เฉลิมชัย ลั่นไม่มีคำว่า “ฮั้ว”กรณีวิกฤติ3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391485

เฉลิมชัย ลั่นไม่มีคำว่า “ฮั้ว”กรณีวิกฤติ3สารพิษ

วันที่ 2 ตุลาคม 2562 – 18:30 น.
3 สารพิษ
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

เฉลิมชัย ลั่นไม่มีคำว่า “ฮั้ว”กรณีวิกฤติ3สารพิษ 

“เฉลิมชัย” จี้คกก.วัตถุอันตราย ตอบสังคมให้ชัด ใช้หรือยกเลิก ยันพร้อมดำเนินการตามมติ ลั่นไม่มีเด็ดขาดคำว่าฮั้ว หากพบจัดการขั้นเด็ดขาด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 2 ต.ค. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการยกเลิกใช้ 3 สารพิษ ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ว่า ยืนยันไม่ได้สนับสนุนให้ใช้สาร 3ตัวนี้ เพียงแต่กระบวนการยกเลิก มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พรบ.วัตถุอันตรายและคณะกรรมการวัตถุอันตรายกำกับดูแลเรื่องนี้อยู่ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่ง ทั้งนี้ได้มอบหมายงานให้ นางสาวมนัญญา ไทยเศษฐ์ รมช.เกษตรฯ รับผิดชอบเรื่องนี้ ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนไม่เห็นด้วย ถือเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตร ตนจึงไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพราะมี รมช.เกษตรฯดูแลอยู่ ทั้งนี้หากคณะกรรมการฯมีมติให้ยกเลิกใช้ก็พร้อมดำเนินการทันที

ขั้นตอนในการดำเนินการคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ประชุมขยายระยะเวลา อีก60 วัน เพื่อศึกษาผลกระทบประกอบนำมาประกอบในการพิจารณาว่าจะใช้หรือยกเลิก 3สารพิษดังกล่าว หากคณะกรรมการฯมีความเห็นยกเลิก กระทรวงเกษตรฯพร้อมที่จะยกเลิกทันที ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องเกษตรกรและอุปโภคบริโภคสินค้าทางการเกษตรทุกชนิด
” เป็นนโยบายที่เราประกาศไว้ก็ต้องทำ การที่มีข่าวออกมา ว่าผมสนับสนุนให้ใช้สารนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ เพราะผมมีความชัดเจน ถ้ากฎหมายระบุออกมาชัด ก็พร้อมยกเลิกทันที และยืนยันว่าไม่เคยพูดคุยกับตัวแทน บริษัทนำเข้าและจำหน่ายสารดังกล่าว ขอรับประกันว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีแต่ว่าจะทำงานอย่างไรให้ถูกต้องตามกรอบและกฎหมาย อันนำไปสู่พี่น้องประชาชนมีความอุ่นใจเรื่องความปลอดภัย ”

             เรื่องนี้ คิดว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะต้องออกมาชี้แจงสังคมให้ชัดเจนว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกตนมีหน้าที่ปฏิบัติพร้อมที่จะดำเนินการและพ.ร.บ. วัตถุอันตราย(ฉบับที่ ๔) ที่จะประกาศใช้ วันที่27 ต.ค.นี้  ได้ เปลี่ยนประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายจากปลัดกระทรวง อุตสาหกรรมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดนี้ หากเห็นว่าไม่สมควรใช้3สารดังกล่าวก็ให้มีมติให้ชัดเจนพี่น้องประชาชนจะได้อุ่นใจ

เมื่อถามว่า จะชี้แจงกับเกษตรกรอย่างไรหากมีมติยกเลิกใช้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมีหน้าที่เข้าไปแก้ปัญหา โดยการหาทางลดต้นทุน ให้พี่น้องเกษตรกรโดยหาสารทดแทนที่ไม่มีต้นทุนสูงและสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลราคาให้ผลผลิตของ เกษตรกรด้วย ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น เราต้องเข้าไปดูแลแก้ไขเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด โดยที่ผ่านมาได้พยายามฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนและดูแล ทั้งในส่วนผู้บริโภคและเกษตรกร ที่จะไม่ให้ทุกคนได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องนี้

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าการยกเลิก3สาร มีการฮั้วกับบริษัทปุ๋ยรายใหญ่ นายเฉลิมชัย กล่าวยืนยันว่า ตน มายืนอยู่ตรงนี้ คำว่าฮั้ว หรือเรียกรับผลประโยชน์ไม่มีเด็ดขาด ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า เพราะมั่นใจว่าวันนี้เข้ามาแก้ปัญหาให้กับรัฐบาลและพี่น้องประชาชน หากมีเรื่องนี้เกิดขึ้นมีใครไปทำการฮั้วกับใคร หรือ เรียกรับผลประโยชน์ตรงไหนให้มาแจ้งตน จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด

” ได้คุยกับ รมช.มนัญญา ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ได้ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการใช้ เพียงแต่กระบวนการทางกฎหมาย เราเป็นผู้ปฏิบัติ ถ้ากระบวนการมาถูกต้อง ก็ดำเนินการในทันที  ที่ผ่านมาผมไม่ได้ให้ข่าวเรื่องนี้ เพราะได้มอบหมาย รมช.มนัญญา ดำเนินการกำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าในกระทรวงเกษตรฯ เราทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน และการตัดสินใจของรัฐมนตรีทุกคนคือการตัดสินใจที่กระทรวงฯต้องรับผิดชอบร่วมกันจึงเป็นไปไม่ได้ที่ผม จะสนับสนุนให้ใช้สารพิษ 3 ตัวนี้ จึงอยากชี้แจงพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน ถ้ากระบวนการทางกฎหมายดำเนินการไปถึงจุดที่ยกเลิก ผมก็พร้อมที่จะยกเลิก จึงอยากเรียกร้องไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไปพูดคุยกันและทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย ทุกฝ่ายจะได้สบายใจ และฝ่ายปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการด้วยความราบรื่น ” นายเฉลิมชัยกล่าว

