เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 1 แสนตันแก้วิกฤติขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/392313

เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 1 แสนตันแก้วิกฤติขาดแคลน

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
แปลงใหญ่,กรมการข้าว,ศูนย์ข้าวชุมชน
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

กรมการข้าว ดันศูนย์ข้าวชุมชน-นาแปลงใหญ่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี 1 แสนตัน แก้วิกฤติขาดแคลน เกษตรกรมีใช้ทั่วถึง

8 ตุลาคม 2562 นางจุรี ภัทรกุลนิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม และนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยเกษตรกร

จึงมีนโยบายสำคัญ ในการส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรมีความกินดีอยู่ดี โดยมอบหมายให้กรมการข้าว ไปดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตร ได้แก่ การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกร สามารถผลิตข้าวคุณภาพได้ คือ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยปัจจุบันเกษตรกรมีความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ดีในปริมาณจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเกษตรกรมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง บางส่วนซื้อเมล็ดพันธุ์ดีจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ปีละประมาณ 3 แสนกว่าตัน

ปีงบประมาณ 2563 กรมการข้าว ได้ตั้งเป้าหมายส่งเสริมการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ดี จำนวน 2 แสนตัน โดย 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าว  28 แห่ง ส่วนอีก 1 แสนตัน ผลิตโดยศูนย์ข้าวชุมชน หรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ซึ่งกรมการข้าว ได้คัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชน หรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ ที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี และมีความเข้มแข็ง จำนวน 1,000 แห่ง เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ดีแห่งละ 100 ตัน

“กรมการข้าว ได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์หัวเชื้อให้กับศูนย์ข้าวชุมชน หรือนาแปลงใหญ่ ได้ใช้เป็นพันธุ์ดี หรือพันธุ์ตั้งต้น และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้คุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี คือ มาตรฐาน GAP Seed ซึ่งจะเป็นตัวการันตีมาตรฐานของเมล็ดพันธุ์ข้าว ดังนั้น เกษตรกรมั่นใจได้ว่า จะมีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ได้อย่างทั่วถึง สามารถเข้าถึงได้ง่าย ยืนยันในฤดูกาลผลิตหน้า และปีต่อๆ ไป จะไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีอย่างแน่นอน”ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าว

นางจุรี กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีบ้านสวนแตง (ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง) อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ถือเป็นหนึ่งต้นแบบ ที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ซึ่งสามารถผลิตได้มากกว่า 100 ตัน ที่สำคัญการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี เป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร มากกว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์และขายเป็นข้าวเปลือก ที่ราคาต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด

นายพิชิต เกียรติสมพร ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2559 กลุ่มฯ ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรสมาชิก จำนวน 21 ราย พื้นที่ประมาณ 600 ไร่ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ได้แก่ พันธุ์ กข41 ปทุมธานี1 และ กข 43 ซึ่งได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์หลักจากสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติสุพรรณบุรี (ศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี) เพื่อนำมาเป็นปลูกเป็นเมล็ดพันธุ์ขยาย แจกให้กับเกษตรกรสมาชิกนำไปลงแปลงปลูก โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมการข้าว มาให้องค์ความรู้ในการผลิต รวมทั้งขั้นตอนการตรวจแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ซึ่งในรอบปีการผลิต ศูนย์ฯ สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว พื้นที่ 300 ไร่ จำนวน 250 ตัน

“โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ผลิตได้ จะจำหน่ายให้กับเกษตรกรสมาชิกเป็นอันดับแรก และชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ ได้มีการเชื่อมโยงกลุ่มเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ทั้งในพื้นที่ในจ.สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งประโยชน์ของการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี อันดับแรกที่เห็นได้ชัด คือ เกษตรกรสมาชิกมีรายได้มากกว่าผลิตข้าวให้กับโรงสี โดย 1 ตัน มีมูลค่าเพิ่ม 1,000 บาท และถ้าสามารถต่อยอดเรื่องการแปรรูปด้วย มีมูลค่าเพิ่มอีก 1,000 บาท รวมเป็น 2,000 บาท รวมทั้งทำให้เกษตรกรสมาชิกมีความรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ที่จะช่วยลดต้นทุนการทำนาได้เป็นอย่างดี”นายพิชิต กล่าว

นัดสำคัญถก 4 ฝ่าย เคาะข้อมูลแบน 3 สารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/392120

นัดสำคัญถก 4 ฝ่าย เคาะข้อมูลแบน 3 สารเคมี

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 00:00 น.
สารเคมี,พาราควอต,มนัญญา,ไบโอไทย,วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
เปิดอ่าน 166 ครั้ง

ถก 4 ฝ่าย เคาะข้อมูลแบน 3 สารพิษ ผอ.ไบโอไท เร่งหาทางออก สารเคมีเหลืออื้อ อย่าโยนภาระประชาชน จี้บริษัทซื้อคืนทั้งหมด

7 ตุลาคม 2562 นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)เปิดเผยว่าวันนี้ (7 ต.ค.) น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ตัวแทนผู้บริโภค นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เข้าร่วมประชุมกับน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตร ประธานคณะทำงาน 4 ฝ่าย ที่มีฝ่ายรัฐ เอกชน ผู้นำเข้า เกษตรกร ผู้บริโภค ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้มาหารืออย่างรอบด้านถึงผลกระทบจากการใช้สารเคมี 3 ชนิด เสนอความเห็นไปเข้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ส่วนแบนหรือไม่แบนอยู่ที่มติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่จะพิจารณาตามแนวทางของกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ที่จะทำมาตรการมาครบถ้วนหรือไม่ รองรับปัญหา และทางออก วิธีทำเกษตรทางเลือกให้เกษตรกรใช้อะไร มาตรการสนับสนุนการปรับเปลี่ยน การจัดการสารเคมีที่เหลืออยู่ทำอย่างไร

“หน่วยงานที่ต้องกำหนดมาตรการมาอย่างชัดเจนคือกรมวิชาการเกษตร เสนอ รมช.เกษตรฯซึ่งหากทำได้เร็วจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด เพราะนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ก็ยืนยันว่าพร้อมที่จะยกเลิก และนำเข้าสู่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายทันทีหากกระทรวงเกษตรฯเร่งสรุปส่งมาได้ “

นายวิฑูรย์ กล่าวว่าข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯไปยัง คณะกรรมการฯควรรอบครอบรัดกุมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เสนอเลือกใช้วิธีการทดแทน มาตรการรองรับต้นทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งในกรณีหาสารทดแทนที่ไม่เป็นอันตรายและ ไม่แพง ที่คณะกรรมการฯเคยมีมติขมวดไว้ต่อท้ายอีกด้วย ดังนั้นข้อเสนอต้องรัดกุม ครบถ้วน ทำเป็นชุดข้อเสนอทางเลือก มาตรการในกรณีต้นทุนเพิ่มขึ้นจะมีวิธีสนับสนุนเกษตรกรอย่างไร ตนยังไม่ทราบว่ากระทรวงเกษตรฯมีการหารือไว้หรือยัง

ถ้าไม่ครบถ้วน จะกลายเป็นเงื่อนไข ให้คณะกรรมการฯอ้างไม่แบน ในความเห็นผมต้องทำมาตรการรองรับ เพราะต้องยอมรับว่ามีเกษตรกร ไม่พร้อมปรับเปลี่ยน อาจรับข้อมูลไม่เพียงพอ มีข้อจำกัด เคยใช้ก็อยากใช้อยู่ ถ้าเราไม่เสนอทางเลือกชัดเจนให้ กลายเป็นประเด็นความขัดแย้ง ทั้งที่จัดการได้ทุกประเทศที่แบนและล่าสุดแบน 58 ประเทศแล้ว อยู่ที่กระทรวงเกษตรฯมีความเป็นเอกภาพหรือไม่ และการทำข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร ในการเสนอ 2 เรื่อง

