหม่ แล้วเสร็จปี 43 แต่กรมอุทยานฯกลับไม่ประกาศบังคับใช้เส้นแนวเขตใหม่ ต่อมาคณะผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัย ให้ยกเลิกเส้นแนวเขตปี 24 ให้ใช้ปี 43 แทน ที่กรมอุทยานต้องประกาศแนวเขตใหม่นี้ภายใน 90 วัน”

เฉลิมชัย ติวเข้มเตรียมเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/392992

เฉลิมชัย ติวเข้มเตรียมเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำภาคใต้

วันที่ 11 ตุลาคม 2562 – 13:23 น.
รมวเกษตรฯ
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ติวเข้มสถานการณ์น้ำภาคใต้ เตรียมพร้อมเครื่งจักร เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง 89 จุด

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายทองเปลว จันทร์กอง อธิบดีกรมชลประทาน และหน่ายงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมเตรียมการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562 ณ สำนักงานชลประทานที่ 14 ต.วังก์พง อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อวางแผนการบริหารจัดการน้ำ และเตรียมความพร้อม รับมือสถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งได้มีการกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยภาคใต้ทั้งหมด 89 จุด ใน 16 จังหวัด

       นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โดยได้สั่งการให้โครงการชลประทานทุกแห่งในพื้นที่ภาคใต้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้เร็วที่สุด รวมถึงการตรวจสอบอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังได้เน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเปิดกิจกรรม “เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2562” พร้อมปล่อยขบวนคาราวานเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องมือต่าง ๆ เข้าประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่หากเกิดอุทกภัยได้ทันที ซึ่งได้มีการกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยภาคใต้ทั้งหมด 89 จุด ใน 16 จังหวัด และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือเครื่องจักร อาทิ เครื่องสูบน้ำจำนวน 464 เครื่อง โดยดำเนินการติดตั้งแล้ว 49 เครื่อง และสำรองอีก 415 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำจำนวน 300 เครื่อง ดำเนินการติดตั้งแล้ว 28 เครื่อง และสำรองอีก 272 เครื่อง รถแทรกเตอร์และรถขุดจำนวน 308 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่น ๆ อีกจำนวน 170 หน่วย รวมเครื่องจักรเครื่องมือทั้งหมด 1,242 หน่วย

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำภาคใต้ในปัจจุบันจากกรมชลประทาน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ก.ย. 62) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาย เขื่อนปราณบุรี เขื่อนรัชประภา และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำรวมกัน 5,513 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 46 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 351 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนขนาดเล็ก 106 มีปริมาณน้ำรวมกัน 31 ล้าน ลบ.ม. จากการคาดการณ์ปริมาณฝนเฉลี่ย ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำรวมกัน 5,705 ล้าน ลบ.ม. และจากการคาดการณ์ปริมาณฝนเฉลี่ย ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2562 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำรวมกัน 5,930 ล้าน ลบ.ม.

กรมปศุสัตว์บุกจับกุมโรงชำแหละแพะเถื่อนย่านประเวศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/392915

  กรมปศุสัตว์บุกจับกุมโรงชำแหละแพะเถื่อนย่านประเวศ

วันที่ 11 ตุลาคม 2562 – 05:19 น.
กรมปศุสัตว์
เปิดอ่าน 34 ครั้ง

  กรมปศุสัตว์บุกจับกุมโรงชำแหละแพะเถื่อนย่านประเวศ

กรมปศุสัตว์บุกล่อซื้อจับกุมโรงชำแหละแพะเถื่อนย่านประเวศ ส่งขายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเสี่ยงก่อโรคอันตราย มูลค่าของกลางกว่า 40,000 บาท และแพะมีชีวิตรอการฆ่าจำนวนกว่า 40 ตัว