ข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391471

ข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน

วันที่ 2 ตุลาคม 2562 – 17:38 น.
ข้าวตราฉัตร
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

ข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน

ข้าว ซี.พี. – ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร ชูจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืน พร้อมผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก สอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platformภายในงานประชุมและนิทรรศการข้าวเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 2 (2nd Global Sustainable Rice Conference and Exhibition 2019)

      นายสุรชัย ชัยชนะสิทธิการ  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร)

               ข้าว ซี.พี.-ข้าวตราฉัตร ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment-UNEP) และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ดึงจุดแข็งระบบการปลูกข้าวยั่งยืนของบริษัทฯ ภายใต้โครงการส่งเสริมการปลูกข้าว ที่ทำร่วมกับภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน มากว่า 10 ปี ทั่วประเทศ ทำให้ตอนนี้ มีพื้นที่เข้าร่วมในโครงการฯ กว่า 301,325 ไร่ และมีเกษตรกรสมาชิก รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย ข้าวตราฉัตรจึงได้จับมือร่วมกับ 2 ภาคีเครือข่ายใหญ่ ร่วมกันผลักดันข้าวคุณภาพระดับโลก เพื่อสอดรับมาตรฐาน SRP-The Sustainable Rice Platform คือการขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืน (Driving To Sustainable Rice System) ด้วยการบริหารจัดการระบบการผลิตข้าว โดยคำนึงถึงระบบนิเวศ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมในไร่นา ผสมผสานการตลาด จนพัฒนานำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ของเกษตรกรสมาชิก ซึ่งข้าวตราฉัตรถือเป็นแบรนด์ข้าวคนไทยแบรนด์เดียว ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกในโครงการ SRP-The Sustainable Rice Platform
นายสุรชัย ชัยชนะสิทธิการ  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า ข้าวตราฉัตร  มุ่งมั่น ให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาคุณภาพข้าวไทย ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเกษตรกรไทยมาโดยตลอด เพื่อทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถบริหารจัดการระบบการผลิตข้าวไทยที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้วัตถุดิบข้าวที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามมา และบริษัทฯ จะเป็นแหล่งตลาดให้กับเกษตรกรสมาชิก รับซื้อข้าวเปลือกคืนจากเกษตรกรสมาชิก ทำให้มั่นใจได้ว่าข้าวที่ปลูกมา จะมีตลาดรองรับที่แน่นอน ผ่านในรูปแบบของโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวของบริษัทฯ ซึ่งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ภาครัฐ ภาคเกษตรกรสมาชิก และภาคประชาชน ร่วมกันสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน GAP มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีกับความสำเร็จของโครงการฯ รวมพื้นที่กว่า 301,325 ไร่ ทั่วประเทศ และมีเกษตรกรสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 12,178 ราย


รูปแบบระบบการเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainable Agriculture) คือการทำการเกษตรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม ความสมดุลของสภาพธรรมชาติ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ หนึ่ง เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming) เป็นการผลิตที่มากกว่าสองกิจกรรมขึ้นไป ในเวลาเดียวกัน กิจกรรมทั้งสองนี้จะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้มากขึ้น จากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินที่มีจำกัดในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด  สอง เกษตรอินทรีย์ (Organic Farming) เป็นการผลิตที่ไม่ใช้สารอนินทรีย์เคมี หรือเคมีสังเคราะห์ แต่สามารถใช้อินทรีย์เคมีได้ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ทรัพยากรดิน สร้างความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ให้แก่ผู้บริโภค  สาม เกษตรธรรมชาติ (Natural Farming) เป็นการทำเกษตรที่ไม่รบกวนธรรมชาติ หรือรบกวนให้น้อยที่สุด ไม่ไถพรวน ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และไม่กำจัดวัชพืช แต่สามารถคลุมดิน และใช้ปุ๋ยพืชสดได้ จะช่วยฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศ (Rehabiltation Of Ecological Balance) และลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก  สี่  เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture) เป็นการจัดการทรัพยากรน้ำในไร่นาให้เพียงพอ เพื่อผลิตพืชอาหาร โดยเฉพาะข้าวเอาไว้บริโภคในครัวเรือน รวมถึงการผลิตอื่นๆ เพื่อบริโภค และจำหน่ายส่วนที่เหลือแก่ตลาด เพื่อสร้างรายได้อย่างพอเพียง จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงระดับครัวเรือน  และ ห้า วนเกษตร (Agroforesty) เป็นการเน้นมีต้นไม้ใหญ่ และพืชเศรษฐกิจหลายระดับที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประโยชน์ป่าไม้ของพืชหรือสัตว์ชนิดต่างๆ ที่เกื้อกูลกัน อีกทั้งเป็นการเพิ่มพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ที่มีจำกัดได้อีกทาง จะช่วยให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อีกด้วย
ซึ่งระบบการเกษตรแบบยั่งยืนของบริษัทฯ ได้มีการยึดหลักตามแนวทางมาตรฐาน SRP มาประยุกต์ใช้แบบผสมผสานทุกรูปแบบ มีการพัฒนาระบบบริหารจัดการผลิตข้าว ที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ส่งเสริมเพาะปลูก มีมาตรการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยระบบการผลิตที่เหมาะสม (Appropriate Production System) นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกและคนในชุมชนที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นสิ่งที่เราตระหนักและให้ความสำคัญมาตลอด
การขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนของข้าวตราฉัตร (Diving To Sustainable Rice System) ถือเป็นภารกิจหลักอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาคุณภาพข้าวไทย เพราะระบบการเกษตรแบบยั่งยืน จะสมบูรณ์ได้ ต้องทำให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ นำไปปฏิบัติได้จริง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทรัพยากรในไร่นาและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