ทั้งนี้คือในเชิงการปฏิบัติ ที่ต้องรับผิดชอบเกษตรกร หาวิธีทดแทน ทำอย่างไร วิธีการใช้สารทางเลือก ทดแทนอื่นๆใช้พืชคุมดิน เช่นถั่วซีรูเรียม ซึ่งสถาบันวิจัยพืชสวน ของกรมวิชการเกษตร ทำวิจัยแล้ว สามารถมาใช้ปลูกในสวนปาล์ม สวนยางพารา อายุต้น 1-5 ปี ได้สามารถสร้างปุ๋ยธรรมชาติ เพิ่มมูลค่าถึงปีละ 3 หมื่นล้านบาท

หากชาวบ้านจะปรับเปลี่ยน เตรียมเมล็ดพันธุ์พร้อมหรือยัง ในส่วนเกษตรกรร้องเรียนต้นทุนสูงขึ้น 60% แต่มีพืช 4-5 พืชที่ไม่มีปัญหาเรื่องต้นทุน ในบางพืช ต้นทุนเพิ่มขึ้น กระทรวงเกษตร มีมาตรการสนับสนุนอย่างไร ตอนนี้พืชไหน ใช้อยู่เท่าไหร่  จากที่มีเกษตรกร 4 แสนคน ที่ไปลงทะเบียนจะใช้สารนี้ พืชอะไรบ้าง ชดเชยอย่างไรยังไม่เห็นตัวเลขจากกระทรวงเกษตรฯเลย

สำหรับสวนยาง ปาล์ม ยังใช้เครื่องตัดหญ้าได้ ในช่วงแรกอายุ 1-5 ปี พอโตขึ้นร่มเงา อยู่ไป25ปี ไม่มีหญ้า กรณีมันสำปะหลัง ต้นทุนแพงขึ้น30% รัฐช่วยเรื่องปรับเปลี่ยน ถ้ากระทรวงเกษตรฯคิดจบหมดไม่มีปัญหา ชาวบ้านไม่มีใครอยากตาย จะไม่เป็นประเด็นที่บริษัทเอาชาวบ้านเป็นตัวประกัน”นายวิฑูรย์ กล่าว

ส่วนประเด็นสารเคมีเหลือ ทั้งที่ห้ามนำเข้าตั้งแต่30มิ.ย. เพราะก่อนหน้านี้ อาจนำเข้ามามากตั้งแต่ต้นปีคุมไปถึงเดือนธ.ค. รู้ว่าแนวโน้มแบนแน่ ต้นปีนำเข้ามาก่อนถ้าอย่างนั้นมหาศาล 3ตัว ไม่ต่ำกว่า100ล้านกก.ต่อปี ควรนำมาตรการของต่างประเทศ มาใช้ ให้บริษัทซื้อคืนไปเลยเพราะรู้ก่อนหน้ามาสองปีกว่าว่าจะแบน กระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศตั้งแต่ 5 เม.ย.60 แบน 3 สารนี้ ภายใน 2 ปี

“ที่สหรัฐอเมริกา ประกาศแบนสาร ทางบริษัทส่งไปประเทศเคนยา ก็ประกาศแบน ให้บริษัทซื้อคืนจากร้านค้าจากประชาชนทั้งหมด ตอนนี้มีคนส่งข้อมูลมาให้ผมว่าร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรโมทชั่น ซื้อ1แถม1 เหมือนกับเอกชนกระจายของไปให้ร้านค้า เพื่อเร่งเคลียร์เอาออกจากสต็อก ภายในสิ้นปี ดังนั้นสารเคมีจะถูกกระจายไปอยู่ในมือชาวบ้าน ถ้าในประเทศเคนย่า บริษัทต้องซื้อกลับจากชาวบ้านหมด วันจันทร์นี้ น.ส.มนัญญา น่าจะคุยเรื่องนี้กัน อย่าโยนภาระให้ประชาชน มีเท่าไหร่ บริษัทต้องซื้อคืน “นายวิฑูรย์ กล่าว

มนัญญา ตอกฝาโลง 3 สาร ลั่น ไม่ยืดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/392105

มนัญญา ตอกฝาโลง 3 สาร ลั่น ไม่ยืดเวลา

วันที่ 6 ตุลาคม 2562 – 18:10 น.
มนัญญา,สารเคมี,พาราควอต
เปิดอ่าน 71 ครั้ง

มนัญญา ตอกตะปูปิดฝาโลง 3 สารจันทร์นี้ ลั่น ไม่ยืดเวลาให้อยู่ในประเทศไทย จวกคนอ้างต้องหาสารแทดแทน เป็นเพียงคำพูดให้ดูดี เท่ากับให้ใช้สารเคมีต่อไป

6 กันยายน 2562 มนัญญา ยันสรุปผลกระทบความเป็นพิษต่อมนุษย์ สิ่งแวดล้อม ครบสมบูรณ์ พร้อมส่งเอกสารให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย แบน 3 สารได้ทันที ขู่เอกชนอ้างสต็อกล้นเจอ มนัญญา แน่พร้อมไปหาถึงที่  สั่งหยุดนำเข้าตั้งแต่เดือนมิ.ย.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นความเหมาะสมก็สามารถเสนอถึงนายกรัฐมนตรี ออกพ.ร.ก.ยกเลิกใช้ 3 สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต ครอล์ไพริฟอส

โดยกล่าวว่า การยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ให้ออกพ.ร.ก.ยกเลิกใช้ 3 สาร อาจจะดำเนินการระยะต่อไปหากคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้มาตรการยกเลิก 3 สาร พร้อมเดินหน้าได้ทันทีหลังจากได้รับคำบัญชาจากนายกรัฐมนตรี มาแล้วให้ตั้งคณะทำงาน 4 ฝ่ายเพื่อสรุปผลกระทบการใช้สารอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย ตนเป็นประธานคณะทำงาน มีตัวแทนภาครัฐ จากกระทรวงเกษตรฯโดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ภาคเอกชน มีตัวแทนผู้นำเข้า ส่งออก ผู้ประกอบการ ทั้งภาคเกษตรกร  และตัวแทนผู้บริโภค

โดยจะประชุมพิจารณาผลกระทบจากการใช้สารเคมี3ชนิด  เวลา 14.00 น.ที่กระทรวงเกษตรฯวันที่จันทร์ที่ 7 ต.ค. นี้ ซึ่งผลการประชุมวันจันทร์นี้จะเปิดเผยต่อสาธารณะว่าใครมีความเห็นอย่างไร เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อตัวแทนภาครัฐไปประชุมร่วมกับคณะกรรมการวัตถุอันตราย จะบิดพลิ้วจากผลสรุปในวันที่ 7 ต.ค.นี้ไม่ได้

“นายกรัฐมนตรี มีบัญชามาให้สรุปผลรอบด้านจากทุกฝ่าย และนำข้อสรุปการแบน3สาร เสนอท่านนายกฯ และรมว.เกษตรฯ รมว.สาธารณสุข รมว.อุตสาหกรรม ลงนาม ต่อจากนั้นพี่จะนำเอกสารนี้ไปยื่นให้ถึงมือประธานและคณะกรรมการวัตถุอันตราย ด้วยตนเอง พี่พร้อมนั่งเฝ้ารอหน้าห้องประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อรอฟังมติ เพราะพี่ทำงานที่ไหนก็ได้ เชิญสื่อไปร่วมรับฟังด้วยกัน และขอให้รมว.อุตสาหกรรม เรียกประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยเร็ว รวมทั้งเปิดเผยมติทั้งหมดของคณะกรรมการทุกคน สังคมจะได้รับรู้ว่าใครแบนใครไม่แบน

ส่วนที่มีกระแสว่าเอกชนนำเข้าสาร 3 ชนิด จะฟ้องศาลปกครองให้ศาลคุ้มครองชะลอการแบน 3 สารไว้ก่อนเพื่อระบายสต็อกสารเคมี ยังมีอยู่จำนวนมาก ว่าหากสต็อกสารเคมีของเอกชนรายใดยังเหลืออยู่ บอกมาเลย ดิฉันจะไปหาถึงที่ ตรวจจับดำเนินคดี เพราะได้มีคำสั่งหยุดการนำเข้าตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ดังนั้นสต็อก จะต้องไม่มีแล้ว ถ้ายังมีอยู่แสดงว่าลักลอบนำเข้า เป็นการขนสารเคมีเข้ามาเกินจำนวนจากที่แจ้งไว้ในบัญชีอนุญาต