เมื่อที่ 10 ตุลาคม 2562  เวลา 14.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท เจ้าหน้าที่จากสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์   สำนักงานปศุสัตว์เขต1 กองสารวัตรและกักกัน ด่านกักกันสัตว์ฉะเชิงเทรา และสำนักงานปศุสัตว์พื้นที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลประเวศ ลงพื้นที่ในเขตประเวศ 2 จุด ตามข้อร้องเรียน เพื่อล่อซื้อและจับกุมผู้กระทำผิด พ.ร.บ.โรงฆ่าสัตว์ ซึ่งต้องระวางโทษ 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากการจับกุมครั้งนี้ได้ผู้ต้องหา 2 ราย  ของกลางซึ่งเป็นซากแพะ จำนวน 6 ตัว น้ำประมาณ 90 กิโลกรัม   และอุปกรณ์การฆ่า จำนวน 10 รายการ มูลค่าประมาณ 40,000 บาท  ทั้งนี้พบมีแพะมีชีวิตกว่า 40 ตัว รอการฆ่า พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้

1. ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน  2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ของพรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ 2559

2. ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่า ปรับตามรายตัว แพะ ตัวละ 20,000 บาท ของพรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ 2559

3. ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ มาตรา 39 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน  2 แสนบาท ของพรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ 2559

หากพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

รมว.เกษตรฯเตรียมลุยเปิดศูนย์บัญชาการน้ำที่ประจวบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/392861

รมว.เกษตรฯเตรียมลุยเปิดศูนย์บัญชาการน้ำที่ประจวบฯ

วันที่ 10 ตุลาคม 2562 – 15:47 น.
รมวเกษตรฯ
เปิดอ่าน 22 ครั้ง

  “เฉลิมชัย” โพสต์เฟสบุ๊คเตรียมลุยเปิดศูนย์บัญชาการน้ำที่ประจวบฯ ไม่ให้ซ้ำรอยอุทกภัยอีสาน

“เฉลิมชัย” โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวระบุ วันพรุ่งนี้จะเดินทางไปเปิดศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าของภาคใต้ที่ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับจัดการน้ำไปเตรียมตั้งรับในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 16 จังหวัด ชูโมเดลน้ำท่วมอีสาน ป้องกันท่วมซ้ำใต้

 

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.62 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว “ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ว่า  “วันพรุ่งนี้ตนจะเปิดศูนย์บัญชาการน้ำส่วนหน้าของภาคใต้ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจะระดมเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับจัดการน้ำไปเตรียมตั้งรับในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 16 จังหวัดภาคใต้ โดยจะใช้เหตุการณ์น้ำท่วมของภาคอีสานเป็นตัวอย่าง และจะร่วมกันหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำอีก เพื่อดูแลปกป้องประชาชน และพี่น้องเกษตรกรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

“ผมพร้อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพราะผมเป็นรัฐมนตรีลูกเกษตรกร ที่ใช้ใจแก้ปัญหา”

ทั้งนี้ ได้มีผู้กดไลค์ และแสดงความเห็นด้วยจำนวนมาก โดยบางส่วนระบุ “ดีใจ น้ำจะไม่ท่วมบ้านแล้ว” ในขณะที่อีกบางส่วนแสดงความชื่นชมที่มีการวางแผนล่วงหน้า และยังมีผู้ที่บอกให้ “ดูแลสุขภาพด้วย และเป็นกำลังใจให้”

จุรินทร์-เฉลิมชัยยิ้มรับกำลังใจจากเกษตรกรเร่งแก้หนี้กฟก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/392401

จุรินทร์-เฉลิมชัยยิ้มรับกำลังใจจากเกษตรกรเร่งแก้หนี้กฟก.

วันที่ 8 ตุลาคม 2562 – 12:51 น.
กฟก
เปิดอ่าน 3 ครั้ง

จุรินทร์-เฉลิมชัยยิ้มรับกำลังใจจากเกษตรกรเร่งแก้ปัญหาหนี้กฟก.

   จุรินทร์-เฉลิมชัย พริ้มรับกำลังใจ ดอกไม้จากเกษตรกรกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เร่งพิจารณาปัญหาค้างคาหนี้สินเกษตรกรทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 8 ต.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี) พร้อมด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  ได้รับมอบดอกไม้กำลังใจจากตัวแทนเกษตรกร สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ก่อนการประชุมกรรมการกองทุนครั้งที่1/2562  ณ อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