รมช.มนัญญาเร่ง ดันนโยบาย สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391316

รมช.มนัญญาเร่ง ดันนโยบาย สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 19:20 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 99 ครั้ง

รมช.มนัญญาเร่งดันนโยบาย สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

รมช.มนัญญา ร่วมแสดงความยินดีโอกาสครบรอบ 47 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมผลักดันนโยบาย                     สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สนับสนุนให้สหกรณ์ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตร  เน้นการทำเกษตรอินทรีย์ ลดใช้สารเคมี ทำเกษตรแนวใหม่ ทำน้อยแต่ได้มาก ใช้เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาผลผลิต                   ให้มีคุณภาพและขยายช่องทางตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภค

               นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 47 ปี วันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ณ บริเวณลานหน้าพระอนุสาวรีย์กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทวศร์ กรุงเทพฯ ในการนี้ ได้อ่านสารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 47 ปี และเชิญเครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อมอบให้กับข้าราชการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงาน พร้อมทั้งยังให้นโยบายการปฏิบัติงานแก่ข้าราชการ ลูกจ้างและบุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์
“กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรและประชาชนทุกพื้นที่ ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับกรมตรวจบัญชีสสหกรณ์ พัฒนาสหกรณ์ให้ได้มาตรฐาน จัดเกรดสหกรณ์ระดับ A B และ C และเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานของสหกรณ์ให้สูงขึ้น เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มี               ความเข้มแข็ง รวมทั้งเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิกด้วย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสนับสนุนให้สหกรณ์มีส่วนช่วยเหลือการสร้างอาชีพรายได้แก่เกษตรกรอย่างมั่นคง               ช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพทำการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน โดยการดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิด เนื่องจากขณะนี้ในจังหวัดต่างๆ มีแต่คนแก่เลี้ยงหลานจำนวนมาก เพราะพ่อแม่ต้องไปงานในเมืองใหญ่ จึงมีแนวคิดที่จะดึงคนเหล่านี้                ให้กลับบ้านมาดูแลและอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ซึ่งกำลังคิดหาโครงการที่จะดำเนินการผ่านสหกรณ์ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นการทำเกษตรสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ทำน้อยแต่ได้มาก และขอให้เน้นทำเกษตรอินทรีย์ลดการใช้สารเคมี ควบคู่กับการใช้หลักการตลาดนำผลิต เพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง  และได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ไปศึกษาแนวทางเพื่อดำเนินการในทันที
ด้านนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมอาชีพให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์นั้น กรมฯจะประสานไปยังสหกรณ์ทุกพื้นที่ เพื่อเปิดรับสมัครผู้สนใจมาร่วมโครงการ ซึ่งเกษตรกรรุ่นพ่อรุ่นแม่  ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตร จากนี้ไปต้องดึงรุ่นลูกซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้การประกอบอาชีพ

“มีตัวอย่างให้เห็นในหลายจังหวัด มีผู้ที่มาทำงาน ในกรุงเทพฯ แต่ยิ่งนานไปกลับมีแต่หนี้สินเพิ่มมากขึ้น จึงต้องการกลับไปอยู่บ้านเกิดและทำการเกษตร ทางสหกรณ์จึงได้แนะนำให้ปลูกผักอินทรีย์เพื่อจำหน่าย จนสามารถปลดหนี้สินได้หมด เชื่อมั่นว่าคนรุ่นใหม่นั้น ถ้าตั้งใจทำเกษตรกรรมจริงจะทำได้สำเร็จ เพราะมีมุมมองเรื่องการตลาด สามารถขายผลผลิตผ่านออนไลน์ และเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน เมื่อเห็นโอกาสและช่องทางในการขายสินค้าแล้ว จึงจะมาวางแผนการผลิตได้ตรงตามที่ตลาดต้องการ”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
ทั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2515 มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน” ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและสหกรณ์ออมทรัพย์ รวมกันกว่า 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร 4,547 แห่ง สหกรณ์              นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 11.6 ล้านคน เป็นสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร 6.7 ล้านคน สมาชิกสหกรณ์นอกภาคเกษตร 4.9 ล้านคน มีทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท และปริมาณธุรกิจ 2.5 ล้านล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือธกส.แก้ไขหนี้สมาชิกสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390720

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือธกส.แก้ไขหนี้สมาชิกสหกรณ์

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 15:10 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ธกส
เปิดอ่าน 58 ครั้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือธกส.แก้ไขหนี้สมาชิกสหกรณ์

สหกรณ์การเกษตรเฮ หลังบอร์ดธกส. ร่วมมือกรมส่งเสริมสหกรณ์แก้ไขปัญหาหนี้สถาบันเกษตรกร โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตร ทั้งยืดและขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้ไม่เกิน 20 ปี ส่งผลให้สหกรณ์เกิดสภาพคล่อง  มีเงินเหลือพอสำหรับหมุนเวียนในธุรกิจ และจัดสรรกำไรไว้ดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิก เน้นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ให้สมาชิกผลิตสินค้า                ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอใช้จ่ายและมีเงินส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์


นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ   อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัด  ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่เพื่อติดตามปัญหาเรื่องหนี้ค้างชำระในสหกรณ์ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเสี่ยงทางการเงิน ไว้สำหรับการหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)