“วันจันทร์นี้สั่งการให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นำตัวเลขสต็อกล่าสุด ของเดือนที่ผ่านมายืนยัน จะอ้างว่าสต็อกมี อ้างไม่ได้มันจบไปหมดแล้ว ถ้าพูดกับคนอื่นได้ แต่มาพูดกับพี่ไม่ได้ มันจบไปแล้ว ไม่ต้องคุย ถือว่าแอบอ้าง เพื่อให้ยืดเวลา กับ นรก สามตัว อยู่ในประเทศไทย ก็ยังเอาเข้ามาเรื่อย ๆ จะทำแบบปิดกันต่อไปไหวหรือที่ไปตรวจสอบ พี่เป็นคนพูดตรง พูดจริง พี่ไม่พูดด้วยถ้าเป็นเรื่องไร้สาระ มันถึงเวลาแล้วสังคม ประชาชนเขายอมรับ เปิดหู เปิดตา ขอให้ฝ่ายอื่นเปิดหัวใจให้ประชาชนเถอะ ช่วงแรกพี่ไม่อยากพูดอะไรให้ทุกคนพูดในทางที่ถูกต้อง แต่กลับมีคนเอาไปหาผลประโยชน์อีก พี่จะทำให้จบเรื่องแบน 3 สารพิษ”

ทั้งนี้จากการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มติล่าสุดให้เวลากระทรวงเกษตร 2 เดือนในการหาข้อมูลผลกระทบการเป็นพิษต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ตนเร่งทำให้เสร็จครบถ้วนในวันจันทร์นี้จะสามารถส่งให้คณะกรรมการฯได้เลยยืนยัน ดังนั้นมั่นใจว่าข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯครั้งนี้แน่นมาก เอกสารครบสิ่งที่ขาดเติมเต็มให้สมบูรณ์ จากนี้จะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่นช่วยพัฒนาเกษตรกรได้พี่คิดไว้เยอะ เช่นโครงการนาข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่ปลดหนี้ ยกระดับกลไกสหกรณ์การเกษตรให้เป็นแหล่งพัฒนาอาชีพเกษตรกรครบวงจรอย่างยั่งยืน

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าทุกขั้นตอนตนทำมากับมือ ตรวจเช็คสต็อก แนวทางเลือกในการทำเกษตร ไม่ใช่สารเคมี จึงไม่มีใครมารู้ดีไปกว่านี้ และจะไม่ทำอะไร นอกเหนือจากตรงนี้ เพราะทำในสิ่งที่ตรงและถูกต้องจาก 1-8 และจะถึง10 อยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย จะเห็นอย่างไร ที่จะต้องเปิดเผยมติรายคน เพราะการประชุมวันจันทร์นี้ กรรมการทุกคนลงชื่อให้คณะกรรมการวัถตุอันตราย ประชุมและลงมติโหวตโดยเปิดเผยหมด ใครจะแย้งไม่ได้อีกแล้ว เพราะทุกหน่วยงานเซ็นรับรองมาเป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน

สิ่งที่ขาด ทำให้สมบูรณ์แล้ว จบหน้าที่พี่ ส่วนคณะกรรมการวัถตุอันตราย จะประชุมวันไหน ก็ต้องใช้ข้อสรุปจากเอกสารของกระทรวงเกษตรฯโดยคณะทำงาน4ฝ่ายตามบัญชา ท่านนายกฯให้ตั้งมาดูว่า ขาดอะไร แต่ละส่วนมีแนวความคิดอย่างไร จะไม่มีคำว่า ยืดไปอีก 2 เดือนแน่นอน เราไม่เอาสำหรับชีวิตคนมีค่า ทำเสร็จวันจันทร์นี้คณะกรรมการวัถตุอันตราย สามารถเรียกประชุมได้ทันที จะได้ไม่มาบอกว่าต้องรอข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร ทุกวันนี้กดดันมาก

“พี่จับต้องจบ ไม่ให้ประเทศไทย คนไทย ต้องเสียเปรียบกับบริษัทพวกนี้เอาแต่กอบโกยจาก ประเทศไทย เพราะนำเข้าสารเคมีหลายยี่ห้อ รัฐไม่เก็บภาษี ช่วยเหลือเกษตรกรต้นทุนการผลิตสูง เมื่อไม่เสียภาษีนำเข้าแล้วพอมาถึงไทย ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่เสียภาษีอีก ไม่รู้เอาเหตุผลอะไรมา พี่จะเรียกบริษัท และกรมสรรพากร มาคุย หาแนวทางทำรายได้เข้าประเทศ ขณะนี้พี่ถาม 3 บริษัทพร้อมเสียภาษีส่งออก ทั้งนี้ทราบว่าฝ่ายต้องการให้ใช้สารเคมีต่อไป จะจัดคนมาประท้วงพี่ วันจันทร์นี้ “น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ตนไม่เคยคิดว่าจะได้มาเป็นรัฐมนตรี ทำเรื่องใหญ่โต ขนาดนี้ คิดจะอยู่บ้าน จะหยุดเล่นการเมืองหลังจากเป็นนายกเทศมนตรี เพราะเป็นคนตรงๆไม่เสียเวลาเรื่องไร้สาระ ถ้าได้ทำอะไรแล้วในเรื่องถูกต้องจะทำสุดกำลัง คิดดีทำดี ซึ่งเห็นคนไทยเป็นมะเร็งกันมากขึ้น แล้วจะพูดแบบผิด ๆ ทำกันผิด ๆ ต่อไปหรือ ส่วนที่อ้างว่าต้องหาสารทดแทน เป็นคำพูดให้ดูดี เท่านั้น คือการให้มีสารเคมีใช้ต่อไป ทั้งที่จริง ๆ แล้วทางเลือกทำเกษตรปลอดสารในประเทศไทยยังมีอีกมากหลากหลายวิธี เกษตรกรเคยใช้มาตลอด

เกษตร เดินสายแจงประกันรายได้ห้าพืชหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/392114

เกษตร เดินสายแจงประกันรายได้ห้าพืชหลัก

วันที่ 6 ตุลาคม 2562 – 09:30 น.
ประกันราคาข้าว,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 279 ครั้ง

ผช.รมว.กษ.เดินสายพิจิตร ประชาสัมพันธ์มาตรการประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกข้าว ปี 62/63 จ่ายครั้งแรก 15 ต.ค. นี้ 

6 ตุลาคม 2562 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชาสัมพันธ์ชี้แจงมาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/2563 รอบที่ 1

ทั้งนี้เพื่อให้ทราบถึงหลักเกณฑ์ โครงการ เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากมาตรการประกันรายได้

โดยนายนราพัฒน์ บอกว่า มาตรการประกันรายได้เป็นหลักประกันเบื้องต้นให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า ทำนาแล้วไม่ขาดทุน นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรการเสริม เพื่อผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้มีราคาสูงขึ้น โดยในส่วนของภาคเกษตร กระทรวงเกษตรฯ เน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวที่มีคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อการแข่งขันในตลาดโลก และสนับสนุนการลดต้นทุน และพัฒนาระบบการเก็บรักษาพืชผลทางการเกษตรให้มีคุณภาพ ต่อไปกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ จะทำงานร่วมงานอย่างใกล้ชิด จะใช้ทุกช่องทางเพิ่มตลาดให้พี่น้องเกษตรกรทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์

สำหรับมาตรการประกันรายได้ใน 5 พืช ชนิดหลัก ได้แก่ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพด สำหรับสินค้าข้าว รัฐบาลประกัน 5 ชนิดข้าวเปลือก โดยจะกำหนดราคาเป้าหมายซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรควรได้รับตามราคาตลาดเฉลี่ยทุก 15 วัน ได้แก่ 1) ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 14 ตัน

2) ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน 3) ข้าวเจ้า 10,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ตัน 4) ข้าวหอมประทุม 11,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 25 ตัน และ 5) ข้าวเหนียว 12,000 บาทต่อตัน ไม่เกินครัวเรือนละ 16 ตัน ทั้งนี้ เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนกับเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่

ประภัตร สั่งตั้งจุดตรวจเข้ม สกัดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391971

ประภัตร สั่งตั้งจุดตรวจเข้ม สกัดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันที่ 5 ตุลาคม 2562 – 21:31 น.
ประภัตร,เกาะติดสถานการณ์,โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร,สั่งตั้งจุดตรวจเข้ม,3 จวอีสาน
เปิดอ่าน 164 ครั้ง

“ประภัตร” เกาะติดสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สั่งตั้งจุดตรวจเข้ม 3 จว.อีสาน หวั่นระบาดเข้าไทย

“รมช.ประภัตร” เกาะติดสถานการณ์โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สั่งตั้งจุดตรวจเข้ม 3 จว.อีสานตามแนวชายแดนสกัดโรคหวั่นระบาดเข้าไทย

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เพื่อประชุมหารือติดตามมาตรการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(African Swine Fever หรือ ASF) โดยจุดแรกเดินทางไปยังสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นเดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ และศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ตามลำดับ เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ในพื้นที่ โดยมี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมประชุม

นายประภัตร กล่าวว่า จากรายงานสรุปสถานการณ์โรค อหิวาต์ในสุกร ขณะนี้พบการแพร่ระบาดของโรคใน 27 ประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดชายแดนประเทศไทย ได้แก่ เมียนมา ลาว และกัมพูชา (ยกเว้นมาเลเซีย) อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุกรของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้เฝ้าระวังติดตามอย่างเข้มงวด ซึ่งประเทศไทยได้มีการเตรียมความพร้อม เริ่มตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศจีนเริ่มเกิดการระบาดของโรคดังกล่าว

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้มีมาตรการการควบคุมและป้องกันโรค ASF มาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น ด้านการเตรียมความพร้อม จัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและแนวเวชปฏิบัติของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ยกระดับแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เป็นวาระแห่งชาติ และมีการจัดตั้ง War Room ในส่วนกลางและภูมิภาค โดยในพื้นที่ส่วนกลางมีอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธาน และส่วนภูมิภาคมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเพื่อขับเคลื่อนมาตรการซ้อมแผนรับมือโรคฯ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยตลอดจนร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ OIE , FAO จัดประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลการเฝ้าระวังและป้องกันโรคฯ รวมทั้งด้านมาตรการในการป้องกัน มีการประกาศระงับการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์จากสุกรจากประเทศที่มีการระบาดของโรคและบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนในป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำสุกรผลิตภัณฑ์สุกรเข้ามาในประเทศ

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังได้ จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่X-Ray เคาะประตูบ้าน เฝ้าระวังทางอาการขึ้นทะเบียนและประเมินความเสี่ยงด้วยแอพลิเคชั่น อี -สมาร์ทพลัสพร้อมให้คำแนะนำความรู้เรื่องโรคและการป้องกัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จึงร่วมจัดทำแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ContigencyPlan) เพื่อทำให้มาตรการต่างๆ ในการป้องกันโรคสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น จัดทำโรงพ่นยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรคที่ด่านชายแดนที่สำคัญ 5 แห่ง ร่วมสนับสนุนเครื่องพ่นยาฆ่าเชื้อและยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรค ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ในการพ่นยาฆ่าเชื้อให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันโรคร่วม สนับสนุนการจัดงานสัมมนาให้ความรู้เรื่องโรคและการป้องกันโรคให้กับเกษตรกรรายย่อยเข้มงวดในการส่งออกสุกร ลดความเสี่ยงจากการส่งออกสุกรโดยรถขนส่งสุกรมีชีวิตที่ใช้ภายในประเทศห้ามไม่ให้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีการระบาดของโรค ASF ซึ่งมีการเปลี่ยนถ่ายสุกรบริเวณชายแดนและให้รถขนส่งสุกรที่ใช้เฉพาะไปยังประเทศเพื่อน (ห้ามมาใช้ขนส่งสุกรภายในประเทศ) ร่วมมือกับภาครัฐรับซื้อหมูจากเกษตรกรรายย่อยที่มีความเสี่ยงนำไปในราคาตลาดที่เป็นธรรมนำมาเชือดเพื่อแปรรูปปรุงสุก หรือฝังทำลาย ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบรายใหญ่ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้ป้องกันความสูญต่อเกษตรกรรายย่อย

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ในครั้งก็เพื่อติดตามสถานการณ์ของโรค ASF และมาตรการป้องกันที่ต้องเข้มงวดอย่างสูง จึงได้ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะทำงานในการตั้งด่านตรวจป้องกันโรคโดยมีกรมปศุสัตว์เป็นเลขานุการ พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่เสริมในแต่ละด่านซึ่งจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชาแดนนั้นมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก แต่กระทรวงเกษตรฯ ได้มีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันโรคดังกล่าวที่สำคัญคือความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรต่างๆ ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงาน จึงทำให้ไทยเป็นประเทศที่ไม่มีการเกิดโรค ASF

ไม้ประดับออนไลน์ ตลาดใหม่ที่น่าจับตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391892

 ไม้ประดับออนไลน์ ตลาดใหม่ที่น่าจับตา

วันที่ 5 ตุลาคม 2562 – 08:16 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 117 ครั้ง

โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล  udomgarden1@gmail.com

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยพัฒนาการทางด้านไม้ประดับที่สืบสานต่อเนื่องกันมายาวนาน จนกลายเป็นแหล่งศูนย์รวมชนิดพันธุ์ไม้เกือบจะทั่วทุกมุมโลกมาปลูกใช้งาน สะสม และทดสอบความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึง และหรือแตกต่างกันออกไป ซึ่งไม้ประดับส่วนใหญ่ได้กลายมาเป็นขุมทรัพย์ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดีในช่วงเวลาต่อๆมา และยังกระจายไปสู่ระบบการผลิตที่พร้อมจะทำให้มีปริมาณ ด้วยทักษะความรู้ ความชำนาญที่เกิดจากการลองผิด-ถูก จนกลายเป็นภูมิปัญญา ทั้งเทคนิคและวิธีการที่สอดคล้องหรือแตกต่างกันออกไป เพื่อให้ได้ต้นไม้ประดับที่สวยและมีคุณค่าสู่ตลาดอย่างที่มีมา

            ปัจจุบันแหล่งการค้ามีการขยายตัวไปมาก จากที่เคยมีเพียงตลาดหลักๆเฉพาะที่ วันนี้ได้มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของเมือง และทิศทางการบริโภคที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแม้บางช่วงเวลาจะมีปัญหาจากสภาพเศรษฐกิจอยู่บ้าง จนทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งไม้ประดับเองก็ดูไม่ต่างไปจากสินค้าอื่นในเวลานั้นด้วยเช่นกัน อันนับเป็นปัญหาที่ต่างก็รู้กันดีและที่จะทำได้ก็คือการต้องปรับตัวนั่นเอง และด้วยเหตุนี้จึงเป็นดั่งเสมือนก้าวแรกที่สำคัญ

ซึ่งขณะเดียวกันของช่วงเวลาดังกล่าวก็มีการพัฒนาสู่การเติบโตทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ:IT(Information Technology) พร้อมกับระบบสื่อสารที่ทันสมัยและกว้างไกลออกไป เข้าถึงได้เกือบจะทุกคนทุกหนแห่ง ด้วยสังคมออนไลน์ และหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค(Social Network) ที่จะทำให้ทุกสังคมแต่ละวงการไม่เว้นแม้แต่ภาคส่วนของงานเกษตรที่แต่ก่อนดูจะโลเทค(LowTech) กลับได้ช่วยทำให้คนที่ปรับตัวได้ และรู้จักเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆได้ก้าวข้ามผ่านภาวะที่หลายคนวิตกได้ดี