โดยมีวาระเพื่อพิจารณา สำคัญๆเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน โดยตัวแทนเกษตรกรร่วม 100 คนมาติดตามการประชุมนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งก่อนหน้านี้นายจุรินทร์ สั่งการให้นำวาระความเดือดร้อนของเกษตรกร 7 เรื่องที่ค้างคามานานนั้นขึ้นมาพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระเบียบวาระการประชุมวันนี้มี 4 วาระแต่วาระสุดท้าย คือ เรื่องสำคัญ 7 ข้อที่ต้องใช้อำนาจกรรมการฯตัดสินใจ นอกเหนือจากวาระเพื่อทราบ วาระรายงานอื่นๆ คือ วาระเพื่อพิจารณา 

              1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรลูกหนี้ธนาคารของรัฐ ซึ่งกรรมการฯ(บอร์ด) ต้องพิจารณาให้คณะกรรมบริหารหนี้พิจารณาการใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อซื้อหนี้ 4  ธนาคาร (ธกส. ออมสิน ธอส SME Bank ตั้งแต่ปี 2546) เมื่อซื้อแล้ว กองทุนบริหารโฉนด สามารถปล่อยให้เกษตรกรหรือทายาทเช่าซื้อเพื่อใช้ต่อไปได้

2.ขอความเห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กรณีหนี้เกิน 2.5 ล้านบาท โดยบอร์ดต้องพิจารณา นำเข้า ครม.เพื่อมอบอำนาจให้กรรมการกองทุนใช้งบประมาณมาจัดการซื้อหนี้เกษตรกรแต่ละรายที่ยอดเกิน 2.5 ล้านบาท รวมทั้งหมด 2,300 ล้านบาท (เป็นหนี้ธนาคารอื่นในข้อ 1  ยกเว้น ธกส) ซึ่งรวมอยู่ในงบ 3,500 ล้านบาทในเบื้องต้น

3.ขอความเห็นชอบจัดการหนี้ที่ถูกเจ้าหนี้ขายทรัพย์สินเป็นประกัน (NPA ทรัพย์ที่ถูกขายทอดตลาด) บอร์ดต้องพิจารณาให้คณะกรรมการจัดการพิจารณารายละเอียดการซื้อหนี้ NPA  607 ล้านบาท (ซื้อไปแล้ว 247 ล้านบาท) ซึ่งบอร์ดก่อนหน้านี้ได้ชะลอโดยอ้างอิงถึงเรื่องผู้บริหารกองทุนไม่มีอำนาจจัดการ ล่าสุดมีข้อสรุปว่า ผู้บริหารกองทุนมีอำนาจจัดการ เรื่องนี้จึงยังค้างอยู่

4. พิจารณาแนวทางการชำระหนี้แทนสถาบันเกษตรกร กรณีการทดลองจ่ายเงินชดเชย ซึ่งบอร์ดต้องพิจารณาโดยพิจารณาแนวทางการชำระหนี้แทนสถาบันเกษตรกร กรณีกรรมการกองทุนปี 2548 รับหลักการให้ลดหนี้ 50% และตัดดอกเบี้ยทิ้ง ให้เกษตรกรที่เป็นหนี้สหกรณ์จำนวน 43,004 ราย (ขึ้นทะเบียนเมื่อปี2549) โดย ครม .ยุคนั้นให้กองทุนฯจ่ายชดเชยก่อนโดยเอาเงินจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ 1,392 ล้านบาท สถานะปัจจุบันทางกองทุนฯต้องการให้ ครม.ชดเชยเงินคืนกองทุนและลดหนี้ให้เกษตรกรอีก 50%

5.ปรับปรุงแก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการโอนทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันชำระหนี้ และการเช่า เช่าซื้อ หรือซื้อทรัพย์สินไปจากกองทุน พศ 2560  และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) รวมถึงบรรดาระเบียบ ประกาศ หรือเกณฑ์อื่นใด ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ขอให้บอร์ดพิจารณาให้อำนาจกองทุนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขระเบียบการเช่าซื้อ (เป็นข้อเรียกร้องของแกนนำ)

6.การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปองค์กรและจัดทำโครงการพิเศษเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเร่งด่วน
บอร์ดให้อำนาจกองทุนพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปองค์กรและจัดทำโครงการพิเศษเพื่อเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรเร่งด่วน