ซึ่งขณะนี้บอร์ดธกส. ได้มีมติเมื่อ  25 กันยายน 2562  ที่ผ่านมา ว่าจะให้ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์การเกษตรที่มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยบอร์ดธกส.จะมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัดและระดับสาขา เพื่อร่วมประชุมหารือกับสหกรณ์จังหวัด และลงพื้นที่ไปติดตามปัญหาหนี้ ในสหกรณ์ พร้อมทั้งพิจารณาให้ความช่วยเหลือบรรเทาหนี้เป็นรายสหกรณ์แล้วแต่กรณี ๆ ไป โดยมีกรอบการดำเนินการ      ให้ยืดและขยายการชำระหนี้สหกรณ์ที่มีกับธกส.ออกไปไม่เกิน  20 ปี
“ดังนั้นเมื่อ ธกส. มีมติเรื่องนี้ออกมาก็ถือว่าเป็นผลดีกับสหกรณ์การเกษตรที่มีปัญหาสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดหนี้ค้างชำระ หลังจากนี้กรมฯจะร่วมมือทำงานกับธกส.ในภาพใหญ่   และในระดับจังหวัดก็จะต้องทำงานร่วมกัน ในการเข้าไปติดตามดูแลเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ของสหกรณ์ ซึ่งจากมาตรการนี้เป็นอานิสงส์ต่อสหกรณ์ ที่จะทำให้สหกรณ์มี สภาพคล่องเพิ่มขึ้น มีเงินเหลือพอสำหรับหมุนเวียนทำธุรกิจและสามารถกลับไปดูแลช่วยเหลือสมาชิก โดยจะเน้นให้สหกรณ์เพิ่มบทบาทในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพของสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพียงพอใช้จ่ายและส่งชำระหนี้คืนให้กับสหกรณ์”  นายพิเชษฐ์กล่าว
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะหารือร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในการปรับปรุงกฎระเบียบทางระบบบัญชีเรื่องการสำรองหนี้ และระเบียบของสหกรณ์ที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิก ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดจะต้องลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสหกรณ์ที่มีปัญหาการเป็นหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์                 เพื่อนำข้อมูลมาประมวลและวิเคราะห์เพื่อวางแผนการดำเนินงานของสหกรณ์ในปีงบประมาณใหม่ ซึ่งในช่วงกลางปีที่ผ่านมา กรมฯได้จัดประชุมรับฟังความเห็นเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ของสมาชิกจากตัวแทนสหกรณ์การเกษตรแต่ละภาค พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจทุกจังหวัด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพทางการเงินและปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ ซึ่งตัวแทนของสหกรณ์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า หากรัฐบาลมีมาตรการช่วยชะลอการชำระหนี้ที่สหกรณ์มีกับธกส.ออกไป สหกรณ์เหล่านั้นก็จะสามารถกลับไปดูแลคุณภาพชีวิตของสมาชิกให้ดีขึ้นได้ โดยการช่วยพัฒนาอาชีพให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฯพร้อมที่จะสนับสนุนสหกรณ์ โดยได้ย้ำว่าการส่งเสริมอาชีพให้สมาชิก จะต้องมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และใช้หลักการตลาดนำการผลิต  โดยสหกรณ์ต้องเพิ่มบทบาทในการส่งเสริมการผลิต การแปรรูปและการตลาดสินค้าของสมาชิกให้มากขึ้น

อ.อ.ป.จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน”เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/391078

อ.อ.ป.จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน”เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า

วันที่ 30 กันยายน 2562 – 14:55 น.
ออป
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

 อ.อ.ป. จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน” เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า

อ.อ.ป. จัดเวทีเสวนา “ป่าไม้ยั่งยืน” เพิ่มมาตรฐานจัดการสวนป่า – ระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้าไม้ให้เข้มข้น ป้องกันการลักลอบตัดไม้จากธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จัดการเสวนาและเผยแพร่การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สำหรับการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ (Chain of Custody : CoC) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดความรู้ จากผู้ที่เคยได้รับการรับรองมาตรฐานสู่สาธารณชน ตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีกทางหนึ่ง โดยมี นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด ร่วมด้วย นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

                  นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (แผนยุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน) ที่มุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เพียงพอ      ต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน ในด้านการดูแล รักษา และใช้ประโยชน์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงจากการปลูกป่าเศรษฐกิจ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นป่าเศรษฐกิจที่สามารถให้ผลผลิตได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ และรักษาความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานและการปฏิบัติตามระเบียบสากลในด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย

ส่วนในปีงบประมาณ 2560 – 2562 อ.อ.ป. ได้จัดทำโครงการ “การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาคเอกชน รวมทั้งหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของ อ.อ.ป. ในการเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 22 ราย ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการปลูกป่าภาคเอกชนและภาครัฐ ให้มีการจัดการอย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management : FSM) การดำเนินงานปี 2561 มีสวนป่าเข้าร่วมโครงการฯ และได้รับการรับรองการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล จำนวน 7 สวนป่า ดังนี้
• สวนป่าของ อ.อ.ป. จำนวน 5 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 37,520 ไร่ ได้แก่
– สวนป่าด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
– สวนป่าสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
– สวนป่าน้ำสวย ห้วยปลาดุก จังหวัดเลย
– สวนป่าภูสวรรค์ จังหวัดเลย
– สวนป่าขุนหาญ จังหวัดศรีษะเกษ
• สวนป่าของเอกชน  จำนวน 2 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 22,487 ไร่ ได้แก่
– บริษัท ชาวสวนเกษตร จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา
– บริษัท ไม้ดีศรีปราจีน  จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี
และในปีงบประมาณ 2562 อ.อ.ป. ยังคงดำเนินตามแผนของโครงการส่งเสริมการปลูกป่าภาคเอกชนและภาครัฐ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการบริหารการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล โดยมีสวนป่าที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 8 สวนป่า ดังนี้
• สวนป่าของ อ.อ.ป. จำนวน 6 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 40,949 ไร่ ได้แก่
– สวนป่าพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
– สวนป่าสมเด็จ 1  จังหวัดกาฬสินธุ์
– สวนป่าดงพลอง จังหวัดบุรีรัมย์
– สวนป่ามัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น
– สวนป่าบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ
– สวนป่าเขาคณา จังหวัดเพชรบูรณ์
• สวนป่าของเอกชน  จำนวน 2 สวนป่า พื้นที่รวมทั้งหมด 1,713 ไร่ ได้แก่
– สหกรณ์ตราดยางพาราจำกัด จังหวัดตราด
– วิสาหกิจชุมชนกลุ่มรวมใจพัฒนาเกษตร ตำบลหนองขาม จังหวัดสุพรรณบุรี
ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจประเมินเพื่อยื่นขอรับการรับรองตามมาตรฐานสากล (FSC (right) โครงการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ (Chain of Custody : CoC) การดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2560 – 2562 มีโรงงานผลิตภัณฑ์ไม้เข้าร่วมโครงการ และได้รับรองตามมาตรฐานสากล (FSC) จำนวน 15 โรงงาน ดังนี้
• ปี 2560 จำนวน 5 โรงงาน
– ส่วนอุตสาหกรรมไม้อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– บริษัท เขามหาชัยพาราวู้ด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท ชูศักดิ์แอนด์พรรณีลีดเดอร์ จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท วู้ดเวอร์ค แอดวานซ์ จำกัด จังหวัดสงขลา
– บริษัท นัมเบอร์ไนน์คอปเปอร์เรชั่น จำกัด จังหวัดพังงา
• ปี 2561 จำนวน 5 โรงงาน
– บริษัท เดลต้า วู้ด จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– บริษัท นครศรีพาราวู้ด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท ภัทรพาราวูด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท ไทยนครพาราวู้ด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช
– บริษัท กรีนแอนด์อินดัสตรี้ จำกัด จังหวัดสงขลา
• ปี 2562 จำนวน 5 โรงงาน
– บริษัท ท้อปโกลฟ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดสงขลา
– บริษัท พิทชฎา พาราวู้ด จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– บริษัท ทุ่งหลวงวู้ดอินดัสตี้ จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี
– บริษัท บุญทิมเบอร์ อินเตอร์ จำกัด จังหวัดประจวบคีรีขันต์
– บริษัท เอเชีย ทีค วู้ด จำกัด จังหวัดตาก

ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่าวต่อไปอีกว่า การจัดการเสวนาและเผยแพร่การจัดการไม้อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สำหรับการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ (Chain of Custody : CoC) ในครั้งนี้คาดว่า จะเป็นการเผยแพร่ข้อมูล สถานการณ์ปัจจุบันในการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล และการบริหารจัดการจัดทำระบบควบคุมการเคลื่อนย้ายของสินค้าไม้ในประเทศไทย ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ในการดำเนินงานตามมาตรฐานฯ จากผู้ที่ได้รับรองฯ รายเดิมสู่ผู้ที่ได้รับรองฯ รายใหม่ และประชาสัมพันธ์โครงการจัดการป่าไม้
อย่างยั่งยืนเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป

รมช.มนัญญาชูกลไกสหกรณ์ช่วยดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390984

รมช.มนัญญาชูกลไกสหกรณ์ช่วยดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ

วันที่ 29 กันยายน 2562 – 20:33 น.
มนัญญา,สหกรณ์
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

รมช.มนัญญาชูกลไกสหกรณ์ช่วยดูแลเกษตรกรทั่วประเทศ

“มนัญญา”กระชับงานกรมส่งเสริมสหกรณ์   ย้ำยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงดันสหกรณ์เข้มแข็ง พร้อมนำสหกรณ์เข้าตลาดออนไลน์แชร์ตลาด   3 ล้านล้านบาท

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์   กล่าวให้นโยบายกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี ว่าขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ เพราะจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักหลายด้าน แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์มาก    เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง
“ ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าลำบาก  แต่เป็นการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน   เพราะหากไม่พอเพียงจะทำให้ชีวิตลำบาก หากรู้จักคำว่าพอเพียงจะไม่ลำบาก เกินกว่านั้นคือฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น ดังนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในทุกพื้นที่จริงจังกับการทำงานเพื่อความเข้มแข็งสหกรณ์  กรมนี้ถือว่าทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดและภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุด  ดิฉันอยากให้สกรณ์เราเข้มแข็ง เราต้องทุ่มเท   จากนี้ดิฉันจะลงพื้นที่ไปเยี่ยมและให้กำลังใจสหกรณ์ทุกพื้นที่ จะไม่มีการทอดทิ้ง” รมช.เกษตรฯกล่าว


นางสาวมนัญญา กล่าวด้วยว่า จะเน้นให้สหกรณ์ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภับสำหรับผู้บริโภค และกำลังประสานความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อหาช่องทางตลาดให้กับสหกรณ์ เพราะหากสามารถทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มจากการค้าขายและการทำธุรกิจ จะส่งผลที่ดีกลับไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก   โดยเบื้องต้นได้หารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)  ว่าจะสามารถที่จะช่วยเหลือกันเพิ่มความรู้ในด้านการค้าขายออนไลน์ได้อย่างไร  จะร่วมแชร์ตลาดค้าออนไลน์ที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาทได้อย่างไร  คาดว่าในงบประมาณปี 63  เราจะเดินหน้าในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง
นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.)  ขณะนี้กรมได้เริ่มพัฒนาการค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ในเวบไซต์ C0-OP  shop ที่กำลังพัฒนาเพื่อให้เป็นช่องทางในการโปรโมทสินค้าสหกรณ์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการและเลือกซื้อสินค้าจากสหกรณ์ต่างๆได้  และกำลังเริ่มจะให้มีการบ่มเพาะความรู้ในการค้าผ่านช่องทางดังกล่าว รวมถึงการผลักดันให้เกิดตลาดเกษตรกรในสหกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจัดตั้งซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ๆ โดยจะเป็นแหล่งจำหน่ายพืชผักผลไม้ สินค้าและผลผลิตต่าง ๆ จากสหกรณ์ทั่วประเทศมารวมไว้ให้ผู้บริโภคได้ไปเลือกซื้อได้อย่างสะดวก เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์
ทั้งนี้ธุรกิจสหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตร  ปี62   สหกรณ์ 8,097 แห่ง เป็นสหกรณ์ภาคเกษตร  4,547 แห่ง   นอกภาคเกษตร 3,550 แห่ง  สมาชิก11.6 ล้านคน  สมาชิกภาคการเกษตร 6.7 ล้าน นอกภาคเกษตร 4.9 ล้านคน  ทุนดำเนินการ 3.1 ล้านล้านบาท ปริมาณธุรกิจ2.5 ล้านล้านบาท