ความเปลี่ยนแปลงทางการค้าไม้ประดับสู่ตลาดออนไลน์ เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเมื่อทุกอย่างมีความพร้อม และพัฒนาไปถึงจุดที่ลงตัวไม่เว้นแม้แต่บางอย่างที่ดูห่างไกลจากการขายในระบบนี้ กลับยิ่งมีความสำคัญมิได้ย่อหย่อนไปจากจุดหมายปลายทางของระบบการขายนี้เลย ทั้งส่วนกระบวนการบรรจุภัณฑ์ และระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพก็จะยิ่งทำให้เกิดความพึงพอใจไปถึงสินค้า โดยเฉพาะยิ่งเป็นสินค้าประเภทต้นไม้ที่มีชีวิต อันมีผลพวงจากการที่เคยซื้อหาอันมีเรื่องของเวลาและข้อจำกัดอื่นๆให้เกิดความลงตัวในกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันเป็นสำคัญ กอปรกับวิถีชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของสังคม หรือเป็นไปตามไลฟ์สไตล์(Life Style) ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตมาเชื่อมโยงกับไม้ประดับที่เป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อน หรือปลูกเล่นเป็นงานอดิเรก กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเป็นอาชีพได้ ซึ่งต้องหาเก็บไม้ประดับพันธุ์ดีผ่านช่องทางการซื้อขาย ในทิศทางที่เกิดความพึงพอใจตรงกันทั้งสองฝ่าย

ไม้ประดับที่ขายทางออนไลน์ เป็นเรื่องที่หลายคนคงมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว ซึ่งอาจเป็นทั้งผู้ขาย หรือเป็นผู้ที่เคยสัมผัสกระบวนการดังกล่าว กระทั่งเป็นผู้รับสินค้าเองก็ตาม และหากจะเป็นส่วนหนึ่งในระบบการซื้อขายที่มีความคล่องตัวไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อนแต่อย่างไร เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนพร้อมศักยภาพทางการสื่อสารและวัตถุดิบที่มีโอกาสทางการตลาด ทั้งหมดที่จะพร้อมเชื่อมต่อข้อมูลไปถึงกลุ่มเป้าหมาย มีรายละเอียดถึงชนิด จำนวน ขนาด ราคา รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ระบบขนส่ง รวมถึงเงื่อนไขอันเป็นที่ยอมรับพร้องต้องกันทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญอื่นๆอีกคือขั้นตอนและวิธีการชำระเงินพร้อมการรับประกันสินค้าที่อาจมีข้อผิดพลาดเสียหาย อันเกิดจากความบกพร่องโดยคนหรืออื่นๆอันมีมาแต่ต้นทางที่ผู้ขายควรใส่ใจดูแลและรับผิดชอบ ซึ่งถือว่าในกระบวนการซื้อขายรูปแบบนี้ต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจและมีธรรมาภิบาลต่อกัน อีกประเด็นคือต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้า รวมถึงข้อมูลพื้นฐานทั่วไปถึงระดับที่เป็นสาระสำคัญเพื่อประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย และบางครั้งอาจต้องเข้าถึงข้อมูลทางประวัติการทำธุรกิจ หรือพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่บริสุทธิ์ใจในบางราย อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อการค้า เพื่อเป็นการมั่นใจที่จะได้รับสินค้าตามแบบที่ตกลงและเป็นไปตามข้อมูลที่เสนอไว้แบบตรงไปตรงมาจากที่ทำประชาสัมพันธ์ไว้นั่นเอง

ตลาดใหม่ของไม้ประดับเป็นที่น่าจับตาถึงมูลค่าและการเติบโตทางธุรกิจการค้ารูปแบบนี้ และยังคงมีช่องว่างอยู่อีกมากที่ใครๆจะทะยานเข้าสู่ธุรกิจรูปแบบนี้ โดยไม่ต้องมีแผงขายสินค้า และสถานที่แบบตลาดค้ารวมทั่วไป ทั้งยังเป็นผู้ผลิตและผู้ค้าที่มีศักยภาพทางการทุกช่วงเวลา เพียงมีความพร้อมและเข้าใจในระบบการค้าออนไลน์ไปถึงกลุ่มลูกค้าที่สามารถเข้าถึง ก็จะเป็นการบริหารจัดการไม่ยากเกินไปอีกรูปแบบหนึ่งต่างไปจากการค้าแบบตั้งวางคอยคนมาซื้อ แถมยังมีความคล่องตัวที่ต่างกันไป ที่ดูเหมือนการค้าในระบบโซเชียลจะช่วยตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแก่ผู้ที่จะช็อปหรือจะขายด้วยระบบตลาดใหม่ของไม้ประดับ ที่หลายคนได้ลองแล้วติดใจหรือผ่านประสบการณ์ดีๆนั้นมาแล้ว

“อธิบดีกรมชลฯ” ปิดศูนย์แก้อุทกภัยอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391856

“อธิบดีกรมชลฯ” ปิดศูนย์แก้อุทกภัยอีสาน

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 21:37 น.
อธิบดีกรมชลฯ,ปิดศูนย์แก้อุทกภัยอีสาน,น้ำแห้งทุกพื้นที่,ประชาชนได้เข้าบ้านตามกำหนด,ระดมเครื่องมือลงภาคใต้,ป้องพื้นที่เสี่ยงท่วม,ลุ่มเจ้าพระยา,เจอวิกฤติแล้ง
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

“อธิบดีกรมชลฯ” ปิดศูนย์แก้อุทกภัยอีสาน ประกาศความสำเร็จทำน้ำแห้งทุกพื้นที่เสร็จทันรับปาก ปชช.ได้เข้าบ้านตามกำหนด พร้อมระดมเครื่องมือลงใต้ป้องพื้นที่เสี่ยงท่วม

“อธิบดีกรมชลฯ” ปิดศูนย์แก้อุทกภัยอีสาน ประกาศความสำเร็จทำน้ำแห้งทุกพื้นที่ได้เร็วเสร็จทันรับปากประชาชนได้เข้าบ้านตามกำหนด พร้อมระดมเครื่องมือลงภาคใต้ป้องพื้นที่เสี่ยงท่วม คิกออฟ 11 ต.ค.นี้ ส่วนลุ่มเจ้าพระยา เจอวิกฤติแล้ง จำกัดส่งน้ำวันละ 18 ล้านลบ.ม.ให้กินใช้ ผลักดันน้ำเค็ม พืชใช้น้ำน้อย ไม่ส่งน้ำปลูกข้าวนาปรัง 

 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในการประชุมคอนเฟอร์เรนท์กับสำนักงานชลประทาน 21 จังหวัด ว่า จะปิดศูนย์บริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำชี –มูล(ส่วนหน้า) จ.อุบลราชธานี หลังจากคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัยจากพายุ โพดุลและคาจิกิ ได้สำเร็จตามกำหนด จากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้แก้ไขอุทกภัยโดยเร็วเพื่อลดความเสียหายของประชาชนให้น้อยที่สุด และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้เร่งทำทุกวิธีทางเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ดึงมวลน้ำลงสู่แม่น้ำโขงให้ไวที่สุด