7. กำกับการปฏิบัติงานคณะกรรมการบริการ เร่งออกประกาศหลักเกณฑ์ว่าด้วยการฟื้นฟูฯ ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ว่าด้วยการพิจารณาแผนและโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรขององค์กรเกษตรกรฯ พศ 2562 ขอให้บอร์ดให้อำนาจกองทุนพิจารณาระเบียบให้กรรมการบริหารออกหลักเกณฑ์ว่าด้วยการฟื้นฟูภายใต้ระเบียบของกรรมการเกี่ยวกับแผนและโครงการฟื้นฟู

ทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลยุคปี 2546 และยังต้องอาศัยระเบียบ กฎหมาย และ มติครม.แก้ไขอีกหลายรายการ ทั้งนี้เกษตรกรหลายกลุ่มตั้งความหวังไว้ที่การทำงานอย่างตั้งใจจริงของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ที่ได้รับมอบอำนาจประธานกรรมการนี้จากนายกรัฐมนตรี

“ฟอร์ด เรนเจอร์”พันธุ์แกร่ง เจาะลึกทุกงานเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/392134

“ฟอร์ด เรนเจอร์”พันธุ์แกร่ง เจาะลึกทุกงานเกษตรไทย

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 05:48 น.
ฟอร์ดเรนเจอร์,สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ
เปิดอ่าน 136 ครั้ง

“ฟอร์ด เรนเจอร์”พันธุ์แกร่ง เจาะลึกทุกงานเกษตรไทย

   “ระยะทาง…พิสูจนม้า กาลเวลา…พิสูจน์ฟอร์ด เรนเจอร์” ที่นำคณะสื่อมวลชนและกลุ่มเกษตรกรกว่า 60 ชีวิต  นำโดยนายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย(สกท.)“อ.ถวิล สุรรณมณี”ร่วมกับฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ร่วมผจญภัยไปกับกิจกรรม “ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…ทุกงานเกษตร” 

             โดยเดินทางพิสูจน์สมรรถนะรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ที่มาพร้อมขุมพลังที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่ตอบสนองต่อการขับขี่อย่างยอดเยี่ยมในเส้นทางสมบุกสมบัน ทั้งทางเรียบและออฟโรด สมกับคำนิยามรถกระบะ “เกิดมาแกร่ง” พร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรค เพื่อเยี่ยมชมสวนเกษตรและพูดคุยกับเกษตรกรใน3จังหวัดได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรีและนครราชสีมา

สมหมาย เกตุแก้ว  ประธานศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรง

จุดหมายแรก คือ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรง อ.บ้านนา จ.นครนายก ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ระดับอำเภอ โดยมี สมหมาย เกตุแก้ว เป็นประธานศูนย์ฯ ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงมีความโดดเด่นจากการเป็นชุมชนที่ริเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยได้เรียนรู้และบริหารจัดการทรัพยากรและปัจจัยทางการเกษตร คือ ดิน น้ำ และพืช  มุ่งเน้นให้คนในชุมชนพึ่งตนเองได้ มีความรู้ และแบ่งปันสู่ชุมชนเพื่อความผาสุขอย่างยั่งยืน บ้านทุ่งกระโปรงเน้นการปลูกพืชคลุมดิน เช่น ผักกูดที่มากด้วยประโยชน์ ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ง่าย ขายคล่อง เพียบพร้อมด้วยสรรพคุณ เหมาะกับวิถีพอเพียง

ปัจจุบัน ชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงเป็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้ในวิถีชีวิตและวิถีทำกินด้านการเกษตร เป็นต้นแบบของบุคคลและชุมชนอื่นได้ โดยระหว่างการเดินทาง สื่อมวลชนได้รับประทานอาหารกลางวันที่ปรุงโดยพืชผัก และผลผลิตทางการเกษตรที่สดใหม่ปลอดสารพิษของชุมชนบ้านทุ่งกระโปรงด้วย