ธ.ก.ส.ทุ่ม 5 พันล. เปิดตัวสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390620

ธ.ก.ส.ทุ่ม 5 พันล. เปิดตัวสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 00:25 น.
ธกส,ทุ่ม 5 พันล้าน,เปิดตัวสินเชื่อ,สินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้,ลดรุกป่า,สร้างรายได้เกษตรกร,ป่าต้นน้ำ
เปิดอ่าน 483 ครั้ง

ธ.ก.ส.เปิดโครงการสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้เกษตรกรป่าต้นน้ำ 11 จว. 5 พันล้านบาทแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร หนุนเปลี่ยนอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดความเสี่ยงปลูกพืชเชิงเดี่ยว

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้จัดทำโครงการสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้ เพื่อสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน “ประชารัฐสร้างไทย” ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของชาวบ้านและชุมชน สามารถช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ช่วยยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิตและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีพื้นที่เป้าหมายที่ป่าไม้ถูกบุกรุกมากที่สุดและเป็นป่าต้นน้ำ ใน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก และเลย

ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย ที่มีความเสี่ยงด้านการผลิต ด้านราคาและมาตรการกีดกันทางการค้า พร้อมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่การปลูกพืชที่หลากหลาย ควบคู่การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่ารักษาสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เช่น ปลูกไม้กินได้ ไม้ใช้สอย และไม้เศรษฐกิจ เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียน สามารถลดต้นทุนการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง โดยมีเป้าหมายเกษตรกรลูกค้าเข้าร่วมโครงการ 50,000 ราย เนื้อที่รวม 500,000 ไร่ วงเงินสินเชื่อรายละไม่เกิน 100,000 บาท รวม 5,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการต้องเป็นเกษตรกรลูกค้าที่มีหนี้สินเป็นภาระหนักหรือมีหนี้สินเดิมและต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และผ่านการประเมินความสามารถในการประกอบอาชีพตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร โดยปลอดชำระต้นเงินไม่เกิน 5 ปีแรก นับแต่วันที่ขอกู้ คิดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 – 3 เท่ากับ MRR – 3 ปีที่ 4 – 6 เท่ากับ MRR – 2 ปีที่ 7 – 9 เท่ากับ MRR – 1 และปีที่ 10 เป็นต้นไป เท่ากับ MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับร้อยละ 6.875 ต่อปี) ระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 กรกฏาคม 2564 และกำหนดชำระคืนเงินกู้ตามที่มาของรายได้ แต่ไม่เกิน 15 ปี

โดยประเภทที่ดินของเกษตรกรลูกค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ได้แก่ โฉนดที่ดิน น.ส.3 ,น.ส.3 ก, น.ส.3 ข และ ส.ป.ก. 4-01 รวมถึงที่ดินที่รัฐอนุญาตให้ทำประโยชน์ ได้แก่ สทก.1 ก, สทก.2 ก, สทก.1 ข, น.ค3 ก, สน.5 และที่ดินที่ทางการอนุญาตอื่นๆ

“ธ.ก.ส. มุ่งหวังที่จะให้โครงการสินเชื่อปลูกป่าสร้างรายได้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการปลูกพืชหมุนเวียนระยะสั้น ไม้ผลในระยะปานกลาง พืชสมุนไพร และเงินออมในรูปของไม้มีค่า สามารถเพิ่มพื้นที่ป่า สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคง ยั่งยืน สู่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นายอภิรมย์ กล่าว

แม็คโคร ติวเข้มสวนผักปลอดภัย รับกินเจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390621

แม็คโคร ติวเข้มสวนผักปลอดภัย รับกินเจ

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 00:00 น.
แม็คโคร,ปลูกผัก
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

แม็คโคร ดันเกษตรกรปลูกผักปลอดภัยหนุนพัฒนาแล็บตรวจสารตกค้างตั้งแต่ฟาร์ม ย้ำความมั่นใจช่วงเทศกาลกินเจ

27 กันยายน 2562 แม็คโคร ติวเข้มสวนผักปลอดภัย รับเทศกาลถือศีลกินเจ ส่งเสริมเกษตรกรตั้งแล็บวิเคราะห์สารเคมีตกค้างสร้างความเชื่อมั่น ชูโมเดลความสำเร็จ “สมเกียรติผักอร่อย” ฟาร์มผักติดลมบนกับเครือข่ายสังคมชาวสวนเข้มแข็ง

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทศกาลกินเจ เป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคผัก ผลไม้ และวัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นอาหารเจจำนวนมาก  โดยในปีนี้แม็คโครได้เตรียมความพร้อมในการรองรับความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการเอาไว้อย่างพอเพียง รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยในกลุ่มสินค้าอย่าง ผัก ที่มีความสำคัญต่อเทศกาล โดยทีมตรวจสอบคุณภาพ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบถึงโรงคัดบรรจุ

แม็คโครเล็งเห็นความสำคัญของความปลอดภัยอย่างเข้มข้นและสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตผักปลอดภัยอันเป็นนโยบายหลักของแม็คโครมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการคือ 1)ลูกค้าของเราเป็นผู้ประกอบการกว่า 3 ล้านราย ถ้ามีวัตถุดิบคุณภาพดี ก็จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีเป็นหลายสิบหลายร้อยล้านครอบครัว 2) การที่เราพัฒนาเกษตรกรให้มีมาตรฐานในการตรวจสอบดีขึ้น แล้วได้ผลตอบรับที่ดี มียอดขายดีขึ้น ก็ทำให้เกษตรกรรายอื่น อยากพัฒนาตาม ดังเช่นการส่งเสริมให้ตั้งห้องแล็บเพิ่มเติมก็ทำให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ดีขึ้นและพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ  แม็คโครเองก็มีความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเกษตรกรของประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้นด้วย