ทำให้ปัจจุบันสถานการณ์น้ำกลับเข้าสู่ตลิ่งทุกพื้นที่และประชาชนเข้าบ้านเรือนได้ ในช่วงปลายเดือนก.ย. ซึ่งเป็นไปตามที่กรมชลฯได้คาดการณ์ไว้ จากวันที่13 ก.ย.ที่มีระดับน้ำสูงสุดที่สถานีวัดน้ำ เอ็ม7 สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมืองอุบลราชธานี อัตราการไหลแม่น้ำมูล ก่อนลงสู่แม่น้ำโขง อยู่ที่ 5 พันลบ.ม.ต่อวินาที น้ำสูงจากตลิ่งฝั่ง อ.วารินชำราบ 3.7 เมตร มีปริมาณน้ำค้างทุ่งสองฝั่งแนวลุ่มน้ำชี -มูล ประมาณ1.6 พันล้านลบ.ม.ซึ่งเป็นตัวเลขปริมาณน้ำที่กรมชลฯได้ลงพื้นที่สำรวจทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ประมวลออกมาจากพื้นที่ท่วมจริง ไม่ใช่การคูณในกระดาษทำให้ยืนยันว่าข้อมูลของศูนย์น้ำอัจฉริยะ ถูกต้องสามารถนำมาใช้วางแผนบริหารน้ำได้ทุกระดับจนนำมาการคลี่คลายอุทกภัยได้ตามแผนที่กำหนดไว้ได้ผล จึงขอให้ทุกสำนักงานชลประทาน บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้และทำเป็นแผนปฏิบัติการ เพื่อเป็นคู่มือสำหรับเตรียมพร้อมรับมือเชิงรุก กับสภาพอากาศแปรปรวนที่มีความรุนแรงและผันผวนมากยิ่งขึ้น

 นายทองเปลว กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นในช่วงทุก 50-100 ปี แต่สภาพอากาศแปรปรวนผันผวนมีการเปลี่ยนแปลงได้ทุกสัปดาห์ ทั้งแรงลมบน ลมล่าง ส่งผลข้างเคียงตามมาอีกมาก จะเห็นว่าจากอิทธิพลพายุโพดุล ที่วกกลับเข้าไทย และพายุคาจิกิ ทำฝนมาตกซ้ำพื้นที่อีสาน ส่งผลให้ฝนตกกระจายตัวภาคอีสานเกือบทุกจังหวัด แต่เกิดฝนหนาแน่นเกาะแนวจังหวัดลุ่มน้ำชี และมูล เฉลี่ย 200 มม.ขึ้นไป ส่วนจ.อุบลราชธานี มีฝนเฉลี่ย 2-300 มม. เท่ากับฝนเฉลี่ยทั้งปีของภาคอีสาน อยู่ที่ 2 พันมม.

มาตรการรับมือพื้นที่ต่อไป ถ้ามีปริมาณฝนเกิน 200 มม. ต้องกำหนดพื้นที่ได้รับผลกระทบ พื้นที่เสี่ยงภัย กำหนดผู้รับผิดชอบชัดเจน จัดสรรเครื่องมือเตรียมความพร้อม สิ่งที่จำเป็นมากที่สุด เครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำทำให้ไหลออกจากพื้นที่เร็วขึ้น รถขุดตักสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทาน อย่างเข้มข้น ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง เกินกักเก็บ 80% ต้องพร่องเพื่อมีช่องว่างเพื่อรับน้ำใหม่ เน้นย้ำอย่าไปซ้ำเติมพื้นที่ด้านท้ายน้ำ แจ้งฝ่ายปกครองทุกครั้งก่อนระบายน้ำออกจากเขื่อน ดูแลพื้นที่ในเขตชลประทาน พื้นที่เกษตร ประเมินสถานการณ์ให้ถูกต้อง แม่นยำ ติดตามสื่อสาร ทุกหน่วยงานในท้องที่ เพราะต้องประเมินพื้นที่จริง ไม่ใช่สักแต่คูณตัวเลขออกมา ผมเรียนด้านนี้มาตลอดชีวิต ทุกอย่างเป็นไปตามคาดการณ์ แก้ไขอุทกภัยภาคอีสาน วันที่ 20 ก.ย.ประชาชนกลับเข้าบ้านได้ และปลายเดือนก.ย.น้ำเข้าสู่ตลิ่งทุกจุด แม้มีฝนตกมาเติม ที่ จ.อุบลราชธานี รมว.เกษตรฯได้สั่งเพิ่มจุดสูบน้ำที่บริเวณแก่งสะพือ ทำให้น้ำแห้งได้เร็วขึ้น พร้อมกับสั่งให้รีบสำรวจหลังน้ำลด เพื่อทำงบประมาณเสนอเข้ามาเยียวยาฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร ให้เวลา 5 สัปดาห์ ช่วงนี้เข้าไปช่วยเหลือ ขัดล้างถนน โรงเรียน บ้านเรือน ฟื้นฟู ดูแล เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ร่วมกับทางจังหวัด เก็บน้ำเข้าแก้มลิงไว้ใช้ฤดูแล้ง ซึ่งทุกจังหวัดประสบอุทกภัยครั้งนี้ สรุปทำเหตุการณ์เขียนเป็นคู่มือเป็นต้นแบบในการปฏิบัติงาน ผมได้เขียนคู่มือบริหารจัดการอุทกภัยปี 2554 ไว้ด้วยตนเองทั้งหมดสมัยเป็น ผอ.กองอุทกวิทยา ทำให้การถูกฟ้องร้องเมื่อปี 54 กรมชลประทานไม่แพ้ เพราะมีข้อมูลดี เราพร้อมเชิงรุกรับมือทุกสถานการณ์ มีผลงานเชิงประจักษ์ ว่ากรมชลฯทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ” นายทองเปลว กล่าว

          นายทองเปลว กล่าวว่า วันที่ 11 ต.ค.นี้ รมว.เกษตรฯให้กรมชลฯไปคิกออฟความพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย 16จังหวัดภาคใต้ ใช้เหตุการณ์อุทกภัยภาคอีสานไปเป็นตัวอย่าง ระดมเครื่องมือ เครื่องจักรเคลื่อนย้ายไปไว้ภาคใต้ และประชุมวิเคราะห์สถานการณ์กับทุกหน่วยงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม เตรียมการณ์ จุดไหนดินโคลนถล่ม ทั้งถนน สะพาน ที่เป็นคอขวด สร้างการรับรู้เตรียมพร้อม เต็มพิกัดเต็มรูปแบบในภาคใต้ โดย รมว.เกษตรฯ สั่งให้ทุกกรมในกระทรวงเกษตร 14 กรมร่วมประชุมด้วย ซึ่งฝนภาคใต้ เริ่มปลายเดือนต.ค. นี้โดยปริมาณฝนตกมากสูงสุด จะเป็นช่วงปลายเดือนธ.ค.-ม.ค.63 พร้อมกับดูน้ำในเขื่อนเพชรบุรี ปราณบุรี เขื่อนแก่งกระจาน มีน้ำไม่เกิน 80%

สำหรับเขื่อนอุบลรัตน์ ยังมีน้ำน้อย  26% หรือ 640 ล้านลบ.ม. ปีที่แล้ว 800 ล้านลบ.ม. ซึ่งปีนี้น้อยกว่าปี58 โดยเท่ากับปี36 ที่น้ำน้อยสุด สัปดาห์หน้าเชิญทุกภาคส่วน หารือกับคณะกรรมการมีส่วนร่วมในพื้นที่ทำมาตรการจำกัดการใช้น้ำ รวมทั้งลุ่มเจ้าพระยา ขณะนี้มีน้ำใช้การได้ 4 เขื่อนใหญ่ 30 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5.5 พันล้านลบ.ม. คาดการณ์เดือนพ.ย. จะมีปริมาณน้ำ 6.1 พันล้านลบ.ม. เริ่มต้นฤดูแล้ง เดือนพ.ย.-30 เม.ย.63 ไม่สามารถส่งน้ำให้นาปรังได้ หากจะไปเอาน้ำสำรองมาปลูกข้าว จะเสี่ยงมาก ซึ่งจะเสนอความเห็นเข้าคณะกรรมการปลูกพืชฤดูแล้ง จะพิจารณาไม่เกินวันที่ 15 ต.ค.คาดว่าจะเสนอ ครม.พิจารณามาตรการอื่นไปช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งสามารถนำมาตรการปี58 ที่มีกว่า 10 มาตรการมาใช้ได้ เช่น ผ่อนผันชำระหนี้ ธกส.และกระทรวงหาดไทย กรมชลฯ มีมาตรการจ้างแรงงาน ทำให้ผ่านพ้นวิกฤติแล้งที่สุดของประเทศปี 58 มาได้