หลังจากนั้นมุ่งหน้าเยี่ยมชมสวนโกโก้ ของ ฐาณุพงษ์ ชินธนะชัยรัตน์ เกษตรกรยุคใหม่ ณ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โกโก้เป็นพืชยืนต้นที่ดูแลไม่ยุ่งยากเหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย โรคพืชและแมลงศัตรูรบกวนน้อย ใช้น้ำไม่มาก ออกลูกดกทั้งปี โดยสวนโกโก้แห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ เริ่มปลูกโกโก้จำนวน 600 ต้น เป็นสวนโกโก้แบบอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากการปลูกโกโก้แล้วยังมีการปลูกไม้ผลอื่น ๆ เช่น อ้อย หรือกล้วย ซึ่งสามารถนำซากของผลไม้มาย่อยสลายทำเป็นปุ๋ยให้กับโกโก้ได้ โดยสวนโกโก้แห่งนี้ ได้เข้าร่วมกับโครงการส่งเสริมการปลูกโกโก้ออแกนิคของบริษัท เอทีเอ โปรดักส์ จำกัด เพื่อทำการส่งออกและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โกโก้ระดับพรีเมี่ยมต่อไป

จากนั้นแวะบ้านหมากม่วง เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นธุรกิจฟาร์มมะม่วงที่ดำเนินงานโดยเกษตรกรรุ่นใหม่หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ยุค 4.0 ที่ต่อยอดธุรกิจการปลูกมะม่วงของครอบครัวมานานกว่า 20 ปี ให้กลายเป็นธุรกิจแบบครบวงจร ในช่วงเริ่มต้น บ้านหมากม่วงปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อการจำหน่ายในประเทศ ต่อมาได้พัฒนาสายพันธุ์และเพิ่มผลผลิตจนได้คุณภาพที่ส่งออกได้ ในแต่ละปีมีผลผลิตประมาณ 180-200 ตัน โดย”วราภรณ์ มงคลแพทย์” บัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์การอาหารจากจุฬาลงกรณ์ฯ เกษตรรุ่นลูก ซึ่งเป็นผู้ต่อยอดธุรกิจของครอบครัว โดยเล็งเห็นโอกาสและการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปมะม่วงเป็นสินค้าต่าง ๆ เช่น ไอศกรีมมะม่วงพุดดิ้ง มะม่วงลอยแก้ว แยมมะม่วง น้ำมะม่วง มะม่วงกวนกล้วยอบน้ำสมุนไพร รวมถึงข้าวเหนียวมะม่วงสูตรเฉพาะของฟาร์ม และกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วงอีกหลายผลิตภัณฑ์

ผลโกโก้

ก่อนเดินทางไปเยี่ยมชมสวนอะโวคาโด อ.ปากช่อง จ. นครราชสีมา อะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ที่เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ ให้ผลผลิตดกและเร็ว รวมถึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีปริมาณความต้องการสูงทั้งตลาดภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี สวนอะโวคาโด ของ สำเริง กลั่นกลิ่น ได้รับพันธุ์อะโวคาโดจากสถานีสุกวิจัยพืชสวนปากช่องและพันธุ์จากโครงการหลวงทางภาคเหนือมาทดลองปลูกอย่างต่อเนื่องจนมีต้นอะโวคาโดมากกว่า 500 ต้น โดยจะปลูกแซมในสวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง ต้นหนึ่งให้ผลผลิตประมาณ 300-500 กิโลกรัมและจะให้ผลผลิตประปรายตลอดทั้งปี และจะมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน

นอกจากนี้สวนแห่งนี้ยังมีต้นอะโวคาโดพันธุ์พิเศษ “พันธุ์บลูนี่” มีลักษณะผลใหญ่ คุณภาพดี รสชาติอร่อย ซึ่งมีปลูก ณ สวนแห่งนี้เพียงที่เดียวเท่านั้น ก่อนมุ่งหน้าต่อไปยังศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อเข้าเยี่ยมชมพื้นที่การปลูกข้าวโพดและข้าวฟ่าง  ภายในมีพื้นที่ 2,600 ไร่ บนพื้นที่ลาดเชิงเขาหินปูน พร้อมกันนี้ได้สัมผัสถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยมด้วยระบบช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลดการโคลงตัว มอบการควบคุมและการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยเหล็กแชสซีส์แข็งแกร่งพิเศษเสริมระบบกันสะเทือนมอบการควบคุมและความสะดวกสบายเหนือชั้น อีกทั้งยังขับขี่ง่าย ปลอดภัย ด้วยระบบพวงมาลัยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) และระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (ABS) ก่อนกลับ สื่อมวลชนได้มีโอกาสซื้อผลผลิตจากสถาบันวิจัยฯ รวมถึงผลิตภัณฑ์ข้าวโพดแปรรูปต่างๆ เป็นของฝากก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ

“ฟอร์ด ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย เรามั่นใจว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังคงรักษานิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’ ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น สมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมลุยในพื้นที่สมบุกสมบัน โดยเฉพาะในพื้นที่การเกษตร ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร ทั้งการบรรทุก ลากจูง รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งมาเพื่อผู้ขับขี่ ที่สำคัญ ฟอร์ด เรนเจอร์ มีให้เลือกหลากหลายรุ่นตามความต้องการใช้งาน ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้อย่างง่ายๆ เราเชื่อมั่นว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมเป็นพาหนะคู่ใจที่ร่วมฝ่าฟันทุกอุปสรรคร่วมกับเกษตรกรไทยไปด้วยกัน” กมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียนกล่าวย้ำทิ้งท้าย

 “วราภรณ์ มงคลแพทย์” จากบัณฑิตจุฬาสู่เกษตรกรเต็มขั้น  

บัณฑิตสาวจุฬาฯ“วราภรณ์ มงคลแพทย์”หรือน้องแนน ไม่สนมนุษย์เงินเดือนกลับบ้านสานต่องานเกษตรจากพ่อด้วยการพลิกพื้นที่สวนมะม่วงน้ำดอกไม้กว่า 250 ไร่”บ้านหมากม่วงเขาใหญ่”ในอ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ให้เป็นสวนท่องเที่ยวสไตล์ใหม่ พร้อมแปรรูปผลผลิตตกเกรดเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

“วราภรณ์ มงคลแพทย์”หรือน้องแนน

เธอเล่าว่าหลังจบการศึกษาสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร เอกแปรรูปและความปลอดภัยอาหาร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 4 ปีที่แล้วก็เดินทางกลับบ้านมาต่อยอดที่สวนของคุณพ่อ ที่ทำสวนมะม่วงอยู่ที่อ.ปากช่อง ซึ่งปีนี้มีอายุครบรอบ 30 ปีแล้ว

“เริ่มแรกเราวางแผนไว้แล้วที่จะมาเติมเต็ม ต่อยอดสวนของคุณพ่อ เราพยายามจะหาวิธีที่จะแปรรูปผลไม้ เมื่อไปเจอจุฬาฯเปิดสาขาวิชาแปรรูปและความปลอดภัยอาหารก็เรียนเลย เมื่อจบแล้วก็มาเปิดฟาร์มช็อป เปิดร้านเล็กๆ อยู่ติดถนนธนะรัชต์ และต่อมาย้ายมาอยู่ในสวนมะม่วงติดกับภูเขาวิวสวย ซึ่งคุณพ่อมีความเก่งอยู่แล้วในการปลูกและดูแลสวน ส่วนหนูเพียงมาสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปต่อยอดจากคุณพ่อ จากผลไม้ที่บางช่วงหรือบางลูก(ตกเกรด)มีราคาต่ำ เพื่อสร้างมูลค่าให้เพิ่มขึ้น”น้องแนนย้อนอดีตใฟ้ฟัง

สำหรับบ้านหมากม่วงเขาใหญ่นั้นปัจจุบันพื้นที่มีทั้งสิ้น 250 ไร่ มีมะม่วงประมาณ 8,500 ต้น ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง โดยผลผลิตเกรดเอส่วนใหญ่จะส่งออกต่างประเทศ ส่วนที่ตกเกรดก็จะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ข้าวเหนียวมะม่วง ไอศกรีมมะม่วงรสเลิศ พุดดิ้งมะม่วง มะม่วงน้ำดอกไม้เสียบไม้เพื่อตอบโจทย์กับทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีไอศกรีมมะม่วง หรืออย่างมะม่วงไม้เสียบ โดยนำมะม่วง 1 ลูกมาผ่าซีกทำเป็นไอศกรีมไม้เสียบ จากการแปรรูปดังกล่าวทำให้สามารถจำหน่ายมะม่วงได้ถึง 200 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉลี่ยมะม่วง 2 ลูก/กิโลกรัม)