ด้าน นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ  บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “แม็คโครสร้างความแตกต่างของผักปลอดภัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรขอการรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสารจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถในการคัดกรองสินค้าด้วยความปลอดภัยก่อนส่งให้แม็คโคร  ซึ่งนอกจากการให้ความรู้แล้ว ยังเชิญหน่วยงานของรัฐตรวจสอบ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ และความรับผิดชอบร่วมกัน เนื่องจากภายใต้สเปคเดียวกัน ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ”

“เราทดสอบความชำนาญเทียบกับภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าผลที่ออกมา เป็นที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ในปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุหลายแห่งที่ส่งผักให้กับแม็คโครมีห้องแล็บไว้ตรวจวิเคราะห์แล้ว ซึ่งฟาร์มผักของคุณสมเกียรติ เป็นแห่งแรกๆ ที่มี โดยแม็คโครช่วยประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมถึงแบ่งปันความรู้ให้เกษตรกรไปต่อยอดและเชื่อมโยงเครือข่ายให้เกิดความแข็งแกร่ง ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง  มีรายได้ดีขึ้น”

ขณะที่ นายสมเกียรติ ลำพันแดง เจ้าของฟาร์มผักอร่อย และโรงคัดแยกตัดแต่งแพ็คบรรจุผักสด จ.สระบุรี กล่าวว่า  ผมโตมากับแม็คโคร ส่งผักขายมา 10 กว่าปีแล้ว ได้รับโอกาสดีๆ ก็จากแม็คโคร  จากส่งผักไม่เยอะ มีเกษตรกรลูกสวนไม่กี่ราย  จนปัจจุบันมีเกษตรกรลูกสวน 50 กว่าราย พื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 700 ไร่ ส่งผักให้แม็คโครจำนวน 200 ชนิดขายในแม็คโคร  6 สาขา ปริมาณการส่งจากช่วงแรกวันละ 200 กิโลกรัม  ปัจจุบันเราส่งอยู่ที่ 12-15 ตันต่อวัน แม็คโครช่วยผมในหลายเรื่อง ทั้งให้ความรู้ เชื่อมโยงทักษะที่จำเป็นต่างๆ  พัฒนาศักยภาพของชาวสวนอย่างเราผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคีเครือข่ายเอกชน อย่างการทำห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง ตรงนี้ผมก็ได้รับคำแนะนำให้ไปอบรมกับกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และนำมาใช้ได้จริง

“ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีห้องแล็ป หรือ QR Code สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ  แต่พอมีแล้ว มันดีกับอาชีพของเรา ผมกับเกษตรกรลูกสวนทุกคนพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองโดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานการเพาะปลูก ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบกับผู้บริโภคโดยตรง ทำให้เราต้องรักษามาตรฐานให้ดีที่สุด  เพื่ออาชีพที่ยั่งยืนและมั่นคงของพวกเราทุกคน ”

นวัตกรรมสุดล้ำเลี้ยงกุ้งอิงธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390619

นวัตกรรมสุดล้ำเลี้ยงกุ้งอิงธรรมชาติ

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 00:00 น.
เลี้ยงกุ้ง,สภาเกษตรกร
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

สภาเกษตรกรฯหนุน ระบบหมุนเวียนเลี้ยงสัตว์น้ำ นวัตกรรมสุดล้ำเลี้ยงกุ้งอิงธรรมชาติ ป้องกันโรคแทบทุกชนิด

27 กันยายน 2562 นายเดชา บรรลือเดช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประมง สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ และประธานกรรมการศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติ กล่าวถึงการเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติที่คิดค้นและจดสิทธิบัตรเป็นนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้ง

โดยกล่าวว่า “การเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติ” เป็นระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดจะป้องกันโรคที่เกี่ยวกับกุ้งได้แทบทุกชนิด ซึ่งเริ่มต้นจากช่วงวิกฤติโรค EMS (Early Mortality Syndrome) ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งของไทยทั้งระบบ  มากระทั่งเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศ กำหนดให้ โรค Hepatopancreatic microsporidioisis caused by Enterocytozoon hepatopenaei (EHP)

รวมทั้งโรค Shrimp hemocyte iridescent virus (SHIV) ซึ่งเกิดในกุ้ง เป็นโรคภายใต้พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ฯ เช่นเดียวกับโรคอื่นๆในสัตว์น้ำที่เคยมีการประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ จำนวน 38 โรค จากประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งกว่า 30 ปี จนนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติดังกล่าว มองว่าระบบนี้สามารถควบคุมได้และมีความเสถียรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เสียดายว่าเกษตรกรไทยไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าที่ควรส่วนใหญ่ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้ฯจะเป็นชาวต่างประเทศ

อยากให้เกษตรกรไทยได้ทดลองใช้ระบบอิงธรรมชาติแล้วต่อยอด มองว่าอนาคตต้องใช้ระบบอิงธรรมชาตินี้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ ระบบนี้อาจไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดแต่มองว่าเป็นระบบที่ได้ผลและประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง ก้าวข้ามเรื่องโรคไปได้อย่างปลอดภัย ทุกอย่างไม่มี 100% แต่อย่างน้อยที่สุดเกษตรกรที่เอาระบบนี้ไปใช้  80%  หรือกว่านั้นจะประสบความสำเร็จ

ด้วยบทบาทการผลักดันจากสภาเกษตรกรแห่งชาติที่พยายามทำระบบอิงธรรมชาติให้เป็นที่รู้จักของเกษตรกรทั่วประเทศ เราแก้ปัญหาให้เกษตรกรและเป็นระบบที่ทดลองทำและใช้เองจนมั่นใจมาก ถึงกล้าจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดให้กับเกษตรกรทั้งในและต่างประเทศได้ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่มาดูงานที่ศูนย์ฯแล้วนำไปต่อยอดไม่ค่อยมีปัญหา