จะปล่อยน้ำจาก 4 เขื่อน ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสักฯวันละ 18 ล้านลบ.ม.จำกัดการใช้น้ำ ส่งให้อุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ เป็นหลักและการเกษตรต่อเนื่องที่ใช้น้ำน้อย เพราะไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุนปลูกข้าวนาปรังลุ่มเจ้าพระยา จะต้องจำกัดการปล่อยน้ำช่วง 9 เดือนจนกว่าฝนจะมาปีหน้า ระหว่างเดือนพ.ย.62 – ก.ค.63 รวมส่งน้ำ 5 พันล้านลบ.ม. พร้อมกับวางแผนดึงน้ำแม่กลองมาช่วยผลิตประปา 500 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ระหว่างทางที่ปล่อยน้ำจากเขื่อนลงสู่ลุ่มเจ้าพระยา หากมีการลักลอบสูบน้ำจะเกิดปัญหาน้ำเค็มดันเข้าระบบประปาได้ จะแจ้งกระทรวงมหาดไทย ไม่สนับสนุนค่าไฟฟ้าให้กับสถานีสูบน้ำ 343 สถานี ตลอดแนวแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เดือนพ.ย. ถึง 30 เม.ย.63 อย่างไรก็ตามทั่วประเทศ สามารถส่งน้ำให้ปลูกข้าวนาปรังได้ 1.6 ล้านไร่ ในพื้นที่มีปริมาณน้ำเพียงพอ เช่นลุ่มน้ำแม่กอง พื้นที่ภาคตะวันออก ภาคใต้ และภาคอีสาน ในแนวเขื่อนลำปาว ลำโดมน้อย ส่วน 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ไม่สนับสนุน” นายทองเปลว กล่าว

ยกเลิกสารเคมีเกษตร ต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391860

ยกเลิกสารเคมีเกษตร ต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 21:36 น.
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร,ยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย,ต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน,แบนสารไปแล้ว 98 ชนิด
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร โร่แจงเงื่อนไขยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุน เผยชงแบนสารไปแล้ว 98 ชนิด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร โร่แจงเงื่อนไขยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายต้องใช้ข้อมูลวิชาการหนุนหลายประเด็น เผยชงแบนสารไปแล้ว 98 ชนิด พร้อมมีคณะทำงานเฝ้าระวังจับ 3 สาร พาราควอต ไกลโฟเซส ครอลไพริฟอส เข้าบัญชีไว้แล้ว ชี้เกณฑ์แบนสารต้องใช้หลักวิชาการนำ ก่อนตัดสิน

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขกรณีที่จะยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นชนิดก็ตาม ว่า ต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการพิจารณาในประเด็นต่างๆ ได้แก่ ข้อมูลความเป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ข้อมูลการตกค้างพบว่ามีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง และเป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย เป็นสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ และมีสารใช้ทดแทนที่เหมาะสม

ดังนั้นเมื่อกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาภายใต้ข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็จะเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 คือ ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และขาย เพื่อออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ต่อไป โดยปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้เสนอห้ามใช้วัตถุอันตรายไปแล้ว 98 ชนิด โดยมีเหตุผล ได้แก่ เป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง มีพิษตกค้างนาน ทำให้เกิดพิษสะสมในดินได้นาน และเป็นสารที่ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์ผิดปกติ

 อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เพื่อเป็นการเฝ้าระวังความเป็นอันตรายของวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้แต่งตั้งคณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง โดยมีหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง ได้แก่ เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ได้ง่าย  มีข้อมูลว่าเป็นสารที่มีพิษเรื้อรัง และเป็นผลร้ายต่อมนุษย์และสัตว์ทดลอง

โดยเป็นสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญารอตเตอร์ดัม ซึ่งสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้ต้องมีการแจ้งก่อนการนำเข้า อนุสัญญาสตอกโฮล์ม ทั้งนี้สารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้เป็นสารที่มีความเป็นพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน และพิธีสารมอนทรีออล โดยสารที่อยู่ภายใต้อนุสัญญานี้เป็นสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน นอกจากนี้ยังเป็นสารที่มีพิษตกค้างสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดได้ในห่วงโซ่อาหาร เป็นสารที่สลายตัวยาก และมีความคงทนในสภาพแวดล้อม เป็นสารที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรงต่อพืชหรือสัตว์ที่เป็นประโยชน์ และเป็นสารที่ถูกห้ามใช้ หรือ เฝ้าระวัง หรือ จำกัดการใช้ในต่างประเทศ
  “ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรมีวัตถุอันตรายที่อยู่ในบัญชีที่ต้องเฝ้าระวังตามหลักเกณฑ์การพิจารณาดังกล่าวแล้วรวม 18 ชนิด ซึ่ง พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ก็ถูกจัดรวมอยู่ด้วย โดยหากคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมีมติประการใดเกี่ยวกับวัตถุอันตราย  กรมวิชาการเกษตรก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามทุกประการ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เฉลิมชัย ท้า สนธิ เปิดข้อมูลถกลับเอกชนค้าสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391865

เฉลิมชัย ท้า สนธิ เปิดข้อมูลถกลับเอกชนค้าสารเคมี

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 21:10 น.
เฉลิมชัย,ท้าสนธิ,เปิดข้อมูลถกลับ,เอกชนค้าสารเคมี,3สารเคมี,แบน 3 สาร,สนธิ ลิ้ม
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ท้า “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดเผยข้อมูลเจรจาเอกชนข้ามชาติ ค้าสารเคมีรายใหญ่ จ่าย 1.5 พันล้าน แลกการไม่แบน 3 สาร พร้อมสู้เป็นลูกชาย ไม่เคยมีผลประโยชน์

“เฉลิมชัย” ท้า “สนธิ ลิ้มทองกุล” เปิดเผยข้อมูลเจรจาเอกชนข้ามชาติ ค้าสารเคมีรายใหญ่ จ่าย 1.5 พันล้าน แลกการไม่แบน 3 สาร พร้อมสู้เป็นลูกชาย ไม่เคยมีผลประโยชน์ ให้กินน้ำแข็งเปล่าแก้วเดียวจากใครยังไม่กิน ยันจุดยืนแบนสารพิษทันที ขอนัด 3 รมต.3 กระทรวง แถลงแบนพร้อมกัน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงถึงจุดยืนการแบนสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซส คอร์ไพริฟอส ว่า ตนจะตอบให้ชัดๆ อีกทีหลังจากที่ได้พูดชัดเจนไปแล้ว วันนี้ ยืนยันได้เลยว่าไม่สนับสนุนการใช้สารพิษในการทำเกษตร ซึ่งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ และมีความเห็นตรงกันกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ รองนายกฯรมว.พาณิชย์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยหน่วยงานเป็นที่เป็นคณะกรรมการวัตถุอันตราย พร้อมใจแบนสาร 3 ตัวนี้ทันที ดังนั้นขอเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย และกรรมการ ประชุมเรื่องการแบนสารพิษโดยเร็วที่สุด พร้อมกับให้ลงมติโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน จะได้รู้ว่าใครเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มิเช่นนั้นไม่ว่ามติจะออกมาอย่างก็จะมาโทษคนของกระทรวงเกษตรฯเป็นแพะรับบาปทุกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ตนจะไม่ยอมเป็นแพะ อย่างที่มีการกล่าวหากัน

    “ยืนยันผมกับท่านจุรินทร์ ไม่มีผลประโยชน์แม้แต่สลึงเดียว และผมไม่เคยกินน้ำแข็งใครมาเลี้ยงสักแก้วเดียว จึงขอความร่วมมือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวหาว่ามีบริษัทค้าสารเคมีต่างชาติรายใหญ่ มายื่นผลประโยชน์ให้ แลกกับการไม่แบนสาร 3 ตัวนี้ ต้องนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสังคม ว่าไปพบใคร พบทีมงานของใคร เพราะผมได้สอบถามแล้วทั้งทีมงานของท่านจุรินทร์ และของผม ไม่มีใครมาพบ ซึ่งในวันที่ 23 ก.ย.ผมและทีมงาน เดินทางไปแก้ไขปัญหาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมภาคอีสาน มีสื่อมวลชนตามไปด้วยก็เห็นว่าผมอยู่ที่นั่น ทั้งนี้ผมพร้อมที่ตั้งกรรมการตรวจสอบ ถ้ามีหลักฐานก็นำมาให้ผมได้ตลอดเวลา” นายเฉลิมชัย กล่าว