อาทิ บ่อเลี้ยงที่ จ.นครนายก จันทบุรี นครศรีธรรมราช หรือแม้แต่พื้นที่สีแดงที่แย่สุดๆไม่สามารถทำบ่อเลี้ยงได้เลย แต่พอปรับเป็นระบบอิงธรรมชาติก็สามารถเลี้ยงได้รอด ปลอดภัย ได้ผลผลิตหลายรอบ เช่นเดียวกับต่างประเทศที่เลี้ยงไม่ได้ พอเข้ามาดูระบบที่ศูนย์ฯก็นำกลับไปปรับต่อยอดจนเลี้ยงได้และเพิ่มผลผลิต อาทิ ประเทศเกาหลีใต้ที่ตอนนี้ผลิตได้ 7 – 10 ตันกว่า ด้วยช่วงระยะเวลาไม่เกิน 4 ปีแต่ของไทยยังช้าอยู่

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติยังมีปัญหาคือ หากผู้ทดสอบกระบวนการตรวจสอบมีสุขภาพสายตาไม่ดีจะไม่สามารถทำการทดสอบสารอย่างแม่นยำได้ ,  ปริมาณการหยดสารทดสอบไม่เท่ากัน , สมาธิระหว่างนับหยดสารทดสอบ เป็นต้น  สภาเกษตรกรแห่งชาติซึ่งผลักดันเรื่องการเลี้ยงกุ้งแบบอิงธรรมชาติให้เกิดเป็นระบบที่ยั่งยืน นอกจากการจดสิทธิบัตรแล้ว ภายใต้ความร่วมมือกับดีป้าและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เตรียมพัฒนาใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วยเพื่อให้การเลี้ยงด้วยระบบอิงธรรมชาติเกิดความเสถียร แม่นยำ สะดวก รวดเร็ว และทันสมัยมากขึ้น

ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยยืดชำระหนี้ช่วยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/390537

ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ยยืดชำระหนี้ช่วยน้ำท่วม

วันที่ 26 กันยายน 2562 – 14:21 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ปล่อยกู้ปลอดดอกเบี้ย,ยืดชำระหนี้,ช่วยน้ำท่วม,พิเชษฐ์,ช่วยสมาชิกสหกรณ์
เปิดอ่าน 386 ครั้ง

“พิเชษฐ์” สั่งช่วยสมาชิกสหกรณ์น้ำท่วม เตรียมเงินกองทุนฯกว่า 576 ล้านให้สหกรณ์กู้ปลอดดอกเบี้ย 1ปี ขอความร่วมมือสหกรณ์ยืดเวลาชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยบรรเทาภาระหนี้สิน

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 62 – นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกสหกรณ์การเกษตร ในพื้นที่ประสบอุทกภัย 21 จังหวัด ตามนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยกรมจะใช้เงินจากองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.) วงเงิน 576.287 ล้านบาท จัดสรรให้สหกรณ์กู้ยืมได้สหกรณ์ละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 1 ปี ให้นำไปช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์สามารถนำไปให้สมาชิกกู้ต่อรายละ ไม่เกิน 20,000 บาท ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เช่นกัน

ทั้งนี้เงินที่ให้กู้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องประกอบอาชีพทำการเกษตรและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหายและต้องอยู่ในเขตที่ประกาศการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินระดับจังหวัดจากกรณีอุทกภัย นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ยังได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่มีหนี้เงินกู้กับกองทุนพัฒนาสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติ  และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ขาดรายได้ที่จะนำมาส่งชำระหนี้คืน กพส.ให้ขยายระยะเวลา การชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 1 ปี

“สำหรับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กรมฯได้สั่งการให้ทุกจังหวัดสำรวจความเสียหาย  พบว่า มีความเสียหายในพื้นที่ 20 จังหวัด สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้รับผลกระทบ 316 แห่ง สมาชิก 84,775 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรของสมาชิกเสียหาย 1.07 ล้านไร่ ส่วนการขอกู้เงินเพื่อฟื้นฟูอาชีพสมาชิก ขณะนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ได้อนุมัติเงินกู้ให้แล้ว 10 สหกรณ์ใน 2 จังหวัด วงเงินรวม 37.06 ล้านบาท สมาชิก 1,875  ราย พื้นที่ 27,322 ไร่ และมีสหกรณ์แจ้งความประสงค์ที่จะขอกู้อีก 15 สหกรณ์ ใน 4 จังหวัด กว่า 42.67 ล้านบาท รวมสมาชิก 4,270 ราย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ในส่วนของการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เตรียมแผนฟื้นฟูฯหลังน้ำลดให้เกษตรกร โดยจะจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทั้งพื้นที่การเกษตรที่ปลูกพืช ประมงและปศุสัตว์ รวมถึงจะมอบพันธุ์ข้าว พันธุ์สัตว์  และปลา และส่งเสริมการปลูกพืชอายุเก็บเกี่ยวระยะสั้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเข้ามาสนับสนุนเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ และประสานภาคเอกชน เพื่อหาช่องทางตลาดมารับซื้อผลผลิตให้กับเกษตรกร โดยให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นผู้รวบรวม

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้จัดกิจกรรมบริการซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตร และเปลี่ยนถ่ายอุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ประสบภัย โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ประสานขอความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ อาทิ สถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยสารพัดช่าง วิทยาลัยเทคนิคมาร่วมให้บริการ ซึ่งได้เริ่มเปิดจุดบริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา มีชาวบ้านให้ความสนใจทยอยนำเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์มาให้ซ่อมจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและให้เกษตรกรสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไปประกอบอาชีพได้ทันทีหลังน้ำลด