 นายเฉลิมชัย กล่าวว่า วันนี้ได้พูดคุยกับตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตราย แล้ว ว่ามีนโยบายไม่เอา 3 สารนี้ ซึ่งตนยินดีมากขอเชิญนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข ที่ทุกท่านพร้อมแบน 3 สาร ขอให้มาแถลงร่วมกันและตนด้วย จะเป็นแนวทางเดียวกันทั้ง 3 กระทรวงว่าพร้อมจะยกเลิกทันที

นอกจากนี้ขอให้รมว.อุตสาหกรรม สั่งการประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย และ เลขาคณะกรรมการฯ เรียกประชุมโหวตยกเลิกมติครั้งก่อนที่ให้จำกัดการใช้ และการประชุมครั้งต่อไปจะต้องไม่เอา 3 สาร ให้การลงมติโหวตแบบเปิดเผย เพราะถ้าลงมติลับก็ไม่มีความชัดเจน ขอเรียกร้องให้เปิดไปเลย เพราะไม่ต้องการให้ใครยืนข้างหลังคอยสั่งการและจะได้แก้ข้อกล่าวหาในเรื่องคณะกรรมการฯมีผลประโยชน์ ได้ด้วย

“ถ้าคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติยกเลิก 3 สาร ซึ่งการหาสารทดแทนสามารถทำได้ ผมบอก น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เร่งไปดูแล้ว รวมทั้งการชดเชยช่วยเกษตรกร สิ่งที่ทำได้ทันทีคือลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ยสั่งตัด ท่านนายกรัฐมนตรี มีบัญชามาแล้วให้ช่วยเรื่องเพิ่มรายได้เกษตรกร ซึ่งผมชัดเจนแล้วต้องแบน 3 สาร ดังนั้นการลงมติเปิดเผยให้สังคมรับรู้ จะได้ไม่มีแพะในสังคม” นายเฉลิมชัย กล่าว

 “ใครที่กล่าวหาผมถ้ามีข้อมูลมา เปิดมาเลย ว่าผมคุยที่ไหนอย่างไรหรือกับใครในพรรค ผมพร้อมดำเนินการสอบสวนอย่าให้คนที่ไม่ได้ทำต้องมารับผิดชอบ และไม่จำเป็นต้องไปเจอที่ศาลตามที่นายสนธิบอก ผมพร้อมสู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ให้ผมมาเป็นแพะรับบาป ผมไม่ใช่จำเลย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายสนธิ ท้าไปพบที่ศาลจึงจะเปิดข้อมูลบริษัทเอกชนค้าสารเคมีรายใหญ่ ไปพบที่พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 23 ก.ย. รวมทั้งมีผลประโยชน์ 1.5 พันล้านบาทแลกกับการไม่ 3 แบนสารเคมีนั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ใครเอาข่าวมา ขอให้เอามาเปิดเผย ไม่ใช่ไปเอาภาพตนมาลงข่าวทำให้เสียหาย และไม่มีการมาพบทีมงานตนหรือหัวหน้าพรรค หากเอกชนมาคุยกับตนจะโดนด่ากลับไปด้วย

ด้านนายจุรินทร์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่บริษัทเอกชนเจราจาไม่ให้แบน 3 สาร กับคนของพรรคประชาธิปัตย์ จะตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้หรือไม่ ว่า เลขาธิการพรรคได้ตอบมาแล้วและท่าทีพรรคไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันแบน 3 สารแน่นอน พรรคได้ยืนยันชัดเจนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ พร้อมสนับสนุน ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ที่เป็นตัวแทน 1 คนในกรรมการ จะโหวตแบน 3 สาร ส่วนเรื่องการหาสารทดแทน เป็นเรื่องวิญญูชนรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรที่ดีและปลอดภัยกับเกษตรกร ผู้บริโภค

ถามว่าทำไมไม่ตั้งกรรมการสอบคนในพรรคที่มีนายทุนมาใช้พื้นที่พรรคเจรจาหาผลประโยชน์ นายจุรินทร์ กล่าวว่าเลขาฯพรรคตอบไปแล้ว ซึ่งมีสิทธิตั้งกรรมการสอบได้

 

เมื่อถามว่าส่วนในฐานะหัวหน้าพรรค จะสอบหรือไม่ หรือต้องรอให้มีใบเสร็จก่อน นายจุรินทร์ กล่าวว่า เลขาพรรค ตอบแล้วจะไม่พูดซ้ำซ้อนอีก

“อลงกรณ์” สั่งเอาผิดขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391848

“อลงกรณ์” สั่งเอาผิดขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 17:59 น.
อลงกรณ์,กำชับ กรมประมง,เร่งดำเนินคดี,กลุ่มขบวนการ,เรือประมงพื้้นบ้าน,ผิดกฎหมาย,กเกษตรฯ
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

“อลงกรณ์” ลั่น ต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สั่งกรมประมง เร่งดำเนินคดี กลุ่มขบวนการเรือประมงพื้นบ้าน ชิงตัวผู้ต้องหา

“อลงกรณ์” กำชับ กรมประมง เร่งดำเนินคดีเอาผิด กลุ่มขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย นครศรีธรรมราช หลังเย้ยกฎหมาย ใช้อาวุธ ชิงตัวผู้ต้องหา จากเจ้าหน้าที่ประมง ระหว่างการเข้าจับกุม ลั่น ต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ก.เกษตรฯ พร้อมหนุนเจ้าหน้าที่ประมงที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกด้าน 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมาย ให้เข้าไปกำกับดูแลงานด้านประมง และประธานคณะ ทำงานฟื้นฟูประมงไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการชิงตัวผู้ต้องหา โดยขบวนการเรือประมงพื้นบ้านผิดกฎหมาย ได้ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ประมง ระหว่างการจับกุม ซึ่งมี นายสมพร ยีสมัน เจ้าหน้าที่ตรวจการประมงทะเล เป็นหัวหน้าชุดจับกุม ระหว่างที่คราดหอยเถื่อนโดยผิดกฎหมายที่บริเวณร่องน้ำปากนคร ระหว่างตำบลปากนครและตำบลท่าไร่ อ.เมือง นครศรีธรรมราช

ล่าสุด จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนได้สั่งการให้ทางอธิบดีกรมประมงเข้าไปดำเนินการดูแลเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นกรณีพิเศษ พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ให้เสริมกำลังและเร่งรัดในการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อเร่งรัดในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เร็วที่สุด เพราะการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อเหตุอย่างอุกอาจและไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยในฐานะที่ตนกำกับดูแลกรมประมงตามคำสั่ง ของ รมว.​เกษตรฯ ยืนยันว่า จะดำเนินการสนับสนุนและดูแลเจ้าหน้าที่ประมงที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยจะไม่ยอมให้กลุ่มอิทธิพลใดๆ มาทำตัวเหนือกฎหมาย และไม่สนใจ ว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเจ้าหน้าที่ทำการปกป้องทรัพยากรประมงอย่างเต็มที่แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งทุกคน ให้ดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนนักการเมืองระดับชาติเป็นใครไม่สนใจ การอนุรักษ์ทรัพยากรประมงไทยต้องทำเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องต้น ผมขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประมงทุกคน ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งไม่ต้องกลัวอิทธิพลของใคร ทางกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นใคร และยิ่งใหญ่มาจากไหน ซึ่งผมได้สั่งการให้ทางท่านอธิบดี ได้ดูแลเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และให้ประสานงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ก่อเหตุแล้ว คาดว่าน่าจะรู้ตัวผู้ต้องหาแล้ว และน่าจะได้ตัวมาดำเนิคดีในเร็วๆนี้” นายอลงกรณ์ กล่าว.